Difference between revisions 17918 and 17923 on thwikibooks

{{หัวเรื่อง
| ชื่อเรื่อง = [[หนี้|{{color|grey|หนี้}}]]
| ชื่อเรื่องย่อย = บททั่วไป
| วิกิพีเดียชื่อเรื่อง = 
| พระราชนิพนธ์ = 
| พระนิพนธ์ = 
| ผู้แต่ง = 
| ผู้แต่งไม่ลิงก์ = 
(contracted; show full)

อนึ่ง ถ้าการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต้องทำเป็นนิติกรรม แล้วลูกหนี้ละเลยไม่ทำนิติกรรม เช่น ลูกหนี้ต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ไม่ไป เจ้าหนี้ก็มีอำนาจตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 2 ที่จะขอให้ศาลสั่งว่า ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ (the manifestation of intention of the obligor is to be achieved by a judgment)<ref name = "c 62"/>

== ความรับผิดของลูกหนี้ ==
=== 
ลักษณะของความรับผิด ===

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ ย่อมก่อความเสียหาย (damage) ให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย (damages) ให้แก่เจ้าหนี้ ในการนี้ ป.พ.พ. ม. 213 ว. 4 ว่า การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้นั้น ไม่ตัดสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกค่าเสียหายแต่ประการใด

วัตถุประสงค์ของค่าเสียหาย คือ เพื่อชดเชยการเสียผลประโยชน์ของคู่กรณีฝ่ายที่หาความผิดมิได้ แต่มิใช่เพื่อให้คู่กรณีฝ่ายนั้นฉกฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์เอาจากคู่กรณีฝ่ายที่ผิด เช่น ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้เรียกค่าเสียหายจนได้เต็มจำนวนแล้ว จะเรียก[[เบี้ยปรับ]]อีกไม่ได้ เพราะถือว่าคุ้มความเสียหายแล้ว<ref>{{c/c|80-81}}</ref>

การละเลยไม่ชำระหนี้นั้นแบ่งเป็นสามลักษณะ คือ ชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ชำระหนี้ล่าช้า และไม่ชำระหนี้เลย แต่ไม่ว่าในลักษณะใด ลูกหนี้จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์สองประการ คือ (1) การที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้นั้นก่อความเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ และ (2) ความเสียหายดังกล่าวก็โทษลูกหนี้ได้ด้วย<ref>{{c/c|68}}</ref>

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่ เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

{{gap}} เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 222'''
|-
|}

=== การไม่ชำระหนี้ก่อความเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ ===

ลูกหนี้จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ ก็ต่อเมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย นี้เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่สุด เพราะเป็นธรรมดาอยู่ว่า ถ้าไม่เสียหาย ย่อมเรียกค่าเสียหายไม่ได้<ref>{{c/c|80}}</ref>

ความเสียหายที่ว่านี้แบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่ (1) ขาดทุน คือ เสียไปซึ่งทรัพย์สินของตน และ (2) ขาดกำไร คือ ไม่ได้ประโยชน์ที่ตนควรได้<ref>{{c/c|83-84}}</ref> เช่น สรยัด สุรัตนจินดามณี เป็นนักเต้นลีลาศที่มีชื่อเสียง ตกลงกับบริษัทไร่ส้วมว่าจะมาเปิดการแสดงให้ที่ไร่ แต่ไม่มาตามสัญญา บริษัทไร่ส้วมจึงเสียหายและเรียกค่าเสียหายได้ คือ ค่าขาดทุน เป็นต้นว่า ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ค่าตกแต่งสถานที่ และค่าตระเตรียมงาน กับค่าขาดกำไร เป็นต้นว่า ค่าตั๋วที่คาดว่าจะได้ตามสมควร

ความเสียหายเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดแก่ทรัพย์สิน อาจเป็นความเสียหายที่สามารถคำนวณเป็นเงิน เช่น ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพของบุคคล กับที่ไม่สามารถคำนวณเป็นเงิน เช่น ความเสียหายต่อจิตใจ (moral damage) ก็ได้<ref>{{c/c|83}}</ref> แต่ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อสิ่งใด ข้อสำคัญก็คือ ความเสียหายนั้นเป็นเพราะลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้<ref name = "c 85">{{c/c|85}}</ref> ซึ่งอาจเกิดขึ้นในสองลักษณะ คือ

1. {{gap|0.5em}} ความเสียหายที่ย่อมเกิดขึ้นตามปรกติเมื่อมีการละเลยไม่ชำระหนี้ (damages which would ordinarily arise from failure to perform) ตาม ป.พ.พ. ม. 222 ว. 1 ซึ่งเป็นความเสียหายที่บุคคลทั่วไปรู้กันอยู่แล้ว<ref name = "c 85"/>

2. {{gap|0.5em}} ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติการณ์พิเศษ (damages which arise from special circumstances) ตาม ป.พ.พ. ม. 222 ว. 2 ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่มีใครรู้ได้ เพราะฉะนั้น ม. 222 ว. 2 จึงกำหนดว่า จะเรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้ ต้องปรากฏว่า คู่กรณีฝ่ายที่ไม่ชำระหนี้นั้นทราบหรือควรทราบถึงพฤติการณ์เช่นนั้นอยู่แล้ว<ref name = "c 85"/>

=== ความเสียหายของเจ้าหนี้โทษลูกหนี้ได้ ===การเกิดความรับผิด ===

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่ เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

{{gap}} เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 222'''
|-
|}

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมได้รับความเสียหาย ลูกหนี้จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ และ ป.พ.พ. ม. 213 ว. 4 ว่า การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้นั้น ไม่ตัดสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกค่าเสียหายแต่ประการใด

'''ความเสียหาย''' (damage) อาจเกิดในสองทางตาม ป.พ.พ. ม. 222 ว. 1 และ ว. 2 คือ

1. {{gap|0.5em}} เกิดขึ้นตามปรกติเมื่อมีการละเลยไม่ชำระหนี้ (ordinarily arising from the failure to perform) เป็นความเสียหายที่บุคคลทั่วไปทราบอยู่แล้วว่าต้องมีต้องเกิด<ref name = "c 85"/>

2. {{gap|0.5em}} ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติการณ์พิเศษ (arising from special circumstances) เป็นความเสียหายที่ไม่มีใครทราบได้ เพราะฉะนั้น ม. 222 ว. 2 จึงกำหนดว่า จะเรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้ ต้องปรากฏว่า คู่กรณีฝ่ายที่ไม่ชำระหนี้นั้นทราบหรือควรทราบถึงพฤติการณ์พิเศษดังกล่าวอยู่แล้ว<ref name = "c 85"/>

ความเสียหายเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดแก่ทรัพย์สิน อาจเป็นความเสียหายที่สามารถคำนวณเป็นเงิน เช่น ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพของบุคคล กับที่ไม่สามารถคำนวณเป็นเงิน เช่น ความเสียหายต่อจิตใจ (moral damage) ก็ได้<ref>{{c/c|83}}</ref>

=== ลักษณะของค่าเสียหาย ===

'''ค่าเสียหาย''' (damages) มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยการเสียผลประโยชน์ของคู่กรณีฝ่ายที่หาความผิดมิได้ แต่มิใช่เพื่อให้คู่กรณีฝ่ายนั้นฉกฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์เอาจากคู่กรณีฝ่ายที่ผิด เช่น ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้เรียกค่าเสียหายจนได้เต็มจำนวนแล้ว จะเรียก[[เบี้ยปรับ]]อีกไม่ได้ เพราะถือว่าคุ้มความเสียหายแล้ว<ref>{{c/c|80-81}}</ref>

ค่าเสียหายแบ่งเป็นสองประเภท คือ (1) ค่าขาดทุน คือ ค่าทดแทนการเสียไปซึ่งทรัพย์สิน และ (2) ค่าขาดกำไร คือ ค่าทดแทนการที่ไม่ได้ประโยชน์ที่ควรได้<ref>{{c/c|83-84}}</ref> เช่น สรยัด สุรัตนจินดามณี เป็นนักเต้นลีลาศที่มีชื่อเสียง ตกลงกับบริษัทไร่ส้วมว่าจะมาเปิดการแสดงให้ที่ไร่ แต่ไม่มาตามสัญญา บริษัทไร่ส้วมจึงเสียหายและเรียกค่าเสียหายได้ คือ ค่าขาดทุน เป็นต้นว่า ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ค่าตกแต่งสถานที่ และค่าตระเตรียมงาน กับค่าขาดกำไร เป็นต้นว่า ค่าตั๋วที่คาดว่าจะได้ตามสมควร

=== การเรียกค่าเสียหาย ===

การละเลยไม่ชำระหนี้นั้นแบ่งเป็นสามลักษณะ คือ ชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ชำระหนี้ล่าช้า และไม่ชำระหนี้เลย แต่ไม่ว่าในลักษณะใด ลูกหนี้จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์สองประการ คือ (1) การที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้นั้นก่อความเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ และ (2) ความเสียหายดังกล่าวก็โทษลูกหนี้ได้ด้วย<ref>{{c/c|68}}</ref>

ลูกหนี้จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ ก็ต่อเมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย นี้เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่สุด เพราะเป็นธรรมดาอยู่ว่า ถ้าไม่เสียหาย ย่อมเรียกค่าเสียหายไม่ได้<ref>{{c/c|80}}</ref>

== ฎ. บางฉบับ ==

{| border="2" cellpadding="4" cellspacing="0" style="margin: 1em 1em 1em 0; background: #f9f9f9; border: 1px #aaa solid; border-collapse: collapse; font-size: 95%;"
|- bgcolor="#fb8aa0" align="center"
! {{color|white|#}}
! {{color|white|เลขที่}}
! {{color|white|ใจความ}}
! {{color|white|หมายเหตุ}}
|-
! colspan="4" bgcolor="#ffcccc" | {{color|#fb607f|สภาพแห่งหนี้}}
|-
| 1
| 2095/2524
| {{gap}} สิทธิในการเป็นลูกวงแชร์ เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง เพราะมีราคาและอาจถือเอาได้ตาม ป.พ.พ. ม. 99 (ปัจจุบันคือ ม. 138) สิทธินี้จึงจำหน่ายและซื้อขายกันได้

{{gap}} จำเลยได้ขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย และบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายได้ตาม ป.พ.พ. ม. 194 อนึ่ง ในการซื้อขายแชร์ กฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือ การซื้อขายจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้
| 
|-
|}

== เชิงอรรถ ==

{{reflist|3}}





----
{{ท้ายเรื่อง
| ก่อนหน้า = [[หนี้/บทที่ 2|บทที่ 2 • อารัมภบท]]
| ถัดไป = [[หนี้/บทที่ 2/ส่วนที่ 2|บทที่ 2 • ส่วนที่ 2 <br> การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้]]
}}
{{หนี้}}

[[หมวดหมู่:หนี้: หลักทั่วไป]]