Revision 16344 of "ผู้ใช้:Aristitleism/001" on thwikibooks{{หัวเรื่อง
| ชื่อเรื่อง = [[หนี้|{{color|grey|หนี้}}]]
| ชื่อเรื่องย่อย = ลักษณะแห่งหนี้
| วิกิพีเดียชื่อเรื่อง =
| พระราชนิพนธ์ =
| พระนิพนธ์ =
| ผู้แต่ง =
| ผู้แต่งไม่ลิงก์ =
| วิกิพีเดียผู้แต่ง =
| ผู้แปล =
| เรื่องก่อนหน้า =
| เรื่องถัดไป =
| ก่อนหน้า =
| ถัดไป = [[หนี้/วัตถุแห่งหนี้|วัตถุแห่งหนี้]]
| หมายเหตุ =
}}
{{c|{{fs|140%|'''1'''}}}}
{{c|{{fs|140%|'''ลักษณะแห่งหนี้'''}}}}
{{สารบัญขวา}}
== นิยาม ==
'''หนี้''' หมายความว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า เจ้าหนี้ มีสิทธิที่จะบังคับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า ลูกหนี้ ให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง"<ref name = "royin">ราชบัณฑิตยสถาน; 2551, 7 กุมภาพันธ์: ออนไลน์.</ref> กล่าวคือ หนี้เป็นความสัมพันธ์ในทางกฎหมายระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป แต่ละฝ่ายจะมีกี่คนก็ได้ และด้วยความสัมพันธ์อันนี้ บุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ลูกหนี้" จำต้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อประโยชน์ของบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า "เจ้าหนี้"<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 19.</ref>
หนี้ในทำนองเงินตรานั้น เรียก "หนี้สิน" (debt) และมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า "หนี้" ทำให้เข้าใจกันว่า หนี้เกี่ยวด้วยเรื่องเงินตราเสมอไป แต่อันที่จริงแล้ว หนี้สินเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของหนี้ และหนี้ปรากฏตัวหลากหลายรูปแบบ เช่น จินตหราจ้างเขียวเสวยให้ร้องเพลงให้หนึ่งเพลง และเขียวเสวยตกลง ดังนั้น เขียวเสวยจึงต้องร้องเพลงตามที่ตกลง ความผูกพันที่เขียวเสวยจะต้องร้องเพลงนี้ก็จัดเป็นหนี้รูปแบบหนึ่ง
คำ "obligation" ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน มีรากมาจากคำ "obligacioun" ในภาษาอังกฤษมัชฌิมยุค (ค.ศ. 1250-1300) ซึ่งมีที่มาจากคำ "obligation" (อ็อบลีกาซียง) ในภาษาฝรั่งเศส อันรับมาจากคำ "obligātiōn" ในภาษาละตินตามลำดับ ทั้งหมดมีความหมายว่า ความผูกพัน (a binding)<ref>Dictionary.com; 2012: Online.</ref>
{| class="toccolours" style="float: left; margin-left: 1em; margin-right: 2em; font-size: 85%; background:#ffcccc; width:25em; max-width: 40%;" cellspacing="5"
| style = "text-align: left;" | {{gap}} สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 193/9'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่า จะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1298'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1382'''
|-
| style = "text-align: left;" | {{gap}} ภาระจำยอมนั้น ถ้ามิได้ใช้สิบปี ท่านว่า ย่อมสิ้นไป
|-
| style = "text-align: right;" | '''ป.พ.พ. ม. 1399'''
|-
| style = "text-align: left;" |
|-
| style = "text-align: right;" | <!-- [[ไฟล์:Don't abbreviate as Wiki (no text).png|100px|สวัสดีค่ะ วิกิพีตังค่ะ!]] -->
|-
|}
== สภาพแห่งหนี้ ==
หนี้เป็น[[ทรัพย์สิน]]ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีราคา (valuable), ยึดถือเอาได้ (susceptible of being appropriated) และสามารถจำหน่ายจ่ายโอน (disposable) ไปได้เหมือนทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ โดยวิธี[[หนี้/การโอนสิทธิเรียกร้อง|โอนสิทธิเรียกร้อง]]<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 19-20.</ref>
นอกจากนี้ เมื่อแบ่งประเภทตามวัตถุแห่งสิทธิ (subject of right) หรือแก่นสารแห่งสิทธิแล้ว หนี้จัดเป็น[[บุคคลสิทธิ]] (ius in personam) ประเภทหนึ่ง<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 19.</ref><ref>สมยศ เชื้อไทย; 2554, มิถุนายน: 138.</ref> ในฐานะที่เป็นบุคคลสิทธิ หนี้จึงรวมอยู่ในกองทรัพย์สิน (patrimony) ของบุคคลแต่ละคน แต่ในกองทรัพย์สินใช่ว่าจะมีแต่บุคคลสิทธิ ยังมี[[ทรัพยสิทธิ]] (ius in rem) อยู่ด้วย<ref>จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 20.</ref>
บุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิแตกต่างกันอย่างไร อธิบายคร่าว ๆ ได้ดังนี้<ref name = "chit 20-21">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 20-21.</ref>
1. {{gap|0.5em}} ทรัพยสิทธิเกิดขึ้นเพราะกฎหมายบัญญัติเท่านั้นตามความใน ป.พ.พ. ม. 1298 แต่บุคคลสิทธินั้น จะเกิดขึ้นเพราะกฎหมายก็ได้ หรือเพราะบุคคลตกลงกันก็ได้ เช่น บุคคลก่อหนี้กันเป็นต้น
2. {{gap|0.5em}} บุคคลสิทธิมีผลต่อผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น หนี้จะบังคับได้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เท่านั้น ขณะที่ทรัพยสิทธินั้นใช้อ้างต่อทุกคนได้เป็นเด็ดขาด
3. {{gap|0.5em}} [[อายุความ]] (prescription) ตามกฎหมายแพ่งมีอยู่สองชนิด คือ อายุความได้สิทธิ (acquisitive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิเกิดขึ้น และอายุความเสียสิทธิ (extinctive prescription) อันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิสิ้นสุดลง สำหรับบุคคลสิทธิประเภทหนี้นั้นมีแต่อายุความเสียสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม. 193/9 ส่วนทรัพยสิทธินั้นมีได้ทั้งอายุความได้สิทธิและอายุความเสียสิทธิ เช่น เมื่อบุคคลครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นจนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. ม. 1382 ก็จะได้ทรัพยสิทธิจาก[[การครอบครองปรปักษ์]] เป็นการได้สิทธิมาตามอายุความ หรือกรณี[[ภาระจำยอม]] เมื่อไม่ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาตาม ป.พ.พ. ม. 1399 ก็จะสิ้นสุดลง เป็นการเสียสิทธิไปตามอายุความ
อนึ่ง เมื่อบุคคลตาย กองทรัพย์สินของเขาจะเปลี่ยนไปเรียกว่า "[[กองมรดก]]" และจะตกทอดแก่ทายาทของเขา เพราะฉะนั้น ทายาทจึงจะต้องรับใช้หนี้ของผู้ตายต่อไปด้วย เว้นแต่บรรดาหนี้ที่ตามกฎหมายหรือตามสภาพแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตายอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่มีใครชำระแทนได้โดยแน่แท้ เช่น ผู้ตายหมั้นกับบุคคลอื่นไว้ เมื่อเขาตาย ใครก็ไม่สามารถไปสมรสแทนเขาได้ ในกรณีอย่างนั้น หนี้ก็จะดับสูญไปโดยสภาพ<ref name = "chit 20-21"/>
== การเกิดหนี้ ==
หนี้เกิดขึ้นเพราะนิติกรรม และนิติเหตุ<ref name = "chit 22">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 22.</ref> ทั้งสองประการนี้เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ หรือเรียกว่า '''มูลหนี้''' (source of obligation)
[[นิติกรรม]] (legal transaction) คือ การที่บุคคลกระทำลงด้วยใจสมัครและโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อก่อความสัมพันธ์ทางกฎหมายขึ้น ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว เช่น ให้[[คำมั่น]]ว่าจะขายทรัพย์สินให้ ผู้ให้คำมั่นก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำมั่น คำมั่นจึงเป็นมูลแห่งหนี้ของเขา หรืออาจเป็นความสัมพันธ์หลายฝ่าย เช่น หลายคนตกลงทำสัญญากัน คู่สัญญาก็มีหน้าที่ต่อกันตามสัญญา สัญญาจึงชื่อว่าเป็นมูลแห่งหนี้ของคู่สัญญาเหล่านั้น
ส่วนนิติเหตุ (legal cause) คือ เหตุที่ทำให้บุคคลเกิดมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายขึ้น อันเป็นเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าเขาจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม เหตุเช่นนี้แบ่งเป็นสี่ประเภท คือ [[ละเมิด]] (tort), [[จัดการงานนอกสั่ง]] (agency without authorisation), [[ลาภมิควรได้]] (unjust enrichment) และบุคคลสถานะ เช่น หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตร<ref name = "chit 22"/><ref>ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552: 17.</ref> เป็นต้นว่า แพรวพราวคุยโทรจิตกับเพื่อนขณะขับรถยนต์อยู่บนถนนหลวง จึงชนรถโดยสารสาธารณะเข้าอย่างจัง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน แพรวพราวชื่อว่าทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายเพราะกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ การละเมิดของแพรวพราวเป็นนิติเหตุซึ่งก่อให้แพรวพราวมีหนี้ คือ ความจำเป็นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
== บุคคลในหนี้ ==
== ผลแห่งหนี้ ==
เมื่อหนี้เกิดขึ้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ในอันที่จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กันนั้นได้เกิดมีขึ้นแล้ว และด้วยความสัมพันธ์นี้ เจ้าหนี้มี[[การเรียกชำระหนี้|สิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้]]ได้ เว้นแต่หนี้บางชนิดที่เรียกกันไม่ได้ คือ [[หนี้โดยธรรม]] (natural obligation) กับหนี้พ้นวิสัย (impossible obligation)<ref name = "chit 23">จิ๊ด เศรษฐบุตร; 2554, กรกฎาคม: 23.</ref>
สิ่งที่เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระแก่ตนนั้น เรียกว่า [[วัตถุแห่งหนี้]] (subject matter of obligation) เช่น ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาทรัพย์สินซื้อขาย วัตถุแห่งหนี้ก็ได้แก่ เงินที่ผู้ซื้อจ่ายเพื่อชำระราคา<ref name = "chit 23"/>
== เชิงอรรถ ==
{{reflist|3}}
----
{{ท้ายเรื่อง
| ถัดไป = [[หนี้/วัตถุแห่งหนี้|วัตถุแห่งหนี้]]
}}
{{หนี้}}
[[หมวดหมู่:หนี้]]All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?oldid=16344.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|