Revision 4735865 of "สัมมาทิฏฐิ" on thwiki{{ไม่เป็นสารานุกรม}}
สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นตามอย่างถูกต้องที่ยังมีกิเลสหมักหมมที่ต้องทำการกำจัดกิเลสนั้นเพื่อให้เป็นส่วนแห่งบุญเป็นผลแก่ขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) โดยมีความเห็นที่ถูกตรงดังนี้
( จากมหาสติปัฏฐานสูตรเล่ม ๑๒ นั้นชี้ชัดว่า สัมมาทิฏฐิคือความเห็นว่าชีวิตนี้เป็นก้อนแห่งทุกข์ เพราะมีสาเหตุแห่งทุกข์ มีสภาวะที่ไม่มีทุกข์อยู่ และสุดท้ายก็มีวิธีการที่จะดำเนินการให้พ้นทุกข์นั่นเอง อันคือมรรคมี องค์ ๘ นั่นเอง )
๑. ทานที่ทานแล้วมีผล (อัตถิทินนัง ) คือการทานสิ่งของหรือธรรมทาน ที่มีผลต่อจิตใจให้เกิดการละ หรือลดความโลภแล้วเห็นผลทานนั้นเกิดขึ้นกับจิตใจของตนเองว่า การทานนั้นทำให้เราสุขใจที่เห็นคนที่รับการทานนั้นเป็นสุขตามสภาวะนั้นอย่างแท้จริง เพราะเพื่อให้เราลดความยึดติดในทรัพย์ภายนอกที่ทำให้เราเกิดทุกข์อย่างไม่รู้จบสิ้นนั่นเอง
๒. ยัญพิธีที่บูชาแล้วมีผล (อัตถิยิฏฐัง ) ตือการกระทำพิธีการใดๆ หรือพิธีการใดๆ เพื่อให้เราเดินทางอย่างถูกตรง เพื่อให้เราพ้นจากทุกข์แห่งชีวิตนั่นเอง เช่นการทานส่ิงของข้อที่ ๑ หรือการรักษาศีลทุกข้อแห่งพุทธ ก็คือพิธีการ หรือยิฏฐังนั่นเอง
๓. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิหุตัง )คือการกระทำการใดๆทั้งสิ้น เพราะหมายความว่าการกระทำการใดๆอันมีผลให้เราได้เดินทางออกจากความทุกข์แห่งชีวิตได้นั่นเอง นั่นย่อมหมายความว่า ๓ ข้อนี้มีความเกี่ยวข้องกัน คือ ระหว่างการทานหรือการสละออก เพราะเราเป็นทุกข์นั้นก็เพราะอุปาทานเอาไว้กับชีวิต กับจิตเรานั่นเอง หรือข้อ ๒ คือวิธีการหรือพิธีการต่างเพื่อเดินทางออกจากทุกข์นั่นแหละคือการบวงสรวง หรือวิธีการ หรือพิธีการ เพื่อให้เราลดการยึดติด เพื่อเดินทางออกจากทุกข์เป็นหมวดแรก
๔. ผลของวิบากกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีผล (อัตถิสุกตทุกกฎานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ) สำหรับข้อนี้เราผู้เป็นพุทธย่อมเชื่อว่าการทำดีทำชั่วย่อมสั่งสมผลลงสู่จิตของเราอยู่ทั้งสิ้น เพราะเราเชื่อในกรรม ๕ ของพุทธศาสนาอย่างแน่นอน เช่น ฆ่าสัตว์ก็คือฆ่าสัตว์ ถ้าสัตว์โกรธ อาฆาต พยาบาท ก็ย่อมพยาบาทอาฆาตเราผู้ฆ่านี่เอง เราเองก็ต้องรับการอาฆาตพยาบาท จองเวรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง เอาให้ใครรับแทนก็ไม่ได้ เมื่อทำดีก็ย่อมรับผลดีเช่นเดียวกัน
๕.โลกนี้มี (อัตถิ อยัง โลโก)โลกนี้มีถ้าจากการอธิบายคงไม่ยาก เพราะโลกนี้ก็คือโลกที่เราอยู่อาศัย หรือมีชีวิตอยู่นี้ แต่ในส่วนที่ต้องเดินทางออกจากทุกข์ก็เพราะโลกเก่าที่พระพุทธเจ้าหมายถึงก็คือโลกที่เป็นทุกข์นั่นเอง และ
๖.โลกหน้ามี (อัตถิ ปโรโลโก )โลกหน้ามี ถ้าต้องอธิบายก็คือโลกหน้าในที่นี้ก็คือโลกที่เราพ้นออกมาจากความทุกข์แล้วมามีสถานะใหม่ หรืออยู่โลกใหม่ที่เกิดหลังจากปฏิบัติธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนั่นเอง ซึ่ง ข้อ ๔ ,๕,และ๖นี้คือความเกี่ยวข้องกันในการปฏิบัติ คือถ้าทำชีวิตอยู่เท่าเดิมก็ได้อยู่โลกเก่า ถ้าทำชีวิตแบบปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็จะได้อยู่โลกใหม่นั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าตายจากชาตินี้แล้วไปอยู่โลกใบใหม่หรอก เพราะพระพุทธเจ้าท่านเองท่านก็ปรินิพพานตอนสุดท้ายท่านก็ไม่ได้ไปสร้างโลกใหม่รอเราหรอก แต่ท่านบอกให้เราออกจากโลกของความทุกข์มาอยู่โลกที่เป็นสุขในชาตินี้นี่เอง ต้องดู ๓ ข้อต่อไป
๗. มารดามี (อัตถิมาตา )ข้อนี้อธิบายเอาไว้ว่าแม่ในการเกิดมีชีวิตนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่าสัตว์แต่ละตัวนั้นเกิดแล้วตายกระดูกกองรวมกันเท่าภูเขาเวปุลบรรพต แต่ก็ไม่สามารถออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นเราเองต้องตามไปดูความลึกซึ้งของคำสอนว่าแม่ในที่นี้ก็คือแม่ที่ทำให้เราเกิดใหม่นั่นเอง
๘.บิดามี (อัตถิปิตา)ข้อนี้ก็คงเช่นเดียวกันกับข้อที่ ๗ เพราะธรรมดาสัตว์ หรือพืชย่อมอาศัยความเป็นแม่กับพ่อเป็นที่อาศัยเกิด หรือทำให้เกิด เราก็เห็นๆอยู่โดยความรู้ทั่วไป หรือพระพุทธเจ้าไม่สอนเราก็รู้ว่าพ่อแม่นั้นมีอยู่จริง แต่พ่อแม่ทางธรรมนี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเองที่จะทำให้เราเกิดใหม่ ไปดูข้อต่อไป คือ
๙.สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ มี (อัตถิสัตตาโอปปาติกา ) จากข้อเกิดนี้จะเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นสอนเรื่องการเกิด ๔ อย่างเอาไว้ชัด และข้อที่ ๔ ท่านก็ว่าการเกิดแบบสัตตาโอปปาติกะนี่เอง คือการผุดเกิดขึ้นของสัตว์ หรือจิต และการเกิดการตายอย่างนี้เกิดตายอย่างไม่มีซากไม่ต้องฝังศพ หรือเผาผี แต่ผุดเกิดเป็นสัตว์ใหม่เลย ก็คือข้อที่ ๙นี่เอง
ก็เพราะท่านได้อ้างเอาไว้ว่าสัมมาทิฏฐิ คือการเห็นอย่างถูกต้องใน ทุกข์ ในสมุทัย ในนิโรธ ในมรรค ก็คือ เราเห็นตามท่านว่าชีวิตของเรานี้กองแห่งทุกข์ และมีสาเหตุคือกิเลส ตัณหา อุปปาทานนั่นเอง และเราจะหมายเอานิโรธ เราเองก็ต้องปฏิบัติตามมรรค หรือทางที่จะปฏิบัตินั่นเอง และเพื่อการเดินทางออกจากทุกข์ก็คือการเห็นอย่างถูกต้อง หรือสัมมาทิฏฐิ ตามทางมาเป็นลำดับ เป็นปริวัตตมาเรื่อยๆนั่นเอง และโดยเฉพาะข้อต่อไปเป็นข้อที่
๑๐.คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายที่ดำเนินถูกต้อง ปฏิบัติถูกตรงซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า เพราะรู้ด้วยตนเอง ในโลกนี้มีอยู่ (อัตถิโลเกสมณพราหมณา สัมมัคตา สัมมาปฏิปันนา เยอิมัญจโลกัง ปรัญจโลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ) ข้อนี้ล่ะคือความสำคัญ ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นผู้รู้ในข้อที่๑๐ นี้ เราเองจะไม่มีโอกาสรู้ว่าข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๙ นั้นมีลำดับการปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกตรงนั่นเอง เราต้องหาให้เจอ และตรวจสอบโดยทฤษฎีของพุทธศาสนาให้ได้ เพื่อเราจะได้ไม่เสียโอกาสในการเกิดเป้นคน และเป็นคนที่อยู่ในช่วงของพุทธศาสนา ที่ตั้งใจจะศรัทธา ที่ตั้งใจจะปฏิบัติตาม ตั้งใจที่จะรับผลแห่งการเรียนรู้ การปฏิบัติอย่างถูกตรง อย่างเห็นได้เป็นปัจจัตตังให้ได้นั่น ก็ควรจะเปิดจิตเพื่อรับความรู้แห่งพุทธนี้ตามบุญบารมีของเราให้ได้
ด้วยศรัทธาแห่งพุทธ ข้าพเจ้าขอแสดงสัมมาทิฏฐิแห่งพุทธดังนี้
หลักฐานอ้างอิงคือ มหาจัตตารีสกสูตร เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikipedia.org/w/index.php?oldid=4735865.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|