Difference between revisions 4168066 and 4169079 on thwiki

  {{ตรวจลิขสิทธิ์}} 
               ภูมิรัฐศาสตร์ หรือ คำว่า Geopolitics ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ ภูมิศาสตร์ในมิติของการเมือง โดย ภูมิรัฐศาสตร์ นั้นเป็นศาสตร์ที่นักการทหารและนักยุทธศาสตร์มีความจำเป็นต้องศึกษา เพราะจากอดีตที่ผ่านตั้งแต่มนุษยชาติได้เริ่มมีอารยะธรรมและก่อสงครามสู้รบกัน ภูมิรัฐศาสตร์ ได้ถูกผนวกไว้ในแนวความคิดของการสู้รบด้วยเสมอ เพียงแต่การรวบรวมขึ้นเป็นศาสตร์เฉพาะนั้น เพิ่งเกิดมาในยุคที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์สมัยใหม่ (Modern Strategy) ในช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 19
                แนวทางนโยบายต่างประเทศที่พยายามอธิบายและพยากรณ์พฤติกรรมทางการเมืองและขีด ความสามารถทางด้านการทหารในแง่ของสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้วยเหตุนี้ภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นนิยัตินิยมทางประวัติศาสตร์ที่อิงอาศัย ภูมิศาสตร์ในระดับต่างๆ ฟรีดริค รัตเซล(1724-1804) ได้เปรียบเทียบรัฐกับอินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งจะต้องขยายพื้นที่ออกไปมิฉะนั้นก็จะต้องตาย สานุศิษย์ของรัตเซล ชื่อ รูดอล์ฟ เจลเลน(1864-1922) ก็ได้ดำเนินรอยตามกระบวนการเปรียบเทียบรัฐกับอินทรีย์นี้โดยกล่าวว่ารัฐเป็นอะไรมากไปกว่าแนวความคิดทางกฎหมาย เจลเลนได้พัฒนากฎเกณฑ์ว่าด้วยรัฐโดยกล่าวว่าเป็น ”อินทรีย์ทางภูมิศาสตร์ในเทศะ” และได้ตั้งชื่อกฎเกณฑ์เหล่านี้ว่า”ภูมิรัฐศาสตร์” ไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ รัฐในฐานะที่เป็นรูปแบบแห่งชีวิตอย่างหนึ่ง (1916) หลัก การของภูมิรัฐศาสตร์นี้ถึงแม้จะสร้างทฤษฎีโดยอิงภูมิศาสตร์และมีการนำเสนอใน แง่ของการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์แต่ก็เต็มไปด้วยสิ่งโฆษณาชวนเชื่ออยู่มาก มาย เกียรติภูมิของภูมิรัฐศาสตร์เสื่อมเสียไปมากเพราะนักภูมิรัฐศาสตร์อย่างเช่น คาร์ล เฮาโชเฟอร์(1869-1946)มักจะให้การสนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองหรือนโยบายแห่งชาติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยพวกเขาจะพยายามอธิบายหรืออ้างเหตุผลให้การสนับสนุนในแง่ของการอ้างเหตุผลโดยอิงหลักภูมิศาสตร์ ศัพท์ว่า ภูมิรัฐศาสตร์ นี้ก็ยังอาจจะนำไปใช้เพื่ออธิบายภูมิศาสตร์การเมืองที่พิจารณาในแง่ของโครงสร้างของโลกและรัฐที่เป็นองค์ประกอบของโลก หรืออาจจะใช้หมายถึงการวางแผนนโยบายต่างประเทศในรูปแบบที่นำองค์ประกอบทางภูมิศาสตร์ต่างๆมาใช้เป็นข้อพิจารณา
== ภูมิรัฐศาสตร์ในสมัยโบราณ ==
                นักศึกษาชาวกรีก  (Herodotus)  (เมื่อ  ๔๘๔-๔๒๕  B.C.)  เขียนเรื่องต่าง  ๆ  ในประวัติศาสตร์  แสดงความสนใจในภูมิศาสตร์ด้วยเช่นเดียวกัน  Hecataeus  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาภูมิศาสตร์  เพราะได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับโลก  Plato  (เมื่อ  ๔๒๗-๓๔๗  B.C.)  เขียนเรื่องความสัมพันธ์ของรัฐและพื้นที่ของรัฐ  Julius  Caesar (๑๐๐-๔๔  B.C.)  ให้หลักภูมิรัฐศาสตร์  ในการเขียนเรื่องทางประวัติศาสตร์ของสงครามแกลลิค  (Gallic  Wars) ต่อมามีนักภูมิศาสตร์อีกหลายคนได้ต่อและเสริมวิทยาการภูมิรัฐศาสตร์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เช่น  Strabo  Pliny และ  Ptolemy
นอกจากนี้ในหนังสือภูมิศาสตร์ ยังได้กล่าวถึงการแบ่งประเภทของของภูมิรัฐศาสตร์ได้ 3 ลักษณะดังนี้
                1.       มิศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นการเน้นในข้อเท็จจริงทางด้านภูมิศาสตร์    กายภาพและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจในการเอื้อหรือจำกัดต่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง
 
                2.  ภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องที่เน้นระหว่างเรื่องภูมิประเทศพรมแดน สถานที่ตั้งของประเทศ
                3.  ทฤษฏีทางด้านภูมิศาสตร์ที่เน้นถึงแนวความคิดทฤษฏีในรูปอุดมคติหรือสิ่งที่ควรจะเป็น หรือสิ่งที่อยากให้เป็นในอนาคต
== ภูมิรัฐศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน ==
                Immanuel  Kant  (๑๗๒๔-๑๘๐๔)  ได้ชื่อว่าเป็นให้กำเนิดภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน  โดยให้คำจำกัดความภูมิศาสตร์  และภูมิรัฐศาสตร์  ซึ่งต่อมาได้มีชาวเยอรมันหลายคนได้ติดตามเป็นลูกศิษย์ในทฤษฎีของ  Kant  เช่น Friedrich  List,  Heinrich  Von  Treitschke,  Alexander  Von  Humboldt,  Karl  Ritter  และ  Friedrich  Ratzel อย่างไรก็ดีในจำนวนบุคคลดังกล่าวแล้ว  Ratzel  นับเป็นบุคคลที่ควรยกย่องให้เป็นผู้ริเริ่มรากฐานทางวิทยาการของภูมิศาสตร์การเมืองปัจจุบัน  โดยได้แต่งและพิมพ์เรื่อง  Politsche  Geographic  เป็นครั้งแรกใน ๑๘๙๗  และบรรยายหลักวิชาภูมิรัฐศาสตร์อย่างเป็นระเบียบ  เป็นอาจารย์ภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง  ในวิทยาการด้านนี้เป็นอาจารย์ของนักภูมิศาสตร์ชาวอเมริกันคนหนึ่ง  คือ  Ellen  Churchill  Semple
== แนวคิดและทฤษฎี ==
                สำหรับทฤษฏีและแนวคิดทางภูมิรัฐศาตสตร์ที่น่าสนใจนั้นมีหลากหลายที่น่าสนใจ เช่น แนวคิดของ เซอร์ วอลเตอร์ ราเลย์ (Sir Walter Raleigh: 1552 – 1618) ได้กล่าวไว้ในปี พ.ศ.2153 (ค.ศ.1610)ก่อนที่จะเกิดศาสตร์ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ว่า "Whosover commands the sea commands the trade; whomever commands the trade of the world commands the riches of the world, and consequently the world itself." ซึ่งถอดความเป็นไทยได้ว่า “ใครก็ตามที่ครองอำนาจทางทะเลจะครองอำนาจทางการค้า ใครก็ตามครองอำนาจทางการค้าของโลกจะครองความมั่งคั่งของโลกและครองโลกในที่สุด” ซึ่ง แนวคิดนี้ยังได้ส่งผลมาถึงปัจจุบันที่ประเทศมหาอำนาจยังคงมีความต้องการที่ จะครองอำนาจทางทะเลเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ที่ผ่านมาในยุคล่าอาณานิคม ก็ได้รับอิทธิพลจากข้อเขียนนี้ หลังจากยุคล่าอาณานิคมจนผ่านเลยมาจนสิ้นสงครามโลกความบอบช้ำในยุโรป ทำให้อำนาจทางทะเลได้ถูกเปลี่ยนมือจากประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษมาสู่สหรัฐ ฯ สำหรับทฤษฏีที่น่าสนใจในศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์
                ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีการศึกษาแพร่หลายไปหลายที่ เช่น ในสหรัฐ ฯ เช่น วิลเลี่ยม กิลพิล (William Gilpin: 1813-1894) ได้เสนอใน แนวความคิดลัทธิขยายอาณาเขตของสหรัฐ ฯ ที่เรียกว่าManifest Destiny ในปี พ.ศ. 2379 ที่มีการระบุว่าดินแดนบริเวณ ลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ คือ “ดินแดนที่เป็นหัวใจ” ของสหรัฐ ฯ และ นครเซนต์หลุยซ์ ควรได้รับการสถาปนาเป็น เมืองหลวงของสหรัฐ ฯ นอกจากนี้ ยังมีนักภูมิรัฐศาสตร์ชาวสหรัฐ ฯ อีกหลายคน เช่น พล.ร.ท. อัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน (Rear Admiral Alfred Thayer Mahan: 1840 - 1914) ผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวความคิด กำลังอำนาจทางเรือ (Marintime Power) ที่ประกอบด้วย กำลังอำนาจทางทะเล (Sea Power) หรือที่ดรียกว่า สมุทธานุภาพ และ กำลังอำนาจกำลังรบทางเรือ (Sea Force Power) หรือที่เรียกว่า นาวิกานุภาพ ที่มีผลต่อแนวความคิดของนักการทหารเรือในปัจจุบัน หรือ นิโคลัส เจ สปีกแมน (Nicholas J. Spykman: 1893 - 1943) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเยลผู้สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจ้าของ “ทฤษฏีขอบดินแดน” (Rimland Theory) หรือที่เรียกกันในหมู่นักการทหารว่า “ทฤษฏีขอบโลก” ซึ่งเป็นทฤษฏีที่โต้แย้ง ทฤษฏีดินแดนที่เป็นหัวใจ ของ แมคคินเดอร์
•                    ทฤษฏีดินแดนที่เป็นหัวใจ (Hard Land Theory): ทฤษฏีนี้นำเสนอโดย แมคคินเดอร์ ในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ.1904) ผ่านบทความชื่อ “The Geographical Pivot of History” ต่อสมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติที่กรุงลอนดอน แมคคินเดอร์ ด้วยแนวความคิดว่า พื้นที่ทวีปยุโรปและอัฟริกามีความต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน และให้ชื่อว่า “เกาะโลก” (world island)โดยเกาะโลกนี้มีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง คือบริเวณดินแดนในแถบยูเรเซีย (Eurasia) (ทวีปเอเชียและยุโรปรวมกัน) และได้กำหนดบริเวณสำคัญที่เรียกว่า “ดินแดนหัวใจ” (Heartland) เริ่มจากทะเลบอลติกและทะเลดำในทางตะวันตกไปจนกระทั่งถึงเขตไซบีเรียในทางตะวันออก และทางเหนือเริ่มจากมหาสมุทรอาร์กติกลงจนถึงเทือกเขาหิมาลัยทางใต้ และรวมส่วนใหญ่ของที่ราบสูงอิหร่านทางตะวันตกเฉียงใต้และที่ราบสูงมองโกเลียทางตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณ ดินแดนหัวใจ นี้กำลังทางเรือจะเข้าได้ยากมาก และลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทำถือเป็นชัยภูมิที่ดี นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนกำลังเข้าไปยึดครองยุโรปตะวันออกและตะวันตก สำหรับดินแดนหัวใจนั้นจะถูกล้อมด้วยทวีปยุโรปและเอเซีย มีประเทศ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ล้อมรอบ ซึ่ง แมคคินเดอร์ เรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า “ดินแดนรูปวงเดือนริมใน” (Inner Marginal Crescent) และดินแดนถัดมา คือ ทวีปอัฟริกา ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ และทวีปอเมริกาใต้ โดยเรียกบริเณนี้ว่า “ดินแดนรูปวงเดือนริมใน” (Outer, Insular Crescent) นอกจากนี้ แมคคินเดอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “Who rules East Europe commands the Heartland, Who rules the Heartland commands the World-Island, Who rules the World-Island commands the World.” โดยถอดความเป็นไทยได้ว่า “ใครครองยุโรปตะวันออกผู้นั้นควบคุมใจโลก ผู้ใดควบคุมใจโลกได้ผู้นั้นควบคุมเกาะโลก และ ผู้ใดสามารถคุมเกาะโลกได้ผู้นั้นจะควบคุมโลก”
== ประวัติของวิชาภูมิรัฐศาสตร์ ==
                นักรัฐศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อว่า รูดอล์ฟ เจลเลน (Rudolf Kjellen) ได้บัญญัติศัพท์คำว่า ”ภูมิรัฐศาสตร์” (Goepolitics) ขึ้นมาโดยย่อมาจากคำว่า Geopolitical Politics เมื่อปี ค.ศ. 1900 วิชาภูมิรัฐศาสตร์ศึกษาถึงเรื่องภูมิศาสตร์ในปรากฏการณ์ทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ยึดเอารัฐศาสตร์เป็นหลักและภูมิศาสตร์เป็นรอง ผู้ศึกษาภูมิรัฐศาสตร์จะเน้นถึงผลกระทบทางภูมิศาสตร์ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและเกิดจากมนุษย์ที่มีผลต่อการเมือง
                วิชาภูมิรัฐศาสตร์โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นในข้อเท็จจริงทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจในการเอื้อหรือจำกัดข้อมุ่งหมายทางการเมือง
2. ภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวที่เน้นถึงเรื่องของภูมิประเทศ  พรมแดน สถานที่ตั้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวยุทธศาสตร์ทางการทหารโดยใช้ภูมิประเทศเป็นหลัก
3.   ทฤษฎีทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นถึงแนวคิดในรูปของอุดมคติหรือสิ่งที่ควรเป็นเพื่อพยายามพัฒนาให้เป็นไปได้ในอนาคต
                ภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาอยู่ในวงวิชาการ เมื่อนักภูมิศาสตร์และมานุษยวิทยาชาวเยอรมันชื่อ เฟรดริก รัทเซล (Friedrich Ratzel) นักภูมิศาสตรืชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ฮาวฟอร์ดแมคคินเดอร์ (Sir Halford Mackinder) รวมทั้ง ว่า รูดอล์ฟ เจลเลน (Rudolf Kjellen) ได้แสนอบทความเรื่องหนึ่งชื่อ “The  Geografhical Pivot of histry ” เสนอต่อสมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติที่กรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1904 ซึ่งข้อความสำคัญของบทความนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีดินแดนหัวใจ ของแมคคินเดอร์เองในอีก 15 ปีต่อมา ซึ่งถือเป้นทฤษฎีที่สำคัญมากที่สุดทฤษฎีหนึ่งของวิชาภูมิรัฐศาสตร์ โดยได้รับความยอมรับว่าแนวความคิดของแมคคินเดอร์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ในการที่เยอรมันตกลงใจบุกเข้าไปในสหภาพโซเวียตในสมัยคงครามโลก ครั้งที่ 2 
                ในช่วงปี ค.ศ. 1920 การศึกษาวิชาภูมิรัฐศาสตร์ได้เฟื่องฟูอย่างมากในประเทศเยอรมันภายใต้การนำของนายพลคาร์ล เฮาโชเฟอร์ (Karl Haushofer) แต่ต่อมาการศึกษาวิชาภูมิรัฐศาสตร์ในเยอรมันถูกการเมืองแทรกแซง  จนกระทั่งได้กลายเป็นเครื่องมือไว้ใช้โฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซี ในเยอรมัน
                ความจริงแล้ว  แนวความคิดทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วตามที่ต่างๆในเวลานานมาแล้ว  แนวความคิดเรื่องลัทธิการขยายอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา ที่วิลเลี่ยม กิลพิน  ได้เสนอไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1836 ที่เน้นถึงการขยายอาณาเขตของสหรัฐอเมริกาจากมหาสมุทรแอตแลนติกสู่แปซิฟิกโดยถือว่าดินแดนแถบลุ่มแม่นำมิสซิสซิปปี้ คือ หัวใจของอเมริกาและนครเซนตืหลุยส์ควรถูกสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของอเมริกา ต่อมานักภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาอีกหลายท่านเช่น อัลเฟรดเทเยอร์ (Alfred  Thayer Mahan) โฮเมอร์ลี (Homer Lea )หรือ นิโคลัส เจ. สปีกแมน (Nicolus J. Sppykman) ได้ทำการเขียนหนังสือออกมาหลายเรื่องเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์  ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นถึงกลยุทธ์ทางการทหาร ส่วนเฟรดริก เจ. เทอร์เนอร์ (Frederick J. Terner) เอลสเวิร์ด  ฮันติงตัน (Ellsworth  Huntington) วอเตอร์ เพรส คอร์ด (Walter  Prescott) เจมส์ ซี. มาลิน (James C. Malin ) และคาร์ล เอ. วิทโฟเกิล (Karl A. Wittfogel) ได้นำเขียนถึงภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 
== ทฤษฎีทางภูมิรัฐศาสตร์ ==
ใน สมัยกรีกโบราณได้กล่าวถึงการตั้งหรือชัยภูมิที่ดีของรับว่ารัฐควรที่จะมีที่ ตั้งรัฐเช่นไรจึงจะสามารถสร้างอำนาจให้ยิ่งได้  โดยเพลโตได้เสนอว่าให้รัฐควรมีที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินไม่ควรอยู่ติดทะเล ทั้งนี้เพราะว่า การที่รับตั้งอยู่ในแผ่นดินทำให้ไม่จำเป็นต้องมาพะวงกับการรุกรานทางทะเล  กองทัพบกนั้นมีความแข็งแกร่งแล้วและสำคัญกว่ากองทัพเรือ  เมื่อรัฐตั้งอยู่ในแผ่นดินก็ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือและสามารถบำรุงกองทัพ บกได้อย่างเต็มที่
อริ สโตเติ้ล เห็นว่าชัยภูมิที่ดีนั้นควรจะเป็นที่ตั้งรับอยู่ใกล้ทะเล  รับสามารถสร้างอำนาจได้นั้น  รัฐจะต้องมีความมั่งคั่ง  การสร้างความมั่งคั่งนั้นได้ต้องทำการค้า  
มาถึงยุคสมัยใหม่เรื่องของการขยายอำนาจรัฐและที่ตั้งจะช่วยให้สามารถขยายอำนาจรัฐออกไปได้ก็เป็นสิ่งที่คิดต่อเรื่อยๆมา  โดยมองว่าสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการขยายอำนาจรัฐ
== แนวคิดเรื่องอำนาจของชาติ  ==
                แนวคิดนี้เป็นการศึกษาถึงพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ของพลังแห่งชาติและระหว่าง ชาติโดยบุคคลที่อาจจะถือได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีทางภูมิรัฐศาสตร์ในแนวคิด อำนาจของชาตินี้เป็นนักภูมิรัฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า เฟรดริก รัทเซล (Friedrich  Ratzel) รัทเซล เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม  ค.ศ. 1901รัท เซล มีผลงานที่มีชื่อเสียง คือหนังสือ ภูมิรัฐศาสตร์มานุษยวิทยาและ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติรัทเซลได้เขียนบทความขนาดสั้นขึ้นมาชิ้นหนึ่งชื่อว่า ที่อยู่อาศัย ซึ่งบทความนี้ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดอำนาจของชาติในทางภูมิรัฐศาสตรื  แนวคิดสำคัญของรัทเซล ได้แก่ รัฐประกอบขึ้นมาด้วยสององค์ประกอบคือ ประชากรและแผ่นดิน ดังนั้นรัฐจึงเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต คือรัฐสามารเจริญเติบโตได้ดังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ดังนั้นแล้วพรมแดนของรัฐ สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตของรัฐในการนี้ รัฐใดมีกำลังที่เข้มแข็งก็ใช้กำลัง รุกรานรัฐอื่นเพื่อปรับปรุงอาณาเขตแดนของตน 
                แนวคิดของ รัทเซล ได้นำเอาแนวความคิดของวิคเตอร์มาพัฒนาต่อ  โดยรัทเซลได้เอาแนวความคิดเรื่องอำนาจของรัฐอริสโตเติ้ล  สตราโบ นักปราชญ์อีกหลายท่าน
รูดอล์ฟ เจเลน (ค.ศ. 1864-1922)
                รูดอล์ฟ เจเลน (Rudolf Kjellen) เป็นชาวสวีเดนและเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาประวิตศาสตร์และการปกครองในมหาวิทยา ลัยโกเตเบิร์ก  เจลเลนมีความเชื่อในเรื่องรัฐชีวภาพ  เช่นเดียว รัทเซล และเขาเห็นว่าอำนาจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะว่าอำนาจเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุนให้รัฐยังอยู่
                เจลเลน เป็นผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเจลเลนเห็นว่ากรที่เข้าใจรัฐใดๆได้อย่างลึกซึ่งนั้น  จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องภูมิศาสตร์ของรัฐนั้นเสียก่อน  ไม่ว่าเป็นอาณาเขต  ที่ตั้งของรับ  รูปร่างของรัฐ  ภูมิอากาศ  ภูมิประเทศ  แนวพรมแดน  ซึ่งเจลเลนได้ให้ความเห็นว่ารับที่จะสามารถเป็นรัฐมหาอำนาจนั้นต้องมีองค์ประกอบ สามประการ  คือ
 1.มีเนื้อที่กว้างขวาง
 2.สามารถที่จะติดต่อกับโลกภายนอกได้สะดวก
 3.จะต้องมีเนื้อที่หรือดินแดนที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว
                เจลเลนได้ให้ทัศนะต่ออีกว่าไม่จำเป็นต้องทำการขยายอาณาเขตเพียงอย่างเดียว  การสร้างอำนาจสามารถทำได้โดยการใช้ความล้ำหน้าทางวัฒนธรรมและเทคนิค  เทคโนโลยีของประเทศเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจขึ้นมาได้  ทั้งนี้สิ่งที่แสดงถึงความมีอำนาจของรัฐคือ การที่รัฐมีแนวพรมแดนที่เข้มแข็งยากต่อการโจมตี และความสามัคคีของคนในชาติ