Difference between revisions 53713 and 117680 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ|<<]]
{{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}}
(หน้าที่ 136)



:คำว่า  “'''ด้วยบททั้งสอง'''”  เป็นต้น  ความว่า  ความถูกต้องนี้คือ  '''มัชฌิมาปฏิปทา'''  (ทางสายกลาง)  ความละเสียซึ่งวาทะว่า  “ผู้นั้นทำ  ผู้นั้นได้รับผล  (คือใครทำใครได้เรื่อยไปไม่มีจบสิ้น)”  ความละเสียซึ่งวาทะว่า  “คนอื่นทำ  คนอื่นได้รับผล  (คือคนหนึ่งทำ  คนหนึ่งได้)”  ความไม่ยึดมั่นในภาษาของท้องถิ่น  ความไม่ล่วงเลยเสียซึ่งสมัญญา  (คือชื่อคนและสัตว์สิ่งของที่ชาวโลกเรียกรู้กัน)  เป็นอันทรงแสดงด้วยคำว่าปฏิจจสมุปบาทหมดทั้งคำ  เพราะธรรมนั้น ๆ  เกิดขึ้นโดยไม่ตัด  (คือไม่เว้น ?)  ความสืบเนื่องกับความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยนั้น ๆ  นี่เป็นความหมายของคำเพียงแต่ว่า  “ปฏิจจสมุปบาท”  เท่านั้น

:ส่วนว่า แบบที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ได้ทรงวางไว้โดย  นัยว่า  '''อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา'''  สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาเป็นต้นนี้ใด  บัณฑิตเมื่อจะทำสังวรรณนาความแห่งแบบที่ทรงวางไว้นั้น  ลงสู่วิภัชชวาทีแล้วไม่กล่าวตู่อาจารย์ทั้งหลาย ไม่ดิ่งลงสู่สกสมัย  (คือไม่ยึดแต่ความรู้ฝ่ายตน)  ไม่ขึ้นคร่อมปรสมัย  (คือไม่ข่มขี่ความรู้ฝ่ายอื่น)  ไม่ค้านพระสูตรอนุโลมพระวินัย  มองดูมหาปเทสไว้  ชี้ข้อธรรม  (คือพระบาลี)  ได้  (ถูกต้อง)  ถือเอาอรรถ  (คือความอธิบายแห่งบาลีนั้น)  ได้  (ไม่ผิด)  และยักเยื้องอรรถนั้นนั่นแหละ  อธิบายไปโดยบรรยายอื่นอีกก็ได้  (ดังนี้)  จึงควรทำอรรถสังวรรณนาได้  อนึ่งเล่า  โดยปกติ  อรรถสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ทำยากอยู่แล้ว  ดังโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า:-


::'''ธรรม ๔  ประการ  คือสัตตยะ  สัตวะ  ปฏิสนธิและ'''

::'''ปัจจยาการ  นี่แหละ  เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก  ทั้งยากที่จะ'''

::'''แสดงด้วย'''


:ดังนี้  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น  การสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาท  อันใคร ๆ  เว้นเสียแต่ท่านผู้สำเร็จอาคม  (คือพระปริยัติ)  และอธิคม  (คือมรรคผล)  จะทำได้มิใช่ง่าย  เหตุดังนี้ ข้าพเจ้าชั่งใจดูแล้ว


::'''บัดนี้  ใคร่จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ  (ทั้ง ๆที่)'''

::'''ยังไม่ได้  (นัยอันเป็น)  ที่ตั้ง  (ที่อาศัย  ด้วยกำลังปัญญาตน)'''

::'''ดังก้าวลงสู่สาครยังไม่ได้เหยียบยัน  ฉะนั้น  ก็แต่ว่า'''  





(หน้าที่ 137)




::'''คำสอนข้อนี้เป็นคำสอนที่ประดับประดาไปด้วยนัย'''

::'''เทศนาเป็นนานา  (วิธี)  ทั้งแนวทาง  (พรรณนาคืออรรถ'''

::'''กถา)  ของท่านบุรพาจารย์เล่าก็ยังไม่ขาดสาย  เป็นไปอยู่'''

::'''(จนทุกวันนี้)  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น  ข้าพเจ้าจักอาศัย'''

::'''นัยทั้งสองนั้นลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น'''

::'''(ดู)  ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพรรณนานั้นเถิด'''

::'''ด้วยพระบุรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า  ผู้ใดผู้หนึ่งหาก'''

::'''สนใจฟังข้าพเจ้า  จะพึงได้รับคุณ  (คือความรู้)  วิเศษ'''

::'''อันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลาย  ครั้นได้รับคุณ  (คือความรู้)'''  

::'''วิเศษอันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลายแล้ว  ก็จะพึงลุถึงฐานะ'''

::'''ที่มัจจุราชมองไม่เห็น”  ดังนี้'''  ก็แลในคำบาลีปฏิจจ

::สมุปบาทมีคำว่า  “'''อวิชชาปจจยา  สงขารา'''”  เป็นต้น

::บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนาโดยอรรถ

::โดยลักษณะ  (เป็นต้น)  โดยอย่างต่าง ๆ  มีอย่างเดียว

::เป็นต้น  และโดยกำหนดองค์ทั้งหลายแต่ต้นไปทีเดียว

::ดังนี้ก่อน



'''วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา'''

:ในบทเหล่านั้น  บทว่า  “'''โดยประเภทแห่งเทศนา'''”  มีวินิจฉัยว่า  ก็การแสดงปฏิจจสมุปบาทแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔  อย่างคือทรงแสดงตั้งแต่ต้นไปถึงปลายบ้าง  ตั้งแต่กลางไปจนถึงปลายบ้าง  นัยเดียวกันนั้น  ทรงแสดงแต่ปลายมาถึงต้นบ้าง  แต่กลางมาถึงต้นบ้าง  ดุจการ  (ชัก)  เอาเถาวัลย์แห่งคนหาเถาวัลย์ ๔  คนฉะนั้น



'''แสดงแต่ต้นถึงปลาย'''

:เหมือนอย่างว่า  ในคนหาเถาวัลย์ ๔  คน  คนหนึ่งพบโคนเถาวัลย์เข้าก่อน  เขาก็ตัดมันที่โคน  แล้วชักเอามาจนหมด  นำไปใช้งานฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น  ทรงแสดง





(หน้าที่ 138)




:ปฏิจจสมุปบาท  ตั้งแต่ต้นไปจนปลายว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  สังขารทั้งหลาย  มีเพราะปัจจัยคืออวิชชา  ฯลน  ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ”  ดังนี้ก็มี



'''แสดงแต่กลางถึงปลาย'''

:อนึ่ง  ในคนพวกนั้น  คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อน  ก็ตัดมันตรงกลาง  ชักเอาส่วนบนเท่านั้นนำไปใช้งานฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น  ทรงแสดง  (ปฏิจจสมุปบาท)  ตั้งแต่กลางไปถึงปลายว่า  “เมื่อกุมารนั้นตั้งหน้ายินดีเวทนานั้นอยู่  พร่ำชมเชยเวทนานั้นอยู่  ยึดเวทนานั้นติดอยู่  นันทิ  (ความเพลิดเพลิน)  ย่อมเกิดขึ้น  นันทิในเวทนาทั้งหลายอันใด อันนั้นเป็นอุปาทาน  ภพย่อมมีแก่เขา เพราะปัจจัยคืออุปาทาน  ชาติย่อมมีเพราะปัจจัยคือภพ”  ดังนี้  เป็นต้นก็มี



'''แสดงแต่ปลายถึงต้น'''

:อนึ่ง  ในคนพวกนั้น  คนหนึ่งพบปลายเถาวัลย์เข้าก่อน  เขาก็จับมันเข้าที่ปลายแล้วชักเอาหมด  จนถึงโคน  โดยสาวไปแต่ปลายนั่นแหละนำไปใช้งานฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น  ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ปลายไปจนถึงต้นว่า  “ก็แลคำที่เรากล่าวว่า  ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ  ดังนี้นี่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติหรือหนอ  หรือว่ามิใช่  หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างไร” (ภิกษุทั้งหลายกลาบทูลว่า)  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ชรามรณะย่อมมีเพราะปัจจัยคือชาติ  ความสำคัญของข้าพระองค์ทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างนี้ว่า  ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ”  (ตรัสต่อไปว่า)  “คำที่เรากล่าวว่า  ชาติมีเพราะปัจจัยคือภพ  ฯลฯ  สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา  ดังนี้นี่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาหรือหนอ  หรือว่ามิใช่  หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างไร”  ดังนี้เป็นต้นก็มี 



'''แสดงแต่กลางถึงต้น'''

:อนึ่ง  ในคนพวกนั้น  คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อน  เขาก็ตัดมันตรงกลางแล้ว  สาวลงไปส่วนล่างจนถึงโคน  นำไปใช้งานฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ฉันนั้น  ทรงแสดง





(หน้าที่ 139)




:(ปฏิจจสมุปบาท)  เริ่มแต่กลางไปถึงต้นว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็แลอาหาร ๔ นี้มีอะไรเป็นต้นเหตุ  มีอะไรเป็นสมุทัย  มีอะไรเป็นกำเนิด  มีอะไรเป็นแดนเกิด ?  อาหาร ๔  นี้มีตัณหาเป็นต้นเหตุ  มีตัณหาเป็นสมุทัย  มีตัณหาเป็นกำเนิด  มีตัณหาเป็นแดนเกิด  ตัณหามีอะไรเป็นต้นเหตุ  เวทนา  ผัสสะ  สฬายตนะ  นามรูป  วิญญาณ  สังขาร  มีอะไรเป็นต้นเหตุ  สังขารมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ  ฯลฯ  มีอวิชชาเป็นแดนเกิด”  ดังนี้ก็มี



'''เหตุที่ทรงแสดงเช่นนี้'''

:ถามว่า  ก็เพาะเหตุไฉนจึงทรงแสดงอย่างนี้ ?  แก้ว่า  เพราะปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรม  (สมันตภัทร)  มีความงามรอบตัว  และเพราะพระองค์เองก็ทรงถึงซึ่ง  (เทสนาวิลาส)  ความงามใน  (กระบวน)  เทศนาด้วย  จริงอยู่  ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมมีความงามรอบตัว  จึงเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธรรมที่ถูกต้อง  เพราะ  (กระบวน)  เทศนานั้น ๆ โดยแท้  พระผู้มีพระภาคเล่าก็ทรงถึงซึ่งความงามใน  (กระบวน)  เทศนา  เพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชชญาณ ๔  และพระปฏิสัมปิทาญาณ ๔  และเพราะทรงถึงซึ่งพระคัมภีรภาพ ๔  ประการด้วย  เพราะทรงถึงซึ่งความงามใน  (กระบวน)  เทศนา  พระองค์จึงทรงแสดงธรรมได้โดยนัยต่าง ๆ แท้

:แต่  (เมื่อว่า)  โดยความแปลกกัน  (แห่งเทศนาทั้ง ๔)  '''อนุโลมเทศนา'''  (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม)  ตั้งแต่ต้นไปอันใด  อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงพิจารณาเห็นเวไนยชนซึ่งยังเขลาอยู่ในการจำแนกเหตุแห่งปวัตติ  (ความหมุนไป)  ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตน  และเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นด้วย

:'''ปฏิโลมเทศนา'''  (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม)  ตั้งแต่ปลายเข้ามาอันใด  ปฏิโลมเทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงเล็งเห็นสัตว์โลกที่ต้องทุกข์ยาก  โดยนัย  (พระพุทธรำพึง)  ว่า  “สัตว์โลกนี้ต้องทุกข์ยากหนอ  เกิดอยู่ด้วย  แก่อยู่ด้วย  ตายอยู่ด้วย”  ดังนี้เป็นต้น  เพื่อทรงชี้แจงเหตุของทุกข์นั้น ๆ  มีชรามรณะเป็นต้น  ซึ่งพระองค์ได้ทรง  (ค้น)  พบตามแนวความตรัสรู้ในตอนแรก  (คือแรกตรัสรู้)

:เทศนาที่เป็นไปตั้งแต่กลางถึงต้นอันใด  เทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งลำดับแห่งเหตุและผล  ตั้งต้นแต่ข้ามอดีตอัทธาเสีย ไปจนถึงอดีตอัทธาอีกตามแนวกำหนดเหตุแห่งอาหาร





(หน้าที่ 140)




:ส่วนเทศนาที่เป็นไปเริ่มแต่กลางถึงปลายอันใด  เทศนานั้นพึงทราบว่า  เป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งธรรมอันจักมีในอนาคตอัทธา  (กลางอนาคต)  เริ่มแต่ความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันเป็นเหตุแห่ง  (ผลอันจักมีใน)  อนาคตอัทธาในกาลปัจจุบัน  (นี้เอง)

:ในเทศนา (๔)  นั้น  อนุโลมเทศนาเริ่มแต่ต้นไป  เพื่อทรงชี้แจงปวัตติ  (ความหมุนไป)  ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตน  และเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นแก่เวไนยชนผู้ยังเขลาใน  (การจำแนก)  เหตุแห่งปวัตติ  (ความหมุนไป)  อันใด  อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่า เป็นแบบที่ทรงวางไว้ในที่นี้



'''อวิชชาก็มีเหตุ'''

:ถามว่า  ก็เพราะเหตุไฉน  ในปัจจยาการนี้  อวิชชา  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้เป็นข้อต้น  แม้อวิชชาก็เป็นสิ่งไม่มีเหตุ  (แต่)  เป็นตัวมูลเหตุของโลก  ดังปกติ  (ประกฤติ)    ของพวกปกติวาทีด้วยหรือ ?  แก้ว่า  อวิชชาเป็นสิ่งไม่มีเหตุหามิได้  เพราะว่าเหตุของอวิชชาก็ได้ตรัสไว้  (ในพระบาลี)  ว่า  “'''อาสวสมุทยา  อวิชฺชาสมุทโย'''  ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ”  ดังนี้  แต่ปริยาย  (คือเหตุโดยอ้อม)  ซึ่งเป็นมูลเหตุ  (ใหกล่าวได้ว่าอวิชชาเป็นตัวมูลเหตุก็มีอยู่)  ถามว่า  ก็ปริยายนั้นคืออะไร ?  แก้ว่า  คือความที่อวิชชาเป็นสีสะ  (เป็นยอดเหตุ)  ในวัฏฏกถา  (คือพระธรรมเทศนาด้วยว่าวัฏฏะ)  จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถาย่อมตรัสโดยทรงยกธรรม ๒  ประการเป็นสีสะ  คืออวิชชาบ้าง  ดังที่ตรัสว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ  หากใคร ๆ  กล่าวว่า  ก่อนนี้ อวิชชาไม่มี  ดังที่ตรัสว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ  หากใคร ๆกล่าวว่า  ก่อนนี้  อวิชชาไม่มี  มาภายหลังมันจึงเกิด  ดังนี้ไซร้  แต่ที่แท้อวิชชามีสิ่งนี้ ๆ  เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่”  ฉะนี้  ภวตัณหาบ้าง  ดังที่ตรัสว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งภวตัณหาไม่ปรากฏ  หากใคร ๆ  กล่าวว่า  ก่อนนี้ภวตัณหาไม่มี  มาภายหลังมันจึงเกิดดังนี้ไซร้  แต่ที่แท้ภวตัณหามีสิ่งนี้ ๆ  เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่”  ฉะนี้

:ถามว่า  ก็เพราะเหตุอะไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถา  จึงตรัสโดยยกธรรม ๒ประการนี้เป็นสีสะ ?  แก้ว่า  เพราะธรรม ๒  ประการนี้  เป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามีและทุคติคามี  จริงอยู่  อวิชชาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นทุคติคามี  เพระอะไร  เพราะ


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่  ๑๔๑  - ๑๔๕|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ]]