Difference between revisions 87418 and 87420 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ|<<]]




(หน้าที่  291)



:อาหารเกิดแต่กรรม  ชื่อว่าอุปาทินนกาหาร  (อาหารของสัตว์ผู้มีใจครอง)  แม้อุปาทินนกาหารนั้นที่ถึงมีความตั้งอยู่แล้ว  ก็ทำรูปให้ตั้งขึ้น  อีกทั้งโอชาในรูปนั้นก็ทำรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย  สืบต่อความเป็นไป ๔  หรือ ๕  วาระอย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้



:๕.    เตโชธาตุ  มีอาหารเป็นสมุฏฐาน  ถึงความตั้งอยู่แล้ว  ทำโอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น  ชื่อว่ารูปเป็น  อาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน 



:ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น  อาหารนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานทั้งหลายเกิดขึ้น  เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ  (คือรูปมีกรรม  มีจิตและมีฤดูเป็นสมุฏฐาน)  ทั้งหลาย  โดยเป็นนิสสยปัจจัย  อาหารปัจจัย  อัตถิปัจจัย  และอวิคคตปัจจัยด้วยประการฉะนี้



:พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากอาหารด้วยประการดังกล่าวนี้



[การจำแนกรูปเกิดจากฤดู]

:แม้ในรูปเกิดจากฤดูทั้งหลาย  ก็พึงทราบวิภาคดังนี้  คือ



:๑.    อุตุ    คือ  ฤดู

:๒.    อุตุสมุฏฐาน    คือ  รูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน

:๓.    อุตุปัจจัย    คือ  รูปมีฤดูเป็นปัจจัย

:๔.    อุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน    คือ  รูปมีฤดูซึ่งมีฤดูเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน

:๕.    อุตุปัจจยอาหารสมุฏฐาน    คือ  รูปมีอาหารซึ่งมีฤดูเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน

:ในวิภาคนั้น

:๑.    เตโชธาตุมีสมุฏฐาน ๔  ชื่อว่า  อุตุ – ฤดู  แต่ฤดูนี้มีอยู่ ๒  อย่าง  ดังนี้  คือ  ฤดูร้อน ๑  ฤดูหนาว ๑

:๒.    ฤดูมีสมุฏฐาน ๔  ได้รูปอุปาทินนกะเป็นปัจจัยบแล้ว  ถึงความตั้งอยู่  ทำรูปให้ตั้งขึ้นในร่างกาย  ชื่อว่ารูปเป็นอุตุสมุฏฐาน  รูปมีฤดูเป็นสมุฏฐานนั้นมีอยู่ ๑๕  อย่าง  คือ  สัททนวกะ ๙  อากาสธาตุ ๑  ลหุตา ๑  มุทุตา ๑  กัมมัญญตา ๑  อุปจยะ ๑  สันตติ ๑



:๓.    ฤดูเป็นปัจจัยแห่งความเป็นอยู่และแห่งความฉิบหายของรูปทั้งหลายที่เกิดขึ้นด้วย  สมุฏฐาน ๔  ชื่อว่ารูปเป็น  อุตุปัจจัย





(หน้าที่  292)




:๔.    เตโชธาตุ  มีฤดูเป็นสมุฏฐาน  ถึงความตั้งอยู่แล้ว  ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น  อีกทั้งฤดูโอชัฏฐมกรูปนั้นก็ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย  รูปมีฤดูเป็นสมุฏฐาน  แม้ตั้งอยู่ในฝ่ายเป็นอนุปาทินนกรูป  ก็ยังเป็นไปอยู่ได้ตลอดกาลนานเท่านามอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้  ชื่อว่ารูปเป็น  อุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน 



:๕.    โอชา  มีฤดูเป็นสมุฏฐาน  ถึงความตั้งอยู่แล้ว  ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น  อีกทั้งโอชาในโอชัฏฐมรูปนั้น  ก็ทำโอชัฏฐมรูปอื่นให้ตั้งขึ้น  อีกทั้งโอชาในโอชัฏฐมรูปนั้น  ก็ทำโอชัฏฐมรูปอื่นให้ตั้งขึ้นด้วย  สืบต่อความเป็นไป ๑๐  หรือ๑๒  วาระอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้  ชื่อว่ารูปเป็น  อุตุปัจจยอาหารสมุฏฐาน



:ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น  ฤดูนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้เกิดรูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย  เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ  (คือรูปมีกรรม  จิตและอาหารเป็นสมฏฐาน)  ทั้งหลายโดยเป็นนิสสยปัจจัย  อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยด้วยประการฉะนี้



:พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากฤดูด้วยประการดังกล่าวนี้



:ความจริง  โยคาวจรเมื่อเห็นซึ่งความเกิดของรูปด้วยอาการดังกล่าวมานี้  ก็ชื่อว่ากำหนดรู้รูปตามกาล  (คือ  ในเวลาหนึ่ง)



[วิธีกำหนดรู้อรูป]

:อนึ่ง  เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้รูปอยู่  ก็พึงเห็นความเกิดของรูปด้วย  ฉันใด  แม้เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้อรูปอยู่  ก็พึงเห็นความเกิดของอรูปไปด้วย  ฉันนั้น  และความเกิดของอรูปนั้น  พึงเห็นโดยทางจิตตุปบาทฝ่ายโลกิยะ ๘๑  ดวงนั่นเอง  เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้  ความจริงที่เรียกว่า  อรูปนี้  ก็คือ  จิตตุปบาท ๑๙  ประเภท  เกิดขึ้นก่อนในปฏิสนธิด้วยกรรมที่ประมวลไว้ในภพก่อน  แต่อาการเกิดของอรูปนั้น  พึงทราบตามนัยดังกล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

:อรูป  (คือจิตตุปบาท ๑๙  ประเภท)  นั้นนั่นแล  เกิดขึ้นโดยภวังคจิต  เริ่มมาแต่จิตอันเป็นลำดับของปฏิสนธิจิต  ครั้นในที่สุดของอายุก็เกิดขึ้นโดยเป็นจุติจิต  ในจิตตุปบาท ๑๙  ดวงนั้น  จิตดวงใดเป็นกามาวจร จิตดวงนั้นเป็นโดยตทาลัมพนะอารมณ์ที่มีกำลังในทวาร ๖  แต่ในปวัตติกาล  เพราะความที่รูปทั้งหลายมาสู่คลองจักษุ  เพราะดวงจักษุมิได้





(หน้าที่  293)




แตกทำลายไป  จักขุวิญญาณอาศัยแสงสว่างมีมนสิการเป็นเหตุ  จึงเกิดขึ้นพร้อมกับสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย  เพราะว่า  ในฐิติขณะแห่งจักษุประสาท  รูปที่ถึงความตั้งอยู่นั่นเองก็กระทบจักษุ  ครั้นจักษุนั้นถูกรูปกระทบ  ภวังค์ก็เกิดขึ้นดับไป ๒  ครั้ง  จากนั้น  กิริยามโนธาตุก็เกิดขึ้นทำอาวัชชนกิจ  (การรำพึงนึก)  ให้สำเร็จในอารมณ์นั้นนั่นเอง  ในลำดับนั้น  จักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก  หรือเป็นอกุศลวิบาก  ก็เกิดขึ้นเห็นรูปอันเดียวกันนั้น  จากนั้น  วิปากมโนธาตุก็เกิดขึ้นรับรูปเดียวกันนั้น  (สัมปฏิจฉนะ)  ครั้นแล้ววิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุก็เกิดขึ้นพิจารณา  (สันตีรณะ)  รูเดียวกันนั้นนั่นเอง  จากนั้น  กิริยาเหตุมโนวิญญาณธาตุประกอบด้วยอุเบกขาก็เกิดขึ้นกำหนด  (โวฏฐัพพนะ)  รูปอันเดียวกันนั้น  ต่อจากนั้น  บรรดากุศลจิต  อกุศลจิตและกิริยาจิต  ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย  อเหตุกจิตประกอบด้วยอุเบกขา ๑  ดวง  หรือชวนะ ๕  หรือ ๗  ก็เกิดขึ้น  จากนั้นในบรรดาตทาลัมพนจิต ๑๑  ดวงของกามาวจรจิตทั้งหลาย  ตทาลัมพนจิตดวงใดดวงหนึ่งซึ่งสมควรแก่ชวนะก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้



:แม้ในทวารนอกนี้  (มีโสตทวารเป็นต้น)  ก็มีนัยดังกล่าวมานี้  แต่ในมโนทวาร  แม้ในมหัคคตจิตทั้งหลายก็เกิดขึ้นฉะนี้แล



:พึงเห็นความเกิดขึ้นของอรูปในทวารทั้งหลาย ๖  ด้วยประการดังกล่าวนี้



:ความจริง  เมื่อโยคาวจรเห็นอยู่ซึ่งความเกิดของอรูป  ด้วยอาการดังกล่าวนี้  ชื่อว่า  กำหนดรู้อรูปตามกาล  (คือในเวลาหนึ่ง)  



:โยคาวจรท่านหนึ่ง  แม้กำหนดรู้รูปตามกาล  (ในเวลาหนึ่ง)  (ด้วยสัมมสนญาณ)  โดยอาการดังกล่าวนี้แล้ว  ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ปฏิบัติอยู่โดยลำดับ  (จนบรรลุอุทยพญสณขึ้นไป)  ก็ทำปัญญาภาวนาให้ถึงพร้อมได้



[ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ทางรูปสัตตกะ]

:โยคาวจรอีกท่านหนึ่งยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย  (ด้วยสัมมสนญาณ)  โดยทาง  รูปสัตตกะ  (คือ  มนสิการโดยอาการ ๗  ในรูป)  และทาง  อรูปสัตตกะ  (คือ  มนสิการโดยอาการ ๗ ในอรูป)





(หน้าที่  294)




:ในรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะนั้น  เมื่อโยคาวจรยกขึ้น  (สู่พระไตรลักษณ์)  แล้วกำหนดรู้โดยอาการเหล่านี้  คือ



:๑.    โดยความยึดถือไว้ในการปล่อยวาง

:๒.    โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย

:๓.    โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากอาหาร

:๔.    โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากฤดู

:๕.    โดยความเป็นรูปเกิดจากกรรม

:๖.    โดยความเป็นรูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน

:๗.    โดยความเป็นรูปธรรมดา



:ดังนี้ชื่อว่ายกขึ้นกำหนดรู้โดยทาง  รูปสัตตกะ

:เพราะฉะนั้น  ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า



:อาทานนิกเขปโต    วยวุฑฒตถคามิโต

:อาหารโต  จ  อุตุโต    กมมโต  จาปิ  จิตตโต

:ธมมตารูปโต  สตต     วิตถาเรน  วิปสสติ.



แปลความว่า

:โยคาวจรรู้เห็นโดยพิสดาร  โดยอาการ ๗  คือ  โดยการ

:ยึดถือไว้และการปล่อยวาง ๑  โดยถึงความแตกดับของรูปที่

:เติบโตขึ้นตามวัย ๑  โดยอาหาร ๑  โดยฤดู ๑  โดยกรรม ๑

:โดยจิต ๑  โดยรูปธรรมดา ๑



[๑.  โดยความยึดถือไว้และปล่อยวาง]

:ในอาการ ๗  นั้น  คำว่า  “การยึดถือไว้”  หมายถึง  ปฏิสนธิ  คำว่า  “ปล่อยวาง”  หมายถึง  จุติ  โยคาวจรกำหนดแบ่ง ๑๐๐  ปี  (ออกเป็น ๒  ตอน)  โดยการยึดถือไว้  (ปฏิสนธิ)  และการปล่อยวาง  (จุติ)  เหล่านี้  แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในสังขารทั้งหลาย  (ถามว่า)  ยกพระ





(หน้าที่  295)




ไตรลักษณ์อย่างไร  (ตอบ)  ในระหว่าง  (การยึดถือไว้และการปล่อยวาง)  นี้  สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง  (ถาม)  เพราะเหตุไร ?  (ตอบ)  เพราะเป็นไปโดยความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ๑  เพราะความแปรผัน ๑  เพราะเป็นไปชั่วกาล ๑  และเพราะขัดแย้งต่อความเที่ยง ๑  อนึ่ง  เพราะเหตุที่สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้ว  ก็ถึงความตั้งอยู่  ในขณะตั้งอยู่ก็สะบักสะบอมด้วยชรา  ถึงชราแล้วก็จะแตกดับเป็นแน่แท้  เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์  เพราะมีการเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ ๑  เพราะเป็นทุกข์ ๑  เพราะทนยาก ๑  เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ๑  และเพราะขัดขวางความสุข ๑  และเพราะเหตุที่ใคร ๆ  ก็ไม่มีอำนาจเป็นไปได้ใน ๓  สถานเหล่านี้  คือ



:๑.    สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว  จงอย่างถึงความตั้งอยู่  (สถานที่ ๑)

:๒.    ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว  จงอย่าแก่ชรา  (สถาน ๑)

:๓.    ที่ถึงความแก่ชราแล้ว  จงอย่าแตกดับ  (สถาน ๑)  ดังนี้



สังขารทั้งหลายว่างเปล่าจากอาการเป็นไปในอำนาจนั้นนั่นแล  เพราะฉะนั้นจึงเป็นอนัตตา  เพราะเป็นของว่างเปล่า ๑  เพราะไม่มีเจ้าของ ๑  เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ ๑  และเพราะปฏิเสธอัตตา ๑  ฉะนี้แล



[๒.  โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย]

:ครั้นยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่กำหนด ๑๐๐ ปี  โดยการยึดถือไว้และปล่อยวางด้วยประการดังนั้นแล้ว  ถัดจากนั้น  โยคาวจรก็ยกขึ้นโดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย

:

:ในอาการ  (ดังกล่าว)  นั้น  การถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้น  คือเจริญขึ้นแล้วตามวัย  ชื่อว่าถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย  อธิบายว่า  ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์  โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัยนั้น



:(ถามว่า)  ยกขึ้นอย่างไร ?




::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่  ๒๙๖  - ๓๐๐|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ|ปริเฉอรรถกถา|บทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศอรรถกถา]]