Difference between revisions 42682 and 48371 on thwikibooks{{ลบ|ไม่เป็นคู่มือตำรา}} <div id="91"></div> {| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;" |- |<div><br> </div>[[ไฟล์:Black open book.png|91px|link=]] {{fs|143%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}}<br> {{c|{{fs|131%|{{color|#006600|[[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๕๐๑-๕๗๓|'''ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย''']]}}}}}}<div id="เล่ม"/><div><br></div> {| class="toccolours" style="text-align: center; width: 100%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;" |- |{{fs|131%|{{color|#006600|[[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๑๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๒๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๓๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๕๐๑-๕๗๓|เล่มที่ ๔๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๔๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๕๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๖๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๗๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๑]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๒ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๒]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๓]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๔ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๔]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๕ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๕]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๖ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๖]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๗ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๗]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๘ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๘]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘๙ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๘๙]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙๐ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๙๐]] [[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙๑ หน้าที่ ๑-๕๐๐|เล่มที่ ๙๑]]}}}}<div id="*"/> |- |<hr/> |- |{{fs|96%|{{color|#006600|[[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๑-๕๐๐|<big>⇦|</big> ''ดู ก่อนหน้า'']] '''หน้าที่ ๕๐๑ ถึง ๕๗๓''' [[#502|๓๐. เรื่องพระจันทาภเถระ (๒๙๓) 502]] [[#509| ๓๑. เรื่องพระสีวลีเถระ (๒๙๔) 509]] [[#512|๓๒. เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ (๒๙๕) 512]] [[#519| ๓๓. เรื่องพระโชติกเถระ (๒๙๖) 519]] [[#553| ๓๔. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ (๒๙๗) 553]] [[#555| ๓๕. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ (๒๙๘) 555]] [[#557|๓๖. เรื่องพระวังคีสเถระ (๒๙๙) 557]] [[#562|๓๗. เรื่องพระธรรมทินนาเถรี (๓๐๐) 562]] [[#565| ๓๘. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ (๓๐๑) 565]] [[#567|๓๙. เรื่องเทวหิตพราหมณ์ (๓๐๒) 567]] [[#570| รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท 570]] [[#571|อรรถกถารวมเรื่องทั้งหมด 571]] บัญชีเรื่องเล่มที่ 43 หน้าที่ 6 เรื่อง ''ข้อ/หน้า'' [[#572| คําอุทิศของผู้เรียบเรียง 572]] [[#573| พรรณนาคุณสมบัติของผู้เรียบเรียงคัมภีร์นี้ 573]]}}}} |} <div id="เล่ม -"/> {| class="toccolours" style="text-align: center; font-size: larger; background: white; width: 100%; padding: 3px; border: 0px solid #b32424; margin: 0 auto;" |- |<div><br></div><div id="a"/>{{fs|100%|[[#91|'''เล่มที่ ๔๓''']]}}<br>{{fs|100%|'''หน้าที่ ๕๐๑ ถึง ๕๗๓''' (๕๗๓ หน้า)}} |- |{{fs|Larger|{{Bc|<poem> <div id="501"/> [[#*| พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 501]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ความว่า ละบุญและบาปแม้ทั้งสอง บทว่า สงฺค ได้แก่ กิเลสเครื่องข้องอันต่างด้วยราคะเป็นต้น. บทว่า อุปจฺจคา ได้แก่ ก้าวล่วงแล้ว. อธิบายว่า เราเรียกผู้ซึ่ง ชื่อว่าไม่มีความโศก เพราะไม่มีความโศกอันมีวัฏฏะเป็นมูล ผู้ชื่อว่ามีธุลี ไปปราศแล้ว เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้นในภายใน ผู้ชื่อว่าบริสุทธิ์แล้ว เพราะความเป็นผู้ไม่มีอุปกิเลสนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระเรวตเถระ จบ. <div id="502"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 502]] ๓๐. เรื่องพระจันทาภเถระ [๒๙๓] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระจันทาภ- เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " จนฺทว " เป็นต้น. พระจันทาภะเคยเป็นพ่อค้าไม้จันทร์แดง อนุปุพพีกถาในเรื่องของพระจันทาภเถระ ดังต่อไปนี้ :- "ได้ยินว่า ในอดีตกาล พ่อค้าในกรุงพาราณสีคนหนึ่งคิดว่า " เรา จักไปสู่ปัจจันตชนบทแล้ว นำไม้จันทน์แดงมา" ขนเอาวัตถุเป็นอันมาก มีผ้าและเครื่องอาภรณ์เป็นต้น ไปยังปัจจันตชนบท ด้วยเกวียน ๕๐๐ ยึดที่พักใกล้ประตูบ้านแล้ว ถามพวกเด็กเลี้ยงโคในดงว่า " มนุษย์ไร ๆ ในบ้านนี้ ผู้ทำงานที่เชิงเขามีอยู่หรือ ?" พวกเด็กเลี้ยงโค. จ๊ะ มีอยู่. พ่อค้า. มนุษย์นั่นชื่ออะไร ? พวกเด็กเลี้ยงโค. มนุษย์นั่นชื่อโน้น. พ่อค้า. ก็ภรรยาหรือพวกบุตรของเขา มีชื่ออย่างไร ? พวกเด็กเลี้ยงโค. เขามีชื่ออย่างนั้น ๆ. พ่อค้า. ก็เรือนของเขาอยู่ที่ไหน ? พวกเด็กเลี้ยงโค. เรือนของเขาอยู่ที่ชื่อโน้น . พ่อค้านั้น นั่งบนยานน้อยอันสบาย ไปสู่ประตูเรือนของเขาตาม สัญญาที่พวกเด็กเหล่านั้นให้แล้ว ลงจากยาน เข้าไปสู่เรือนแล้วเรียกหา หญิงนั้นว่า " ชื่อโน้น." หญิงนั้นคิดว่า " บุคคลนี้ จักเป็นญาติของพวก เราคนหนึ่ง " จึงมาโดยเร็ว ปูอาสนะไว้ (รับรอง). <div id="503"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 503]] พ่อค้านั้น นั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ระบุชื่อถามว่า " สหายของฉัน ไปไหน ? " หญิง. ไปสู่ป่า นาย. พ่อค้า ระบุชื่อของคนทั้งปวงเทียว ถามว่า " บุตรของฉันชื่อโน้น ธิดาของฉันชื่อโน้น ไปไหน ? ดังนี้แล้ว กล่าวว่า " ท่านพึงให้ผ้าและ เครื่องอาภรณ์เหล่านี้ แก่ชนเหล่านั้น, ในเวลาที่แม้สหายของฉันกลับมาแล้ว จากดง หล่อนพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์นี้ " แล้วได้ให้ (วัตถุเหล่านั้น). นางทำสักการะอย่างยิ่งแก่เขาแล้ว ในเวลาที่สามีมา จึงกล่าวว่า " นาย บุคคลนี้ จำเดิมแต่เขามาแล้ว ระบุชื่อของชนทั้งปวงแล้ว ให้สิ่งนี้และ สิ่งนี้ " ฝ่ายสามีของหญิงนั้น ก็ทำกิจอันควรทำแก่เขา. ครั้นในเวลาเย็น พ่อค้านั่งบนที่นอน ถามเขาว่า " สหาย ท่าน เที่ยวไปที่เชิงเขา เคยเห็นอะไรมาก ? " ชายเจ้าถิ่น. ฉันไม่เห็นอย่างอื่น, แต่ฉันเห็นต้นไม้ชนิดที่มีกิ่ง แดงมาก. พ่อค้า. ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมากหรือ ? ชายเจ้าถิ่น, จ้ะ ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมาก. พ่อค้า กล่าวว่า " ถ้ากระนั้น ท่านจงแสดงไม้เหล่านั้นแก่ฉัน " ดังนี้แล้ว ไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดงบรรทุกให้เต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม แล้ว เมื่อเดินมา กล่าวกะชายนั้นว่า " สหาย เรือนของฉันมีอยู่ในที่ชื่อโน้น ในกรุงพาราณสี, ท่านพึงมายังสำนักของตลอดกาลตามกาล, ฉันไม่มี ความต้องการด้วยเครื่องบรรณาการอย่างอื่น, ท่านพึงนำมาเฉพาะแต่ต้นไม้ <div id="504"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 504]] ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น. เขารับรองว่า " ดีละ " แล้วเมื่อมาสู่สำนักของพ่อค้า นั้นตลอดกาลตามกาล ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดงเท่านั้น. แม้พ่อค้านั้น ก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา. โดยสมัยอื่นอีกแต่กาลนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว เมื่อสถูปทองอันเขาประดิษฐานไว้แล้ว, บุรุษนั้นได้บรรทุกไม้จันทน์แดง เป็นอันมาก ไปสู่กรุงพาราณสี. ครั้งนั้น พ่อค้านั้นผู้เป็นสหายของเขา ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมาก ให้เต็มถาดแล้ว กล่าวว่า " สหาย ท่านจงมา, พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์ จนกว่าจะหุงภัต (สุก) แล้วจึงกลับ " ได้พาเขาไปในที่นั้นทำการบูชาด้วย ไม้จันทน์แล้ว. สหายชาวปัจจันตชนบทของเขาแม้นั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่ง พระจันทร์ด้วยไม้จันทน์ ในห้องแห่งพระเจดีย์, บุรพกรรมของเขามี เพียงนี้เท่านั้น. อานิสงส์การบูชาด้วยไม้จันทร์แดง เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้น ไปแล้วในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาล ในกรุงราชคฤห์. รัศมีเช่นกับด้วยมณฑลพระจันทร์ตั้งขึ้นจาก มณฑลแห่งนาภีของเขา. เพราะเหตุนั้น พวกญาติจึงขนานนามของเขาว่า " จันทาภะ " นัยว่า นั่นเป็นผลแห่งการทำที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ ใน พระเจดีย์ของเขา. พราหมณ์ทั้งหลายคิดกันว่า " พวกเราอาจเพื่อพาเอาพราหมณ์นี้ไป หากินกะโลกเขาได้ " ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนยานน้อย เที่ยวกล่าวว่า <div id="505"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 505]] " ผู้ใดเอามือลูบคลำสรีระของจันทาภพราหมณ์นี้, ผู้นั้นจะได้อิสริยสมบัติ ชื่อเห็นปานนี้." ชนทั้งหลาย เมื่อให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่ง บ้างนั่นแล จึงจะได้เพื่ออามือถูกต้องสรีระของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวไปเนือง ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับ ยึดเอาที่พักในระหว่างแห่งพระนครและวิหารแล้ว. อริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิแม้ในกรุงสาวัตถี ถวายทานในกาลก่อน แห่งภัตแล้ว ในกาลภายหลังภัต มีมือถือของหอมระเบียบดอกไม้ผ้าและ เภสัชเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรม. พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอริยสาวกเหล่านั้น แล้ว ถามว่า " ท่านทั้งหลายจะไปที่ไหนกัน ? " อริยสาวก. พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา เพื่อฟังธรรม. พวกพราหมณ์. ท่านทั้งหลายจงมา, ท่านทั้งหลายไปในที่นั้นแล้ว จักทำอะไร ? อานุภาพเช่นกับด้วยอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ ของ พวกข้าพเจ้าไม่มี, เพราะว่าชนทั้งหลายถูกต้องสรีระของจันทาภพราหมณ์ นั่น ย่อมได้สมบัติชื่อนี้, ท่านทั้งหลายจงมา, จงดูจันทาภพราหมณ์นั้น. อริยสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า " ชื่อว่าอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร ? พระศาสดาของพวกเราเท่านั้น มี อานุภาพมาก." อริยสาวกและพวกพราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจเพื่อยังกันและกันให้ ยินยอมได้ จึงกล่าวว่า " พวกเราไปสู่วิหารแล้ว จักรู้อานุภาพของจันทาภ- พราหมณ์ หรือของพระศาสดาของพวกเรา" ดังนี้แล้วได้พาจันทาภ- พราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้ว. <div id="506"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 506]] จันทาภพราหมณ์อับเฉาในสำนักพระศาสดา พระศาสดา เมื่อจันทาภพราหมณ์นั้น พอเข้าไปสู่สำนักของพระ- องค์, ได้ทรงทำให้รัศมีเพียงดังพระจันทร์หายไปเสีย. จันทาภพราหมณ์ นั้น ได้เป็นประหนึ่งกาในกระเช้าถ่าน ในสำนักพระศาสดา. ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายจึงนำเขาไปไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. รัศมี ได้กลับเป็นปกติอย่างเดิม. พราหมณ์ก็นำมาสู่สำนักพระศาสดาอีก. รัศมี ก็หายไปอย่างนั้นเหมือนกัน. จันทาภพราหมณ์ไปแล้วอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นรัศมีหายไปอยู่ จึงคิดว่า " ผู้นี้ เห็นจะรู้มนต์เป็นเครื่องหายไปแห่ง รัศมี." เขาจึงทูลถามพระศาสดาว่า " พระองค์ทรงทราบมนต์เป็นเครื่อง หายไปแห่งรัศมีหรือหนอแล ?" พระศาสดา. เออ เรารู้. จันทาภะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานแก่ข้าพระองค์บ้าง. พระศาสดา. เราไม่อาจเพื่อให้แก่บุคคลผู้ไม่บวช. จันทาภะนั้นกล่าวกะพวกพราหมณ์ว่า " เมื่อฉันเรียนมนต์นั่นแล้ว ฉันจักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีปทั้งสิ้น, พวกท่านจงรออยู่ที่นี่ก่อน, ฉัน จักบวชเรียนมนต์โดย ๒-๓ วัน เท่านั้น." เ ขาทูลขอการบรรพชากะพระ- ศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว. ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสบอกอาการ ๓๒ แก่จันทาภภิกษุนั้น. เธอทูลถามว่า " นี้อะไร ? " พระศาสดา. นี้เป็นบริกรรมแห่งมนต์, เธอควรสาธยาย. แม้พวกพราหมณ์มาในระหว่าง ๆ แล้ว ถามว่า " ท่านเรียนมนต์ ได้แล้วหรือ ?" <div id="507"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 507]] จันทาภะ. ยังก่อน. ฉันกำลังเรียน. เขาบรรลุพระอรหัตโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ในเวลาที่พวกพราหมณ์ มาถามแล้ว กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงไปเถิด. เดี๋ยวนี้ฉันเป็นผู้มีธรรม เครื่องไม่ไปเสียแล้ว." ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลแด่พระตถาคตว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนี้ กล่าวคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล." พระขีณาสพกล่าวแต่คำจริง พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จันทาภะบุตรของเรา มีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมกล่าวแต่คำจริงเท่านั้น " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถา นี้ว่า:- ๓๐. จนฺทว วิมล สุทฺธ วิปฺปสนฺนมนาวิล นนฺทิภวปริกฺขีณ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพ เครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ ที่ ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมล ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมี หมอกเป็นต้น. บทว่า สุทฺธ ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส. บทว่า วิปฺปสนฺน ได้แก่ มีจิตผ่องใสแล้ว. บทว่า อนาวิล ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีกิเลสเป็นต้น. <div id="508"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 508]] บทว่า นนฺทิภวปริกฺขีณ ความว่า เราเรียกผู้มีตัณหาในภพทั้ง ๓ สิ้นแล้วนับว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระจันทาภเถระ จบ. <div id="509"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 509]] ๓๑. เรื่องพระสีวลีเถระ [๒๙๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองกุณฑิโกลิยะ ประทับอยู่ในป่าชื่อ กุณฑธาน ทรงปรารภพระสีวสีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย อิม " เป็นต้น. พระนางสุปปวาสาทรงอดกลั้นทุกข์ได้ด้วยวิตก ๓ ข้อ ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระธิดาของพระโกลิยวงศ์ พระ- นามว่าสุปปวาสา ทรงครรภ์สิ้น ๗ ปี มีครรภ์อันหลง (มาอีก) ๗ วัน ถูกทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว, ทรงอดกลั้นทุกข์นั้น ด้วยวิตก ๓ ข้อเหล่านี้คือ " (๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรม เพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ; (๒) พระสงฆ์สาวกใดปฏิบัติเพื่อละทุกข์แห่งรูป นี้นี่แหละ, พระสงฆ์สาวกนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น ผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ; (๓) ทุกข์เห็นปานนี้ " ไม่มีในพระนิพพานใด. พระนิพพานนั้น เป็นสุขดีหนอ" ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระสวามีไปสู่สำนัก ของพระศาสดา, เมื่อพระสวามีนั้น กราบทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดา ตามคำของพระนางแล้ว, ในขณะที่พระศาสดาตรัสว่า " พระธิดาโกลิยวงศ์ พระนามว่าสุปปวาสาจงเป็นผู้มีสุข ไม่มีโรค, ประสูติพระโอรสซึ่งหาโรค มิได้เถิด " ดังนี้นั่นแหละ เป็นผู้สบาย หายพระโรค ประสูติพระโอรส ผู้หาโรคมิได้แล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วได้ ทรงถวายมหาทาน สิ้น ๗ วัน. <div id="510"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 510]] พระโอรสได้บรรลุพระอรหัต แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้ จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว. ในกาลต่อมา พระโอรสนั้นเสด็จออกบรรพชา แล้วบรรลุพระอรหัต. ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ ทั้งหลาย พวกท่านจงดู:. ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อ เห็นปานนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องของมารดาตลอดกาล ประมาณเท่านี้, จะป่วยกล่าวไปไยเล่าถึงชนเหล่าอื่น; ทุกข์เป็นอันมากหนอ อันภิกษุนี้ ถอนแล้ว." พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย กถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เออ บุตรของเราพ้นจากทุกข์ ประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้วอยู่ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓๑. โย อิม ปลิปถ ทุคฺค สสาร โมหมฺจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมห พฺรูมิ พฺหาหฺมณ. " ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และโมหะ นี้ไปแล้ว เป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่ง มีปกติเพ่ง หากิเลส เครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่า อย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์." <div id="511"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 511]] แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :- ความว่า ภิกษุใด ล่วงทางคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ และ โมหะอันไม่ให้แทงตลอดอริยสัจทั้ง ๕ นี้ไปแล้ว, เป็นผู้ข้ามโอฆะทั้ง ๔ ได้ ถึงฝั่งแล้วโดยลำดับ, มีปกติเพ่งด้วยฌาน ๒ อย่าง, ชื่อว่าหากิเลส เครื่องหวั่นไหวมิได้ เพราะไม่มีตัณหา, ชื่อว่าไม่มีความสงสัยเป็นเหตุ กล่าวว่าอย่างไร เพราะไม่มีวาจาเป็นเครื่องกล่าวว่าอย่างไร, ชื่อว่าไม่ถือ มั่นแล้ว เพราะไม่มีอุปาทาน ชื่อว่าดับแล้ว เพราะอันดับไปแห่งกิเลส; เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระสีวลีเถระ จบ. <div id="512"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 512]] ๓๒. เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ [๒๙๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสุนทร- สมุทรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยธ กาเม " เป็นต้น. กุลบุตรออกบวช ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี กุลบุตรคนหนึ่งชื่อสุนทรสมุทรกุมาร เกิดในตระกูลใหญ่อันมีสมบัติ ๔๐ โกฏิ. วันหนึ่ง เขาเห็นมหาชนมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือ ไปสู่พระเชตวันเพื่อต้องการฟังธรรม ในเวลาภายหลังภัตจึงถามว่า " พวก ท่านจะไปไหนกัน" ? เมื่อมหาชนนั้นบอกว่า " พวกฉันจะไปสู่สำนัก พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม, กล่าวว่า " ฉันก็จักไป " แล้วไปกับมหาชนนั้น นั่ง ณ ที่สุดบริษัท. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงทรงแสดงอนุปุพพีกถา. เขาคิดว่า " บุคคลผู้อยู่ครองเรือน ไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้เป็น ดุจสังข์ที่ขัดแล้วได้." อาศัยพระกถาของพระศาสดา มีความอุตสาหะเกิด แล้วในบรรพชา, เมื่อบริษัทหลีกไปแล้ว, จึงทูลขอบรรพชากะพระศาสดา ได้สดับว่า " พระตถาคตทั้งหลาย ไม่ยังกุลบุตรที่มารดาบิดายังไม่อนุญาต ให้บรรพชา" จึงไปสู่เรือนแล้ว ยังมารดาบิดาให้อนุญาตด้วยความพยายาม มากเหมือนกุลบุตรชื่อรัฏฐบาลเป็นต้น ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนัก พระศาสดาแล้ว คิดว่า " ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการอยู่ในที่นี้ " จึงออกจากกรุงสาวัตถีนั้นไปสู่กรุงราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ยังกาลให้ ล่วงไปแล้ว. <div id="513"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 513]] หญิงแพศยารับอาสาจะให้พระเถระสึกให้ได้ ต่อมาวันหนึ่ง มารดาบิดาของพระสุนทรสมุทรเถระนั้น เห็นพวก กุมารที่เป็นสหายของท่าน กำลังเล่นอยู่ด้วยสิริโสภาค๑ย์อันใหญ่ในวัน มหรสพวันหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี คร่ำครวญว่า " การเล่นชนิดนี้ บุตร ของเราได้โดยยาก." ในขณะนั้น หญิงแพศยาคนหนึ่งไปสู่ตระกูลนั้น เห็นมารดาของ พระสุนทรสมุทรเถระนั้นกำลังนั่งร้องไห้อยู่ จึงถามว่า " คุณแม่ เพราะ เหตุไร ? คุณแม่จึงร้องไห้." มารดาพระสุนทรสมุทร. ฉันคิดถึงลูก จึงร้องไห้. หญิงแพศยา. ก็บุตรนั้นไปที่ไหนเล่า ? คุณแม่. มารดาพระสุนทรสมุทร. บวชใน (สำนัก ) ภิกษุทั้งหลาย. หญิงแพศยา. การให้ท่านสึกเสีย ไม่ควรหรือ ? มารดาพระสุนทรสมุทร. ควร แต่เธอไม่ปรารถนา, เธอออกจาก กรุงสาวัตถีนี้ ไปสู่กรุงราชคฤห์. หญิงแพศยา. ถ้าดิฉันพึงให้ท่านสึกได้ไซร้, คุณแม่พึงทำอะไร ? แก่ดิฉัน. มารดาพระสุนทรสมุทร. พวกฉันพึงทำเจ้าให้เป็นเจ้าของแห่งขุม- ทรัพย์ตระกูลนี้. หญิงแพศยากล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้น คุณแม่จงให้สินจ้างแก่ดิฉัน " ถือเอาสินจ้างแล้ว ไปสู่กรุงราชคฤห์ด้วยบริวารหมู่ใหญ่ กำหนดถนนที่ เที่ยวบิณฑบาตของท่านได้แล้ว ยึดเอาเรือนเป็นที่พักหลังหนึ่งในที่นั้น ๑. ความเป็นผู้มีส่วนงามด้วยสิริ. <div id="514"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 514]] ตกแต่งอาหารที่ประณีตไว้แต่เช้าตรู่ แล้วถวายภิกษาในเวลาพระเถระเข้า ไปบิณฑบาต โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน นิมนต์ว่า " ท่านเจ้าข้า ขอท่าน จงนั่งในที่นี้นี่แหละ ทำภัตกิจ" แล้วรับเอาบาตร. ท่านได้ให้บาตรแล้ว. หญิงแพศยาออกอุบายเกลี้ยกล่อมพระเถระ ครั้งนั้น หญิงแพศยานั้นเลี้ยงพระเถระนั้น ด้วยอาหารอันประณีต เรียนว่า " ท่านเจ้าข้า การเที่ยวบิณฑบาตในที่นี้นี่แหละสะดวกดี " นิมนต์ ให้พระเถระนั่งฉันที่ระเบียง ๒-๓ วัน แล้ว เอาขนมเกลี้ยกล่อมพวกเด็ก แล้วพูดว่า " พวกเจ้าจงมา, ในเวลาพระเถระมาแล้ว แม้ฉันห้ามอยู่, พวกเจ้าพึงมาในที่นี้ แล้ว (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้น." ในวันรุ่งขึ้นเวลาพระเถระฉัน พวกเด็กเหล่านั้นแม้ถูกหญิงแพศยา นั้นห้ามอยู่ ก็ (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น หญิงแพศยานั้นเรียนว่า " พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่ฟังคำของดิฉัน ยัง (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นในที่นี้ได้, ขอท่านจงนั่งภายใน เรือนเถิด" ให้ท่านนั่งภายในแล้ว นิมนต์ให้ฉันสิ้น ๒-๓ วัน, นาง เกลี้ยกล่อมเด็กอีก พูดว่า " พวกเจ้า แม้ถูกฉันห้ามอยู่ พึงทำเสียงอึกทึก ในเวลาพระเถระฉัน." เด็กเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น นางกล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า ในที่นี้มีเสียงอึกทึกเหลือ เกิน, พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำของดิฉัน; นิมนต์ท่าน นั่งเสียในปราสาทเบื้องบนเถิด," เมื่อพระเถระรับนิมนต์แล้ว, ทำพระเถระ ไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปสู่ปราสาท ปิดประตูทั้งหลายเสีย จึงขึ้นไปสู่ ปราสาท. พระเถระ แม้เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร <div id="515"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 515]] อย่างอุกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปสู่ปราสาท ๗ ชั้น ตามคำของนาง. หญิงแพศยาแสดงอาการ ๔๐ อย่าง เกี้ยวพระเถระ นางให้พระเถระนั่งแล้ว แสดงแง่งอนของหญิง ลีลาของหญิง ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า " เพื่อนผู้มีหน้าเอิบอิ่ม ได้ยินว่า หญิงย่อมเกี้ยวชาย ด้วยฐานะ ๔๐๑ อย่าง คือ : สะบัดสะบิ้ง ๑ ก้มลง ๑ กรีดกราย ๑ ชะมด- ชม้อย ๑ เอาเล็บดีดเล็บ ๑ เอาเท้าเหยียบเท้า ๑ เอาไม้ขีดแผ่นดิน ๑ ชูเด็กขึ้น ๑ ลดเด็กลง ๑ เล่นเอง ๑ ให้เด็กเล่น ๑ จูบเอง ๑ ให้เด็ก จูบ ๑ รับประทานเอง ๑ ให้เด็กรับประทาน ๑ ให้ของเด็ก ๑ ขอของ คืน ๑ ล้อเลียนเด็ก๒ ๑ พูดดัง ๑ พูดค่อย ๑ พูดคำเปิดเผย ๑ พูด ลี้ลับ ๑ (ทำนิมิต) ด้วยการฟ้อน ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วย การร้องไห้ ด้วยการเยื้องกราย ด้วยการแต่งตัว ๑ ซิกซี้ ๑ จ้องมองดู ๑ สั่นสะเอว ๑ ยังของลับให้ไหว ๑ ถ่างขา ๑ หุบเขา ๑ แสดงถัน ๑ แสดงรักแร้ ๑ แสดงสะดือ ๑ ขยิบตา ๑ ยักคิ้ว ๑ แม้มริมฝีปาก ๑ แลบลิ้น ๑ เปลื้องผ้า ๑ นุ่งผ้า ๑ สยายผม ๑ เกล้าผม ๑" ยืนข้าง หน้าของพระเถระนั้นแล้วกล่าวคาถานี้ว่า :- " หญิงแพศยาผู้มีเท้าย้อมแล้วด้วยน้ำครั่ง สวม เขียงเท้า (กล่าวแล้วว่า) แม้ท่านก็เป็นชายหนุ่ม สำหรับดิฉัน และแม้ดิฉันก็เป็นหญิงสาวสำหรับท่าน, แม้เราทั้งสองแก่แล้ว มีไม้เท้ากรานไปข้างหน้าจึง จักบวช." ๑. มาในอัฏฐกถาชาดก ๘/๒๖๑ กุณาลชาดก. ๒. กตมนุกโรติ ย่อมทำตามซึ่งกรรมอันเด็ก ทำแล้ว. <div id="516"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 516]] พระเถระชนะหญิงแพศยาเพราะอาศัยพระศาสดา ครั้งนั้น ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระเถระว่า " โอหนอ ! กรรมที่เราไม่ใคร่ครวญแล้วทำ หนัก." ในขณะนั้น พระศาสดาประทับ นั่งอยู่ในพระเชตวัน ณ ที่ไกลประมาณ ๔๕ โยชน์นั่นแล ทรงเห็นเหตุนั้น แล้วได้ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ. ลำดับนั้น พระอานนทเถระทูลถามพระองค์ว่า " พระเจ้าข้า อะไร หนอแล ? เป็นเหตุ, อะไร ? เป็นปัจจัย แห่งการทรงทำความยิ้มแย้มให้ ปรากฏ. พระศาสดาตรัสว่า. อานนท์ สงครามของภิกษุชื่อสุนทรสมุทรและ ของหญิงแพศยา กำลังเป็นไปอยู่ บนพื้นปราสาท ๗ ชั้น ในกรุง ราชคฤห์. พระอานนท์ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ความชนะจักมีแก่ใครหนอแล ? ความปราชัยจักมีแก่ใคร ? พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ ความชนะจักมีแก่สุนทรสมุทร, ความ ปราชัยจักมีแก่หญิงแพศยา" ดังนี้แล้ว ทรงประกาศความชนะของพระ- เถระ ประทับนั่งในพระเชตวันนั้นนั่นเอง ทรงแผ่พระรัศมีไป ตรัสว่า " ภิกษุ เธอจงหมดอาลัย ละกามแม้ทั้งสองเสีย " ดังนี้แล้ว ตรัสพระ- คาถานี้ว่า :- ๓๒. โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช กามภวปริกฺขีณ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แล้ว เป็น ผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้มี กามและภพสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์." <div id="517"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 517]] แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :- ความว่า บุคคลใด ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มี เรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ผู้มีกามสิ้นแล้ว และผู้มีภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เหาะขึ้นไปสู่เวหาส ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ทะลุมณฑลช่อฟ้าออกไปแล้ว ชมเชยพระสรีระ พระศาสดาอยู่นั่นเทียว มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาเป็นที่พึ่งของพระเถระ ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันแม้ในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสุนทรสมุทรเถระ อาศัยรสที่พึงรู้ด้วยลิ้น เกือบเสียท่า. แต่พระศาสดา เป็นที่พึ่งของเธอ." พระศาสดาทรงสดับกถานั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราเป็น ที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น แต่ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ในกาลก่อน เรา ก็เป็นที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น ผู้ติดอยู่ในรสตัณหาแล้วเหมือนกัน " อัน ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา เพื่อจะทรงประกาศ เนื้อความนั้น ทรงยังวาตมิคชาดก๑นี้ให้พิสดารว่า :- " ได้ยินว่า สภาพอื่นที่เลวกว่ารสทั้งหลาย คือ การเคยชินกัน หรือการสนิมสนมกัน ย่อมไม่มี, คนรักษาอุทยานชื่อสญชัย ย่อมนำเนื้อสมันตัวอาศัย อยู่ในรกชัฏ มาสู่อำนาจได้ ก็เพราะรสทั้งหลาย." ๑. ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๕. อรรถกถา. ๑/๒๗๗. <div id="518"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 518]] ดังนี้แล้ว ทรงประมวลชาดกว่า " ในกาลนั้น สุนทรสมุทรได้เป็น เนื้อสมัน, ส่วนมหาอำมาตย์ของพระราชาผู้กล่าวคาถานี้แล้ว ให้ปล่อย เนื้อนั้นไป ได้เป็นเรานี้เอง." เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ จบ. <div id="519"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 519]] ๓๓.เรื่องพระโชติกเถระ [๒๙๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระโชติก- เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยธ ตณฺห " เป็นต้น. บุรพกรรมของสองพี่น้อง อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :- ได้ยินว่า ในอดีตกาล กุฎุมพี ๒ คนพี่น้องในกรุงพาราณสียังชน ให้ทำไร่อ้อยไว้เป็นอันมาก. ต่อมาวันหนึ่ง น้องชายไปยังไร่อ้อย คิดว่า " เราจักให้อ้อยลำหนึ่ง แก่พี่ชาย ลำหนึ่งจักเป็นของเรา" แล้ว ผูกลำอ้อยทั้งสองลำในที่ ๆ ตัด แล้ว เพื่อต้องการไม่ให้รสไหลออก ถือเอาแล้ว. ได้ยินว่า ในครั้งนั้น กิจด้วยการหีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์ ไม่มี ในเวลาอ้อยลำที่เขาตัดที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น รส (อ้อย) ย่อมไหล ออกเองทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรกฉะนั้น. ก็ในเวลาที่เขาถือ เอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ออกจาก สมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า " วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์แก่ใครหนอ แล ?" เห็นเขาเข้าไปในข่ายคือญาณของตน และทราบความที่เขาเป็นผู้ สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์ ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา. น้องชาวถวายอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่ม <div id="520"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 520]] บนภูมิประเทศที่สูงกว่า แล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ด้วยคำว่า " นิมนต์นั่งที่นี้ ขอรับ" แล้วก็กล่าวว่า " ขอท่านจงน้อมบาตรมาเถิด" ได้แก่ที่ผูกลำอ้อย วางไว้เบื้องบนบาตร. รสไหลลงเต็มบาตรแล้ว. เมื่อ พระปัจเจกพุทธเจ้าดื่มรส (อ้อย) นั้นแล้ว, เขาคิดว่า " ดีจริง พระผู้เป็น เจ้าของเราดื่มรส (อ้อย) แล้ว, ถ้าพี่ชายของเราจักให้นำมูลค่ามา, เราก็จัก ให้มูลค่า; ถ้าจักให้เรานาส่วนบุญมา, เราก็จักให้ส่วนบุญ" แล้วกล่าวว่า " นิมนต์ท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ขอรับ" แล้วได้แก้ลำอ้อยแม้ที่ ๒ ถวายรส. นัยว่า เขามิได้มีความคิดที่จะลวงแม้มีประมาณเท่านี้ว่า " พี่ชายของ เราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน" ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้ ใคร่จะแบ่งรสอ้อยลำนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่าอื่น เพราะความที่ ตนดื่มรสอ้อยลำแรกนั้น จึงรับไว้เท่านั้น แล้วก็นั่งอยู่. เขาทราบอาการ ของท่านแล้ว จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า " ท่าน ขอรับ รสอันเลิศนี้ใด ที่กระผมถวายแล้ว, ด้วยผลแห่งรสอันเลิศนี้ กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุดพึงบรรลุธรรมที่ ท่านบรรลุแล้วนั่นแล." แม้พระปัจเจกพุทะเจ้า ก็กล่าวว่า " ขอความ ปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จอย่างนั้น" แล้วทำอนุโมทนาแก่เขา ด้วย ๒ คาถาว่า " อิจฺฉิต ปตฺถิต ตุยฺห " เป็นต้น, แล้วก็อธิษฐาน โดยประการที่เขาจะเห็นได้ แล้วเหาะไปสู่เขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ แล้วได้ถวายรส (อ้อย) แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป. เขาเห็นปาฏิหาริย์ นั้นแล้ว ไปสู่สำนักพี่ชาย, เธอพี่ชายถามว่า " เจ้าไปไหน ?" จึงบอกว่า " ฉันไปตรวจดูไร่อ้อย " ถูกพี่ชายกล่าวว่า " จะมีประโยชน์อะไรด้วยคน <div id="521"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 521]] อย่างเจ้าไปไร่อ้อย, เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำ หรือ ๒ ลำมิใช่ หรือ ?" กล่าวว่า " พี่ ถูกละ, ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ, แต่ฉันเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จึงถวายรสแต่ลำอ้อยของฉัน แล้วถวายรสแต่ ลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า เราจักให้มูลค่าหรือส่วนบุญ;' พี่จักรับเอา มูลค่าอ้อยนั้นหรือจักรับเอาส่วนบุญ ? " พี่ชาย. ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำอะไร ? น้องชาย. ท่านดื่มรสจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอารสจากลำอ้อย ของพี่ไปสู่เขาคันธมาทน์โดยอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป. พี่ชายเลื่อมใสขออนุโมทนาส่วนบุญ พี่ชายนั้น เมื่อเขากำลังกล่าวอยู่นั้นแหละ, เป็นผู้มีสรีระอันปีติ ถูกต้องแล้ว หาระหว่างมิได้ ได้ทำความปรารถนาว่า " การบรรลุธรรมที่ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา." น้องชายปรารถนา สมบัติ ๓ อย่าง ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. นี้เป็นบุรพกรรมของชนทั้งสองนั้น. สองพี่น้องได้เกิดร่วมกันอีกในชาติต่อมา ชนทั้งสองนั้น ดำรงอยู่ตลอดอายุแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไป. ในเวลาชนทั้งสองนั้นไป เทวโลกนั่นแหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสีเสด็จอุบัติ ขึ้นแล้วในโลก. พี่น้องทั้งสองแม้นั้น เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว, ผู้พี่ชายก็คงเป็น พี่ชาย ผู้น้องชายก็คงเป็นน้องชาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่ง ในพันธุมดีนคร. <div id="522"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 522]] บรรดาเด็กทั้งสองนั้น มารดาบิดาได้ตั้งชื่อของผู้พี่ชายว่า " เสนาะ" ของผู้น้องชายว่า " อปราชิต." เมื่อพี่น้องทั้งสองนั้น กำลังรวบรวม ขุมทรัพย์อยู่ ในเวลาเติบโตแล้ว,๑ เสนกุฎุมพี ได้ฟังการป่าวร้องใน พันธุมดีนครของอุบาสกผู้โฆษณาธรรมว่า " พุทธรัตนะเกิดขึ้นแล้วใน โลก, ธรรมรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, สังฆรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, พวกท่านจงให้ทานทั้งหลาย จงทำบุญทั้งหลาย วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๔ วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๕, พวกท่านจงทำอุโบสถ จงฟังธรรม" เห็นมหาชน ถวายทานในกาลก่อนภัตแล้ว ไปเพื่อฟังธรรมในกาลภายหลังภัต จึงถามว่า " พวกท่านจะไปไหน ? เมื่อมหาชนบอกว่า " พวกฉันจะไปสู่สำนัก พระศาสดา เพื่อฟังธรรม." จึงพูดว่า " แม้ฉันก็จักไป " แล้วก็ไปพร้อม กับชนเหล่านั้นทีเดียว นั่งแล้วในที่สุดบริษัท. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงตรัสอนุปุพพีกถา. เขาฟัง ธรรมของพระศาสดาแล้ว เกิดความอุตสาหะในบรรพชา จึงทูลขอ บรรพชากะพระศาสดา. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า " ก็พวกญาติที่ท่านจะพึงอำลา มีไหม ?" เสนกุฎุมพี. มี พระเจ้าข้า. พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านไปอำลา แล้วจงมา. พี่ชายลาน้องชายออกบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัต เขาไปสู่สำนักของน้องชายแล้ว กล่าวว่า " ทรัพย์สมบัติใด มีอยู่ ในตระกูลนี้ ทรัพย์สมบัตินั้นทั้งหมด จงเป็นของเจ้า." ๑. หมายความว่า ได้ตั้งหลักฐานในการครองเรือนแล้ว. <div id="523"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 523]] น้องชาย. ก็พี่เล่า ? ขอรับ. เสนกุฎุมพี. ฉันจักบวชในสำนักของพระศาสดา. น้องชาย. พี่พูดอะไร ? ฉันเมื่อมารดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือน มารดา, เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือนบิดา; ตระกูลนี้ก็มีโภคะมาก, พี่ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ ก็สามารถจะทำบุญได้. พี่อย่าทำอย่างนั้น. เสนกุฎุมพี. ฉันฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ฉันดำรง อยู่ในท่ามกลางเรือน ไม่อาจบำเพ็ญธรรมนั้นได้; ฉันจักบวชให้ได้, เจ้าจงกลับ. เขายังน้องชายให้กลับไปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว ได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักพระศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต. ฝ่ายน้องชาย คิดว่า " เราจักทำสักการะแก่บรรพชิตผู้พี่ชาย" จึง ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขสิ้น ๗ วัน ไหว้พี่ชายแล้ว กล่าวว่า " ท่านขอรับ ท่านท่าการสลัดออกจากภพแห่งตนได้แล้ว, ส่วน กระผม ยังเป็นผู้พัวพันด้วยกามคุณ ๕,๑ ไม่อาจออกบวชได้, ขอท่านจง บอกบุญกรรมอันใหญ่ที่สมควร แก่กระผมผู้ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ." ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะน้องชายนั้นว่า " ดีละ เจ้าผู้เป็น บัณฑิต เจ้าจงให้ สร้างพระคันธกุฎี สำหรับพระศาสดา." น้องชายสร้างพระคันธกุฎีถวายพระศาสดา น้องชายนั้นรับว่า "สาธุ" แล้วยังชนให้นำไม้ต่าง ๆ มาแล้วให้ ถากเพื่อประโยชน์แก่ทัพสัมภาระทั้งหลายมีเสาเป็นต้น ให้ทำเสาทั้งหมด ให้ขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการ คือต้นหนึ่งขจิตด้วยทองคำ ต้นหนึ่งขจิต ๑. คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่. <div id="524"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 524]] ด้วยเงิน ต้นหนึ่งขจิตด้วยแก้วมณีเป็นต้น แล้วให้สร้างพระคันธกุฎีด้วย เสาเหล่านั้น ให้มุงด้วยกระเบื้องสำหรับมุงอันขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการ เหมือนกัน. ก็ในเวลาสร้างพระคันธกุฎีนั้นแล หลานชายชื่ออปราชิต ผู้มีชื่อ เหมือนกับคนนั่นแล เข้าไปหาอปราชิตกุฎุมพีนั้นแล้ว กล่าวว่า " แม้ฉัน ก็จักสร้าง, ท่านจงให้ส่วนบุญแก่ฉันเถิด ลุง" เขากล่าวว่า " พ่อ ฉัน ไม่ให้, ฉันจักสร้างไม่ให้ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น. " หลานชายนั้น อ้อนวอนแม้เป็นอันมาก เมื่อไม่ได้ส่วนบุญ จึงคิด ว่า " การที่เราได้กุญชรศาลาข้างหน้าพระคันธกุฎี ย่อมควร" ดังนี้แล้ว จึงให้สร้างกุญชรศาลา๑ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๙ ประการ. เขาเกิดเป็นเมณฑก- เศรษฐีในพุทธุปบาทกาลนี้. ก็บานหน้าต่างใหญ่ ๓ บาน ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ได้มี แล้วในพระคันธกุฎี. อปราชิตคฤหบดีให้สร้างสระโบกขรณี ๓ สระ ที่ โบกด้วยปูนขาว ณ ภายใต้ที่ตรงบานหน้าต่างเหล่านั้น ให้เต็มด้วยน้ำหอม อันเกิดแต่ชาติทั้ง ๔๒ แล้วให้ปลูกดอกไม้ ๕๓ สี, ให้ย่อยบรรดาแก้ว ๗ ประการ แก้วที่ควรแก่ความเป็นของที่จะพึงย่อยได้แล้วถือเอาแก้วนอกนี้ ทั้งหมดทีเดียว โปรยรอบพระคันธกุฎีโดยถ่องแถวเพียงเข่า ยังบริเวณ ให้เต็มแล้ว. ๑. ศาลามีรูปคล้ายช้าง. ๒. กุงฺกุม หญ้าฝรั่น ๑. ยวนปุปฺผ ดอกไม้เกิดในยวน- ประเทศ ๑. ตคร กฤษณา ๑. ตุรุกฺโข กำยาน ๑. ๓. เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ ปรากฏโดยมาก. เพื่อจะโปรยพระสรีระด้วยสายแห่งเกสรทั้งหลาย อันตั้งขึ้นแล้วด้วยกำลังลม ในกาลแห่งพระตถาคตประทับนั่งภายในแล้ว กระเบื้องที่ยอดพระคันธกุฎี ได้สำเร็จด้วยทองคำ อันสุกปลั่ง. หาง (กระเบื้อง) สำเร็จด้วยแก้วประพาฬตอนล่าง กระเบื้องมุงสำเร็จด้วยแก้วมณี. พระคันธกุฎีนั้น ได้ตั้งอยู่งดงามดุจนกยูงลำแพน ด้วยประการฉะนี้. <div id="525"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 525]] คฤหบดีชื่ออปราชิต ยังพระคันกุฎีให้สำเร็จด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปหาพระเถระผู้พี่ชาย เรียนว่า " ท่านขอรับ พระคันธกุฎีสำเร็จ แล้ว. กระผมหวังการใช้สอยพระคันธกุฎีนั้น, ได้ยินว่า บุญเป็นอันมาก ย่อมมีเพราะการใช้สอย." พระเถระนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ทราบ ว่า กุฎุมพีผู้นี้ให้สร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระองค์, บัดนี้เธอหวังการใช้สอย." พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะแล้ว เสด็จไปสู่ที่เฉพาะหน้าพระ- คันธกุฎี ทอดพระเนตรกองรัตนะที่เขากองล้อมรอบพระคันธกุฎี ได้ ประทับยืนอยู่แล้วที่ซุ้มแห่งประตู๑, ก็เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลว่า " พระเจ้า- ข้า การรักษาจักมีแก่ข้าพระองค์เอง, ขอพระองค์จงเสด็จเข้าไปเถิด." พระศาสดาเสด็จเข้าไปแล้ว. เขาตั้งการรักษารัตนะที่โปรยไว้รอบพระคันธกุฎี แม้กุฎุมพีก็ตั้งการรักษาไว้โดยรอบ สั่งมนุษย์ทั้งหลายไว้ว่า " พ่อ ๑. เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ ปรากฏโดยมาก: ลำดับนั้น กุฏุมพีกราบทูลพระองค์ว่า " ขอพระองค์โปรดเสด็จเข้าไปเถิด พระเจ้าข้า" พระศาสดาประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแล ทอด พระเนตรดูพระเถระพี่ชายของกุฏุมพีนั้นถึง ๓ ครั้ง, พระเถระทราบด้วยอาการที่พระองค์ทอด พระเนตรแล้วนั่นแล กล่าวกะน้องชายว่า " มาเถิด พ่อ เธอจงทูลพระศาสดาว่า การรักษาจักมี แก่ข้าพระองค์เอง ขอเชิญพระองค์ประทับอยู่ตามสบายเถิด" เขาฟังคำพระเถระแล้ว ถวายบังคม พระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พวกมนุษย์เข้าไปที่โคนไม้แล้ว ไม่มีความเยื่อใยหลีกไปฉันใด, อนึ่ง พวกมนุษย์ข้ามแม่น้ำ ไม่มีความเยื่อใย สละพ่วงแพเสียได้ ฉันใด, ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ความความเยื่อใยฉันนั้น ประทับอยู่เถิด." ก็พระศาสดาประทับยืน อยู่เพื่ออะไร ๆ ได้ยินว่า พระองค์ทรงมีพระปริวิตกอย่างนี้ว่า "ชนเป็นอันมาก ย่อมมาสู่สำนัก ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในเวลาก่อนภัตบ้าง ในเวลาหลังภัตบ้าง เมื่อชนเหล่านั้นถือเอารัตนะ ทั้งหลายไปอยู่, พวกเราไม่อาจห้ามได้ กุฎุมพีพึงติเตียนว่า ' เมื่อรัตนะประมาณเท่านี้เราโปรยลง แล้วที่บริเวณ, พระศาสดาไม่ห้ามปรามอุปัฏฐากของพระองค์ แม้ผู้นำ (รัตนะ) ไปอยู่ ดังนี้แล้ว ทำความอาฆาตในเรา พึงเป็นผู้เข้าถึงอบาย ' เพราะเหตุนี้ พระศาสดาจึงได้ประทับยืนอยู่แล้ว. <div id="526"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 526]] พวกเธอจงห้ามชนทั้งหลายผู้ถือเอา (รัตนะ) ด้วยพก หรือด้วยกระเช้า และกระสอบไป, แต่อย่าห้ามชนผู้ถือเอาด้วยมือไป." แม้ในภายในนคร ก็ให้บอกว่า " รัตนะ ๗ ประการ อันเราโปรยลงแล้วที่บริเวณพระคันธกุฎี, มนุษย์เข็ญใจทั้งหลายผู้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดาแล้วไป จงถือเอาเต็ม มือทั้งสอง, มนุษย์ทั้งหลายแม้ถึงสุขแล้วก็จงถือเอาด้วยมือเดียว." ได้ยินว่า เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า " ชนทั้งหลายผู้มีศรัทธา ประสงค์จะฟังธรรมก่อนจึงจักไปทีเดียว, ส่วนผู้ไม่มีศรัทธา ไปด้วยความ โลภในทรัพย์ ฟังธรรมแล้ว ก็จักพ้นจากทุกข์ได้;" เพราะเหตุนั้น เขาจึง ให้บอกอย่างนั้น เพื่อต้องการจะสงเคราะห์ชน. มหาชน ถือเอารัตนะทั้งหลายตามกำหนดที่เขาบอกแล้วนั่นแล. เมื่อ รัตนะที่เขาโปรยลงไว้คราวเดียว หมดแล้ว เขาจึงให้โปรยลงเรื่อย ๆ โดย ถ่องแถวเพียงเข่า ถึง ๓ ครั้ง. อนึ่ง เขาวางแก้วมณีอันหาค่ามิได้ประมาณ เท่าผลแตงโม แทบบาทมูลของพระศาสดา. ได้ยินว่า เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า " ชื่อว่า ความอิ่ม จักไม่มี แก่ชนทั้งหลายผู้แลดูรัศมีแห่งแก้วมณี พร้อมด้วยพระรัศมีอันมีสีดุจทองคำ แต่พระสรีระของพระศาสดา;" เพราะฉะนั้น เขาจึงได้ทำอย่างนั้น. แม้ มหาชนก็แลดูไม่อิ่มเลย. พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิลักแก้วมณี ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง คิดว่า " ได้ยินว่า แก้วมณีที่มีค่ามาก อันกุฎุมพีนั้นวางไว้แทบบาทมูลของพระศาสดา, เรา จักลักแก้วมณีนั้น " จึงไปสู่วิหาร เข้าไปโดยระหว่างมหาชนผู้มาแล้วเพื่อ จะถวายบังคมพระศาสดา. <div id="527"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 527]] กุฎุมพีกำหนดไว้ว่า " พราหมณ์นี้ มีประสงค์จะถือเอาแก้วมณี" ด้วยอาการแห่งการเข้าไปแห่งพราหมณ์นั้นนั่นแล คิดว่า " โอหนอ ! พราหมณ์ไม่ควรถือเอา." แม้พราหมณ์นั้น วางมือไว้แทบบาทมูลคล้ายจะถวายบังคมพระ- ศาสดา ถือเอาแก้วมีซ่อนไว้ในเกลียวผ้า หลีกไปแล้ว. กุฎุมพีไม่อาจ ยังจิตให้เลื่อมใสในพราหมณ์นั้นได้. ในกาลจบธรรมกถา กุฏุมพีนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า รัตนะ ๗ ประการอันข้าพระองค์โปรยล้อมรอบพระคันธกุฎี สิ้น ๓ ครั้ง โดยถ่องแถวเพียงเข่า, เมื่อชนทั้งหลายถือเอารัตนะเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่า ความอาฆาตมิได้มีแล้วแก่ข้าพระองค์, จิตยิ่งเลื่อมใสขึ้นเรื่อย ๆ, แต่วันนี้ ข้าพระองค์คิดว่า " โอหนอ ! พราหมณ์นี้ ไม่ควรถือเอา แก้วมณี," เมื่อพราหมณ์นั้นถือเอาแก้วมณีไปแล้ว, จึงไม่อาจยังจิตให้ เลื่อมใสได้." พระศาสดาทรงสดับคำของกุฎุมพีนั้นแล้ว ตรัสว่า " อุบาสก ท่านไม่ อาจเพื่อจะทำของมีอยู่ของตน ให้เป็นของอันชนเหล่าอื่นพึงนำไปไม่ได้ มิใช่หรือ ?" ดังนี้แล้ว ได้ประทานนัยแล้ว. กุฎุมพีนั้น ดำรงอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทานแล้ว ถวายบังคม พระศาสดา ได้ทำการปรารถนาว่า " พระเจ้าข้า พระราชาหรือโจรแม้ หลายร้อย ชื่อว่าสามารถเพื่อจะข่มเหงข้าพระองค์ ถือเอาแม้เส้นด้ายแห่ง ชายผ้าอันเป็นของข้าพระองค์ จงอย่ามี นับแต่วันนี้เป็นต้นไป, แม้ไฟก็ อย่าไหม้ของ ๆ ข้าพระองค์, แม้น้ำก็อย่าพัด." <div id="528"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 528]] แม้พระศาสดา ก็ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่กุฎุมพีนั้นว่า " ขอความ ปรารถนาที่ท่านปรารถนาอย่างนั้น จงสำเร็จ." กุฎุมพีนั้น เมื่อทำการฉลองพระคันธกุฎี ถวายมหาทานแก่ภิกษุ ๖๘ แสน ในภายในวิหารนั่นแหละ ตลอด ๙ เดือน ในกาลเป็นที่สุด ได้ ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุทุกรูป. ผ้าสาฎกสำหรับทำจีวรของภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ ได้มีค่าถึงพันหนึ่ง. อปราชิตกุฎุมพีเกิดเป็นโชติกเศรษฐี กุฎุมพีนั้น ทำบุญทั้งหลายจนตลอดอายุอย่างนั้นแล้ว เคลื่อนจาก อัตภาพนั้น บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ตลอดกาลประมาณเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตระกูล เศรษฐีตระกูลหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ อยู่ในท้องของมารดาตลอด ๙ เดือน ครึ่ง. ก็ในวันที่กุฎุมพีนั้นเกิด สรรพอาวุธทั้งหลายในพระนครทั้งสิ้น รุ่งโรจน์แล้ว. แม้อาภรณ์ทั้งหลายที่สวมกายของชนทั้งปวง* เป็นราวกะว่า รุ่งโรจน์ เปล่งรัศมีออกแล้ว. พระนครได้รุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน. แม้ เศรษฐีก็ได้ไปสู่ที่บำรุงพระราชาแต่เช้าตรู่. ครั้งนั้น พระราชาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า " วันนี้สรรพอาวุธทั้งหลาย รุ่งโรจน์แล้ว, พระนครก็รุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน; ท่านรู้เหตุในเรื่องนี้ ไหม ?" เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทราบ. พระราชา. เหตุอะไร ? เศรษฐี. ๑.กายารุฬฺหา อันขึ้นแล้วสู่กาย. <div id="529"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 529]] เศรษฐี. ทาสของพระองค์เกิดในเรือนของข้าพระองค์, ความ รุ่งโรจน์นั้น ได้มีแล้วด้วยเดชแห่งบุญของเขานั่นแหละ. พระราชา. เขาจักเป็นโจรกระมัง ? เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้อนั้นไม่มี, สัตว์มีบุญได้ทำอภินิหาร ไว้แล้ว. พระราชาทรงตั้งทรัพย์ค่าเลี้ยงดูวันละพัน ด้วยพระดำรัสว่า " ถ้า กระนั้น เธอเลี้ยงเขาไว้ให้ดีจึงจะควร, นี้จงเป็นค่าน้ำนมสำหรับเขา." ครั้นในวันเป็นที่ตั้งชื่อ ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อของเขาว่า " โชติกะ" นั่น แหละ เพราะพระนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน. ต่อมา ในเวลาที่เขาเติบโตแล้ว เมื่อภาคพื้นอันเขาลงชำระอยู่ เพื่อ ต้องการปลูกเรือน ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว. ท้าวสักกะเสด็จมานิรมิตสมบัติให้โชติเศรษฐี ท้าวสักกะทรงใคร่ครวญดูว่า " นี้เหตุอะไรหนอแล ?" ทรงทราบ ว่า " ชนทั้งหลายกำลังจับจองที่ปลูกเรือนเพื่อโชติกะ" ทรงดำริว่า " โชติกะ นี้ จักไม่อยู่ในเรือนที่ชนเหล่านั่นทำแล้ว, การที่เราไปในที่นั้น ควร" แล้วเสด็จไปที่นั้นด้วยเพศแห่งนายช่างไม้ ตรัสว่า " พวกท่านทำอะไร กัน ?" เหล่าชน. พวกฉันจับจองที่ปลูกเรือน สำหรับโชติกะ. ท้าวสักกะตรัสว่า " พวกท่านจงหลีกไป, โชติกะนี้จักไม่อยู่ในเรือน ที่พวกท่านปลูก" แล้วทอดพระเนตรดูภูมิประเทศประมาณ ๑๖ กรีส. ภูมิประเทศนั้น ได้เป็นที่สม่ำเสมอในทันใดนั้นนั่นเอง ดุจวงกสิณ. ท้าว เธอทรงดำริอีกว่า " ขอปราสาท ๗ ชั้นสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ จง <div id="530"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 530]] ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้น ณ ที่นี้ " แล้วทอดพระเนตรดู. ปราสาท (เห็น ปานนั้น) ผุดขึ้นแล้วในขณะนั้นนั่นเอง. ท้าวสักกะทรงดำริอีกว่า " ขอ กำแพง ๗ ชั้น ที่สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ จงผุดขึ้นแวดล้อมปราสาท นี้" แล้วทอดพระเนตรดู. กำแพงเห็นปานนั้นผุดขึ้นแล้ว. ครั้งนั้น ท้าวเธอทรงดำริว่า " ขอต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลาย จงผุดขึ้นในที่สุดรอบ กำแพงเหล่านั้น " แล้วทอดพระเนตรดู. ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลายเห็นปาน นั้น ผุดขึ้นแล้ว. ท้าวเธอทรงดำริว่า " ขุมทรัพย์ ๔ ขุม จงผุดขึ้นที่มุม ทั้ง ๔ แห่งปราสาท" แล้วทอดพระเนตรดู. ทุกสิ่งได้มีอย่างนั้นเหมือน กัน. ก็บรรดาขุมทรัพย์ทั้งหลาย ขุมทรัพย์ขุมหนึ่งได้มีประมาณโยชน์ หนึ่ง, ขุมหนึ่งได้มีประมาณ ๓ คาวุต, ขุมหนึ่งได้มีประมาณกึ่งโยชน์, ขุมหนึ่งได้มีประมาณคาวุตหนึ่ง<sup>๑</sup>, ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ ยักษ์ ๗ ตนยึดการ รักษาไว้แล้ว. ในซุ้มประตูที่ ๑ ยักษ์ชื่อยมโมลีพร้อมด้วยยักษ์พันหนึ่ง ที่เป็นบริวารของตน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๒ ยักษ์ชื่อ อุปปละพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๒ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๓ ยักษ์ชื่อวชิระพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๓ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ยักษ์ชื่อวชิรพาหุพร้อมด้วยยักษ์ที่ ๑. เบื้องหน้าแต่นี้ คำพูดอย่างนี้ ปรากฏโดยมาก: ก็ประมาณนั่น ได้เป็นประมาณแห่งปาก ขุมทรัพย์ที่เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์. เบื้องล่างได้มีที่สุดแผ่นดิน, ประมาณขอบปากแห่งขุมทรัพย์ ที่เกิดขึ้นแก่โชติกเศรษฐี ท่านมิได้กล่าวไว้. ขุมทรัพย์ทุกขุมเต็มเปี่ยมเทียวผุดขึ้น เหมือน ผลตาลที่เขาฝานหัวฉะนั้น, ลำอ้อย ๔ ลำ เป็นวิการแห่งทองคำ ประมาณเท่าต้นตาลรุ่น ๆ เกิด ขึ้นที่มุมปราสาททั้ง ๔. ลำอ้อยเหล่านั้นมีใบเป็นวิการแห่งแก้วมณี มีข้อเป็นวิการแห่งทองคำ. นับว่าสมบัตินั้นเกิดขึ้นแล้ว เพื่อแสดงบุรพกรรม (ของเขา). <div id="531"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 531]] เป็นบริวารของตน ๔ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๕ ยักษ์ ชื่อสกฏะพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๕ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๖ ยักษ์ชื่อสกฏัตถะพร้อมด้วยยักษ์ที่เป็นบริวารของตน ๖ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว, ที่ซุ้มประตูที่ ๗ ยักษ์ชื่อทิสามุขะพร้อมด้วยยักษ์ที่ เป็นบริวารของตน ๗ พัน ยึดการรักษาไว้แล้ว. ทั้งภายในและภายนอก แห่งปราสาท ได้มีการรักษาอย่างมั่นคงแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้. พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานฉัตรตั้งให้เป็นเศรษฐี พระราชาทรงพระนามว่าพิมพิสาร ทรงสดับว่า " ได้ยินว่า ปราสาท ๗ ชั้น ซึ่งสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ผุดขึ้นแล้วเพื่อโชติกะ, กำแพง ๗ ชั้น ซุ้มประตู ๗ ซุ้ม ขุมทรัพย์ ๔ ขุมก็ผุดขึ้นแล้ว (เพื่อโชติกะ เหมือนกัน )" ทรงส่งฉัตรตำแหน่งเศรษฐีไป (ให้) แล้ว, เขาได้เป็นผู้ ชื่อว่า โชติกเศรษฐี. ก็หญิงผู้มีบุญกรรมอันทำไว้แล้วกับโชติกเศรษฐีนั้น เกิดแล้วในอุตตรกุรุทวีป. ครั้งนั้น เทพดานำนางมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้นแล้ว ให้นั่งในห้อง อันเป็นสิริ. หญิงนั้นเมื่อมา ถือเอาทะนานข้าวสารทะนานหนึ่ง และแผ่นศิลา อันลุกโพลง ๓ แผ่น (มา), ภัตของชนทั้งสองนั้น ได้มีแล้วด้วยทะนาน ข้าวสารนั้นนั่นเทียว ตลอดชีวิต. ดังได้สดับมา ถ้าชนเหล่านั้นเป็นผู้มีประสงค์จะยังแม้เกวียน ๑๐๐ เล่มให้เต็มด้วยข้าวสาร, มันก็คงปรากฏเป็นทะนานอันเต็มด้วยข้าวสารอยู่ นั่นเอง. ในเวลาหุงภัต พวกเขาใส่ข้าวสารในหม้อ แล้ววางไว้เบื้องบน <div id="532"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 532]] แผ่นศิลาเหล่านั้น. แผ่นศิลาก็ลุกโพลงขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง เมื่อภัตสัก ว่าสุกแล้ว ย่อมดับไป พวกเขารู้ความที่ภัตสุกแล้ว ด้วยสัญญานั้น นั่นแหละ. แม้ในเวลาแกงของควรแกงเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. เขา ทั้งสองย่อมหุงต้มอาหารด้วยแผ่นศิลาอันลุกโพลงด้วยอาการอย่างนี้. ชนเหล่านั้น ย่อมอยู่ด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี, ไม่รู้แสงสว่างของ ไฟหรือประทีปเลย. มหาชนต่างแตกตื่นมาชมสมบัติ ได้ยินว่า สมบัติของโชติกเศรษฐีเห็นปานนั้น ได้ปรากฏทั่วชมพู- ทวีปทั้งสิ้นแล้ว. มหาชนเทียมยานเป็นต้นมา เพื่อต้องการดู. โชติกเศรษฐี สั่งให้หุงภัตด้วยข้าวสารที่นำมาจากอุตตรกุรุทวีปแล้ว ให้ ๆ แก่ชนทั้งหลายผู้มาแล้ว ๆ, สั่งว่า " ชนทั้งหลายจงถือเอาผ้า, จงถือ เอาเครื่องประดับ จากต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลาย," แล้วให้เปิดปากขุมทรัพย์ ที่มีประมาณคาวุตหนึ่ง แล้วสั่งว่า " ชนทั้งหลายจงถือเอาทรัพย์พอยัง อัตภาพให้เป็นไปได้." เมื่อชนทั้งหลายผู้อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ถือเอา ทรัพย์ไปอยู่ ปากแห่งขุมทรัพย์มิได้พร่องลงแล้ว แม้เพียงองคุลีเดียว. ได้ยินว่า นั่นเป็นผลแห่งรัตนะที่เขาโปรยลง ทำให้เป็นทรายใน บริเวณพระคันธกุฎี. พระเจ้าพิมพิสารมีพระประสงค์จะชมปราสาท เมื่อมหาชน ถือเอาผ้าอาภรณ์ และทรัพย์ตามความปรารถนาไป อยู่อย่างนั้น, พระเจ้าพิมพิสารมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรปราสาท ของโชติกเศรษฐีนั้นบ้าง เมื่อมหาชนมาอยู่ จึงไม่ได้โอกาสแล้ว. <div id="533"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 533]] ในกาลต่อมา เมื่อพวกมนุษย์น้อยลง เพราะถือเอาวัตถาภรณ์และ ทรัพย์ตามความปรารถนาไปแล้ว พระราชาจึงตรัสกะบิดาของโชติกะว่า " ฉันมีความประสงค์จะชมปราสาทของบุตรของท่าน." บิดาของโชติกะ นั้นกราบทูลว่า " ดีละ สมมติเทพ " แล้วไปบอกแก่บุตรว่า " พ่อ พระ- ราชามีพระประสงค์จะทอดพระเนตรปราสาทของเจ้า," เขาพูดว่า " ดีละ คุณพ่อ, ขอพระองค์เสด็จมาเถิด." พระราชา ได้เสด็จไปในที่นั้นพร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นอันมาก. ทาสีผู้ปัดกวาดเทหยากเยื่อที่ซุ้มประตูที่ ๑ ได้ถวายมือแด่พระราชา. พระราชาทรงละอาย ด้วยทรงสำคัญว่า " ภรรยาของเศรษฐี" จึงไม่ทรง วางพระหัตถ์ที่แขนของนาง. พระราชาทรงสำคัญทาสีแม้ที่ซุ้มประตูที่เหลือ ทั้งหลายว่า " ภรรยาของเศรษฐี " อย่างนั้น จึงไม่ทรงวางพระหัตถ์ที่แขน ของทาสีเหล่านั้น. โชติกเศรษฐี มาต้อนรับพระราชาถวายบังคมแล้ว อยู่เบื้องพระ- ปฤษฎางค์ กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ขอเชิญเสด็จไปข้างหน้าเถิด " แผ่นดินที่ประดับด้วยแก้วมณี ย่อมปรากฏแก่พระราชา เป็นเหมือนเหว ที่ลึกตั้ง ๑๐๐ ชั่วบุรุษ. ท้าวเธอทรงสำคัญว่า " โชติกะนี้ ขุดบ่อไว้เพื่อ ต้องการจับเรา " จึงไม่อาจเพื่อ๑จะเสด็จพระราชดำเนินไปได้." โชติกะ กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ นี้มิใช่บ่อ, ขอพระองค์ จงเสด็จมาข้างหลังข้าพระองค์" แล้วได้เป็นผู้นำเสด็จ.๒ พระราชา ทรงเหยียบพื้นในเวลาที่โชติกะนั้นเหยียบแล้ว เสด็จ เที่ยวทอดพระเนตรปราสาทตั้งแต่พื้นชั้นล่าง. ๑. ปาท นิกฺขิปิตุ เพื่ออันวางพระบาทลง. ๒. ปุรโต อโหสิ ได้มีข้างหน้า. <div id="534"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 534]] พระเจ้าอชาตศัตรูทรงน้อยพระทัย ในคราวนั้น พระราชกุมารทรงพระนามว่าอชาตศัตรู ทรงจับองคุลี ของพระราชบิดา เสด็จเที่ยวไปอยู่ ทรงดำริว่า " โอ ทูลกระหม่อมของ เราเป็นอันพาล, ชื่อว่าคฤหบดียังอยู่ในปราสาทที่ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ ได้ ทูลกระหม่อมของเรานี่ เป็นถึงพระราชา ยังประทับอยู่ในพระราช- มณเฑียรที่ทำด้วยไม้, บัดนี้ เราจักเป็นพระราชาแล้ว จักไม่ให้คฤหบดีนี้ อยู่ในปราสาทนี้.๑" เมื่อพระราชากำลังเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทชั้นบน นั่นแหละ เป็นเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า. ท้าวเธอตรัสเรียกเศรษฐีมา แล้ว ตรัสว่า " มหาเศรษฐี พวกเราจักบริโภคอาหารเช้าในที่นี้นี่แหละ." เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ก็ทราบอยู่, พระกระยาหาร สำหรับสมมติเทพ ข้าพระองค์ตระเตรียมไว้แล้ว." ท้าวเธอทรงสรงสนานด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วประทับนั่ง บนบัลลังก์อันเป็นที่นั่งของเศรษฐีนั่นแหละ ที่เขาตกแต่งไว้ในมณฑป เป็นที่นั่งของเศรษฐี ซึ่งทำด้วยแก้ว. พระราชาประทับเสวยในบ้านโชติกเศรษฐี ครั้งนั้น พวกบุรุษถวายน้ำสำหรับล้างพระหัตถ์แด่ท้าวเธอ แล้วคด ข้าวปายาสเปียกจากภาชนะทองคำที่มีค่าได้แสนหนึ่ง วางไว้ตรงพระพักตร์. พระราชาทรงเริ่มจะเสวยด้วยสำคัญว่า " เป็นโภชนะ." เศรษฐีกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ นี้ไม่ใช่ภาชนะ, นี้เป็นข้าว ปายาสเปียก. พวกบุรุษคดโภชนะใสในภาชนะทองคำใบอื่น แล้ววางไว้ บนถาดเดิม." . ๑. อิมสฺส อิมสฺมึ ปาสาเท วสิตุ น ทสฺสามิ เราจักไม่ให้อยู่ในปราสาทนี้ แก่คฤหบดีนี้. <div id="535"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 535]] ได้ยินว่า การบริโภคภาชนะนั้นด้วยไออุ่นที่พลุ่งขึ้นจากภาชนะข้าว ปายาสเปียกนั้น ย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสบาย. พระราชาเมื่อเสวย โภชนะที่มีรสอร่อย ก็มิได้ทรงรู้ประมาณ. ลำดับนั้น เศรษฐีถวายบังคมท้าวเธอแล้ว ประคองอัญชลีกราบทูล ว่า " พอที พระเจ้าข้า, เพียงเท่านี้ก็พอ, พระองค์ไม่ทรงสามารถเพื่อ จะให้โภชนะที่ยิ่งกว่านี้ไป ให้ย่อยได้." ทีนั้น พระราชาตรัสกะเขาว่า " คฤหบดี เธอทำความหนักใจหรือ จึงพูดถึงภัตของตน ?" เศรษฐี. " ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า, เพราะภัตเพื่อหมู่พลของ พระองค์แม้ทั้งหมด ก็อันนี้แหละ, แกงก็อันนี้, ก็แต่ว่าข้าพระองค์กลัว ต่อความเสื่อมยศ. พระราชา. เพราะเหตุไร ? เศรษฐี. ถ้าว่า เหตุสักว่าความอึดอัดแห่งพระกาย จะพึงมีแก่ สมมติเทพเจ้าไซร้, ข้าพระองค์ย่อมกลัวต่อคำว่า ' วานนี้ พระราชาเสวย ( ภัต ) ในเรือนของเศรษฐี. เศรษฐีคงจักทำอะไร (ถวายเป็นแน่) ' พระ- เจ้าข้า. พระราชา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนำภัตไป, จงนำน้ำมา. ในเวลาเสร็จภัตกิจของพระราชา ราชบริพารทั้งหมดก็บริโภคภต นั้นนั่นแหละ. พระราชาทรงสนทนากับเศรษฐี พระราชาประทับนั่งสนทนาปรารภถึงความสุข ตรัสเรียกเศรษฐีมา แล้วตรัสว่า " ภรรยาของท่านในเรือนนี้ไม่มีหรือ ?" <div id="536"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 536]] เศรษฐี. มี พระเจ้าข้า. พระราชา. นางอยู่ที่ไหน ? เศรษฐี กราบทูลว่า นางนั่งอยู่ในห้องอันมีสิริ ยังไม่ทราบเกล้าว่า สมมติเทพเสด็จมา. ก็พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จมาแล้วแต่เช้าตรู่ก็จริง, ถึง อย่างนั้น นางก็ยังไม่รู้ว่าท้าวเธอเสด็จมา. ลำดับนั้น เศรษฐีรู้ว่า " พระราชามีพระประสงค์จะทอดพระเนตร ภริยาของเรา " จึงไปสู่สำนักของนางแล้ว บอกว่า " พระราชาเสด็จมา แล้ว, การที่หล่อนเฝ้าพระราชา ไม่ควรหรือ ?" ภรรยาเศรษฐีน้อยใจที่ยังมีผู้ใหญ่กว่าตน นางนอนอยู่นั่นแล กล่าวว่า " นาย ชื่อว่าพระราชานั้นเป็นอย่าง- ไร ?" เมื่อเขาบอกว่า " คนที่เป็นใหญ่ของพวกเรา ชื่อว่าพระราชา," จึงแจ้งความที่คนเป็นผู้มีใจไม่แช่มชื่นอยู่ กล่าวว่า " พวกเรา ยังมีแม้ บุคคลผู้เป็นใหญ่ (นับว่า) ทำบุญกรรมทั้งหลายไว้ไม่ดีหนอ, พวกเราทำ บุญกรรมทั้งหลายชื่อด้วยไม่มีศรัทธา จึงถึงสมบัติเกิดแล้วในที่ของชนอื่น ผู้เป็นใหญ่; ทานจักเป็นของอันเราทั้งหลายไม่เธอแล้วให้เป็นแน่, นี่เป็น ผลของทานนั้น" แล้วกล่าวว่า " นาย บัดนี้ฉันจักทำอย่างไร ?" สามี. หล่อนจงถือเอาพัดก้านตาลมาพัดถวายพระราชา. เมื่อนางถือพัดก้านตาลมาพัดถวายพระราชาอยู่ ลม (มี) กลิ่นแห่ง พระภูษาสำหรับโพกของพระราชา กระทบนัยน์ตาของนางแล้ว. <div id="537"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 537]] ภรรยาเศรษฐีน้ำตาไหล ลำดับนั้น สายแห่งน้ำตาไหลออกจากนัยน์ตาของนาง. พระราชา ทอดพระเนตรเห็นอาการนั้น จึงตรัสกะเศรษฐีว่า " มหาเศรษฐี ธรรมดา มาตุคาม มีความรู้น้อย ชะรอยจะร้องไห้ เพราะกลัวว่า ' พระราชาจะพึง ยึดเอาสมบัติของสามีของเรา,' ท่านจงปลอบนาง, เราไม่มีความต้องการ ด้วยสมบัติของท่าน." เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ นางมิได้ร้องไห้. พระราชา. เมื่อเป็นเช่นนั้น นั่นอะไรกันเล่า ? เศรษฐี. น้ำตาของนางไหลออกมาแล้ว เพราะกลิ่นแห่งพระภูษา สำหรับโพกของพระองค์, ด้วยว่าภรรยาของข้าพระองค์นี้ ไม่เคยเห็น แสงสว่างของประทีปหรือแสงสว่างของไฟ ย่อมบริโภค นั่งและนอน ด้วยแสงสว่างของแก้วมณีเท่านั้น; ส่วนสมมติเทพ คงจักประทับนั่งด้วย แสงสว่างแห่งประทีป. พระราชา. ถูกละ เศรษฐี. เศรษฐีกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าเช่นนั้น จำเดิมแต่วันนี้ ขอพระองค์จงประทับนั่งด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี" แล้วได้ถวายแก้วมณี อันหาค่ามิได้ ใหญ่ประมาณเท่าผลแตงโม. พระราชาทอดพระเนตรเรือนแล้ว ตรัสว่า " สมบัติของโชติกะมาก จริง " แล้วได้เสด็จไป.๑ นี้เป็นเรื่องเกิดของพระโชติกเถระก่อน ๑. เบื้องหน้าแต่นี้ เรื่องพระชฏิลเถระ พึงเป็นเรื่องอันท่านเรียงไว้ในภายหลัง. <div id="538"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 538]] เด็กชฎิละถูกมารดาเอาลอยน้ำ บัดนี้ พึงทราบการอุบัติของพระเถระชื่อชฎิละ :- ความพิสดารว่า ในกรุงพาราณสี ได้มีธิดาของเศรษฐีคนหนึ่งเป็น ผู้มีรูปสวย. มารดาบิดาให้หญิงคนใช้ไว้คนหนึ่ง เพื่อต้องการรักษานาง ในเวลานางมีอายุรุ่นราว ๑๕- ๑๖ ปี ให้อยู่ในห้องอันมีสิริบนพื้นชั้นบน แห่งปราสาท ๗ ชั้น. วันหนึ่ง วิทยาธรคนหนึ่งกำลังเหาะไปทางอากาศ เห็นนางกำลัง เปิดหน้าต่าง แลดูภายนอกอยู่ เกิดความสิเนหา จึงเข้าไปทางหน้าต่างแล้ว ได้ทำความเชยชิดกับนาง. นางอาศัยการอยู่ร่วม (หลับนอน) กับวิทยาธร นั้น ตั้งครรภ์แล้ว ต่อกาลไม่นานเลย. ลำดับนั้น หญิงคนใช้นั้นเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า " คุณนาย นี่อะไรกัน ? อันนางบอกว่า " ข้อนั้นจงยกไว้, เจ้าอย่าบอกแก่ใคร ๆ," จึงได้เป็นผู้นิ่งเสียเพราะกลัว. โดยกาลล่วงไป ๑๐ เดือน แม้นางคลอด บุตรแล้ว ให้หญิงคนใช้นำภาชนะใหม่มา ให้เด็กนั้นนอนในภาชนะนั้น แล้ว ปิดภาชนะนั้นเสีย วางพวงดอกไม้ไว้ข้างบน สั่งหญิงคนใช้ว่า " เจ้าจงเอาศีรษะเทินภาชนะนี้ไปลอยเสียในแม่น้ำคงคา, ถ้าถูกใคร ๆ ถาม ว่า ' นี่อะไร ? ' เจ้าพึงบอกว่า ' พลีกรรมของคุณนายของฉัน." หญิง คนใช้นั้นได้ทำอย่างนั้น. หญิง ๒ คนเถียงกันเพราะเด็กชฎิละ ก็หญิง ๒ คนกำลังอาบน้ำอยู่ในภายใต้แม่น้ำคงคา เห็นภาชนะนั้น ถูกน้ำพัดมาอยู่, หญิงคนหนึ่งพูดว่า " ภาชนะนั้นเป็นของฉัน." คนหนึ่ง พูดว่า " สิ่งที่มีอยู่ในภาชนะนั้น เป็นของฉัน," เมื่อภาชนะ (ลอยมา) <div id="539"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 539]] ถึงแล้ว, จึงจับภาชนะนั้นวางไว้บนบก เปิดดูเห็นเด็ก, หญิงคนหนึ่ง พูดว่า " เด็กเป็นของฉันทีเดียว เพราะฉันกล่าวว่า ' ภาชนะเป็นของฉัน." คนหนึ่ง พูดว่า " เด็กเป็นของฉันเพราะฉันกล่าวว่า ' สิ่งที่มีอยู่ในภาชนะเป็นของ ฉันทีเดียว." หญิงทั้งสองนั้นเถียงกัน ไปสู่ศาลวินิจฉัยแล้ว แจ้งเนื้อความนั้น เมื่อพวกอำมาตย์ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้, จึงได้ไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงสดับคำของหญิงทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า " เจ้าจงเอา เด็ก, เจ้าจงเอาภาชนะ." ก็หญิงผู้ที่ได้เด็ก ได้เป็นอุปัฏฐายิกาของพระมหากัจจายนเถระ, เพราะเหตุนั้น หญิงนั้นจึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ ด้วยคิดว่า " จักให้เด็กนี้บวช ในสำนักของพระเถระ." เหตุที่เด็กนั้นได้รับตั้งชื่อว่าชฎิละ ผมของเด็กนั้น ได้ปรากฏรุงรัง เพราะมลทินแห่งครรภ์อันเขาล้าง ออกไม่หมด ในวันที่เด็กนั้นเกิด. เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อ เขาว่า " ชฎิล" นั้นแหละ. ในเวลาที่เดินได้ พระเถระเข้าไปสู่เรือนนั้นเพื่อบิณฑบาต. อุบาสิกานิมนต์พระเถระให้นั่งแล้ว ได้ถวายอาหาร. พระเถระเห็นเด็ก จึงถามว่า " อุบาสิกา ท่านได้เด็กหรือ ?" อุบาสิกาเรียนว่า " ได้ เจ้าค่ะ, ดิฉันเลี้ยงเด็กนี้ไว้ด้วยหวังว่า ' จัก ให้บวชในสำนักของท่าน,' ขอท่านจงให้เขาบวช" ดังนี้แล้ว ได้ถวาย แล้ว. <div id="540"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 540]] พระมหากัจจายนะรับเด็กไปมอบให้อุปัฏฐาก พระเถระรับว่า " ดีละ " แล้วพาเด็กนั้นไป ตรวจดูว่า " บุญกรรม ที่จะเสวยสมบัติของคฤหัสถ์ของเด็กนี้ มีอยู่หรือหนอแล ?" คิดว่า " สัตว์ ผู้มีบุญมาก จักเสวยสมบัติใหญ่, เด็กนี้ยังเล็กนัก, แม้ญาณของเขาก็ยัง ไม่ถึงความแก่รอบ" จึงได้พาเด็กนั้นไปสู่เรือนของอุปัฏฐากคนหนึ่ง ใน กรุงตักกสิลา. อุปัฏฐากนั้นไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่, เห็นเด็กนั้นแล้ว เรียนถามว่า " ท่านได้เด็กหรือขอรับ ?" พระเถระตอบว่า " เออ อุบาสกเขาจักบวช, แต่ยังเป็นเด็กเล็กนัก, จงอยู่ในสำนักของท่านเถิด." อุบาสกนั้นรับว่า " ดีละ ขอรับ " แล้วตั้งเด็กไว้ในฐานะเพียงดัง บุตรบำรุงแล้ว. ก็สินค้าในเรือนของอุบาสกนั้น เป็นของที่สั่งสมไว้แล้วสิ้น ๑๒ ปี. เขาไปสู่ระหว่างแห่งบ้าน นำเอาสินค้าแม้ทั้งหมดไปสู่ตลาด ให้เด็กนั่งใน ตลาดแล้ว บอกราคาแห่งสินค้านั้น ๆ แล้วกล่าวว่า " เจ้าพึงถือเอาทรัพย์ ชื่อมีประมาณเท่านี้ แล้วจึงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้" ดังนี้แล้วหลีกไป. เทพดาช่วยให้เด็กขายของได้หมด ในวันนั้น เทพดาผู้รักษาพระนคร ทำให้ชนผู้มีความต้องการ (ด้วยวัตถุ) โดยที่สุดแม้สักว่าพริกและผักชี ให้บ่ายหน้าไปสู่ตลาดของเด็ก เท่านั้น. เด็กนั้นขายสินค้าที่สะสมไว้สิ้น ๑๒ ปี (หมด) โดยวันเดียว เท่านั้น. กุฎุมพีมาไม่เห็นอะไร ๆ ในตลาด จึงกล่าวว่า " พ่อ สินค้า ทั้งหมด เจ้าให้ฉิบหายเสียแล้วหรือ." <div id="541"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 541]] เด็กตอบว่า " ฉันไม่ได้ให้สินค้าฉิบหาย, ฉันขายสินค้าทั้งหมดตาม นัยที่ท่านบอกไว้แล้วนั่นแหละ, นี้เป็นค่าของสินค้าชื่อโน้น. นี้เป็นค่า ของสินค้าชื่อโน้น." กุฎุมพีปลื้มใจ คิดว่า " บุรุษที่หาค่ามิได้สามารถ เพื่อจะเป็นอยู่ในที่ใดที่หนึ่งได้" จึงให้ลูกสาวผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของ ตนแก่เขา สั่งพวกบุรุษว่า " พวกเจ้าจงสร้างเรือนแก่เขา" เมื่อเรือน สำเร็จแล้ว จึงบอกว่า " พวกเจ้าจงไป, จงอยู่ในเรือนของตน." ชฎิลกุมารได้เป็นเศรษฐีเพราะภูเขาทองผุดใกล้เรือน ครั้นในเวลาที่ชฎิลกุมารนั้นเข้าไปสู่เรือน เมื่อธรณีประตูพอเขา เหยียบแล้วด้วยเท้าช้างหนึ่ง ภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก ชำแรกแผ่นดิน ผุดขึ้นแล้ว ณ ที่ส่วนอันมีข้างหลังเรือน. พระราชาพอสดับว่า " ข่าวว่า ภูเขาทองชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นใกล้ เรือนของชฎิลกุมาร" จึงทรงส่งฉัตรสำหรับเศรษฐีไปประทานแก่เขา. เขาได้เป็นผู้มีชื่อว่า ชฎิลเศรษฐี. เขาได้บุตร ๓ คน. ชฎิลเศรษฐีให้บุรุษเที่ยวสืบหาเศรษฐีที่เสมอกับตน เขายังจิตให้เกิดขึ้นในการบวช ในเวลาที่บุตรเหล่านั้นเจริญวัยแล้ว คิดว่า " ถ้าตระกูลเศรษฐีที่มีโภคะเสมอด้วยเราทั้งหลายจักมีไซร้, บุตร ทั้งหลายก็จักให้บวชได้; ถ้าไม่มีไซร้, บุตรทั้งหลายก็จักไม่ให้; ในชมพู- ทวีป ตระกูลที่มีโภคะเสมอด้วยเราทั้งหลาย มีอยู่หรือหนอ" จึงให้ช่าง ทำอิฐที่สำเร็จด้วยทองคำ ด้ามปฏักที่สำเร็จด้วยทองคำ และเขียงเท้า ที่สำเร็จด้วยทองคำ เพื่อต้องการจะทดลองดู ให้ในมือของบุรุษทั้งหลาย แล้ว ส่งไปว่า " พวกเจ้าจงไป, จงถืออิฐที่สำเร็จด้วยทองคำเป็นต้น เหล่านี้ ทำเป็นเหมือนแลดูอะไร ๆ นั่นเทียว เที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป <div id="542"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 542]] รู้ความที่ตระกูลแห่งเศรษฐีที่มีโภคะเสมอด้วยเรามีอยู่หรือไม่มีแล้ว จงมา." บุรุษเหล่านั้นเที่ยวจาริกไปถึงภัททิยนคร. พวกบุรุษพบเมณฑกเศรษฐี ครั้งนั้น เมณฑกเศรษฐีเห็นบุรุษเหล่านั้นแล้ว ถามว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่านเที่ยวไปทำอะไรกัน ?" เมื่อพวกเขาบอกว่า " พวกฉันเที่ยวดูของ สิ่งหนึ่ง ," รู้ว่า " กิจด้วยการถืออิฐที่สำเร็จด้วยทองคำเป็นต้นเหล่านี้เที่ยว ไป เพื่อจะตรวจดูสิ่งอะไร ๆ นั่นแหละ ของบุรุษเหล่านี้ ย่อมไม่มี, บุรุษเหล่านี้เที่ยวสืบสวนดูเศรษฐี " จึงกล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่าน จงเข้าไปตรวจดูหลังเรือนของเรา." บุรุษเหล่านั้น เห็นแพะทองคำทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้วใน หนหลัง มีขนาดเท่าช้าง ม้า และโคอุสุภะ ซึ่งเอาหลังจดหลัง ชำแรก แผ่นดินผุดขึ้นแล้วในที่ประมาณ ๘ กรีส ที่หลังเรือนนั้นแล้ว เทียวไปใน ระหว่าง ๆ แพะเหล่านั้นแล้วออกไป. ลำดับนั้น เศรษฐีถามบุรุษเหล่านั้นว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่าน เที่ยวไปตรวจดูผู้ใด, ผู้นั้น พวกท่านเห็นแล้วหรือ ?" เมื่อพวกเขากล่าวว่า " เห็น นาย " จึงส่งไปแล้วด้วยพูดว่า " ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไป." บุรุษเหล่านั้นไปจากที่นั้นนั่นแหละแล้ว, เมื่อเศรษฐีของตนพูดว่า " พ่อทั้งหลาย ตระกูลเศรษฐีที่โภคะเสมอเราทั้งหลาย พวกเจ้าเห็นแล้ว หรือ ? " บอกว่า " นาย ท่านจะมีอะไร ? สมบัติชื่อเห็นปานนี้ของ เมณฑกเศรษฐีมีอยู่ ในภัททิยนคร" แล้วบอกเรื่องราวนั้นทั้งหมด. <div id="543"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 543]] ชฏิลเศรษฐีให้สืบเสาะเป็นครั้งที่ ๒ เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจแช่มชื่น คิดว่า " ตระกูลเศรษฐี เราได้ไว้ก่อนแล้วตระกูลหนึ่ง, ตระกูลเศรษฐีแม้อื่นอีกมีอยู่หรือหนอ ?" แล้วให้ผ้ากัมพลมีค่าได้แสนหนึ่ง ส่งไปว่า " พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าจงไป, จงเสาะหาตระกูลเศรษฐีแม้อื่น." พวกเขาไปสู่กรุงราชคฤห์แล้ว ทำกอง ฟืนในที่ไม่ไกลแต่เรือนของโชติกเศรษฐี ติดไฟแล้วได้ยืนอยู่. ก็ในเวลาพวกชนถามว่า " นี้อะไรกัน ?" ก็บอกว่า " เมื่อพวกฉัน จะขายผ้ากัมพลซึ่งมีค่ามากผืนหนึ่ง ผู้ซื้อไม่มี, พวกฉันแม้จะถือเที่ยวไป อยู่ ก็กลัวโจร, เพราะเหตุนั้น พวกฉันจักเผามันเสียแล้วจึงจักไป." พวกบุรุษพบโชติกเศรษฐี ครั้งนั้น โชติกเศรษฐีเห็นพวกเขาจึงถามว่า " พวกนี้ทำอะไรกัน ?" ฟังเนื้อความนั้นแล้ว ให้เรียกมาถามว่า "ผ้ากัมพลมีค่าเท่าไร ? " เมื่อ พวกเขาบอกว่า " มีค่าแสนหนึ่ง " จึงสั่งให้ ๆ ทรัพย์แสนหนึ่ง บอกว่า " พวกท่านจงให้ (ผ้าผืนนั้น) แก่ทาสีผู้กวาดซุ้มประตูเทหยากเยื่อ" แล้วส่ง ให้ในมือของพวกเขานั่นแล. ทาสีนั้นรับเอาผ้ากัมพลแล้วร้องไห้ ไปสู่ สำนักของนาย บอกว่า " นาย เมื่อความผิดมีอยู่ ประหารดิฉันเสีย ไม่ ควรหรือ ? เพราะเหตุไร จึงส่งผ้ากัมพลเนื้อหยาบอย่างนี้แก่ดิฉัน,? ดิฉัน จักนุ่งหรือจักห่มผ้ากัมพลผืนนี้อย่างไรได้ ?" โชติกเศรษฐี. ฉันมิได้ส่งไปให้เจ้าเพื่อประโยชน์แก่การนุ่งหรือการ ห่มนั่น แต่ส่งผ้ากัมพลผืนนั้นไปให้เจ้า เพื่อต้องการจะให้พับเข้าแล้ววาง ไว้ใกล้ที่นอนของเจ้า ในเวลาจะนอน เช็ดเท้าที่ล้างแล้วด้วยน้ำหอม (ต่างหาก), เจ้าไม่อาจทำกิจแม้นั่นได้หรือ ? <div id="544"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 544]] ทาสีนั้นกล่าวว่า " ถ้ากระนั้น ดิฉันอาจเพื่อจะทำกิจนั่นได้ " จึง ได้รับเอาไปแล้ว. ฝ่ายบุรุษเหล่านั้น เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไปสู่สำนักเศรษฐีของตน เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย ตระกูลแห่งเศรษฐีอันพวกเจ้าเห็นแล้ว หรือ ? " เรียนว่า " นาย ท่านจะมีอะไร, สมบัติชื่อเห็นปานนี้ ของ เศรษฐีชื่อโชติกะ มีอยู่ในกรุงราชคฤห์ " จึงบอกสมบัติในเรือนทั้งหมด แล้วบอกเรื่องราวนั้น. เศรษฐีฟังคำของบุรุษเหล่านั้นแล้วมีใจยินดี คิดว่า " บัดนี้เราจัก ได้บวช" จึงไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์มีประสงค์จะบวช." พระราชาตรัสว่า " ดีละ มหาเศรษฐี ท่านจงบวชเถิด." เศรษฐีนั้นไปสู่เรือนแล้ว ให้เรียกบุตรทั้งหลายมาแล้ว วางจอบ มีด้ามเป็นทองคำ ตัวจอบเป็นเพชร ไว้ที่มือของบุตรคนใหญ่แล้ว กล่าว ว่า " พ่อ เจ้าจงขุดเอาลิ่มทองจากภูเขาทองที่หลังเรือน." ลูกชายคน ใหญ่นั้น ถือเอาจอบไปสับภูเขาทอง. เวลาเขาสับภูเขาทองนั้น ได้เป็น เหมือนเวลาที่เขาสับที่หินดาดฉะนั้น. เศรษฐีรับจอบจากมือของลูกชายคนใหญ่นั้น ส่งให้ในมือของลูก ชายคนกลาง. แม้ลูกชายคนกลางแม้นั้น สับภูเขาทองอยู่, เวลาเขาสับ นั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เขาสับหินดาดฉะนั้น. ลำดับนั้น เศรษฐีจึงส่งจอบนั้นให้ในมือของลูกชายคนเล็ก. เมื่อ ลูกชายคนเล็กนั้น รับอาจอบนั้นฟันอยู่ เวลาที่เขาฟันนั้น ได้เป็นเหมือน เวลาที่เขาสับดินเหนียวที่เขาทำให้เป็นกองไว้ฉะนั้น. <div id="545"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 545]] ลำดับนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะลูกชายคนเล็กว่า " มาเถิดพ่อ, พอละ ด้วยทรัพย์ประมาณเท่านี้ " แล้วให้เรียกพี่ชาย ๒ คนนอกนี้มา แล้ว นอกว่า " ภูเขาทองลูกนี้ ไม่ใช่เกิดเพื่อพวกเจ้า, เกิดขึ้นเพื่อพ่อ และลูกชายคนเล็ก, พวกเจ้าจงใช่สอยรวมกันกับลูกชายคนเล็กนี้เถิด." ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร ภูเขาทองนั้นจึงเกิดเพื่อบิดาและลูกชาย คนเล็กเท่านั้น ? เพราะเหตุไร ชฎิลเศรษฐีจึงถูกโยนลงไปในน้ำในเวลา เกิดแล้ว ?" แก้ว่า เพราะกรรมที่ตนทำแล้วนั่นเอง. บุรพกรรมของชฎิลเศรษฐี ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสป- สัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่งไปสู่เจติยสถาน แลดูแล้วถามว่า " พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร มุขทางทิศอุดรแห่งเจดีย์ จึงยังไม่ก่อขึ้น ?" มหาชน. ทองยังไม่พอ. พระขีณาสพ. ฉันจักเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วชักชวน, พวกท่าน จงทำกรรมโดยเอื้อเฟื้อเถิด. ท่านกล่าวอย่างนั้นแล้วเข้าไปสู่พระนคร ชักชวนมหาชนว่า " แม่ และพ่อทั้งหลาย ทองที่หน้ามุขข้างหนึ่งแห่งพระเจดีย์ของพวกเรา ยังไม่ พอ, พวกท่านจงรู้ทองเถิด" ได้ไปสู่ตระกูลแห่งนายช่างทองแล้ว. ฝ่าย นายช่างทอง กำลังนั่งทะเลาะกับภรรยาอยู่ในขณะนั้นเอง. ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า " ทองสำหรับหน้ามุขที่พระเจดีย์ อันท่านทั้งหลายรับไว้ยังไม่พอ, การที่ท่านรู้ทองนั้นย่อมควร. เขากล่าว <div id="546"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 546]] ด้วยความโกรธต่อภรรยาว่า " ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงในน้ำ แล้วไปเสีย." ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า " ท่านทำกรรมอย่างสาหัสยิ่ง ท่านโกรธดิฉัน ควรจะด่าหรือควรจะเฆี่ยนดิฉันเท่านั้น, เหตุไฉนท่านจึง ทำเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันเล่า ? " ทันใดนั้นเอง นายช่างทองเป็นผู้ถึงความสลดใจแล้ว กล่าวว่า " ท่าน เจ้าข้า ขอท่านจงอดโทษแก่กระผม " แล้วหมอบลงแทบเท้าของพระ- เถระ. พระเถระ. โยม ฉันหาถูกท่านว่ากล่าวอะไร ๆ ไม่, ท่านจงยัง พระศาสดาให้อดโทษเถิด. นายช่างทอง. ท่านเจ้าข้า กระผมจะทำอย่างไรเล่า จึงจะให้พระ- ศาสดาอดโทษได้ ? พระเถระ. ท่านจงทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บรรจุเข้าไว้ ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้ อดโทษเถิด โยม. เขารับว่า ดีละ ขอรับ " แล้วเมื่อจะทำดอกไม้ทองคำ ให้เรียก บุตรชายคนใหญ่ในบุตร ๓ คนมาแล้ว กล่าวว่า " มานี่แน่ะ พ่อ, พ่อ ได้กล่าวกะพระศาสดาด้วยคำเป็นเวร, เพราะฉะนั้น พ่อจักทำดอกไม้ เหล่านี้ บรรจุในที่บรรจุพระธาตุ ให้พระศาสดาอดโทษ, แม้เจ้าแล ก็ จงเป็นสหายของเรา." ลูกชายคนใหญ่นั้นบอกว่า " พ่ออันฉันใช้ให้กล่าวคำเป็นเวร หามิ ได้, พ่อทำแต่ลำพังเถิด" แล้วไม่ปรารถนาจะทำ. <div id="547"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 547]] ช่างทอง ให้เรียกลูกชายคนกลางมาแล้ว กล่าวเหมือนอย่างนั้น. แม้ลูกชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้น แล้วไม่ปรารถนาจะทำ. เขาจึงให้เรียกลูกชายคนเล็กมาแล้ว ก็กล่าว (เหมือนอย่างนั้น). ลูกชายคนเล็กนั้นคิดว่า " ธรรมดาว่ากิจที่เกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็น ภาระของบุตร" จึงเป็นสหายของบิดา ได้ทำดอกไม้ทั้งหลายแล้ว. นาย ช่างทองยังหม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง ๓ หม้อ ให้สำเร็จแล้วบรรจุในที่ บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษแล้ว. เขาได้ ถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดถึง ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้. ก็อัตภาพของเขาที่ตั้งอยู่แล้วในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกโยนลงไป ในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้นเหมือนกัน. ส่วนบุตรของเขาสองคนใด ไม่ปรารถนาจะเป็นสหายในเวลาทำดอกไม้ทองคำ, เพราะเหตุนั้น ภูเขา ทองจึงไม่เกิดสำหรับบุตรทั้งสองนั้น, แต่เกิดสำหรับลูกชายคนเล็ก เพราะ ความที่เขาทำดอกไม้ทองคำร่วมกัน (กับบิดา). ชฎิลเศรษฐีออกบวชได้บรรลุพระอรหัต เศรษฐีนั้นพร่ำสอนบุตรแล้ว บวชในสำนักพระศาสดา บรรลุ พระอรหัตแล้วโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้. โดยสมัยอื่น พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วย ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของบุตรทั้งหลายของเศรษฐีนั้น. บุตรเหล่านั้น ได้ถวายภิกษาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอดกึ่งเดือน. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ชฎิล ผู้มีอายุ แม้ใน <div id="548"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 548]] วันนี้ ความทะยานอยากในภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก และในบุตร ทั้งหลายของท่านมีอยู่หรือ ?" พระชฎิล. ผู้มีอายุ ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้น ของผม ย่อมไม่มี. ภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า " พระชฎิลเถระนี้ พูดไม่จริง พยากรณ์ พระอรหัตผล." พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้นของบุตรของเรา ย่อมไม่มี" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓๓. โยธ ตณฺห ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช ตณฺหาภวปริกฺขีณ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มี เรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและ ภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :- ผู้ใดละตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้เสียได้ เป็นผู้ไม่มี ความต้องการอยู่ครองเรือน ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้ เราเรียก ผู้ชื่อว่า มีตัณหาและภพอันสิ้นแล้ว เพราะความที่ตัณหาและภพเป็นของ สิ้นแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- <div id="549"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 549]] ปัตติผลเป็นต้นดังนี้แล.<sup>๑</sup> พระเจ้าอชาตศัตรูจะยึดเอาบ้านเศรษฐี ฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูกุมารสมคบกับพระเทวทัต ปลงพระชนม์ พระราชบิดา ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ทรงดำริว่า " เราจักยึดเอา ปราสาทของโชติกเศรษฐี" จึงทรงเตรียมการรบแล้วเสด็จออกไป พอ ทอดพระเนตรเห็นพระฉายของพระองค์พร้อมด้วยบริวารที่กำแพงแก้ว เข้าพระทัยว่า " คฤหบดี เป็นผู้เตรียมการรบคุมพลออกมาแล้ว " จึง ไม่ทรงสามารถจะเสด็จเข้าไปได้. ในวันนั้น แม้เศรษฐีเป็นผู้รักษาอุโบสถ บริโภคอาหารเช้าแต่ เช้าตรู่ ไปสู่วิหาร นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา. ส่วนยักษ์ชื่อยมโมลี ผู้ยึดการรักษายืนอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๑ เห็น พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น จึงถามว่า " ท่านจะไปไหน ?" แล้วกำจัดพระเจ้า อชาตศัตรูพร้อมด้วยราชบริพาร ติดตามไปในทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งหลาย พระราชาได้เสด็จไปสู่วิหารแล้วเหมือนกัน. ครั้งนั้น เศรษฐีพอเห็นท้าวเธอ จึงทูลว่า " เรื่องอะไรกัน ? พระเจ้าข้า " ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ยืนอยู่แล้ว. พระราชา. คฤหบดี ท่านบังคับพวกบุรุษของท่านว่า ' จงรบกับ เรา ' แล้วมาในที่นี้ นั่งทำเป็นเหมือนฟังธรรมอยู่หรือ ? เศรษฐี. ก็สมมติเทพ เสด็จไปเพื่อยึดเอาเรือนของข้าพระองค์ มิใช่หรือ ? พระราชา. เออ เราไป. ๑. เบื้องหน้าแต่นี้ บัณฑิตพึงเห็นความสืบต่อด้วยเรื่องเดิม. <div id="550"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 550]] เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ แม้พระราชาตั้งพัน ก็ไม่สามารถเพื่อ จะยึดเอาเรือนของข้าพระองค์ได้ เพราะข้าพระองค์ไม่ปรารถนา. พระราชาทรงถอดแหวนไม่ออก ท้าวเธอกริ้วว่า " ก็ท่านจักเป็นพระราชาหรือ ? " เศรษฐี. ข้าพระองค์ไม่เป็นพระราชา, แต่พระราชาหรือโจรไม่ สามารถจะถือเอาแม้เส้นด้ายที่ชายผ้าอันเป็นของข้าพระองค์ได้ เพราะ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนา. พระราชา. ก็ฉันจักถือเอาตามความพอใจของท่านได้ อย่างไร ? เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าอย่างนั้น แหวน ๒๐ วงเหล่านั้น ที่ นิ้วมือทั้ง ๑๐ ของข้าพระองค์มีอยู่, ข้าพระองค์ไม่ถวายแหวนเหล่านี้แก่ พระองค์: ถ้าพระองค์ทรงสามารถไซร้, ข้าพระองค์จงทรงถือเอาเถิด. ก็พระราชานั้น ประทับนั่งกระโหย่งบนพื้น เมื่อจะทรงกระโดด ย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๑๘ ศอกได้, ประทับยืน เมื่อจะทรงกระโดด ย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๘๐ ศอกได้. พระราชาแม้ทรงมีพระกำลังมาก อย่างนี้ ทรงกระโดดไปมาอย่างโน้นและข้างนี้ ก็ไม่ทรงสามารถเพื่อจะ ถอดแม้ซึ่งแหวนวงหนึ่งได้. เศรษฐีสลดใจใคร่จะบวช ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลกะท้าวเธอว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ขอ พระองค์ทรงลาดผ้าสาฎก " แล้วได้ทำนิ้วทั้งหลายให้ตรง. แหวนแม้ทั้ง ๒๐ วง หลุดออกแล้ว. ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลท้าวเธอว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ใคร ๆ <div id="551"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 551]] ไม่สามารถเพื่อจะถือเอาทรัพย์สมบัติอันเป็นของข้าพระองค์ด้วยอาการอย่าง นั้นได้ เพราะช้าพระองค์ไม่ปรารถนา" ดังนี้แล้ว เกิดสลดใจเพราะ พระกิริยาของพระราชา จึงกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ จงทรงอนุญาตเพื่อการบวชแก่ข้าพระองค์." ท้าวเธอทรงดำริว่า " เมื่อ เศรษฐีนี้บวชแล้ว, เราจักยึดเอาปราสาทได้สะดวก" จึงตรัสว่า " จง บวชเถิด" ด้วยพระดำรัสคำเดียวเท่านั้น. เศรษฐีนั้นบวชในสำนักพระ- ศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต มีชื่อว่า พระโชติก- เถระ. ในขณะที่ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล สมบัตินั้นแม้ทั้งหมดก็ อันตรธานไป. พวกเทพดาก็นำภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อสตุลกายา แม้ นั้นไปสู่อุตตรกุรุทวีปนั่นแล. พวกภิกษุเข้าใจว่าพระเถระอวดอุตริมนุสธรรม ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเรียกพระโชติกเถระนั้นมาแล้ว ถามว่า " โชติกะผู้มีอายุ ก็ตัณหาในปราสาทหรือในหญิงนั้นของท่านยังมีอยู่หรือ ? เมื่อท่านบอกว่า " ไม่มี ผู้มีอายุทั้งหลาย " จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พระโชติกะนี้ กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล." พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีตัณหาใน ปราสาทหรือในหญิงนั้นเลย " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- " ผู้ใด ละตัณหาได้แล้ว ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มี เรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและ ภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์." <div id="552"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 552]] ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระโชติกเถระ จบ. <div id="553"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 553]] ๓๔. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ [๒๙๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็น นักฟ้อนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หิตฺวา มานุสก " เป็นต้น. นักฟ้อนออกบวชได้บรรลุพระอรหัต ได้ยินว่า นักฟ้อนนั้นเที่ยวเล่นกีฬาคือการฟ้อนชนิดหนึ่ง ฟัง ธรรมกถาของพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. เมื่อภิกษุนั้นกำลัง เข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ภิกษุทั้งหลาย เห็นบุตรของนักฟ้อนคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ จึงถามว่า " ผู้มีอายุ บุตรของ นักฟ้อนนั่น เล่นกีฬาที่ท่านเล่นแล้ว ๆ, ท่านยังมีความเยื่อใยในกีฬา ชนิดนี้อยู่หรือหนอแล ?" เมื่อภิกษุนั้นตอบว่า " ไม่มี " จึงพูดกันว่า " ท่านผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล." พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย บุตรของเราก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงได้แล้ว" ดังนี้ แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓๔. หิตฺวา มานุสก โยค ทิพฺพ โยค อุปจฺจคา สพฺพโยควิสยุตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด ละกิเลสเครื่องประกอบ อันเป็นของ มนุษย์ ล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของทิพย์ได้ แล้ว, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบ ทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์." <div id="554"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 554]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า มานุสก โยค ได้แก่ อายุและ กามคุณทั้ง ๕ อันเป็นของมนุษย์. แม้ในกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อุปจฺจคา เป็นต้น ความว่า ผู้ใดละกิเลสเครื่องประกอบ อันเป็นของมนุษย์ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบทั้งหมดแม้ ๔ อย่างใดแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ จบ. <div id="555"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 555]] ๓๕. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ [๒๙๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็น นักฟ้อนเหมือนกันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หิตฺวา รติญฺจ " เป็นต้น. พราหมณ์ละความยินดีและไม่ยินดีได้ เรื่องเป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนนั้นแล. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดา ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราละความยินดีและความไม่ยินดีได้ แล้ว ดำรงอยู่ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓๕. หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูต นิรูปธึ สพฺพโลกาภิภุ วีร ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งละความยินดีและความ ไม่ยินดีได้แล้ว ผู้เย็น ไม่มีอุปธิ ครอบงำโลกทั้งปวง ผู้แกล้วกล้าว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณ ๕. บทว่า อรตึ ได้แก่ ผู้ระอาในการอยู่ป่า. บทว่า สีติภูต ได้แก่ ผู้ดับแล้ว. บทว่า นิรูปธึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอุปกิเลส. บทว่า วีร ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ครอบงำขันธโลกทั้งหมดได้ แล้ว ดำรงอยู่ ผู้มีความแกล้วกล้านั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์. <div id="556"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 556]] ในกาลจบเทศนา เป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ จบ. <div id="557"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 557]] ๓๖. เรื่องพระวังคีสเถระ [๒๙๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระวังคีสะ- เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " จุตึ โย เวทิ " เป็นต้น. วังคีสพราหมณ์เป็นนักทำนาย ได้ยินว่า พราหมณ์ในกรุงราชคฤห์คนหนึ่งชื่อวังคีสะ เคาะ (กะ- โหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้วกู้รู้ได้ว่า " นี้เป็นศีรษะของผู้เกิด ในนรก, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, นี้เป็นศีรษะของ ผู้เกิดในเปรตวิสัย, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในมนุษยโลก, นี้เป็นศีรษะของ ผู้เกิดในเทวโลก." พวกพราหมณ์คิดว่า " พวกเราอาศัยวังคีสพราหมณ์นี้ ก็สามารถ หากินกะชาวโลกได้" จึงให้เขานุ่งผ้าแดง ๒ ผืนแล้วพาเที่ยวไปชนบท กล่าวกะพวกมนุษย์ว่า " พราหมณ์ชื่อวังคีสะนั่น เคาะ (กะโหลก) ศีรษะ ของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้จักที่เกิด, พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติของ ตน ๆ เกิดแล้วเถิด." พวกมนุษย์ให้กหาปณะ ๑๐ บ้าง ๒๐ บ้าง ๑๐๐ บ้าง ตามกำลัง แล้ว จึงถามถึงทีพวกญาติเกิดแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นถึงกรุงสาวัตถีโดย ลำดับแล้ว ยึดอาที่พักในที่ไม่ไกลแห่งพระเชตวัน, พวกเขาเห็นมหาชน ผู้บริโภคอาหารเช้าแล้ว มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น กำลัง เดินไปเพื่อฟังธรรม จึงถามว่า " พวกท่านไปไหนกัน ?" เมื่อมหาชน นั้นบอกว่า " ไปสู่วิหาร เพื่อฟังธรรม." จึงกล่าวว่า " พวกท่านจักไป <div id="558"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 558]] ในที่นั้นทำอะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังดีสพราหมณ์ของพวกเรา ย่อม ไม่มี, เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้ที่เกิดได้, พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติเกิดเถิด." มนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า " วังคีสะจะรู้อะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับ พระศาสดาของพวกเรา ไม่มี." เมื่อพวกพราหมณ์แม้นอกนี้ กล่าวว่า " บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังคีสะ ไม่มี, เถียง๑กันแล้ว กล่าวว่า " มาเถิด บัดนี้ พวกเราจักรู้ว่าวังคีสะของพวกท่าน หรือพระศาสดาของพวกเรา มีความรู้ " แล้วได้พาพราหมณ์เหล่านั้นไปสู่วิหาร. เขายอมจำนนพระศาสดา พระศาสดาทรงทราบว่าชนเหล่านั้นมา จึงรับสั่งให้นำ (กะโหลก) ศีรษะมา ๕ ศีรษะ คือ " ศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในฐานะทั้ง ๔ คือ ' ใน นรก ในกำเนิดดิรัจฉาน ในมนุษยโลก ในเทวโลก ' ๔ ศีรษะ และ (กะโหลก) ศีรษะของพระขีณาสพ " รับสั่งให้วางไว้ตามลำดับ ในเวลา ที่วังคีสะมาแล้ว จึงตรัสถามวังคีสะว่า " ทราบว่า ท่านเคาะ (กะโหลก) ศีรษะแล้ว รู้ที่เกิดของสัตว์ทั้งหลายผู้ตายแล้วหรือ ?" วังคีสะ. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ได้. พระศาสดา. นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ? เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะนั้นแล้ว กราบทูลว่า " ของสัตว์ผู้เกิด ในนรก." ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่เขาว่า " ดีละ " จึง ตรัสถามถึงศีรษะทั้ง ๓ นอกนี้ ในขณะที่เขากราบทูลแล้ว ๆ ไม่ผิด ก็ ประทานสาธุการเหมือนอย่างนั้น จึงทรงแสดง (กะโหลก) ศีรษะที่ ๕ ๑. กถ วฑฺเฒตฺวา ยังถ้อยคำให้เจริญ. <div id="559"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 559]] ตรัสถามว่า " นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ? " เขาเคาะ ( กะโหลก) นั้นแล้ว ไม่รู้ที่เกิด. ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า " วังคีสะ ท่าน ไม่รู้หรือ ? " เมื่อเขากราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้ " จึง ตรัสว่า " ฉันรู้." วังดีสะ. พระองค์ทรงทราบด้วยอะไร ? พระศาสดา. ทราบด้วยกำลังมนต์. ลำดับนั้น วังคีสะทูลวิงวอนพระองค์ว่า " ขอพระองค์จงประทาน มนต์นี้แก่ข้าพระองค์ พระศาสดาตรัสว่า " เราไม่สามารถจะให้มนต์แก่ บุคคลผู้ไม่บวชได้." วังคีสะบวชเพื่อเรียนพุทธมนต์ เขาคิดว่า " เมื่อเราเรียนมนต์นี้แล้ว เราก็จักเป็นผู้ประเสริฐใน ชมพูทวีปทั้งสิ้น" จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นไป ด้วยคำว่า " พวกท่านจง อยู่ในที่นั้นนั่นแหละสิ้น ๒- ๓วัน ฉันจักบวช " แล้วได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักพระศาสดา ได้เป็นผู้มีนามว่า วังคีสเถระ. ลำดับนั้น พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์ แก่เธอแล้ว ตรัสว่า " เธอจงสาธยายบริกรรมมนต์." พระเถระบรรลุพระอรหัต พระวังคีสเถระนั้นสาธยายมนต์อยู่ ถูกพวกพราหมณ์ถามใน ระหว่าง ๆ ว่า " ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือยัง ? " จึงบอกว่า " พวก ท่านจงรอก่อน ฉันกำลังเรียน" ต่อกาล ๒-๓ วันเท่านั้นก็ได้บรรลุพระ- อรหัต ถูกพราหมณ์ทั้งหลายถามอีก จึงกล่าวว่า " ท่านผู้มีอายุ บัดนี้ ฉันไม่ควรเพื่อจะไป." <div id="560"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 560]] พวกภิกษุได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พระวังคีสเถระนี้ พยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคำไม่จริง." พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากล่าวอย่างนั้น. ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้บุตรของเราฉลาดในการจุติและปฏิสนธิแล้ว " ดังนี้ แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :- ๓๖. จุตึ โย เวทิ สตฺตาน อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส อสตฺต สุคต พุทฺธ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสว อรหนฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายโดยประ- การทั้งปวง, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่ข้อง ไปดี รู้แล้ว; ว่าเป็นพราหมณ์. เทพยดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์ ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีอาสวะสิ้น แล้ว ผู้ไกลกิเลสว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย เวทิ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด รู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงอย่างแจ้งชัด๑, เรา เรียกบุคคลผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า ไม่ข้อง เพราะความเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ชื่อว่า ไปดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ไปดีแล้วด้วยการปฏิบัติ ชื่อว่าผู้รู้แล้ว เพราะ ความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์. ๑. ปากฏ กตฺวา ทำให้ปรากฏ. <div id="561"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 561]] บทว่า "ยสฺส เป็นต้น ความว่า เทพดาเป็นต้นเหล่านั้น ไม่รู้คติ ของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะความที่ อาสวะทั้งหลายสิ้นแล้ว ชื่อว่า ผู้ไกลกิเลส เพราะความเป็นผู้ห่างไกล จากกิเลสทั้งหลายว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระวังคีสเถระ จบ. <div id="562"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 562]] ๓๗. เรื่องพระธรรมทินนาเถรี [๓๐๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ ธรรมทินนา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส ปุเร จ " เป็นต้น. วิสาขอุบาสกบรรลุอนาคามิผล ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ในเวลานางเป็นคฤหัสถ์ วิสาขอุบาสก ผู้เป็นสามี ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา บรรลุอนาคามิผลแล้วคิดว่า " การที่เราให้นางธรรมทินนารับทรัพย์สมบัติทั้งปวง ควร;" ในกาลก่อน แต่นั้น อุบาสกนั้นเมื่อมา เห็นนางธรรมทินนาผู้แลดูอยู่ทางหน้าต่าง ย่อมทำความยิ้มแย้ม. แต่ในวันนั้น ไม่แลดูนางผู้ยืนอยู่ที่หน้าต่างเลย ได้ไปแล้ว. นางคิดว่า " นี้เรื่องอะไรกันหนอ ? คิดว่า ' ข้อนั้นจงยกไว้, เราจักรู้ในเวลาบริโภค" แล้วนำภัตเข้าไปในเวลาบริโภค. ในวันอื่น ๆ อุบาสกนั้นพูดว่า " มาเถิด, เราบริโภคด้วยกัน. แต่ ในวันนั้น เป็นผู้นิ่งเฉย บริโภคแล้ว. นางคิดว่า " สามีคงจักโกรธด้วย เหตุอะไร ๆ แน่นอน." ครั้งนั้น. วิสาขอุบาสกเรียกนางในเวลานั่งตามสบายมาแล้ว กล่าว กะนางว่า " ธรรมทินนา หล่อนจงรับทรัพย์สมบัติทั้งปวงในเรือนนี้เถิด." นางคิดว่า " ธรรมดาว่า คนทั้งหลายโกรธแล้วย่อมไม่ให้ใครรับทรัพย์ สมบัติ, นี่เรื่องอะไรกันหนอ ?" จึงกล่าวว่า " นาย ก็ท่านเล่า ? " อุบาสก. จำเดิมแต่นี้ ฉันจักไม่จัดแจงอะไร ๆ. <div id="563"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 563]] ธรรมทินนา. ใครจักรับน้ำลายที่ท่านบ้วนทิ้ง, เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงอนุญาตการบวชแก่ดิฉันเถิด. อุบาสกนั้น รับว่า " ดีละ นางผู้เจริญ " แล้วนำนางไปสู่สำนัก ภิกษุณีด้วยสักการะเป็นอันมาก ให้บวชแล้ว. นางได้อุปสมบทแล้ว ได้มีชื่อว่า ธรรมทินนาเถรี. วิสาขอุบาสกถามปัญหาในมรรคกะพระเถรี นางไปสู่ชนบทกับภิกษุณีทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ประสงค์วิเวก เมื่ออยู่ในชนบทนั้นไม่นานเท่าไร ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทั้งหลาย กลับมาสู่กรุงราชคฤห์อย่างเดิมอีก ด้วยคิดว่า " บัดนี้ พวกชน ผู้เป็นญาติอาศัยเราแล้ว จักทำบุญทั้งหลาย." อุบาสก ได้ทราบความที่พระเถรีมาแล้ว คิดว่า " พระเถรีมา เพราะเหตุไรหนอ ?" จึงไปสู่สำนักภิกษุณี ไหว้พระเถรีแล้วนั่ง ณ ส่วน ข้างหนึ่ง คิดว่า " การที่เราจะพูดว่า ' แม่เจ้า ท่านกระสันหรือหนอ ' ดังนี้ ก็เป็นการไม่สมควร, เราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่งกะพระเถรีนั้น " แล้วถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค. พระเถรี เฉลยปัญหาข้อนั้นได้. อุบาสก จึงถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือ โดยอุบายนั้นนั่นแล เมื่อพระเถรีนั้น กล่าวในเวลาปัญหาอันอุบาสกนั้นถามก้าวล่วง (วิสัย) ว่า " วิสาขะผู้มีอายุ ท่านแล่นเลย (วิสัย) ไปแล" แล้วกล่าวว่า " เมื่อท่านจำนง ก็พึงเข้าไป เฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหานี้" ไหว้พระเถรีแล้ว ลุกจากอาสนะ ไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลการสนทนาปราศรัยนั้นทั้งหมด แด่พระผู้มี พระภาคเจ้า. <div id="564"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 564]] พระศาสดาทรงยกย่องพระธรรมทินนาเถรี พระศาสดาตรัสว่า " ธรรมทินนาธิดาของเรากล่าวดีแล้ว, ด้วยเรา เมื่อจะแก้ปัญหานั่น ก็จะพึงแก้อย่างนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว เมื่อ จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๓๗. ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจน อกิญฺจน อนาทาน ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ความกังวลในก่อน ในภายหลัง และในท่าม กลาง ของผู้ใดไม่มี. เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความ กังวล ไม่มีความยึดมั่นว่า เป็นพราหมณ์" แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร ความว่า ในขันธ์ทั้งหลายที่ เป็นอดีต. บทว่า ปจฺฉา คือ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอนาคต. บทว่า มชฺเฌ ได้แก่ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน. สองบทว่า นตฺถิ กิญฺจน เป็นต้น ความว่า ความกังวลกล่าวคือ ความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ เหล่านั้น ของผู้ใดไม่มี, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความกังวลด้วยกิเลสเครื่องกังวลคือราคะเป็นต้น ผู้ชื่อว่าไม่มีความ ยึดมั่น เพราะไม่มีความยึดถืออะไร ๆ ว่า เป็นพราหมณ์. ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระธรรมทินนาเถรี จบ. <div id="565"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 565]] ๓๘. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ [๓๐๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอังคุลิมาล เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อุสภ " เป็นต้น. พระอังคุลิมาลไม่กลัวช้าง เรื่องข้าพเจ้ากล่าว ไว้ในคาถาวรรณนาว่า " น เว กทริยา เทวโลก วชนฺติ " เป็นต้นนั่นแล. จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า " ภิกษุทั้งหลายถามพระอังคุลิมาล ว่า " ผู้มีอายุ ท่านเห็นช้างตัวดุร้าย ยืนกั้นฉัตรอยู่แล้ว ไม่กลัวหรือหนอ ? " พระอังคุลิมาลตอบว่า " ไม่กลัว ผู้มีอายุ." ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลพระศาสดา " พระเจ้าข้า พระอังคุลิมาล พยากรณ์พระอรหัตด้วยคำไม่จริง." พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย อังคุลิมาลบุตรของเราย่อมไม่ กลัว, เพราะว่า ภิกษุทั้งหลายเช่นกับบุตรของเรา ผู้องอาจที่สุดในระหว่าง พระขีณาสพผู้องอาจทั้งหลาย ย่อมไม่กลัว " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ ในพราหมณวรรคว่า:- ๓๘. อุสภ ปวร วีร มเหสึ วิชิตาวิน อเนช นฺหาตก พุทฺธ ตมห พฺรูมิ พฺราหมณ. " เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้ชนะโดยวิเศษ ไม่หวั่นไหว ผู้ล้างแล้ว ผู้รู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์." <div id="566"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 566]] แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :- เราเรียกบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่า องอาจ เพราะความ เป็นผู้เช่นกับโคอุสภะ ด้วยอรรถว่าเป็นผู้ไม่หวาดเสียว ชื่อว่า ประเสริฐ เพราะอรรถว่าสูงสุด ชื่อว่า ผู้แกล้วกล้า เพราะถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้ กล้าหาญ ชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เพราะความเป็นผู้แสวงหาคุณ อันใหญ่ มีศีลขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้ชนะโดยวิเศษ เพราะความที่มารทั้ง ๓ อันตนชนะแล้ว ชื่อว่า ผู้ล้างแล้ว เพราะความเป็นผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว ชื่อว่า ผู้รู้ เพราะความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ จบ. <div id="567"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 567]] ๓๙. เรื่องเทวหิตพราหมณ์ [๓๐๒] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภปัญหาของ เทวหิตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ปุพฺเพนิวาส " เป็นต้น. พราหมณ์ทูลถามทักษิณาที่มีผลมาก ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาพาธด้วย พระวาโย (กำเริบ) ทรงส่งพระอุปวานเถระไปสู่สำนักของเทวหิตพราหมณ์ เพื่อต้องการน้ำร้อน. ท่านไปบอกความที่พระศาสดาทรงอาพาธแล้วขอ น้ำร้อน. พราหมณ์ฟังคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจยินดี คิดว่า " การที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงส่ง (พระอุปวานเถระ) มาสู่สำนักของเรา เพื่อต้องการ น้ำร้อน เป็นลาภของเราหนอ" จึงใช้บุรุษให้ถือเอาหาบน้ำร้อนและ ห่อน้ำอ้อย มอบถวายแก่พระอุปวานเถระ. พระเถระ ให้ชนถือเอาน้ำร้อนเป็นต้นนั้นไปสู่วิหาร กราบทูล พระศาสดาให้ทรงสรงด้วยน้ำร้อนแล้ว ละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อนถวายแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า. ในขณะนั้นนั่นเอง อาพาธนั้นของพระองค์ก็สงบระงับ. พราหมณ์ คิดว่า " ไทยธรรมเราให้แก่ใครหนอแล ? จึงมีผลมาก, เราจักทูลถาม พระศาสดา." พราหมณ์นั้นไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว เมื่อจะทูลถาม เนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- <div id="568"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 568]] " บุคคลควรให้ไทยธรรมในบุคคลไหน ? ไทย- ธรรมวัตถุอันบุคคลให้ในบุคคลไหน จึงมีผลมาก ? ทักษิณาของบุคคลผู้บูชาอยู่อย่างไรเล่า ? จะสำเร็จ ได้อย่างไร ?" พระศาสดาทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์ ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า " ไทยธรรมวัตถุ ที่บุคคลให้แล้ว แก่พราหมณ์ผู้เช่นนี้ ย่อมมีผลมาก" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศบุคคล ผู้เป็นพราหมณ์แก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓. ปุพฺเพนิวาส โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขย ปตฺโต อภิญฺา โวสิโต มุนิ สพฺพโวสิตโวสาน ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน, ทั้งเห็น สวรรค์และอบาย, อนึ่ง บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติ เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี, เราเรียกบุคคล นั้น ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้วว่า เป็น พราหมณ์." แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :- บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนอย่างแจ้งชัด เห็นสวรรค์ต่างด้วย เทวโลก ๒๖๑ ชั้น และอบาย ๔ ด้วยทิพยจักษุ อนึ่ง บรรลุพระอรหัต ๑. กามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ รวมเป็น ๒๖. <div id="569"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 569]] กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติ เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่งซึ่งธรรมควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ ทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้ง คือบรรลุพระนิพพานหรือบรรลุพรหมจรรย์อันคนอยู่จบ แล้ว ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะเป็นผู้บรรลุภาวะแห่งผู้รู้ ด้วยปัญญาอันเป็น เหตุสิ้นไปแห่งอาสวะ, เราเรียกบุคคลนั้นซึ่งชื่อว่ามีพรหมจรรย์อยู่เสร็จ- สรรพแล้ว เพราะความเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ อันเป็นที่สุดแห่งกิเลส ทั้งสิ้น คือพระอรหัตมรรคญาณว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น. ฝ่ายพราหมณ์ มีใจเลื่อมใสแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย ประกาศ ความเป็นอุบาสกแล้ว ดังนี้แล. เรื่องเทวหิตพราหมณ์ จบ พราหมณวรรควรรณนา จบ. วรรคที่ ๒๖ จบ. <div id="570"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 570]] รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ [ ๓๗ ] ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรค บัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรค อัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรค ธัมมัฏฐวรรค มรรควรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค นาควรรค ตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว ในยมกวรรค มี ๒๐ คาถา ในอัปปมาทวรรคมี ๑ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถา ในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในบัณฑิตวรรค มี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถา ในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถา ในชราวรรค มี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถา ในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา ในโกธวรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรค มี ๑๗ คาถา ในมรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถา ในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรง แสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท. จบคาถาธรรมบท <div id="571"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 571]] อรรถกถา รวมเรื่องทั้งหมด อรรถกถาแห่งพระธรรมบท มีประมาณ ๗๒ ภาณวาร อันข้าพเจ้า ประกาศเรื่อง ๒๙๙ เรื่อง๑ คือ " ในยมกวรรค อันเป็นวรรคแรกของ วรรคทั้งปวง ๑๔ เรื่อง, ในอัปปมาทวรรค ๙ เรื่อง ในจิตตวรรค ๙ เรื่อง, ในปุปผวรรค ๑๒ เรื่อง ในพาลวรรค ๑๕ เรื่อง, ในบัณฑิตวรรค ๑๑ เรื่อง, ในอรหันตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในสหัสสวรรค ๑๔ เรื่อง, ใน ปาปวรรค ๑๒ เรื่อง, ในทัณฑวรรค ๑๑ เรื่อง, ในชราวรรค ๙ เรื่อง, ในอัตตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในโลกวรรค ๑๑ เรื่อง, ในพุทธวรรค ๙ เรื่อง, ในสุขวรรค ๘ เรื่อง, ในปิยวรรค ๙ เรื่อง, ในโกธวรรค ๘ เรื่อง, ในมลวรรค ๑๒ เรื่อง ในธัมมัฏฐวรรค ๑๐ เรื่อง, ในมรรควรรค ๑๐ เรื่อง, ในปกิณณกวรรค ๙ เรื่อง, ในนิรยวรรค ๙ เรื่อง; ในนาควรรค ๘ เรื่อง, ในตัณหาวรรค ๑๒ เรื่อง, ในภิกขุวรรค ๑๒ เรื่อง, ในพราหมณวรรค ๓๙ เรื่อง" รจนาไว้พอเหมาะ ด้วยสามารถไม่ย่อนักไม่พิสดารนัก จบแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. จบธัมมปทัฏฐกถา ๑. ในเรื่องเหล่านี้นับรวมทั้งหมดมี ๓๐๒ เรื่อง. <div id="572"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 572]] คำอุทิศของผู้เรียบเรียง ธรรมบทอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใดผู้พระธรรมราชา ทรงบรรลุแล้ว, พระ- คาถาเหล่าใดในพระธรรมบท มีประมาณ ๔๒๓ พระ- คาถา ตั้งขึ้นแล้ว ในเพราะเรื่อง ๒๙๙ เรื่อง อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงยังสัจจะทั้ง ๔ ให้แจ่มแจ้ง ทรงภาษิตไว้แล้ว, ข้าพเจ้าผู้อยู่ในปราสาทของพระเจ้าสิริกูฏ ในวิหาร อันพระอธิราชเจ้าผู้มีพระกตัญญูตรัสให้สร้างไว้แล้ว เรียบเรียงอรรถกถานี้ แห่งพระคาถาเหล่านั้น ให้ถึง พร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะ ให้หมดมลทินด้วยดี ตามพระบาลีมีประมาณ ๗๒ ภาณวาร เพื่อประโยชน์ และเพื่อเกื้อกูลแก่โลก เพราะความที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ ใคร่เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของพระโลก- นาถเจ้า ได้บรรลุกุศลใดแล้ว, ด้วยอำนาจกุศลนั้น ขอความดำริอันเป็นกุศลทั้งปวง จงเผล็ดผลที่น่าจับใจ สำเร็จแก่สัตว์ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้. <div id="573"/> [[#*| พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 573]] พรรณนาคุณสมบัติของผู้เรียบเรียงคัมภีร์นี้ พระเถระผู้ทรงนามอันครูทั้งหลายขนานแล้วว่า " พุทธโฆสะ " ผู้ประดับด้วยศรัทธา ความรู้ และความเพียร อันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มี คุณสมุทัย มีศีล อาจาระ ความเป็นผู้ซื่อตรง และความเป็นผู้อ่อนโยน เป็นต้น พรั่งพร้อมแล้ว สามารถหยั่งลงในการถือเอาลัทธิของตนและ ลัทธิอื่น ประกอบด้วยความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ประกาศญาณอันไม่ ขัดข้องในสัตถุศาสน์ อันต่างด้วยปริยัติธรรม คือพระไตรปิฎก พร้อม ทั้งอรรถกถา ผู้ชำนาญในไวยากรณ์มาก ผู้ประกอบด้วยความกลมเกลี้ยง แห่งถ้อยคำที่ไพเราะยิ่ง อันเปล่งออกได้สะดวก ที่ยังกรณสมบัติให้เกิด ผู้มีปกติพูดถูกต้องคล่องแคล่วประเสริฐในทางพูด เป็นมหากวี เป็นผู้ ประดับวงศ์ของพระเถระทั้งหลาย ผู้อยู่ในมหาวิหารโดยปกติ ผู้เพียงดัง ประทีปในวงศ์ของพระเถระ ผู้มีความรู้อันไม่ขัดข้องในอุตริมนุสธรรม อันประดับด้วยคุณต่างด้วยอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ เป็นต้น มีความรู้ ไพบูลย์ทั้งหมดจด ได้เรียบเรียงอรรถวรรณนาแห่งพระธรรมนี้ไว้แล้ว. <br> </poem>}}}} |} {{fs|131%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br> {{fs|131%|{{color|#006600|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}}}<br> {{fs|131%|[[#เล่ม|***************]]}} <br /> |} [[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]] [[หมวดหมู่:วิกิตำรา]] {{:พระไตรปิฎก/อธิบายงาน}} All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?diff=prev&oldid=48371.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|