Difference between revisions 18195 and 18236 on thwikibooks

{{หัวเรื่อง
| ชื่อเรื่อง = [[หนี้|{{colorl|grey|หนี้}}]]
| ชื่อเรื่องย่อย = บททั่วไป
| วิกิพีเดียชื่อเรื่อง = 
| พระราชนิพนธ์ = 
| พระนิพนธ์ = 
| ผู้แต่ง = 
| ผู้แต่งไม่ลิงก์ = 
| วิกิพีเดียผู้แต่ง = 
| ผู้แปล = 
| เรื่องก่อนหน้า = 
| เรื่องถัดไป = 
| ก่อนหน้า = [[หนี้/บทที่ 2|บทที่ 2 • อารัมภบท]]
| ถัดไป = [[หนี้/บทที่ 2/ส่วนที่ 2|บทที่ 2 • ส่วนที่ 2 <br> การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้]]
| หมายเหตุ = 
}}



{{c|{{fs|140%|'''2'''}}}}

{{c|{{fs|140%|'''อำนาจแห่งหนี้'''}}}}


{{c|{{fs|120%|'''2.1 การเรียกชำระหนี้'''}}}}

{{สารบัญขวา}}



{{colorl|#ff5a5a|{{fs|140%|'''การเรียกชำระหนี้'''}}}} (demand of performance) เป็นอำนาจพื้นฐานของเจ้าหนี้ ในส่วนนี้จะได้ศึกษาหลักเกณฑ์ในการเรียกชำระหนี้และบังคับชำระหนี้ ตลอดจนความรับผิดของลูกหนี้เมื่อชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ชำระหนี้ล่าช้า หรือไม่ชำระหนี้เลย ซึ่งเรียกรวมกันว่า "การละเลยไม่ชำระหนี้" (failure to perform) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "การไม่ชำระหนี้" (nonperformance)

== การเรียกชำระหนี้ ==
=== หนี้ที่เรียกชำระได้ ===

{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 151'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด

{{gap}} นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 191'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

{{gap}} ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 203'''
|-
|}

หนี้ที่จะเรียกชำระได้ ต้องไม่ใช่[[หนี้โดยธรรม]]หรือ[[หนี้พ้นวิสัย]] และต้องถึงกำหนดชำระแล้ว<ref>{{c/c|49}}</ref>

(contracted; show full)== การบังคับชำระหนี้ ==
=== เหตุที่บังคับชำระหนี้ได้ ===

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้บังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยขอให้ศาลสั่งตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 1<ref>{{c/c|54}}</ref> เรียกว่า '''การบังคับชำระหนี้''' (enforcement of performance)<ref>ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น ม. 414 ว่า

<blockquote>"Article 414 (Enforcement of Performance)</blockquote>

<blockquote>"(1) {{g
ap|0.3em}} If an obligor voluntarily fails to perform any obligation, the obligee may request the enforcement of specific performance from the court; provided, however, that, this shall not apply to the cases where the nature of the obligation does not permit such enforcement.</blockquote>

<blockquote>"(2) {{gap|0.3em}} In cases the nature of the obligation does not permit the enforcement of the specific performance, if it is an obligation for an act, the obligee may request the court to cause a third party to perform such act at the expense of the obligor; provided, however, that with respect to any obligation for any juristic act, the manifestation of intention of the obligor may be achieved by a judgment.</blockquote>

<blockquote>"(3) {{gap|0.3em}} With respect to any obligation for an inaction, a request may be made to the court at the expense of the obligor seeking the removal of the outcome of the action performed by the obligor, or an appropriate ruling against any future action.</blockquote>

<blockquote>"(4) {{gap|0.3em}} The provisions of the preceding three paragraphs shall not preclude demanding damages."</blockquote>
</ref>

คำว่า "ละเลย" ''พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542'' นิยามว่า "ไม่ทำหรือไม่เอาใจใส่ด้วยถือว่าไม่สำคัญ"<ref>ราชบัณฑิตยสถาน; 2551, 7 กุมภาพันธ์: ออนไลน์.</ref> แต่ในที่นี้มีความหมายเพียงว่า ทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเอาใจใส่หรือไม่ก็ตาม เช่น เป็นหนี้เงินกู้ พยายามหาเงินมาใช้คืนอย่างสุดความสามารถแล้วแต่หาไม่ได้ ก็นับว่าละเลยไม่ชำระหนี้อยู่ดี<ref>{{c/c|54-55}}</ref>

=== หลักเกณฑ์ในการบังคับชำระหนี้ ===

เจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้ ต้องตั้งเป็นคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 1 และศาลก็อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติเดียวกันสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้<ref name = "c 59">{{c/c|59}}</ref> เรื่องนี้แบ่งพิจารณาได้ตามประเภทของ[[วัตถุแห่งหนี้]] คือ การกระทำการ การงดเว้นกระทำการ และการโอนทรัพย์สิน

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

{{gap}} เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

{{gap}} ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้น โดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

{{gap}} อนึ่ง บทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 213'''
|-
|}

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำ ====

(contracted; show full)

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการงดเว้นกระทำการ ====

เมื่อลูกหนี้มีหนี้ต้องงดเว้นกระทำการ และละเลยไม่ชำระหนี้ กล่าวคือ ลูกหนี้ได้กระทำการอันต้องห้ามนั้นเสียแล้ว อำนาจของเจ้าหนี้ในการบังคับชำระหนี้นั้นจะเป็นไปในทางขอให้ศาลมีคำสั่งสองประการตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 3 คือ

1. {{g
ap|0.5em}} ขอให้สั่งรื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้น (remove the outcome of the action) โดยคิดค่าใช้จ่ายที่ลูกหนี้<ref>{{c/c|61}}</ref> เช่น แม่พลอยเช่าห้องพักในหอพักคุณเปรม มีข้อกำหนดว่าห้ามดัดแปลงต่อเติมห้อง แม่พลอยก็มีหนี้ต้องไม่ทำเช่นนั้น แต่แม่พลอยสร้างหิ้งพระติดเข้ากับมุมห้อง คุณเปรมเรียกให้แม่พลอยรื้อถอนออกไปได้ ถ้าแม่พลอยไม่ทำ คุณเปรมก็ขอให้ศาลสั่งบังคับให้ทำ หรือสั่งให้บุคคลภายนอกทำโดยให้แม่พลอยออกค่าใช้จ่ายได้

2. {{gap|0.5em}} ขอให้สั่งจัดการอันควรเพื่อประโยชน์ในอนาคต ซึ่งหมายความว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามลูกหนี้ทำอย่างเดิมอีก (ruling against future action)<ref name = "c 62">{{c/c|62}}</ref>

==== เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นการโอนทรัพย์สิน ====

{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 214''' <br> ''{{fs|80%|แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2478}}''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 733''' <br> ''{{fs|80%|แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2478}}''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งภาคนี้ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี นับแต่วันที่ได้ส่งหมายบังคับคดีให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือถ้าหมายนั้นมิได้ส่งนับแต่วันออกหมายนั้นเป็นต้นไป ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้ กับมีอำนาจที่จะยึด หรืออายัด และยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด ทั้งมีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์สินหรือเงินรายได้จากการนั้น และดำเนินวิธีการบังคับทั่ว ๆ ไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี รวมทั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้ โดยให้ถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาล

{{gap}} ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รับผิดในการรักษาไว้โดยปลอดภัยซึ่งเงิน หรือทรัพย์สิน หรือเอกสารทั้งปวงที่ยึดมา หรือที่ได้ชำระหรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงาน ตามหมายบังคับคดี

{{gap}} ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบันทึกแล้วรักษาไว้ในที่ปลอดภัยซึ่งวิธีการบังคับทั้งหลายที่ได้จัดทำไป และรายงานต่อศาลเป็นระยะ ๆ ไป

{{gap}} ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

{{gap}} ให้หักค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายนี้ เพื่อให้กรมบังคับคดีพิจารณาจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามวรรคสี่โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.วิ.พ. ม. 278''' <br> ''{{fs|80%|ว. 1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2551}}''
|-
|}

เมื่อลูกหนี้มีหนี้ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ และการโอนต้องทำโดยส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กัน แต่ลูกหนี้ไม่ส่งมอบให้ เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้เช่นเดียวกับ[[#เมื่อวัตถุหนี้เป็นการกระทำ|กรณีวัตถุหนี้เป็นการกระทำ]] เพราะการส่งมอบก็เป็นการกระทำรูปแบบหนึ่ง<ref name = "c 63">{{c/c|63}}</ref> เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องแล้ว และศาลให้เจ้าหนี้ชนะคดี แต่ลูกหนี้ยังไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ไปยึดทรัพย์สินนั้นมา หรือถ้าเป็นวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินตรา เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไปยึดทรัพย์สินใด ๆ ของลูกหนี้มาขายทอดตลาดจนได้เงินมาเท่าจำนวนที่ต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ ตาม ป.วิ.พ. ม. 278 ว. 1<ref name = "c 63"/>

ที่เจ้าหนี้มีสิทธิข้างต้น ก็เนื่องด้วยเจ้าหนี้มีสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 ในอันที่จะได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นจากทรัพย์สินของลูกหนี้และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้ของลูกหนี้อีกที<ref name = "c 64">{{c/c|64}}</ref> แต่ในกรณี[[จำนอง]] เจ้าหนี้มีสิทธิดังนี้

1. {{gap|0.5em}} บังคับจำนอง โดยนำทรัพย์สินที่ลูกหนี้จำนองไว้ออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ แต่เงินขาดเท่าใด ก็ต้องนับว่าหนี้สิ้นสุด ไปยึดทรัพย์สินลูกหนี้มาชำระหนี้โดยอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 อีกไม่ได้ ป.พ.พ. ม. 733 ห้ามไว้ เว้นแต่เจ้าหนี้กับลูกหนี้จะตกลงกันเป็นพิเศษว่า ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ที่ขาดนั้นอยู่<ref name = "c 64"/>

2. {{gap|0.5em}} ไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นพิเศษดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ถ้าเจ้าหนี้เห็นว่า บังคับจำนองแล้วจะได้รับชำระหนี้ไม่หมด เจ้าหนี้จะเลือกบังคับชำระหนี้โดยอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. ม. 214 แทนก็ได้<ref name = "c 64"/>

อนึ่ง ถ้าการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต้องทำเป็นนิติกรรม แล้วลูกหนี้ละเลยไม่ทำนิติกรรม เช่น ลูกหนี้ต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ไม่ไป เจ้าหนี้ก็มีอำนาจตาม ป.พ.พ. ม. 213 ว. 2 ที่จะขอให้ศาลสั่งว่า ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ (the manifestation of intention of the obligor is to be achieved by a judgment)<ref name = "c 62"/>

== ความรับผิดของลูกหนี้ ==

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่ เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

{{gap}} เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 222'''
|-
|}

=== การเกิดความรับผิด ===

เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมได้รับความเสียหาย ลูกหนี้จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ และ ป.พ.พ. ม. 213 ว. 4 ว่า การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้นั้น ไม่ตัดสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกค่าเสียหายแต่ประการใด

'''ความเสียหาย''' (damage) อาจเกิดในสองทาง คือ

1. {{gap|0.5em}} เกิดขึ้นตามปรกติเมื่อมีการละเลยไม่ชำระหนี้ (ordinarily arising from the failure to perform) ตาม ป.พ.พ. ม. 222 ว. 1 กล่าวคือ เป็นความเสียหายที่ทราบทั่วกันว่าสามารถประสบพบเจอได้<ref name = "c 85"/>

2. {{gap|0.5em}} เกิดขึ้นจากพฤติการณ์พิเศษ (arising from special circumstances) ตาม ป.พ.พ. ม. 222 ว. 2 กล่าวคือ เป็นความเสียหายที่ปรกติแล้วไม่อาจประสบพบเจอได้ เพราะฉะนั้น ม. 222 ว. 2 จึงกำหนดว่า เจ้าหนี้จะเรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้ ต้องปรากฏว่า ลูกหนี้ทราบหรือควรทราบถึงพฤติการณ์พิเศษดังกล่าวอยู่แล้ว<ref name = "c 85">{{c/c|85}}</ref> การทราบหรือควรทราบนี้อาจจะมีเมื่อไรก็ได้ เพียงมีขึ้นก่อนผิดสัญญา ลูกหนี้ก็อยู่ในฐานะต้องรับผิดแล้ว<ref>{{c/c|92-93}}</ref>

(contracted; show full)

{| class="toccolours" style="float: right; margin-left: 2em; margin-right: 1em; font-size: 85%; background:white; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{g
ap}} ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัด เพราะเขาเตือนแล้ว

{{gap}} ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 204'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ตราบใดการชำระหนี้นั้นยังมิได้กระทำลง เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนั้นลูกหนี้ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 205'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 206'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 207'''
|-
|}

=== การเรียกค่าเสียหาย ===

(contracted; show full)

== ฎ. บางฉบับ ==

{| border="2" cellpadding="4" cellspacing="0" style="margin: 1em 1em 1em 0; background: #f9f9f9; border: 1px #aaa solid; border-collapse: collapse; font-size: 95%;"
|- bgcolor="#fb8aa0" align="center"
! {{c
olorl|white|#}}
! {{colorl|white|เลขที่}}
! {{colorl|white|ใจความ}}
! {{colorl|white|หมายเหตุ}}
|-
! colspan="4" bgcolor="#ffcccc" | {{colorl|#fb607f|สภาพแห่งหนี้}}
|-
| 1
| 2095/2524
| {{gap}} สิทธิในการเป็นลูกวงแชร์ เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง เพราะมีราคาและอาจถือเอาได้ตาม ป.พ.พ. ม. 99 (ปัจจุบันคือ ม. 138) สิทธินี้จึงจำหน่ายและซื้อขายกันได้

{{gap}} จำเลยได้ขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย และบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายได้ตาม ป.พ.พ. ม. 194 อนึ่ง ในการซื้อขายแชร์ กฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือ การซื้อขายจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้
| 
|-
|}

== เชิงอรรถ ==

{{reflist|3}}





----
{{ท้ายเรื่อง
| ก่อนหน้า = [[หนี้/บทที่ 2|บทที่ 2 • อารัมภบท]]
| ถัดไป = [[หนี้/บทที่ 2/ส่วนที่ 2|บทที่ 2 • ส่วนที่ 2 <br> การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้]]
}}
{{หนี้}}

[[หมวดหมู่:หนี้: หลักทั่วไป]]