Difference between revisions 16880 and 16881 on thwikibooks{{หัวเรื่อง | ชื่อเรื่อง = [[หนี้|{{color|grey|หนี้}}]] | ชื่อเรื่องย่อย = ลักษณะแห่งหนี้ | วิกิพีเดียชื่อเรื่อง = | พระราชนิพนธ์ = | พระนิพนธ์ = | ผู้แต่ง = | ผู้แต่งไม่ลิงก์ = (contracted; show full)ากนี้ เมื่อแบ่งประเภทตามวัตถุแห่งสิทธิ (subject of right) หรือแก่นสารแห่งสิทธิแล้ว หนี้จัดเป็น[[บุคคลสิทธิ]] (ius in personam) ประเภทหนึ่ง<ref>{{c/c|19}}</ref><ref>สมยศ เชื้อไทย; 2554, มิถุนายน: 138.</ref> ในฐานะที่เป็นบุคคลสิทธิ หนี้จึงรวมอยู่ในกองทรัพย์สิน (estate) ของบุคคลแต่ละคน แต่ในกองทรัพย์สินใช่ว่าจะมีแต่บุคคลสิทธิ ยังมี[[ทรัพยสิทธิ]] (ius in rem) อยู่ด้วย<ref>{{c/c|20}}</ref> บุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิแตกต่างกันอย่างไร อธิบายคร่าว ๆ ได้ดังนี้<ref name = "c hit 20-21">{{c/c|20-21}}</ref> 1. {{gap|0.5em}} ทรัพยสิทธิเกิดขึ้นเพราะกฎหมายบัญญัติเท่านั้นตามความใน ป.พ.พ. ม. 1298 แต่บุคคลสิทธินั้น จะเกิดขึ้นเพราะกฎหมายก็ได้ หรือเพราะบุคคลตกลงกันก็ได้ เช่น บุคคลก่อหนี้กันเป็นต้น 2. {{gap|0.5em}} บุคคลสิทธิมีผลต่อผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น หนี้จะบังคับได้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เท่านั้น ขณะที่ทรัพยสิทธินั้นใช้อ้างต่อทุกคนได้เป็นเด็ดขาด 3. {{gap|0.5em}} [[อายุความ]] (prescription) ตามกฎหมายแพ่งมีอยู่สองชนิด คือ อายุความได้สิทธิ (acquisitive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิเกิดขึ้น และอายุความเสียสิทธิ (extinctive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิสิ้นสุดลง สำหรับบุคคลสิทธิประเภทหนี้นั้นมีแต่อายุความเสียสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม. 193/9 ส่วนทรัพยสิทธินั้นมีได้ทั้งอายุความได้สิทธิและอายุความเสียสิทธิ เช่น เมื่อบุคคลครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นจนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. ม. 1382 ก็จะได้ทรัพยสิทธิจาก[[การครอบครองปรปักษ์]] เป็นการได้สิทธิมาตามอายุความ หรือกรณี[[ภาระจำยอม]] เมื่อไม่ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาตาม ป.พ.พ. ม. 1399 ก็จะสิ้นสุดลง เป็นการเสียสิทธิไปตามอายุความ อนึ่ง เมื่อบุคคลตาย กองทรัพย์สินของเขาจะเปลี่ยนไปเรียกว่า "[[กองมรดก]]" และจะตกทอดแก่ทายาทของเขา เพราะฉะนั้น ทายาทจึงจะต้องรับใช้หนี้ของผู้ตายต่อไปด้วย เว้นแต่บรรดาหนี้ที่ตามกฎหมายหรือตามสภาพแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตายอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่มีใครชำระแทนได้โดยแน่แท้ เช่น ผู้ตายหมั้นกับบุคคลอื่นไว้ เมื่อเขาตาย ใครก็ไม่สามารถไปสมรสแทนเขาได้ ในกรณีอย่างนั้น หนี้ก็จะดับสูญไปโดยสภาพ<ref name = "chit 20-21"/> == การเกิดหนี้ == หนี้เกิดขึ้นเพราะนิติกรรม และนิติเหตุ<ref name = "chit 22">{{c/c|22}}</ref> ทั้งสองประการนี้เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ หรือเรียกว่า '''มูลหนี้''' (source of obligation) [[นิติกรรม]] (legal transaction) คือ การที่บุคคลกระทำลงด้วยใจสมัครและโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อก่อความสัมพันธ์ทางกฎหมายขึ้น ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว เช่น ให้[[คำมั่น]]ว่าจะขายทรัพย์สินให้ ผู้ให้คำมั่นก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำมั่น คำมั่นจึงเป็นมูลแห่งหนี้ของเขา หรืออาจเป็นความสัมพันธ์หลายฝ่าย เช่น หลายคนตกลงทำสัญญากัน คู่สัญญาก็มีหน้าที่ต่อกันตามสัญญา สัญญาจึงชื่อว่าเป็นมูลแห่งหนี้ของคู่สัญญาเหล่านั้น ส่วนนิติเหตุ (legal cause) คือ เหตุที่ทำให้บุคคลเกิดมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายขึ้น อันเป็นเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าเขาจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม เหตุเช่นนี้แบ่งเป็นสี่ประเภท คือ [[ละเมิด]] (tort), [[จัดการงานนอกสั่ง]] (agency without authorisation), [[ลาภมิควรได้]] (unjust enrichment) และบุคคลสถานะ เช่น หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตร<ref name = "chit 22"/><ref>ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552: 17}}</ref> เป็นต้นว่า แพรวพราวคุยโทรจิตกับเพื่อนขณะขับรถยนต์อยู่บนถนนหลวง จึงชนรถโดยสารสาธารณะเข้าอย่างจัง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน แพรวพราวชื่อว่าทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายเพราะกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ การละเมิดของแพรวพราวเป็นนิติเหตุซึ่งก่อให้แพรวพราวมีหนี้ คือ ความจำเป็นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน == บุคคลในหนี้ == หนี้เป็นนิติกรรมแบบทวิภาคี (bilateral) กล่าวคือ มีคู่กรณีอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า '''ลูกหนี้''' (obligor หรือ debtor) มีหน้าที่ต้องกระทำหรือไม่กระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของอีกฝ่ายซึ่งเรียกว่า '''เจ้าหนี้''' (obligee หรือ creditor)<ref>{{c/c|118}}</ref> แต่ละฝ่ายอาจประกอบบุคคลหนึ่งคนหรือหลายคนก็ได้ กรณีที่บุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ร่วมกันนั้น เรียกว่า "หนี้ร่วม" (joint obligation) และเจ้าหนี้เช่นนั้นเรียก "[[เจ้าหนี้ร่วม]]" (joint obligee) ส่วนลูกหนี้เรียก "[[ลูกหนี้ร่วม]]" (joint obligor)<ref>{{c/c|120}}</ref> เจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของหนี้ หากขาดฝ่ายหนึ่งไป ก็จะไม่มีหนี้ หรือหนี้อาจระงับสิ้นลงได้<ref>{{c/c|118-119}}</ref> สำหรับลูกหนี้นั้นต้องมีตัวตนแน่ชัด เพราะถ้าไม่รู้ว่าจะต้องเรียกให้ใครชำระหนี้ ก็ไม่ต่างกับว่าไม่มีหนี้<ref name = "c 119">{{c/c|119}}</ref> แต่เจ้าหนี้ในบางกรณีอาจไม่มีตัวแน่ชัดแต่แรกเริ่มก็ได้<ref name = "chit 119"/> เช่น พี่ม้า ออนนะจ๊ะ ออกประกาศทางวิทยุ โทรทัศน์ และตู้เย็นว่า จะให้เงินรางวัลสิบล้านบาทแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดเดอะดาว เป็นการแสดงเจตนาผูกพันตัวเองด้วยคำมั่นว่าจะให้รางวัล แม้ยังไม่มีผู้รับคำมั่น แต่ก็ก่อหนี้ให้แก่พี่ม้า กล่าวคือ พี่ม้าได้เป็นลูกหนี้ตามความผูกพันนั้นแล้ว ต่อมา อนิจจา ทาทา หยัง ชนะเลิศการประกวดดังกล่าว อนิจจาจึงค่อยกลายเป็นเจ้าหนี้และมีสิทธิเรียกให้พี่ม้าจ่ายเงินรางวัลตามคำมั่นได้ == ผลแห่งหนี้ == เมื่อหนี้เกิดขึ้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ในอันที่จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กันนั้นได้เกิดมีขึ้นแล้ว และด้วยความสัมพันธ์นี้ เจ้าหนี้มี[[การเรียกชำระหนี้|สิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้]]ได้ เว้นแต่หนี้บางชนิดที่เรียกกันไม่ได้ คือ [[หนี้โดยธรรม]] (natural obligation) กับหนี้พ้นวิสัย (impossible obligation)<ref name = "chit 23">{{c/c|23}}</ref> สิ่งที่เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระแก่ตนนั้น เรียกว่า [[วัตถุแห่งหนี้]] (subject matter of obligation) เช่น ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาทรัพย์สินซื้อขาย วัตถุแห่งหนี้ก็ได้แก่ เงินที่ผู้ซื้อจ่ายเพื่อชำระราคา<ref name = "chit 23"/> == เชิงอรรถ == {{reflist|3}} ---- {{ท้ายเรื่อง | ถัดไป = [[หนี้/วัตถุแห่งหนี้|วัตถุแห่งหนี้]] }} {{หนี้}} [[หมวดหมู่:หนี้]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?diff=prev&oldid=16881.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|