Revision 16295 of "หนี้/ลักษณะแห่งหนี้" on thwikibooks

{{หัวเรื่อง
|ชื่อเรื่อง=  [[หนี้|{{color|grey|หนี้}}]]
|ชื่อเรื่องย่อย= ลักษณะแห่งหนี้
|วิกิพีเดียชื่อเรื่อง= 
|พระราชนิพนธ์=
|พระนิพนธ์=
|ผู้แต่ง= 
|ผู้แต่งไม่ลิงก์= 
|วิกิพีเดียผู้แต่ง=
|ผู้แปล=
|เรื่องก่อนหน้า=
|เรื่องถัดไป= 
|ก่อนหน้า=
|ถัดไป= [[หนี้/วัตถุแห่งหนี้|วัตถุแห่งหนี้]]
|หมายเหตุ=
}}



{{c|{{fs|140%|'''1'''}}}}

{{c|{{fs|140%|'''ลักษณะแห่งหนี้'''}}}}

{{สารบัญขวา}}

== นิยาม ==

'''"หนี้"''' หมายความว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ซึ่งฝ่ายหนึ่งเรียกว่า เจ้าหนี้ มีสิทธิที่จะบังคับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า ลูกหนี้ ให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง"<ref name = "Royin">ราชบัณฑิตยสถาน; 2551, 7 กุมภาพันธ์: ออนไลน์.</ref> กล่าวโดยละเอียดคือ หนี้เป็นความสัมพันธ์ในทางกฎหมายระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป แต่ละฝ่ายจะมีกี่คนก็ได้ และด้วยความสัมพันธ์อันนี้ บุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ลูกหนี้" จำต้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อประโยชน์ของบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า "เจ้าหนี้"<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 19.</ref>

หนี้ในทำนองเงินตรานั้น เรียก '''"หนีั้สิน"''' (debt) และมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า "หนี้" ทำให้เข้าใจกันว่า หนี้เกี่ยวด้วยเรื่องเงินตราเสมอไป แต่อันที่จริงแล้ว หนี้สินเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของหนี้ และหนี้ปรากฏตัวหลากหลายรูปแบบ เช่น จินตหราจ้างเขียวเสวยให้ร้องเพลงให้หนึ่งเพลง และเขียวเสวยตกลง ดังนั้น เขียวเสวยจึงต้องร้องเพลงตามที่ตกลง ความผูกพันที่เขียวเสวยจะต้องร้องเพลงนี้ก็จัดเป็นหนี้รูปแบบหนึ่ง

คำ "obligation" ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน มีรากมาจากคำ "obligacioun" ในภาษาอังกฤษมัชฌิมยุค (ค.ศ. 1250-1300) ซึ่งมีที่มาจากคำ "obligation" (อ็อบลีกาซียง) ในภาษาฝรั่งเศส อันรับมาจากคำ "obligātiōn" ในภาษาละตินตามลำดับ ทั้งหมดมีความหมายว่า ความผูกพัน (a binding)<ref>"Obligation"; 2011: Online.</ref>

== สภาพแห่งหนี้ ==

{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style="text-align: left;" | "สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ"
|-
| style="text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 193/9'''
|-
| style="text-align: left;" | "ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่า จะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น"
|-
| style="text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1298'''
|-
| style="text-align: left;" | "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์"
|-
| style="text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1382'''
|-
| style="text-align: left;" | "ภาระจำยอมนั้น ถ้ามิได้ใช้สิบปี ท่านว่า ย่อมสิ้นไป"
|-
| style="text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1399'''
|-
| style="text-align: left;" | 
|-
| style="text-align: right;" | <!-- [[File:Don't abbreviate as Wiki (no text).png|100px|สวัสดีค่ะ วิกิพีตังค่ะ!]] -->
|-
|}

หนี้เป็น[[ทรัพย์สิน]]ประเภทหนึ่ง และสามารถจำหน่ายจ่ายโอน (disposable) ไปได้เหมือนทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ซึ่งจะได้[[หนี้/การโอนสิทธิเรียกร้อง|อธิบายต่อไปข้างหน้า]]

นอกจากนี้ เมื่อแบ่งตามวัตถุแห่งสิทธิแล้ว หนี้จัดเป็น[[บุคคลสิทธิ]] (ius in personam) ประเภทหนึ่ง<ref>พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี (บุญช่วย วณิกกุล). (2476). ''คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และบรรพ 2.'' ม.ป.ป. อ้างถึงใน จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 19.</ref><ref>สมยศ เชื้อไทย; 2554, มิถุนายน: 138.</ref> ในฐานะที่เป็นบุคคลสิทธิ หนี้จึงรวมอยู่ในกองทรัพย์สิน (estate) ของบุคคลแต่ละคน แต่ในกองทรัพย์สินใช่จะมีแต่บุคคลสิทธิ ยังมี[[ทรัพยสิทธิ]] (ius in rem) อยู่ด้วย<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 20.</ref>

บุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิแตกต่างกันเป็นสามประการใหญ่ ๆ คือ<ref name = "Chit-20-21">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 20-21.</ref> 

1. {{gap|0.5em}} ทรัพยสิทธิจะบังเกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมายเท่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม. 1298 แต่บุคคลสิทธินั้น จะเกิดขึ้นเพราะกฎหมายก็ได้ หรือเพราะบุคคลจะตกลงกันก็ได้ เช่น บุคคลก่อหนี้กันเป็นต้น 

2. {{gap|0.5em}} บุคคลสิทธิมีผลระหว่างผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น หนี้จะบังคับได้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เท่านั้น ขณะที่ทรัพยสิทธินั้นใช้อ้างต่อทุกคนได้เป็นเด็ดขาด

3. {{gap|0.5em}} อายุความตามกฎหมายแพ่งมีอยู่สองชนิด คือ [[อายุความได้สิทธิ]] (acquisitive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิบังเกิดขึ้น และ[[อายุความเสียสิทธิ]] (extinctive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิสิ้นสุดลง หรือที่มักเรียกว่า "ขาดอายุความ" สำหรับบุคคลสิทธิประเภทหนี้นั้น มีแต่อายุความเสียสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม. 193/9 ส่วนทรัพยสิทธินั้น เกี่ยวเนื่องได้ทั้งอายุความได้สิทธิ และอายุความเสียสิทธิ เช่น เมื่อบุคคลครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นจนได้ระยะเวลาและเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. ม. 1382 ก็จะได้ทรัพยสิทธิจากการครอบครองปรปักษ์ เป็นการได้สิทธิมาตามอายุความ หรือกรณีภาระจำยอม เมื่อไม่ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. ม. 1399 ก็จะสิ้นสุดลง เป็นการเสียสิทธิไปตามอายุความ

อนึ่ง เมื่อบุคคลตาย กองทรัพย์สินของเขาจะเปลี่ยนไปเรียกว่า "[[กองมรดก]]" และจะตกทอดแก่ทายาทของเขา เพราะฉะนั้น ทายาทจึงจะต้องรับใช้หนี้ของผู้ตายต่อไปด้วย เว้นแต่บรรดาหนี้ที่ตามกฎหมายหรือตามสภาพแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตายอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่มีใครชำระแทนได้โดยแน่แท้ เช่น ผู้ตายหมั้นกับบุคคลอื่นไว้ เมื่อเขาตาย ใครก็ไม่สามารถไปสมรสแทนเขาได้ ในกรณีอย่างนั้น หนี้ก็จะดับสูญไปโดยสภาพ<ref name = "Chit-20-21"/>

== มูลหนี้ ==

'''มูลหนี้''' (source of obligation) หรือบ่อเกิดแห่งหนี้นั้น คือ [[นิติกรรม]] (legal transaction) และนิติเหตุ (legal cause)<ref name = "Chit-22">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 22.</ref>

นิติกรรม คือ การที่บุคคลก่อความสัมพันธ์ทางกฎหมายขึ้นโดยสมัครใจและโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ตกลงทำสัญญากัน คู่สัญญาก็มีหน้าที่ต่อกันตามสัญญา สัญญาจึงชื่อว่าเป็นมูลแห่งหนี้ของคู่สัญญาเหล่านั้น

ส่วนนิติเหตุ คือ การที่บุคคลเกิดมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายกันขึ้นเพราะกฎหมายกำหนดให้มี ไม่ว่าเขาจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม แบ่งเป็นสี่ประเภท คือ [[ละเมิด]] (tort), [[จัดการงานนอกสั่ง]] (agency without authorisation), [[ลาภมิควรได้]] (unjust enrichment) และบุคคลสถานะ เช่น หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตร<ref name = "Chit-22"/><ref>ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552: 17.</ref> เช่น แพรวพราวคุยโทรจิตกับเพื่อนขณะขับรถอีแต๋นอยู่บนถนน จึงชนรถเมล์สาธารณะเข้าอย่างจัง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน แพรวพราวชื่อว่าทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายเพราะกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ การละเมิดของแพรวพราวเป็นนิติเหตุซึ่งก่อให้แพรวพราวมีหนี้ คือ ความจำเป็นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

== ผลแห่งหนี้ ==

เมื่อหนี้เกิดขึ้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ในอันที่จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กันนั้นได้เกิดมีขึ้นแล้ว และด้วยความสัมพันธ์นี้ เจ้าหนี้มี[[การเรียกชำระหนี้|สิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้]]ได้ เว้นแต่หนี้บางชนิดที่เรียกกันไม่ได้ คือ [[หนี้ธรรมดา]] (natural obligation) กับหนี้พ้นวิสัย (impossible obligation)<ref name = "Chit-23">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 23.</ref>

สิ่งที่เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระแก่ตนนั้น เรียกว่า [[วัตถุแห่งหนี้]] (subject matter of obligation) เช่น ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาทรัพย์สินซื้อขาย วัตถุแห่งหนี้ก็ได้แก่ เงินที่ผู้ซื้อจ่ายเพื่อชำระราคา<ref name = "Chit-23"/>

== เชิงอรรถ ==

{{reflist|2}}

{{หนี้}}

[[หมวดหมู่:หนี้]]