Difference between revisions 49329 and 117726 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|<<]]
{{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}}
(หน้า56)



:สังขาร ๑๘  ที่กล่าวมานี้แล  บัณฑิตพึงทราบว่า  ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณที่เป็นโทสมูลดวงที่ ๑  ก็แลสังขารที่ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณโทสมูลดวงที่ ๑  ก็แลสังขารที่ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณโทสมูลดวงที่ ๑  เป็นฉันใด  แม้ที่ถึงความสัมปโยคกับโทสมูลดวงที่ ๒ ก็ฉันนั้น  แต่ความแปลก  (ในดวงที่ ๒ นี้)  ก็คือเป็นสสังขารและในพวกอนิยตะมีถีนมิทธะด้วย



'''อกุศลสังขารโมหมูล  ๑๓'''

:ส่วนในโมหมูล ๒  (ว่า)  ทางวิจิกิจฉาสัมปยุตก่อน  สังขาร  (เป็นวิจิกิจฉาสัมปยุต)  ๑๓  คือ  (เป็นนิยตะ)  มาโดยรูปของตน  ๑๑  คือ  ผัสสะ  เจตนา  วิตก  วิจาร  วิริยะ  ชีวิต  จิตตฐิติ  (ความหยุดแห่งจิต)  อหิริกะ  อโนตตัปปะ  โมหะ  วิจิกิจฉา  และเป็นเยวาปนกะ ๒  คือ  อุทธัจจะและมนสิการ  ในคำเหล่านั้น  คำว่า  จิตตฐิติ  หมายเอาอาการสักว่าความหยุดแห่งปวัตติจิต  (เป็นขณะ ๆ)  ไก้แก่  สมาธิอย่างอ่อน


:ความแน่ใจปราศไปแล้ว  เหตุนั้นจึงชื่อว่าวิจิกิจฉา  วิจิกิจฉานั้นมีความสงสัยเป็นลักษณะ  มีอันไหวไปเป็นกิจ  มีอันไม่ชี้ขาดเป็นผล  นัยหนึ่งว่า  มีอันถือเอาหลายอย่างเป็นผล  มีความทำในใจโดยไม่ถูกทางในเพราะความลังเลเป็นเหตุใกล้

:วิจิกิจฉานี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  เป็นธรรมชาติอันทำอันตราย  (ขัดขวาง)  แก่การปฏิบัติ

:สังขาร  (วิจิกิจฉาสัมปยุต)  ที่เหลือ  ก็มีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล


:(ว่า)  ทางอุทธัจจสัมปยุต  ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในวิจิกิจฉาสัมปยุต  เว้นวิจิกิจฉาสังขารที่เหลือ ๑๒  เป็นอุทธัจจสัมปยุต  แต่เพราะในอุทธัจจสัมปยุตนี้  ไม่มีวิจิกิจฉาอธิโมกข์  (ความตัดสินใจ)  จึงเกิดขึ้น  รวมกับอธิโมกข์นั้นก็เป็น ๑๓  เหมือนกัน  และเพราะมีอธิโมกข์ร่วม  (จิตตฐิติ)  จึงเป็นสมาธิมีกำลังมากกว่า  อนึ่ง  อุทธัจจะใดในอุทธัจจสัมปยุตนี้  อุทธัจจะนั้นมาโดยรูปของตนแท้  อธิโมกข์และมนสิการ  มาโดยเป็นเยวาปนกะแล

:สังขารที่เป็นอกุศลทั้งหลาย  พึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนี้





(หน้า 57)




'''อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบาก'''


'''อเหตุกวิบาก'''

:ในอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  อันดับแรก  อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบากมี ๒  โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ  ใน ๒  อย่างนั้น  อัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยอเหตุกวิปากวิญญาณจัดเป็นอเหตุกสังขาร  ในอเหตุกสังขารทั้งหลายนั้น  ข้อแรก  สังขารที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากมี ๕  คือ  สังขารที่มาโดยรูปของตน ๔  คือ  ผัสสะ  เจตนา  ชีวิต  จิตตฐิติ  ที่เป็นเยวาปนกะมีแต่มนสิการอย่างเดียว  แม้ที่สัมปยุตด้วย  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  และกายวิญญาณ  ก็ ๕  นั่นแหละ  ในมโนธาตุที่เป็นวิบากทั้งสองฝ่าย  (คือทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล)  มี ๘  คือสังขาร ๕  นั้น  และ  วิตก  วิจาร  อธิโมกข์ด้วย  แม้ในอเหตุกมโนวิญญาณธาตุทั้ง ๓  (คืออุเบกขาสหรคต  สุขสหรคต  โสมนัสสหรคต)  ก็อย่างนั้น  แต่ในอเหตุกมโนวิญญาณธาตุนี้  มโนวิญญาณธาตุใดเป็นโสมนัสสหรคต  ปีติ  (ที่เกิด)  พร้อมกับมโนวิญญาณธาตุนั้น  พึงทราบว่า  เป็นอธิกปีติ  (ปีติยิ่ง)



'''สเหตุกวิบาก'''

:ส่วนอัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยสเหตุกวิปากวิญญาณ  จัดเป็นสเหตุกสังขาร  ในสเหตุกสังขารทั้งหลายนั้น  ข้อแรก  สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรวิปากวิญญาณ ๘  ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณ ๘  นั่นเอง  แต่กรุณาและมุทิตาใดในจำพวกนิยตสังขาร  กรุณาและมุทิตานั้นไม่มีในพวกวิปากสังขาร  เพราะกรุณาและมุทิตาเป็นสัตตารมณ์  (มีสัตว์เป็นอารมณ์)  ฝ่ายกามาวจรวิปากสังขารทั้งหลาย  เป็นปริตตารมณ์  (มีกามาวจรธรรมเป็นอารมณ์)  ส่วนเดียว  และมิใช่แต่กรุณาและมุทิตาเท่านั้น  แม้วิรัติทั้งหลาย  ก็ไม่มีในพวกวิปากสังขาร  เพราะท่านกล่าวว่า  “สิกขาบท ๕  เป็นกุศลเท่านั้น”  ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  ที่สัมปยุตด้วยวิปากวิญญาณ  ที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ  ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณแห่งวิปากวิญญาณเหล่านั้นนั่นเอง





(หน้า 58)




'''อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยา'''

:แม้อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยาก็เป็น ๒  โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ  ในสองอย่างนั้น  อัพยากฤตสังขารทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นอเหตุกะ  อเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น  ก็เสมอกับสังขารที่ประกอบด้วยกุศลวิปากมโนธาตุ  และอเหตุกมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่  แต่วิริยะ  (ที่ประกอบ)  ด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่เป็นอธิกวิริยะ  (วิริยะยิ่ง)  และสมาธิก็เป็นสมาธิถึงซึ่งความมีกำลังเพราะมีวิริยะร่วม  นี่เป็นความแปลกในสังขารที่ประกอบด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่นั้น

:ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  ที่สัมปยุตด้วยสเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นสเหตุกะในสเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น  ข้อแรก  สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกิริยาวิญญาณ ๘  เว้นวิรัติ  ก็เป็นเช่นกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศล  ๘  สังขารที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรกิริยาวิญญาณและอรูปาวจรกิริยาวิญญาณเล่า  ก็เป็นเช่นสังขารที่สัมปยุตกับตัวกุศลวิญญาณแห่งกิริยาวิญญาณเหล่านั้นทุกประการเหมือนกันแล

:สังขารทั้งหลายแม้ที่เป็นอัพยากฤต  บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในสังขารขันธ์ 

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในขันธ์ทั้งหลายตามนัยแห่งภาชนีย์ในพระอภิธรรมเท่านี้ก่อน



'''ขันธวิภาคอีกนัยหนึ่ง'''

'''แจกขันธ์โดยกาลเป็นต้นตามนัยพระสูตร'''

:ก็แลขันธ์ทั้งหลาย  พระผู้มีพระภาคเจ้า  (ทรงจำแนก)  ให้พิสดารอย่างนี้ว่า  “รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้ก็ตาม  กลุ่มรูปนี้เรียกว่า  รูปขันธ์  เพราะรวบรวมรูป  (ที่แจงมา)  นั้นเข้าด้วยกัน  เวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ฯลฯ  กลุ่มเวทนานี้  เรียกว่า  เวทนาขันธ์  เพราะรวบรวมเวทนา  (ที่แจ้งมา)  นั้นเข้าด้วยกัน  สัญญา





(หน้า 59)




:ทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ฯลฯ  กลุ่มสัญญานี้เรียกว่า  สัญญาขันธ์  เพราะรวบรวมสัญญา  (ที่แจ้งมา)  นั้นเข้าด้วยกัน  สังขารทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ฯลฯ  กลุ่มสังขารนี้เรียกว่า  สังขารขันธ์  เพราะรวบรวมสังขาร  (ที่แจงมา)  นั้นเข้าด้วยกัน  วิญญาณทุกอย่าง  ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือเป็นภายนอกก็ตาม  ฯลฯ  กลุ่มวิญญาณนี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์  เพราะรวบรวมวิญญาณ  (ที่แจงมา)  นั้นเข้าด้วยกัน”  ดังนี้



'''อรรถาธิบายรูปวิภาค'''

:ในบทบาลีเหล่านั้น  บทว่า  '''ยงฺกิญฺจิ'''  ทุกอย่าง  เป็นคำ  (มีความหมายว่า)  ถือเอาหมดไม่มีเหลือ  บทว่า  '''รูป'''  รูปเป็นคำจำกัดสิ่งที่ประสงค์โดยเฉพาะด้วยบททั้งสอง  ดังนี้  ก็เป็นอันได้ทรงทำความกำหนดเอารูปอย่างไม่เหลือหลอ  ต่อนั้นจึงทรงเริ่มจำแนกรูปนั้น  โดยกาลมีอดีตเป็นอาทิ  จริงอยู่  รูปนั้น  บ้างก็เป็นอดีต  บ้างก็แตกต่างเป็นอนาคตเป็นต้นแล  นัยแม้ในขันธ์ที่เหลือมีเวทนาเป็นต้น  ก็ดุจนัยนี้



'''รูปขันธ์'''

:ในขันธ์ทั้งหลายนั้น  ข้อแรก  รูปจัดเป็นอดีตโดยส่วน ๔  ด้วยอำนาจแห่งอัทธาสันตติ  สมัย  และขณะ  ที่เป็นอนาคตและปัจจุบันก็อย่างนั้น

:ในส่วน ๔  นั้น  ว่าโดยอัทธาก่อน  ในภพหนึ่ง  รูปของบุคคลผู้หนึ่งในกาลก่อนแต่ปฏิสนธิ  จัดเป็นอดีต  รูปในกาลต่อแต่จุติไปเป็นอนาคต  รูปในระหว่างกาลทั้งสองนั้นจัดเป็นปัจจุบัน

:ว่าโดย  '''สันตติ'''  รูปอันมีอุตุ  ที่เป็นสภาคอันหนึ่งเป็นสมุฏฐาน  และมีอาการ  (ที่เป็นสภาค)  อันหนึ่งเป็นสมุฏฐาน  แม้เป็นไปด้วยอำนาจระยะกาลเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลายก็ดีจัดเป็นปัจจุบัน  รูปที่อุตุและอาหารเป็นวิสภาคเป็นสมุฏฐาน  ในกาลก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีตภายหลังแต่นั้นจัดเป็นอนาคต  ฝ่ายรูปที่เกิดแต่จิต  มีวิถีจิตหนึ่ง  ชวนจิตหนึ่ง  และสมาปัตติจิตหนึ่งเป็นสมุฏฐานจัดเป็นปัจจุบัน  รูปในกาลก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีต  รูปในกาลภายหลังนั้น





(หน้า 60)




:เป็นอนาคต  สำหรับรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน  หามีการแยกประเภทเป็นอดีตเป็นต้น  ด้วยอำนาจสันตติเป็นส่วนหนึ่งต่างหากไม่  แต่ความเป็นอดีตเป็นต้นแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้น  พึงทราบ  (ว่าเป็น)  โดยเป็นอุปถัมภกปัจจัยของรูปที่มีอุตุอาหาร  และจิตเป็นสมุฏฐาน  เหล่านั้นแหละ

:ว่า  '''โดยสมัย'''  รูปสมัยนั้น ๆ  อันเป็นไปโดยสืบต่อกันในสมัยทั้งหลายมีครู่หนึ่ง  ตอนเช้า  ตอนเย็น  และตอนกลางวันเป็นต้นจัดเป็นปัจจุบัน  รูปในสมัยก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีต  รูปในสมัยหลังแต่นั้นจัดเป็นอนาคต 

:ว่า  '''โดยขณะ'''  รูปที่เนื่องอยู่ในขณะ ๓  มีอุปปาทขณะเป็นต้นจัดเป็นปัจจุบัน  รูปก่อนนั้นจัดเป็นอนาคต  รูปหลังจากนั้นจัดเป็นอดีต  อีกอย่างหนึ่ง  รูปที่มีเหตุกิจและปัจจัยกิจล่วงไปแล้วจัดเป็นอดีต  รูปที่มีเหตุกิจเสร็จแล้วแต่ปัจจัยกิจยังไม่เสร็จ  จัดเป็นปัจจุบัน  รูปที่กิจทั้งสองยังไม่ถึงเข้าจัดเป็นอนาคต  หรือว่า  รูปในขณะทำกิจของตนเป็นปัจจุบัน  รูปก่อนนั้นเป็นอนาคต  รูปหลังนั้นเป็นอดีต

:ก็แลในกถาจำแนกรูปนี้  ขณาทิกถา  (ว่าด้วยขณะ)  อย่างเดียว  ไม่มีปริยาย  กถาที่เหลือมีปริยาย


:ประเภทรูปภายในและรูปภายนอก  มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  แต่ว่า  ในสุตตันตนัยนี้  พึงทราบว่า  แม้รูปที่มีอยู่ภายในตนของตนก็จัดเป็นภายใน  และแม้รูปที่เป็นภายในของบุคคลอื่น  ก็จัดเป็นภายนอกด้วย  ประเภทรูปหยาบและรูปละเอียด  ก็มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน

:ประเภทรูปเลวและรูปปราณีต  เป็น ๒  คือ  โดยปริยาย ๑  (คือแยกเป็นชั้นๆ)  โดยนิปปริยาย ๑ (คือไม่แยกเป็นชั้นๆ)  ใน ๒ อย่างนั้น  ความเป็นรูปเลว  และรูปประณีตโดยปริยาย  พึงทราบโดยปริยาย  คือรูปของเทพเหล่าสุทัสสา  เลวกว่ารูปของเทพเหล่าอกนิฏฐา  รูปของเทพเหล่าสุทัสสีนั้นแหละ  ประณีตกว่ารูปของเทพเหล่าสุทัสสา  ดังนี้  จนกระทั่งถึงรูปของพวกสัตว์นรก  (เลวกว่ารูปของพวกมนุษย์)  สว่นความเป็นรูปเลว  และรูปประณีตโดยนิปปริยาย  พึงทราบว่า  อกุศลวิปากวิญญาณเกิดขึ้นในรูปใด  รูปนั้นก็เป็นรูปเลว  กุศลวิปากวิญญาณเกิดขึ้นในรูปใด  รูปนั้นก็เป็นรูปประณีต


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๖๑ - ๖๕|>>]]



==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ]] (หน้าก่อน)