Difference between revisions 17899 and 17900 on thwikibooks

{{หัวเรื่อง
| ชื่อเรื่อง = [[หนี้|{{color|grey|หนี้}}]]
| ชื่อเรื่องย่อย = บททั่วไป
| วิกิพีเดียชื่อเรื่อง = 
| พระราชนิพนธ์ = 
| พระนิพนธ์ = 
| ผู้แต่ง = 
| ผู้แต่งไม่ลิงก์ = 
| วิกิพีเดียผู้แต่ง = 
| ผู้แปล = 
| เรื่องก่อนหน้า = 
| เรื่องถัดไป = 
| ก่อนหน้า = [[หนี้/บทที่ 2|บทที่ 2 • อารัมภบท]]
| ถัดไป = [[หนี้/บทที่ 2/ส่วนที่ 2|บทที่ 2 • ส่วนที่ 2 <br> การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้]]
| หมายเหตุ = 
}}



{{c|{{fs|140%|'''2'''}}}}

{{c|{{fs|140%|'''อำนาจแห่งหนี้'''}}}}


{{c|{{fs|120%|'''2.1 การเรียกชำระหนี้'''}}}}

{{สารบัญขวา}}



{{color|#ff5a5a|{{fs|140%|'''การเรียกชำระหนี้'''}}}} (demand of performance) เป็นอำนาจพื้นฐานของเจ้าหนี้ ในส่วนนี้จะได้ศึกษาหลักเกณฑ์ในการเรียกชำระหนี้และบังคับชำระหนี้ ตลอดจนความรับผิดของลูกหนี้เมื่อชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ชำระหนี้ล่าช้า หรือไม่ชำระหนี้เลย ซึ่งเรียกรวมกันว่า "การละเลยไม่ชำระหนี้" (failure to perform) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "การไม่ชำระหนี้" (nonperformance)

== การเรียกชำระหนี้ ==
=== หนี้ที่เรียกชำระได้ ===

{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 151'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด

{{gap}} นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 191'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

{{gap}} ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 203'''
|-
|}

หนี้ที่จะเรียกชำระได้ ต้องไม่ใช่[[หนี้โดยธรรม]]หรือ[[หนี้พ้นวิสัย]] และต้องถึงกำหนดชำระแล้ว<ref>{{c/c|49}}</ref>

หนี้ยังไม่ถึงกำหนด เพราะหนี้นั้นมี[[เงื่อนเวลาเริ่มต้น]] (time of commencement) หน่วงอยู่<ref name = "c 50">{{c/c|50}}</ref> เช่น ตกลงกันว่า เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ทำสัญญากันแล้ว ค่อยชำระหนี้

หนี้ที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้น เจ้าหนี้จะเรียกชำระไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลานั้น ตาม ป.พ.พ. ม. 191 ว. 1<ref name = "c 50"/> แต่ลูกหนี้จะชำระก่อนก็ได้ตาม ป.พ.พ. ม. 203 ว. 2 และถ้าชำระก่อน ลูกหนี้จะ[[หนี้โดยธรรม|เรียกสิ่งที่ชำระแล้วคืนมิได้]]ตาม ป.พ.พ. ม. 408 (1)<ref name = "c 50"/>

=== เวลาเรียกชำระหนี้ ===

ธรรมดาแล้ว จะชำระหนี้เวลาใดย่อมเป็นไปตามที่คู่กรณีตกลงกัน ซึ่งอาจเป็นวันเวลาเจาะจง เช่น 1 มกราคม พ.ศ. 2556 หรือให้คำนวณเอา เช่น ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันทำสัญญา ก็ได้<ref name = "c 50"/> ถ้าตกลงกันไว้ แล้วเกิดเป็นที่สงสัยขึ้นมาว่า จะเรียกชำระก่อนกำหนดได้หรือไม่ ป.พ.พ. ม. 203 ว. 2 ว่า ไม่ได้ เพราะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เวลานั้นกำหนดไว้เพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ ลูกหนี้จะได้สามารถเตรียมตัวชำระหนี้ แต่ก็ไม่ห้ามถ้าลูกหนี้จะชำระก่อน<ref>{{c/c|52}}</ref>

ถ้ามิได้ตกลงกัน ป.พ.พ. ม. 203 ว. 1 ให้อนุมานเวลาชำระหนี้เอาจากพฤติการณ์ทั้งปวง หมายความว่า ให้พิจารณาข้อสัญญา เจตนาของคู่กรณีตามปรกติประเพณี (customary practice) ตลอดทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องว่า หนี้อย่างนั้นควรชำระกันเมื่อใด โดยต้องไม่ลืมคำนึงถึงหลักสุจริตด้วย<ref name = "c 51">{{c/c|51}}</ref> เช่น มีคดีจำเลยยืมปุ๋ย ยาบำรุงใบยาสูบ และยาฆ่าแมลงจากโจทก์ไปใช้ปลูกใบยาสูบ และในใบยืมไม่ได้ระบุเวลาคืนไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อยืมไปใช้ปลูกใบยาสูบ ก็ต้องคืนเมื่อสื้นฤดูปลูกใบยาสูบ<ref>ดู [http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/thsc/2500/cd_19279.pdf ฎ. 599/2535].</ref>

ถ้าอนุมานจากพฤติการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้อีก ป.พ.พ. ม. 203 ว. 1 ว่า เจ้าหนี้สามารถเรียกชำระหนี้ได้ทันที และลูกหนี้จะชำระหนี้ทันทีก็ได้เช่นกัน กล่าวคือ ตั้งแต่หนี้เกิดขึ้นเป็นต้นไป จะเรียกชำระหรือจะชำระหนี้เมื่อใดก็ได้<ref name = "c 51"/>

เรื่องเวลาชำระหนี้ มีข้อพิจารณาอยู่อีกประการหนึ่ง คือ เจ้าหนี้กับลูกหนี้ตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้ว แต่ก็ตกลงให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนกำหนดได้ด้วย ข้อตกลงเช่นนี้จะใช้ได้หรือไม่ เพราะขัดกับ ป.พ.พ. ม. 203 ว. 2 ข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่า ใช้ได้ เพราะ ป.พ.พ. ม. 203 ว. 2 ไม่ใช่บทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้ข้อตกลงกลายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. ม. 151  และแม้ข้อตกลงทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ แต่ก็เป็นความสมัครใจของลูกหนี้เอง<ref>ดู [http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/thsc/2504/cd_13201.pdf ฎ. 3161/2527] และ [http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/thsc/2506/cd_20126.pdf 945/2536] เป็นต้น.</ref> ขณะที่นักกฎหมายเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าว แม้ลูกหนี้สมัครใจรับ แต่โดยมากก็เพราะไม่มีอำนาจต่อรองกับเจ้าหนี้ ไม่ใช่ความสมัครใจโดยแท้ ทั้งยังเป็นข้อตกลงที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบมากกว่าที่ควรเสียตามกฎหมายด้วย น่าจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรม<ref name = "c 53">{{c/c|53}}</ref>

== การบังคับชำระหนี้ ==
=== เหตุที่บังคับชำระหนี้ได้ ===

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้บังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยขอให้ศาลสั่งตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 1<ref>{{c/c|54}}</ref> เรียกว่า '''การบังคับชำระหนี้''' (enforcement of performance)<ref>ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น ม. 414 ว่า

<blockquote>"Article 414 (Enforcement of Performance)</blockquote>

<blockquote>"(1) {{gap|0.3em}} If an obligor voluntarily fails to perform any obligation, the obligee may request the enforcement of specific performance from the court; provided, however, that, this shall not apply to the cases where the nature of the obligation does not permit such enforcement.</blockquote>

<blockquote>"(2) {{gap|0.3em}} In cases the nature of the obligation does not permit the enforcement of the specific performance, if it is an obligation for an act, the obligee may request the court to cause a third party to perform such act at the expense of the obligor; provided, however, that with respect to any obligation for any juristic act, the manifestation of intention of the obligor may be achieved by a judgment.</blockquote>

<blockquote>"(3) {{gap|0.3em}} With respect to any obligation for an inaction, a request may be made to the court at the expense of the obligor seeking the removal of the outcome of the action performed by the obligor, or an appropriate ruling against any future action.</blockquote>

<blockquote>"(4) {{gap|0.3em}} The provisions of the preceding three paragraphs shall not preclude demanding damages."</blockquote>
</ref>

คำว่า "ละเลย" ''พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542'' นิยามว่า "ไม่ทำหรือไม่เอาใจใส่ด้วยถือว่าไม่สำคัญ"<ref>ราชบัณฑิตยสถาน; 2551, 7 กุมภาพันธ์: ออนไลน์.</ref> แต่ในที่นี้มีความหมายเพียงว่า ทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเอาใจใส่หรือไม่ก็ตาม เช่น เป็นหนี้เงินกู้ พยายามหาเงินมาใช้คืนอย่างสุดความสามารถแล้วแต่หาไม่ได้ ก็นับว่าละเลยไม่ชำระหนี้อยู่ดี<ref>{{c/c|54-55}}</ref>

=== หลักเกณฑ์ในการบังคับชำระหนี้ ===

เจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้ ต้องตั้งเป็นคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 1 และศาลก็อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติเดียวกันสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้<ref name = "c 59">{{c/c|59}}</ref> เรื่องนี้แบ่งพิจารณาได้ตามประเภทของ[[วัตถุแห่งหนี้]] คือ การกระทำการ การงดเว้นกระทำการ และการโอนทรัพย์สิน

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

{{gap}} เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

{{gap}} ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้น โดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

{{gap}} อนึ่ง บทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 213'''
|-
|}

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำ ====

เมื่อลูกหนี้มีหนี้ต้องกระทำการ และละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้อย่างนั้นไม่อาจชำระได้โดยสภาพ ดังที่ ป.พ.พ. ม. 213 ว. 1 เรียกว่า "สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง" (the nature of the obligation does not permit)

สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง เกิดขึ้นเมื่อหนี้นั้นมีแต่ลูกหนี้ที่ชำระได้ กล่าวคือ การชำระหนี้อาศัยลักษณะเฉพาะตัว (personal characteristic) ของลูกหนี้ เป็นต้นว่า อาศัยคุณสมบัติทางรูปโฉมโนมพรรณ ความสามารถ หรือความสมัครใจของลูกหนี้<ref>{{c/c|60-61}}</ref>

เช่น ปัญญากับมยุราหมั้นหมายกันไว้ตามกฎหมาย ต่อมา มยุราถึงแก่ความตายก่อนจะได้สมรสกับปัญญา ปัญญาจะขอให้ศาลสั่งให้ทายาทของมยุรามาสมรสกับตนแทนไม่ได้ การสมรสเป็นกิจเฉพาะตัวของมยุรา เพราะต้องเป็นไปตามความสมัครใจ อาศัยคุณสมบัติส่วนตัวของบุคคล และอาศัยความพึงพอใจในกันและกัน ฉะนั้น หนี้สมรสของมยุราย่อมสิ้นสุดลงพร้อมกับความตายของเธอตาม[[มรดก|กฎหมายลักษณะมรดก]] และไม่เป็นทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทของมยุราแต่ประการใด เรียกว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระได้

ที่ไม่ให้บังคับชำระหนี้เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ก็เนื่องจากกฎหมายถือว่า เมื่อเจ้าหนี้ขอให้บังคับชำระหนี้อย่างใดแล้ว เจ้าหนี้ย่อมประสงค์จะได้รับชำระหนี้อย่างนั้นเป็นการเจาะจง จะชำระหนี้อย่างอื่นให้แทนไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อหนี้ไม่อาจชำระได้อีกเพราะสภาพของมันเอง ก็ไม่ควรที่ศาลจะสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้อย่างอื่นแทน จะเป็นการไม่ต้องกับความประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าหนี้<ref name = "c 59"/>

ถ้าการชำระหนี้ไม่ได้อาศัยลักษณะเฉพาะตัวของลูกหนี้ (สภาพแห่งหนี้เปิดช่อง) ศาลจะสั่งให้บุคคลภายนอกปฏิบัติการแทนลูกหนี้ แล้วคิดค่าใช้จ่ายที่ลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 2 ก็ได้<ref>{{c/c|60}}</ref> เช่น ลูกหนี้มีหนี้ต้องขุดสระให้แก่เจ้าหนี้ แต่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ ศาลสั่งให้บุคคลภายนอกขุดสระแทนลูกหนี้โดยให้ลูกหนี้ออกค่าใช้จ่ายได้

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการงดเว้นกระทำการ ====

เมื่อลูกหนี้มีหนี้ต้องงดเว้นกระทำการ และละเลยไม่ชำระหนี้ กล่าวคือ ลูกหนี้ได้กระทำการอันต้องห้ามนั้นเสียแล้ว อำนาจของเจ้าหนี้ในการบังคับชำระหนี้นั้นจะเป็นไปในทางขอให้ศาลมีคำสั่งสองประการตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 3 คือ

1. {{gap|0.5em}} ขอให้สั่งรื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้น (remove the outcome of the action) โดยคิดค่าใช้จ่ายที่ลูกหนี้<ref>{{c/c|61}}</ref> เช่น แม่พลอยเช่าห้องพักในหอพักคุณเปรม มีข้อกำหนดว่าห้ามดัดแปลงต่อเติมห้อง แม่พลอยก็มีหนี้ต้องไม่ทำเช่นนั้น แต่แม่พลอยสร้างหิ้งพระติดเข้ากับมุมห้อง คุณเปรมเรียกให้แม่พลอยรื้อถอนออกไปได้ ถ้าแม่พลอยไม่ทำ คุณเปรมก็ขอให้ศาลสั่งบังคับให้ทำ หรือสั่งให้บุคคลภายนอกทำโดยให้แม่พลอยออกค่าใช้จ่ายได้

2. {{gap|0.5em}} ขอให้สั่งจัดการอันควรเพื่อประโยชน์ในอนาคต ซึ่งหมายความว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามลูกหนี้ทำอย่างเดิมอีก (ruling against future action)<ref name = "c 62">{{c/c|62}}</ref>

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการโอนทรัพย์สิน ====

{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 214''' <br> ''{{fs|80%|แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2478}}''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 733''' <br> ''{{fs|80%|แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2478}}''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งภาคนี้ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี นับแต่วันที่ได้ส่งหมายบังคับคดีให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือถ้าหมายนั้นมิได้ส่งนับแต่วันออกหมายนั้นเป็นต้นไป ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้ กับมีอำนาจที่จะยึด หรืออายัด และยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด ทั้งมีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์สินหรือเงินรายได้จากการนั้น และดำเนินวิธีการบังคับทั่ว ๆ ไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี รวมทั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้ โดยให้ถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาล

{{gap}} ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รับผิดในการรักษาไว้โดยปลอดภัยซึ่งเงิน หรือทรัพย์สิน หรือเอกสารทั้งปวงที่ยึดมา หรือที่ได้ชำระหรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงาน ตามหมายบังคับคดี

{{gap}} ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบันทึกแล้วรักษาไว้ในที่ปลอดภัยซึ่งวิธีการบังคับทั้งหลายที่ได้จัดทำไป และรายงานต่อศาลเป็นระยะ ๆ ไป

{{gap}} ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

{{gap}} ให้หักค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายนี้ เพื่อให้กรมบังคับคดีพิจารณาจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามวรรคสี่โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.วิ.พ. ม. 278''' <br> ''{{fs|80%|ว. 1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2551}}''
|-
|}

เมื่อลูกหนี้มีหนี้ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ และการโอนต้องทำโดยส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กัน แต่ลูกหนี้ไม่ส่งมอบให้ เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้เช่นเดียวกับ[[#เมื่อวัตถุหนี้เป็นการกระทำ|กรณีวัตถุหนี้เป็นการกระทำ]] เพราะการส่งมอบก็เป็นการกระทำรูปแบบหนึ่ง<ref name = "c 63">{{c/c|63}}</ref> เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องแล้ว และศาลให้เจ้าหนี้ชนะคดี แต่ลูกหนี้ยังไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ไปยึดทรัพย์สินนั้นมา หรือถ้าเป็นวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินตรา เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไปยึดทรัพย์สินใด ๆ ของลูกหนี้มาขายทอดตลาดจนได้เงินมาเท่าจำนวนที่ต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ ตาม ป.วิ.พ. ม. 278 ว. 1<ref name = "c 63"/>

ที่เจ้าหนี้มีสิทธิข้างต้น ก็เนื่องด้วยเจ้าหนี้มีสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 ในอันที่จะได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นจากทรัพย์สินของลูกหนี้และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้ของลูกหนี้อีกที<ref name = "c 64">{{c/c|64}}</ref> แต่ในกรณี[[จำนอง]] เจ้าหนี้มีสิทธิดังนี้

1. {{gap|0.5em}} บังคับจำนอง โดยนำทรัพย์สินที่ลูกหนี้จำนองไว้ออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ แต่เงินขาดเท่าใด ก็ต้องนับว่าหนี้สิ้นสุด ไปยึดทรัพย์สินลูกหนี้มาชำระหนี้โดยอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 อีกไม่ได้ ป.พ.พ. ม. 733 ห้ามไว้ เว้นแต่เจ้าหนี้กับลูกหนี้จะตกลงกันเป็นพิเศษว่า ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ที่ขาดนั้นอยู่<ref name = "c 64"/>

2. {{gap|0.5em}} ไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นพิเศษดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ถ้าเจ้าหนี้เห็นว่า บังคับจำนองแล้วจะได้รับชำระหนี้ไม่หมด เจ้าหนี้จะเลือกบังคับชำระหนี้โดยอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 แทนก็ได้<ref name = "c 64"/>

อนึ่ง ถ้าการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต้องทำเป็นนิติกรรม แล้วลูกหนี้ละเลยไม่ทำนิติกรรม เช่น ลูกหนี้ต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ไม่ไป เจ้าหนี้ก็มีอำนาจตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 2 ที่จะขอให้ศาลสั่งว่า ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ (the manifestation of intention of the obligor is to be achieved by a judgment)<ref name = "c 62"/>

== ความรับผิดของลูกหนี้ ==
=== ลักษณะของความรับผิด ===

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ ย่อมก่อความเสียหาย (damage) ให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย (damages) ให้แก่เจ้าหนี้ ในการนี้ ป.พ.พ. ม. 213 ว. 4 ว่า การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้นั้น ไม่ตัดสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกค่าเสียหายแต่ประการใด

การละเลยไม่ชำระหนี้นั้นแบ่งเป็นสามลักษณะ คือ ชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ชำระหนี้ล่าช้า และไม่ชำระหนี้เลย แต่ไม่ว่าในลักษณะใด ลูกหนี้จะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อ (1) การที่ตนละเลยไม่ชำระหนี้นั้นก่อความเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ และ (2) ความเสียหายนั้นก็โทษลูกหนี้ได้ด้วย<ref>{{c/c|68}}</ref>

=== การละเลยไม่ชำระหนี้ก่อความเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ ===

=== ความเสียหายของเจ้าหนี้โทษลูกหนี้ได้ ===

== ฎ. บางฉบับ ==

{| border="2" cellpadding="4" cellspacing="0" style="margin: 1em 1em 1em 0; background: #f9f9f9; border: 1px #aaa solid; border-collapse: collapse; font-size: 95%;"
|- bgcolor="#fb8aa0" align="center"
! {{color|white|#}}
! {{color|white|เลขที่}}
! {{color|white|ใจความ}}
! {{color|white|หมายเหตุ}}
|-
! colspan="4" bgcolor="#ffcccc" | {{color|#fb607f|สภาพแห่งหนี้}}
|-
| 1
| 2095/2524
| {{gap}} สิทธิในการเป็นลูกวงแชร์ เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง เพราะมีราคาและอาจถือเอาได้ตาม ป.พ.พ. ม. 99 (ปัจจุบันคือ ม. 138) สิทธินี้จึงจำหน่ายและซื้อขายกันได้

{{gap}} จำเลยได้ขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย และบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายได้ตาม ป.พ.พ. ม. 194 อนึ่ง ในการซื้อขายแชร์ กฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือ การซื้อขายจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้
| 
|-
|}

== เชิงอรรถ ==

{{reflist|3}}





----
{{ท้ายเรื่อง
| ก่อนหน้า = [[หนี้/บทที่ 2|บทที่ 2 • อารัมภบท]]
| ถัดไป = [[หนี้/บทที่ 2/ส่วนที่ 2|บทที่ 2 • ส่วนที่ 2 <br> การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้]]
}}
{{หนี้}}

[[หมวดหมู่:หนี้: หลักทั่วไป]]