Difference between revisions 87388 and 87512 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]

'''วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล'''



บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา


*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๘๐ - ๘๕|หน้า ๘๐ - ๘๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๘๖ - ๙๐|หน้า ๘๖ - ๙๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๙๑ - ๙๕|หน้า ๙๑ - ๙๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๙๖ - ๑๐๐|หน้า ๙๖ - ๑๐๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๑๐๑ - ๑๐๕|หน้า ๑๐๑ - ๑๐๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๑๐๖ - ๑๑๐|หน้า ๑๐๖ - ๑๑๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๑๑๑ - ๑๑๕|หน้า ๑๑๑ - ๑๑๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๑๑๖ - ๑๒๐|หน้า ๑๑๖ - ๑๒๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒ ธุตังคอรรถกถา หน้า ๑๒๑ - ๑๒๗|หน้า ๑๒๑ - ๑๒๗]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)




== ดูเพิ่ม ==

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]

''(หน้าที่ 80)''

== ธุตังคนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๒ ==

'''อารัมภพจนกถา'''

:โดยที่โยคีบุคคลสมาทานเอาศีลแล้วจะต้องทำการสมาทานเอาธุดงค์ต่อไป  ทั้งนี้  เพื่อที่จะทำคุณทั้งหลาย  มีความเป็นผู้มักน้อยและความสันโดษเป็นต้น  อันเป็นเครื่องผ่องแผ้วของศีล  ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในสีลนิเทศให้สมบูรณ์  แหละเมื่อโยคีบุคคลทำการสมาทาน  เอาธุดงค์เช่นนี้แล้ว  ศีลของท่านซึ่งถูกชำระล้างมลทินแล้วด้วยน้ำคือคุณ  มีความเป็นผู้มักน้อย,  ความสันโดษ,  ความขัดเกลากิเลส,  ความสงัด,  ความไม่สั่งสมกิเลส,  การปรารภความเพียร  และความเป็นผู้เลี้ยงง่าย  เป็นต้น  ก็จักเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ด้วยดี  กับทั้งพรตทั้งหลายของท่านก็จักสมบูรณ์ด้วย  อันโยคีบุคคลผู้มีมารยาททั้งปวงบริสุทธิ์แล้วด้วยคุณคือศีล  และพรตอันหาโทษมิได้เช่นนี้  ดำรงตนอยู่ในอริยวงศ์อันเป็นของเก่าแก่ ๓  ประการ  (คือความสันโดษในจีวร,  ความสันโดษในบิณฑบาต,  ความสันโดษในเสนาสนะตามมีตามได้)  แล้ว  จักเป็นบุคคลสมควร  เพื่อจะบรรลุอริยวงศ์ประการที่ ๔  ซึ่งได้แก่ความเป็นผู้ยินดีในภาวนา  (สมถภาวนาและ  วิปัสสนาภาวนา)  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจักเริ่มแสดงธุตังคกถา  ณ  บัดนี้

'''ธุตังคกถา'''

'''ธุดงค์  ๑๓  ประการ'''

:ก็แหละพระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุญาตธุดงค์ไว้สำหรับ  กุลบุตรทั้งหลายผู้สละโลกามิสแล้ว  ผู้ไม่เสียดายอาลัยในร่างกายและชีวิต  ผู้ปรารถนาจะทำข้อปฏิบัติอันสมควรแก่  นิพพานให้ถึงพร้อม  รวมเป็น  ๑๓  ประการ  คือ

:๑.    ปังสุกูลิกังคธุดงค์

:๒.      เตจีวริกังคธุดงค์

:๓.      ปิณฑปาติกังคธุดงค์

''(หน้าที่ 81)''

:๔.      สปทานจาริกังคธุดงค์

:๕.      เอกาสนิกังคธุดงค์

:๖.      ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์

:๗.      ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์

:๘.      อารัญญิกังคธุดงค์

:๙.      รุกขมูลิกังคธุดงค์

:๑๐.      อัพโภกาสิกังคธุดงค์

:๑๑.      โสสานิกังคธุดงค์

:๑๒.      ยถาสันถติกังคธุดงค์

:๑๓.      เนสัชชิกังคธุดงค์

'''วินิจฉัยธุดงค์โดยอาการ ๑๐  อย่าง'''

:นักศึกษาพึงศึกษาให้เข้าใจข้อวินิจฉัยในธุดงค์ ๑๓  ประการนั้น  (โดยอาการ ๑๐  อย่าง  เหล่านี้  คือ) –

:๑.      โดยอรรถวิเคราะห์

:๒.      โดยลักษณะเป็นต้น

:๓.      โดยสมาทาน

:๔.      โดยกรรมวิธี

:๕.      โดยประเภท

:๖.      โดยความแตก

:๗.      โดยอานิสงส์

:๘.      โดยเป็นกุศลติกะ

:๙.      โดยแยกออกเป็นคำ ๆ  มีคำว่าธุตะเป็นต้น

:๑๐.      โดยย่อและโดยพิสดาร

''(หน้าที่ 82)''

'''วินิจฉัยโดยอรรถวิเคราะห์'''

:ในอาการ ๑๐  อย่างนั้น  จะวินิจฉัยโดยอรรถวิเคราะห์  เป็นประการแรก  ดังนี้ –

'''๑.  ปังสุกูลิกังคะ'''

:ผ้าใดเป็นเหมือนผ้าที่สะสมด้วยขี้ฝุ่น  ณ  ที่นั้น ๆ  โดยที่ฟุ้งตลบไป  เพราะเหตุวางทิ้งไว้บนขี้ฝุ่น  ณ  ที่ใดที่หนึ่ง  เช่น  ถนน,  ป่าช้าและกองขยะมูลฝอยเป็นต้น  ผ้านั้นชื่อว่า  ผ้าบังสุกูล

:อีกนัยหนึ่ง  ผ้าใดซึ่งภาวะที่น่าเกลียด  คือ  ถึงซึ่งภาวะที่น่าสยะแสยง  เหมือนขี้ฝุ่น ผ้านั้น  ชื่อว่า  ผ้าบังสุกูล

:การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกูลอันได้อรรถวิเคราะห์อย่างนี้  ชื่อว่า  ปังสุกูล  แปลว่า  การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกูล,  การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกูลนั้นเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  ปังสุกูลิโก  แปลว่า  ผู้มีอันทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันทรงไว้ซึ่ง  ผ้าบังสุกุลเป็นปกติ  ชื่อว่า  ปังสุกูลิกังคะ

:เหตุ  เรียกว่า  องค์  เพราะฉะนั้น  นักศึกษาพึงเข้าใจว่าภิกษุนั้นเป็นผู้มีอันทรงไว้  ซึ่งผ้าบังสุกูลเป็นปกติ  ด้วยเจตนาเป็นเหตุสมาทานอันใด  คำว่า  องค์  นี้เป็นชื่อของเจตนาเป็นเหตุสมาทานอันนั้น

'''๒.  เตจีวริกังคะ'''

:โดยนัยอย่างเดียวกันนั้น  การทรงไว้ซึ่งผ้า ๓ ผืน  คือ  ผ้าสังฆาฏิ ๑  ผ้าอุตตราสงค์ ๑  ผ้าอันตรวาสก ๑  เป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้ชื่อว่า  เตจีวริโก  แปลว่า  ผู้มีอันทรงไว้  ซึ่งผ้า ๓  ผืนเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันทรงไว้ซึ่งผ้า ๓  ผืนเป็นปกติ  ชื่อว่า  เตจีวริกังคะ

'''๓.  ปิณฑปาติกังคะ'''

:การตกลงแห่งก้อนอามิสคือภิกษาหาร  ได้แก่การตกลงในบาตรแห่งก้อนข้าวที่ผู้อื่นเขาถวาย  ชื่อว่า  ปิณฑปาต  ภิกษุใดแสวงหาบิณฑบาตนั้น  คือเข้าไปสู่ตระกูลนั้น ๆ  แสวงหาอยู่  ภิกษุนั้นชื่อว่า  ปิณฑปาติโก  แปลว่า  ผู้แสวงหาซึ่งบิณฑบาต

''(หน้าที่ 83)''

:อีกอย่างหนึ่ง  การเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  ปิณฑปาตี  แปลว่า  ผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตเป็นธรรมเนียม

:บทว่า  ปติตุ ํ แปลว่า  การเที่ยวไป  บทว่า  ปิณฺฑปาตี  กับบทว่า  ปิณฺฑปาติโก  ความเหมือนกัน,  องค์แห่งภิกษุผู้แสวงหาซึ่งบิณฑบาต  หรือองค์แห่งภิกษุผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตเป็นธรรมเนียม  ชื่อว่า  ปิณฑปาติกังคะ

'''๔.  สปทานจาริกังคะ'''

:การขาดตอนเรียกว่า  ทานะ  กิจใดที่ปราศจากการขาดตอน  คือไม่ขาดตอน  กิจนั้นเรียกว่า  อปทานะ  กิจใดเป็นไปกับด้วยการไม่ขาดตอน  ได้แก่เว้นการขาดระยะ  คือ  ไปตามลำดับเรือน  กิจนั้นชื่อว่า  สปทานะ  การเที่ยวไป  (บิณฑบาต)  อย่างไม่ขาดตอน  (คือไปตามลำดับเรือน)  นี้  เป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้ชื่อว่า  สปทานจารี  แปลว่า  ผู้มีอันเที่ยวไปอย่างไม่ขาดตอนเป็นปกติ  

:บทว่า  สปทานจารี  กับบทว่า  สปทานจาริโก  ความเหมือนกัน,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันเที่ยวไปอย่างไม่ขาดตอนเป็นปกติ  ชื่อว่า  สปทานจาริกังคะ

'''๕.  เอกาสนิกังคะ'''

:การฉันในที่นั่งอันเดียว  ชื่อว่า  เอกาสนะ  การฉันในที่นั่งอันเดียวนั้นเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  เอกาสนิโก  แปลว่า  ผู้มีอันฉันในที่นั่งอันเดียวเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันฉันในที่นั่งอันเดียวกันเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า   เอกาสนิกังคะ

'''๖.  ปัตตปิณฑิตังคะ'''

:บิณฑบาตเฉพาะแต่ในบาตรอย่างเดียวเท่านั้น  เพราะห้ามภาชนะอันที่สองเสีย  ชื่อว่า   ปัตตปิณโฑ   แปลว่า  บิณฑบาตในบาตร  บิณฑบาตในบาตรเป็นปกติของภิกษุนี้เพราะในขณะหยิบเอาบิณฑบาตในบาตรก็ทำความสำนึกว่าเป็นบิณฑบาตในบาตร   เหตุนั้นภิกษุนี้ชื่อว่า   ปัตตปิณฑิใก   แปลว่า  ผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า   ปัตตปิณฑิกังคะ

''(หน้าที่ 84)''

'''๗.  ขลุปัจฉาภัตติกังคะ'''

:คำว่า  ขลุ  เป็นศัพท์นิบาตลงในความปฏิเสธ  ภัตตาหารที่ได้มาหลังจากที่ตนห้ามแล้ว  ชื่อว่า  ปัจฉาภัตตัง  การฉันปัจฉาภัตรนั้น  ชื่อว่า  ปัจฉาภัตตโภชนัง  การฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติของภิกษุนี้  เพราะรู้อยู่ว่า  เป็นปัจฉาภัตรในขณะฉันปัจฉาภัตร  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  ปัจฉาภัตติโก  แปลว่า  ผู้มีอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ  ภิกษุผู้มิใช่ปัจฉาภัตติโก  ชื่อว่า  ขลุปัจฉาภัตติโก  แปลว่า  ผู้มิใช่ผู้มีอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ  คำนี้เป็นชื่อของโภชนะที่มากเกินไป  ซึ่งท่านห้ามไว้ด้วยอำนาจแห่งการสมาทาน

:ส่วนในคัมภีร์อรรถกถาพรรณนาไว้ว่า  คำว่า  ขลุ  ได้แก่นกประเภทหนึ่ง  นกขลุนั้นเอาปากคาบผลไม้แล้ว  ครั้นผลไม้นั้นล่วงไปจากปากแล้วก็ไม่ยอมกินผลไม้อื่นอีก  ภิกษุนี้มีปฏิปทาเหมือนนกขลุนั้น  เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า  ขลุปัจฉาภัตติโก  แปลว่า  มิใช่ผู้มีอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุมิใช่ผู้มีอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า  ขลุปัจฉาภัตติกังคะ

'''๘.  อารัญญิกังคะ'''

:การอยู่ในป่าเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า   อารัญญิโก   แปลว่า  ผู้มีอันอยู่ในป่าเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า   อารัญญิกังคะ

'''๙.  รุกขมูลิกังคะ'''

:การอยู่ ณ  ที่โคนไม้  ชื่อว่า  รุกขมูล  การอยู่ ณ  ที่โคนไม้นั้นเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  รุกขมูลิโก  แปลว่า  ผู้มีอันอยู่ ณ ที่โคนไม้เป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ ณ ที่โคนไม้เป็นปกติชื่อว่า  รุกขมูลิกังคะ

'''๑๐.  อัพโภกาสิกังคะ'''

:การอยู่ ณ  ที่กลางแจ้งเป็นปกติของภิกษุนี้   เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  อัพโภกาสิโก  แปลว่า  ผู้มีอันอยู่  ณ  ที่กลางแจ้งเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่  ณ  ที่กลางแจ้งเป็นปกติ  ชื่อว่า  อัพโภกาสิกังคะ

''(หน้าที่ 85)''

'''๑๑.  โสสานิกังคะ'''

:การอยู่ในป่าช้าเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้ชื่อว่า  โสสานิโก  แปลว่า  ผู้มีอันอยู่ในป่าช้าเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าช้าเป็นปกติ  ชื่อว่า  โสสานิกังคะ

'''๑๒.  ยถาสันถติกังคะ'''

:เสนาสนะที่จัดแจงไว้อย่างไรนั่นนั่นเทียว  ชื่อว่า  ยถาสันถตะ  คำนี้เป็นชื่อของเสนาสนะที่สงฆ์มอบให้แต่แรกด้วยคำว่า  เสนาสนะนี้ถึงแก่ท่าน  การอยู่ในเสนาสนะที่จัดแจงไว้อย่างนั้น  เป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  ยถาสันถติโก  แปลว่า  ผู้มีอันอยู่ในเสนาสนะที่จัดแจงไว้แล้วอย่างไรเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในเสนาสนะที่จัดแจงไว้แล้วอย่างไรเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า  ยถาสันถติกังคะ

'''๑๓.  เนสัชชิกังคะ'''

:การห้ามอิริยาบถนอนเสียแล้วอยู่ด้วยอิริยาบถนั่งเป็นปกติของภิกษุนี้  เหตุนั้นภิกษุนี้  ชื่อว่า  เนสัชชิโก  แปลว่า  ผู้มีอันอยู่ด้วยอิริยาบถนั่งเป็นปกติ,  องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ด้วยอิริยาบถนั่งเป็นปกตินั้น  ชื่อว่า  เนสัชชิกังคะ

'''อรรถาธิบายธุตังคะ'''

:ก็แหละ  ธุดงค์ทั้งหมดนั้นนั่นเทียวเป็น  องค์  แห่งภิกษุผู้ซึ่งได้ชื่อว่า  ธุตะ  เพราะเป็นผู้มีกิเลส  (คือตัณหาและอุปาทาน)  อันกำจัดแล้ว  ด้วยเจตนาเป็นเครื่องสมาทานนั้นๆ  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  ธุตังคะ

:อีกอย่างหนึ่ง  ญาณอันได้โวหารว่า  ธุตะ  เพราะเป็นเครื่องกำจัดกิเลส  เป็น  เหตุ  แห่งการสมาทานเหล่านั้น  ฉะนั้น  การสมาทานเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  ธุตังคะ

:อีกอย่างหนึ่ง  การสมาทานเหล่านั้น  ชื่อว่า  ธุตะ  เพราะเป็นเครื่องกำจัดซึ่งธรรม  อันเป็นข้าศึกด้วย  เป็น  เหตุ  แห่งสัมมาปฏิบัติด้วย  เพราะฉะนั้น  การสมาทานเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  ธุตังคะ

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยในธุดงค์  ๑๓  ประการ  นั้น  โดยอรรถวิเคราะห์เป็นประการแรก  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 86)''

'''วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น'''

:ก็แหละ ธุดงค์หมดทั้ง ๑๓ ประการนั่นแล มีเจตนาเครื่องสมาทานเป็น ลักษณะ ข้อนี้สมดังที่ท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า ผู้ที่สมาทานได้แก่บุคคล เครื่องสมาทานได้แก่ ธรรม คือจิตและเจตสิก เจตนาเป็นเครื่องสมาทานอันใด อันนั้นเป็น ตัวธุดงค์ สิ่งที่ถูกห้าม ได้แก่วัตถุ และธุดงค์ทั้งหมดนั่นแล มีการกำจัดความละโมบเป็น รส มีการปราศจากความละโมบเป็น อาการปรากฏ มีอริยธรรมเช่นความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น เป็น ปทัฏฐาน คือ เป็นเหตุใกล้

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยในธุดงค์ ๑๓ ประการนี้ โดยลักษณะเป็นต้น เพียงเท่านี้

'''วินิจฉัยโดยการสมาทานเป็นต้น'''

:ก็แหละ ในอาการ ๕ อย่างมีโดยการสมาทานและกรรมวิธีเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้-

:ธุดงค์  ๑๓  ประการนั่นแล  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่  ก็พึงสมาทานเอาในสำนักของพระผู้มีพระภาคนั่นเทียว, เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพานแล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ,  เมื่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่ไม่อยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของพระอรหันตขีณาสพ,  เมื่อพระอรหันตขีณาสพไม่มีอยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของพระอนาคามี,  เมื่อพระอนาคามีไม่อยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของพระสกทาคามี, เมื่อพระสกทาคามีไม่อยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของพระโสดาบัน,  เมื่อพระโสดาบันไม่อยู่แล้ว  พึงสมาทานในสำนักของท่านผู้ทรงจำปิฎก ๓, เมื่อท่านผู้ทรงจำปิฎก ๓ ไม่อยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของท่านผู้ทรงจำปิฎก ๒, เมื่อท่านผู้ทรงจำปิฎก ๒ ไม่มีอยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของท่านผู้ทรงจำปิฎก ๑,  เมื่อท่านผู้ทรงจำปิฎก ๑  ไม่มีอยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของท่านผู้ทรงจำสังคีติอันหนึ่ง*,  เมื่อท่านผู้ทรงจำสังคีติอันหนึ่งไม่มีอยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของท่านอรรถกถาจารย์,  เมื่อท่านอรรถกถจารย์ไม่มีอยู่แล้ว  พึงสมาทานเอาในสำนักของท่านของท่านผู้ทรงธุดงค์,  แม้เมื่อท่านผู้ทรง

'''''(* คำว่า ผู้ทรงจำสังคีติอันหนึ่ง หมายเอาผู้ทรงจำนิกายอันหนึ่ง ในนิกายทั้ง ๕ มีทีฆนิกายเป็นต้น)'''''

''(หน้าที่ 87)''

:ธุดงค์ก็ไม่มีอยู่แล้ว  ก็จงปัดกวาดลานพระเจดีย์ให้สะอาดแล้วนั่งยอง ๆ  ทำเป็นเหมือนกล่าวสมาทานเอาอยู่ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเถิด

:อีกประการหนึ่ง  แม้จะสมาทานเอาด้วยตนเองก็ใช้ได้ในข้อนี้  บรรดาพระเถระสองพี่น้องที่วัดเจติยบรรพต  พึงยกเอาเรื่องของพระเถระผู้พี่มาเป็นตัวอย่าง  เพราะท่านเป็นผู้มีความมักน้อยในธุดงค์

:ที่วินิจฉัยมาแล้วนี้   เป็นสาธารณกถาทั่วไปแก่ธุดงค์ทั้งปวง  ทีนี้จักพรรณนาถึงการสมาทาน ,  กรรมวิธี , ประเภท , ความแตก  และอานิสงส์แห่งธุดงค์แต่ละประการ ๆ ต่อไป

'''๑. ปังสุกูลิกังคกถา'''

:จะพรรณนาปังสุกูลิกังคธุดงค์    เป็นประการแรก    ดังนี้ -

'''การสมาทาน'''

:ในคำสมาทาน  ๒  คำนี้  คือ  คหปติทานจีวรํ  ปฎิกฺขิปามิ  ข้าเจ้าขอปฎิเสธผ้าจีวรที่คหบดีถวาย  ดังนี้อย่างหนึ่ง   ปํสุกูลิกงฺคํ  สมาทิยามิ   ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาองค์แห่งภิกษุผู้มีอันทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติ   ดังนี้อย่างหนึ่ง   บังสุกูลิกังคธุดงค์ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำใดคำหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานอันเป็นประการแรกในบังสุกูลิกังคธุดงค์  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันโยคีบุคคลนั้น  เมื่อได้สมาทานเอาธุดงค์อย่างนี้แล้ว  พึงเอาผ้าชนิดใดชนิดหนึ่งในบรรดาผ้า ๒๓ ชนิด  เหล่านี้คือ ผ้าที่ตกอยู่ในป่าช้า, ผ้าที่ตกอยู่ในตลาด, ผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามถนน, ผ้าที่เขาทิ้งไว้กองขยะมูลฝอย,  ผ้าเช็ดครรภ์,  ผ้าที่เขาใช้อาบน้ำมนต์,  ผ้าที่เขาทิ้งไว้ที่ท่า,  ผ้าที่คนเขาไปป่าช้าแล้วกลับมาทิ้งไว้,  ผ้าที่ถูกไฟไหม้,  ผ้าที่โคขย้ำ,  ผ้าที่ปลวกกัด,  ผ้าที่หนูกัด,  ผ้าที่ขาดกลาง,  ผ้าที่ขาดชาย,  ผ้าที่เขาเอามาทำธง,  ผ้าที่เขาวงล้อมจอมปลวก,  ผ้าของสมณะ,  ผ้าที่เขาทิ้งไว้ ณ ที่อภิเษก,  ผ้าที่เกิดด้วยฤทธิ์,  ผ้าที่ตกอยู่ใน

''(หน้าที่ 88)''

:ทาง,  ผ้าที่ลมพัดไป,  ผ้าที่เทวดาถวาย   และผ้าที่คลื่นซัดขึ้นบก   ครั้นแล้วพึงฉีกส่วนทุรพลใช้ไม่ได้ทิ้งเสีย    เอาส่วนที่แน่นหนาถาวรอยู่มาซักให้สะอาดแล้วทำเป็นจีวร   เปลื้องผ้าคหบดีจีวรชุดเก่าออกแล้ว   พึงใช้ผ้าชุดบังสุกุลจีวรแทนต่อไปเถิด

'''อรรถาธิบายชนิดของผ้า'''

:ในบรรดาผ้าทั้ง  ๒๓  ชนิดนั้น  คำว่า  โสสานิกะ  ได้แก่ผ้าที่ตกอยู่ในป่าช้า  คำว่า  ปาปะณิกะ  ได้แก่ผ้าที่ตกอยู่ที่ประตู  คำว่า  รถิยโจฬะ  ได้แก่ผ้าที่ผู้ต้องการบุญทั้งหลายทิ้งไว้ที่ถนนรถ  โดยทางช่องหน้าต่าง  คำว่า  สังการโจฬะ  ได้แก่ผ้าที่คนเขาทิ้งไว้ ณ ที่เทขยะมูลฝอย  คำว่า  โสตถิยะ  ได้แก่ผ้าที่เขาใช้เช็ดมลทินแห่งครรภ์แล้วทิ้งไว้  ได้ยินมาว่า  มารดาของท่านติสสะอำมาตย์  ได้ให้คนเอาผ้ามีราคาเรือนร้อยมาเช็ดมลทินแห่งครรภ์  แล้วไห้เอาไปทิ้งไว้ ณ ถนนชื่อตาลเวฬิมัคคา  ด้วยมีความประสงค์ว่า  ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติทั้งหลายจักได้เอาไปทำจีวร  ภิกษุทั้หลายก็พากันเก็บเอาเพื่อปะผ้าตรงที่ชำรุดนั่นเทียว  คำว่า   นหานโจฬะ   ได้แก่ผ้าซึ่งคนทั้งหลายอันพวกหมอผีคลุมให้รดน้ำมนต์เปียกทั่วทั้งตัวทิ้งไว้แล้วหลีกหนีไป  ด้วยถือว่าเป็นผ้ากาฬกัณณี

:คำว่า  ติตถโจฬะ  ได้แก่ผ้าเก่า ๆ ที่เขาทิ้งไว้ที่ท่าอาบน้ำ  คำว่า  คตปัจจาคตะ  ได้แก่ผ้าที่พวกมนุษย์ใช้ไปป่าช้า  ครั้นกลับมาอาบน้ำแล้วทิ้งไว้  คำว่า   อคคิฑัฑฒะ   ได้แก่ ผ้าที่ถูกไฟไหม้ไปแถบหนึ่ง  จริงอยู่  ผ้าที่ถูกไฟไหม้แล้วเช่นนั้น  พวกมนุษย์ย่อมทิ้งเสีย  ตั้งแต่คำว่า   โคขายิตะ   เป็นต้นไป  ความปรากฎชัดอยู่แล้ว  จริงอยู่  ผ้าที่โคขย้ำแล้วเป็นต้นนั้น มนุษย์ทั้งหลายย่อมทิ้งเสียเหมือนกัน  คำว่า  ธชาหฎะ   ได้แก่ผ้าที่คนเขาเมื่อจะขึ้นเรือนเอามาผูกทำเป็นธงขึ้นไว้   ในเมื่อล่วงเลยทัศนวิสัยของคนเหล่านั้นไปแล้ว   จะเอาธงนั้นมาก็สมควรแม้ผ้าที่เขาเอามาผูกทำเป็นธงปักไว้ในยุทธภูมิ  ในเมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายผ่านพ้นไปแล้ว  จะเก็บเอามาก็สมควร

:คำว่า   ถูปจีวระ   ได้แก่ผ้าที่เขาใช้ทำพลีกรรมเอาไปวงล้อมจอมปลวกไว้  คำว่า  สมณจีวระ  ได้แก่ผ้าอันเป็นสมบัติของภิกษุ  คำว่า  อาภิเสกิกะ  ได้แก่ผ้าที่เขาทิ้งไว้  ณ

''(หน้าที่ 89)''

:สถานที่อภิเษกของพระราชา  คำว่า  อิทธิมยะ  ได้แก่ผ้าของเอหิภิกขุ  คำว่า  ปันถิกะ  ได้แก่  ผ้าที่ตกอยู่ในระหว่างทาง  ก็แหละ  ผ้าใดที่พลัดตกไปด้วยความเผลอสติของพวกเจ้าของแล้ว  ผ้าเช่นนั้นต้องรอไปสักพักหนึ่งแล้วจึงค่อยเก็บ  คำว่า  วาตาหฏะ  ได้แก่ผ้าที่ลมพัดไปตกในไกลที่  ก็แหละ  ผ้าเช่นนั้นเมื่อไม่เห็นเจ้าของจะเก็บเอาไปก็สมควร  คำว่า  เทวทัตติยะ  ได้แก่ผ้าที่เทวดาทั้งหลายถวาย  เหมือนอย่างถวายแก่พระอนุรุทธเถระ  คำว่า  สามุททิยะ  ได้แก่ผ้าที่คลื่นสมุทรทั้งหลายซัดขึ้นไว้บนบก

:ก็แหละ  ผ้าใดที่ทายกเขาถวายแก่สงฆ์ด้วยคำว่า   สํฆสฺส  เทม  ดังนี้ก็ดี  หรือผ้าที่  ภิกษุทั้งหลายเที่ยวขอได้มาก็ดี  ผ้านั้นจัดเป็นผ้าบังสุกุลไม่ได้  แม้ในประเภทผ้าที่ภิกษุด้วยกันถวาย  ผ้าใดที่ภิกษุถวายโดยให้รับเอาด้วยส่วนแห่งพรรษาก็ดี  หรือที่เป็นผ้าเกิดขึ้นประจำ  เสนาสนะก็ดี  ผ้านั้นก็จัดเป็นผ้าบังสุกุลไม่ได้เช่นกัน  เฉพาะผ้าที่ภิกษุถวาย  โดยไม่ให้รับเอาด้วยส่วนแห่งพรรษาเท่านั้น  จึงนับเป็นผ้าบังสุกุล 

:แม้ในบรรดาผ้าที่ภิกษุถวายนั้น  ผ้าใดที่ทายกทอดวางไว้  ณ  ที่ใกล้เท้าของภิกษุ  แล้วภิกษุนั้นจึงเอามาถวายโดยวางลงในมือของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุล  ผ้านั้นจัดเป็นผ้าบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว  ผ้าใดที่พวกทายกถวายโดยวางไว้ในมือของภิกษุ  แล้วภิกษุนั้นจึงเอาไปทอดวางไว้  ณ  ที่ใกล้เท้าของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุล  แม้ผ้านั้นก็จัดเป็นผ้าบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว  ผ้าใดที่พวกทายกทอดวางไว้  ณ  ที่ใกล้เท้าของภิกษุด้วย แม้ภิกษุนั้นก็เอาไปถวายโดยทอดวางไว้  ณ  ที่ใกล้เท้าของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเหมือนอย่างนั้นด้วย  ผ้านั้นจัดเป็นผ้าบริสุทธิ์สองฝ่าย  ผ้าใดที่ภิกษุได้มาโดยทายกวางไว้ในมือ  แล้วภิกษุนั้นก็วางไว้ในมือของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุล  อีกทอดหนึ่ง  ผ้านั้นไม่จัดเป็นผ้าอย่างอุกฤษฏ์ 

:อันภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลจีวร  ครั้นทราบความแตกต่างกันของผ้าบังสุกุลนี้ฉะนี้แล้วพึงใช้สอยจีวรตามควรนั่นเถิด

:ว่าด้วยกรรมวิธีในปังสุกูลิกังคธุดงค์  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 90)''

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  ประเภทแห่งปังสุกูลิกังคธุดงค์นี้ดังนี้  ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติ  มี ๓ ประเภท  คือ  ชั้นอุกฤษฏ์ ๑  ชั้นกลาง ๑  ชั้นต่ำ ๑  ในปังสุกูลิกภิกษุ ๓  ประเภทนั้น  ปังสุกูลิกภิกษุผู้รับเอาเฉพาะผ้าที่ตกอยู่ในป่าช้าเท่านั้น  จัดเป็นชั้นอุกฤษฎ์  ปังสุกูลิกภิกษุผู้รับเอาผ้าที่ทายกถวายทอดไว้ด้วยความประสงค์ว่าบรรพชิตทั้งหลายจักเก็บเอาไปดังนี้  จัดเป็นชั้นกลาง  ปังสุกูลิกภิกษุผู้รับเอาผ้าที่ทายกถวายโดยวางทอดไว้ ณ ที่ใกล้เท้า   จัดเป็นชั้นต่ำฉะนี้

:ว่าด้วยประเภทในปังสุกูลิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ในบรรดาปังสุกูลิกภิกษุ  ๓  ประเภทนั้น   ในขณะที่ปังสุกูลิกภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยินดีต่อผ้าที่พวกคฤหัสถ์ถวายตามความพอใจตามความเห็นของเขานั่นเทียว   ธุดงค์ย่อมแตกคือ   หายจากสภาพธุดงค์ทันที

:ว่าด้วยความแตกในปังสุกูลิกังคธุดงค์  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังต่อไปนี้   คือ-โดยที่มีพระพุทธพจน์อยู่ว่า   การบวชอาศัยบังสุกุลจีวร   ดังนี้  ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลนั้น   ชื่อว่า   เป็นผู้มีความประพฤติปฎิบัติสมควรแก่ปัจจัยอันเป็นเครื่องอาศัย,  เป็นการดำรงตนไว้ในอริยวงศ์ประการที่หนึ่ง ( คือความสันโดษในจีวร ),   ไม่เป็นทุกข์ในการรักษา ,  ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่เกาะอาศัยของผู้อื่น,  ไม่หวาดกลัวด้วยโจรภัย,  ไม่เป็นการบริโภคด้วยตัณหา,   เป็นผู้มีปัจจัยเหมือนดั่งพระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญไว้ว่า   ปัจจัยเหล่านั้น   เป็นสิ่งเล็กน้อยด้วย   หาได้ง่ายด้วย   หาโทษมิได้ด้วย   ดังนี้,  เป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส,  เป็นการสำเร็จผลแห่งคุณมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้นให้เจริญ   เป็นการเพิ่มพูนสัมมาปฎิบัติยิ่งขึ้น,   เป็นการวางไว้ซึ่งทิฎฐานุคติแก่มวลชนในภายหลัง 

''(หน้าที่ 91)''

:ภิกษุผู้สำรวม   ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุล   เพื่อพิฆาตพญามารและเสนามาร  ย่อมสง่างาม  เหมือนดังกษัตริย์ผู้ทรงสวมสอดเกราะแล้ว   ย่อมทรงสง่างามในยุทธภูมิ   ฉะนั้น

:สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นครูแห่งโลก   ทรงเลิกใช้ผ้าอย่างดีมีผ้าที่ทำในแค้วนกาสีเป็นต้น   แล้วมาทรงใช้ผ้าบังสุกุลจีวรอันใดใครเล่าที่จะไม่ใช้ผ้าบังสุกุลจีวรอันนั้น

:เพราะเหตุฉะนี้แหละ   อันภิกษุผู้เห็นภัยในสังสารวัฎ   เมื่อระลึกถึงคำปฎิญญาณของตน  ( ที่ให้ไว้แก่อุปัชฌาย์ในเวลาอุปสมบท )   พึงเป็นผู้ยินดีในการใช้ผ้าบังสุกุลจีวร   อันเป็นเครื่องส่งเสริมการบำเพ็ญความเพียรนั่นเถิด

:ว่าด้วยอานิสงส์ในปังสุกูลิกังคธุดงค์นี้   เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,   กรรมวิธี,   ประเภท,   ความแตก   และอานิสงส์

:ในปังสุกูลิกังคธุดงค์   ประการแรกนี้   ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๒.  เตจีวริกังคกถา'''

:ลำดับนี้จักพรรณนาเตจีวริกังคะ  คือ  องค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า ๓  ผืนเป็นปกติ  ซึ่งเป็นอันดับรองต่อมาจากปังสุกูลิกังคกถานั้นต่อไป

'''การสมาทาน'''

:จากคำสมาทาน  ๒ คำนี้  คือ  จตุตฺถกจีวรํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธผ้า  ผืนที่ ๔  ดังนี้อย่างหนึ่ง  เตจีวริกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาองค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า ๓  ผืนเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ด้วยคำใดคำหนึ่ง  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วซึ่งเตจีวริกังคธุดงค์

:ว่าด้วยการสมาทานในเตจีวริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 92)''

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้มีอันทรงไว้ซึ่งผ้า ๓  ผืนเป็นปกตินั้น  ครั้นได้ผ้าสำหรับทำจีวรมาแล้ว  เมื่อยังไม่สามารถที่จะทำจีวรเพราะไม่สบายอยู่เพียงใด  หรือยังไม่ได้ผู้จัดการเพียงใด  หรือบรรเทาเครื่องมือทั้งหลายเช่นเข็มเป็นต้น  อะไร ๆ  ยังไม่สมบูรณ์เพียงใด  ก็พึงเก็บผ้าไว้ได้ชั่วระยะกาลเพียงนั้น  ย่อมไม่เป็นโทษเพราะการสะสมเป็นเหตุ  แต่นับแต่เวลาที่ได้ย้อมผ้าเสร็จแล้วจะเก็บไว้ต่อไปไม่สมควร    (ถ้าขืนเก็บไว้)  ก็จะกลายเป็นโจรธุดงค์ไปเท่านั้น

:ว่าด้วยกรรมวิธีในเตจีวริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  โดยประเภท  แม้ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า  ๓  ผืน  เป็นปกตินี้ก็มี ๓  ประเภทเหมือนกัน  ใน ๓  ประเภทนั้น  ภิกษุผู้เตจีวริกชั้นอุกฤษฏ์   ต้องย้อมผ้าอันตรวาสกหรือผ้าอุตตราสงค์ก่อน  ครั้นแล้วจึงนุ่งผ้าผืนที่ย้อมแล้วนั้น  แล้วย้อมผืนอีกนอกนี้ต่อไป  พึงห่มผ้าที่ย้อมแล้วนั้นจึงย้อมผ้าสังฆาฏิต่อไป  แต่ที่จะใช้ผ้าสังฆาฏินุ่งนั้นย่อมไม่สมควร  ที่กล่าวมานี้เป็นธรรมเนียมของภิกษุนั้น  ในเสนาสนะภายในบ้าน  ส่วนในเสนาสนะป่า  จะซักย้อมพร้อมกัน ๒ ผืนก็สมควร  แต่จะต้องนั่งอยู่  ณ  ที่ใกล้ ๆ กับผ้า  เพื่อว่าพอเห็นใคร ๆ  เข้าก็จะสามารถที่จะดึงมาปกปิดทันท่วงที

:ส่วนสำหรับภิกษุผู้เตจีวริกชั้นกลาง  จะนุ่งหรือจะห่มผ้าที่ใช้นุ่งห่ม  ซึ่งมีอยู่ประจำในโรงย้อมผ้า  แล้วทำการย้อมผ้า  ก็สมควร

:สำหรับภิกษุผู้เตจีวริกชั้นต่ำ  จะขอยืมผ้าของภิกษุที่เข้ากันได้มานุ่งหรือห่มแล้ว  ทำการย้อมผ้าก็สมควร  แต่ที่จะรักษาไว้เป็นนิจนั้นไม่สมควร  แม้ผ้าของภิกษุผู้เข้ากันได้  ที่จะขอยืมมาใช้  ก็เป็นบางครั้งบางคราว

:ส่วนผ้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผืนที่ ๔  สำหรับภิกษุผู้เตจีวริกเฉพาะผ้าอังสะเท่านั้น  จึงจะสมควร  ถึงกระนั้นผ้านั้นก็กว้างเพียง ๑  คืบ  ยาวเพียง ๓  ศอกเท่านั้น  จึงจะใช้ได้

:ว่าด้วยประเภทในเตจีวริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 93)''

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ในที่ภิกษุผู้เตจีวริกทั้ง ๓  จำพวกนั้น  ยินดีต่อผ้าผืนที่ ๔  นั่นเทียว  ธุดงค์ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์

:ว่าด้วยความแตกในเตจีวริกังคธุดงค์  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังต่อไปนี้  คือ -  ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า ๓  ผืน  ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสันโดษยินดีด้วยผ้าเครื่องรักษาร่างกาย  เพราะเหตุนั้น  การถือเอาผ้าไปของท่านมีอาการบินไปเหมือนการบินของนก,  ความเป็นผู้มีการงานน้อย,  งดเว้นจากการสะสมผ้า,  ความเป็นผู้มีพฤติการณ์เบา  (ไม่หนักด้วยภาระ),  เป็นอันละเสียได้ซึ่งความละโมบในอติเรกจีวร  (ผ้าที่เหลือเฟือ),  ความเป็นผู้มีความประพฤติขัดเกลากิเลส  เพราะเป็นผู้กระทำพอดีในไตรจีวรอันสมควร,  เป็นอันสำเร็จผลแห่งคุณมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น,  คุณทั้งหลายมี  อาทิดังพรรณนามานี้  ย่อมสำเร็จบริบุรณ์  ฉะนี้แล

:โยคีบุคคลผู้เป็นบัณฑิต  ละความโลภในผ้าอันเหลือเฟือ  งดเว้นการสะสม  ทรงไว้เพียงไตรจีวร  ย่อมรู้รสแห่งความสุข  อันเกิดแต่ความสันโดษ

:โยคีบุคคลผู้ประเสริฐ  มีไว้เฉพาะไตรจีวรประสงค์ที่จะจาริกไปอย่างสะดวกสบาย  เหมือนอย่างนกมีแต่ปีกบินไป  ก็พึงทำความยินดีพอใจในการกำจัดจีวรเถิด

:ว่าด้วยอานิสงส์ในเตจีวริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก,  และอานิสงส์

:ในจีวริกังคธุดงค์นี้  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๓.ปิณฑปาติกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:ปิณฑปาติกังคธุดงค์ก็เช่นเดียวกัน  จากคำสมาทาน  ๒  คำนี้  คือ  อติเรกลาภํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธลาภอันฟุ่มเฟือย  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ปิณฺฑปาติกงฺคํ  สมาทิยามิ

''(หน้าที่ 94)''

:ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้มีอันเที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียม  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำสมาทานอันใดอันหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในปิณฑปาติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้มีอันเที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมนั้น  จะยินกีภัตร  ๑๔  อย่างเหล่านี้ไม่ได้  คือ  สังฆภัตร  ภัตรที่เขาใช้ถวายสงฆ์ ๑  อุทเทสภัตร  ภัตรที่เขาถวายเจาะตัว ๑  นิมันตนภัตร  ภัตรที่เขาถวายด้วยการนิมนต์  ๑  สลากภัตร  ภัตรที่เขาถวายด้วยสลาก ๑ ปักขิกภัตร  ภัตรที่เขาถวายประจำปักษ์  ๑  อุโปสถิกภัตร  ภัตรที่เขาถวายประจำวันอุโบสถ ๑  ปาฏิกทิกภัตร  ภัตรที่เขาถวายในวันขึ้นค่ำหนึ่งหรือแรมค่ำหนึ่ง  ๑  อาคันตุกภัตร  ภัตรที่เขาถวายอาค้นตุกะ ๑  คมิกภัตร  ภัตรที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เตรียมจะเดินทาง ๑  คิลานภัตร  ภัตรที่เขาถวายแก่ภิกษุอาพาธ ๑  คิลานุปัฏฐากภัตร  ภัตรที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้อุปัฏฐากภิกษุอาพาธ ๑  วิหารภัตร  ภัตรที่เขาหุงต้มขึ้นในวัด ๑  ธุรภัตร  ภัตรที่เขาถวาย  ณ  ที่บ้านใกล้เรือนเคียง ๑  วารกภัตร  ภัตรที่เขาผลัดกันถวายโดยวาระ ๑

:แต่ถ้าภัตรเหล่านี้เขาถวายโดยมิได้ระบุชื่อโดยมีนัยอาทิว่า  “ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายรับสังฆภัตร”  แต่ระบุเพียงว่า  “ขอสงฆ์จงรับภิกษา  ณ  ที่บ้านของพวกข้าพเจ้า  แม้ท่านทั้งหลายก็ขอนิมนต์ไปรับภิกษาด้วย”  ดังนี้  จะยินดีภัตรเหล่านั้นก็สมควรอยู่  สลากภัตรที่ไม่มีอามิสจากสงฆ์ก็ดี  ภัตรที่อุบาสกอุบาสิกาหุงต้มจัดทำขึ้นในวัดก็ดี  สมควรแก่ภิกษุผู้มีอันเที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียม

:ว่าด้วยกรรมวิธีในปิณฑปาติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  โดยประเภท  แม้ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมนี้  ก็มี ๓  ประเภทเหมือนกัน  ใน ๓  ประเภทนั้น  บิณฑปาติกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์จะรับภิกษาที่เขานำมาถวายข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างก็ได้  แม้เมื่อพวกทายกซึ่งอยู่ประตูบ้านที่ตนไปถึงขอรับบาตรจะให้บาตรก็ได้แม้จะรับภิกษาที่พวกทายกกลับไปนำมาถวายก็ได้  แต่ในวันนี้  ครั้นนั่งเสียแล้ว  ย่อมไม่รับภิกษา  (อื่น)

''(หน้าที่ 95)''

:บิณฑปาติกภิกษุชั้นกลาง  ในวันนั้น  แม้ถึงจะนั่งเสียแล้วก็รับภิกษาอื่นอีกได้  แต่จะรับนิมนต์รับภิกษาวันพรุ่งนี้ไม่ได้

:บิณฑปาติกภิกษุชั้นต่ำ  จะรับนิมนต์รับภิกษาแม้เพื่อวันพรุ่งนี้ก็ได้  แม้เพื่อวันต่อไปอีกก็ได้

:แต่อย่างไรก็ดี  บิณฑปาติกภิกษุ ๒ จำพวกหลังนั้น  ย่อมไม่ได้รับความสะดวกสบายในอันอยู่อย่างเสรี  คงได้แต่เฉพาะบิณฑปาติกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์เท่านั้น

:มีเรื่องสาทกอยู่ว่า  ได้มีธรรมเทศนาเรื่องอริยวังสสูตรขึ้นในบ้าน ๆ หนึ่ง  ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมชั้นกลางและชั้นต่ำนอกนี้ว่า  “อาวุโสทั้งหลาย  เรามาไปฟังธรรมกันเถิด”  ในภิกษุ ๒  รูปนั้น รูปหนึ่งพูดขอตัวว่า  “ท่านครับ  กระผมถูกโยมคนหนึ่งนิมนต์ให้ไปรับบิณฑบาต”  อีกรูปหนึ่งก็พูดขอตัวว่า  “ท่านครับ  กระผมรับนิมนต์เพื่อภิกษาไว้กับโยมคนหนึ่งในวันพรุ่งนี้”  ด้วยประการดังนี้  จึงเป็นอันว่า  ภิกษุ ๒  รูปผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมชั้นกลางและชั้นต่ำนั้นเป็นผู้พลาดจากธรรม  ส่วนภิกษุชั้นอุกฤษฏ์นอกนี้บิณฑบาตแต่เช้ามืดแล้วก็ไป  จึงได้เสวยรสพระธรรมสมประสงค์

:ว่าด้วยประเภทในปิณฑปาติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ในขณะที่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมทั้ง ๓  ประเภทนี้  ยินดีต่อลาภอันเหลือเฟือมีสังฆภัตรเป็นต้นนั่นแล  ธุดงค์ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์

:ว่าด้วยความแตกในปิณฑปาติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ -  โดยที่มีพระพุทธพจน์อยู่ว่า  การบวชอาศัยโภชนะคือคำข้าวอันจะพึงได้ด้วยกำลังปลีแข้ง  ดังนี้  ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมนั้น  เป็นผู้มีข้อปฏิบัติสมควรกับปัจจัยอันเป็นเครื่องอาศัย,  เป็นการดำรงตนไว้ในอริยวงศ์ข้อที่ ๒  (ความสันโดษในบิณฑบาต),  เป็นผู้ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่เกาะอาศัยของคนอื่น,  เป็นผู้มีปัจจัยเครื่องอาศัยตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงสรรญเสริญไว้ว่า   ปัจจัยเหล่านั้นเป็นสิ่งเล็กน้อยด้วย   เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายด้วย, เป็นสิ่งที่หาโทษมิได้ด้วย,

''(หน้าที่ 96)''

:เป็นผู้ย่ำยีเสียได้ซึ่งความเกียจคร้าน,   เป็นผู้มีอาชีพอันบริสุทธิ์,   เป็นการทำข้อปฎิบัติคือเสขิยวัตรให้บริบูรณ์,   ไม่ใช่ผู้ที่ผู้อื่นเลี้ยงดู,   เป็นการกระทำการอนุคราะห์แก่คนอื่น  ( ทั่วถึงกัน ),  เป็นการปิดกั้นความติดในรส,   ไม่ต้องอาบัติโดยคณโภชนสิกขาบท   ปรัมปรโภชนสิกขาบท   และจาริตตสิกขาบท,   มีความประพฤติอันสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น,   เป็นการเพิ่มพูนสัมมาปฎิบัติให้เจริญยิ่งขึ้น,   เป็นการสงเคราะห์มวลชนในภายหลัง  

:ภิกษุผู้สำรวม  ยินดีแต่ในคำข้าวที่หาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง  ไม่มีชีวิตเกาะอาศัยคนอื่น  ละความละโมบในอาหารแล้ว  ย่อมเป็นผู้ไปได้ในทิศทั้ง ๔  

:ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียมนั้น  ย่อมกำจัดปัดเป่าความเกียจคร้านเสียได้  ชีวิตของท่านก็บริสุทธิ์  เพราะเหตุฉะนั้นแล  ผู้มีปัญญาอันหลักแหลมจึงไม่ควรดูหมิ่นในการภิกษาจาร

:เป็นความจริง  แม้ทวยเทพทั้งหลาย  มีท้าวสักกะเป็นต้น  ย่อมกระหยิ่มอิ่มใจต่อภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นธรรมเนียม  เลี้ยงตนเองได้  อันผู้อื่นไม่ต้องเลี้ยงดู  ผู้มีความมั่นคงเห็นปานดังนั้น  ถ้าหากว่าภิกษุนั้นไม่เป็นผู้มุ่งหวังลาภสักการะและความสรรเสริญ

:ว่าด้วยอานิสงส์ในปิณฑปาติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในปิณฑปาติกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๔.  สปทานจาริกังคกถา                                                                 '''

'''การสมาทาน'''

:แม้สปทานจาริกังคธุดงค์ก็เหมือนกัน  จากคำสมาทาน  ๒  อย่างนี้คือ  โลลุปฺปจารํปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าปฏิเสธการเที่ยวไปด้วยความละโมบ  ดังนี้อย่างหนึ่ง  สปทานจาริกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาองค์แห่งภิกษุผู้มีอันเที่ยวไปไม่ขาดตอนเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยความสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในสปทานจาริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 97)''

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้เที่ยวไปไม่ขาดตอนเป็นปกตินั้น  ครั้นไปยืนอยู่ที่ประตูบ้าน  แล้วต้องกำหนดดูให้รู้ถึงความไม่มีอันตรายก่อน  ถนนหรือบ้านใดมีอันตราย  จะเที่ยวไปในถนนหรือบ้านอื่น   โดยข้ามถนนหรือบ้านที่มีอันตรายนั้นไปก็ได้  เมื่อไม่ได้ภิกษาอะไร ๆ  ณ  ที่ประตูเรือนหรือถนนหรือบ้านใด  พึงทำความสำคัญว่าไม่ใช่บ้านแล้วผ่านเลยไป  เมื่อได้ภิกษาอะไร ๆ  ณ  ที่ใด  จะผ่านเลยที่นั่นไป  ย่อมไม่สมควร

:แหละอันภิกษุผู้สปาทานจาริกนี้ต้องเข้าไปบิณฑบาตแต่เช้า ๆ หน่อย  เพราะเมื่อเข้าไปแต่เช้า ๆ อย่างนี้  จึงจักสามารถที่จะผ่านสถานที่อันไม่สะดวกแล้วเที่ยวไป  ณ  ที่อื่นได้ทันกาล

:ก็แหละ  ถ้าคนทั้งหลายให้ทานอยู่ในวัดของภิกษุผู้สปทานจาริกนั้น  หรือเขาเดินมาพบในระหว่างทาง  เขาจะรับเอาบาตรแล้วถวายบิณฑบาตก็สมควร  และแม้เมื่อภิกษุผู้สปทานจาริกนี้เดินทาง  จะพึงเดินเลยบ้านที่ตนไปถึงในเวลาแห่งภิกษาจารหาได้ไม่  เมื่อไม่ได้ภิกษาในบ้านนั้น  หรือได้เพียงนิดหน่อย  ก็พึงเดินเที่ยวไปตามลำดับบ้านนั่นเถิด

:ว่าด้วยกรรมวิธีในสปทานจาริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ว่าโดยประเภท  แม้ภิกษุผู้เที่ยวไปไม่ขาดตอนเป็นปกตินี้  ก็มี ๓  ประเภท  ใน  ๓  ประเภทนั้น  สปทานจารกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์ย่อมไม่รับภิกษาที่เขานำมาข้างหน้า  ย่อมไม่รับภิกษาที่เขาตามมาข้างหลัง  ย่อมไม่รับภิกษาแม้ที่เขากลับไปเอามาถวาย  แต่ยอมสละบาตรให้ที่ประตูบ้านซึ่งไปถึงแล้ว  ก็แหละ  ในธุดงค์นี้ใคร ๆ  ที่จะปฏิบัติเสมอเหมือนกับพระมหากัสสปเถระเป็นอันไม่มี  แม้สถานที่สละให้บาตรของท่านยังปรากฏอยู่นั่นเทียว

:สปทานจาริกภิกษุชั้นกลาง  ย่อมรับภิกษาที่เขานำมาข้างหน้าหรือข้างหลัง  แม้ภิกษาที่เขากลับไปเอามาก็รับ  ย่อมสละบาตรให้แม้ที่ประตูบ้านซึ่งตนเดินไปถึงแล้ว  ก็แต่ว่าไม่นั่งรอรับภิกษา  โดยนัยนี้  เป็นอันว่าสปทานจาริกภิกษุชั้นกลางนั้น  ย่อมอนุโลมแก่  บิณฑปาติกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์

''(หน้าที่ 98)''

:สปทานจาริกภิกษุชั้นต่ำ  ย่อมนั่งคอยรับภิกษาในวันนั้น

:ว่าด้วยประเภทในสปทานจาริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ขณะเมื่อมีการเที่ยวไปด้วยความละโมบเกิดขึ้นแก่สปทานจาริกภิกษุทั้ง  ๓  ประเภทนี้  ธุดงค์ย่อมแตก  คือ  หายจากสภาพธุดงค์

:ว่าด้วยความแตกในสปทานจาริกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ -  ความเป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิจในทุก ๆ ตระกูล,  เป็นผู้มีอาการเหมือนพระจันทร์,  เป็นการเสียได้ซึ่งความตระหนี่ตระกูล,  เป็นผู้มีการอนุเคราะห์อย่างเสมอหน้ากัน,  ไม่มีโทษในเพราะการเข้าไปสู่ตระกูล,  ไม่ใยดีต่อคำนิมนต์,  เป็นผู้ไม่มีความต้องการด้วยการยื่นให้ซึ่งภิกษา,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น

:ภิกษุผู้มีอันเที่ยวไปอย่างไม่ขาดตอนเป็นปกติในศาสนานี้   ย่อมเป็นผู้มีอาการปานดังพระจันทร์   เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิจในตระกูลทั้งหลายไม่ตระหนี่ตระกูล   มีความอนุเคราะห์เสมอทั่วหน้ากัน   เป็นผู้พ้นแล้วจากโทษในเพราะการเข้าไปสู่ตระกูล

:เพราะเหตุฉะนั้น   อันภิกษุสปทานจาริกผู้เป็นบัณฑิต   พึงละเสียซึ่งการเที่ยวไปด้วยความละโมบ   มีตาทอดลงมองดูประมาณชั่วแอก   และเมื่อยังหวังอยู่ซึ่งการเที่ยวไปอย่างเสรีในโลกปฐพีก็พึงเที่ยวไป   ( เพื่อบิณฑบาต )   อย่างไม่ขาดตอน   คือเที่ยวไปตามลำดับเรือนนั่นเถิด

:ว่าด้วยอานิสงส์ในสปทานจาริกังคธุดงค์นี้   เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,   กรรมวิธี,   ประเภท,   ความแตก   และอานิสงส์

:ในสปทานจาริกังคธุดงค์   ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 99)''

'''๕.   เอกาสนิกังคกถา '''

'''การสมาทาน'''

:แม้เอกาสนิกังคธุดงค์ก็เป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้ว  ด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน  ๒  อย่างคือ  นานาสนโภชนํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธการฉันในที่นั่งมากแห่ง  ดังนี้อย่างหนึ่ง  เอกาสนิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้มีอันฉันในที่นั่งอันเดียวเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในเอกาสนิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ    อันภิกษุผู้ฉันในที่นั่งอันเดียวเป็นปกตินั้น   เมื่อจะนั่งในหอฉัน  อย่านั่งบนที่นั่งของพระเถระ  พึงกำหนดเอาที่นั่งอันสมควรแก่ตนว่า  ที่นั่งนี้จักได้แก่อาตมา  ฉะนี้  แล้วจึงนั่งที่นั่งนั้น   ถ้าเมื่อภิกษุผู้เอกาสนิกนั้นกำลังฉันค้างอยู่   มีอาจารย์หรืออุปัชฌาย์มาถึงเข้า สมควรที่จะลุกขึ้นทำอาจริยวัตรหรืออุปัชฌายวัตร 

:แหละพระจูฬอภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกได้แสดงมติไว้ว่า  จะพึงรักษาซึ่งที่นั่งหรือโภชนะไว้  ด้วยว่าเอกาสนิกภิกษุนี้มีการฉันยังค้างอยู่  เพราะฉะนั้น  พึงทำอาจริยวัตร  หรืออุปัชฌายวัตรเถิด   แต่จงอย่าฉันโภชนะเลย

:ว่าด้วยกรรมวิธีในเอกาสนิกังคธุดงค์นี้    เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ   เมื่อว่าด้วยประเภท   แม้ภิกษุผู้ฉันในที่นั่งอันเดียวเป็นปกตินี้ก็มี ๓ ประเภทเช่นกัน  ใน ๓ ประเภทนั้น   เอกาสนิกภิกษุชั้นอุกฤษฎ์   โภชนะจะน้อยหรือมากก็ตามเมื่อหย่อนมือลงไปในโภชนะอันใดแล้ว   ย่อมไม่ยอมรับเอาซึ่งโภชนะอื่นจากโภชนะนั้น   แม้คนทั้งหลายเขาเห็นว่า   พระเถระไม่ได้ฉันอะไร ๆ แล้วพากันเอาเภสัชเช่นเนยใสเป็นต้นมาถวาย   ควรจะรับไว้ได้ก็แต่เพียงเพื่อเป็นเภสัช   จะรับไว้เพื่อเป็นอาหารหาได้ไม่

:เอกาสนิกภิกษุชั้นกลาง   เมื่อภัตตาหารในบาตรยังไม่หมดเพียงใด   ก็ยังรับภัตตาหารอื่นได้อยู่เพียงนั้น   ด้วยว่าเอกาสนิกภิกษุชั้นกลางนี้    ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีโภชนะเป็นที่สุด

''(หน้าที่ 100)''

:เอกาสนิกภิกษุชั้นต่ำ  เมื่อยังไม่ลุกขึ้นจากที่นั่งเพียงใด  ก็ยังฉันภัตตาหารได้อยู่เพียงนั้น  ด้วยว่าเอกาสนิกภิกษุชั้นต่ำนี้  ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีน้ำเป็นที่สุด  เพราะฉันได้ตลอดเวลาที่ยังไม่รับน้ำล้างบาตร  หรือชื่อว่าเป็นผู้มีการนั่งเป็นที่สุด  เพราะฉันได้ตลอดเวลาที่ยังไม่ลุกขึ้นจากที่นั่ง

:ว่าด้วยประเภทในเอกาสนิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะที่เอกาสนิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้ฉันโภชนะในที่นั่งหลายแห่ง

:ว่าด้วยความแตกในเอกาสนิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ของธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ -  ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย,  ความเป็นผู้มีความลำบากกายน้อย,  ฐานเบา  คือกลับเนื้อกลับตัวคล่องแคล่ว,  กำลังแข็งแรง,  มีการอยู่อย่างผาสุกสบาย,  ไม่ต้องอาบัติในโภชนะอันไม่เป็นเดนเป็นเหตุ,  บรรเทาความติดในรสอาหารเสียได้,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น

:โรคทั้งหลายซึ่งมีการฉันเป็นเหตุ  ย่อมไม่เบียดเบียนภิกษุผู้สำรวม  ผู้ยินดีในการฉันในที่นั่งอันเดียว  ภิกษุไม่ละโมบในรสอาหาร  ย่อมอดทนได้  ไม่ทำให้งานคือการบำเพ็ญเพียรของตนเสื่อมเสียไป

:ด้วยประการฉะนี้  ภิกษุผู้สำรวม  มีใจสะอาด  พึงสร้างความพอใจให้บังเกิดในการฉันที่นั่งอันเดียว  อันเป็นเหตุแห่งความผาสุก  ที่ผู้ยินดีในการขัดเกลากิเลสให้สะอาดเข้าไปส้องเสพแล้วนั่นเถิด

:ว่าด้วยอานิสงส์เอกาสนิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในเอกาสนิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 101)''

'''๖.  ปัตตปิณฑิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาด้วยคำสมาทาน  อย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒  อย่างนี้คือ  ทุติยกภาชนํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธภาชนะอันที่ ๒  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์ของภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในปัตตปิณฑิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกตินั้น  ถึงเวลาจะดื่มข้าวยาคู  เมื่อได้อาหารมาไว้ในภาชนะแล้ว  พึงฉันอาหารก่อนหรือจะดื่มข้าวยาคูก่อนก็ได้  ก็ถ้าใส่อาหารลงในข้าวยาคู  เมื่ออาหารที่ใส่ลงไปนั้นเป็นปลาเน่าเป็นต้น  ข้าวยาคูก็เป็นสิ่งที่น่าเกลียด  และควรทำข้าวยาคูให้หายน่าเกลียดเสียจึงค่อยฉัน  เพราะฉะนั้น  คำว่า  พึงฉันอาหารก่อนก็ได้นี้  ท่านกล่าวหมายเอาอาหารเช่นนั้น 

:ส่วนอาหารใดย่อมไม่เป็นสิ่งที่น่าเกลียด  เช่น  น้ำผึ้ง  และ  น้ำตาลกรวด  เป็นต้น  อาหารนั้นพึงใส่ลงในข้าวยาคูได้  แต่เมื่อจะหยิบเอาอาหารเช่นนั้น  ก็พึงหยิบเอาแต่พอสมควร  แก่ประมาณเท่านั้น  ผักสดจะใช้มือจับกัดกินก็ได้  แต่เมื่อไม่ทำดังนั้นพึงใส่ลงในบาตรนั่นเทียว  ส่วนภาชนะอย่างอื่นแม้จะเป็นใบตองก็ตามก็ไม่ควรใช้  เพราะได้ปฏิเสธภาชนะอันที่ ๒  ไว้แล้ว

:ว่าด้วยกรรมวิธีโดยปัตตปิณฑิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้ภิกษุผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกตินี้ก็มี ๓  ประเภท  ใน  ๓  ประเภทนั้น  ปัตตปิณฑิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  แม้จะคายกากอาหารทิ้งก็ไม่ควร  ยกเว้นแต่เวลาฉันอ้อยขวั้น  (อ้อยลำ)  แม้ก้อนข้าวสุก,  ปลา,  เนื้อและขนมจะใช้มือบิฉันก็ไม่ควร

''(หน้าที่ 102)''

:สำหรับปัตติปิณฑิกภิกษุชั้นกลางนั้น  จะใช้มือข้างหนึ่งบิแล้วฉันก็ควร  ปัตติปิณฑิกภิกษุนี้  ชื่อว่า  หัตถโยคี  (โยคีผู้ใช้มือ)

:ส่วนปัตติปิณฑิกภิกษุชั้นต่ำเป็นผู้ชื่อว่า  ปัตตโยคี  (โยคีผู้ใช้บาตร)  คือ  ของเคี้ยว  ของฉันสิ่งใดสามารถที่จะบรรจุเข้าไปในบาตรของท่านได้  จะบิของเคี้ยวของฉันนั้นด้วยมือหรือจะขบด้วยฟันแล้วฉันก็ควร

'''ว่าด้วยประเภทในปัตตปิณฑิกกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้'''

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์ของภิกษุผู้ปัตตปิณฑิกทั้ง ๓  ประเภทนี้  ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะที่ท่านเหล่านั้นยินดีต่อภาชนะอันที่ ๒  นั่นเทียว

'''ว่าด้วยความแตกในปัตตปิณฑิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้'''

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ – เป็นการบรรเทาเสียซึ่งตัณหาในรส  ต่าง ๆ  เป็นการเสียสละได้ซึ่งภาวะที่มีความอยากในรสในภาชนะนั้น ๆ  ความเป็นผู้เห็นประโยชน์  และประมาณในอาหาร,  ไม่มีความลำบากเพราะการรักษาเครื่องใช้เช่นถาดเป็นต้น,  ไม่มีความเป็นผู้ฉันล่อกแล่ก,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความเป็นคนมักน้อยเป็นต้น

:ภิกษุผู้มีวัตรปฏิบัติอันงดงาม  เลิกละความล่อกแล่กในภาชนะนานาชนิดเสีย  มีตาทอดลงแต่ในบาตร  ย่อมเป็นเสมือนขุดอยู่ซึ่งรากเหง้าแห่งตัณหาในรส

:ภิกษุผู้มีใจงดงาม  รักษาไว้ซึ่งความสันโดษเสมือนดังรูปร่างของตน  พึงสามารถที่จะฉันอาหารเช่นนี้ได้  ภิกษุอื่นใครเล่าที่จะพึงผู้มีบิณฑบาตในบาตรเป็นปกติ

:ว่าด้วยอานิสงส์ในปัตตปิณฑิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในปัตตปิณฑิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 103)''

'''๗.  ขลุปัจฉาภัตติกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน  ๒ อย่างนี้  คือ  อติริตฺตโภชนํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธโภชนะอันล้นเหลือ  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้มิใช่ผู้มีอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุมิใช่ผู้เป็นอันฉันปัจฉาภัตรเป็นปกตินั้น  ครั้นห้ามโภชนะเสียแล้วไม่พึงให้ทำโภชนะให้เป็นกัปปิยะ (ให้เป็นของควรฉัน)  แล้วฉันอีก

:ว่าด้วยกรรมวิธีในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว  ภิกษุมิใช่ผู้ฉันปัจฉาภัตรเป็นปกตินี้มี  ๓  ประเภทดังนี้คือ-

:โดยเหตุที่การห้ามโภชนะย่อมมีไม่ได้ในบิณฑบาตรครั้งแรก  แต่เมื่อบิณฑบาตรครั้งแรกนั้น  อันภิกษุผู้ขลุปัจฉาภัตติกะกำลังฉันอยู่  ย่อมเป็นอันปฏิเสธซึ่งบิณฑบาตอื่น  ฉะนั้น  ในขลุปัจฉาภัตติกภิกษุ ๓  ประเภทนั้น  ขลุปัจฉาภัตติกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์ห้ามโภชนะแล้วด้วยอาการอย่างนี้คือ  ฉันบิณฑบาตครั้งแรกแล้ว  ย่อมไม่ฉันบิณฑบาตครั้งที่สอง

:ขลุปัจฉาภัตติภิกษุชั้นกลาง  ตนห้ามแล้วในเพราะโภชนะใด  ยังฉันโภชนะนั้นได้อยู่นั่นเทียว

:ส่วนขลุปัจฉาภัตติกภิกษุชั้นต่ำ  ย่อมฉันบิณฑบาตได้ตลอดเวลาที่ตนยังไม่ลุกจากที่นั่ง

:ว่าด้วยประเภทในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 104)''

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะที่ขลุปัจฉาภัตติกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้ซึ่งห้ามโภชนะแล้ว  ให้ทำโภชนะให้เป็นกัปปิยะแล้วฉันอีกนั่นเทียว

:ว่าด้วยความแตกในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ -  เป็นการห่างไกลจากอาบัติเพราะฉันโภชนะอันไม่เป็นเดน,  ไม่มีการแน่นท้อง,  เป็นการไม่สะสมอามิส,  ไม่มีการแสวงหาอีก,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น

:โยคีบุคคลผู้ขลุปัจฉาภัตติกซึ่งเป็นบัณฑิต  ย่อมไม่เผชิญกับความลำบาก  เพราะการแสวงหาอาหาร  ย่อมไม่ทำการสะสมอามิส  ย่อมหายจากความแน่นท้อง

:เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลผู้ใคร่ที่จะกำจัดเสียซึ่งโทษทั้งหลาย  พึงบำเพ็ญขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  ซึ่งเป็นสิ่งที่พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญพระปฏิบัติศาสนาว่า  เป็นที่เกิดแห่งความเจริญขึ้นแห่งคุณมีคุณคือ  ความสันโดษเป็นต้นนั่นเทียว

:ว่าด้วยอานิสงส์ในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๘.  อารัญญิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้อารัญญิกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้ว  ด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒  อย่างนี้คือ  คามนฺตเสนาสนํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอ 

''(หน้าที่ 105)''

:ปฏิเสธเสนาสนะภายในบ้าน  ดังนี้อย่างหนึ่ง  อารญฺญิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในอารัญญิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้อยู่ในป่าเป็นปกตินั้น  ต้องออกจากเสนาสนะภายในบ้านไปทำให้อรุณตั้งขึ้นในป่า,  ในเสนาสนะ ๒  อย่างนั้น  บ้านพร้อมอุปจารแห่งบ้านนั่นเทียว  ชื่อว่า  เสนาสนะภายในบ้าน

'''อธิบายคำว่าบ้าน'''

:ที่อยู่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่ง  จะมีกระท่อมหลังเดียวหรือหลายหลังก็ตาม  จะมีเครื่องล้อมหรือไม่มีเครื่องล้อมก็ตาม  จะมีคนหรือไม่มีคนก็ตาม  แม้ชั้นที่สุดหมู่เกวียนเหล่าใดเหล่าหนึ่งซึ่งจอดพักอยู่เกิน  ๔  เดือน  ชื่อว่า  บ้าน

'''อธิบายคำว่าอุปจารบ้าน'''

:สำหรับบ้านที่มีเครื่องล้อมเหมือนดังเมืองอนุราธบุรี  ย่อมมีเขื่อนอยู่ ๒  ชั้น  ชั่วเลฑฑุบาตหนึ่ง  (ชั่วขว้างก้อนดินตก)  ของบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง  ซึ่งยืนอยู่ที่เขื่อนด้านใน  ชื่อว่า  อุปจารบ้าน  (บริเวณรอบ ๆบ้าน)

:ท่านที่ชำนาญพระวินัยอธิบายลักษณะของเลฑฑุบาตนั้นไว้ดังนี้  ที่ภายในแห่งก้อนดินตก  ซึ่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลางขว้างไปนั้น  เหมือนอย่างพวกเด็กวัยหนุ่ม  เมื่อจะออกกำลังของตน  จึงเหยียดแขนออกแล้วขว้างก้อนดินไป  ฉะนั้น

:ส่วนท่านผู้ชำนาญพระสูตรอธิบายไว้ว่า   ที่ภายในแห่งก้อนดินตก   ซึ่งบุรุษขว้างไปด้วยหมายที่จะห้ามกา  ชื่อว่า    อุปจารบ้าน

:ในบ้านที่ไม่มีเครื่องล้อม  มาตุคาม  ( สตรี )    ยืนอยู่ที่ประตูเรือนห้องสุดเขาทั้งหมดแล้วสาดน้ำไปด้วยภาชนะ   ภายในที่ตกแห่งน้ำนั้น  ชื่อว่า   อุปจารเรือน   นับแต่อุปจารเรือนนั้นออกไปชั่วเลฑฑุบาตหนึ่งโดยนัยกล่าวมาแล้ว   ยังนับเป็นบ้าน   ชั่วเลฑฑุบาตที่สองจึงนับเป็น   อุปจารบ้าน

''(หน้าที่ 106)''

'''อธิบายคำว่าป่า'''

:ส่วนป่านั้น  ประการแรก   โดยปริยายแห่งพระวินัยท่านอธิบายไว้ว่า   ยกเว้นบ้านและอุปจารบ้านเสีย   ที่ทั้งหมดนั้นเรียกว่า   ป่า   โดยปริยายแห่งพระอภิธรรมท่านอธิบายไว้ว่า  ที่ภายนอกจากเขื่อนออกไปทั้งหมดนั้น  เรียกว่า  ป่า  ส่วน  ณ ที่นี้โดยปริยายแห่งพระสูตรท่านอธิบายลักษณะไว้ดังนี้   เสนาสนะหลังสุดท้ายที่ตั้งอยู่ชั่วระยะ  ๕๐๐  ชั่วธนู   เรียกว่า   เสนาสนะป่า   ลักษณะที่กล่าวมานี้   พึงกำหนดวัดด้วยคันธนูแบบที่ขึ้นแล้ว   สำหรับบ้านที่มีเครื่องล้อมวัดตั้งแต่เสาเขื่อนจนจรดรั้ววัด   สำหรับบ้านที่ไม่มีเครื่องล้อม   วัดตั้งแต่ชั่วเลฑฑุบาตแรกไปจนจรดรั้ววัด

:พระอรรถกถาจารย์    อธิบายไว้ในอรรถกถาวินัยทั้งหลายว่า   แหละถ้าเป็นวัดที่ไม่มีรั้วล้อม   พึงวัดเอาเสนาสนะหลังต้นเขาทั้งหมดให้เป็นเครื่องกำหนด   หรือพึงวัดเอาโรงครัว   หรือที่ประชุมประจำ   หรือต้นโพธิ์   หรือพระเจดีย์   แม้มีอยู่ในที่ห่างไกลไปจากเสนาสนะให้เป็นเครื่องกำหนดก็ได้

:ส่วนในอรรถกถามัชฌิมนิกายท่านอธิบายไว้ว่า   แม้อุปจารวัดก็เหมือนอุปจารบ้าน พึงออกมาวัดเอาตรงระหว่างเลฑฑุบาตทั้งสองนั่นเถิด  ข้อนี้นับเอาเป็นประมาณในการคำนวณนี้ได้

:แม้หากว่ามีหมู่บ้านอยู่ในที่ใกล้กับวัด   ภิกษุสามเณรซึ่งอยู่ในวัดก็ได้ยินเสียงของชาวบ้านอยู่   แต่ก็ไม่อาจจะเดินทางตรง ๆ ถึงกันได้   เพราะมีภูเขาและแม่น้ำเป็นต้นขั้นอยู่ในระหว่าง   ทางใดอันเป็นทางเดินโดยปกติของวัดนั้น   แม้หากพึงจะสัญจรไปมาด้วยเรือก็ตามพึงถือเอาเป็น  ๕๐๐  ชั่วคันธนูด้วยทางนั้น   แต่อารัญญิกภิกษุใดปิดกั้นทางเล็ก ๆ ในที่นั้น ๆ เสีย เพื่อประสงค์ที่จะให้สำเร็จเป็นองค์ของบ้านใกล้วัด  อารัญญิกภิกษุนี้  ย่อมชื่อว่า  โจรธุดงค์

:ก็แหละ  ถ้าอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ของอารัญญิกภิกษุเกิดต้องอาพาธขึ้นมา  เมื่อท่านไม่ได้ความสัปปายะในป่า  จะพึงนำพาอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ไปอุปัฎฐากที่เสนาสนะภายในบ้านก็ได้   แต่ต้องรีบกลับออกไปให้ทันกาล    ทำให้อรุณขึ้นในที่อันประกอบด้วยองค์แห่งป่าถ้าโรคของอุปัชฌาย์หรืออาจารย์กำเริบขึ้นในเวลาอรุณขึ้นพอดี    ก็พึงอยู่ทำกิจวัตรถวายแด่อุปัชฌาย์หรืออาจารย์นั่นเถิด  ไม่ต้องห่วงทำธุดงค์ให้บริสุทธิ์ดอก

:ว่าด้วยกรรมาวิธีในอารัญญิกังคธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 107)''

'''ประเภท'''

:ก็แหละ   เมื่อว่าโดยประเภท   แม้ภิกษุผู้อยู่ในป่าเป็นปกตินี้   ก็มี ๓ ประเภท  ใน ๓ ประเภทนั้น    อารัญญิกภิกษุชั้นอุกฤษฎ์   ย่อมทำให้อรุณขึ้นในป่าตลอดกาล   (คืออยู่ในป่าเป็นนิจ)   อารัญญิกภิกษุชั้นกลาง  ย่อมอยู่ในเสนาสนะภายในบ้านตลอดกาล ๔ เดือนในฤดูฝน อารัญญิกภิกษุชั้นต่ำ  ย่อมอยู่ในเสนาสนะภายในบ้านได้ตลอดกาล ๔  เดือนในฤดูหนาวด้วย  (รวมเป็นเวลา ๘  เดือน)

:ว่าด้วยประเภทอารัญญิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  เมื่ออารัญญิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนั้น  มาจากป่าแล้วฟังธรรมเทศนาอยู่  ในเสนาสนะภายในบ้าน  แม้ถึงอรุณจะขึ้นในกาลตามที่กำหนดไว้นั้น  ธุดงค์ก็ไม่แตก  ครั้นฟังธรรมแล้วกำลังเดินทางกลับไปอยู่  ถึงแม้อรุณจะตั้งขึ้นระหว่างทาง  ธุดงค์ก็ไม่แตก

:แต่เมื่อพระธรรมกถึกลุกไปแล้ว  อารัญญิกภิกษุทั้ง  ๓  ประเภทนั้น  คิดว่าจักพักนอนสักครู่หนึ่งแล้วจึงจักไป  ดังนี้แล้วเลยหลับไปทำให้อรุณขึ้นในเสนาสนะภายในบ้าน  หรือทำให้อรุณขึ้นในเสนาสนะภายในบ้านตามความชอบใจของตน  ธุดงค์ย่อมแตก

:ว่าด้วยความแตกในอารัญญิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ – อารัญญิกภิกษุผู้สนใจถึงซึ่งความสำคัญแห่งป่า  เป็นผู้ควรที่จะได้บรรลุซึ่งสมาธิที่ยังมิได้บรรลุ  หรือเป็นผู้ควรที่จะรักษาไว้ได้ซึ่งสมาธิที่ได้บรรลุแล้ว,  แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงพอพระหฤทัยต่อท่าน  เหมือนดังที่ตรัสไว้ว่า  นาคิตภิกขุ  ด้วยเหตุนั้น  เราย่อมพอใจต่อภิกษุนั้นด้วยการอยู่ในป่า  ดังนี้,  อนึ่ง  สิ่งต่าง ๆ มีรูปอันไม่เป็นที่สัปปายะเป็นต้น  ย่อมไม่รบกวนจิตของอารัญญิกภิกษุนั้น  ผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด,  ภิกษุผู้อยู่ในป่าเป็นปกติเป็นผู้สิ้นความสะดุ้งหวาดเสียวแล้ว  ละความพอใจอาลัยในชีวิตได้แล้ว  ท่านย่อมได้เสวยรสแห่งความสุขอันเกิดแต่วิเวก,  อนึ่ง  ภาวะที่เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติ  เป็นต้น  ย่อมเป็นภาวะที่เหมาะสมแก่ท่านอารัญญิกภิกษุนั้น

''(หน้าที่ 108)''

:อารัญญิกภิกษุผู้ชอบความสงบ  ไม่คลุกคลี  ยินดีในเสนาสนะอันสงัด  เป็นผู้ยังพระมานัสของสมเด็จพระโลกนาถให้ทรงโปรดปรานได้

:อารัญญิกภิกษุผู้สำรวม  อยู่ในป่าแต่เดียวดาย  ย่อมได้ประสบความสุขอันใด  รสแห่งความสุขอันนั้น  แม้แต่ทวยเทพกับพระอินทร์ก็ไม่ได้ประสบ

:แหละอารัญญิกภิกษุนี้  เที่ยวสวมสอดผ้าบังสุกุลจีวร  เป็นเสมือนกษัตริย์ทรงสวมสอดเกราะ  เข้าสู่สงครามคือป่า  มีธูตธรรมที่เหลือเป็นอาวุธ  เป็นผู้สามารถที่จะได้ชัยชนะซึ่งพญามารพร้อมทั้งราชพาหนะ  โดยไม่นานเท่าไรนักเลย

:เพราะเหตุฉะนั้น  อันภิกษุผู้เป็นบัณฑิต  พึงกระทำความยินดีในการอยู่ป่า  นั่นเทอญ

:ว่าด้วยอานิสงส์ในอรัญญิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน, กรรมวิธี, ประเภท, ความแตก  และอานิสงส์

:ในอารัญญิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๙.  รุกขมูลิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้รุกขมูลิกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒ อย่างคือ  ฉนฺนํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธที่อยู่ที่มีหลังคา  ดังนี้อย่างหนึ่ง  รุกฺขมูลิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาองค์แห่งภิกษุผู้อยู่ที่โคนไม้เป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในรุกขมูลิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 109)''

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้อยู่โคนไม้เป็นปกตินั้น  พึงยึดเอาต้นไม้ที่อยู่สุดเขตวัด  โดยละเว้นต้นไม้เหล่านี้เสียคือ  ต้นไม้อยู่ในระหว่างเขตรัฐสีมา  ต้นไม้เป็นที่นับถือบูชา  ต้นไม้มียาง  ต้นไม้ผล  ต้นไม้มีค้างคาว  ต้นไม้มีโพรง  และต้นไม้อยู่กลางวัด

:ว่าด้วยกรรมวิธีในรุกขมูลิกังคธุดงค์นี้    เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้รุกขมูลิกภิกษุนี้  ก็มี ๓  ประเภท  ใน  ๓  ประเภทนั้น  รุกขมูลิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  จะยืดถือต้นไม้ตามใจชอบแล้วใช้คนอื่นให้ปัดกวาดไม่ได้  พึงใช้เท้าเขี่ยใบไม้ที่ร่วงหล่นด้วยตนเองแล้วอยู่เถิด

:รุกขมูลิกภิกษุชั้นกลาง  จะใช้บรรดาผู้ที่บังเอิญมาถึง  ณ  ที่ตรงนั้นให้ช่วยปัดกวาดก็ได้

:อันรุกขมูลิกภิกษุชั้นต่ำ  พึงเรียกคนรักษาวัดหรือสามเณรมาแล้วใช้ให้ช่วยชำระปัดกวาดให้สะอาด  ให้ช่วยปราบพื้นให้สม่ำเสมอ  ให้ช่วยเกลี่ยทราย  ให้ช่วยล้อมรั้ว  ให้ช่วยประกอบประตูแล้วอยู่เถิด  แต่ในวันงานมหกรรมฉลอง  อันรุกขมูลิกภิกษุอย่านั่งอยู่  ณ  ที่นั่น  พึงหลบไปนั่ง  ณ  ที่กำบังแห่งอื่นเสีย

:ว่าด้วยประเภทในรุกขมูลิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะที่รุกขมูลิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้  สำเร็จการอยู่ในที่อันมีหลังคานั่นเทียว

:ท่านผู้ชำนาญคัมภีร์อังคุตตรนิกาย  อธิบายไว้ว่า  ธุดงค์นี้  ย่อมแตกในขณะที่รุกขมูลิกภิกษุเหล่านั้นรู้แล้วทำอรุณให้ขึ้นในที่อยู่อันมีหลังคา

:ว่าด้วยความแตกในรุกขมูลิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 110)''

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ – เป็นผู้มีข้อปฏิบัติสมควรแก่ปัจจัยเครื่องอาศัย  ตามพระพุทธวจนะข้อว่า  การบวช  อาศัยเสนาสนะคือโคนไม้,  เป็นผู้มีปัจจัยอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้มีอาทิเช่นว่า  ปัจจัยเหล่านั้นเป็นสิ่งเล็กน้อยด้วย  หาได้ง่ายด้วย,  เป็นการยังอนิจจสัญญาให้ปรากฏด้วยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของใบไม้,  ไม่มีความตระหนี่เสนาสนะและความหลงยินดีการงาน,  เป็นผู้มีการอยู่ร่วมกับรุกขเทวดาทั้งหลาย  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความสันโดษเป็นต้น  

:ที่อยู่อาศัยของภิกษุผู้ชอบความสงัด  อันพระพุทธเจ้า  ผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญและเชยชมแล้วว่า  เป็นปัจจัยเครื่องอาศัยที่จะเปรียบเสมอด้วยโคนไม้  จะมีแต่ที่ไหน

:จริงอยู่  ภิกษุผู้อาศัยอยู่ที่โคนไม้สงัด  เป็นที่นำออกซึ่งความตระหนี่อาวาส  อันเทวดาอภิบาลรักษา  ย่อมเป็นผู้มีวัตรปฏิบัติอันดีงาม

:เมื่อรุกขมูลิกภิกษุได้เห็นใบไม้หลายชนิด  คือชนิดที่แดงเข้มบ้าง  ชนิดที่เขียวสดบ้าง  ชนิดที่เหลืองซึ่งร่วงหล่นแล้วบ้าง  ย่อมจะบรรเทา  นิจจสัญญาคือความหมายว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของเที่ยงเสียได้

:เพราะฉะนั้นแหละ  ภิกษุผู้เห็นแจ้ง  อย่าได้พึงดูหมิ่นโคนไม้อันสงัด  อันเป็นมรดกที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้  และเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ยินดีแล้วในการภาวนา

:ว่าด้วยอานิสงส์ในรุกขมูลิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในรุกขมูลิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 111)''

'''๑๐.  อัพโภกาสิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้อัพโภกาสิกังคธุดงค์  ก็เป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒  อย่างนี้คือ  ฉนฺนญฺจ  รุกฺขมูลญฺจ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธที่อยู่อันมีหลังคาและโคนไม้  ดังนี้อย่างหนึ่ง  อพฺโภกาสิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้อยู่  ณ  ที่กลางแจ้งเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในอัพโภกาสิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันอัพโภกาสิกภิกษุนั้นจะเข้าไปยังโรงอุโบสถ  เพื่อจะฟังธรรมเทศนา  หรือเพื่อจะทำอุโบสถกรรมก็ได้  เมื่อเข้าไปแล้วฝนเกิดตกขึ้นมา  ครั้นฝนกำลังตกอยู่ก็ไม่ต้องออก  เมื่อฝนหายแล้วจึงค่อยออก  จะเข้าไปโรงฉันหรือโรงไฟเพื่อทำกิจวัตรก็ได้  จะไปบอกอำลาภัตติกภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระในโรงฉันก็ได้  เมื่อจะแสดงบาลีเอง  หรือให้ผู้อื่นแสดงให้ฟัง  จะเข้าไปยังที่อยู่อันมีหลังคาก็ได้  และจะเอาเตียงและตั่งเป็นต้นซึ่งทิ้งเกะกะอยู่ข้างนอกเข้าไปเก็บไว้ข้างในก็ได้  ถ้าเมื่อกำลังเดินทางถือเครื่องบริขารของพระเถระผู้ใหญ่ไปเมื่อฝนตกจะเข้าไปยังศาลาที่อยู่กลางทางก็ได้  ถ้าไม่ได้ถืออะไร ๆ จะรีบเดินไปด้วยหมายใจว่าจะพักอยู่ในศาลาว่าไม่สมควร  แต่เมื่อเดินไปอย่างปกติ เข้าไปในศาลาแล้วก็พึงอยู่จนกว่าฝนจะหายจึงค่อยไป

:ว่าด้วยกรรมวิธีโดยอัพโภกาสิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้อัพโภกาสิกภิกษุนี้ก็มี ๓  ประเภท  ใน ๓  ประเภทนั้น  สำหรับอัพโภกาสิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  จะเข้าไปพะพิงอิงต้นไม้หรือภูเขาหรือเรือนอยู่ไม่ได้  ต้องทำกระท่อมผ้า  (กางกลด)  อยู่  ณ  ที่กลางแจ้งเท่านั้น

:สำหรับอัพโภกาสิกภิกษุชั้นกลาง  จะเข้าไปพะพิงอิงต้นไม้ภูเขาและบ้าน  แต่ไม่เข้าไปอยู่ข้างในได้อยู่

''(หน้าที่ 112)''

:สำหรับอัพโภกาสิกภิกษุชั้นต่ำ  เงื้อมเขาซึ่งมีขอบเขตมิได้มุงบังก็ดี  ปะรำที่มุงบังด้วยกิ่งไม้ก็ดี  ผ้ากลดหยาบ ๆ ก็ดี  (ผ้าเต็นท์กระมัง)  กระต๊อบซึ่งอยู่ตามที่นั้น ๆ  ที่พวกคนเฝ้านาเป็นต้นทอดทิ้งแล้วก็ดี  ใช้ได้ทั้งนั้น

:ว่าด้วยประเภทในอัพโภกาสิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะที่อัพโภกาสิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้  เข้าไปสู่ที่อยู่อันมีหลังคาหรือเข้าไปสู่โคนไม้

:ท่านผู้ชำนาญคัมภีร์อังคุตตรนิกายอธิบายไว้ว่า  ธุดงค์นี้ย่อมแตกในขณะที่อัพโภกาสิกภิกษุรู้แล้วทำอรุณให้ขึ้นในที่อยู่ซึ่งมีหลังคาหรือที่โคนไม้นั้น

:ว่าด้วยความแตกในอัพโภกาสิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้ -  เป็นการตัดความกังวลในที่อยู่เสียได้,  เป็นอุบายบรรเทาถีนะมิทธะคือความง่วงเหงาหาวนอน,  เป็นผู้สมควรแก่การที่จะสรรเสริญว่า  ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีบ้าน  ไม่ติดข้องเที่ยวไป  มีอาการปานดังฝูงเนื้อฉะนั้น,  เป้นผู้สิ้นความเกี่ยวเกาะ,  เป็นผู้จาริกไปได้ในทิศทั้ง ๔,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น

:ภิกษุมีจิตใจเป็นดังจิตใจของเนื้อทราย  อาศัยอยู่  ณ  ที่กลางแจ้ง  อันมีเพดานประดับแก้วด้วยมณีคือดวงดาว  อันสว่างไสวด้วยดวงประทีปคือพระจันทร์  อันสมควรแก่ภาวะของท่านผู้ไม่มีเรือนทั้งหาได้ไม่ยาก  กำจัดความง่วงเหงาหาวนอนให้ส่างซาแล้ว  อาศัยแล้วซึ่งความเป็นผู้ยินดีในภาวนา  ไม่นานสักเท่าไร  ย่อมจะได้ประสบซึ่งความยินดีในรสอันเกิดแต่ความสงัดเป็นแน่แท้

''(หน้าที่ 113)''

:เพราะเหตุนั้นแหละ  อันภิกษุผู้มีปัญญา  พึงเป็นผู้ยินดีในที่กลางแจ้งนั่นเทอญ

:ว่าด้วยอานิสงส์ในอัพโภกาสิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในอัพโภกาสิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''๑๑.  โสสานิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้โสสานิกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน  ๒  อย่างนี้คือ  น  สุสานํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธที่อันมิใช่สุสาน  ดังนี้อย่างหนึ่ง  โสสานิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้อยู่ในป่าช้าเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในโสสานิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันภิกษุผู้อยู่ในสุสานเป็นปกตินั้น  ไม่พึงอยู่ในสถานที่ที่พวกมนุษย์อาศัยบ้านอยู่แล้วกำหนดหมายเอาไว้ว่า  ที่ตรงนี้ทำเป็นสุสาน  เพราะเมื่อยังมิได้เผาศพสถานที่นั้นจะได้ชื่อว่าสุสานหาได้ไม่  แต่นับแต่เวลาที่เผาศพแล้วไป  แม้เขาจะทอดทิ้งไปแล้วถึง ๑๒  ปี  สถานที่นั้นก็ยังคงสภาพเป็นสุสานอยู่นั่นเอง

:แหละเมื่อโสสานิกภิกษุอยู่ในสุสานนั้น  จะให้ปลูกสร้างสถานที่  เช่นปะรำสำหรับจงกรม  จะให้จัดแจงเตียงและตั่ง  จะให้ตั้งน้ำฉันและน้ำใช้  จะสอนธรรม  หาเป็นการสมควรไม่  ก็ธุดงค์นี้เป็นภาระหนัก  (บริหารได้ยาก)  เพราะฉะนั้น  เพื่อป้องกันอันตรายซึ่งอาจจะเกิดขึ้น  อันโสสานิกภิกษุพึงกราบเรียนพระสังฆเถระ  หรือบอกเจ้าหน้าที่ให้ทราบไว้  จึงอยู่อย่างไม่ประมาทนั่นเถิด  เมื่อเดินจงกรม  ก็พึงเดินชำเลืองตาดูสุสานไปพลาง

''(หน้าที่ 114)''

:ท่านผู้ชำนาญในคัมภีร์อังคุตตรนิกายพรรณนาไว้ว่า  แม้เมื่อโสสานิกภิกษุจะไปสู่สุสานนั้น  พึงหลบจากทางสายใหญ่ ๆ เสีย  ลัดเลาะไปตามนอกเส้นทาง  พึงกำหนดหมายอารมณ์ไว้เสียแต่ในกลางวันทีเดียว  (เช่นหมายไว้ว่า  ตรงนี้เป็นจอมปลวก  ตรงนี้เป็นต้นไม้  ตรงนี้เป็นตอ)  เพาะเมื่อกำหนดหมายไว้อย่างนี้  อารมณ์นั้นจักไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวแก่เธอในเวลากลางคืน  แม้ถึงจะมีพวกอมนุษย์เที่ยวร่ำร้องอยู่ไปมาในเวลากลางคืน  ก็อย่าขว้างปาด้วยวัตถุอะไร  (เช่น  ก้อนดินและก้อนหินเป็นต้น)  อันโสสานิกภิกษุนั้นที่จะไม่ไปยังสุสานแม้เพียงวันเดียวหาได้ไม่  ต้องทำให้มัชฌิมยาม  (๔ ทุ่ม  ถึง ๘ ทุ่ม)  หมดสิ้นไปอยู่ในสุสาน  แล้วจึงกลับออกมาในเวลาปัจฉิมยาม  (๙ ทุ่ม  ถึง ๑๒  ทุ่ม)

:ของเคี้ยวของฉันอันไม่เป็นที่ชอบใจของพวกอมนุษย์  เช่น  แป้งผสมงา,  ข้าวผสมถั่ว,  ปลา,  เนื้อ,  น้ำ,  น้ำมันและน้ำอ้อยเป็นต้น  ไม่ควรจะเสพ  ไม่ควรเข้าไปสู่เรือนแห่งตระกูล

:ว่าด้วยกรรมวิธีในโสสานิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้โสสานิกภิกษุนี้ก็มี ๓  ประเภท  ใน ๓  ประเภทนั้น  โสสานิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  ต้องอยู่  ณ  สุสานซึ่งมีการเผาศพประจำ,  มีศพประจำและมีการร้องไห้เป็นเนืองนิจเท่านั้น

:สำหรับโสสานิกภิกษุชั้นกลาง  ในองค์คุณแห่งสุสาน ๓  ชนิดนั้น  แม้จะมีเพียงชนิดเดียว  ก็สมควร

:สำหรับโสสานิกภิกษุชั้นต่ำ  อยู่ในสุสานที่พอเข้าลักษณะแห่งสุสานตามนัยที่กล่าวแล้ว  ก็เป็นการสมควร

:ว่าด้วยประเภทในโสสานิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  โดยที่โสสานิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้  สำเร็จการอยู่ในสถานที่ซึ่งมิใช่สุสานนั่นเทียว

''(หน้าที่ 115)''

:ท่านผู้ชำนาญในคัมภีร์อังคุตตรนิกายอรรถาธิบายไว้ว่า  ธุดงค์นี้ย่อมแตกในวันที่ไม่ไปสู่สุสาน

:ว่าด้วยความแตกในโสสานิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ – ได้มรณสติ,  มีการอยู่อย่างไม่ประมาท,  ได้ประสบอสุภนิมิต,  บรรเทาเสียได้ซึ่งความกำหนัดในกาม,  ได้เห็นสภาวะแห่งกายเนือง ๆ,  ความเป็นผู้มากด้วยความสังเวชสลดใจ,  ละเสียได้ซึ่งความเมาในความไม่มีโรคเป็นต้น,  ครอบงำเสียได้ซึ่งภัยอันน่ากลัว,  มีภาวะเป็นที่เคารพและเป็นที่น่าสรรเสริญของอมนุษย์ทั้งหลาย,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น

:ก็แหละ  โทษเพราะประมาททั้งหลายย่อมไม่ถูกต้องพ้องพาน  ซึ่งภิกษุผู้อยู่ในสุสานเป็นปกติ  แม้จะหลับอยู่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะอำนาจแห่งมรณานุสสติภาวนา

:แหละ  เมื่อโสสานิกภิกษุนั้นเห็นศพอยู่อย่างมากมาย  จิตของท่านไม่ตกไปสู่อานุภาพและอำนาจของกามเลย 

:โสสานิกภิกษุ  ย่อมประสบความสังเวชสลดใจอย่างไพศาล  ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความมัวเมา  อนึ่ง  ชื่อว่าพยายามแสวงหาอยู่  ซึ่งพระนิพพานโดยชอบ

:ด้วยประการฉะนี้  อันภิกษุผู้เป็นบัณฑิต  ผู้มีจิตน้อมเอียงไปหาพระนิพพาน  พึงส้องเสพซึ่งโสสานิกังคธุดงค์เถิด  เพราะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งคุณเป็นอเนกประการ

:ว่าด้วยอานิสงส์ในโสสานิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในโสสานิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 116)''

'''๑๒.  ยถาสันถติกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้ยถาสันถติกังคธุดงค์   ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้ว  ด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒  อย่างนี้คือ  เสนาสนโลลุปฺปํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความละโมบในเสนาสนะ  ดังนี้อย่างหนึ่ง  ยถาสนฺถติกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะตามที่จัดแจงไว้แล้วอย่างไรเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง 

:ว่าด้วยการสมาทานในยถาสันถติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  เสนาสนะใดที่สงฆ์ให้เธอรับเอาแล้วด้วยคำว่า  เสนาสนะนี้ถึงแก่ท่าน  ฉะนี้  อันยถาสันถติกภิกษุนั้น  พึงยินดีด้วยเสนาสนะนั้นเท่านั้น  ไม่พึงขับไล่ภิกษุอื่นให้ลุกหนีไป

:ว่าด้วยกรรมวิธีในยถาสันถติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้ยถาสันถติกภิกษุนี้  ก็มี  ๓  ประเภท  ใน ๓  ประเภทนั้น  ยถาสันถติกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  จะสอบถามถึงเสนาสนะที่ถึงแก่ตนว่า  ไกลไหม ?  ใกล้ไหม ?  อันอมนุษย์และจำพวกสัตว์ทีฆชาติเป็นต้นรบกวนไหม ?  ร้อนไหม ?  หรือเย็นไหม ?  ดังนี้หาได้ไม่

:ยถาสันถติกภิกษุชั้นกลาง  จะสอบถามดังนั้นได้อยู่  แต่จะไปตรวจดูหาได้ไม่

:ยถาสันถติกภิกษุชั้นต่ำ  ครั้นไปตรวจดูเสนาสนะแล้ว  ถ้าไม่ชอบใจเสนาสนะหลังนั้น  จะถือเอาเสนาสนะหลังอื่นก็ได้

:ว่าด้วยประเภทในยถาสันถติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 117)''

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพไป  ในขณะพอเมื่อยถาสันถติกภิกษุทั้ง  ๓  ประเภท  เกิดความไม่ละโมบขึ้นในเสนาสนะนั่นเทียว

:ว่าด้วยความแตกในยถาสันถติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ในธุดงค์นี้มีดังนี้  คือ – เป็นการกระทำตามพระพุทธโอวาทข้อว่า  ได้สิ่งใดก็พึงยินดีด้วยสิ่งนั้น,  เป็นผู้มุ่งประโยชน์ให้แก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย,  เป็นการสละความเลือกในของเลวและของประณีต,  เป็นการสละเสียได้ซึ่งความดีใจและความเสียใจ,  เป็นความปิดประตูแห่งความมักมาก,  เป็นผู้มีความประพฤติสมควรแก่คุณมีความมักน้อยเป็นต้น 

:ภิกษุผู้สำรวม  มีอันอยู่ในเสนาสนะ  ตามที่จัดแจงไว้แล้วเป็นปกติ  ได้สิ่งใดก็ยินดีด้วยสิ่งนั้นไม่เลือก  ย่อมนอนเป็นสุขในเสนาสนะที่ปูลาดด้วยหญ้าก็ตาม

:ยถาสันถติภิกษุนั้น  ย่อมไม่ดีใจในเสนาสนะที่ดี ๆ  ได้ของเลวมาแล้วก็ไม่เสียใจ  ย่อมสงเคราะห์บรรดาเพื่อนพรหมจรรย์รุ่นใหม่ ๆ  ด้วยประโยชน์เกื้อกูล

:เพราะฉะนั้นภิกษุผู้มีปัญญา  จงประกอบเนือง ๆ  ซึ่งความเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะตามที่จัดแจงไว้แล้ว  อันเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าจำนวนร้อย ๆ สั่งสมแล้ว  อันพระมหามุณีผู้ยอดเยี่ยมทรงสรรเสริญแล้ว

:ว่าด้วยอานิสงส์ในยถาสันถติกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในยถาสันถติกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 118)''

'''๑๓.  เนสัชชิกังคกถา'''

'''การสมาทาน'''

:แม้เนสัชชิกังคธุดงค์  ก็ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้ว ด้วยคำสมาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง  จากคำสมาทาน ๒  อย่างนี้คือ  เสยฺยํ  ปฏิกฺขิปามิ  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธอิริยาบถนอน  ดังนี้อย่างหนึ่ง  เนสชฺชิกงฺคํ  สมาทิยามิ  ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งองค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ด้วยอิริยาบถนั่งเป็นปกติ  ดังนี้อย่างหนึ่ง

:ว่าด้วยการสมาทานในเนสัชชิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''กรรมวิธี'''

:ก็แหละ  อันเนสัชชิกภิกษุนั้น  ต้องลุกขึ้นเดินจงกรมให้ได้ยามหนึ่ง  ในบรรดายามสามแห่งราตรี  เพราะในอิริยาบถ ๔ นั้น  อริยาบถนอนเท่านั้น  ย่อมไม่สมควรแก่ผู้บำเพ็ญเนสัชชิกังคธุดงค์  

:ว่าด้วยกรรมวิธีในเนสัชชิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''ประเภท'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยประเภท  แม้เนสัชชิกภิกษุนี้ก็มี ๓ ประเภท  ใน ๓  ประเภทนั้น  สำหรับเนสัชชิกภิกษุชั้นอุกฤษฏ์  หมอนอิงข้าง  แคร่นั่งทำด้วยผ้า  และผ้าสายโยค  ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น

:สำหรับเนสัชชิกภิกษุชั้นกลาง  ในของ ๓ อย่างนี้  เพียงแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง  ใช้ได้

:สำหรับเนสัชชิกภิกษุชั้นต่ำ  พนักอิงข้างก็ดี  แคร่นั่งทำด้วยผ้าก็ดี  ผ้าสายโยคก็ดี  หมอนพิงก็ดี  เก้าอี้มีองค์ ๕ ก็ดี  เก้าอี้มีองค์ ๗ ก็ดี  ใช้ได้ทั้งนั้น

:ก็แหละ  เก้าอี้ที่ทำมีพนักข้างหลัง  ชื่อว่าเก้าอี้มีองค์ ๕  (คือ เท้า ๔  พนักหลัง ๑)  เก้าอี้ที่ทำมีพนักข้างหลังด้วย  มีพนักในข้างทั้ง ๒  ด้วย  ชื่อว่าเก้าอี้มีองค์ ๗

:ได้ยินว่า  เก้าอี้มีองค์  ๗  นั้น  พวกทายกได้ทำถวายแก่ท่านพระจูฬอภยเถระ  พระเถระสำเร็จพระอนาคามีปรินิพพานแล้ว

:ว่าด้วยประเภทในเนสัชชิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

''(หน้าที่ 119)''

'''ความแตก'''

:ก็แหละ  ธุดงค์นี้ย่อมแตก  คือหายจากสภาพธุดงค์  ในขณะพอเมื่อเนสัชชิกภิกษุทั้ง ๓  ประเภทนี้  สำเร็จซึ่งอิริยาบถนอนนั่นเทียว

:ว่าด้วยความแตกในเนสัชชิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

'''อานิสงส์'''

:ก็แหละ  อานิสงส์ของธุดงค์นี้มีดังนี้คือ – เป็นการตัดเสียซึ่งความผูกพันแห่งจิตที่ตรัสไว้ว่า  เป็นผู้ขวนขวายหาความสุขในการนอน  ความสุขในการเอนหลัง  ความสุขในการหลับฉะนี้,  ความเป็นที่สัปปายะแก่การบำเพ็ญกัมมัฏฐานทั้งปวง,  ความเป็นผู้มีอิริยาบถเป็นที่น่าเลื่อมใส,  เป็นการเกื้อหนุนแก่การเริ่มทำความเพียร,  เป็นการเพิ่มพูนการปฏิบัติชอบให้เจริญยิ่งขึ้น

:เนสัชชิกภิกษุผู้สำรวม  นั่งคู้บัลลังก์  ตั้งกายให้ตรง  ย่อมยังดวงหฤทัยของพญามารให้หวาดหวั่น

:ภิกษุผู้ยินดีในการนั่ง  มีความเพียรปรารภแล้ว  ละความสุขในการนอน  ความสุขในการหลับแล้ว  ย่อมทำป่าอันเป็นที่บำเพ็ญตบะให้งดงาม

:เพราะเหตุที่ตนจะได้ประสบซึ่งปีติและสุข  อันปราศจากอามิสฉะนั้น  อันภิกษุผู้บัณฑิตพึงหมั่นบำเพ็ญเนสัชชิกังคธุดงค์อยู่เนือง ๆ  นั่นเถิด

:ว่าด้วยอานิสงส์ในเนสัชชิกังคธุดงค์นี้  เพียงเท่านี้

:พรรณนาการสมาทาน,  กรรมวิธี,  ประเภท,  ความแตก  และอานิสงส์

:ในเนสัชชิกังคธุดงค์  ยุติลงเพียงเท่านี้

'''ธุตังคปกิณณกกถา'''

'''บัดนี้  ถึงวาระที่จะพรรณนาความแห่งคาถานี้  คือ –'''

:กุสลตฺติกโต  เจว     ธุตาทีนํ  วิภาวโต

:สมาสพยาสโตจาปิ     วิญฺญาตพฺโพ  วินิจฺฉโย

:แปลความว่า –

''(หน้าที่ 120)''

:นักศึกษาพึงศึกษาให้เข้าใจข้อวินิจฉัยธุดงค์  โดยความเป็นกุศลติกะ ๑  โดยแยกออกเป็นคำ ๆ  มีคำว่าธุตะเป็นต้น  ๑  โดยย่อและโดยพิสดาร ๑

'''วินิจฉัยโดยความเป็นกุศลติกะ'''

:ในอาการเหล่านั้น  คำว่า  โดยความเป็นกุศลติกะ  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:ก็แหละ  ธุดงค์หมดทั้ง ๑๓  ประการนั้นแล  จัดเป็นกุศลด้วยอำนาจแห่งเสกขบุคคลและปุถุชนก็มี  จัดเป็นอัพยากฤตด้วยอำนาจแห่งพระอรหันตขีณาสพก็มี  แต่ธุดงค์ที่จัดเป็นอกุศลหามีไม่

:อาจจะมีผู้ใดท้วงติงว่า  แม้ธุดงค์ที่จัดเป็นอกุศลก็มีเหมือนกัน  โดยมีพระพุทธวจนะเป็นอาทิว่า  ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก  อันความปรารถนาครอบงำแล้วเป็นผู้อยู่ในป่า  ฉะนี้

:นักศึกษาพึงแถลงแก้เขาดังนี้ – เรามิได้กล่าวปฏิเสธว่า  ภิกษุไม่อยู่ในป่าด้วยอกุศลจิต  ความจริง  ภิกษุใดมีอาการอยู่ในป่า  ภิกษุนั้นชื่อว่าผู้อยู่ในป่า  อันภิกษุผู้อยู่ในป่านั้น  จะพึงเป็นผู้มีความมักน้อยก็มี  เป็นธรรมดา

:ข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายมาแล้วว่า  ก็แหละ  ธุดงค์เหล่านี้เป็นองค์ของภิกษุผู้ได้นามว่า  ธุตะ  เพราะเป็นผู้มีกิเลสอันกำจัดแล้วด้วยเจตนาเป็นเครื่องสมาทานนั้น ๆ  ฉะนั้น  จึงชื่อว่า  ธุตังคะ  อีกอย่างหนึ่ง  ญาณอันได้โวหารว่า  ธุตะ เพราะเป็นการกำจัดซึ่งกิเลส  เป็นเหตุแห่งการสมาทานเหล่านั้น  ฉะนั้น  การสมาทานเหล่านั้นจึงชื่อว่า  ธุตังคะ อีกนัยหนึ่ง  การสมาทานเหล่านั้นได้ชื่อว่า  ธุตะ  เพราะเป็นเครื่องกำจัดซึ่งธรรมอันเป็นข้าศึก  และเป็นเหตุแห่งสัมมาปฏิบัติด้วย  ฉะนั้น  การสมาทานเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  ธุตังคะ

:ก็เมื่อการสมาทานเหล่านี้จะพึงเป็นองค์ของภิกษุใด  ภิกษุนั้นเป็นผู้ชื่อว่า  กำจัดอะไร ๆ  ด้วยอกุศลก็หามิได้  ด้วยว่าอกุศลย่อมกำจัดบาปอะไร ๆ  ไม่ได้  เพราะทำอธิบายว่า  อกุศลนั้นเป็นองค์แห่งการสมาทานเหล่าใด  ก็จะพึงเรียกการสมาทานเหล่านั้นว่าธุตังคะไปเสีย  ที่แท้อกุศลย่อมกำจัดกิเลสมีความละโมบในจีวรเป็นต้นไม่ได้  เป็นองค์แห่งสัมมาปฏิบัติก็ไม่ได้เพราะเหตุฉะนั้น  คำว่า  ธุดงค์ที่จัดเป็นอกุศลหามีไม่  นี้เป็นอันกล่าวชอบแล้ว

''(หน้าที่ 121)''

'''อนึ่ง  แม้ความพิรุธจากพระบาลีก็จะถึงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า  ธุดงค์แม้ของภิกษุเหล่าใด  ซึ่งพ้นไปจากกุศลติกะ  ธุดงค์ของภิกษุเหล่านั้นนั่นแหละ  ย่อมไม่มีโดยความหมาย  สิ่งที่ไม่มีความหมายจักชื่อว่า  ธุตังคะ  เพราะกำจัดสิ่งอะไรเล่า  ผู้บำเพ็ญธุดงค์ย่อมจะสมาทาน  เอาธุตคุณไปประพฤติปฏิบัติอยู่  เพราะฉะนั้น คำของภิกษุเหล่านั้น  (หมายเอาทรรศนะของพวกภิกษุชาววัดอภัยคีรี)  ไม่ควรถือเอาเป็นประมาณ'''

:พรรณนาโดยความเป็นกุศลติกะ  อันเป็นประการแรกในคาถานี้  ยุติเพียงเท่านี้

'''วินิจฉัยโดยแยกเป็นคำ ๆ มีคำว่าธุตะเป็นต้น'''

:ในข้อว่า  โดยแยกออกเป็นคำ ๆ มีคำว่า  ธุตะ เป็นต้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ – 

:นักศึกษาพึงเข้าใจคำเหล่านี้คือ  ธุตะ ๑  ธุตวาทะ ๑  ธุตธรรมะ ๑  ธุตังคะ ๑  การเสพธุดงค์เป็นที่สบายแก่บุคคลชนิดไร ๑

'''ธุตะ'''

:ในคำเหล่านั้น  คำว่า  ธุตะ  หมายเอาบุคคลผู้มีกิเลสอันกำจัดแล้ว  อีกอย่างหนึ่ง  หมายเอาธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดซึ่งกิเลส

'''ธุตวาทะ'''

:ก็แหละ  ในคำว่า  ธุตวาทะ  นี้  มีอรรถาธิบายดังนี้  คือ –

:บุคคลมีธุตะแต่ไม่มีธุตวาทะ ๑  บุคคลไม่มีธุตะแต่มีธุตวาทะ ๑  บุคคลไม่มีทั้งธุตะทั้งธุตวาทะ ๑  บุคคลมีทั้งธุตะทั้งธุตวาทะ ๑

:ในบุคคล ๔  จำพวกนั้น  บุคคลใดกำจัดกิเลสของตนได้ด้วยธุดงค์  แต่ไม่โอวาท  ไม่อนุสาสน์บุคคลอื่นด้วยธุดงค์  เหมือนอย่างพระพากุลเถระ  บุคคลนี้ชื่อว่า  ผู้มีธุตะแต่ไม่มีธุตวาทะ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ท่านพากุละนี้นั้น  เป็นผู้มีธุตะแต่ไม่มีธุตวาทะ

:แหละบุคคลใดมิได้กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์  ย่อมโอวาทย่อมอนุสาสน์บุคคลอื่น  ด้วยธุดงค์แต่อย่างเดียว  เหมือนอย่างพระอุปนันทเถระ  บุคคลนี้ชื่อว่า  ไม่มีธุตะแต่มีธุตวาทะ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ท่านอุปนันทะผู้สักยบุตรนี้นั้น  เป็นผู้ไม่มีธุตะแต่มีธุตวาทะ

''(หน้าที่ 122)''

:บุคคลใดวิบัติจากธุตะและธุตวาทะทั้งสองอย่าง  เหมือนอย่างพระโลฬุทายี  บุคคลนี้ชื่อว่าผู้ไม่มีทั้งธุตะทั้งธุตวาทะ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  พระโลฬุทายีนั้น  เป็นผู้ไม่มี  ทั้งธุตะทั้งธุตวาทะนั่นเทียว

:แหละบุคคลใดสมบุรณ์ด้วยธุตะและธุตวาทะทั้งสอง  เหมือนอย่างพระธรรม  เสนาบดีเสรีปุตตะ  บุคคลนี้ชื่อว่ามีทั้งธุตะมีทั้งธุตวาทะนั่นเทียว  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ท่านสารีปุตตะนี้นั้น  เป็นผู้มีทั้งธุตะมีทั้งธุตวาทะ

'''ธุตธรรมะ'''

:คำว่า  พึงเข้าใจ  ธุตธรรมะ  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  ธรรม ๕  ประการ  อันเป็นบริวารแห่งธุตังคเจตนาเหล่านี้  คือ  ความมักน้อย ๑  ความสันโดษ ๑  ความขัดเกลา ๑  ความสงัด ๑  ความต้องการด้วยกุศลนี้  (อิทมตฺถิตา) ๑  ชื่อว่าธุตธรรมะ  ทั้งนี้  เพราะมีพระบาลีรับรองว่า….เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความมักน้อยนั่นเทียว

:ในธุตธรรมะ ๕  ประการนั้น  ความมักน้อยกับความสันโดษ  สงเคราะห์เป็นอโลภะ  ความขัดเกลากับความสงัดคล้อยไปในธรรมะ ๒  อย่าง  อโลภะและอโมหะ  ความต้องการด้วยกุศลนี้  จัดเป็นตัวญาณโดยตรง

:แหละในอโลภะและอโมหะนั้น  โยคีบุคคลย่อมกำจัดความโลภในวัตถุที่ต้องห้ามนั้นแลได้ด้วยอโมหะ

:อนึ่ง  โยคีบุคคลย่อมกำจัดกามสุขัลลิกานุโยค  คือการประกอบตนในกามสุขอันเป็นไปโดยมุขคือการเสพวัตถุที่ทรงอนุญาตแล้ว  ด้วยอโลภะ  ย่อมกำจัดอัตตกิลมถานุโยคคือการประกอบตนให้ลำบาก  อันเป็นไปโดยมุข  คือความขัดเกลาอย่างเคร่งเครียดในธุดงค์ทั้งหลายด้วยอโมหะ

'''เพราะเหตุดังนั้น  ธรรมเหล่านี้นักศึกษาพึงทราบว่า  ธุตธรรมะ'''

'''ธุตังคะ'''

:คำว่าพึงเข้าใจ  ธุตังคะ  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  นักศึกษาพึงทราบว่าธุตังคะคือ  ธุดงค์  มี ๑๓  ประการ  คือ  ปังสุกูลิกังคะ ๑  เตจีวริกังคะ ๑  ปิณฑปาติกังคะ  ๑  สปทาน-

''(หน้าที่ 123)''

'''จาริกังคะ ๑ เอกาสนิกังคะ ๑  ปัตตปิณฑิกังคะ ๑  ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ๑  อารัญญิกังคะ ๑  รุกขมูลิกังคะ ๑  อัพโภกาสิกังคะ ๑  โสสานิกังคะ ๑  ยถาสันถติกังคะ ๑  และเนสัชชิกังคะ ๑'''

:ธุตังคะทั้ง ๑๓  ประการนี้  ได้อรรถาธิบายโดยอรรถวิเคราะห์และโดยลักษณะ  เป็นต้นมาแล้วในตอนต้น  ในที่นี้จึงไม่อธิบายซ้ำอีก

'''การเสพธุดงค์เป็นที่สบายแก่บุคคลชนิดไร'''

:คำว่า  การเสพธุดงค์เป็นที่สบายแก่บุคคลชนิดไร  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  การเสพธุดงค์เป็นที่สบายแก่บุคคลที่เป็นราคจริตกับโมหจริต

:เพราะเหตุไร ?  เพราะการเสพธุดงค์เป็นข้อปฏิบัติที่ลำบากและเป็นการอยู่อย่าง  ขัดเกลากิเลส  จริงอยู่  ราคะย่อมสงบลงเพราะอาศัยการปฏิบัติลำบาก  ผู้ไม่ประมาทย่อมละโมหะได้เพราะอาศัยความขัดเกลากิเลส

:อีกประการหนึ่ง  ในบรรดาธุดงค์เหล่านี้  การเสพอารัญญิกังคธุดงค์กับรุกขมูลิกังคธุดงค์  ย่อมเป็นที่สบายแม้สำหรับบุคคลที่เป็นโทสจริตด้วย  เพราะว่าเมื่อโยคีบุคคลอยู่อย่าง  ที่ไม่ถูกกระทบกระทั่งในป่าหรือที่โคนไม้นั้น  แม้โทสะก็ย่อมสงบลงเป็นธรรมดา

'''พรรณนาโดยแยกออกเป็นคำ ๆ  มีคำว่าธุตะเป็นต้น  ยุติลงเพียงเท่านี้'''

'''วินิจฉัยโดยย่อและโดยพิสดาร'''

:ข้อว่า  โดยย่อและโดยพิสดารนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

'''โดยย่อ'''

:ก็แหละ ธุดงค์ ๑๓  ประการนี้  เมื่อจัดโดยย่อมีเพียง ๘  ประการเท่านั้น  คือองค์ที่เป็นหัวใจ  ๓ องค์ที่ไม่เจือปน ๕

:ใน ๒  ลักษณะนั้น  องค์ที่เป็นหัวใจ ๓  นั้นคือ  สปทานจาริกังคะ ๑  เอกาสนิกังคะ ๑  อัพโภกาสิกังคะ ๑  อธิบายว่า  เมื่อโยคีบุคคลรักษาสปทานจาริกังคธุดงค์  จักได้ชื่อว่ารักษาปิณฑปาติกังคธุดงค์ไปด้วย  และเมื่อโยคีบุคคลรักษาเอกาสนิกังคธุดงค์  จำเป็นอันต้องรักษาด้วยดี  แม้ซึ่งปัตตปิณฑิกังคธุดงค์และขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ไปด้วย  เมื่อโยคีบุคคลรักษา  อัพโภกาสิกังคธุดงค์  ก็เป็นอันต้องรักษาในรุกขมูลิกังคธุดงค์และยถาสันถติกังคธุดงค์อยู่ในตัวมิใช่หรือ

''(หน้าที่ 124)''

:องค์ที่เป็นหัวใจ ๓  ดังอธิบายมานี้  กับองค์ที่ไม่เจือปนอีก ๕  คือ  อารัญญิกังคะ ๑  ปังสุกูลิกังคะ ๑  เตจีวริกังคะ ๑  เนสัชชิกังคะ ๑  โสสานิกังคะ ๑  จึงรวมเป็นธุดงค์โดยย่อ ๘  ประการพอดี

:อีกประการหนึ่ง  ธุดงค์ ๑๓  ประการนี้  สงเคราะห์ลงมีเพียง ๔  ประการเท่านั้น  คือธุดงค์ที่ประกอบด้วยจีวร ๒  ที่ประกอบด้วยบิณฑบาต ๕  ที่ประกอบเสนาสนะ ๕  ที่ประกอบด้วยความเพียร ๑

:ในบรรดาธุดงค์เหล่านี้  เนสัชชิกังคธุดงค์  จัดเป็นธุดงค์ที่ประกอบด้วยความเพียร  ธุดงค์นอกนี้ความปรากฏชัดอยู่แล้ว

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อว่าด้วยอำนาจความอาศัยแล้ว  ธุดงค์ทั้งหมดนั้นมีเพียง ๒  ประการ  คือ  ธุดงค์ที่อาศัยปัจจัย ๑๒  ที่อาศัยความเพียร ๑

:แม้เมื่อว่าด้วยอำนาจ  เป็นสิ่งที่ควรเสพและสิ่งที่ไม่ควรเสพ  ธุดงค์ทั้งหมดนั้นก็ย่นลงเพียง ๒  ประการเหมือนกัน  อธิบายว่า  เมื่อโยคีบุคคลใดเสพธุดงค์กัมมัฏฐานย่อมเจริญ  อันโยคีบุคคลนั้นพึงเสพธุดงค์เถิด  เมื่อโยคีบุคคลใดเสพธุดงค์กัมมัฏฐานย่อมเสื่อม  อันโยคีบุคคลนั้นไม่พึงเสพธุดงค์  ก็แต่ว่าเมื่อโยคีบุคคลใดจะเสพธุดงค์ก็ตามไม่เสพก็ตาม  กัมมัฏฐานย่อมเจริญอย่างเดียวไม่เสื่อมเลย  แม้อันโยคีบุคคลนั้นหวังที่จะอนุเคราะห์ชุมนุมชนภายหลัง  พึงเสพธุดงค์เถิด  แม้เมื่อโยคีบุคคลใดเสพธุดงค์ก็เท่านั้นไม่เสพก็เท่านั้น  กัมมัฏฐานไม่เจริญขึ้น  แม้อันโยคีบุคคลนั้นก็พึงเสพธุดงค์เถิด  ทั้งนี้  เพื่อให้สำเร็จเป็นวาสนาต่อไป

:ธุดงค์ทั้งหมดนั้นซึ่งย่อลงเป็น ๒  ด้วยอำนาจเป็นสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ  ดังอธิบายมาแล้วนี้  ก็สรุปลงเป็นอย่างเดียวด้วยอำนาจแห่งเจตนา  เป็นความจริง  ธุดงค์มีอย่างเดียวเท่านั้น  คือ  เจตนาเป็นเครื่องสมาทาน  

:แม้ในคัมภีร์อรรถกถาท่านก็พรรณนาไว้ว่า  นักปราชญ์ทั้งหลายรับรองว่า  เจตนาอันใด  ธุดงค์ก็อันนั้น  ฉะนี้

''(หน้าที่ 125)''

'''โดยพิสดาร'''

:ก็แหละ  เมื่อว่าโดยพิสดาร  ธุดงค์มีถึง  ๔๒  ประการคือ  ธุดงค์สำหรับภิกษุ ๑๓  สำหรับภิกษุณี ๘  สำหรับสามเณร ๑๒  สำหรับนางสิกขมานาและสามเณรี ๗  สำหรับอุบาสกและอุบาสิกกา ๒

:แหละถ้าสุสานอันถึงพร้อมด้วยองค์แห่งภิกษุผู้อยู่ในป่าเป็นปกติ  มีอยู่ ณ  ที่กลางแจ้ง  ภิกษุแม้เพียงรูปเดียวก็สามารถเพื่อที่จะเสพธุดงค์ทั้งหมดได้โดยวาระเดียวกัน

:แต่สำหรับภิกษุณีนั้น  ธุดงค์ ๒  ประการคือ  อารัญญิกังคธุดงค์ ๑  ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑  ทรงห้ามไว้ด้วยสิกขาบทแล้วนั่นเทียว  ธุดงค์ ๓  ประการนี้คือ  อัพโภกาสิกังคธุดงค์ ๑  รุกขมูลิกังคธุดงค์ ๑  โสสานิกังคธุดงค์ ๑  เป็นสิ่งที่รักษาได้โดยยาก  เพราะว่าอันภิกษุณีนั้นที่จะอยู่โดยปราศจากเพื่อนสองย่อมไม่สมควร  และเพื่อนสองซึ่งจะมีฉันทะเสมอกันในสถานที่เห็นปานดังนั้นก็หาได้ยาก  แม้ถ้าจะพึงหาได้ก็ไม่พ้นไปจากการอยู่คลุกคลี  เมื่อเป็นดังนี้  ภิกษุณีพึงเสพธุดงค์เพื่อประโยชน์อันใด  ประโยชน์นั้นนั่นแล  ก็จะไม่พึงสำเร็จแก่ตน  นักศึกษาพึงทราบว่า  เพราะเหตุที่เป็นสิ่งไม่อาจจะเสพได้ดังบรรยายมานี้  ธุดงค์สำหรับภิกษุณีจึงมีเพียง ๘  ประการเท่านั้น  โดยลดเสีย ๕  ประการ

:ก็แหละ  ในบรรดาธุดงค์ตามที่กล่าวแล้ว  ยกเว้นเตจีวริกังคธุดงค์เสีย ๑  ธุดงค์ที่เหลือ ๑๒  ประการเป็นธุดงค์สำหรับสามเณร  (ในธุดงค์ ๘  ประการสำหรับภิกษุณี  นี้นลดเสีย ๑  คือ  เตจีวริกังคธุดงค์)  ที่เหลือ ๗  ประการ  พึงทราบว่าเป็นธุดงค์สำหรับนางสิกขมานาและสามเณรี

:ก็แหละ  ธุดงค์ ๒  ประการนี้คือ  เอกาสนิกังคธุดงค์ ๑  ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ๑  เป็นสิ่งที่คู่ควรแก่อุบาสกและอุบาสิกาด้วย  สามารถที่จะเสพได้ด้วย  ฉะนั้น  ธุดงค์สำหรับอุบาสกอุบาสิกาจึงมีเพียง ๒  ประการ  ว่าโดยพิสดารธุดงค์ทั้งหมด ๔๒  ประการ ด้วยประการฉะนี้

'''พรรณนาความโดยย่อและโดยพิสดาร  ยุติลงเพียงเท่านี้'''

''(หน้าที่ 126)''

:ก็แหละ  ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้  ย่อมเป็นว่าข้าพเจ้าได้แสดงแล้วซึ่งธุตังคกถาอันสาธุชนควรสมาทานเอา  เพื่อความบริบูรณ์แห่งคุณทั้งหลายมีความเป็นผู้มักน้อย  และความเป็นผู้สันโดษเป็นต้น  อันเป็นเครื่องผ่องแผ้วแห่งศีล  ซึงมีประการที่ได้กล่าวไว้แล้วใน  วิสุทธิมัคคที่ทรงแสดงด้วยมุขคือศีล,  สมาธิ และปัญญา  ด้วยพระพุทธนิพนธคาถานี้ว่า –

:นรชน  ผู้มีปัญญา  เป็นภิกษุ  มีความเพียร  มีปัญญา  เครื่องบริหาร  ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิตและปัญญาให้เจริญอยู่  เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้

'''ธุตังคนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๒'''

'''ในปกรณ์วิเสส  ชื่อ  วิสุทธิมัคค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นเพื่อความปราโมชแห่งสาธุชน'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''

'''-----------------------'''