Difference between revisions 87408 and 87537 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]
'''วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา'''


บทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธิอรรถกถา

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธิอรรถกถา หน้า ๒๕๔ - ๒๖๐|หน้า ๒๕๔ - ๒๖๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธิอรรถกถา หน้า ๒๖๑ - ๒๖๗|หน้า ๒๖๑ - ๒๖๗]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)






== ดูเพิ่ม ==


*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ==

'''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ด้วยการข้ามพ้นความสงสัย'''

<sub><small>''(หน้าที่  254)''</small></sub>

'''(๒.  ปัจจยปริคคหญาณ)'''

:ส่วนว่า  ญาณซึ่งข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป  (ดังกล่าวมาแล้ว)  นั้นนั่นแล  ชื่อว่า  '''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''  คือ  ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย

:พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุ'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''นั้น  รำพึงถึงการค้นหา'''เหตุ'''และ'''ปัจจัย'''ของนามและรูปนั้นอยู่  เหมือนนายแพทย์ผ่าตัดผู้ฉลาด  ครั้นเห็นโรคก็ค้นหาสมุฏฐานของโรคนั้นอยู่  ก็หรือ  เหมือนบุรุษผู้มีเมตตา  ครั้นเห็นเด็กเล็กอ่อนวัยนอนหงายแบเบาะอยู่ในตรอก  จึงรำพึงอยู่ว่า  “เด็กนี้เป็นบุตรน้อยของใครหนอ”  ฉะนั้นนั่นเทียว

'''(กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของนามและรูป)'''

:พระภิกษุนั้นเห็นเป็นแน่แท้มาแต่ต้นเลยดังนี้ว่า  “ก่อนอื่น  นามและรูปนี้จะไม่มีเหตุหามิได้  เพราะนามและรูปทุกอย่าง   ถึงความเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันทั้งหมดในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ  (นามและรูปนั้น)  จะมีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นเป็นเหตุ  หามิได้  เพราะนอกไปจากนามและรูปแล้ว  หามีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นไม่  เพราะถึงแม้ศาสดาพวกใดจะกล่าว  (ทึกทักเอา)  ว่า  นามรูปเป็นประมาณนั่นแหละ  คือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้น นามและรูปที่เขากล่าวว่าคือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้นของพวกศาสดาเหล่านั้น  ก็ถึงภาวะเป็นของหาเหตุมิได้  เพราะฉะนั้น  นามและรูปนั้นต้องมีเหตุมีปัจจัย   เหตุและปัจจัยเหล่านั้นคืออะไรหนอแล”  ดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่  255)''</small></sub>

:พระภิกษุนั้นครั้นรำพึงถึงเหตุและปัจจัยของนามและรูปอย่างนี้แล้ว  ก็กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของรูปกายนี้ก่อนอย่างนี้ว่า  “กายนี้เมื่อเกิดขึ้นมา  มิได้เกิดขึ้นภายในดอกบัวอุบล  (บัวขาบ)  ดอกบัวปทุม  (บัวหลวง)  ดอกบัวบุณฑริก  (บัวขาว)  และดอกบัวจงกลนี  (บัวแดง)  อันมีกลิ่นหอมเป็นต้น  มิได้เกิดขึ้นภายในแก้วมณีและแก้วมุกดาหารเป็นต้น  หากแต่เกิดขึ้นในระหว่างกระเพาะอาหารใหม่และกระเพาะอาหารเก่า  เอาพื้นท้องไว้ข้างหลัง  เอากระดูกสันหลังไว้ข้างหน้า  แวดวงไว้ด้วยไส้ใหญ่และไส้น้อย  แม้ตัวเองก็ปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น  อยู่ในที่คับแคบมาก  ซึ่งปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น  ดุจตัวหนอนที่เกิดขึ้นในปลาเน่า ในขนมบูด  ในบ่อน้ำครำ  และในหลุมโสโครก  เป็นต้น  รูปซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้นั้น  มีธรรมเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย ๕  อย่าง  ได้แก่ ธรรม ๔ อย่าง คือ   อวิชชา ๑  ตัณหา ๑  อุปาทาน ๑  กรรม ๑  เหล่านี้เป็นเหตุ  เพราะเป็นผู้ให้เกิดขึ้น  (และ)  อาหารเป็นปัจจัย  เพราะเป็นผู้อุปถัมภ์ ๑  แม้ในธรรมเหล่านั้น  ธรรม ๓  อย่าง มีอวิชชาเป็นต้น  เป็นที่เข้าอยู่อาศัยของกายนี้  เปรียบเหมือนมารดาเป็นที่เข้าอยู่อาศัยของทารก  กรรมเป็นผู้ให้เกิด  เปรียบเหมือนบิดาเป็นผู้ทำให้บุตรเกิด อาหารเป็นผู้ค้ำจุน  (กายนี้) ให้ธำรงอยู่ เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงคอยอุ้มชูทารก  พระภิกษุนั้นครั้นกำหนดรู้ปัจจัยของรูปกายอย่างนี้แล้ว  จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามกายต่อไปอีก  โดยนัยเป็นต้นว่า   “จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูปทั้งหลาย”<sup>๑</sup>  ดังนี้

'''(ละความสงสัย ๑๖  ประการ)'''

:พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน  (ปัจจุบัน)  บัดนี้  ฉันใด  ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัย  ฉันนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ  อย่างนี้  ก็ละความสงสัยแม้ทุกอย่าง  คือ  ความสงสัยซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (คือ  อดีตกาล)  แล้วกล่าวไว้ ๕  อย่างดังนี้ว่า

:'''๑.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๒.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๓.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?'''

'''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๒๒๖, สํ.สฬา. ๑๘/๓๙.'''

<sub><small>''(หน้าที่  256)''</small></sub>

:'''๔.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ ?'''

:'''๕.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>'''

:อีกทั้งความสงสัย  ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องปลาย  (คือ  อนาคตกาล)  แล้วกล่าวไว้ ๕  อย่าง  ดังนี้ว่า

:'''๑.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นหรือหนอ ?'''

:'''๒.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักไม่เป็นหรือหนอ ?'''

:'''๓.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นอะไรหนอ ?'''

:'''๔.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นอย่างไรหนอ ?'''

:'''๕.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>'''

:อีกทั้งความสงสัยซึ่งท่านปรารภกาลปัจจุบัน  ก็หรือว่าเป็นผู้มีความสงสัยภายในปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้  แล้วกล่าวไว้  (อีก)  ๖  อย่างดังนี้ว่า

:'''๑.    ข้าพเจ้าเป็นอยู่หรือหนอ ?'''

:'''๒.    ข้าพเจ้าจักมิได้เป็นอยู่หรือหนอ ?'''

:'''๓.    ข้าพเจ้าเป็นอะไรอยู่หนอ ?'''

:'''๔.    ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรอยู่หนอ ?'''

:'''๕.   สัตว์นี้มาจากไหนหนอ ?'''

:'''๖.    สัตว์นั้นจักไปไหนหนอ ?<sup>๑</sup>'''

'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปอีกวิธีหนึ่ง)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นปัจจัย ๒  อย่างของนาม  โดยทางสาธารณปัจจัยและอสาธารณปัจจัย  เห็นปัจจัย ๔  อย่างของรูป  โดยทางเหตุมีกรรมเป็นต้นว่า  “ความจริง  ปัจจัยของนามมี ๒  อย่าง  คือ  สาธารณะ ๑  และอสาธารณะ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  ทวาร ๖  มีจักษุเป็นต้น  (และ)อารมณ์ ๖  มีรูปเป็นต้น  เป็นสาธารณปัจจัยของนาม  เพราะเป็นไปแก่นามแม้ทุกประการ  ตามความแตกต่างมีนามที่เป็นกุศลเป็นต้น  ส่วนธรรม  (อื่น)  มีมนสิการ (คือความใส่ใจ)

'''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๑๔'''

<sub><small>''(หน้าที่  257)''</small></sub>

'''เป็นต้น  เป็นอสาธารณปัจจัย  เพราะธรรมมีโยนิโสมนสิการและการฟังธรรมเป็นต้น  เป็นปัจจัยของนามเฉพาะที่เป็นกุศลเท่านั้น  ธรรมตรงกันข้ามเป็นปัจจัยของนามอกุศล  แต่กรรมเป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นวิบาก  และภวังค์เป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นกิริยา”  “ส่วนกรรม  จิต  ฤดู  อาหาร  ๔  อย่าง  ซึ่งมีกรรมเป็นต้นนี้เป็นปัจจัยของรูป  ใน ๔  อย่างนั้น  กรรมเฉพาะที่เป็นอดีตเท่านั้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน  จิตเมื่อเกิดขึ้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน  ส่วนฤดูและอาหารเป็นปัจจัยของรูปที่มีฤดูและอาหารเป็นสมุฏฐานในขณะ  (รูปนั้น)  ตั้งอยู่”  ดังนี้'''

:พระภิกษุรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปด้วยอาการดังกล่าวนี้  ครั้นเธอเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยอย่างนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้  ในบัดนี้เป็นไปอยู่อย่างใด  แม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  แม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยอย่างนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้  ก็ละเสียได้ซึ่งความสงสัยในกาลแม้ทั้ง ๓  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาท)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งครั้นเห็นสังขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้นแล  ถึงความชรา  และเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว  จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนี้ว่า  “ที่เรียกว่า  ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด  ความเกิดมีเพราะมีภพ  ภพมีเพราะมีอุปาทาน  อุปาทานมีเพราะมีตัณหา  ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ  ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖  อายตนะ ๖  มีเพราะมีนามและรูป  นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ  วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชา”  ดังนี้  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยกล่าวแล้วนั่นแล

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันแต่โดยอนุโลมซึ่งแสดงไว้พิสดารข้างต้นแล้ว<sup>๑</sup>  (มีอาทิ)  “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร”  ด้วยประการฉะนี้แล  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''<sup>๑</sup> ในตอนกล่าวถึง '''ปฏิจจสมุปบาท''' ใน '''ปัญญาภูมินิเทศ''' ข้างต้น'''

<sub><small>''(หน้าที่  258)''</small></sub>

'''(กำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์อย่างนี้ว่า  “ธรรม ๕  อย่าง  คือ  โมหะในกรรมภพก่อน  ได้แก่อวิชชา ๑  ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน  ได้แก่สังขาร ๑  ความใคร่  ได้แก่ตัณหา ๑  ความยึดมั่นถือมั่น  ได้แก่อุปาทาน ๑  เจตนา  ได้แก่ภพ ๑  ในกรรมภพก่อนเหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้

:ธรรม ๕  อย่าง  คือ  ปฏิสนธิในภพนี้  ได้แก่วิญญาณ ๑  การก้าวลง  (ในครรภ์มารดา)  ได้แก่นามรูป ๑  ประสาท  ได้แก่อายตนะ ๑  สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง  ได้แก่ผัสสะ ๑  การเสวยอารมณ์  ได้แก่เวทนา ๑  ในอุปปัตติภพนี้  เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน  เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว  ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะ ได้แก่อวิชชา ๑  ความตั้งใจทำ ได้แก่สังขาร ๑   ความใคร่ ได้แก่ตัณหา ๑   ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป” ดังนี้

'''(ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด)<sup>๑</sup>'''

:ในกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์นั้น  กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ: 

:'''๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม        กรรมให้ผลในภพนี้'''

:'''๒. อุปปัชชเวทนียกรรม          กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า'''

:'''๓. อปราปรเวทนียกรรม          กรรมให้ผลในภพสืบ ๆ ไป''' 

:'''๔. อโหสิกรรม                      กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว'''

:ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) '''ชวนวิถี''' เดียวกันนั้น '''ชวนเจตนา''' ดวงแรก เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม มีชื่อเรียกว่า '''ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม''' ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้น ก็มีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ “ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ 

'''<sup>๑</sup> ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒'''

<sub><small>''(หน้าที่  259)''</small></sub>

'''ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑ <sup>๑</sup> “ ส่วน ชวนเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์ มีชื่อเรียกว่า  '''อุปปัชชเวทนียกรรม''' อุปปัชชเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า'''
'''อปราปรเวทนียกรรม''' อปราปรเวทนียกรรม นั้นได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคตให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขารอยู่ ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม

:ยังมีกรรม  (ให้ผลตามลำดับ)  อีก ๔  อย่าง  คือ

:'''๑.    ครุกรรม    กรรมหนัก'''

:'''๒.    พหุลกรรม    กรรมเคยชิน'''

:'''๓.    อาสันนกรรม    กรรมเมื่อจวนเจียน'''

:'''๔.    กตัตตากรรม    กรรมสักแต่ว่าทำ'''

:บรรดากรรม ๔  อย่างนั้น  เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ตาม  ในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก  กรรมใดเป็นกรรมหนัก  เช่น  มาตุฆาต  (ฆ่ามารดา)  เป็นต้นก็ตาม  หรือมหัคคตกรรม<sup>๒</sup> ก็ตาม  กรรมนั้นแลให้ผลก่อน  ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกัน  กรรมใดที่เคยชินเช่นความเป็นผู้มีศีลดีก็ตาม  หรือความเป็นผู้ทุศีลก็ตาม  กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน  กรรมที่คนเราระลึกได้ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า  อาสันนกรรม  (คือกรรมเมื่อจวนเจียน)  เพราะว่า  บุคคลผู้ใกล้จะตายสามารถระลึกถึงกรรมใดได้  เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล  ส่วนกรรมนอกจาก ๓  อย่างนี้  เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆ  มีชื่อเรียกว่ากตัตตากรรม  เมื่อไม่มีกรรม ๓  อย่างเหล่านั้นแล้ว  มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ

:ยังมีกรรม  (ให้ผลตามกิจ)  อีก ๔  อย่าง  คือ

:'''๑.    ชนกกรรม    กรรมแต่งให้เกิด'''

:'''๒.    อุปัตถัมภกกรรม    กรรมสนับสนุน'''

:'''๓.    อุปปีฬกกรรม    กรรมบีบคั้น'''

:'''๔.    อุปฆาตกกรรม    กรรมตัดรอน'''

'''<sup>๑</sup> ขุ.ปฏิ.๓๑/๔๑๔'''
'''<sup>๒</sup> ได้แก่ รูปาวจรกุศล และอรูปาวจรกุศล'''

<sub><small>''(หน้าที่  260)''</small></sub>

'''บรรดากรรม ๔  อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อว่าชนกกรรม  เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล  ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ในกามภพ  ในรูปภพและในอรูปภพ  ทั้งในเวลาปฏิสนธิ  ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป  (ตั้งแต่เกิดจนตาย)  ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก  (ขันธ์)  ได้  แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว  จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก  (ขันธ์)  ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น  ให้เป็นไปตลอดกาล  อุปปีฬกกรรมเมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว  ก็เข้าบีบคั้น  เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก  (ขันธ์)  ซึ่งกรรมอื่นนำให้เกิดขึ้น  มิให้ดำเนินไปตลอดกาล  ส่วนอุปฆาตกกรรมไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม  คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า  ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้  แล้วทำโอกาสให้แก่ผลของตน  แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว  ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า  เกิดขึ้นแล้ว'''

:ลำดับของกรรมและลำดับของวิบากของกรรม  ๑๒  อย่าง  ดังกล่าวมานี้  ย่อมปรากฏ  โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง  เฉพาะแก่  '''กัมมวิปากญาณ'''  ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย  แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา  พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทศ  เพราะฉะนั้นจึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลักด้วยประการฉะนี้

:พระภิกษุรูปหนึ่ง  ครั้นบรรจุกรรม ๑๒  อย่างนี้เข้าไว้ในกัมมวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้แล้วทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์ด้วยประการดังกล่าวนั้น  พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้  ในบัดนี้  ก็เป็นไปอยู่โดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์  ฉันใด  ถึงแม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์  ถึงแม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์เช่นกัน  เหมือนกันฉันนั้น  ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม  ทั้งกัมมวัฏฏ์และทั้งวิปากวัฏฏ์  ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก  ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก  ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา  ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้

:'''กมฺมวิปากา  วตฺตนฺติ    วิปาโก  กมฺมสมฺภโว'''

:'''กมฺมา  ปุนพฺภโว  โหติ    เอวํ  โลโก  ปวตฺตติ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  261)''</small></sub>

'''แปลความว่า'''

:'''เพราะกรรม  วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป  วิบากเกิดจาก'''

:'''กรรม  ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม  โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้'''

'''เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ  อย่างนี้ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖  ประการซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (อดีตกาล)  เป็นต้น  แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?  ในภพ  (๓)  โยนิ  (๔)  คติ  (๕)  ฐิติ  (๗)  และนิวาส  (๙)  ทั่วทั้งหมด  ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น  นอกเหนือไปจากเหตุ  พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก  (ผู้สร้าง)   นอกเหนือจากความเป็นไปของผล  ก็มิได้เห็นผู้เสวยผลจึงเป็นอันว่า  พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า  เมื่อมีเหตุ  บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า  “มีผู้สร้าง”  เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก  ก็กล่าวว่า  “มีผู้เสวย”  ดังนี้เท่านั้น  เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า '''

:'''กมฺมสฺส  การโก  นตฺถิ    วิปากสฺส  จ  เวทโก'''

:'''สุทฺธธมฺมา  ปวตฺตนฺติ    เอเวตํ  สมฺมทสฺสนํ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ผู้สร้างกรรมไม่มี  และผู้เสวยผล  (ของกรรม)  ก็ไม่มี'''

:'''ธรรมล้วน ๆ  เป็นไปอย่างเดียว  นี้เป็นสัมมาทัสสนะ (คือ'''

:'''ความเห็นโดยชอบ)'''

:'''เอวํ  กมฺเม  วิปาเก  จ      วตฺตมาเน  สเหตุเก'''

:'''พีชรุกฺขาทิกานํว             ปุพฺพา  โกฏิ  น  นายติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''เมื่อกรรมและวิบากพร้อมทั้งเหตุเป็นไปอยู่อย่างนี้   ก็'''

:'''ไม่มีใครรู้เบื้องต้น   (และ)   เบื้องปลาย   ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น'''   

:'''(และ)  เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น  ฉะนั้น'''

:'''อนาคเตปิ  สํสาเร    อปฺปวตฺตํ  น  ทิสฺสติ'''

:'''เอตมตฺถํ  อนญฺญาย    ติตฺถิยา  อสยํวสี.'''

<sub><small>''(หน้าที่  262)''</small></sub>

:'''สตฺตสญฺญํ  คเหตฺวาน    สสฺสตุจฺเฉททสฺสิโน'''

:'''ทฺวาสฏฐิทิฏฐิํ  คณฺหนฺติ    อญฺญมญฺญํ  วิโรธิตา.'''

'''แปลความว่า'''

:'''แม้ในอนาคตกาล  ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่'''

:'''ปรากฏ  พวกเดียรถีย์ทั้งหลายไม่รู้ความข้อนี้  ทั้งตนเองก็ไม่มี'''

:'''ความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา  (ความสำคัญหมายว่ามี'''

:'''สัตว์ มีบุคคล)  แล้วมีความเห็นว่าเที่ยง  ว่าขาดสูญ  ยึดถือทิฏฐิ'''

:'''๖๒  ประการ  ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่'''

:'''ทิฏฺฐิพนฺธนพนฺธา  เต    ตณฺหาโสเตน  วุยฺหเร'''

:'''ตณฺหาโสเตน  วุยฺหนฺตา    น  เต  ทุกฺขา  ปมุจฺจเร.'''

'''แปลความว่า'''

:'''พวกเดียรถีย์เหล่านั้นซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพัน'''

:'''ไว้  จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป  เมื่อถูกกระแสตัณหา'''

:'''พัดพาอยู่  พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์'''

:'''เอวเมตํ  อภิญฺญาย    ภิกฺขุ  พุทฺธสฺส  สาวโก'''

:'''คมฺภีรํ  นิปุณํ  สุญฺญํ     ปจฺจยํ  ปฏิวิชฺฌติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ความนี้ด้วย'''

:'''ปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้  จึงเห็นชัดซึ่งปัจจัย  (ของนามและ'''

:'''รูป)  อันลึกซึ้ง  ละเอียด  ว่างเปล่า'''

:'''กมฺมํ  นตฺถิ  วิปากมฺหิ    ปาโก  กมฺเม  น  วิชฺชติ'''

:'''อญฺญมญฺญํ  อุโภ  สุญญา    น  จ  กมฺมํ  วินา  ผลํ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  263)''</small></sub>

'''แปลความว่า'''

:'''กรรมไม่มีอยู่ในวิบาก  วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม  กรรม'''

:'''และวิบากทั้งสอง  ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน  แต่ปราศจาก'''

:'''กรรมเสียแล้ว  ผลก็หามีไม่'''

:'''ยถา  น  สูริเย  อคฺคิ    น  มณิมฺหิ  น  โคมเย'''

:'''น  เตสํ  พหิ  โส  อตฺถิ    สมฺภาเรหิ  จ  ชายติ.'''

:'''ตถา  น  อนฺโต  กมฺมสฺส    วิปาโก  อุปลพฺภติ'''

:'''พหิทฺธาปิ  น  กมฺมสฺส    น  กมฺมํ  ตตฺถ  วิชฺชติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ไฟไม่มีในดวงอาทิตย์  ไม่มีในแก้วมณี  (ที่ใช้ส่อง)  ไม่'''

:'''มีในมูลโค  ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓  เหล่านั้น  แต่'''

:'''มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน  (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใด  วิบาก'''

:'''ก็ฉันนั้น  หาไม่ได้ภายในกรรม  แม้ภายนอกกรรมก็ไม่ได้'''

:'''(เพราะ)  กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น'''

:'''ผเลน  สุญฺญํ  ตํ  กมฺมํ      ผลํ  กมฺเม  น  วิชฺชติ'''

:'''กมฺมญฺจ  โข  อุปาทาย    ตโต  นิพฺพตฺตี  ผลํ'''

'''แปลความว่า'''

:'''กรรมนั้นว่างเปล่าจากผล  ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม  แต่'''

:'''เพราะอาศัยกรรมแล  ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น'''

:'''น  เหตถ  เทโว  พรหมมา    วา  สํสารสฺสตฺถิ  การโก'''

:'''สุทธธมมา  ปวตตนติ    เหตุสมภารปจจยา.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ความจริง  ในโลกนี้  ไม่มีเทพเจ้า  หรือพระพรหม'''

:'''ผู้สร้างสังสารวัฏฏ์  ธรรมแท้ ๆ  เป็นไปเอง  เพราะการ'''

:'''ประกอบกันของเหตุเป็นปัจจัย'''

<sub><small>''(หน้าที่  264)''</small></sub>

:เมื่อพระภิกษุนั้นทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วละความสงสัยใน ๓  กาลได้ด้วยประการฉะนี้แล้ว  ก็เป็นอันได้รู้ธรรมทั้งที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน  สิ้นทั้งปวงแล้ว  โดยทางจุติและปฏิสนธิ  ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้นเป็น  '''ญาตปริญญา'''  คือ  การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว

:พระภิกษุนั้นรู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า  “ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดแล้วในอดีต  เพราะกรรม  (ในอดีต)  เป็นปัจจัย  ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง  ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดในภพนี้  เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย  ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง  หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่  ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้  เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จักดับ  ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า  ก็เป็นพวกอื่น  หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้ามิได้  

:อีกประการหนึ่งแล  เปรียบเหมือนการสาธยาย  (การท่องบ่น)  จากปากของอาจารย์  หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่  แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น  จะไม่มีดำเนินไปเพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย  ก็หามิได้  (อุปมา ๑)  เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่มมิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค  แต่โรคของคนเป็นโรคนั้นจะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น  หามิได้  (อุปมา ๒)  วิธีประดับตกแต่งใบหน้า  ไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น  แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น  เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย  หามิได้  (อุปมา ๓)  เปลวประทีปของไส้  (ตะเกียง)  ไส้หนึ่ง  จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง  แต่เปลวประทีปในไส้  (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง)  นั้นจะไม่เกิดขึ้น  เพราะไส้  (ตะเกียงอันก่อน)  นั้นเป็นปัจจัยหามิได้  (อุปมา ๔)  ฉันใด  ธรรมอะไร ๆ  จากภพในอดีต  มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้  หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า  เหมือนกันฉันนั้นนั่นแล  แต่ขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นในภพนี้  เพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้  หรือว่าขันธ์  อาตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัยหามิได้  ฉะนี้แล

:'''ยเถว  จกขุวิญญาณํ    มโนธาตุอนนตรํ'''

:'''น  เจว  อาคตํ  นาปิ    น  นิพฺพตฺตํ  อนนฺตรํ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  265)''</small></sub>

:'''ตเถว  ปฏิสนฺธิมฺหิ    วตฺตเต  จิตฺตสนฺตติ'''

:'''ปุริมํ  ภิชฺชตี  จิตฺตํ    ปจฺฉิมํ  ชายตี  ตโต.'''

:'''เตสํ  อนฺตริกา  นตฺถิ    วีจิ  เตสํ  น  วิชฺชติ'''

:'''น  จิโต  คจฺฉติ  กิญฺจิ    ปฏิสนฺธิ  จ  ชายติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''จักขุวิญญาณมาในลำดับของมโนธาตุ  และมิได้มาอีก'''

:'''ทั้งมิได้เกิดในลำดับ  (แห่งมโนธาตุ)  หามิได้  ฉันใด  ความสืบ'''

:'''เนื่องของจิตเป็นไปใน  (ลำดับของ)  ปฏิสนธิ  ฉันนั้นเช่นกัน'''

:'''จิตดวงก่อนแตกดับไป  จิตดวงหลังก็เกิด  (ต่อ)  จากนั้น  ไม่มี'''

:'''ระหว่างคั่นของจิต  ๒  ดวงนั้น  จิต ๒  ดวงนั้นมีช่องว่างหา'''

:'''มิได้  ทั้งจิตไร ๆ  ก็มิได้  (จุติ)  ไปจากจิตดวงนี้  และปฏิสนธิ'''

:'''(จิต)  ก็เกิดขึ้น  ดังนี้'''

'''(ปัจจยปริคคหญาณ  ในชื่ออื่น)'''

:'''ปัจจยปริคคหญาณ'''  (ญาณกำหนดรู้ปัจจัย)  ของนามและรูป  ของพระภิกษุผู้รู้แล้วซึ่งธรรมทุกอย่างโดยทางจุติและปฏิสนธิด้วยประการดังกล่าวมานี้  เป็นญาณถึงการมีกำลังโดยอาการทั้งปวง  พระภิกษุนั้นก็ละความสงสัย ๑๖  อย่างได้ดียิ่ง  และมิใช่ละได้แต่ความสงสัย ๑๖ อย่างเท่านั้น  ถึงความสงสัย ๘  อย่างซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า  “สงสัยในพระบรมศาสดา”  ดังนี้  เธอก็ละได้ด้วยเหมือนกัน  ทิฏฐิ  ๖๒  ประการก็ระงับไปด้วย

:ญาณข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  (อดีต  อนาคต  ปัจจุบัน)  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยนัยต่าง ๆ  ดังกล่าวมานี้  พึงทราบว่าเป็น  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  คำว่า  “'''ธัมมฐิติญาณ''' -  ญาณกำหนดรู้การตั้งอยู่ด้วยธรรมเป็นปัจจัย”  ก็ดี  คำว่า  '''ยถาภูตญาณ''' –

<sub><small>''(หน้าที่  266)''</small></sub>

'''ญาณกำหนดรู้ตามเป็นจริง”  ก็ดี  คำว่า  “'''สัมมาทัสสนะ'''-  ความเห็นโดยชอบ”  ก็ดี  เป็นไวพจน์ของคำว่า  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  นี้นั่นเอง'''

:ความจริง  ท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า  “ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัยว่า  “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย  (และ)  สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากปัจจัย   ถึงแม้ธรรมทั้งสอง  (ทั้งอวิชชาและสังขาร)  เหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัย”  ดังนี้เป็น  ธัมมฐิติญาณ”  ดังนี้

:'''ถามว่า'''  (พระภิกษุนั้น)

:(๑)    เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน    

:ตามความเป็นจริง ?  มี  '''สัมมาทัสสนะ'''  (ความเห็นโดยชอบ)  อย่างไร ?  เป็นอัน

:เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงด้วยการดำเนินไปตามสัมมา

:ทัสสนะนั้นอย่างไร ?  ละความสงสัยในสิ่งที่เห็นเสียได้ ?

:(๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์อยู่….

:(๓)    เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตาอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน

:ตามความเป็นจริง ?  ฯลฯ  ละความสงสัยในที่ไหนเสียได้ ?

:'''ตอบว่า'''

:

:(๑)    เมื่อพระภิกษุนั้นมนสิการโดยความไม่เที่ยง  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตร  (คือสังขาร)  

:ตามเป็นจริง

:เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิกษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดี  ซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง  ด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะนั้น  ละความสงสัยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

:(๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์  ก็รู้เองเห็นเอง  ซึ่งความเป็นไป  (ของสังขาร)  

:ตามเป็นจริง…..

<sub><small>''(หน้าที่  267)''</small></sub>

:(๓)    เมื่อนมสิการโดยความไม่มีอัตตา  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตและความเป็นไปตาม

:เป็นจริง……

:เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดีซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่มีอัตตาด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะ  ละความสงสัยในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

:'''ถามว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ  (การข้ามพ้นความสงสัย) ๑  เหล่านี้  มีเนื้อความต่างกันมีพยัญชนะต่างกัน  หรือว่ามีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน”

:'''ตอบว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ ๑  เหล่านี้มีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”

:อนึ่ง  ท่านผู้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสก)  ซึ่งประกอบด้วยญาณ  (ดังกล่าวมา)  นี้  เป็นผู้ได้ความเบาใจแล้ว  ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้มีคติ  (ภูมิที่ดำเนินไปภายหน้า)  แน่นอน   มีนามว่า  '''พระจูฬโสดาบัน''' 

:'''ตสมา  ภิกฺขุ  สทา  สโต    นามรูปสฺส  สพฺพโส'''

:'''ปจฺจเย  ปริคฺคณฺเหยฺย    กงฺขาวิตรณตฺถิโก'''.

:'''เพราะฉะนั้น  พระภิกษุผู้มีความประสงค์จะข้ามพ้น'''

:'''ความสงสัย  พึงเป็นผู้มีสติ  กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป'''

:'''โดยประการทั้งปวงทุกเมื่อแล'''

'''ปริจเฉทที่ ๑๙  ชื่อว่ากังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ'''

'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''

<sub><small>''(หน้าที่  254)''</small></sub>

== ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ==

'''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ด้วยการข้ามพ้นความสงสัย'''

'''………………..'''

'''(๒.  ปัจจยปริคคหญาณ)'''

:ส่วนว่า  ญาณซึ่งข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป  (ดังกล่าวมาแล้ว)  นั้นนั่นแล  ชื่อว่า  '''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''  คือ  ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย

:พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุ'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''นั้น  รำพึงถึงการค้นหา'''เหตุ'''และ'''ปัจจัย'''ของนามและรูปนั้นอยู่  เหมือนนายแพทย์ผ่าตัดผู้ฉลาด  ครั้นเห็นโรคก็ค้นหาสมุฏฐานของโรคนั้นอยู่  ก็หรือ  เหมือนบุรุษผู้มีเมตตา  ครั้นเห็นเด็กเล็กอ่อนวัยนอนหงายแบเบาะอยู่ในตรอก  จึงรำพึงอยู่ว่า  “เด็กนี้เป็นบุตรน้อยของใครหนอ”  ฉะนั้นนั่นเทียว

'''(กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของนามและรูป)'''

:พระภิกษุนั้นเห็นเป็นแน่แท้มาแต่ต้นเลยดังนี้ว่า  “ก่อนอื่น  นามและรูปนี้จะไม่มีเหตุหามิได้  เพราะนามและรูปทุกอย่าง   ถึงความเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันทั้งหมดในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ  (นามและรูปนั้น)  จะมีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นเป็นเหตุ  หามิได้  เพราะนอกไปจากนามและรูปแล้ว  หามีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นไม่  เพราะถึงแม้ศาสดาพวกใดจะกล่าว  (ทึกทักเอา)  ว่า  นามรูปเป็นประมาณนั่นแหละ  คือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้น นามและรูปที่เขากล่าวว่าคือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้นของพวกศาสดาเหล่านั้น  ก็ถึงภาวะเป็นของหาเหตุมิได้  เพราะฉะนั้น  นามและรูปนั้นต้องมีเหตุมีปัจจัย   เหตุและปัจจัยเหล่านั้นคืออะไรหนอแล”  ดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่  255)''</small></sub>

:พระภิกษุนั้นครั้นรำพึงถึงเหตุและปัจจัยของนามและรูปอย่างนี้แล้ว  ก็กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของรูปกายนี้ก่อนอย่างนี้ว่า  “กายนี้เมื่อเกิดขึ้นมา  มิได้เกิดขึ้นภายในดอกบัวอุบล  (บัวขาบ)  ดอกบัวปทุม  (บัวหลวง)  ดอกบัวบุณฑริก  (บัวขาว)  และดอกบัวจงกลนี  (บัวแดง)  อันมีกลิ่นหอมเป็นต้น  มิได้เกิดขึ้นภายในแก้วมณีและแก้วมุกดาหารเป็นต้น  หากแต่เกิดขึ้นในระหว่างกระเพาะอาหารใหม่และกระเพาะอาหารเก่า  เอาพื้นท้องไว้ข้างหลัง  เอากระดูกสันหลังไว้ข้างหน้า  แวดวงไว้ด้วยไส้ใหญ่และไส้น้อย  แม้ตัวเองก็ปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น  อยู่ในที่คับแคบมาก  ซึ่งปฏิกูลด้วยของน่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น  ดุจตัวหนอนที่เกิดขึ้นในปลาเน่า ในขนมบูด  ในบ่อน้ำครำ  และในหลุมโสโครก  เป็นต้น  รูปซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้นั้น  มีธรรมเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย ๕  อย่าง  ได้แก่ ธรรม ๔ อย่าง คือ   อวิชชา ๑  ตัณหา ๑  อุปาทาน ๑  กรรม ๑  เหล่านี้เป็นเหตุ  เพราะเป็นผู้ให้เกิดขึ้น  (และ)  อาหารเป็นปัจจัย  เพราะเป็นผู้อุปถัมภ์ ๑  แม้ในธรรมเหล่านั้น  ธรรม ๓  อย่าง มีอวิชชาเป็นต้น  เป็นที่เข้าอยู่อาศัยของกายนี้  เปรียบเหมือนมารดาเป็นที่เข้าอยู่อาศัยของทารก  กรรมเป็นผู้ให้เกิด  เปรียบเหมือนบิดาเป็นผู้ทำให้บุตรเกิด อาหารเป็นผู้ค้ำจุน  (กายนี้) ให้ธำรงอยู่ เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงคอยอุ้มชูทารก  พระภิกษุนั้นครั้นกำหนดรู้ปัจจัยของรูปกายอย่างนี้แล้ว  จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามกายต่อไปอีก  โดยนัยเป็นต้นว่า   “จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูปทั้งหลาย”<sup>๑</sup>  ดังนี้

'''(ละความสงสัย ๑๖  ประการ)'''

:พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน  (ปัจจุบัน)  บัดนี้  ฉันใด  ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัย  ฉันนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ  อย่างนี้  ก็ละความสงสัยแม้ทุกอย่าง  คือ  ความสงสัยซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (คือ  อดีตกาล)  แล้วกล่าวไว้ ๕  อย่างดังนี้ว่า

:'''๑.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๒.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๓.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?'''

'''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๒๒๖, สํ.สฬา. ๑๘/๓๙.'''

<sub><small>''(หน้าที่  256)''</small></sub>

:'''๔.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ ?'''

:'''๕.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>'''

:อีกทั้งความสงสัย  ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องปลาย  (คือ  อนาคตกาล)  แล้วกล่าวไว้ ๕  อย่าง  ดังนี้ว่า

:'''๑.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นหรือหนอ ?'''

:'''๒.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักไม่เป็นหรือหนอ ?'''

:'''๓.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นอะไรหนอ ?'''

:'''๔.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าจักเป็นอย่างไรหนอ ?'''

:'''๕.    ในอนาคตกาล    ข้าพเจ้าเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?<sup>๑</sup>'''

:อีกทั้งความสงสัยซึ่งท่านปรารภกาลปัจจุบัน  ก็หรือว่าเป็นผู้มีความสงสัยภายในปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้  แล้วกล่าวไว้  (อีก)  ๖  อย่างดังนี้ว่า

:'''๑.    ข้าพเจ้าเป็นอยู่หรือหนอ ?'''

:'''๒.    ข้าพเจ้าจักมิได้เป็นอยู่หรือหนอ ?'''

:'''๓.    ข้าพเจ้าเป็นอะไรอยู่หนอ ?'''

:'''๔.    ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรอยู่หนอ ?'''

:'''๕.   สัตว์นี้มาจากไหนหนอ ?'''

:'''๖.    สัตว์นั้นจักไปไหนหนอ ?<sup>๑</sup>'''

'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปอีกวิธีหนึ่ง)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นปัจจัย ๒  อย่างของนาม  โดยทางสาธารณปัจจัยและอสาธารณปัจจัย  เห็นปัจจัย ๔  อย่างของรูป  โดยทางเหตุมีกรรมเป็นต้นว่า  “ความจริง  ปัจจัยของนามมี ๒  อย่าง  คือ  สาธารณะ ๑  และอสาธารณะ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  ทวาร ๖  มีจักษุเป็นต้น  (และ)อารมณ์ ๖  มีรูปเป็นต้น  เป็นสาธารณปัจจัยของนาม  เพราะเป็นไปแก่นามแม้ทุกประการ  ตามความแตกต่างมีนามที่เป็นกุศลเป็นต้น  ส่วนธรรม  (อื่น)  มีมนสิการ (คือความใส่ใจ)

'''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๑๔'''

<sub><small>''(หน้าที่  257)''</small></sub>

'''เป็นต้น  เป็นอสาธารณปัจจัย  เพราะธรรมมีโยนิโสมนสิการและการฟังธรรมเป็นต้น  เป็นปัจจัยของนามเฉพาะที่เป็นกุศลเท่านั้น  ธรรมตรงกันข้ามเป็นปัจจัยของนามอกุศล  แต่กรรมเป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นวิบาก  และภวังค์เป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นกิริยา”  “ส่วนกรรม  จิต  ฤดู  อาหาร  ๔  อย่าง  ซึ่งมีกรรมเป็นต้นนี้เป็นปัจจัยของรูป  ใน ๔  อย่างนั้น  กรรมเฉพาะที่เป็นอดีตเท่านั้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน  จิตเมื่อเกิดขึ้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน  ส่วนฤดูและอาหารเป็นปัจจัยของรูปที่มีฤดูและอาหารเป็นสมุฏฐานในขณะ  (รูปนั้น)  ตั้งอยู่”  ดังนี้'''

:พระภิกษุรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปด้วยอาการดังกล่าวนี้  ครั้นเธอเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยอย่างนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้  ในบัดนี้เป็นไปอยู่อย่างใด  แม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  แม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยอย่างนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้  ก็ละเสียได้ซึ่งความสงสัยในกาลแม้ทั้ง ๓  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาท)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งครั้นเห็นสังขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้นแล  ถึงความชรา  และเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว  จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนี้ว่า  “ที่เรียกว่า  ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด  ความเกิดมีเพราะมีภพ  ภพมีเพราะมีอุปาทาน  อุปาทานมีเพราะมีตัณหา  ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ  ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖  อายตนะ ๖  มีเพราะมีนามและรูป  นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ  วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชา”  ดังนี้  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยกล่าวแล้วนั่นแล

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันแต่โดยอนุโลมซึ่งแสดงไว้พิสดารข้างต้นแล้ว<sup>๑</sup>  (มีอาทิ)  “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร”  ด้วยประการฉะนี้แล  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''<sup>๑</sup> ในตอนกล่าวถึง '''ปฏิจจสมุปบาท''' ใน '''ปัญญาภูมินิเทศ''' ข้างต้น'''

<sub><small>''(หน้าที่  258)''</small></sub>

'''(กำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์)'''

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์อย่างนี้ว่า  “ธรรม ๕  อย่าง  คือ  โมหะในกรรมภพก่อน  ได้แก่อวิชชา ๑  ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน  ได้แก่สังขาร ๑  ความใคร่  ได้แก่ตัณหา ๑  ความยึดมั่นถือมั่น  ได้แก่อุปาทาน ๑  เจตนา  ได้แก่ภพ ๑  ในกรรมภพก่อนเหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้

:ธรรม ๕  อย่าง  คือ  ปฏิสนธิในภพนี้  ได้แก่วิญญาณ ๑  การก้าวลง  (ในครรภ์มารดา)  ได้แก่นามรูป ๑  ประสาท  ได้แก่อายตนะ ๑  สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง  ได้แก่ผัสสะ ๑  การเสวยอารมณ์  ได้แก่เวทนา ๑  ในอุปปัตติภพนี้  เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน  เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว  ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะ ได้แก่อวิชชา ๑  ความตั้งใจทำ ได้แก่สังขาร ๑   ความใคร่ ได้แก่ตัณหา ๑   ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป” ดังนี้

'''(ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด)<sup>๑</sup>'''

:ในกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์นั้น  กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ: 

:'''๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม        กรรมให้ผลในภพนี้'''

:'''๒. อุปปัชชเวทนียกรรม          กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า'''

:'''๓. อปราปรเวทนียกรรม          กรรมให้ผลในภพสืบ ๆ ไป''' 

:'''๔. อโหสิกรรม                      กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว'''

:ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) '''ชวนวิถี''' เดียวกันนั้น '''ชวนเจตนา''' ดวงแรก เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม มีชื่อเรียกว่า '''ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม''' ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้น ก็มีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ “ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ 

'''<sup>๑</sup> ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒'''

<sub><small>''(หน้าที่  259)''</small></sub>

'''ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑ <sup>๑</sup> “ ส่วน ชวนเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์ มีชื่อเรียกว่า  '''อุปปัชชเวทนียกรรม''' อุปปัชชเวทนียกรรมนั้นให้ผลในอัตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า '''อโหสิกรรม''' ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า'''
'''อปราปรเวทนียกรรม''' อปราปรเวทนียกรรม นั้นได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคตให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขารอยู่ ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม

:ยังมีกรรม  (ให้ผลตามลำดับ)  อีก ๔  อย่าง  คือ

:'''๑.    ครุกรรม    กรรมหนัก'''

:'''๒.    พหุลกรรม    กรรมเคยชิน'''

:'''๓.    อาสันนกรรม    กรรมเมื่อจวนเจียน'''

:'''๔.    กตัตตากรรม    กรรมสักแต่ว่าทำ'''

:บรรดากรรม ๔  อย่างนั้น  เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ตาม  ในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก  กรรมใดเป็นกรรมหนัก  เช่น  มาตุฆาต  (ฆ่ามารดา)  เป็นต้นก็ตาม  หรือมหัคคตกรรม<sup>๒</sup> ก็ตาม  กรรมนั้นแลให้ผลก่อน  ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกัน  กรรมใดที่เคยชินเช่นความเป็นผู้มีศีลดีก็ตาม  หรือความเป็นผู้ทุศีลก็ตาม  กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน  กรรมที่คนเราระลึกได้ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า  อาสันนกรรม  (คือกรรมเมื่อจวนเจียน)  เพราะว่า  บุคคลผู้ใกล้จะตายสามารถระลึกถึงกรรมใดได้  เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล  ส่วนกรรมนอกจาก ๓  อย่างนี้  เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆ  มีชื่อเรียกว่ากตัตตากรรม  เมื่อไม่มีกรรม ๓  อย่างเหล่านั้นแล้ว  มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ

:ยังมีกรรม  (ให้ผลตามกิจ)  อีก ๔  อย่าง  คือ

:'''๑.    ชนกกรรม    กรรมแต่งให้เกิด'''

:'''๒.    อุปัตถัมภกกรรม    กรรมสนับสนุน'''

:'''๓.    อุปปีฬกกรรม    กรรมบีบคั้น'''

:'''๔.    อุปฆาตกกรรม    กรรมตัดรอน'''

'''<sup>๑</sup> ขุ.ปฏิ.๓๑/๔๑๔'''
'''<sup>๒</sup> ได้แก่ รูปาวจรกุศล และอรูปาวจรกุศล'''

<sub><small>''(หน้าที่  260)''</small></sub>

'''บรรดากรรม ๔  อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อว่าชนกกรรม  เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล  ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ในกามภพ  ในรูปภพและในอรูปภพ  ทั้งในเวลาปฏิสนธิ  ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป  (ตั้งแต่เกิดจนตาย)  ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก  (ขันธ์)  ได้  แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว  จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก  (ขันธ์)  ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น  ให้เป็นไปตลอดกาล  อุปปีฬกกรรมเมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว  ก็เข้าบีบคั้น  เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก  (ขันธ์)  ซึ่งกรรมอื่นนำให้เกิดขึ้น  มิให้ดำเนินไปตลอดกาล  ส่วนอุปฆาตกกรรมไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม  คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า  ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้  แล้วทำโอกาสให้แก่ผลของตน  แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว  ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า  เกิดขึ้นแล้ว'''

:ลำดับของกรรมและลำดับของวิบากของกรรม  ๑๒  อย่าง  ดังกล่าวมานี้  ย่อมปรากฏ  โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง  เฉพาะแก่  '''กัมมวิปากญาณ'''  ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย  แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา  พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทศ  เพราะฉะนั้นจึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลักด้วยประการฉะนี้

:พระภิกษุรูปหนึ่ง  ครั้นบรรจุกรรม ๑๒  อย่างนี้เข้าไว้ในกัมมวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้แล้วทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์ด้วยประการดังกล่าวนั้น  พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้  ในบัดนี้  ก็เป็นไปอยู่โดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์  ฉันใด  ถึงแม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์  ถึงแม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์เช่นกัน  เหมือนกันฉันนั้น  ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม  ทั้งกัมมวัฏฏ์และทั้งวิปากวัฏฏ์  ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก  ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก  ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา  ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้

:'''กมฺมวิปากา  วตฺตนฺติ    วิปาโก  กมฺมสมฺภโว'''

:'''กมฺมา  ปุนพฺภโว  โหติ    เอวํ  โลโก  ปวตฺตติ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  261)''</small></sub>

'''แปลความว่า'''

:'''เพราะกรรม  วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป  วิบากเกิดจาก'''

:'''กรรม  ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม  โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้'''

'''เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ  อย่างนี้ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖  ประการซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (อดีตกาล)  เป็นต้น  แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?  ในภพ  (๓)  โยนิ  (๔)  คติ  (๕)  ฐิติ  (๗)  และนิวาส  (๙)  ทั่วทั้งหมด  ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น  นอกเหนือไปจากเหตุ  พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก  (ผู้สร้าง)   นอกเหนือจากความเป็นไปของผล  ก็มิได้เห็นผู้เสวยผลจึงเป็นอันว่า  พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า  เมื่อมีเหตุ  บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า  “มีผู้สร้าง”  เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก  ก็กล่าวว่า  “มีผู้เสวย”  ดังนี้เท่านั้น  เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า '''

:'''กมฺมสฺส  การโก  นตฺถิ    วิปากสฺส  จ  เวทโก'''

:'''สุทฺธธมฺมา  ปวตฺตนฺติ    เอเวตํ  สมฺมทสฺสนํ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ผู้สร้างกรรมไม่มี  และผู้เสวยผล  (ของกรรม)  ก็ไม่มี'''

:'''ธรรมล้วน ๆ  เป็นไปอย่างเดียว  นี้เป็นสัมมาทัสสนะ (คือ'''

:'''ความเห็นโดยชอบ)'''

:'''เอวํ  กมฺเม  วิปาเก  จ      วตฺตมาเน  สเหตุเก'''

:'''พีชรุกฺขาทิกานํว             ปุพฺพา  โกฏิ  น  นายติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''เมื่อกรรมและวิบากพร้อมทั้งเหตุเป็นไปอยู่อย่างนี้   ก็'''

:'''ไม่มีใครรู้เบื้องต้น   (และ)   เบื้องปลาย   ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น'''   

:'''(และ)  เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น  ฉะนั้น'''

:'''อนาคเตปิ  สํสาเร    อปฺปวตฺตํ  น  ทิสฺสติ'''

:'''เอตมตฺถํ  อนญฺญาย    ติตฺถิยา  อสยํวสี.'''

<sub><small>''(หน้าที่  262)''</small></sub>

:'''สตฺตสญฺญํ  คเหตฺวาน    สสฺสตุจฺเฉททสฺสิโน'''

:'''ทฺวาสฏฐิทิฏฐิํ  คณฺหนฺติ    อญฺญมญฺญํ  วิโรธิตา.'''

'''แปลความว่า'''

:'''แม้ในอนาคตกาล  ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่'''

:'''ปรากฏ  พวกเดียรถีย์ทั้งหลายไม่รู้ความข้อนี้  ทั้งตนเองก็ไม่มี'''

:'''ความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา  (ความสำคัญหมายว่ามี'''

:'''สัตว์ มีบุคคล)  แล้วมีความเห็นว่าเที่ยง  ว่าขาดสูญ  ยึดถือทิฏฐิ'''

:'''๖๒  ประการ  ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่'''

:'''ทิฏฺฐิพนฺธนพนฺธา  เต    ตณฺหาโสเตน  วุยฺหเร'''

:'''ตณฺหาโสเตน  วุยฺหนฺตา    น  เต  ทุกฺขา  ปมุจฺจเร.'''

'''แปลความว่า'''

:'''พวกเดียรถีย์เหล่านั้นซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพัน'''

:'''ไว้  จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป  เมื่อถูกกระแสตัณหา'''

:'''พัดพาอยู่  พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์'''

:'''เอวเมตํ  อภิญฺญาย    ภิกฺขุ  พุทฺธสฺส  สาวโก'''

:'''คมฺภีรํ  นิปุณํ  สุญฺญํ     ปจฺจยํ  ปฏิวิชฺฌติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ความนี้ด้วย'''

:'''ปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้  จึงเห็นชัดซึ่งปัจจัย  (ของนามและ'''

:'''รูป)  อันลึกซึ้ง  ละเอียด  ว่างเปล่า'''

:'''กมฺมํ  นตฺถิ  วิปากมฺหิ    ปาโก  กมฺเม  น  วิชฺชติ'''

:'''อญฺญมญฺญํ  อุโภ  สุญญา    น  จ  กมฺมํ  วินา  ผลํ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  263)''</small></sub>

'''แปลความว่า'''

:'''กรรมไม่มีอยู่ในวิบาก  วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม  กรรม'''

:'''และวิบากทั้งสอง  ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน  แต่ปราศจาก'''

:'''กรรมเสียแล้ว  ผลก็หามีไม่'''

:'''ยถา  น  สูริเย  อคฺคิ    น  มณิมฺหิ  น  โคมเย'''

:'''น  เตสํ  พหิ  โส  อตฺถิ    สมฺภาเรหิ  จ  ชายติ.'''

:'''ตถา  น  อนฺโต  กมฺมสฺส    วิปาโก  อุปลพฺภติ'''

:'''พหิทฺธาปิ  น  กมฺมสฺส    น  กมฺมํ  ตตฺถ  วิชฺชติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ไฟไม่มีในดวงอาทิตย์  ไม่มีในแก้วมณี  (ที่ใช้ส่อง)  ไม่'''

:'''มีในมูลโค  ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓  เหล่านั้น  แต่'''

:'''มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน  (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใด  วิบาก'''

:'''ก็ฉันนั้น  หาไม่ได้ภายในกรรม  แม้ภายนอกกรรมก็ไม่ได้'''

:'''(เพราะ)  กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น'''

:'''ผเลน  สุญฺญํ  ตํ  กมฺมํ      ผลํ  กมฺเม  น  วิชฺชติ'''

:'''กมฺมญฺจ  โข  อุปาทาย    ตโต  นิพฺพตฺตี  ผลํ'''

'''แปลความว่า'''

:'''กรรมนั้นว่างเปล่าจากผล  ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม  แต่'''

:'''เพราะอาศัยกรรมแล  ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น'''

:'''น  เหตถ  เทโว  พรหมมา    วา  สํสารสฺสตฺถิ  การโก'''

:'''สุทธธมมา  ปวตตนติ    เหตุสมภารปจจยา.'''

'''แปลความว่า'''

:'''ความจริง  ในโลกนี้  ไม่มีเทพเจ้า  หรือพระพรหม'''

:'''ผู้สร้างสังสารวัฏฏ์  ธรรมแท้ ๆ  เป็นไปเอง  เพราะการ'''

:'''ประกอบกันของเหตุเป็นปัจจัย'''

<sub><small>''(หน้าที่  264)''</small></sub>

:เมื่อพระภิกษุนั้นทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วละความสงสัยใน ๓  กาลได้ด้วยประการฉะนี้แล้ว  ก็เป็นอันได้รู้ธรรมทั้งที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน  สิ้นทั้งปวงแล้ว  โดยทางจุติและปฏิสนธิ  ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้นเป็น  '''ญาตปริญญา'''  คือ  การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว

:พระภิกษุนั้นรู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า  “ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดแล้วในอดีต  เพราะกรรม  (ในอดีต)  เป็นปัจจัย  ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง  ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดในภพนี้  เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย  ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง  หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่  ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้  เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จักดับ  ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า  ก็เป็นพวกอื่น  หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้ามิได้  

:อีกประการหนึ่งแล  เปรียบเหมือนการสาธยาย  (การท่องบ่น)  จากปากของอาจารย์  หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่  แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น  จะไม่มีดำเนินไปเพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย  ก็หามิได้  (อุปมา ๑)  เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่มมิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค  แต่โรคของคนเป็นโรคนั้นจะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น  หามิได้  (อุปมา ๒)  วิธีประดับตกแต่งใบหน้า  ไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น  แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น  เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย  หามิได้  (อุปมา ๓)  เปลวประทีปของไส้  (ตะเกียง)  ไส้หนึ่ง  จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง  แต่เปลวประทีปในไส้  (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง)  นั้นจะไม่เกิดขึ้น  เพราะไส้  (ตะเกียงอันก่อน)  นั้นเป็นปัจจัยหามิได้  (อุปมา ๔)  ฉันใด  ธรรมอะไร ๆ  จากภพในอดีต  มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้  หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า  เหมือนกันฉันนั้นนั่นแล  แต่ขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นในภพนี้  เพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้  หรือว่าขันธ์  อาตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัยหามิได้  ฉะนี้แล

:'''ยเถว  จกขุวิญญาณํ    มโนธาตุอนนตรํ'''

:'''น  เจว  อาคตํ  นาปิ    น  นิพฺพตฺตํ  อนนฺตรํ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  265)''</small></sub>

:'''ตเถว  ปฏิสนฺธิมฺหิ    วตฺตเต  จิตฺตสนฺตติ'''

:'''ปุริมํ  ภิชฺชตี  จิตฺตํ    ปจฺฉิมํ  ชายตี  ตโต.'''

:'''เตสํ  อนฺตริกา  นตฺถิ    วีจิ  เตสํ  น  วิชฺชติ'''

:'''น  จิโต  คจฺฉติ  กิญฺจิ    ปฏิสนฺธิ  จ  ชายติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''จักขุวิญญาณมาในลำดับของมโนธาตุ  และมิได้มาอีก'''

:'''ทั้งมิได้เกิดในลำดับ  (แห่งมโนธาตุ)  หามิได้  ฉันใด  ความสืบ'''

:'''เนื่องของจิตเป็นไปใน  (ลำดับของ)  ปฏิสนธิ  ฉันนั้นเช่นกัน'''

:'''จิตดวงก่อนแตกดับไป  จิตดวงหลังก็เกิด  (ต่อ)  จากนั้น  ไม่มี'''

:'''ระหว่างคั่นของจิต  ๒  ดวงนั้น  จิต ๒  ดวงนั้นมีช่องว่างหา'''

:'''มิได้  ทั้งจิตไร ๆ  ก็มิได้  (จุติ)  ไปจากจิตดวงนี้  และปฏิสนธิ'''

:'''(จิต)  ก็เกิดขึ้น  ดังนี้'''

'''(ปัจจยปริคคหญาณ  ในชื่ออื่น)'''

:'''ปัจจยปริคคหญาณ'''  (ญาณกำหนดรู้ปัจจัย)  ของนามและรูป  ของพระภิกษุผู้รู้แล้วซึ่งธรรมทุกอย่างโดยทางจุติและปฏิสนธิด้วยประการดังกล่าวมานี้  เป็นญาณถึงการมีกำลังโดยอาการทั้งปวง  พระภิกษุนั้นก็ละความสงสัย ๑๖  อย่างได้ดียิ่ง  และมิใช่ละได้แต่ความสงสัย ๑๖ อย่างเท่านั้น  ถึงความสงสัย ๘  อย่างซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า  “สงสัยในพระบรมศาสดา”  ดังนี้  เธอก็ละได้ด้วยเหมือนกัน  ทิฏฐิ  ๖๒  ประการก็ระงับไปด้วย

:ญาณข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  (อดีต  อนาคต  ปัจจุบัน)  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยนัยต่าง ๆ  ดังกล่าวมานี้  พึงทราบว่าเป็น  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  คำว่า  “'''ธัมมฐิติญาณ''' -  ญาณกำหนดรู้การตั้งอยู่ด้วยธรรมเป็นปัจจัย”  ก็ดี  คำว่า  '''ยถาภูตญาณ''' –

<sub><small>''(หน้าที่  266)''</small></sub>

'''ญาณกำหนดรู้ตามเป็นจริง”  ก็ดี  คำว่า  “'''สัมมาทัสสนะ'''-  ความเห็นโดยชอบ”  ก็ดี  เป็นไวพจน์ของคำว่า  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  นี้นั่นเอง'''

:ความจริง  ท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า  “ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัยว่า  “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย  (และ)  สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากปัจจัย   ถึงแม้ธรรมทั้งสอง  (ทั้งอวิชชาและสังขาร)  เหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัย”  ดังนี้เป็น  ธัมมฐิติญาณ”  ดังนี้

:'''ถามว่า'''  (พระภิกษุนั้น)

:(๑)    เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน    

:ตามความเป็นจริง ?  มี  '''สัมมาทัสสนะ'''  (ความเห็นโดยชอบ)  อย่างไร ?  เป็นอัน

:เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงด้วยการดำเนินไปตามสัมมา

:ทัสสนะนั้นอย่างไร ?  ละความสงสัยในสิ่งที่เห็นเสียได้ ?

:(๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์อยู่….

:(๓)    เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตาอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน

:ตามความเป็นจริง ?  ฯลฯ  ละความสงสัยในที่ไหนเสียได้ ?

:'''ตอบว่า'''

:

:(๑)    เมื่อพระภิกษุนั้นมนสิการโดยความไม่เที่ยง  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตร  (คือสังขาร)  

:ตามเป็นจริง

:เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิกษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดี  ซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง  ด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะนั้น  ละความสงสัยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

:(๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์  ก็รู้เองเห็นเอง  ซึ่งความเป็นไป  (ของสังขาร)  

:ตามเป็นจริง…..

<sub><small>''(หน้าที่  267)''</small></sub>

:(๓)    เมื่อนมสิการโดยความไม่มีอัตตา  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตและความเป็นไปตาม

:เป็นจริง……

:เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดีซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่มีอัตตาด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะ  ละความสงสัยในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

:'''ถามว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ  (การข้ามพ้นความสงสัย) ๑  เหล่านี้  มีเนื้อความต่างกันมีพยัญชนะต่างกัน  หรือว่ามีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน”

:'''ตอบว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ ๑  เหล่านี้มีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”

:อนึ่ง  ท่านผู้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสก)  ซึ่งประกอบด้วยญาณ  (ดังกล่าวมา)  นี้  เป็นผู้ได้ความเบาใจแล้ว  ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้มีคติ  (ภูมิที่ดำเนินไปภายหน้า)  แน่นอน   มีนามว่า  '''พระจูฬโสดาบัน''' 

:'''ตสมา  ภิกฺขุ  สทา  สโต    นามรูปสฺส  สพฺพโส'''

:'''ปจฺจเย  ปริคฺคณฺเหยฺย    กงฺขาวิตรณตฺถิโก'''.

:'''เพราะฉะนั้น  พระภิกษุผู้มีความประสงค์จะข้ามพ้น'''

:'''ความสงสัย  พึงเป็นผู้มีสติ  กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป'''

:'''โดยประการทั้งปวงทุกเมื่อแล'''

'''ปริจเฉทที่ ๑๙  ชื่อว่ากังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ'''

'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''