Revision 8286887 of "องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งบัว" on thwiki

{{ลบ|ไม่เป็นสารานุกรม}}



'''โดย [[อ.อภิเดช  ช่างชัย]] สังกัดโครงการจัดตั้งภาควิชา อบน.ศวท.มก.กพส.'''

'''กระบวนการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสรรค์ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์และชุมชน'''

'''ศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ ชุมชนทุ่งควายหาย'''

'''สภาพปัจจุบัน'''

'''ประวัติความเป็นมาของศูนย์การเรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน ทุ่งความหาย'''

จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (Inadept – Interview) คุณ ไพรินทร์ เลารุจิราลัย ชาวบ้านตำบลทุ่งควายหาย ผู้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหาย สามารถนำผลการสัมภาษณ์เชิงลึกมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) นำสรุปได้ดังนี้

ศูนย์การเรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ทุ่งควายหายนั้น เริ่มจากการที่นายไพรินทร์ เลารุจิราลัยนั้นเป็นเกษตรกรที่เคยทำการเกษตรเชิงเดี่ยว โดยที่ดั่งเดิมตายายมีพื้นที่และคุณไพรินได้รับการแบ่งมรดกตกทอดมาจำนวนหนึ่งมากพอสมควร ซึ่งเริ่มต้นจากการปลูกอ้อย เพราะเมื่อก่อนชุมชนแถบกำแพงแสนนั้นนิยมปลูกอ้อยปัจจุบันคนในกำแพงแสนยังปลูกอ้อยเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการปลูกโดยเพราะอ้อยเป็นพืชที่ดูแลง่ายใช้น้ำน้อยให้น้ำแบบตามร่องครั้งหนึ่งก็อยู่ได้หลายอาทิตย์แต่หากอากาศแห้งแล้งมากก็จะให้น้ำที่บ่อยขึ้น ที่สำคัญมีใกล้โรงงานน้ำตาลได้ราคาดี สมัยแรกๆ นั้นเกษตรกรชาวไร่อ้อยร่ำรวยมีเงินใช้ แต่อย่างไรก็ตามชีวิตเกษตรกรชาวไร่อ้อยไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบเสมอไประยะหลังเกษตรกรเริ่มเกิดปัญหาศัตรูพืชระบาด ปุ๋ย ยา ราคาแพงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาลงทุนสูงและรายได้ไม่สมดุลต่อการลงทุน ซ้ำร้ายบางปีเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดทุนตามมา ระยะหลังนั้นมีความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามามีบทบาทในการทำการเกษตร เช่น งานฆ่าแมลงต่างๆ รถเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เอื้ออำนวยในการทำการเกษตร จนเกษตรกรหลงชวนเชื่อกับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเกษตรต่างๆ และเกษตรกรบางรายวิ่งตามเทคโนโลยีลงทุนจนเกินตัวเกิดหนี้สินตามมา หนึ่งในนั้น คือ ตัวนายไพรินทร์ รุจิราลัย ที่ได้เสพติดการเปลี่ยนแปลงจนเกิดปัญหาเช่นเดียวกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน แต่คนรู้ตัวก่อนั้นย่อมเป็นคนที่ได้เปรียบเพราะรู้ก่อนเริ่มแก้ปัญหาก่อน โดยคุณไพรินนั้น เริ่มมาตระหนักถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าภาระหนี้สิน และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคมะเร็งของคนในหมู่บ้าน จึงได้มองถึงสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น โดยรู้สึกว่าปัจจุบันการทำเกษตรของคนในหมู่บ้านใช้ยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ถึงแม้ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงก็จะซื้อพืชผักที่มียาฆ่าแมลงหรือแช่ฟอร์มาลินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกว่าถ้าจะดำรงชีวิตแบบนี้ต่อไป ตนเองก็คงไม่ต่างๆจากคนอื่นๆ จึงหาหนทางออกของปัญหาโดยจากการที่ได้ฟังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงได้ศึกษาหาข้อมูล เกี่ยวกับการทำการเกษตรโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และลงมือทำเพียงลำพังผิดๆถูกๆ แต่ ต่อมาช่วงที่มีปัญหาราคาปุ๋ยมีราคาแพง จึงได้มีหน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็น ออกมาส่งเสริมความรู้ในชุมชนในเรื่อง การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการแก้ไขปัญหาทำอะไรอย่างมีเหตุผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันในตนเองที่ดี บนเงื่อนไขความรอบรู้ คู่คุณธรรมแล้วจะสามารถดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง โดยการส่งเสริมการทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต  เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมของภาครัฐในครั้งนั้น นายไพรินทร์ เลารุจิราลัย มีความศรัทธาในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศรัทธาในคำส่งสอนของพ่อหลวงภูมิพลอดุยเดช จึงได้ศึกษาคำสอนที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับข้อคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการน้ำและดินนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำอาชีพเกษตรกรรม 

จากครั้งนั้นทำให้ นายไพรินทร์  เลารุจิราลัย ได้สนใจในการทำอาชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียง และ เรื่องเกษตรปลอดภัย เพราะชาวบ้านทุ่งควายหายและคนทั่วไป ปลูกพืชผักกินได้แต่มักจะมีพฤติกรรมที่ซื้อพืชผักจากตลาดมากินเพราะสะดวกโดยชาวบ้านกล่าวว่าแค่ทำนา ทำไร่ ทำสวยก็เหนื่อยมากพอแล้ว ดังนั้น การซื้อเขากินง่ายกว่า ซึ่งมันเหมือนง่ายแต่ความจริงในความง่ายนั้นว่อนอันตรายเอาไว้มากมายเพราะการปลูกพืชสมัยใหม่เกษตรกรไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร สารเคมี คือ คำตอบในการปลูกพืชเพราะใช้ง่ายได้ผลชัวร์ ซึ่งคนไทยปัจจุบันได้เป็นโรคมะเร็งมากขึ้นสามเหตุส่วนใหญ่มาจากการรับสารตกค้างเข้าไปให้ร่างกายมากเกินไป เพราะสารเคมีทั้งนั้นที่กินเข้าไป สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคร้ายภัยเงียบตามมาภายหลัง จึงก่อให้เกิดแนวคิดการรณรงค์ให้คนในชุมชนบริโภคพืชผักปลอดสารพิษซึ่งเป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคพืชผักต่อคนในชุมชนน้อยมาก ถึงแม้ว่าคนในชุมชนและคนไทยจะรู้ดีว่าอันตรายแต่ก็ยังกินเพราะมันสะดวก ราคาถูกกว่า การบริโภคปลอดสารพิษ จึงเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าว่าเปลี่ยนใครไม่ได้ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนตนเอง ประกอบกับมีโครงการจากทางภาครัฐให้คนในชุมชนต้องผลิตปุ๋ยใช้เองช่วงนั้นหมอดินอาสาออกมาถ่ายทอดคุณไพรินทร์ เลารุจิลัยโครงการหมอดิน ซึ่งโครงการหมอดินอาสานี้เป็นสิ่งที่ทำให้มีองค์ความรู้เรื่องดินสามารถนำความรู้มาแก้ปัญหาดินในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเองา และ พื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกรรที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ภายหลังได้มีงบสนับสนุนจากจังหวัด จำนวน 200,000 บาท ให้มีการสร้างโรงปุ๋ยชุมชน จึงเป็นที่มาของการสร้างชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหาย โดยนายไพรินทร์เป็นประธานชมปุ๋ยในครั้งนี้ เนื่องจากนโยบายภาครัฐในการจัดตั้งโรงปุ๋ยชุมชนให้กับคนในชุมชนได้เป็นแหล่งเรียนรู้ การจ้างงานของคนพื้นที่ สนับสนุนให้คนในชุมชนได้ใช้ปุ๋ยราคาถูก ลดต้นทุนและแก้ปัญหาดินเสียที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังจากการใช้สารเคมีเป็นระยะเวลานาน ในระยะแรกมีสงบประมาณและได้รับความสนใจยจากคนในชุมชน แต่ภายหลังงบประมาณได้หมดไปและคนส่วนใหญ่ทราบดีว่าปุ๋ยในชุมชนดีแต่ไม่พร้อมที่จะใช้เพราะเห็นว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์โดยถึงแม้ว่าราคาถูกแต่อัตราการใช้มากกว่าปุ๋ยเคมีที่สำคัญใช้ไม่สะดวกในการใช้  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีปั้นเม็ด คุณภาพน้อยกว่าแถมราคาแพงเจ้าของกิจการปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดบางรายนั้นแอบใส่สารเคมีลงไปก่อให้เกิดผลเสียวตามมาแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหากลับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้าน ด้วยเหตุที่กล่าวมาจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนพยายามขับเคลื่อนงานชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหายในฐานะประธานชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ช่วงแรกคนในชุมชนกล่าวว่าคุณไพรินทร์ เลารุจิราลัยบ้า บ้างก็เรียกประชดประชันว่า “ไอ้ ดร.” แต่ไม่สนใจเพียงแต่ได้นำคำกล่าวนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำเป็นตัวอย่างให้คนใยชุมชนเห็นว่า สิ่งที่ตนเองทำนั้นสามารถทำได้จริง และพยายามหาแนวร่วมซึ่งก็ได้มีคุณเล็ก รองประธานชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหาย มีอุดมการณ์เดียวกันได้ช่วยการทำให้เป็นแบบอย่างในการปลูกผักปลอดสารพิษกินเองและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ในระหว่างนั้นก็มีคนปรามาส อยู่เป็นนิดโดย ไพรินทร์ เลารุจิราลัย คุณธนกฤต คลีรี่ และ สมาชิกที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์นั้นไม่ได้สนใจและเดินหน้าทำเป็นแบบอย่างให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเริ่มมีคนสนใจบางส่วนเริ่มทำตามในพื้นที่เกษตรบางส่วน บางส่วนสนใจแต่ไม่พร้อมทำตามแนวทางการปลูกพืชของศูนย์การเรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน ทุ่งความหาย ระยะเวลาผ่านไปพวกเราเริ่มเรียนรู้โดยการมีเครือข่ายในองค์กรที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เราเริ่มเข้ารับการองรมหาความรู้เพิ่มเติมเราเริ่มสนับสนุนให้สมาชิกกลุ่มแกนนำของเราไปอบรมเรื่องการปลูกผักโดยไม่สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ผลการส่งสมาชิกเข้าศึกษาเรียนรู้ทำให้เราได้อะไรมากกว่าความรู้ คือ เครือข่าย เราไปรู้จักแหล่งตลาด เช่น โรงพยาบาลที่รับซื้อผักปลอดสารพิษของเราแต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างรายได้ที่จะนำมาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้น บางครั้ง เราจึงจำเป็นต้องขายผักปลอดสารพิษในราคาผักทั่วไป เนื่องจากผลผลิตที่ได้มาจากกระบวนการปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีจึงทำให้เราไม่สามารถขายราคาเดียวกันกับผักที่ปลูกโดยใช้สารเคมี ปัจจุบัน มีการปลูกผักปลอดสารพิษไว้ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน ทุ่งความหาย ให้คนในชุมชนสามารถมาแบ่งไปกินซึ่งคนในชุมชนสะท้อนว่าพืชผักที่ปลูกโดยไม่ใช้สารพิษนั้นรสชาดอร่อยหวานกรอบกว่าพืชผักที่ใช้สารเคมี จึงเป็นสิ่งที่ทางเราเริ่มเรียนรู้วิธีการเข้าถึงจิตใจคนและเราสร้างสถานการณ์แบบเครือญาติจึงทำให้ชาวบ้านเริ่มหันมาสนใจพร้อมกับเริ่มหันมาร่วมกระบวนการปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ของคนในชุมชน และ คุณไพรินทร์  เลารุจิราลัย นั้นถูกเชิญให้ไปบรรยายเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปลูกพืชผักให้ได้ผลดีจากหน่วยงานและชุมชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  

นอกจากนี้ คุณธนกฤต คลีรี่ รองประธานชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนทุ่งควายหาย ได้เล่าถึงที่มาศูนย์การเรียนรู้ชมรมปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน ทุ่งความหาย ว่า เดิมทีตนเองเป็นคนกรุงเทพทำงานบริษัท แต่เนื่องจากเกิดมีอาการป่วยเกิดขึ้น จึงพิจารณาถึงสาเหตุของการป่วยของตนเอง พบว่า อาจจะเพราะทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีทุกวันๆ ประกอบกับ รู้สึกเบื่อหน่ายในอาชีพที่ทำ จึงคิดกลับมาอยู่นครปฐม มาปลูกผักทานเอง ผักปลอดสาร ผักเกษตรอินทรีย์ จึงได้มาซื้อที่ดิน เพื่อปลูกผักโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยไม่ได้มีการศึกษาที่มาที่ไปของที่ดินว่าเหมาะสมกับการเพาะปลูกมากน้อยเพียงใด รวมทั้งไม่ได้ศึกษาข้อมูลว่า ถ้าปลูกผักแล้วจะไปขายที่ไหนอย่างไร ไม่มีการวางแผนการตลาด การปลูกครั้งแรกใช้เงินลงทุนหลักล้าน เนื่องจากผักอินทรีย์ค่อนข้างต้นทุนสูงกว่าการปลูกผักทั่วไป ฉะนั้น ผลที่ได้ คือ ไม่มีคนซื้อเนื่องจากราคาแพง เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ ก็ไม่รู้จะขายให้ใคร  สรุปคือขาดทุน แต่ด้วยความเป็นคนที่ย่อท้อต่ออุปสรรค จึงไม่ล้มเลิกความคิดเรื่องผักอินทรีย์ โดยมีความคิดว่าเมื่อขายไม่ได้เราก็ปลูกทานเอง จึงได้เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและโทษของการใช้สารเคมี ประกอบกับได้พูดคุยกับคุณไพรินทร์ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน จึงได้ร่วมการทำศูนย์เรียนรู้นี้ขึ้น

จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่ม  ในตอนแรกมีสมาชิกและผู้ร่วมอุดมการณ์เพียง 3-4 คน เพราะถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ แต่คนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับรายได้มากกว่า เพราะปุ๋ยอินทรีย์ลงทุนสูงแต่ไม่มีตลาดรองรับ อีกทั้งผู้นำก็ไม่สามารถหาแนวทางในการรองรับเมื่อจะมีผลผลิตเหล่านี้ออกมาได้ทำให้ ประชาชนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านไม่สนใจ ผู้นำศูนย์จึงได้เปลี่ยนวิธีการโดยเปลี่ยนแนวคิดเป็น ปลูกเอง กินเองเป็นตัวอย่าง ผลผลิตเหลือก็แจกจ่ายแบ่งปัน และได้มีการขยายรับสมาชิกเพื่อทำการเรียนรู้ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ซึ่งนับเป็นปัจจัยการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรมากที่สุด

ทางชมรมมีวัตถุประสงค์จัดการดินปุ๋ยชุมชน มีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรในชุมชนผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้และแปลงเรียนรู้ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน และให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยเบื้องต้น ทำให้เกษตรกรที่มารับบริการทราบว่าปริมาณธาตุอาหารหลักในดินของพื้นที่ตนเองนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ควรจะต้องใส่ปุ๋ยอย่างไรให้เหมาะสมกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ยังช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต การใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมทำให้ต้นพืชแข็งแรง ไม่อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง ทำให้ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่จำนวนสมาชิกของศูนย์เรียนรู้ปัจจุบันยังมีน้อยจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น

'''เชื่อมโยงปรัชญาการศึกษา'''

การจัดการเรียนรู้ของชมรมปุ๋ยอินทรีย์ได้มีการนำหลักการของปรัชญาการศึกษามาปรับใช้ด้วยมุมมองของฐานคิดในมุมมองดังต่อไปนี้

1. ปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการนิยม (Progessivism) หรือปรัชญาปฏิบัตินิยมซึ่งมีแนวความคิดว่าผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีทักษะพร้อมที่ปฏิบัติงานได้ ครูนั้นเป็นผู้นำทางในด้านการทดลองและวิจัย หลักสูตรเป็นเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ของสังคมรวมทั้งแนวทางที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ  ปรัชญาปฏิบัติการนิยมให้ความสนใจอย่างมากต่อการ “ปฏิบัติ” หรือ “การลงมือกระทำ”  นักปรัชญากลุ่มมีความสนใจถึงกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติเพื่อให้ทราบถึงผลของการปฏิบัติว่าเป็นเช่นไรและเหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่เพราะเห็นว่า ลำพังแต่เพียงการคิดไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การดำรงชีวิตที่ดี ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดที่ดี และการกระทำที่เหมาะสม

2. ปรัชญาการศึกษาแบบปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)  พวกปฏิรูปนิยมมองโรงเรียนว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างระเบียบทางสังคมขึ้นมาใหม่ การจัดหลักสูตรตามแนวของปฏิรูปนิยม จึงมุ่งเน้นเนื้อหาสาระและวิธีการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบที่จะปฏิรูปและสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และระดับโลกในที่สุด

สรุปได้ว่าชมรมปุ๋ยอินทรีย์ทุ่งควายหายได้มีการจัดการเรียนการสอนด้วยการลงมือปฏิบัติ และมีการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของชุมชนด้วยตัวชุมชนเองด้วยการปฏิรูปแนวคิดของคนในชุมชนให้หันมาสนใจในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

'''ปัญหาที่พบ'''คนในขุมชนส่วนใหญ่จะมีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับสารเคมีมากกว่าว่าลงทุนทำการเพาะปลูกครั้งเดียวมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์อาจจะมีต้นทุนต่ำจริงแต่จะมีต้นทุนค่าแรงในการดำเนินที่สูง โดยได้มีสมาชิกในชมรมได้ทดลองนำปุ๋ยอินทรีย์มาทดลองใช้ในการเพาะปลูกเกษตรแปลงใหญ่ผลปรากฏว่าผลผลิตที่ได้มีความงอกงามดีกว่าปุ๋ยเคมีแต่จะให้ผลผลิตช้ากว่าสารเคมี และช่องทางการจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ชองการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีจำนวนช่องท่งที่น้อยกว่าการใช้สารเคมีกล่าวคือเมื่อผลผลิตของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้ออกผลผลิตผู้บริโภคก็ได้หันไปบริโภคผลผลิตก่อนหน้าแล้วเนื่องด้วยปัจจัยที่สังคมปัจจุบันมีการแข่งขันที่เร่งรีบ

'''สะท้อนคิดตามหลักปรัชญาการศึกษา'''

การศึกจะสามารถทำให้คนที่ได้รับการศึกษามีความรู้ที่มากขึ้นและหลุดพ้นจากอวิชาและสามารถที่จะก่อให้เกิดการพึงพาตนเองได้ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการจัดการศึกษาของคนในชุมชนด้วยการลงมือปฏิบัติในการศึกษาซึ่งสอดคล้องกับหลักการของการจัดการศึกษาแบบปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการนิยม (Progessivism) หรือปรัชญาปฏิบัตินิยมที่มีแนวความคิดต้องการให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีทักษะพร้อมที่ปฏิบัติงานได้ โดยผู้ให้ตวามรู้นั้นเป็นผู้นำทางในด้านการทดลองและวิจัย หลักสูตรเป็นเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ของสังคมรวมทั้งแนวทางที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ  ปรัชญาปฏิบัติการนิยมให้ความสนใจอย่างมากต่อการ “ปฏิบัติ” หรือ “การลงมือกระทำ”  ลำพังแต่เพียงการคิดไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การดำรงชีวิตที่ดี ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดที่ดี และการกระทำที่เหมาะสม และสอดคล้องกับ ปรัชญาการศึกษาแบบปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)  ที่มีมุมมว่ามองชมรมปุ๋ยทุ่งควายหายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างระเบียบทางสังคมขึ้นมาใหม่ ด้วยการจัดหลักสูตรตามแนวของปฏิรูปนิยม จึงมุ่งเน้นเนื้อหาสาระและวิธีการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบที่จะปฏิรูปและสร้างสังคมใหม่ในมุมมองของการใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าขึ้นมาทั้งในระดับชุมชน และส่งผลสะท้อนระดับประเทศ และระดับโลกในที่สุด ตลอดจนสอดคล้องกับหลักปรัชญาการศึกษาแบบอัตถิภาวนิยม (Existentialism)ที่มีทัศนะคติง่าสภาวะวุ่นวายในสังคมของการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกจะก่อปัญหาอย่างใหญ่หลวงและทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิ่งแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วพวกที่เชื่อในฐานคิดแบบอัตถิภาวนิยมจึงมุ่งเน้นการอยู่เพื่อปัจจุบันโดยไม่สนใจว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ปรัชญานี้เน้นความสำคัญของบุคคลแต่ละคน และเน้นการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันการจัดการศึกษาตามปรัชญานี้จึงให้ความสำคัญกับการให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด และสนับสนุนส่งเสริมผู้เรียนในการค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตของเขาในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ และรับผิดชอบในการตัดสินใจหรือการกระทำของตน

'''การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง'''

จุดอ่อน

1. ผู้ถ่ายทอดความรู้ไม่มีพลังพอที่จะทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

2. ชุมชนไม่เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

3. ชุมชนไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง

4. ขาดการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย

จุดแข็ง 

1. ผู้นำมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ทำคือ ปุ๋ยอินทรีย์

2. ผู้นำมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ

'''สิ่งที่น่าจะดำเนินการเพื่อเติมเต็ม'''

การจัดทำโครงการเพื่อให้ดึงการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและเยาวชนเข้ามามีส่วนในการผลักดันให้คนในชุมชนเห็นความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์ และผักปลอดสารพิษดังนี้

1.   จัดทำโครงการ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ให้มีคุณภาพ

'''ลักษณะโครงการ เป็นโครงการยาว'''

'''วัตถุประสงค์ของโครงการ (ระยะสั้น)'''

1.       เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ให้มีคุณภาพ

2.       เพื่อสร้างกลุ่มคนที่จะมีส่วนร่วมในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

3.       เพื่อให้ทุกคนตระหนักและเห็นความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์

'''วัตถุประสงค์(ระยะยาว)'''

1. มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครอบคลุมทุกครัวเรือน

2. คนในชุมชนสุขภาพดี เกิดการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคที่เป็นผลจากการทำการเกษตรลดลง

'''ผู้เข้าร่วมโครงการ''' แบ่งเป็น 2  กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. สมาชิกอบต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พระ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน

กลุ่มที 2 ประชาชนในหมู่บ้านที่สนใจในการทำปุ๋ยอินทรีย์

'''การดำเนินงานโครงการ'''

1'''.''' เขียนโครงการเพื่อขออนุมัติการจัดทำโครงการกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ

2. ดำเนินงานโครงการตามขั้นตอนดังนี้

         2.1 ประชุมกลุ่มภาคีเครือข่าย เพื่อหาถึงปัญหา อุปสรรคและแนวทางในการ

ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

         2.2 ประชุมกลุ่มประชาชนในหมู่บ้านที่สนใจเพื่อเป็นประชาชนต้นแบบในการใช้ปุ๋ย

อินทรีย์ โดยให้มีการถ่ายทอดความรู้จากกลุ่มคนที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่แล้ว ซึ่ง

                   2.3 ประเมินผลโครงการ โดยการถอดบทเรียนการเรียนรู้จากสิ่งที่ได้เมื่อเข้าร่วมโครงการ และติดตามประเมินผลการนำไปใช้ของกลุ่มคนต้นแบบ

                    2.4 นำข้อเสนอแนะจากการจัดโครงการเพื่อไปพัฒนาต่อไป

2.   โครงการที่ 2 จัดโครงการถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้กับ

เยาวชน

'''ลักษณะโครงการ''' เป็นโครงการต่อเนื่อง

'''วัตถุประสงค์''' เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์เรื่องการใช้ปลูกผักปลอดสารพิษและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้กับเยาวชน

'''ผู้เข้าร่วมโครงการ''' เยาวชนในโรงเรียนในหมู่บ้าน

'''วิธีดำเนินโครงการ ''' จัดเป็นรูปแบบกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับปลูกผักปลอดสารพิษและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อีกครั้งให้มีการทดลองลงมือปฏิบัติ หลังเสร็จสิ้นโครงการมีการถอดบทเรียนการเรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาต่อไป

'''ภาพประกอบ การศึกษาข้อมูลพื้นที่'''
{| class="wikitable sortable mw-collapsible mw-collapsed"
|+
|
|-
|
|
|}