Difference between revisions 49872 and 117703 on thwikisource::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]] {{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}} (หน้าที่ 96) :หากมีคำถามว่า “อะไรเป็นอรรถแห่งสัจจะ ?” ดังนี้ไซร้ คำตอบก็พึงมีว่า “สภาวะใด เมื่อพระโยคาวจรทั้งหลาย เข้าไปสอบดูด้วยปัญญาจักขุอยู่ ก็ไม่เป็นสภาวะที่วิปริต (ผิดความจริง) ไปเหมือนกล ไม่เป็นสภาวะที่ลวงดุจพยับแดด และไม่เป็นสภาวะที่ใคร ๆ หาไม่ได้ (คือไม่มี) ดังเช่นอัตตาของพวกเดียรถีย์ แต่เป็นโคจร (คือเป็นอารมณ์) แห่งอริยญาณโดยความเป็นสภาวะที่แท้ไม่วิปริตและเป็นจริงอันมีประการ(คืออาการ)เบียดเสียด ก่อให้เกิดขึ้น สงบ และนำออกไปเท่านั้น ความเป็นสภาวะที่แท้ไม่วิปริตและเป็นจริง ดังลักษณะของไฟ และดังปกติของโลกนั่น บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอรรถของสัจจะ ดังพระบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่านี่ทุกข์ นั่นเป็นคำจริงแท้ นั่นเป็น คำไม่เท็จ นั่นเป็นคำไม่ (แปรปรวน) เป็นอื่น” ดังนี้เป็นต้น ความพิสดาร บัณฑิตพึงนำมากล่าวเถิด อีกนัยหนึ่ง :'''เหตุใด ทุกข์ไม่เบียดเบียน ไม่มี สิ่งอื่น(นอก)จาก''' :'''ทุกข์เบียดเบียนก็ไม่มี เพราะเหตุนั้น ทุกข์นี่ จึงตก''' :'''ว่าเป็นสัจจะ เพราะแน่นอนในความเป็นธรรมชาติที่''' :'''เบียดเบียน''' :'''เหตุใด เว้นมัน (คือตัณหา) เสีย ทุกข์สันตะ (คือ''' :'''นิพพาน) ไม่มีความสงบนั้นก็ไม่มี เพราะเหตุนั้น''' :'''นิพพานนี่ จึงตกว่าเป็นสัจจะ เพราะแน่นอนในความ''' :'''เป็นธรรมสงบ''' :'''เหตุใด เครื่องนำออกอื่นจากมรรคไม่มีและนิยยานะ''' :'''(คือมรรค) ไม่มี แม้ธรรมเครื่องนำออกนั้นก็ไม่มี เพราะ''' :'''เหตุนั้น มรรคนั้นจึงตกว่าเป็นสัจจะ เพราะความเป็น''' :'''ธรรมเครื่องนำออก แน่แท้''' :'''บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวความแท้ความไม่คลาดเคลื่อน''' :'''และความเป็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ มีทุกข์เป็นต้นโดย''' :'''แปลกกัน ว่าเป็นอรรถแห่งสัจจะศัพท์ ด้วยประการฉะนี้''' :วินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจะศัพท์) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ (หน้าที่ 97) '''โดยอัตถุทธาระ''' :วินิจฉัยโดยอัตถุทธาระ (ระบุอรรถที่ประสงค์) อย่างไร ในข้อนี้สัจจศัพท์นี่ถือเอาในอรรถได้หลายอย่างคืออย่างไรบ้าง ? คือสัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า “'''สจฺจํ ภเณ กุชฺเฌยฺย''' บุคคลพึงพูดคำจริง ไม่พึงโกรธ” ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาใน (อรรถคือ) วาจาสัจ (จริงทางวาจา) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า “'''สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหมณา วา''' สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในสัจจะก็ดี” ดังนี้เป็นต้น ถือเอาในวิรติสัจ (จริงทางวิรัติ) สัจจะศัพท์ ในคำทั้งหลายมีคำว่า :'''กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา''' :'''ปวาทิยาเส กุสลาวทานา''' :เหตุอะไรหนอ เจ้าลัทธิทั้งหลาย ผู้สำคัญว่าตนเป็นผู้มีวาทะเป็นกุศล (คือถูกต้อง) จึงกล่าวสัจจะหลายอย่างต่างกัน ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาในทิฏฐิสัจ (จริงทางความเห็น) สัจจะศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า '''เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติยํ''' สัจจะอันหนึ่งแลไม่มีที่สอง ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาในนิพพานและมรรคด้วย อันเป็นปรมัตถสัจ (จริงโดยปรมัตถ์) สัจจะศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า '''จตุนฺนํ สจฺจานํ กตี กุสลา''' บรรดาสัจจะ ๔ สัจจะเท่าไรเป็นกุศล ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาในอริยสัจ (จริงอย่างอริยะ) แม้สัจจะศัพท์นี่ ในข้อนี้นั้นก็เป็นไปใน (อรรถคือ) อริยสัจแล :วินิจฉัยแม้โดยอัตถุทธาระในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ '''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง''' :ข้อว่า '''“โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง”''' ความว่า หากคำถามพึงมีว่า ก็เพราะเหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอริยสัจแต่ ๔ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ? ดังนี้ไซร้ คำแก้ก็พึงมีว่า เพราะไม่มีอริยสัจอื่นประการ ๑ เพราะลดออกข้อใดข้อหนึ่งก็มิได้ประการ ๑ แท้จริงอริยสัจอื่นจากอริยสัจ ๔ นั่นเป็นส่วนยิ่ง (คือเกิน) ก็ดี อริยสัจ ๔ นั่นแม้สักข้อหนึ่งพึงลดออกเสียได้ก็ดีหามีไม่ ดังพระบาลีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามในโลกนี้ จะพึงมากล่าวว่า นี่ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่น ข้าพเจ้าจักยกเลิกทุกขอริยสัจนี่เสียแล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่น (ขึ้นใหม่) ดังนี้ นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ดังนี้เป็น (หน้าที่ 98) :อาทิ (และ) ดังพระบาลี (อีกข้อหนึ่ง) ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม พึงกล่าวอย่างนี้ว่า (และ) ดังพระบาลี (อีกข้อหนึ่ง) ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ทุกขอริยสัจซึ่งพระสมณโคดมแสดงไว้นี่ ไม่ใช่อริยสัจข้อที่ ๑ ข้าพเจ้าจักบอกปัดทุกขอริยสัจที่ (ว่า) เป็นอริยสัจข้อที่ ๑ นั่นเสีย แล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่นเป็นอริยสัจข้อที่ ๑ (ขึ้นใหม่) ดังนี้ นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนี้เป็นต้น :อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกปวัตติ (ความหมุนไป) ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งเหตุ เมื่อตรัสบอกนิวัตติ (ความหมุนกลับ) เล่า ก็ตรัสพร้อมทั้งอุบายด้วย ดังนี้ จึงเป็นอันตรัสแต่ ๔ เท่านั้น เพราะมีปวัตตินิวัตติและเหตุแห่งปวัตติและนิวัตติทั้งสองนั้นเพียงเท่านั้นนัยเดียวกันนั้น ตรัสแต่ ๔ เท่านั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่พึงกำหนดรู้ ธรรมที่พึงละ ธรรมที่พึงทำให้แจ้งและธรรมที่พึงทำให้มีขึ้น ๑ แห่งวัตถุของตัณหา (ตัว) ตัณหา ความดับตัณหาและอุบายดับตัณหา ๑ แห่งอาลัย ความยินดีในอาลัย ความถอนอาลัยเสียได้ และอุบายถอนอาลัย ๑ วินิจฉัยโดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่งในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ '''โดยลำดับ''' :แม้ลำดับในข้อว่า '''“โดยลำดับ”''' นี้ ก็ได้แก่ลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน ก็ในอริยสัจ ๔ นี้ ทุกขสัจ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นข้อแรก เหตุว่ารู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบและเป็นของสาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวง สมุทยสัจ ตรัสไว้ในลำดับนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจนั้นแหละ นิโรธสัจ ตรัสต่อนั้นไป เพื่อให้รู้ว่าความดับแห่งผลย่อมมีเพราะความดับแห่งเหตุ มัคคสัจ ตรัสไว้ในที่สุด เพื่อแสดงอุบายบรรลุนิโรธสัจนั้นนัยหนึ่ง ตรัสทุกข์ก่อนเพื่อ ยังความสังเวชให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดใจในรสชาติแห่งความสุขในภพ สมุทัยตรัสในลำดับนั้นเพื่อให้ทราบว่า “ทุกข์นั้น ตัณหามิได้แต่งขึ้นก็หาไม่ มันมีขึ้นเพราะเหตุภายนอก มีพระอิศวรบันดาลเป็นต้นก็หาไม่ แต่มันมีขึ้นเพราะตัณหานี้” ต่อนั้นตรัสนิโรธเพื่อยังความโล่งใจด้วยได้เห็นนิสสารณะ ให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้มีใจสลด เพราะถูกทุกข์กับทั้งเหตุครอบงำแล้ว แสวงหาความออกไปจากทุกข์ ต่อนั้น จึงตรัสมรรคอันเป็นธรรมยังนิโรธให้ถึงพร้อม เพื่อบรรลุนิโรธแล :วินิจฉัยโดยลำดับในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ (หน้าที่ 99) '''โดยวินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น''' :ข้อว่า '''“โดยวินิจฉัย คำว่าชาติเป็นต้น”''' ความว่า ธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้นใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เมื่อทรงแจกแจงอริยสัจทั้งหลาย ได้ตรัสไว้ในนิเทศแห่งอริยสัจ ๔ ดังนี้ คือ ธรรม ๑๒ ประการตรัสไว้ในนิเทศแห่งทุกขสัจว่า “ความเกิดก็เป็นทุกข์อย่าง ๑ ความแก่ก็เป็นทุกข์อย่าง ๑ ความเศร้า ความคร่ำครวญ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์แต่ละอย่าง (นัย ๕) ความประสบเข้ากับสิ่งอันไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง ๑) ความพรากไปจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง ๑) ความที่ปรารถนาอยู่แต่ไม่ได้ก็เป็นทุกข์อย่าง ๑ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ “ตัณหา ๓ ประการตรัสไว้ในนิเทศแห่งสมุทยสัจว่า “ตัณหานี้ใด มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ ไปด้วยกันกับนันทิราคะ มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ ตัณหานี้คืออะไรบ้าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา “นิพพานอันมีประการเดียวโดยประสงค์ ตรัสไว้ในนิเทศแห่งนิโรธสัจ ดังนี้ว่า “ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ อันใด ความสละไป ความสลัดทิ้งไป ความหลุดไป ความหมดเยื่อใยแห่งตัณหานั้นนั่นแหละอันใด” ธรรม ๘ ประการ ตรัสไว้ในนิเทศแห่งมัคคสัจดังนี้ว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน ? คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้คืออะไรบ้าง คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ “ดังนี้ โดยวินิจฉัยธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้น” '''ทุกขนิเทศ''' '''วินิจฉัยศัพท์ว่าชาติ''' :วินิจฉัยในทุกขธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนี้ บัณฑิตพึงทราบ (ต่อไป) วินิจฉัยนี้เป็นอย่างไร ? ก็ศัพท์ว่าชาตินี้ มีอรรถหลายอย่าง จริงอย่างนั้น ศัพท์ว่าชาตินั่น ในคำว่า “(ระลึกชาติได้) ๑ ชาติก็มี ๒ ชาติก็มี” ดังนี้ เป็นต้น นี่มาใน (อรรถคือ) ภพ ในคำว่า “ดูกรวิสาขาสมณชาติชื่อนิครนถ์ มีอยู่” นี้มาใน (อรรถคือ) นิกาย (พวก) ในคำว่า “ชาติสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ ๒“ นี่มาใน (อรรถคือ) สังขตลักษณะ ในคำว่า “จิตดวงแรกเกิดขึ้น วิญญาณดวงแรกปรากฏขึ้นในท้องของมารดาอันใด ชาตินั้นแลอาศัยจิตดวงแรกนั้นจึงมี” นี่มาใน (อรรถคือ) (หน้าที่ 100) :ปฏิสนธิ ในคำว่า “ดูกรอานนท์ ทันทีที่พระโพธิสัตว์ชาตะ” นี่มาใน (อรรถคือ) ประสูติ (การคลอด) ในคำว่า “เป็นผู้ที่ไม่ถูกคัดค้านไม่ถูกติเตียนด้วยชาติวาทะ (ถ้อยคำปรารภชาติ)” นี่มาใน (อรรถคือ) ตระกูล ในคำว่า “ดูกรน้องหญิง เราเกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ แต่กาลใด” นี่มาใน (อรรถคือ) อริยศีล ศัพท์ว่าชาตินี้นั้น ในที่นี้พึงเห็นว่ามาในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นไปตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงออกจากท้องมารดาสำหรับสัตว์จำพวกคัพภเสยยกะ (คืออัณฑชะและชลาพุชะ) มาในปฏิสนธิขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นสำหรับสัตว์จำพวกนอกนี้ (คือสังเสทชะ และโอปปาติกะ) แม้วินิจฉัยกถาที่กล่าวมานี้เล่าก็ยังเป็นปริยายกถา (ว่าโดยอ้อม) อยู่ :เมื่อว่าโดยนิปริยาย (โดยตรง) ขันธ์ทั้งหลายใด ๆ ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดอยู่ในภพนั้น ๆ ความปรากฏขึ้นทีแรกแห่งขันธ์นั้น ชื่อว่าชาติ :ก็แลชาตินี้นั้น มีความเกิดที่แรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ มีการมอบให้เป็นรส มีความผุดขึ้นในภพนี้จากอดีตภพเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความวิจิตรไปด้วยทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน '''ชาติทุกข์''' :หากคำถามพึงมีว่า '''“ก็เหตุไฉน ชาติจึงเป็นทุกข์ ?”''' ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “เพราะความเป็นวัตถุ (คือเป็นพื้นที่ตั้ง) ของทุกข์เป็นเอนก” จริงอยู่ทุกข์ทั้งหลายมีเป็นอเนก เช่นอะไรบ้าง เช่น ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ สังขารทุกข์ ปฏิจฉันนทุกข์ อัปปฏิฉันนทุกข์ ปริยายทุกข์ นิปปริยายทุกข์ :ในทุกข์เหล่านั้น ทุกขเวทนานั้นทางกายและทางใจ เรียกว่าทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ ทั้งโดยสภาวะและโดยชื่อ สุขเวทนา เรียกว่า วิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุเกิดทุกข์โดยแปรเปลี่ยนไป อุเบกขาเวทนาและสังขารทั้งหลายอันเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ เรียกว่า สังขารทุกข์ เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ มีปวดหู ปวดฟัน และความรุ่มร้อนเกิดแต่ราคะ ความเดือดดาลเกิดแต่โทสะเป็นต้น เรียกว่า ปฏิจฉันนทุกข์ เพราะต้องถามจึงรู้และเพราะความไม่ปรากฏการกระทำ ความเจ็บป่วยมี ทวัตติงสกรรมกรณ์ (การลงอาชญา ๓๒ ประการ) เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน เรียกว่า ::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๐๑ - ๑๐๕|>>]] ==ดูเพิ่ม== **[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก) **[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=117703.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|