Difference between revisions 49281 and 117721 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|<<]]
{{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}}
(หน้าที่ 36)




:กามาวจรชวนะของกามาวจรสัตว์ทั้งหลาย  วิปากวิญญาณนี้นั้น  เป็นจิตควรแก่ความเป็นไปในอารมณ์ของภวังค์  ในที่สุดแห่งชวนะ  (แต่)  เพราะมันทำอารมณ์ของชวนะนั้นให้เป็นอารมณ์เป็นไปอีก  จึงเรียกว่าตทารัมมณะ  (มีอารมณ์ของชวนะนั้นเป็นอารมณ์)

:ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๑  ดวง  ด้วยอำนาจแห่งตทารัมมณะ  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''๑๔.  จุติ'''

:ก็แล  ในที่สุดแห่งตทารัมมณะ  ภวังค์นั่นเองเป็นไปอีก  ครั้นภวังค์ขาดวิถีวิญญาณมีอาวัชชนะเป็นต้น  ก็เป็นไปอีกแล

:จิตตสันดานที่มีปัจจัย  อันได้แล้วอย่างนี้  ย่อมเป็นไปแล้ว ๆ  เล่า ๆ  ด้วยอำนาจแห่งจิตนิยม  คืออาวัชชนะย่อมมีในลำดับแห่งภวังค์  วิญญาณกิจมีการเห็น  (รูป)  เป็นต้น  ย่อมมีในลำดับแห่งอาวัชชนะดังนี้เป็นอาทิอยู่นั่นเอง  จนกว่าภวังค์ในภพหนึ่งจะสิ้นไป  จริงอยู่ในภพหนึ่ง  ภวังคจิตดวงใดเป็นดวงสุดท้ายภวังคจิตดวงนั้น  ท่านเรียกว่า  จุติจิต  เพราะเคลื่อนไปจากภพนั้น  ฉะนั้น  แม้จุติจิตนั้นก็มี ๑๙  ดวงเหมือนกันกับปฏิสนธิจิตและภวังคจิต

:ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๙  ดวง  ด้วยอำนาจแห่งจุติ  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้

:จิตตสันดานอันไม่ขาดสายของสัตว์ทั้งหลาย  ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในภพ  คติ  ฐิติ  และนิวาสทั้งหลาย  ย่อมเป็นไปดังนี้  คือ  จากจุติก็ปฏิสนธิอีก  ต่อปฏิสนธิก็ภวังค์อีกอยู่นั่นเอง  แต่ในสัตว์ทั้งหลายนั้นท่านผู้ใดได้บรรลุพระอรหันต์  เมื่อจุติของท่านดับแล้ว  จิตก็เป็นอันดับทีเดียวแล

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดาร  ในวิญญาณขันธ์



'''เวทนาขันธ์'''

:บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  “เวทนา  ที่เรียกว่าเวทนาขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์เป็นลักษณะทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ต่อไปนี้ –





(หน้าที่ 37)




:ธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์  เป็นลักษณะ  ก็คือเวทนานั่นเอง  ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  “ดูกรอาวุโส  เพราะเหตุที่ธรรมชาตินั้นย่อมเสวยรสอารมณ์ย่อมรู้สึกสุขทุกข์ เพราะเหตุนั้น  จึงเรียกว่าเวทนา”  ดังนี้



'''เวทนา ๑  เวทนา ๓'''

:เวทนานั้นเมื่อว่าตามสภาพก็มีอย่างเดียว  โดยลักษณะคือเสวยรสอารมณ์  เมื่อว่าโดยชาติ  มี ๓  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต  ในเวทนา ๓  นั้น  พึงทราบว่า  เวทนาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณที่กล่าวไว้โดยนัยว่า  “กามาวจรวิญญาณมี ๘  โดยต่างแห่งโสมนัส  อุเบกขา  ญาณ  และสังขาร”  ดังนี้เป็นต้น  จัดเป็นกุศล  เวลาที่สัมปยุตด้วยอกุศล ก็จัดเป็นอกุศล  เวลาที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตจัดเป็นอัพยากฤตวิญญาณ



'''เวทนา ๕'''

:เวทนานั้นเมื่อแยกตามสภาวะก็มี ๕  คือ  สุข  ทุกข์  โสมนัส  โทมนัส  อุเบกขา  ในเวทนา ๕  นั้น  สุขสัมปยุตด้วยกายวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก  ทุกข์สัมปยุตด้วยกายวิญญาณที่เป็นอกุศลวิบาก  โสมนัสสัมปยุตด้วยวิญญาณ ๖๒  คือ  ฝ่ายกามาวจร  วิญญาณกุศล ๔  สเหตุกวิบาก ๔  อเหตุกวิบาก ๑  สเหตุกกิริยา ๔  อเหตุกกิริยา ๑ อกุศล ๔  (เป็น ๑๘)  ฝ่ายรูปาวจรวิญญาณ  กุศล ๔  เว้นปัญจมฌานวิญญาณ  วิบาก ๔  กิริยา ๔  (เป็น ๑๒)  ฝ่ายโลกุตตรวิญญาณ  ที่ไม่ประกอบด้วยฌานหามีไม่  เหตุนั้น  โลกุตตรวิญญาณ ๘  จึงเป็นโลกุตตรวิญญาณ ๔๐  ด้วยอำนาจแห่งฌาน ๕  ในโลกุตตรวิญญาณ ๔๐  นั้น  เว้นวิญญาณที่เป็นไปในปัญจมฌาน ๘  เสีย  เหลือกุศลวิบาก  ๓๒  (รวม ๖๒)  โทมนัสสัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ ๒  อุเบกขาสัมปยุตวิญญาณ ๕๕  ที่เหลือ



'''ลักษณะเป็นต้น  ของเวทนา ๕'''

:ในเวทนา ๕  นั้น  สุขมีการเสวยโผฏฐัพพะอันน่าปรารถนาเป็นลักษณะ  มีอันเพิ่มสัมปยุตธรรมทั้งหลายเป็นกิจ  มีความสบายทางกายเป็นผล  มีกายินทรีย์เป็นเหตุใกล้  ทุกข์มีการเสวยโผฏฐัพพะที่ไม่น่าปรารถนาเป็นลักษณะ  มีลดสัมปยุตธรรมทั้งหลายลงเป็นกิจ  มี





(หน้าที่ 38)




:ความไม่สบายทางกายเป็นผล  มีกายินทรีย์เป็นเหตุใกล้  โสมนัสมีการเสวยอิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ  มีการเสวยสุขด้วยอาการพอใจไม่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกิจ  มีความสบายใจเป็นผล  มีความระงับแห่งนามกายเป็นเหตุใกล้  โทมนัสมีการเสวยอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ  มีการเสวยทุกข์ด้วยอาการไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกิจ  มีความไม่สบายใจเป็นผล  มีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้โดยส่วนเดียวเท่านั้น  อุเบกขามีการเสวยมัชฌัตตารมณ์เป็นลักษณะ  มีการไม่เพิ่มและไม่ลดสัมปยุตธรรมเป็นกิจ  มีความละเอียดเป็นผล  มีจิตที่ปราศจากปีติเป็นเหตุใกล้

:นี้คือ  กถามุขอย่างพิสดารในเวทนาขันธ์



'''สัญญาขันธ์'''

:บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ว่า  “สัญญาขันธ์ที่เรียกอย่างนั้น  เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ดังนี้

:อันธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะ  ก็คือสัญญานั่นเอง  ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  “ดูกรอาวุโส  เพราะเหตุที่รู้จำได้นั้น  จึงเรียกว่าสัญญา”  ดังนี้



'''สัญญา ๑  สัญญา ๓'''

:สัญญาว่าตามสภาพก็มีอย่างเดียวโดยลักษณะคือจำได้  แต่ว่าโดยชาติมี ๓  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต  ในสัญญา ๓  นั้น  สัญญาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศลสัญญา  ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล  สัญญาที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณจัดเป็นอัพยากฤต  เพราะว่าวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยสัญญาหามีไม่  ฉะนั้น  ประเภทแห่งวิญญาณมีเท่าใด  ประเภทแห่งสัญญาก็มีเท่านั้นแล



'''ลักษณะเป็นต้นแห่งสัญญา'''

:สัญญามีประเภทเท่ากันกับวิญญาณ  เมื่อว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นต้น  สัญญาทั้งปวงนั้นมีความจำได้เป็นลักษณะ  มีการทำเครื่องหมายไว้จำต่อไปว่า  “นั่นคือสิ่งนั้น”  เป็นกิจ  ดังช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ในตัวไม้เป็นอาทิ  มีการทำความมั่นใจตามเครื่องหมาย





(หน้าที่ 39)




:ที่ยึดไว้เป็นผล  ดังคนตาบอดคลำช้าง  มั่นใจตามเครื่องหมายที่ตนจับได้  มีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นเหตุใกล้  ดังความจำที่เกิดขึ้นแก่ลูกเนื้อ  ในหุ่นคนที่ผูกด้วยหญ้าว่าเป็นคนจริง ๆ ฉะนั้นแล

:นี้เป็นกถามุขอย่างพิสดารในสัญญาขันธ์



'''สังขารขันธ์'''

:ส่วนข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  “สังขารขันธ์พึงทราบว่าเรียกอย่างนั้น  เพราะรวมธรรมชาติมีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ดังนี้  บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

:ธรรมชาติที่ทำให้เป็นกลุ่มชื่อว่ามีการประสมเป็นลักษณะ  ธรรมชาตินั้นคืออะไร ? คือสังขารนั่นเอง  ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะธรรมเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งที่เป็นสังขตะแล  จึงได้ชื่อว่า  สังขาร  (แปลว่าธรรมผู้ประสม)”  ดังนี้



'''ลักษณะแห่งสังขาร'''

:สังขารเหล่านั้น  มีการประสมเป็นลักษณะ  มีการประมวลเข้าเป็นกิจ  มีความเผยออกไปเป็นผล  มีขันธ์ ๓  ที่เหลือเป็นเหตุใกล้



'''สังขาร  ๑  สังขาร  ๓'''

:สังขารทั้งหลาย  แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะเป็นต้นด้งกล่าวมานี้  แต่ว่าโดยชาติก็เป็น ๓  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต  ในสังขาร ๓  นั้น  สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศล  ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล  สังขารที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤต  จัดเป็นอัพยากฤต



'''กุศลสังขาร ๓๖'''

:ในสังขารเหล่านั้น  ก่อนอื่น  สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณ  ดวงที่ ๑  (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต  ญาณสัมปยุต  อสังขาร)  มี ๓๖  คือ  เป็นนิยตะ  มาในบาลี





(หน้าที่ 40)




:โดยรูปของตน  (คือไม่ปะปน)  ๒๗  เป็นเยวาปนกะ ๔  เป็นอนิยตะ ๕  ในสังขาร ๓๖  นั้นสังขาร ๒๗  คือ  ผัสสะ  เจตนา  วิตก  วิจาร  ปีติ  วิริยะ  ชีวิต  สมาธิ  สัทธา  สติ  หิริ โอตัปปะ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ  กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตตลหุตา  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา  กายกัมมัญญตา  จิตตกัมมัญญตา  กายปาคุญญตา  จิตตปาคุญญตา  กายุชุกตา  จิตตุชุกตา  เหล่านี้เป็นนิยตะ  มาในบาลี  โดยรูปของตน  สังขาร ๔  คือ  ฉันทะ  อธิโมกข์  มนสิการ  ตัตรมัชฌัตตตา  นี้เป็นเยวาปนกะ  (เป็นกุศลก็ได้  อกุศลก็ได้)  สังขาร ๕  คือกรุณา  มุทิตา  กายทุจริตวิรัติ วจีทุจริตวิรัติ มิจฉาชีววิรัติ นี้เป็นอนิยตะ  เพราะ  สังขาร ๕  นั้นย่อมเกิดในบางครั้ง  แม้เมื่อเกิดเล่าก็หาเกิดร่วมกันไม่  (จึงชื่อว่าอนิยตะ)



'''อรรถาธิบายสังขาร ๓๖  และนิยตสังขาร  ๒๗'''

๑.  ผัสสะ

:วินิจฉัยในบทเหล่านั้น  สภาวธรรมใดย่อมถูกต้อง  เหตุนั้น  สภาวธรรมนั้นจึงชื่อว่า  ผัสสะ  (ผู้ถูกต้อง)  ผัสสะนี้นั้น  มีการถูกต้องเป็นลักษณะ  มีการทำให้กระทบกันเป็นกิจ  มีการร่วมกันเข้า  (แห่งจิตกับอารมณ์)  เป็นผล  มีอารมณ์ที่มาปรากฏ  (แห่งจิต)  เป็นเหตุใกล้

:จริงอยู่  ผัสสะนี้แม้เป็นอรูปธรรม  ก็ย่อมเป็นไปในอารมณ์  ด้วยอาการ  (ดุจ)  ถูกต้อง  (จึงว่ามีการถูกต้องเป็นลักษณะ)  อนึ่ง  ผัสสะนั้น  แม้ไม่ติดอยู่  (ที่ไหน)  สักแห่ง  ก็ยังจิตและอารมณ์ให้กระทบกันได้  ดังรูปกระทบจักษุและเสียงกระทบหูฉะนั้น  (จึงว่า  มีการทำให้กระทบกันเป็นกิจ)  ชื่อว่ามีการร่วมกันเข้าเป็นปัจจุปัฏฐาน  เพราะปรากฏด้วยอำนาจเหตุของตน  กล่าวคือติกสันนิบาต  (ความร่วมกันเข้าแห่งธรรม ๓  คือ  อายตนะภายใน  อายตนะภายนอก  และวิญญาณ)  ชื่อว่ามีอารมณ์ที่มาปรากฏเป็นปทัฏฐาน  เพราะเกิดขึ้นในอารมณ์ที่สมันนาหาร  (การประมวลความคิด)  อันควรแก่ผัสสะนั้นและอินทรีย์ด้วย  (ช่วยกัน)  แต่ให้โดยไม่มีระหว่างทีเดียว

:แต่ว่าโดยความเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา  ผัสสะนี้  บัณฑิตพึงเห็นเป็นดังแม่โคหนังเปิกเถิด


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๔๑ - ๔๕|>>]]



==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ]] (หน้าก่อน)