Difference between revisions 87392 and 87520 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]

'''วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ'''



บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา


*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๒๙ - ๓๓๕|หน้า ๓๒๙ - ๓๓๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร) - พุทธานุสสติ
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๓๖ - ๓๔๐|หน้า ๓๓๖ - ๓๔๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๔๑ - ๓๔๕|หน้า ๓๔๑ - ๓๔๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๔๖ - ๓๕๐|หน้า ๓๔๖ - ๓๕๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๕๑ - ๓๕๕|หน้า ๓๕๑ - ๓๕๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร) - ธัมมานุสสติ
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๕๖ - ๓๖๐|หน้า ๓๕๖ - ๓๖๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๖๑ - ๓๖๕|หน้า ๓๖๑ - ๓๖๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร) - สังฆานุสสติ
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๖๖ - ๓๗๐|หน้า ๓๖๖ - ๓๗๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๗๑ - ๓๗๕|หน้า ๓๗๑ - ๓๗๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร) - สีลานุสสติ, จาคานุสสติ
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๗ ฉอนุสสติอรรถกถา หน้า ๓๗๖ - ๓๘๑|หน้า ๓๗๖ - ๓๘๑]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร) - เทวตานุสสติ



== ดูเพิ่ม ==

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

<sub><small>''(หน้าที่ 302)''</small></sub>

== อสุภกัมมัฏฐานนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๖ ==

'''อสุภ  ๑๐'''

:ก็แหละ  ในอสุภอันปราศจากวิญญานที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในลำดับแห่งกสิณนั้น  มี ๑๐  ประการ  คือ  อุทธุมาตกะ ๑  วินีลกะ ๑  วิปุพพกะ ๑  วิจฉิททกะ ๑  วิกขายิตกะ ๑  วิกขิตตกะ ๑  หตวิกขิตตกะ ๑  โลหิตกะ ๑  ปุฬุวกะ ๑  อัฏฐิกะ ๑

'''๑.  อธิบาย  อุทธุมาตกอสุภ'''

:อสุภที่ชื่อว่า  อุทฺธุมาต  เพราะเป็นของพองขึ้น  โดยที่มันอืดขึ้น ๆ ตามลำดับ นับแต่สิ้นชีวิตไป  มีอาการเหมือนลูกหนังที่พองขึ้นด้วยลม  อุทฺธุมาต ศัพท์นั่นเอง  ได้รูปเป็น  อุทฺธุมาตก  อีกอย่างหนึ่ง  อสุภที่พองขึ้นอย่างน่าเกลียด  เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า อุทฺธุมาตก  คำว่า  อุทธุมาตก  นี้เป็นชื่อของซากศพเห็นปานดังนั้น  แปลว่า  ซากศพที่พองอืดขึ้นอย่างหนึ่ง  ซากศพที่พองอย่างน่าเกลียดอย่างหนึ่ง

'''๒.  อธิบาย  วินีลกอสุภ'''

:อสุภที่มีสีเขียวคละไปด้วยสีต่าง ๆ เรียกว่า  วินีล  วินีล  ศัพท์นั่นเองได้รูปเป็นวินีลก  แปลว่า  อสุภมีสีเขียวคละไปด้วยสีต่าง ๆ อีกอย่างหนึ่ง  อสุภมีสีเขียวน่าเกลียด  เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วินีลก  แปลว่าอสูภมีสีเขียวน่าเกลียด  คำว่า   วินีลกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่มีสีแดงในที่ ๆ  มีเนื้อหนา  มีสีขาวในที่ ๆ มันบ่มหนอง  และโดยมากมีสีเขียวเป็นดังคลุมผ้าสีเขียวไว้  ในที่ ๆ เขียว

'''๓.  อธิบาย  วิปุพพกอสุภ'''

:อสุภที่เป็นหนองกำลังไหลเยิ้มอยู่  ณ  ที่ ๆ มันแตกปริ  ชื่อว่า  วิปุพฺพ  วิปุพฺพ  ศัพท์นั่นเองได้รูปเป็น  วิปุพฺพก  แปลว่า  อสุภที่เป็นหนองไหลเยิ้มอยู่  อีกอย่างหนึ่ง  อสุภที่เป็นหนองอย่างน่าเกลียด  เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วิปุพฺพก  แปลว่า  อสุภที่เป็นหนองอย่างน่าเกลียด  คำว่า  วิปุพพกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพเห็นปานดังนั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 303)''</small></sub>

'''๔.  อธิบาย  วิจฉิททกอสุภ'''

:อสุภที่แยกจากกันโดยขาดเป็น ๒ ท่อน  เรียกว่า  วิจฺฉิทฺท  วิจฺฉิทฺท  ศัพท์นั้นเอง ได้เป็นรูป  วิจฺฉิทฺทก  แปลว่า  อสุภที่ขาดแยกจากกัน  อีกอย่างหนึ่ง  อสุภที่ขาดจากกันอย่างน่าเกลียด  เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วิจฺฉิทฺทก  แปลว่า  อสุภที่ขาดจากกันอย่างน่าเกลียด  คำว่า  วิจฉิททกะ  นี้เป็นชื่อของอสุภที่ขาดตรงกลางตัว

'''๕.  อธิบาย  วิกขายิตกอสุภ'''

:อสุภที่สัตว์ทั้งหลายมีสุนัขบ้านและสุนัขป่าเป็นต้นกัดกินโดยอาการต่าง ๆ ตรงนี้บ้าง  ตรงนั้นบ้าง  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วิกฺขายิต  วิกฺขายิต  ศัพท์นั่นเองได้รูปเป็น  วิกฺขายิตก  แปลว่าอสุภที่สัตว์กัดกินโดยอาการต่าง ๆ  อีกอย่างหนึ่ง  อสุภที่ถูกสัตว์กัดกินอย่างน่าเกลียดเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วิกฺขายิตก  แปลว่า  อสุภที่ถูกสัตว์กัดกินอย่างน่าเกลียด  คำว่า  วิกขายิตกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่เห็นปานดังนั้น  

'''๖.  อธิบาย  วิกขิตตกอสุภ'''

:อสุภที่ทิ้งกระจายอยู่  ชื่อว่า  วิกฺขิตฺต  วิกฺขิตฺต  ศัพท์นั่นเองได้รูปเป็น  วิกฺขิตฺตก  แปลว่า  อสุภที่ทิ้งกระจายอยู่  อีกอย่างหนึ่ง  อสุภที่ทิ้งกระจายอยู่อย่างน่าเกลียด  เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  วิกฺขิตฺตก  แปลว่า  อสุภที่ทิ้งกระจายอยู่อย่างน่าเกลียด  คำว่า  วิกขิตตกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่ทิ้งไว้  ณ  ที่นั้น ๆ อย่างนี้  คือ  มืออยู่ทางหนึ่ง  เท้าอยู่ทางหนึ่ง  ศรีษะอยู่ทางหนึ่ง

'''๗.  อธิบาย  หตวิกขิตตกอสุภ'''

:อสุภนั้นถูกฟันด้วย  ทิ้งกระจายอยู่โดยนัยก่อนนั่นแลด้วย  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  หตวิกฺขิตตก  แปลว่า  อสุภที่ถูกฟันและทิ้งกระจายอยู่  คำว่า  หตวิกขิตตกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่ถูกฟันด้วยศัสตราที่องค์อวัยวะทั้งหลายโดยอาการดังกากบาท  (ถูกฟันยับเหมือนรอยตีนกา)  แล้วทิ้งกระจายโดยนัยดังกล่าวแล้ว

<sub><small>''(หน้าที่ 304)''</small></sub>

'''๘.  อธิบาย  โลหิตกอสุภ'''

:อสุภที่มีโลหิตเกลื่อนกลาดเรี่ยราดไป  คือ  ไหลออกตรงนี้บ้างตรงโน้นบ้าง  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  โลหิตก  แปลว่า  อสุภที่มีโลหิต  คำว่า  โลหิตกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตที่ไหลออกอยู่

'''๙ .  อธิบาย  ปุฬุวกอสุภ'''

:หนอนทั้งหลายเรียกว่า  ปุฬุวา  หนอนทั้งหลายเกลื่อนกลาดอยู่ในอสุภนั้น  เหตุนั้นอสุภนั้นจึงชื่อว่า  ปุฬุวก  แปลว่า  อสุภมีหนอนเกลื่อนกลาด  คำว่า  ปุฬุวกะ  นี้เป็นชื่อของซากศพที่เต็มไปด้วยหนอน

'''๑๐.  อธิบาย  อัฏฐิกอสุภ'''

:อฏฺ{{ฐิ}}  ศัพท์ที่แปลว่ากระดูกนั้นเองได้รูปเป็น  อฏฺ{{ฐิ}}ก  แปลว่า  อสุภที่เป็นกระดูก อีกอย่างหนึ่ง อสุภที่เป็นกระดูกอย่างน่าเกลียด เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูล ฉะนั้นจึงชื่อว่า อฏฺ{{ฐิ}}ก แปลว่า อสุภที่เป็นกระดูกอย่างน่าเกลียด คำว่า อัฏฐิกะ นี้เป็นชื่อของอสุภที่เป็นกระดูกท่อนเดียวแม้ในโครงกระดูก

:อนึ่ง  คำทั้งหลายมีคำว่า  อุทฺธุมาตก  เป็นต้นนี้  เป็นชื่อของนิมิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอุทธุมาตกอสุภเป็นต้นเหล่านี้ก็ได้  เป็นชื่อของฌานทั้งหลายที่โยคีบุคคลได้แล้วในนิมิตทั้งหลายก็ได้

'''๑.  วิธีเจริญอุทธุมาตกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:ในอสุภ ๑๐  ประการนั้น  โยคีบุคคลผู้ปรารถนาจะทำอุทธุมาตกนิมิตในร่างกายอันขึ้นพองให้บังเกิดขึ้นแล้วเจริญอุทธุมาตกฌาน  พึงเข้าไปหาอาจารย์เรียนเอากัมมัฏฐาน  ตามนัยดังกล่าวมาแล้วในปถวีกสิณนั่นแล  อันอาจารย์นั้นเมื่อจะบอกกัมมัฏฐานแก่โยคีบุคคลนั้น  พึงบอกให้หมดทุกวิธีอย่างนี้คือ  วิธีไปเพื่อต้องการอสุภนิมิต  การกำหนดเครื่องหมายโดยรอบ  การถือเอานิมิตโดยวิธี ๑๑  อย่าง  การพิจารณาทางไปและทางมา  ฝ่ายโยคีบุคคลครั้นเรียนเอาวิธีทุก ๆ อย่างเป็นอันดีแล้ว  พึงเข้าไปยังเสนาสนะอันมีประการดังกล่าวแล้วในตอนต้น  พึงแสวงหาอุทธุมาตกนิมิตอยู่เถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 305)''</small></sub>

'''วิธีไปดูอสุภ'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลแสวงหาอุทธุมาตกนิมิตอยู่อย่างนั้น  แม้ครั้นได้ยินคนทั้งหลายพูดกันว่า  ร่างอสุภที่ขึ้นพองทิ้งอยู่ที่ประตูบ้านชื่อโน้น ที่ปากดงชื่อโน้น ที่หนทางชื่อโน้น ที่เชิงภูเขาชื่อโน้น  ที่โคนไม้ชื่อโน้น  ที่ป่าช้าชื่อโน้น  อย่าพึ่งรีบไปโดยทันทีเหมือนคนแล่นไปโดยผิดท่า

:เพราะเหตุไร ?  เพราะเหตุว่า  ขึ้นชื่อว่าอสุภนี้ เป็นสิ่งอันมฤคร้ายซ่อนไว้ก็มี  เป็นสิ่งอันมนุษย์สิงอยู่ก็มี  แม้อันตรายแห่งชีวิตจะพึงมีแก่โยคีบุคคลนั้นได้ในเพราะเหตุนั้น  อนึ่งทางไปที่  ณ  ที่แห่งอสุภนั้น  ลางทีก็ผ่านประตูบ้าน  ลางทีก็ผ่านท่าน้ำ  ลางทีก็ผ่านปลายนาไป  ณ  ที่เช่นนั้น  รูปอันเป็นวิสภาค  (คือรูปอันเป็นข้าศึก)  ก็จะมาสู่คลองจักษุ  หรือร่างอสุภนั่นเอง  แหละจะเป็นรูปวิสภาคเสียเอง  จริงอยู่  ร่างของสตรีย่อมเป็นรูปวิสภาคของบุรุษ  ร่างของบุรุษย่อมเป็นรูปวิสภาคของสตรี  ร่างนี้นั้นอันตายแล้วไม่นาน  ย่อมปรากฏโดยความเป็นของสวยงามอยู่ได้   ด้วยเหตุนั้น  แม้อันตรายแห่งพรหมจรรย์จะพึงมีแก่โยคีบุคคลนั้นได้  แต่ถ้าโยคีบุคคลนั้นมั่นใจตนเองว่า  สำหรับโยคีบุคคลเช่นอย่างข้าพเจ้า  อสุภนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่าหนักใจ  เมื่อโยคีบุคคลมั่นใจตนเองได้อย่างนี้  ก็พึงไปเถิด

:ก็แหละ  เมื่อจะไปนั้น  พึงเรียนแด่พระสังฆเถระหรือพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงรูปใดรูปหนึงแล้วจึงไป  เพราะเหตุไร ?  เพราะถ้าโยคีบุคคลนั้นถูกอนิฏฐารมณ์คือรูปและเสียงของอมนุษย์  สีหะ  และเสือเป็นต้นครอบงำ  ณ  ที่สุสาน  ถึงกับองค์อวัยวะสั่นระทวย  หรืออาหารที่บริโภคแล้วไม่อยู่ท้อง  หรือต้องอาพาธอย่างอื่น  แต่นั้นพระสังฆเถระหรือพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงที่เธอเรียนแล้วนั้น  จักทำหน้าที่รักษาบาตรและจีวรในวิหารไว้ให้  หรือจักส่งภิกษุหนุ่มหรือสามเณรทั้งหลายไปช่วยปฏิบัติภิกษุนั้น  อีกประการหนึ่ง  โจรทั้งหลายทั้งที่ลงมือทำการแล้วทั้งที่ยังไม่ลงมือทำการสำคัญเห็นว่า  ขึ้นชื่อว่าสุสานย่อมเป็นสถานที่ปราศจากความระแวงจึงมาชุมนุมกัน  ครั้นพวกมนุษย์ติดตามมาทันเข้า  จึงทิ้งสิ่งของไว้ใกล้ ๆ  กับภิกษุแล้วพากันหลบหนีไป  พวกมนุษย์พูดว่าพวกเราเห็นโจรพร้อมทั้งของกลางดังนี้  แล้วจึงจับภิกษุทำการทรมาน  แต่นั้นพระสังฆเถระหรือภิกษุผู้มีชื่อเสียงนั้นจะบอกมนุษย์เหล่านั้นให้เข้าใจว่า  ท่านทั้งหลายอย่าได้เบียดเบียนภิกษุนี้เลย  ภิกษุนี้บอกแก่อาตมาแล้วจึงไปด้วยการงานสิ่งนี้  ดังนี้แล้วจักทำความสวัสดิภาพให้แก่เธอ  นี้คืออานิสงส์ในการเรียนบอกแล้วจึงไป

<sub><small>''(หน้าที่ 306)''</small></sub>

:เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลเรียนบอกแก่ภิกษุผู้มีประการดังกล่าวแล้ว  เป็นผู้มีความกะหยิ่มใจเกิดขึ้นในอันที่จะเห็นอสุภนิมิต  จึงไปด้วยความปีติและโสมนัส  มีอาการเหมือนกษัตริย์เสด็จไปสู่สถานที่ราชาภิเษก  เหมือนคนบูชายัญไปสู่โรงบูชายัญ  แหละหรือเหมือนคนไร้ทรัพย์ไปสู่สถานที่ฝังขุมทรัพย์  ครั้นโยคีบุคคลทำปีติและโสมนัสให้เกิดขึ้นโดยทำนองดังพรรณนามาอย่างนี้แล้ว  พึงไปโดยวิธีที่พรรณนาไว้ในอรรถกถาทั้งหลายนั่นเถิดจริงอยู่  พระอรรถกถาจารย์พรรณนาเรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้ –

'''วิธีไปอสุภตามนัยอรรถกถา'''

:โยคีบุคคลเมื่อเรียนเอาอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพองแล้งจึงไปอย่างเดียวดาย  ไม่มีเพื่อนสอง  โดยมีสติอันตั้งมั่นไม่หลงลืม  มีอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ในภายใน  มีใจไม่แลบไปข้างนอก  พิจารณาดูทางไปและทางมาอยู่  ณ  ตำบลใด  มีอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพองซึ่งทอดทิ้งไว้  ณ  ตำบลนั้น  โยคีบุคคลย่อมทำก้อนหิน,  จอมปลวก,  ต้นไม้,  กอไม้หรือเครือไม้ไว้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  ทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกัน  ครั้นทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  ทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกันแล้ว  ย่อมกำหนดอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพองโดยภาวะที่เป็นเองคือ  โดยสีบ้าง  โดยเพศบ้าง  โดยสัณฐานบ้าง  โดยทิศบ้าง  โดยโอกาสบ้าง  โดยปริเฉทบ้าง  โดยที่ข้อต่อ  โดยช่อง  โดยความเว้า  โดยความนูน  โดยรอบ ๆ  โยคีบุคคลนั้นย่อมทำนิมิตนั้นให้เป็นสิ่งอันตนถือเอาดีแล้ว  ย่อมทรงจำซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นสิ่งอันตนทรงจำดีแล้ว  ย่อมกำหนดซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นสิ่งอันตนถือเอาดีแล้ว โยคีบุคคลนั้นครั้นทำนิมิตนั้นให้เป็นสิ่งอันตนถือเอาดีแล้ว  ทรงจำให้เป็นสิ่งอันตนทรงจำดีแล้ว  กำหนดให้เป็นสิ่งอันตนกำหนดดีแล้ว  จึงไปอย่างเดียวดาย  ไม่มีเพื่อนสอง  โดยมีสติตั้งมั่นไม่หลงลืม  มีอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ในภายใน  มีใจไม่แลบไปข้างนอก  พิจารณาดูทางไปและทางมาอยู่  โยคีบุคคลนั้นแม้เมื่อจะเดินจงกรม  ก็อธิษฐานจงกรมอันเป็นไปในส่วนแห่งอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพองเท่านั้น  แม้เมื่อจะนั่งก็ปูลาดอาสนะที่เป็นไปในส่วนแห่งอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพองเท่านั้น

:ถาม – การกำหนดเครื่องหมายโดยรอบ ๆ  มีอะไรเป็นประโยชน์  มีอะไรเป็นอานิสงส์ ?

:ตอบ -  การกำหนดเครื่องหมายโดยรอบ ๆ  มีความไม่หลงเป็นประโยชน์  มีความไม่หลงเป็นอานิสงส์

<sub><small>''(หน้าที่ 307)''</small></sub>

:ถาม -  การถือเอานิมิตโดยวิธี  ๑๑  อย่าง  มีอะไรเป็นประโยชน์  มีอะไรเป็นอานิสงส์  ?

:ตอบ -  การถือเอานิมิตโดยวิธี  ๑๑  อย่าง  มีอันผูกพันจิตไว้เป็นประโยชน์  มีอันผูกพันจิตไว้เป็นอานิสงส์

:ถาม -  การพิจารณาดูทางไปและทางมา  มีอะไรเป็นประโยชน์  มีอะไรเป็นอานิสงส์  ?

:ตอบ -  การพิจารณาดูทางไปและทางมา  มีอันยังวิถีให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นประโยชน์  มีอันยังวิถีให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นอานิสงส์

:โยคีบุคคลนั้นเป็นผู้มีปกติมองเห็นอานิสงส์  เป็นผู้มีความสำคัญเห็นเป็นรัตนะ  เข้าไปตั้งความเคารพไว้  ประพฤติเป็นที่รักอย่างสนิทอยู่  ย่อมผูกพันจิตไว้ในอารมณ์นั้นว่า  เราจักรอดพ้นจากชราทุกข์มรณทุกข์ด้วยข้อปฏิบัตินี้  เป็นแน่แท้  โยคีบุคคลนั้นสงัดแน่นอนแล้วจากกามทั้งหลายนั่นเทียว ฯลฯ  เข้าถึงปฐมฌานอยู่  ปฐมฌานประเภทรูปาวจรกุศลย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ธรรมเครื่องอยู่อันเป็นทิพย์ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  และบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนาย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ฉะนี้

'''วัตรแห่งการไปเยี่ยมป่าช้า'''

:เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลผู้ใดจะไปเยี่ยมดูป่าช้า  โยคีบุคคลผู้นั้นจงตีระฆังยังคณะให้ประชุมกันเสียก่อนแล้วจึงไป  ก็แหละ  อันโยคีบุคคลพึงเป็นผู้มีกัมมัฏฐานเป็นประธานไปเป็นผู้เดียวดาย  ไม่มีเพื่อนสอง  ไม่ทอดทิ้งมูลกัมมัฏฐาน  เป็นผู้มนสิการถึงมูลกัมมัฏฐานนั้นไปพลาง  ถือเอาไม้ค้อนหรือไม้เท้าไปด้วย  เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดจากสุนัขเป็นต้นที่ป่าช้า  ทำสติไว้ไม่ให้หลงลืม  โดยการยังความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นด้วยดีให้ถึงพร้อม  เป็นผู้มีใจไม่แลบออกไปข้างนอก  โดยที่ทำอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖  ให้ถึงซึ่งความตั้งอยู่ในภายใน

:เมื่อจะออกจากวัดไปนั้นเล่า  พึงสังเกตประตูไว้ว่า  เราออกไปโดยทางประตูโน้นในทิศโน้น แต่นั้นพึงกำหนดทางที่ตนไปไว้ว่า ทางนี้ตรงไปทิศปราจีน  ทางนี้ตรงไปทิศ

<sub><small>''(หน้าที่ 308)''</small></sub>

:ปัจฉิม,  ทิศอุดร  ทิศทักษิณ  หรือตรงไปยังทิศเฉียง  อนึ่ง  ณ  ที่ตรงนี้ไปทางซ้าย  ณ  ที่ตรงนี้ไปทางขวา  และ  ณ  ที่ตรงนี้แห่งอสุภนั้นมีก้อนหิน  ณ  ที่ตรงนี้มีจอมปลวก  ณ  ที่ตรงนี้มีต้นไม้  ณ  ที่ตรงนี้มีกอไม้  ณ  ที่ตรงนี้มีเครือไม้  อันโยคีบุคคลนั้นพึงกำหนดทางไปโดยอาการอย่างนี้  ไปสู่สถานที่แห่งนิมิตเถิด  อนึ่ง  อย่าไปทวนลม  เพราะเมื่อไปทวนลม  กลิ่นศพจะกระทบฆานปสาทแล้งพึงทำเยื่อสมองให้อักเสบก็ได้  จะพึงทำให้อาเจียนก็ได้  จะพึงทำให้เกิดความร้อนใจว่า  เรามายังที่ทิ้งศพเห็นปานฉะนี้ได้  ก็ได้  เพราะเหตุฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงเว้นทางทวนลมแล้วไปทางตามลมเถิด  ถ้าไม่สามารถที่จะไปโดยทางตามลมได้  เพราะมีภูเขา,  เหว,  ก้อนหิน,  รั้วหนาม,  น้ำและหล่มกั้นอยู่ในระหว่าง  พึงเอาชายจีวรปิดจมูกไปเถิดนี้เป็นวัตรของการไปแห่งโยคีบุคคลนั้น

'''วิธียืนดูอสุภ'''

:ก็แหละ  อันโยคีบุคคลผู้ไปถึงโดยอาการอย่างนี้แล้ว  อย่าพึ่งดูอสุภนิมิตโดยทันที  พึงกำหนดทิศทั้งหลายเสียก่อน  เพราะเมื่อยืนอยู่  ณ  ส่วนแห่งทิศอันหนึ่ง  อารมณ์ย่อมไม่ปรากฏแจ้งชัด  ทั้งจิตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรแก่การงาน  เพราะเหตุนั้น  พึงเว้นส่วนแห่งทิศนั้นเสียเมื่อยืนอยู่  ณ  ส่วนแห่งทิศใดอารมณ์ย่อมปรากฏแจ้งชัด  ทั้งจิตก็เป็นสิ่งที่ควรแก่การงานพึงยืนอยู่  ณ  ส่วนแห่งทิศนั้น  อนึ่ง  พึงเลี่ยงทิศทวนลมและทิศตามลมเสียด้วย  เพราะเมื่อยืนอยู่  ณ  ทิศทวนลมถูกกลิ่นศพรบกวนเข้า  จิตก็จะวิ่งพล่านไป  เมื่อยืนอยู่  ณ  ทิศตามลม  ถ้ามีพวกอมนุษย์สิงอยู่  ณ  อสุภนั้น  มันก็จะโกรธเอาแล้วทำความฉิบหายให้  เพราะเหตุนั้น  ไม่พึงยืน  ณ  ทิศทวนลมให้มากนัก  โดยเลี่ยงไปเสียเล็กน้อย

:อันโยคีบุคคลแม้เมื่อยืนอยู่โดยประการดังพรรณนานั้น  ก็อย่ายืน  ณ  ที่ไกลเกินไป  ณ  ที่ใกล้เกินไป  อย่ายืนค่อนไปทางเท้า  หรือค่อนไปทางศรีษะ  เพราะเมื่อยืนไกลเกินไปอารมณ์ย่อมจะไม่แจ้งชัด  เมื่อยืนใกล้เกินไปความกลัวก็จะเกิดขึ้น  เมื่อยืนค่อนไปทางเท้าหรือค่อนไปทางศรีษะ  อสุภก็จะไม่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งหมด  เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลพึงยืนอยู่ตรงส่วนกลางตัว  อันเป็นที่สะดวกสำหรับผู้ดูอสุภ  ไม่ไกลเกินไปไม่ใกล้เกินไป

<sub><small>''(หน้าที่ 309)''</small></sub>

'''จำเครื่องหมายต่าง ๆ  โดยรอบอสุภ'''

:อันโยคีบุคคล  ครั้นยืนอยู่อย่างนี้แล้ว  พึงสังเกตเครื่องหมายโดยรอบ ๆ  ซึ่งท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนี้ว่า  โยคีบุคคลย่อมทำก้อนหิน…หรือ  เครือไม้  ณ  ตำบลนั้นให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  ในข้อนั้นมีวิธีสังเกตดังต่อไปนี้  ถ้าในคลองจักษุโดยรอบแห่งนิมิตนั้นมีก้อนหิน  พึงกำหนดก้อนหินนั้นว่า  ก้อนหินนี้  สูงหรือต่ำ  เล็กหรือใหญ่  แดงดำหรือขาว  ยาวหรือกลม  แต่นั้นพึงสังเกตได้ว่า  ณ  โอกาสตรงนี้  นี้เป็นก้อนหิน  นี้เป็นอสุภนิมิตนี้เป็นอสุภนิมิต  นี้เป็นก้อนหิน  ถ้ามีจอมปลวก  พึงกำหนดแม้จอมปลวกนั้นว่า  จอมปลวกนี้สูงหรือต่ำ  เล็กหรือใหญ่  แดงดำหรือขาว  ยาวหรือกลม  แต่นั้นพึงสังเกตไว้ว่า  ณ  โอกาสตรงนี้  นี้เป็นจอมปลวก  นี้เป็นอสุภนิมิต  ถ้ามีต้นไม้  พึงกำหนดแม้ต้นไม้นั้นว่า  ต้นไม้นี้  เป็นต้นโพธิ์ใบหรือต้นนิโครธ  เป็นต้นเต็งรังหรือต้นมะขวิด  เป็นต้นสูงหรือต้นต่ำ  เป็นต้นเล็กหรือต้นใหญ่  แดงดำหรือขาว  แต่นั้นพึงสังเกตไว้ว่า  ณ  โอกาสตรงนี้  นี้เป็นต้นไม้นี้เป็นอสุภนิมิต  ถ้ามีกอไม้  พึงกำหนดแม้กอไม้นั้นว่า  กอไม้นี้  เป็นกอเป้งหรือกอเล็บเหยี่ยว  เป็นกอพุดหรือกอว่านหางช้าง  เป็นกอสูงหรือกอต่ำ  เป็นกอเล็กหรือกอใหญ่  แต่นั้นพึงสังเกตไว้ว่า  ณ  โอกาสตรงนี้  นี้เป็นกอไม้  นี้เป็นอสุภนิมิต  ถ้ามีเครือไม้  พึงกำหนดแม้เครือไม้นั้นว่า  เครือไม้นี้  เป็นเครือน้ำเต้าหรือเป็นเครือฟัก  เป็นเครือหญ้านางหรือเครือกระพังโหม  หรือเป็นเครือหัวด้วน  แต่นั้นพึงสังเกตไว้ว่า  ณ  โอกาสตรงนี้  นี้เป็นเครือไม้  นี้เป็นอสุภนิมิต  นี้เป็นอสุภนิมิต  นี้เป็นเครือไม้  ฉะนี้

:ส่วน  คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ย่อมทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  ย่อมทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกัน  ดังนั้น  คำนั้นรวมลงในการกระทำซึ่งเครื่องหมายมีก้อนหินเป็นต้นนี้นั่นแล  เพราะเมื่อโยคีบุคคลกำหนดอยู่บ่อย ๆ  ย่อมชื่อว่ากระทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  เมื่อกำหนดย่น ๒  อันเข้ากัน  ย่น ๒  อันเข้ากันอย่างนี้ว่า  นี้เป็นก้อนหิน  นี้เป็นอสุภนิมิต  นี้เป็นอสุภนิมิต  นี้เป็นก้อนหิน  ดังนี้ชื่อว่า  ย่อมทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกัน

:ก็แหละ  ครั้นโยคีบุคคลทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  และทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกันอย่างนี้แล้ว  เพราะเหตุที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ย่อมกำหนดโดยความเป็นสภาวะดังนี้  ความ

<sub><small>''(หน้าที่ 310)''</small></sub>

:เป็นสภาวะคือความไม่สาธารณะแก่สิ่งอื่น  ความเป็นตัวของตัว  ได้แก่ความขึ้นพองของอสุภนั้น  อันใด  พึงมนสิการโดยความเป็นสภาวะอันนั้น  อธิบายว่า  พึงกำหนดโดยภาวะของตน  โดยรสของตนอย่างนี้  คือ  ความอืด  ความขึ้นพอง

'''ถือเอานิมิตโดยอาการ ๖ อย่าง'''

:ครั้นโยคีบุคคลกำหนดได้โดยประการอย่างนี้แล้ว  พึงถือเอานิมิตโดยอาการ ๖  อย่าง  คือ  โดยสี ๑  โดยเพศ ๑  โดยสัณฐาน ๑  โดยทิศ ๑  โดยโอกาส ๑  โดยปริจเฉท ๑

:ถือเอานิมิตโดยอาการ ๖  อย่างนั้น  ถือเอาอย่างไร?

:อธิบายว่า   อันโยคีบุคคลนั้นพึงกำหนด  โดยสี  ว่า  ร่างนี้ของคนผิวดำ  ร่างนี้ของคนผิวขาว  ร่างนี้ของคนผิว ๒  สี

:อนึ่ง  โดยเพศ  อย่ากำหนดว่าเพศหญิงหรือเพศชาย  พึงกำหนดว่า  ร่างนี้ของคนตั้งอยู่ในปฐมวัย  ร่างนี้ของคนตั้งอยู่ในมัชฌิมวัย  หรือร่างนี้ของคนตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย  

:โดยสัณฐาน  พึงกำหนดด้วยสามารถแห่งสัณฐานของอสุภที่ขึ้นพองนั่นแหละ  ว่านี้เป็นสัณฐานศรีษะ  นี้เป็นสัณฐานคอ  นี้เป็นสัณฐานมือ  นี้เป็นสัณฐานท้อง  นี้เป็นสัณฐานสะดือ  นี้เป็นสัณฐานสะเอว  นี้เป็นสัณฐานขา  นี้เป็นสัณฐานแข้ง  นี้เป็นสัณฐานเท้า  ของอสุภที่ขึ้นพองนั้น

:อนึ่ง  โดยทิศ  พึงกำหนดว่า  ในร่างนี้มีทิศ ๒ ทิศ  คือทิศเบื้องต่ำตั้งแต่สะดือลงมา  ทิศเบื้องสูงตั้งแต่สะดือขึ้นไป  อีกนัยหนึ่ง  พึงกำหนดว่า  เรายืนอยู่ในทิศนี้  อสุภนิมิตอยู่ในทิศนี้

:อนึ่ง  โดยโอกาส  พึงกำหนดว่า  มือทั้ง ๒  อยู่  ณ  โอกาสตรงนี้  เท้าทั้ง ๒ อยู่  ณ  โอกาสตรงนี้  ศรีษะอยู่ ณ  โอกาสตรงนี้  กลางตัวอยู่ ณ  โอกาสตรงนี้  อีกนัยหนึ่ง  พึงกำหนดว่าเรายืนอยู่  ณ  โอกาสนี้  อสุภนิมิตอยู่ ณ  โอกาสนี้

:โดยปริจเฉท  พึงกำหนดว่า  ร่างนี้เบื้องต่ำแต่พื้นเท้าขึ้นไป  เบื้องบนแต่ปลายผมลงมา  เบื้องขวางกำหนดด้วยหนัง  และฐานะตามที่กำหนดนั้นเต็มไปด้วยศพ  ๓๒  ศพนั่นเทียว  อีกนัยหนึ่ง  พึงกำหนดว่า  นี้เป็นตอนมือ  นี้เป็นตอนเท้า  นี้เป็นตอนศรีษะ  นี้เป็นตอนกลางตัว  แห่งอสุภที่ขึ้นพองนั่นเทียว  แหละหรือตนถือเอาฐานะได้ประมาณเท่าใด  พึงกำหนดถือเอาฐานะประมาณเท่านั้นนั่นแลว่า  ร่างเช่นนี้นี้เป็นอสุภที่ขึ้นพอง

<sub><small>''(หน้าที่ 311)''</small></sub>

:อนึ่ง  ร่างของสตรีย่อมไม่ควรแก่บุรุษ  หรือร่างของบุรุษย่อมไม่ควรแก่สตรี  ในร่างที่มีส่วนขัดกัน  อารมณ์ย่อมไม่ปรากฏ  มีแต่จะเป็นปัจจัยแก่ความกวัดแกว่งไปเท่านั้น  พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอรรถกถามัชฌิมนิกายว่า  จริงอยู่  สตรีแม้จะเป็นร่างอันน่าเกลียดแล้วก็ตาม  ก็ยังครอบงำจิตของบุรุษไว้ได้  ดังนี้  เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลพึงถือเอานิมิตโดยอาการ ๖  อย่าง  ดังพรรณนามาแล้วนั้น  เฉพาะแต่ในร่างมี่มีส่วนเข้ากันได้เท่านั้น  

:ก็แหละ  กุลบุตรใดมีกัมมัฏฐานอันได้ส้องเสพไว้แล้วในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน  มีธุดงค์อันบริหารแล้ว  มีมหาภูตรูปอันย่ำยีแล้ว  มีสังขารอันได้กำหนดรู้แล้ว  มีนามรูปอันกำหนดแยกแล้ว  มีความสำคัญว่าสัตว์อันได้เพิกถอนแล้ว  มีสมณธรรมอันได้บำเพ็ญแล้ว  มีวาสนาอันได้อบรมแล้ว  มีภาวนาอันได้เจริญแล้ว  ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน  ผู้มีพืช  มีญาณอันยอดยิ่ง  มีกิเลสน้อย  ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏแก่กุลบุตรนั้น  ตรงฐานะที่มองดูแล้วมองดูแล้วนั่นเทียว  ถ้าหากว่าปฏิภาคนิมิตไม่ปรากฏด้วยอาการอย่างนี้  แต่นั้น  ก็จะปรากฏโดยการถือเอานิมิตด้วยอาการ  ๖  อย่างดังพรรณนามา

'''ถือเอานิมิตโดยอาการ ๕  อย่าง'''

:ก็แหละ  แม้จะถือเอานิมิตด้วยอาการ ๖  อย่าง  ดังพรรณนาแล้วนั้น  ปฏิภาคนิมิตก็ไม่ปรากฏแก่โยคีบุคคลใด  อันโยคีบุคคลนั้นพึงถือเอานิมิตด้วยอาการ ๕  อย่างแม้ต่อไปอีก  คือ  โดยที่ต่อ ๑  โดยช่อง ๑  โดยที่เว้า ๑  โดยที่นูน ๑  โดยรอบ ๆ ๑

:ในอาการ ๕ อย่างนั้น  คำว่า  โดยที่ต่อ  คือโดยที่ต่อ ๑๘๐  แห่ง

:ถาม –ก็แหละ  ในอสุภที่ขึ้นพองโดยกำหนดที่ต่อ ๑๘๐  แห่งอย่างไร ?

:ตอบ –เพราะเหตุนั้น  อันโยคีบุคคลนั้นพึงกำหนดโดยที่ต่อด้วยสามารถแห่งที่ต่อใหญ่ ๆ ๑๕  แห่ง  อย่างนี้คือ  ที่ต่อข้อมือขวา ๓  แห่ง  ที่ต่อข้อมือซ้าย ๓  แห่ง  ที่ต่อเท้าขวา ๓  แห่ง  ที่ต่อเท้าซ้าย ๓  แห่ง  ที่ต่อคอ ๑  แห่ง  ที่ต่อสะเอว ๑  แห่ง

:คำว่า  โดยช่อง  ความว่า  พึงกำหนดโดยช่องอย่างนี้คือ  ช่องมือ  ช่องเท้า  ช่องท้อง  ช่องหู  ชื่อว่าช่อง  แม้นัยตาทั้ง ๒  ที่หลับหรือลืมและปากที่ปิดหรือเปิดก็พึงกำหนดได้

<sub><small>''(หน้าที่ 312)''</small></sub>

:คำว่า  โดยที่เว้า  ความว่า  ที่ ๆ เว้าในร่างศพอันใด  ได้แก่  เบ้าตา  ภายในปากหรือหลุมคอ  พึงกำหนดที่ ๆ เว้านั้น  อีกอย่างหนึ่ง  พึงกำหนดว่า  เราอยู่  ณ  ที่ลุ่ม  ร่างศพอยู่  ณ  ที่ดอน

:คำว่า  โดยที่นูน  ความว่า  ที่ ๆ นูนในร่างศพอันใด  ได้แก่  หัวเข่า  หน้าอก  หรือหน้าผาก  พึงกำหนดที่ ๆ นูนนั้น  อีกอย่างหนึ่ง  พึงกำหนดว่า  เราอยู่  ณ  ที่ดอน  ร่างศพอยู่ที่ลุ่ม

:คำว่า  โดยรอบ ๆ  ความว่า  พึงกำหนดร่างศพโดยรอบ ๆ  คือส่องญาณไปในร่างศพทั้งสิ้น  ที่ตรงไหนปรากฏแจ่มชัด   พึงตั้งจิตไว้  ณ  ที่ตรงนั้นว่า  อุทธุมาตกํ  อุทธุมาตกํ  หรือว่า  อสุภที่ขึ้นพอง  อสุภที่ขึ้นพอง  ฉะนี้

:ถ้าปฏิภาคนิมิตยังไม่ปรากฏแม้ด้วยการกำหนดอย่างนี้  ตรงที่สุดแห่งท้องย่อมเป็นสิ่งที่ขึ้นพองมากกว่า  โยคีบุคคลพึงตั้งจิตไว้  ณ  ที่ตรงที่สุดแห่งท้องนั้น  โดยบริกรรมว่า  อุทธุมาตกํ  อุทธุมาตกํ  หรือว่า  อสุภที่ขึ้นพอง  อสุภที่ขึ้นพอง  ฉะนี้

'''ได้อุคคหนิมิต'''

:บัดนี้  จะวินิจฉัยในคำทั้งหลายมีคำว่า  โยคีบุคคลนั้นย่อมกระทำซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาด้วยดีแล้ว  เป็นต้น  ดังต่อไปนี้ –

:อันโยคีบุคคลนั้นพึงถือเอานิมิตด้วยดีตรงที่ร่างศพนั้น  ด้วยสามารถแห่งการถือเอานิมิตตามที่กล่าวมาแล้ว  พึงนึกทำสติให้ปรากฏด้วยดี  พึงทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ  ใคร่ครวญและกำหนดให้ดีนั่นเทียว  พึงยืนหรือนั่งอยู่ตรงที่ไม่ไกลเกินไปไม่ใกล้เกินไปแต่ร่างศพ  ลืมตาขึ้นดูจับเอานิมิต  พึงลืมตาดู  หลับตานึก  ร้อยครั้ง  พันครั้ง  โดยบริกรรมว่า  อสุภขึ้นพองน่าเกลียด  อสุภขึ้นพองน่าเกลียด  เมื่อทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ เข้า  อุคคหนิมิต  ก็จะเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้ว  

:ถาม –อุคคหนิมิตย่อมเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้วเมื่อไร ?

:ตอบ -  กาลใด  เมื่อโยคีบุคคลลืมตาดูและหลับตานึกอยู่นั้น  นิมิตมาสู่คลองจักษุเป็นเสมือนอันเดียวกัน  กาลนั้น  ชื่อว่า  อุคคหนิมิตเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้ว

<sub><small>''(หน้าที่ 313)''</small></sub>

'''กลับจากป่าช้า'''

:โยคีบุคคลนั้น  ครั้นทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาด้วยดีแล้ว  ใคร่ครวญนิมิตนั้นให้เป็นอันใคร่ครวญดีแล้ว  กำหนดนิมิตนั้นให้เป็นอันกำหนดด้วยดีแล้ว  โดยประการดังกล่าวมา  ถ้าไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งที่สุดแห่งการภาวนา  ณ  ตรงที่อาสนะนั้นนั่นแล  ลำดับนั้น  อันโยคีบุคคลนั้นพึงเป็นผู้เดียวดาย  ไม่มีเพื่อนสอง  โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในเวลามานั่นเทียว  มนสิการถึงกัมมัฏฐานนั้นนั่นแหละ  พึงทำสติให้ปรากฏด้วยดี  มีอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ในภายใน  มีใจไม่แลบออกไปข้างนอก  เดินไปสู่เสนาสนะของตนนั่นเถิด

'''กำหนดทางมาเป็นต้น'''

:อนึ่ง  เมื่อจะออกจากป่าช้านั้น  โยคีบุคคลพึงกำหนดทางมาไว้ว่า  เราออกมาโดยทางใด  ทางนี้ตรงไปสู่ทิศปราจีน  หรือทางนี้ตรงไปสู่ทิศปัจฉิม,  ทิศอุดร  หรือทิศทักษิณ  หรือทางนี้ตรงไปสู่ทิศเฉียง  แหละ  ณ  สถานที่ตรงนี้ไปทางซ้าย  ณ  สถานที่ตรงนี้ไปทางขวา  อนึ่ง  ณ  สถานที่ตรงนี้แห่งอุทธุมาตกอสุภนั้นมีก้อนหิน  ณ  สถานที่ตรงนี้มีจอมปลวก  ณ  สถานที่ตรงนี้มีต้นไม้  ณ  สถานที่ตรงนี้มีกอไม้  ณ  สถานที่ตรงนี้มีเครือไม้  อันโยคีบุคคลกำหนดทางมาอย่างนี้มาถึงสถานที่แล้ว  แม้เมื่อจะเดินจงกรม  พึงอธิษฐานจงกรมอันเป็นไปในส่วนแห่งอสุภนิมิตนั้นนั่นเทียว  อธิบายว่าพึงเดินจงกรมไป  ณ  ภูมิประเทศอันผินหน้าสู่ทิศแห่งอสุภนิมิต  เมื่อจะนั่งก็พึงปูลาดแม้อาสนะที่เป็นไปในส่วนแห่งอสุภนิมิตนั้นนั่นเทียว  ก็แหละ  ถ้า  ณ  ทิศนั้นมีบ่อน้ำ,  เหว,  ต้นไม้,  รั้ว  หรือเปลือกตมกั้นอยู่ ไม่สามารถที่จะเดินจงกรมตรงภูมิประเทศอันผินหน้าสู่ทิศแห่งอสุภนิมิตนั้นได้  แม้อาสนะก็ไม่อาจปูลาดได้เพราะไม่มีโอกาส  ไม่ต้องเหลียวไปดูทิศนั้นก็ได้   พึงเดินจงกรมและนั่ง  ณ  ที่อันสมควรแก่โอกาสนั้นเถิด  แต่ต้องทำจิตให้มุ่งหน้าตรงไปสู่ทิศแห่งอสุภนั้นให้จงได้

'''อธิบายข้อว่ามีความไม่หลงเป็นประโยชน์เป็นต้น'''

:บรรดาปัญหาทั้งหลายมีอาทิว่า  การกำหนดนิมิตโดยรอบ ๆ  มีอะไรเป็นประโยชน์  เป็นต้น บัดนี้จะอธิบายในคำวิสัชชนาข้อว่า มีความไม่หลงเป็นประโยชน์ เป็นต้น ดังต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 314)''</small></sub>

:ก็เมื่อโยคีบุคคลใดไปยังสถานที่แห่งนิมิตที่ขึ้นพองในเวลาอันไม่สมควร  ทำความกำหนดนิมิตโดยรอบ ๆ  แล้วลืมตาดูเพื่อจับเอานิมิตอยู่นั่นแล  ร่างศพนั้นจะปรากฏเป็นเหมือนลุกขึ้นยืน  เหมือนจะมาทัน  แหละเหมือนติดตามไป  โยคีบุคคลนั้นครั้นเห็นอารมณ์อันน่ากลัวน่าหวาดเสียวนั้นแล้ว  ก็จะเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านเหมือนเป็นบ้า  ย่อมจะถึงความกลัว  ความสะดุ้งหวาดเสียว  ความขนพอง  เพราะว่า  ในบรรดาอารมณ์กัมมัฏฐาน  ๓๘  อย่างที่ท่านจำแนกไว้ในบาลี  อารมณ์อื่น ๆ  ที่จะเป็นอารมณ์น่ากลัวเห็นปานฉะนี้  ย่อมไม่มี  เพราะในกัมมัฏฐานบทนี้  โยคีบุคคลชื่อว่าเป็นผู้หมุนหนีออกจากฌาน  เพราะเหตุไร ?  เพราะกัมมัฏฐานนี้เป็นอารมณ์ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุนั้น  อันโยคีบุคคลนั้นพึงยั้งใจไว้ทำสติให้ปรากฏด้วยดี  แล้วพึงบรรเทาความหวาดเสียวโดยตระหนักว่า  ร่างของคนตายแล้วที่จะลุกขึ้นมาติดตามหามีไม่  จริงอยู่  ถ้าก้อนหินหรือเครือไม้ที่อยู่ใกล้แห่งอสุภนิมิตนี้นั้น  จะพึงเดินมาได้  แม้ร่างศพก็จะพึงเดินมาได้  แท้จริง  ก้อนหินหรือเครือไม้นั้นย่อมเดินมาไม่ได้  ฉันใด  แม้ร่างศพก็เดินมาไม่ได้  ฉันนั้น  อนึ่ง  อาการที่ปรากฏแก่เธอนี้  มันเกิดจากสัญญา  มีสัญญาเป็นแดนเกิด  กัมมัฏฐานจะปรากฏแก่เธอในวันนี้  เธออย่ากลัวเลย  ภิกขุ  ครั้นแล้วพึงยังความร่าเริงให้เกิดขึ้น  พึงยังจิตให้คิดไปในอสุภนิมิตนั้นนั่นเถิด   โยคีบุคคลนั้น  จะบรรลุถึงซึ่งคุณธรรมอันพิเศษด้วยวิธีดังพรรณนามานี้  คำว่า  การกำหนดนิมิตโดยรอบ ๆ  มีความไม่หลงเป็นประโยชน์  นั้นท่านกล่าวหมายเอาอรรถาธิบายนี้

'''ประโยชน์แห่งการถือเอานิมิตโดยวิธี ๑๑  อย่าง'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลถือเอานิมิตโดยวิธี ๑๑  อย่างให้สำเร็จอยู่  ชื่อว่าผูกกัมมัฏฐานไว้  เป็นความจริง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น  เพราะมีการลืมตาดูของโยคีบุคคลนั้นเป็นปัจจัย  เมื่อโยคีบุคคลนั้นทำภาวนาจิตให้เป็นไปในอุคคหนิมิตนั้นอยู่ ปฏิภาคนิมิตก็จะเกิดขึ้น  เมื่อโยคีบุคคลทำภาวนาจิตให้เป็นไปในปฏิภาคนิมิตนั้นอยู่ ก็จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน  โยคีบุคคลดำรงตนอยู่ในอัปปนาฌานแล้ว  เจริญวิปัสสนาต่อไป  ก็จะทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  การถือเอานิมิตโดยวิธี ๑๑อย่างมีอันผูกพันจิตไว้เป็นประโยชน์  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 315)''</small></sub>

'''ประโยชน์แห่งการพิจารณาทางไปทางมา'''

:ก็แหละ  ในคำว่า  การพิจารณาทางไปและทางมามีอันยังวิถีให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นประโยชน์  นี้นั้น  มีอธิบายว่า  การพิจารณาทางไปและทางมาอันใดที่ท่านกล่าวไว้แล้ว  การพิจารณานั้นมีอันทำวิถีแห่งพระกัมมัฏฐานให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นประโยชน์ อธิบายว่า ถ้าภิกษุนี้รับเอาพระกัมมัฏฐานแล้วเดินมาอยู่  ใคร ๆ ถามถึงวันว่า  วันนี้ดิถีเท่าไรขอรับ  ก็ดี  ถามปัญหาก็ดี  กระทำการปฏิสันถารก็ดี  ในระหว่างทาง  เธอจะนิ่งแล้วไปเสีย โดยถือว่า  เราเป็นผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน  ดังนี้หาควรไม่  ต้องบอกวัน  ต้องแก้ปัญหา  ถ้าไม่ทราบก็ต้องบอกว่า  ข้าพเจ้าไม่ทราบ  ต้องทำการปฏิสันถารอันเป็นธรรม  เมื่อโยคีบุคคลทำอยู่อย่างนี้  อุคคหนิมิตซึ่งเป็นนิมิตที่ยังอ่อนก็จักเสื่อมไปเสีย  ถึงแม้อุคคหนิมิตนั้นจะเสื่อมไปก็ตาม  เมื่อถูกถามถึงวันก็จำที่จะต้องบอกโดยแท้  เมื่อไม่ทราบปัญหาก็จะต้องบอกว่าไม่ทราบ  เมื่อทราบอยู่แม้จะตอบโดยเอกทศก็ควร แม้การปฏิสันถารก็จำต้องทำ  อนึ่ง  ครั้นเห็นภิกษุอาคันตุกะแล้วก็ต้องทำการปฏิสันถารต่อภิกษุอาคันตุกะด้วย  จำต้องบำเพ็ญวัตรทั้งหลายในคัมภีร์ขันธกะทุกอย่างแม้ที่เหลือ  เช่น  วัตรในลานพระเจดีย์  วัตรในลานพระศรีมหาโพธิ์  วัตรในอุโปสถาคาร  วัตรในโรงฉัน  วัตรในเรือนไฟ  อาจริยวัตร  อุปัชฌายวัตร  อาคันตุกวัตร  และคมิกวัตร  เป็นต้น  แม้เมื่อภิกษุนั้นมามัวบำเพ็ญวัตรเหล่านั้นอยู่  นิมิตที่อ่อนนั้นก็จักเสื่อมไปเสีย  แม้เมื่อโยคีบุคคลนั้นมีความประสงค์จะไปด้วยคิดว่า  เราจักไปถือเอานิมิตอีก  ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปในป่าช้าได้  เพราะอันพวกอมนุษย์หรือพวกสัตว์ร้ายเข้ากีดกันเสียแล้ว  หรือมิฉะนั้น  นิมิตก็กลับกลายไปแล้ว  จริงอยู่  อสุภที่ขึ้นพองดำรงอยู่ได้เพียงวันเดียวหรือสองวันเท่านั้น  ก็จะถึงซึ่งภาวะเป็นอสุภมีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ  เป็นต้นไป  ในบรรดากัมมัฏฐานทั้งหมด  ที่ชื่อว่ากัมมัฏฐานอันหาได้ยากเสมอด้วยกัมมัฏฐานบทนี้  หามีไม่ เพราะเหตุนั้น  เมื่อนิมิตเสื่อมไปแล้วอย่างนี้  อันภิกษุนั้นนั่งอยู่  ณ  ที่พักกลางคืนหรือ  ณ  ที่พักกลางวันแล้ว  พึงพิจารณาถึงทางไปทางมาจนถึงที่นั่งคู้บัลลังก์อย่างนี้ว่า  เราออกจากวัดไปโดยทวารชื่อนี้  เดินไปสู่ทางที่ตรงไปสู่ทิศโน้น  ณ  ที่ตรงโน้น  จับเอาทางซ้าย ณ ที่ตรงโน้น จับเอาทางขวา  ณ  ที่โน้นแห่งอสุภนิมิตนั้นมีก้อนหิน  ณ  ที่ตรงโน้นมีจอมปลวก,  ต้นไม้,  กอไม้หรือเครือไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเหล่านั้น  ครั้นแล้วไปโดยทางนั้น  ได้เห็นอสุภในที่ชื่อโน้น

<sub><small>''(หน้าที่ 316)''</small></sub>

:ณ  ที่ตรงนั้นเรายืนผินหน้าไปสู่ทิศโน้น  กำหนดนิมิตทั้งหลายโดยรอบอย่างนี้และอย่างนี้  จึงถือเอาอสุภนิมิตอย่างนี้  แล้วออกจากป่าช้าทางทิศโน้น  กระทำกิจสิ่งนี้และสิ่งนี้ตามทางเห็นปานนี้  แล้วมานั่งอยู่  ณ  ที่ตรงนี้  

:เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาอยู่อย่างนี้  นิมิตนั้นก็จะปรากฏ  คือย่อมปรากฏเหมือนวางไว้ข้างหน้า  พระกัมมัฏฐานย่อมดำเนินไปสู่วิถีโดยอาการเดิมนั่นเทียว  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  การพิจารณาทางไปและทางมา  มียังอันวิถีให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นประโยชน์ฉะนี้

'''ผูกจิตไว้ในอสุภนิมิต'''

:บัดนี้  จะอธิบายในคำของอรรถกถาจารย์ข้อว่า  โยคีบุคคลเป็นผู้มีปกติมองเห็นอานิสงส์  เป็นผู้มีความสำคัญเห็นเป็นรัตนะ  เข้าไปตั้งความเคารพไว้  ประพฤติให้เป็นที่รักอย่างสนิทอยู่  ย่อมผูกพันจิตไว้ในอารมณ์นั้น  ดังนี้ต่อไป –

:อันโยคีบุคคลพึงทำภาวนาจิตให้เป็นไปในอสุภที่ขึ้นพองอย่างน่าเกลียด  ทำฌานให้บังเกิดแล้ว  เจริญวิปัสสนาอันมีฌานเป็นปทัฏฐานอยู่  พึงเป็นผู้มีปกติมองเห็นอานิสงส์อย่างนี้ว่า  เราจักหลุดพ้นจากชราทุกข์และมรณทุกข์ด้วยปฏิปทานี้อย่างแน่แท้

:ก็แหละ  เหมือนอย่างว่า  บุรุษเข็ญใจได้แก้วมณีอันมีค่ามากแล้ว  เป็นผู้มีความสำคัญในแก้วมณีนั้นเป็นรัตนะว่า  เราได้สิ่งอันหาได้ด้วยยากแล้วหนอ  จึงทำบ้านส่วยให้เกิดแล้วประพฤติให้เป็นที่รัก  ด้วยความรักอันกว้างขวาง  พึงรักษาแก้วมณีนั้นไว้  ฉันใด  อันโยคีบุคคลก็ฉันนั้นเหมือนกัน  คือเป็นผู้มีความสำคัญในอสุภนิมิตนั้นเป็นรัตนะว่า  กัมมัฏฐานซึ่งหาได้ด้วยยากนี้เราได้แล้ว  เป็นเช่นกับแก้วมณีที่มีค่ามากของบุรุษเข็ญใจ  เพราะว่า  ผู้เจริญจตุธาตุกัมมัฏฐาน  ย่อกำหนดมหาภูตรูปทั้ง ๔  ของตน  ผู้เจริญอานาปานกัมมัฏฐาน  ย่อมกำหนดลมที่นาสิกของตน  ผู้เจริญกสิณกัมมัฏฐาน  ทำรูปกสิณแล้วย่อมเจริญได้ตามความสบาย  ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้  กัมมัฏฐานทั้งหลายนอกนี้  ชื่อว่าเป็นสิ่งที่หาได้ด้วยง่าย  ส่วนอุทธุมาตกอสุภกัมมัฏฐานนี้  ดำรงสภาพอยู่ได้เพียงวันเดียวหรือสองวันเท่านั้น  หลังจากนั้นไปย่อมถึงภาวะเป็นวินีลกอสุภกัมมัฏฐานเป็นต้น  เพราะฉะนั้น  กัมมัฏฐานที่หาได้ยากยิ่งไปกว่าอุทธุมาตกอสุภกัมมัฏฐานนี้จึงไม่มี  ฉะนี้แล้ว  พึงเข้าไปตั้งความเคารพไว้  ประพฤติให้เป็นที่รักอย่างสนิท  รักษานิมิตนั้นไว้  พึงผูกจิตไว้เสมอ ๆ  ในอสุภนิมิตนั้น  ทั้ง  ณ  ที่พัก

<sub><small>''(หน้าที่ 317)''</small></sub>

:กลางคืนทั้ง  ณ  ที่พักกลางวันโดยบริกรรมว่า  อสุภขึ้นพองน่าเกลียด  อสุภขึ้นพองน่าเกลียด  พึงนึกพึงมนสิการถึงนิมิตนั้นบ่อย ๆ  พึงทำให้เป็นนิมิตอันความตรึกตะล่อมไว้แล้วอันวิตกตะล่อมไว้แล้ว  เมื่อโยคีบุคคลนั้นกระทำอยู่โดยประการดังกล่าวมา  ปฏิภาคนิมิตย่อมบังเกิดขึ้น

'''ความต่างกันแห่งนิมิตทั้ง ๒'''

:ในอุทธุมาตกอสุภนั้นความต่างกันแห่งนิมิตทั้ง ๒  ดังนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นสิ่งผิดรูปผิดร่าง  น่าหวาดเสียว  ดูน่าสะพรึงกลัว  ส่วน  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเหมือนคนมีองค์อวัยวะอ้วนพีที่กินอิ่มแล้วนอน

'''ละนิวรณ์  ๕  ได้พร้อมกับได้ปฏิภาคนิมิต'''

:ในเวลาพร้อมกับได้ปฏิภาคนิมิตนั่นแล  โยคีบุคคลนั้นย่อมละ  กามฉันทนิวรณ์  ได้ ด้วยอำนาจวิกขัมภนประหาน  เพราะไม่มนสิการถึงกามทั้งหลายอันเป็นภายนอก  และแม้ พยาปาทนิวรณ์  อันโยคีบุคคลนั้นก็ละได้  เพราะประหานความยินดีเสียได้นั่นเอง  เหมือนละหนองเสียได้ก็เพราะละโลหิตฉะนั้น  ถีนมิทธนิวรณ์  เป็นอันโยคีบุคคลนั้นละได้เหมือนกัน  เพราะเป็นผู้มีความเพียรปรารภแล้ว  อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์  ก็เป็นอันละได้  เพราะอำนาจประกอบด้วยธรรมอันสงบที่ไม่ทำความร้อนใจให้  วิจิกิจฉา  ในศาสดาผู้แสดงข้อปฏิบัติก็ดี  ในข้อปฏิบัติก็ดี  ในผลแห่งการปฏิบัติก็ดี  ก็เป็นอันละได้  เพราะคุณอันวิเศษที่บรรลุแล้ว  เป็นสภาพประจักษ์แจ้ง  เป็นอันโยคีบุคคลนั้นละนิวรณ์ได้ครบทั้ง ๕  ด้วยประการฉะนี้

'''องค์ฌาน ๕  ปรากฏ'''

:อนึ่ง  วิตก  ทำหน้าที่ยกจิตขึ้นไว้ในนิมิตนั้นนั่นแล  วิจาร  ทำกิจคือพิจารณานิมิตให้สำเร็จอยู่  เพราะมีอันได้การบรรลุคุณวิเศษเป็นปัจจัย  ปีติ  ย่อมปรากฏ  เพราะปัสสัทธิสำเร็จแก่ผู้ที่มีใจประกอบด้วยปีติ  ปัสสัทธิ  ย่อมปรากฏ  สุข  ซึ่งมีปัสสัทธินั้นเป็นเหตุย่อมปรากฏ  และเพราะจิตตสมาธิ  สำเร็จแก่ผู้ที่มีความสุข  เอกัคคตา  ซึ่งมีความสุขเป็นเหตุย่อมปรากฏ  เป็นอัน  องค์ฌานทั้งหลาย  ปรากฏเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้  แม้อุปจารฌานอันเป็นเครื่องรองรับปฐมฌานก็บังเกิดแก่โยคีบุคคลนั้นในขณะพร้อมกันนั้นนั่นเทียว

:อรรถาธิบายทุก ๆ อย่างตั้งแต่นี้ไปจนถึงอัปปนาฌาน  และความสำเร็จเป็นวสีแห่งปฐมฌาน  นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่พรรณนาไว้แล้วในปถวีกสิณนั่นเทอญ

<sub><small>''(หน้าที่ 318)''</small></sub>

'''อธิบายอสุภกัมมัฏฐานที่เหลือ  ๙  อย่าง'''

:ก็แหละ  แม้ในอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายมีวินีลกอสุภเป็นต้น  หลังแต่อุทธุมาตกอสุภนี้  ลักษณะอันใด  ตั้งต้นแต่การไปดูอสุภซึ่งท่านแสดงไว้โดยนัยมีอาทิว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะเรียนเอาอสุภนิมิตชนิดที่ขึ้นพอง  เป็นผู้เดียวดาย  ไม่มีเพื่อนสอง  มีสติอันตั้งมั่น…..ไปดังนี้  นักศึกษาพึงทราบลักษณะอันนั้นพร้อมทั้งวินิจฉัยและอธิบาย  ตามนัยที่แสดงไว้แล้วนั่นแล  เปลี่ยนเพียงแต่บทว่า  อุทฺธุมาตก  ตรงที่อสุภนั้น ๆ ไปตามอสุภนิมิตนั้น ๆ อย่างนี้ว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะเรียนเอาอสุภนิมิต  ชนิดที่มีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ…..โยคีบุคคลเมื่อจะเรียนเอาอสุภนิมิต  ชนิดที่มีหนองไหลเยิ้ม  ฉะนี้

:ส่วนอรรถาธิบายที่แปลกกัน  ดังต่อไปนี้ –

'''๒.  วิธีเจริญวินีลกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:ในวินีลกอสุภกัมมัฏฐาน  โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า  อสุภมีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ น่าเกลียด  อสุภมีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ น่าเกลียด  ดังนี้แหละในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นสีด่างพร้อยไป  ส่วน  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏโดยเป็นสีที่หนาทึบ

'''๓.  วิธีเจริญวิปุพพกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:ในวิปุพพกอสุภกัมมัฏฐาน  โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไป  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภมีหนองไหลเยิ้มน่าเกลียด  อสุภมีหนองไหลเยิ้มน่าเกลียด  ดังนี้  ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นเหมือนหนองไหลอยู่  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่

'''๔.  วิธีเจริญวิจฉิททกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:อสุภที่ขาดเป็นท่อน  จะหาได้ก็ตรงบริเวณสนามรบ,  ที่ดงโจร,  ที่สุสาน  หรือที่ที่พระราชาทรงรับสั่งให้ประหารพวกโจร  มิฉะนั้นก็ตรงสถานที่ที่คนถูกพวกสีหและเสือกัดขาดไว้  เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลไปยังสถานที่เห็นปานดังนั้นแล้ว  ถ้าแม้ว่าอสุภที่ขาดเป็นท่อนซึ่งตกอยู่ในทิศต่าง ๆ  มาถึงคลองจักษุได้ด้วยอาวัชชนจิตอันเดียว  ข้อนี้นับว่าเป็นการดี  ถ้าไม่มา  ก็อย่าเอามือไปจับต้องเอง  เพราะเมื่อโยคีบุคคลจับต้อง  ก็จะถึงซึ่งความเคยชิน

<sub><small>''(หน้าที่ 319)''</small></sub>

:ไปเสีย  เพราะเหตุนั้นพึงใช้คนวัด  หรือคนที่สมณะแสดงให้  หรือใคร ๆ อื่น  ให้ทำอสุภที่ตกอยู่ในทิศต่าง ๆ  นั้นรวมเข้าในที่แห่งเดียวกัน  เมื่อหาคนอื่นไม่ได้  พึงเอาไม้เท้าหรือไม้ท่อนเขี่ยเข้ามา  ทำระหว่างไว้องคุลีหนึ่ง  ครั้นเขี่ยเข้ามาไว้โดยประการดังนี้แล้ว  โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า  อสุภขาดเป็นท่อนน่าเกลียด  อสุภขาดเป็นท่อนน่าเกลียด  ดังนี้  ในกัมมัฏฐานบทนี้นั้น  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นดุจทะลุกลางตัว  ส่วน  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์

'''๕.  วิธีเจริญวิกขายิตกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:ในวิกขายิตกอสุภกัมมัฏฐาน  โยคีบุคคลพึงยังมนสิการใหัเป็นไป  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภที่สัตว์กัดกินน่าเกลียด  อสุภที่สัตว์กัดกินน่าเกลียด  ดังนี้  ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นเสมือนร่างซึ่งถูกสัตว์กัด  ณ  ที่นั้น ๆ  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์นั่นเทียว

'''๖.  วิธีเจริญวิกขิตตกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:แม้อสุภที่กระจัดกระจาย  อันโยคีบุคคลพึงใช้คนอื่นทำหรือทำเองให้ห่างระหว่างองคุลีหนึ่ง  โดยนัยที่อธิบายไว้แล้วในอสุภที่ขาดเป็นท่อนนั่นแล  แล้วพึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า  อสุภที่กระจัดกระจายน่าเกลียด   อสุภที่กระจัดกระจายน่าเกลียด  ดังนี้ ในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นร่างมีระหว่างปรากฏ  ส่วน  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นร่างบริบูรณ์นั้นเทียว

'''๗.  วิธิเจริญหตวิกขิตตกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:แม้อสุภที่ถูกฟันกระจัดกระจาย  ก็ย่อมหาได้  ณ  สถานที่ทั้งหลาย  ซึ่งมีประการดังอธิบายไว้แล้วในอสุภที่ขาดเป็นท่อนนั่นแล  เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลครั้นไปถึง  ณ  สถานที่นั้นแล้ว  พึงใช้คนอื่นทำหรือทำเองให้ห่างระหว่างองคุลีหนึ่งโดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเทียว  แล้วพึงยังมนสิการให้เป็นไป  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภที่ถูกฟันกระจัดกระจายน่าเกลียด  อสุภที่ถูกฟันกระจัดกระจายน่าเกลียด   ดังนี้   ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้   อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์

<sub><small>''(หน้าที่ 320)''</small></sub>

'''๘.  วิธีเจริญโลหิตกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:อสุภที่มีโลหิตไหล  ย่อมจะหาได้ในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนผู้ได้รับการประหารในสนามรบเป็นต้น  หรือในเมื่อมือและเท้าเป็นต้นถูกตัดขาด  หรือในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนมีฝีและต่อมแตก  เพราะเหตุนั้น  อันโยคีบุคคลครั้นเห็นโลหิตอันไหลอยู่นั้นแล้ว  พึงยังมนสิการให้เป็นไป  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภมีโลหิตไหลน่าเกลียด  อสุภมีโลหิตไหลน่าเกลียด  ดังนี้  ในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏมีอาการไหวอยู่เหมือนธงผ้าแดงที่ถูกลมพัด  ส่วน  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่งอยู่

'''๙.  วิธีเจริญปุฬุวกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:อสุภที่มีหนอนเกลื่อนกลาด  ย่อมมีได้ในเวลาที่หมู่หนอนชอนออกจากปากแผล  ๙  แห่งของศพ  โดยล่วงไปได้  ๒– ๓  วัน  ก็แหละ  ปุฬุวกอสุภนั้น  ย่อมดำรงสภาพอยู่เหมือนกองข้าวสุกแห่งข้างสาลี  มีขนาดเท่าร่างของสุนัข,  มนุษย์,  โค,  กระบือ,  ช้าง,  ม้า,  หรืองูเหลือมเป็นต้นนั่นเทียว  ในบรรดาร่างของสุนัขเป็นต้นเหล่านั้น  อันโยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปในร่างของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภมีหนอนเกลื่อนกลาดน่าเกลียด  อสุภมีหนอนเกลื่อนกลาดน่าเกลียด  ดังนี้  เป็นความจริงนิมิตในศพช้างซึ่งอยู่ในบึงกาฬทีฆะ  ก็ได้ปรากฏแก่พระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระ  ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้  อุคคหนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นเสมือนเคลื่อนไหวอยู่  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่ง  เสมือนกองข้าวสุกแห่งข้วสาลี

'''๑๐.  วิธีเจริญอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐาน'''

:อัฏฐิกอสุภ  คืออสุภที่เป็นกระดูก  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยประการต่าง ๆ  โดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุนั้น  พึงเห็นร่างที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า  เป็นร่างกระดูกยังมีเนื้อและเลือด  มีเอ็นยึดอยู่  ดังนี้  ร่างกระดูกนั้นเขาทิ้งไว้  ณ  ที่ตรงไหน  อันโยคีบุคคลพึงไป  ณ  ที่ตรงนั้นโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในอุทธุมาตกอสุภนั่นแล  ครั้นแล้วพึงทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน  ทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกัน  ด้วยอำนาจแห่งวัตถุทั้งหลายมีก้อนหินโดยรอบเป็นต้น  พึงกำหนดโดยความเป็นสภาวะว่า  ร่างนี้เป็นกระดูก  แล้วพึงถือเอาซึ่งนิมิตโดยอาการ ๑๑  อย่าง  ด้วยอำนาจสีเป็นต้นต่อไป

<sub><small>''(หน้าที่ 321)''</small></sub>

'''กำหนดนิมิตโดยอาการ  ๑๑  อย่าง'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลดูกระดูก  โดยสี  กระดูกนั้นก็จะไม่ปรากฏโดยเป็นสภาวะ ย่อมจะปนกับโอทาตกสิณคือกสิณสีขาวไปเสีย  เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลพึงดูกระดูกโดยความเป็นของปฏิกูลเท่านั้น 

:คำว่า  โดยเพศ  ณ  ที่นี้เป็นชื่อของอวัยวะมีมือเป็นต้น  เพราะเหตุนั้น  โดยเพศ  โยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถแห่งมือ,  เท้า,  ศรีษะ,  หน้าอก,  แขน,  สะเอว,  ขา  และแข้งเป็นต้น  

:อนึ่ง  โดยสัณฐาน  พึงกำหนดด้วยสามารถแห่งความยาว,  ความสั้น,  ความกลม,  สี่เหลี่ยม,  ความเล็ก  และความใหญ่

:ทิศ  และ  โอกาสมีนัยดังที่พรรณนามาแล้วนั่นแล

:โดยปริจเฉท  โยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถแห่งที่สุดของกระดูกท่อนนั้น ๆ  ในบรรดากระดูกเหล่านั้น  ท่อนใดแลย่อมปรากฏเป็นอาการชัดแจ้ง  พึงถือเอากระดูกท่อนนั้นจนบรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน

:อนึ่ง  โดยที่เว้า   และ  โดยที่นูน   โยคีบุคคลพึงกำหนดตามที่มันเว้าและที่มันนูนของกระดูกท่อนนั้น ๆ  แม้จะพึงกำหนดด้วยอำนาจแห่งสถานที่ว่า  เราอยู่ที่ลุ่ม  กระดูกอยู่ที่ดอน  เราอยู่ที่ดอน  กระดูกอยู่ที่ลุ่ม  ดังนี้ก็ได้

:อนึ่ง  โดยที่ต่อ  โยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยอำนาจแห่งที่ ๆ  กระดูก ๒  ท่อนต่อกัน

:โดยช่อง  โยคีบุคคลพึงกำหนด  ด้วยอำนาจแห่งช่องอันเป็นระหว่างของกระดูกทั้งหลายนั่นแล

:อนึ่ง  โดยรอบ ๆ  อันโยคีบุคคลพึงส่องญาณไปในร่างกระดูกทั้งหมดนั่นแล  แล้วกำหนดว่ากระดูกนี้อยู่  ณ  ที่ตรงนี้

:แม้ถึงจะได้กำหนดด้วยประการอย่างนี้แล้ว  นิมิตก็มิได้ปรากฏ  โยคีบุคคลพึงวางจิตไว้ตรงที่กระดูกหน้าผากนั่นเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 322)''</small></sub>

:แหละการถือเอานิมิตโดยอาการ  ๑๑  อย่างในอัฏฐิกอสุภนี้  ฉันใด  แม้ในอสุภอื่น ๆ  ข้างต้นแต่นี้  มีปุฬุวกอสุภเป็นอาทิ  อันโยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถความเหมาะสมฉันนั้น  อนึ่ง  กัมมัฏฐานบทนี้  ย่อมสำเร็จทั้งในโครงกระดูกทั้งสิ้น  ทั้งในกระดูกท่อนเดียว  เพราะเหตุนั้น  อันโยคีบุคคลพึงถือเอาซึ่งนิมิตโดยอาการ  ๑๑  อย่าง  ในโครงกระดูกและกระดูกท่อนเดียวนั้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว  พึงยังมนสิการให้เป็นไป  ด้วยบริกรรมว่า  อสุภเป็นกระดูกน่าเกลียด  อสุภเป็นกระดูกน่าเกลียด  ดังนี้  

'''ความต่างกันแห่งนิมิตทั้ง ๒'''

:ในอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐานนี้  ท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า  ทั้งอุคคหนิมิต  ทั้งปฏิภาคนิมิต  ย่อมเป็นเช่นเดียวกันนั่นเทียว  คำของท่านอรรถกถาจารย์นั้นถูกสำหรับในกระดูกท่อนเดียว  ส่วนสำหรับในโครงกระดูก  เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏนั้น  ปรากฏเป็นช่อง  เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ  ปรากฏเป็นโครงกระดูกบริบูรณ์  จึงจะถูก  อนึ่ง  แม้สำหรับในกระดูกท่อนเดียว  อุคคหนิมิตพึงเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว  น่าสะพรึงกลัว  ปฏิภาคนิมิตพึงเป็นสิ่งที่ให้เกิดปีติและโสมนัส  เพราะเหตุที่นำมาซึ่งอุปจารสมาธิ

:ก็ในโอกาสนี้  คำใดที่ท่านพรรณนาไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย  คำนั้นท่านก็พรรณนาให้ช่องไว้แล้วนั่นเทียว  เป็นความจริงอย่างนั้น  ในอรรถกถานั้น  แม้ว่าท่านอรรถกถาจารย์  จะได้พรรณนาไว้แล้วว่า  ในพรมวิหาร ๔  และอสุภ ๑๐  ปฏิภาคนิมิตหามีไม่  เพราะในพรหมวิหาร ๔  สีมาสัมเภท  (ความทำลายเขตแดน)  นั่นแหละเป็นนิมิต  และในอสุภ ๑๐  ย่อมสำเร็จเป็นนิมิตในขณะเมื่อโยคีบุคคลเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลอย่างทำไม่ให้มีข้อแม้นั่นเทียว  ดังนี้ แล้วยังพรรณนาต่อไปอย่างไม่มีขีดขั้นเป็นต้นว่า  นิมิตในอัฏฐิกอสุภนี้  มี ๒  อย่าง  คือ  อุคคหนิมิต ๑  ปฏิภาคนิมิต ๑  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่ผิดรูปผิดร่าง  น่าหวาดเสียว  น่าสะพรึงกลัว  ดังนี้  เพราะเหตุนั้น  คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าววิจารณ์ไว้แล้ว   คำนั้นนั่นแหละเป็นอันถูกต้องแล้ว  ในอธิการแห่งอัฏฐิกอสุภนี้

:อีกประการหนึ่ง  เรื่องต่าง ๆ เช่น  เรื่องร่างกายของสตรีหมดทั้งตัวปรากฏเป็นร่างกระดูกแก่พระมหาติสสเถระ  เพราะเหตุที่ได้เห็นเพียงกระดูกฟัน  นับเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์  ได้ในอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐานนี้ด้วย  ฉะนี้แล

<sub><small>''(หน้าที่ 323)''</small></sub>

:สมเด็จพระทศพลผู้ทรงมีพระคุณอันโสภา  ทรงมีพระเกียรติศัพท์อันจอมแห่งเทวดาผู้มีพระเนตรตั้งพันดวงสรรเสริญแล้ว  ได้ทรงแสดงอสุภกัมมัฏฐาน  อันเป็นเหตุให้สำเร็จฌานแต่ละประการ ๆ  เหล่าใดไว้  ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้  อันนักศึกษา ครั้นได้ทราบอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้น  และนัยแห่งภาวนาวิธีของอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้น  อย่างที่พรรณนามานั้นแล้ว  พึงทราบถึงซึ่งปกิณณกกถาในอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้นนั่นแหละให้ยิ่งขึ้นไปดังต่อไปนี้

'''ปกิณณกกถา'''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้ได้สำเร็จฌานในอสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการนั้นข้อใดข้อหนึ่งแล้ว  ย่อมเป็นผู้ไม่มีความประพฤติโลเลเป็นดุจดังว่าปราศจากราคะแล้ว  เพราะราคะถูกข่มไว้อย่างดี  แม้เมื่อเป็นเช่นนี้  ประเภทแห่งอสุภนี้ใดที่ท่านแสดงไว้แล้ว  ประเภทแห่งอสุภนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจความเป็นไปแห่งสภาพของร่างศพอย่างหนึ่ง  ด้วยอำนาจประเภทของราคจริตอย่างหนึ่ง

'''อสุภ ๑๐  ตามสภาพของร่างศพ'''

:จริงอยู่  ร่างศพเมื่อถึงความเป็นปฏิกูล  ก็จะพึงเป็นภาวะเป็นสภาพอุทธุมาตกอสุภหรือถึงสภาพเป็นวินีลกอสุภเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  ด้วยประการฉะนี้  โยคีบุคคลสามารถที่จะได้อสุภชนิดใด ๆ  ก็พึงถือเอาอสุภชนิดนั้น ๆ  ด้วยบริกรรมอย่างนี้ว่า  อสุภขึ้นพองน่าเกลียด  อสุภสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ  น่าเกลียด  เป็นต้น  ฉะนี้  นักศึกษาพึงทราบว่า  ประเภทอสุภท่านแสดงไว้แล้วโดยอาการ  ๑๐  อย่าง  ด้วยอำนาจความเป็นไปแห่งสภาพของร่างศพ  ด้วยประการฉะนี้

'''อสุภ  ๑๐  ตามประเภทของราคจริต'''

:เมื่อว่าโดยความแปลกกันในอสุภนี้  นักศึกษาพึงทราบว่า  ท่านแสดงประเภทอสุภไว้โดยอาการ  ๑๐  อย่าง  แม้ด้วยอำนาจความต่างกันแห่งราคจริตโดยประการดังนี้  คือ –

:๑.  อุทธุมาตกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในสัณฐาน  เพราะมันประกาศถึงความวิบัติของสัณฐานแห่งร่างกาย

<sub><small>''(หน้าที่ 324)''</small></sub>

:๒.  วินีลกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในสีของร่างกาย  เพราะมันประกาศถึงความวิบัติของผิว

:๓.  วิปุพพกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในกลิ่นกายที่เขาปรุงแต่งขึ้นด้วยอำนาจกลิ่นดอกไม้เป็นต้น  เพราะมันประกาศถึงภาวะที่เป็นของเหม็นซึ่งติดเนื่องอยู่ในกาย

:๔.  วิจฉิททกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในความเป็นเนื้อทึบในร่างกาย  เพราะมันประกาศถึงความเป็นโพลงข้างใน

:๕.  วิกขายิตกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในเนื้อนูนขึ้นในตำแหน่งแห่งร่างกายเช่นถันเป็นต้น  เพราะมันประกาศถึงความพินาศแห่งสมบัติคือเนื้อนูน

:๖.  วิกขิตตกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในลีลาขององค์อวัยวะ  เพราะมันประกาศถึงความกระจัดกระจายขององค์อวัยวะทั้งหลาย

:๗.  หตวิขิตตกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มีความกำหนัดในเรือนร่างของกาย  เพราะมันประกาศถึงความทำลายและความวิการของเรือนร่างของกาย

:๘.  โลหิตกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในความงามที่เกิดขึ้นด้วยเครื่องประดับ  เพราะมันประกาศถึงภาวะที่เป็นสิ่งปฏิกูลเพราะเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต

:๙.  ปุฬุวกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มีความกำหนัดอันเกิดขึ้นในกายโดยหมายว่าเป็นกายของเรา  เพราะมันประกาศถึงภาวะของกายเป็นสาธารณะแก่ตระกูลหนอนเป็นอันมาก

:๑๐.  อัฏฐิกอสุภ  เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มีความกำหนัดในสมบัติคือฟัน  เพราะมันประกาศถึงภาวะของกระดูกแห่งร่างกายทั้งหลายเป็นสิ่งปฏิกูล

'''อสุภ  ๑๐  ให้สำเร็จเพียงปฐมฌาน'''

:ก็แหละ  เพราะเหตุที่ในอสุภแม้ทั้ง ๑๐  อย่างนี้  จิตเป็นสภาพมีอารมณ์เดียว  ตั้งอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งวิตกเท่านั้น  เว้นวิตกเสียไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้  เพราะอารมณ์มีกำลัง

<sub><small>''(หน้าที่ 325)''</small></sub>

:อ่อน  เปรียบเหมือนเรือในแม่น้ำที่น้ำไม่หยุดนิ่ง  ทั้งมีกระแสไหลเชี่ยว  จะหยุดอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งถ่อเท่านั้น  เว้นจากถ่อเสียก็ไม่สามารถจะหยุดอยู่ได้  ฉะนั้น  ในอสุภ  ๑๐  ประการนี้  จึงสำเร็จเพียงปฐมฌานเท่านั้น  ฌานชั้นสูงมีทุติฌานเป็นต้นหาสำเร็จไม่

:อนึ่ง  ในอารมณ์อสุภกัมมัฏฐานนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งปฏิกูล  ปีติโสมนัสก็เกิดขึ้นได้  เพราะโยคีบุคคลได้เห็นอานิสงส์ว่า  เราจักหลุดพ้นจากชราทุกข์และมรณะทุกข์  ด้วยข้อปฏิบัติอันนี้อย่างแน่นอน  อย่างนี้อีกประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่ง  เพราะละเสียได้ซึ่งความเร่าร้อนเพราะนิวรณ์  เปรียบเหมือนแม้ที่กองคูถ  ปีติโสมนัสก็เกิดขึ้นแก่คนเทหยากเยื่อ  ผู้เห็นอานิสงส์ว่า  เราจักได้บำเหน็จเป็นจำนวนมาก  ณ  บัดนี้  และเปรียบเหมือนในการอาเจียรออกและการถ่ายออก  ปีติโสมนัสก็เกิดขึ้นได้แก่คนเป็นโรคพยาธิทุกข์อย่างหนัก  ฉะนั้น

'''ร่างคนเป็นก็เป็นอสุภกัมมัฏฐานได้'''

:แหละอสุภแม้ทั้ง ๑๐  อย่างนี้  เมื่อว่าโดยลักษณะก็เป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  จริงอยู่  ความเป็นสิ่งปฏิกูลคือไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดนั่นแล  เป็นลักษณะของอสุภทั้ง ๑๐  อย่างนั้น  โดยลักษณะนี้  อสุภนี้นั้นไม่ใช่จะปรากฏได้แต่ในร่างกายของคนตายอย่างเดียว  แม้ในร่างของคนเป็นก็ปรากฏได้  เหมือนอย่างที่ปรากฏแก่พระมหาติสสเถระสำนักวัดเจติยบรรพตซึ่งได้เห็นกระดูกฟัน  และเหมือนอย่างที่ปรากฏแก่สามเณรอุปัฏฐากของพระสังฆรักขิตเถระ  ซึ่งได้แลดูพระราชากำลังประทับอยู่บนคอช้างพระที่นั่ง  เพราะว่า  ร่างคนตายเป็นอสุภกัมมัฏฐานได้ฉันใด  แม้ร่างคนเป็นก็เป็นอสุภกัมมัฏฐานได้  ฉันนั้นเหมือนกัน

'''ร่างคนเป็นถูกปิดบังด้วยเครื่องอลังการ'''

:ก็แต่ว่า  ในร่างคนเป็นนี้ลักษณะของอสุภไม่ปรากฏชัดได้  เพราะถูกเครื่องอลังการอันประกอบเข้าใหม่ปิดบังไว้  แต่เมื่อว่าโดยปกติแล้ว  สรีระร่างอันนี้  มีกระดูก ๓๐๐  ท่อนเศษ ๆ  เป็นโครงร่าง  เชื่อมด้วยข้อต่อ  ๑๘๐  แห่ง  มีเอ็น ๙๐๐  เส้นผูกยึดไว้  ฉาบด้วยชิ้นเนื้อ  ๙๐๐  ชิ้น  ห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสด  ไล้ไว้ด้วยหนังผิว  มีช่องน้อยช่องใหญ่ปรุไปไหลซึมขึ้นข้างบนและไหลซึมลงข้างล่างตลอดกาลเป็นนิจ  เหมือนภาชนะซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันข้น  อันหมู่หนอนอาศัยอยู่แล้วเป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลาย  เป็นที่ตั้งแห่งทุกขธรรมทั้งหลาย  เป็นที่ไหลออกแห่งอสุจิทั้งหลายอย่างไม่ขาดสาย  โดยทางปากแผลทั้ง ๙  แห่ง  เหมือนผีหัวขาด

<sub><small>''(หน้าที่ 326)''</small></sub>

:เป็นราชาหรือคนจัณฑาลก็เหมือนกัน

:สรีระร่างอันใด  มีขี้ตาไหลออกจากตาทั้งสอง  มีขี้หูไหลออกจากหูทั้งสอง  มีน้ำมูกไหลออกจากรูจมูกทั้งสอง  มีอาหาร,  ดี,  เสมหะหรือโลหิตไหลออกจากปาก  มีอุจาระและปัสสาวะไหลออกจากทวารเบื้องล่างทั้งสอง  มีน้ำเหงื่ออันสกปรกไหลออกจากขุมขน  ๙๙,๐๐๐  ขุม  มีแมลงวันหัวเขียวเป็นต้นไต่ตอมอยู่  บุคคลไม่ปรนนิบัติสรีระร่างอันใด  ด้วยสรีรกิจ มีการสีฟัน,  บ้วนปาก,  สระผม,  อาบน้ำ,  นุ่งผ้าและห่มผ้าเป็นต้น  ปล่อยไปตามกำเนิด  มีผมพะรุงพะรังยุ่งเหยิง  ท่องเที่ยวจากบ้านหลังไปยังบ้านหน้า  แม้จะเป็นราชาก็ตาม  จะเป็นคนเทหยากเยื่อหรือคนจัณฑาลเป็นต้นชั้นใดชั้นหนึ่งก็ตาม  จะไม่มีสิ่งผิดแผกกันเลย  เพราะเป็นสรีระร่างที่ปฏิกูลเสมอกัน  ชื่อว่า  ความเป็นต่างกันในสรีระร่างของราชาก็ดี  ของคนจัณฑาลก็ดี  หามีไม่  เพราะเป็นสิ่งปฏิกูลคือไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียด  ด้วยประการฉะนี้

:ก็แหละ  ในสรีระร่างอันนี้  เมื่อคนเราพากันขัดสีมลทินทั้งหลายมีมลทินฟันเป็นต้น  ด้วยไม้สีฟันและน้ำบ้วนปากเป็นต้น  แล้วปกปิดอวัยวะส่วนที่ยังความละอายให้หายไปด้วยผ้านานาชนิด  ไล้ทาด้วยเครื่องลูบไล้อันหอมหวลนานาพรรณ  ประดับด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ  มีอาภรณ์ดอกไม้เป็นต้น  ย่อมกระทำให้ถึงซึ่งอาการควรที่จะพึงถือเอาได้  ว่าเรา  ว่าของเราได้

:แต่นั้น  เพราะเหตุที่สรีระร่างถูกเครื่องอลังการอันประกอบเข้าใหม่นี้  ปิดบังไว้คนเราจึงไม่รู้สรีระร่างนั้นของเขาอันมีลักษณะไม่งามตามความเป็นจริง  พวกบุรุษจึงหลงยินดีในพวกสตรี  และพวกสตรีก็หลงยินดีในพวกบุรุษ

:แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว  ในสรีระอันนี้ขึ้นชื่อว่าที่ ๆ  ควรแก่การที่จะพึงยินดี  แม้เพียงเท่าอณูหนึ่งก็มิได้มี  เป็นความจริงอย่างนั้น  ในบรรดาชิ้นส่วนทั้งหลายเช่นผม,  ขน,  เล็บ,  ฟัน,  น้ำลาย,  น้ำมูก,  อุจาระ  และปัสสาวะ  แม้ชิ้นส่วนอันหนึ่งที่ตกออกไปข้างนอกจากสรีระร่างแล้ว  คนทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาเพื่อจะถูกต้องแม้ด้วยมือ  ย่อมสะอิดสะเอียน  ย่อมขยะแขยง  ย่อมเกลียด

<sub><small>''(หน้าที่ 327)''</small></sub>

:เหมือนสุนัขจิ้งจอกเห็นดอกทองกวาว

:ส่วนชิ้นส่วนใด ๆ  ที่ยังเหลืออยู่ในสรีระร่างอันนี้  แม้ว่าชิ้นส่วนนั้น ๆ จะเป็นสิ่งปฏิกูลดังกล่าวมา  คนเราก็ยังพากันยึดถือเอาว่า  เป็นสิ่งน่าปรารถนา  น่าใคร่  เป็นของเที่ยง  เป็นสุข  เป็นตัวตน  ทั้งนี้เพราะถูกความมืดคืออวิชาห่อหุ้มไว้  เพราะถูกย้อมด้วยเครื่องย้อม  คือความเห็นแก่ตัว  เมื่อสัตว์เหล่านั้นยึดถือด้วยอาการอย่างนี้  จึงถึงซึ่งความเป็นผู้เสมอด้วยสุนัขจิ้งจอกแก่ตัวที่เห็นต้นทองกวาวในดง  ซึ่งมีดอกยังไม่หล่นจากต้น  แล้วสำคัญเห็นไปว่านี้เป็นชิ้นเนื้อ  ฉะนี้

:เพราะเหตุนี้ –

:โยคีบุคคลผู้ฉลาด  อย่าได้ถือเอาแต่เพียงชิ้นส่วนที่ตกไปแล้วจากร่างเท่านั้นว่า  เป็นของไม่งาม  เหมือนสุนัขจิ้งจอกเห็นต้นทองกวาวในป่าออกดอกแล้วรีบวิ่งไป  ด้วยสำคัญผิดไปว่า  ตนได้ต้นไม้เนื้อ  เกิดตะกละสวาปามคาบเอาดอกทองกวาวที่หล่นลง ๆ  แม้รู้แล้วว่านี้มิใช่เนื้อ  ก็ยังยึดถืออยู่ว่าดอกบนต้นโน้นเป็นเนื้อ  พึงถือเอาแม้ชิ้นส่วนที่อยู่ในสรีระร่างนั้นว่าเป็นของไม่งามเหมือนกัน

:เพราะพวกคนเขลายึดถือเอากายอันนี้โดยเป็นของงามแล้วลุ่มหลงอยู่ในกายนั้น  งมทำบาปอยู่  ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ไปได้

:เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลผู้มีปัญญา  พึงเห็นสภาพของกายอันเน่าเปื่อย  ที่เป็นอยู่ก็ดี  ที่ตายแล้วก็ดี  ว่าเป็นสิ่งที่พ้นจากความงามเสมอกัน

'''สมดังคำโบราณาจารย์  ดังนี้ –'''

:กายอันมีกลิ่นเหม็น  ไม่สะอาด  เป็นซากศพ  เสมอเหมือนหลุมคูถ  เป็นกายอันหมู่บัณฑิตผู้มีดวงตาครหากันแล้ว  แต่เป็นสิ่งอันพาลชนชมชอบยิ่งนัก

<sub><small>''(หน้าที่ 328)''</small></sub>

:กายอันใด  ซึ่งห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสด  มีแผลขนาดใหญ่  คือช่องทวาร ๙  แห่ง  สิ่งโสโครก  กลิ่นเหม็นบูด  ไหลออกอยู่รอบด้าน  ถ้าจะพึงพลิกเอาภายในของกายอันนี้ออกมาไว้ข้างนอก  คนเราจะพึงถือไม้ไว้คอยไล่ฝูงกาและหมู่สุนัขอย่างแน่นอน

:เพราะเหตุฉะนั้น  จะเป็นสรีระร่างของคนเป็น  หรือจะเป็นสรีระร่างของคนตายก็ช่างเถิด  อาการอันไม่งามย่อมปรากฏขึ้นได้ในชิ้นส่วนแห่งสรีระร่างใด ๆ  อันภิกษุผู้มีชาติเป็นภัพพบุคคล  พึงถือเอาอุคคหนิมิตตรงที่ชิ้นส่วนแห่งสรีระร่างนั้น ๆ นั่นแล  เจริญกัมมัฏฐานไปจนให้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌานนั่นเทอญ

'''อสุภกัมมัฏฐานนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๖'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณวิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้  '''

'''เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''