Difference between revisions 49318 and 49319 on thwikisource::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ|<<]] (หน้าที่ 254) == ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ== แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ด้วยการข้ามพ้นความสงสัย ……………….. '''(๒. ปัจจยปริคคหญาณ)''' :ส่วนว่า ญาณซึ่งข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป (ดังกล่าวมาแล้ว) นั้นนั่นแล ชื่อว่า '''กังขาวิตรณวิสุทธิ''' คือ ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย :พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุ'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''นั้น รำพึงถึงการค้นหา'''เหตุ'''และ'''ปัจจัย'''ของนามและรูปนั้นอยู่ เหมือนนายแพทย์ผ่าตัดผู้ฉลาด ครั้นเห็นโรคก็ค้นหาสมุฏฐานของโรคนั้นอยู่ ก็หรือ เหมือนบุรุษผู้มีเมตตา ครั้นเห็นเด็กเล็กอ่อนวัยนอนหงายแบเบาะอยู่ในตรอก จึงรำพึงอยู่ว่า “เด็กนี้เป็นบุตรน้อยของใครหนอ” ฉะนั้นนั่นเทียว '''(กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของนามและรูป)''' :พระภิกษุนั้นเห็นเป็นแน่แท้มาแต่ต้นเลยดังนี้ว่า “ก่อนอื่น นามและรูปนี้จะไม่มีเหตุหามิได้ เพราะนามและรูปทุกอย่าง ถึงความเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันทั้งหมดในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ (นามและรูปนั้น) จะมีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นเป็นเหตุ หามิได้ เพราะนอกไปจากนามและรูปแล้ว หามีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นไม่ เพราะถึงแม้ศาสดาพวกใดจะกล่าว (ทึกทักเอา) ว่า นามรูปเป็นประมาณนั่นแหละ คือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้น นามและรูปที่เขากล่าวว่าคือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้นของพวกศาสดาเหล่านั้น ก็ถึงภาวะเป็นของหาเหตุมิได้ เพราะฉะนั้น นามและรูปนั้นต้องมีเหตุมีปัจจัย เหตุและปัจจัยเหล่านั้นคืออะไรหนอแล” ดังนี้ (หน้าที่ 255) :พระภิกษุนั้นครั้นรำพึงถึงเหตุและปัจจัยของนามและรูปอย่างนี้แล้ว ก็กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของรูปกายนี้ก่อนอย่างนี้ว่า “กายนี้เมื่อเกิดขึ้นมา มิได้เกิดขึ้นภายในดอกบัวอุบล (บัวขาบ) ดอกบัวปทุม (บัวหลวง) ดอกบัวบุณฑริก (บัวขาว) และดอกบัวจงกลนี (บัวแดง) อันมีกลิ่นหอมเป็นต้น มิได้เกิดขึ้นภายในแก้วมณีและแก้วมุกดาหารเป็นต้น หากแต่เกิดขึ้นในระหว่างกระเพาะอาหารใหม่และกระเพาะอาหารเก่า เอาพื้นท้องไว้ข้างหลัง เอากระดูกสันหลังไว้ข้างหน้า แวดวงไว้ด้วยไส้ใหญ่และไส้น้อย แม้ตัวเองก็ปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น อยู่ในที่คับแคบมาก ซึ่งปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น ดุจตัวหนอนที่เกิดขึ้นในปลาเน่า ในขนมบูด ในบ่อน้ำครำ และในหลุมโสโครก เป็นต้น รูปซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้นั้น มีธรรมเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ๕ อย่าง ได้แก่ ธรรม ๔ อย่าง คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ อุปาทาน ๑ กรรม ๑ เหล่านี้เป็นเหตุ เพราะเป็นผู้ให้เกิดขึ้น (และ) อาหารเป็นปัจจัย เพราะเป็นผู้อุปถัมภ์ ๑ แม้ในธรรมเหล่านั้น ธรรม ๓ อย่าง มีอวิชชาเป็นต้น เป็นที่เข้าอยู่อาศัยของกายนี้ เปรียบเหมือนมารดาเป็นที่เข้าอยู่อาศัยของทารก กรรมเป็นผู้ให้เกิด เปรียบเหมือนบิดาเป็นผู้ทำให้บุตรเกิด อาหารเป็นผู้ค้ำจุน (กายนี้) ให้ธำรงอยู่ เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงคอยอุ้มชูทารก พระภิกษุนั้นครั้นกำหนดรู้ปัจจัยของรูปกายอย่างนี้แล้ว จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามกายต่อไปอีก โดยนัยเป็นต้นว่า “จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูปทั้งหลาย”<sup>๑</sup> ดังนี้ '''(ละความสงสัย ๑๖ ประการ)''' :พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า “นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน (ปัจจุบัน) บัดนี้ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัย ฉันนั้น” เมื่อพระภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยแม้ทุกอย่าง คือ ความสงสัยซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (คือ อดีตกาล) แล้วกล่าวไว้ ๕ อย่างดังนี้ว่า :'''๑. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ?''' :'''๒. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?''' :'''๓. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?''' <sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๒๒๖, สํ.สฬา. ๑๘/๓๙.⏎ (หน้าที่ 256) :'''๔. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ ?''' :'''๕. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>''' :อีกทั้งความสงสัย ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องปลาย (คือ อนาคตกาล) แล้วกล่าวไว้ ๕ อย่าง ดังนี้ว่า :'''๑. ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจักเป็นหรือหนอ ?''' :'''๒. ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจักไม่เป็นหรือหนอ ?''' :'''๓. ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจักเป็นอะไรหนอ ?''' :'''๔. ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจักเป็นอย่างไรหนอ ?''' :'''๕. ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>''' :อีกทั้งความสงสัยซึ่งท่านปรารภกาลปัจจุบัน ก็หรือว่าเป็นผู้มีความสงสัยภายในปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้ แล้วกล่าวไว้ (อีก) ๖ อย่างดังนี้ว่า :'''๑. ข้าพเจ้าเป็นอยู่หรือหนอ ?''' :'''๒. ข้าพเจ้าจักมิได้เป็นอยู่หรือหนอ ?''' :'''๓. ข้าพเจ้าเป็นอะไรอยู่หนอ ?''' :'''๔. ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรอยู่หนอ ?''' :'''๕. สัตว์นี้มาจากไหนหนอ ?''' :'''๖. สัตว์นั้นจักไปไหนหนอ ?<sup>๑</sup>''' '''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปอีกวิธีหนึ่ง)''' :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นปัจจัย ๒ อย่างของนาม โดยทางสาธารณปัจจัยและอสาธารณปัจจัย เห็นปัจจัย ๔ อย่างของรูป โดยทางเหตุมีกรรมเป็นต้นว่า “ความจริง ปัจจัยของนามมี ๒ อย่าง คือ สาธารณะ ๑ และอสาธารณะ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น ทวาร ๖ มีจักษุเป็นต้น (และ)อารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น เป็นสาธารณปัจจัยของนาม เพราะเป็นไปแก่นามแม้ทุกประการ ตามความแตกต่างมีนามที่เป็นกุศลเป็นต้น ส่วนธรรม (อื่น) มีมนสิการ (คือความใส่ใจ) <sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๑๔ (หน้าที่ 257) เป็นต้น เป็นอสาธารณปัจจัย เพราะธรรมมีโยนิโสมนสิการและการฟังธรรมเป็นต้น เป็นปัจจัยของนามเฉพาะที่เป็นกุศลเท่านั้น ธรรมตรงกันข้ามเป็นปัจจัยของนามอกุศล แต่กรรมเป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นวิบาก และภวังค์เป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นกิริยา” “ส่วนกรรม จิต ฤดู อาหาร ๔ อย่าง ซึ่งมีกรรมเป็นต้นนี้เป็นปัจจัยของรูป ใน ๔ อย่างนั้น กรรมเฉพาะที่เป็นอดีตเท่านั้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน จิตเมื่อเกิดขึ้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ส่วนฤดูและอาหารเป็นปัจจัยของรูปที่มีฤดูและอาหารเป็นสมุฏฐานในขณะ (รูปนั้น) ตั้งอยู่” ดังนี้ :พระภิกษุรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปด้วยอาการดังกล่าวนี้ ครั้นเธอเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยอย่างนี้แล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า “นามและรูปนี้ ในบัดนี้เป็นไปอยู่อย่างใด แม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย แม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยอย่างนั้น” เมื่อพระภิกษุนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ ก็ละเสียได้ซึ่งความสงสัยในกาลแม้ทั้ง ๓ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล '''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาท)''' :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งครั้นเห็นสังขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้นแล ถึงความชรา และเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนี้ว่า “ที่เรียกว่า ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมีนามและรูป นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชา” ดังนี้ ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยกล่าวแล้วนั่นแล :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันแต่โดยอนุโลมซึ่งแสดงไว้พิสดารข้างต้นแล้ว<sup>๑</sup> (มีอาทิ) “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร” ด้วยประการฉะนี้แล ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล <sup>๑</sup> ในตอนกล่าวถึง '''ปฏิจจสมุปบาท''' ใน '''ปัญญาภูมินิเทศ''' ข้างต้น (หน้าที่ 258) '''(กำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์)''' :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์อย่างนี้ว่า “ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน ได้แก่สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ภพ ๑ ในกรรมภพก่อนเหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้ :ธรรม ๕ อย่าง คือ ปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่วิญญาณ ๑ การก้าวลง (ในครรภ์มารดา) ได้แก่นามรูป ๑ ประสาท ได้แก่อายตนะ ๑ สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง ได้แก่ผัสสะ ๑ การเสวยอารมณ์ ได้แก่เวทนา ๑ ในอุปปัตติภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะ ได้แก่อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำ ได้แก่สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป” ดังนี้ '''(ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด)<sup>๑</sup>''' :ในกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์นั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ: :'''๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้''' :'''๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า''' :'''๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบ ๆ ไป''' :'''๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว''' :ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) '''ชวนวิถี''' เดียวกันนั้น '''ชวนเจตนา''' ดวงแรก เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม มีชื่อเรียกว่า '''ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม''' ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้น ก็มีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ “ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ <sup>๑</sup> ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒ (หน้าที่ 259) ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑ <sup>๑</sup> “ ส่วน ชวนเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์ มีชื่อเรียกว่า '''อุปปัชชเวทนียกรรม''' อุปปัชชเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า '''อปราปรเวทนียกรรม''' อปราปรเวทนียกรรม นั้นได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคตให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขารอยู่ ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม :ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ :'''๑. ครุกรรม กรรมหนัก''' :'''๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน''' :'''๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน''' :'''๔. กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ''' :บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ตาม ในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่น มาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้นก็ตาม หรือมหัคคตกรรม<sup>๒</sup> ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผลก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกัน กรรมใดที่เคยชินเช่นความเป็นผู้มีศีลดีก็ตาม หรือความเป็นผู้ทุศีลก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเราระลึกได้ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือกรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่า บุคคลผู้ใกล้จะตายสามารถระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วนกรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆ มีชื่อเรียกว่ากตัตตากรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่างเหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ :ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ :'''๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด''' :'''๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน''' :'''๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น''' :'''๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน''' <sup>๑</sup> ขุ.ปฏิ.๓๑/๔๑๔ <sup>๒</sup> ได้แก่ รูปาวจรกุศล และอรูปาวจรกุศล (หน้าที่ 260) บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อว่าชนกกรรม เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ในกามภพ ในรูปภพและในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรมเมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นนำให้เกิดขึ้น มิให้ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรมไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้วทำโอกาสให้แก่ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว :ลำดับของกรรมและลำดับของวิบากของกรรม ๑๒ อย่าง ดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง เฉพาะแก่ '''กัมมวิปากญาณ''' ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทศ เพราะฉะนั้นจึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลักด้วยประการฉะนี้ :พระภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบรรจุกรรม ๑๒ อย่างนี้เข้าไว้ในกัมมวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้แล้วทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์ด้วยประการดังกล่าวนั้น พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า “นามและรูปนี้ ในบัดนี้ ก็เป็นไปอยู่โดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์ ถึงแม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์เช่นกัน เหมือนกันฉันนั้น ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม ทั้งกัมมวัฏฏ์และทั้งวิปากวัฏฏ์ ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้ :'''กมฺมวิปากา วตฺตนฺติ วิปาโก กมฺมสมฺภโว''' :'''กมฺมา ปุนพฺภโว โหติ เอวํ โลโก ปวตฺตติ.''' ::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๒๖๑ - ๒๖๗|>>]] ==ดูเพิ่ม== **[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก) **[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=49319.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|