Difference between revisions 49866 and 117704 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]]
{{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}}
(หน้าที่ 91)



:ทั้งหลายให้มีความมุ่งหน้าต่อการละสังโยชน์ ๓  นั้นด้วย  เป็นกิจแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์  การละโดยทำสังโยชน์ที่เหลือ  มีกามราคะและพยาบาทเป็นต้นให้เบาบางลงไป  และการยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้เป็นไปในอำนาจของตนด้วยเป็นกิจแห่งอัญญินทรีย์  การละเลิกความขวนขวายในกิจ  (ละสังโยชน์)  ทั้งปวง  และความเป็นปัจจัยให้สัมปยุตธรรมทั้งหลายมีความมุ่งหน้าต่ออมตธรรมด้วยเป็นกิจแห่งอัญญาตาวินทรีย์


:พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจในอินทรีย์ทั้งหลายนี้  ดังกล่าวมาฉะนี้



โดยภูมิ

:ข้อว่า  โดยภูมิ  ความว่า  “ก็อินทรีย์ทั้งหลายนี้  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  ฆานินทรีย์  ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์  อิตถินทรีย์  ปุริสินทรีย์  สุขินทรีย์  ทุกขินทรีย์  และโทมนัสสินทรีย์ (๑๐)  เป็นกามาวจรแท้  มนินทรีย์  ชิวิตินทรีย์  อุเปกขินทรีย์  และสัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  (๘)  เนื่องไปในภูมิที่ ๔  โสมนัสสินทรีย์  เนื่องไปในภูมิ ๓  โดยเป็นกามาวจร  (ก็มี)  รูปาวจร  (ก็มี)  โลกุตตระ  (ก็มี)  อินทรีย์ ๓  ข้างท้าย  เป็นโลกุตตระแท้”

:บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยภูมิในอินทรีย์ทั้งหลายนี้  ดังกล่าวมาฉะนี้ด้วย  ด้วยว่า


:'''ภิกษุผู้ทราบอย่างนี้อยู่  จักเป็นผู้มากไปด้วยความ'''

:'''สังเวช  ตั้งอยู่ในอินทรียสังวร  กำหนดรู้อินทรีย์ทั้งหลาย'''

:'''แล้วทำที่สุดทุกข์ได้แล'''


:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย



'''สัจจนิเทศ'''

:ก็อริยสัจ ๔  คือ  ทุกขอริยสัจ  ทุกขสมุทยอริยสัจ  ทุกขนิโรธอริยสัจ  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  ชื่อว่า  สัจจะ  อันมาในลำดับแห่งอินทรีย์นั้น





(หน้าที่ 92)




'''หัวข้อวินิจฉัย'''

'''วินิจฉัยในอริยสัจอันเป็นที่ดำเนินไปแห่งพระ'''

'''ศาสนานั้น  ปราชญ์พึงทราบ  โดยวิภาค  (จำแนกอรรถ'''

'''แห่งอริยสัจ ๔)  ๑  โดยนิพจน์  (แยกคำ) ๑  โดยประเภท'''

'''แห่งลักษณะเป็นต้น ๑  โดยอรรถ  (แห่งสัจจศัพท์) ๑'''

'''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง ๑  โดยลำดับ ๑  โดย'''

'''วินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น ๑  โดยกิจแห่งฐาณ ๑  โดย'''

'''ประเภทแห่งธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายใน  (คือนับเข้าใน'''

'''อริยสัจ) ๑  โดยอุปมา ๑  โดยจตุกกะ  (เป็นและไม่เป็น'''

'''อริยสัจ ๔ นัย) ๑  โดยว่าเปล่า ๑  โดยอย่างต่าง ๆ มี'''

'''อย่างเดียว  เป็นต้น ๑  โดย  (สภาคและวิสภาค)  มีส่วน'''

'''เสมอกันและไม่เสมอกัน ๑'''



'''โดยวิภาค'''

:ในหัวข้อเหล่านั้น  ข้อว่า  '''โดยวิภาค'''  ความว่า  ก็อรรถแห่งอริยสัจมีทุกข์เป็นต้น  ท่านจำแนกเป็นอย่างละ ๔  (คือสัจจะละ ๔)  เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จไม่เป็นอื่น  ซึ่งพระโยคาวจรทั้งหลาย  ผู้ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้นพึงรู้ได้  ดังบาลีว่า  อรรถแห่งทุกข์คือความบีบคั้น (๑)….ความเป็นสังขตะ  (๑)….ความเร่าร้อน  (๑)….ความแปรเปลี่ยน  (๑)  อรรถ ๔ ประการนี้เป็นอรรถว่า  ทุกแห่งทุกขสัจ  เป็นอรรถจริงแท้  ไม่เป็นเท็จ  ไม่เป็นอื่น


:อรรถแห่งสมุทัย  คือ  ความประมวลเอาไว้ (๑)  ก่อเหตุเข้าไว้  (๑)  ผูกไว้  (๑)  พัวพันไว้  (๑) อรรถ ๔  ประการนี้  เป็นอรรถว่าสมุทัยแห่งสมุทยสัจ  เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จ  ไม่เป็นอื่น


:อรรถแห่งนิโรธ คือ  ความออกไป  (๑)  ความว่าง  (๑)  ความเป็นอสังขตะ  (๑)  ความเป็นอมตะ  (๑)  อรรถ ๔  ประการนี้เป็นอรรถว่านิโรธแห่งนิโรธสัจ  เป็นอรรถจริงแท้  ไม่เป็นเท็จ  ไม่เป็นอื่น


:อรรถแห่งมรรค คือ  ความนำออกไป  (๑)  ความเป็นเหตุ  (๑)  ความเห็น  (ตามเป็นจริง)  (๑)….ความเป็นอธิบดี  (๑)  อรรถ ๔  ประการนี้  เป็นอรรถว่า  มรรคแห่งมัคคสัจ  เป็นอรรถจริงแท้  ไม่เป็นเท็จ  ไม่เป็นอื่น





(หน้าที่ 93)




:บาลีที่กล่าวไว้  (ในที่อื่น)  ว่า  “อรรถแห่งทุกข์คือ  ความบีบคั้น  ความเป็นสังขตะ  ความเร่าร้อน  ความแปรเปลี่ยน  ความเป็นสิ่งพึงตรัสรู้”  ดังนี้เป็นต้น  ก็อย่างเดียว

:อริยสัจมีทุกข์เป็นต้น  บัณฑิตทราบด้วยอำนาจแห่งอรรถอย่างละ ๔ ๆ  ที่ท่านจำแนกไว้ดังกล่าวมาฉะนี้แล

:นี่เป็นวินิจฉัยโดยวิภาคในอริยสัจนี้เป็นอันดับแรก 



'''โดยนิพจน์'''

:ส่วนใน ๒  หัวข้อ  คือ  '''นิพฺพจจลกฺขณาทิปฺปเภทโต'''  โดยนิพจน์และประเภทมีลักษณะ  เป็นต้นนี้  พึงทราบวินิจฉัย  โดยนิพจน์  (แยกคำ)  ก่อน



'''แยกคำศัพท์ทุกข์'''

:ในคำว่า  “ทุกฺขํ”  นี้  ศัพท์ว่า  “ทุ”  นี้  ท่านถือเอาอรรถคือน่าเกลียด  จริงอยู่  ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรที่น่าเกลียด  (คือชั่ว)  ว่า  “ทุรบุตร”  ส่วนคำว่า  “'''ขํ'''”  ถือเอาในอรรถคือที่ว่างเปล่า  จริงอยู่  ที่ว่างเปล่า  คืออากาศ  เขาก็เรียกว่า  “ขํ”  อันสัจจะที่ ๑  นี้  จัดว่าน่าเกลียด เพราะเป็น  ที่ตั้งแห่งสิ่งที่เลวทรามมีอุปัทวะเป็นต้นเป็นอเนก  จัดว่าว่างเปล่า  เพราะเว้นจากความยั่งยืน  ความงาม  ความสุข  และความเป็นตนที่พาลชนคาดหมายเอา  เหตุนั้น  จึงเรียกว่า ทุกข์  เพราะน่าเกลียดและเพราะว่างเปล่าด้วย



'''แยกคำศัพท์สมุทัย'''

:ส่วน  (ในคำว่าสมุทัย)  ศัพท์ว่า  “'''สํ'''”  นี้  บ่งถึงความประกอบกันเข้า  (พึงเห็น)  ในคำว่า  “สมาคมะ  สเมตะ  (ประชุมกัน)”  เป็นต้น  ศัพท์ว่า  “อุ”  นี่บ่งถึง  ความเกิดขึ้น  (พึงเห็น)  ในคำว่า  “อุปปันนะ  อุทิตะ  (เกิดขึ้น  ขึ้นไป)”  เป็นต้น  ศัพท์ว่า  “อยะ”  บ่งถึงเหตุ  อันสัจจะที่ ๒  นี้เล่า เมื่อความประกอบกันเข้ากับปัจจัยที่เหลือมีอยู่  ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์  เหตุนั้น  จึงเรียกว่า  ทุกขสมุทัย  เพราะเมื่อมีความประกอบกันเข้า  (แห่งปัจจัย)  ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์





(หน้าที่ 94)




'''แยกคำศัพท์นิโรธ'''

:ส่วนสัจจะที่ ๓  เพราะเหตุที่  '''นิ''' -  ศัพท์บ่งถึงความไม่มี  และ  '''โรธ'''-ศัพท์  บ่งถึงคุก  เหตุนั้น  ความไม่มีแห่งที่คุมขังทุกข์ที่นับว่าคุกสังสาร(วัฏ)  ในสัจจะข้อนี้  จึงเรียกว่าทุกขนิโรธ  เพราะว่างเปล่าจากคติทั้งปวง  หรือเมื่อสัจจะข้อนี้  พระโยคาวจรได้บรรลุแล้ว  ก็เป็นอันที่ไม่มีที่คุมขัง  ทุกข์ที่นับว่าคุกสังสาร(วัฏ)  เพราะสัจจะนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์นั้น  เหตุนี้อีกประการหนึ่งเรียกว่าทุกขนิโรธ  หรือมิฉะนั้นเรียกว่า  ทุกขนิโรธ  เพราะเป็นปัจจัยแห่งความดับคือความไม่เกิดขึ้นแห่งทุกข์



'''แยกคำศัพท์นิโรธคามินีปฏิปทา'''

:ส่วนสัจจะที่ ๔  เรียกว่า  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เหตุที่สัจจะนี้ชื่อว่า  (ดำเนิน)  ไปสู่ทุกขนิโรธ  เพราะเป็นธรรมมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น  โดยที่  (มีทุกข์นิโรธนั้น)  เป็นอารมณ์  และเป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธด้วย



'''แยกคำศัพท์อริยสัจ'''

:ก็แลสัจจะทั้งหลายนี้  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า  อริยสัจ  เพราะเป็นธรรมที่พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นแทงตลอด  ดังบาลีว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสัจ ๔  นี้  อริยสัจ ๔  คืออะไรบ้าง  ฯลฯ  นี้แล  ภิกษุทั้งหลาย  อริยสัจ ๔  พระอริยทั้งหลายย่อมแทงตลอดซึ่งสัจจะเหล่านี้  เหตุนั้น  สัจจะทั้งหลายนี้เรียกว่า  อริยสัจ”

:อีกนัยหนึ่ง  เรียกว่า  อริยสัจ  เพราะเป็นสัจจะของพระอริยะก็ได้  ดังบาลีว่า  “ตถาคตเป็นพระอริยะในโลกกับทั้งเทวโลก  ฯลฯ  ในหมู่สัตว์กับทั้งสมณะ  พราหมณ์  ทั้งที่เป็นเทวดาและมนุษย์  เพราะเหตุ  (ตถาคตเป็นพระอริยะ)  นั้น  สัจจะทั้งหลายนี้  (ของตถาคต)  จึงเรียกอริยสัจ”

:หรือนัยหนึ่ง  เรียกอริยสัจ  โดยที่ความสำเร็จเป็นพระอริยะ  (มิได้)  ก็เพราะได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายนั้นก็ได้  ดังบาลีว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔  นี้ตามจริงแล้ว  พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงได้นามว่าพระอริยะ”  





(หน้าที่ 95)




:อนึ่งโสด  เรียกอริยสัจ  เพราะเป็นสัจจะอย่างอริยะก็ได้  คำว่าอริยะ  (ในอรรถนี้)  มีความหมายว่าจริงแท้  ไม่เท็จ  ไม่ลวง  ดังบาลีว่า  “นี้แล  ภิกษุทั้งหลาย  อริยสัจ ๔  เป็นความจริงแท้  ไม่เท็จ  ไม่เป็นอื่น  เพราะเหตุนั้น  สัจจะทั้งหลายนี้จึงเรียกว่า  อริยสัจ”

:วินิจฉัยโดยนิพจน์  (แยกคำ)  ในอริยสัจนี้  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



โดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น

:ถามว่า  “วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะ  เป็นต้นอย่างไร ?”  เฉลยว่า  “ก็ในสัจจะ ๔  นี้ทุกขสัจ  มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะ  มีความทำให้เร่าร้อนเป็นกิจ  มีปวัตติ  (ความเป็นไปไม่แล้วไม่รอด)  เป็นผล

:สมุทยสัจมีความก่อให้เกิดขึ้นเป็นลักษณะ  มีอันทำไม่ให้ขาดสายเป็นกิจ  มีความห่วงใยเป็นผล

:นิโรธสัจมีความสงบเป็นลักษณะ  มีความไม่เคลื่อน  (คือไม่เปลี่ยนสภาพ)  เป็นกิจ  มีความไม่มีนิมิต  (เครื่องหมายแห่งทุกข์)  เป็นผล

:มัคคสัจ  มีความนำออก  (จากคุกสังสารวัฏ)  เป็นลักษณะ  มีการทำความละกิเลสเป็นกิจ  มีความออก  (จากนิมิตและปวัตติ)  เป็นผล

:อีกนัยหนึ่ง  สัจจะ ๔  มีปวัตติ  (ความหมุนไป)  ปวัตตนะ  (เหตุให้หมุนไป)  และนิวัตติ  (ความหมุนกลับ)  เป็นลักษณะโดยลำดับกัน  อนึ่ง  มีความเป็นสังขตตัณหา  (ความกระหาย)  และความเป็นอสังขตะ  ทัสสนะ  (ความเห็นตามเป็นจริง)  เป็นลักษณะโดยลำดับกันอย่างนั้น”

:วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น  ในอริยสัจนี้  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''โดยอรรถ'''

:ส่วนใน ๒  หัวข้อคือ  '''อตฺถตฺถุทฺธารโต  เจว''' –โดยอรรถและโดยอัตถุทธาระนี้  พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ  (แห่งสัจจะศัพท์)  ก่อน


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๙๖ - ๑๐๐|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]]