Difference between revisions 87458 and 87459 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]

== ปถวีกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่  ๔ ==

== วิธีเลือกวัดให้ภาวนาสะดวก ==
:บัดนี้  จะอรรถาธิบายโดยพิสดารในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  พึงออกจากวัดอันไม่สมควรแก่การภาวนาสมาธิ  ไปอยู่  ณ  ที่วัดอันสมควร  ดังต่อไปนี้ –

(contracted; show full)

:ก็แหละเมื่อโยคีบุคคลประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าเฉพาะจดจ่อในปฏิภาคนิมิตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้นั้น  มโนทวาราวัชชนจิต  ทำปถวีกสิณอันปรากฏอยู่ด้วยอำนาจภาวนาว่า  ปถวี – ปถวี  นั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นตัดภวังคจิต  เหมือนจะเตือนให้รู้ว่า  อัปปนาสมาธิจักสำเร็จเดี๋ยวนี้แล้ว  ถัดจากนั้น  ชวนจิตเล่นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ  ๔  ขณะบ้าง  ๕ ขณะบ้าง  ในชวนจิต ๔  หรือ  ๕  ขณะนั้น  ดวงหนึ่งในขณะสุดท้ายจัดเป็น  รูปาวจรกุศลจิต  (อัปปนาจิต)  อีก ๓  หรือ ๔  ดวงที่เหลือข้างต้นคงเป็น  กามาวจรกุศลจิต


'''====อัปปนาชวนวิถีจิต====
'''
:จิตเหล่าใดซึ่งมี  วิตก,  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  เอกัคคตา  (จิตเตกัคคตา)  มีกำลังมากกว่าจิตปกติ  จิตเหล่านั้นเรียกว่า  บริกรรม  บ้าง  เพราะเหตุปรุงแต่งอัปปนา  เรียกว่า  อุปจาระ  บ้าง  เพราะเหตุอยู่ใกล้หรือเฉียดไปใกล้อัปปนา  เหมือนกับสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านและใกล้นครเป็นต้น  เขาเรียกกันว่า  อุปจาระแห่งบ้านและอุปจาระแห่งนคร  ฉะนั้น  และเรียกว่า  อนุโลม  บ้าง  เพราะเหตุสมควรแก่อัปปนา  ตั้งแต่ในตอนก่อนแต่นี้และตอนหลังแห่งบริกรรมทั้งหลายมา  แหละในกามวจรชวนจิตนั้น  ดวงใดที่เกิดภายหลังเขาทั้งหมด

(หน้าที่ 231)

กามวจรชวนจิตดวงนั้น  (ดวงที่ ๓ หรือที่ ๔)  เรียกว่า  โคตรภู  บ้าง  เพราะเหตุทำลายกามโคตร  และทำให้มหัคคตโคตรเกิดขึ้น

:แต่เมื่อว่าโดยศัพท์ที่ท่านมิได้กำหนดเอาไว้แล้ว  ในอัปปนาชวนวิถีจิต ๕  ดวงนั้น  ดวงที่ ๑  เรียกว่า  บริกรรม  ดวงที่ ๒  เรียกว่า  อุปจาระ  ดวงที่ ๓  เรียกว่า  อนุโลม ดวงที่ ๔  เรียกว่า  โคตรภู  อีกนัยหนึ่ง  ดวงที่ ๑  เรียกว่า  อุปจาระ  ดวงที่ ๒  เรียกว่า  อนุโลม  ดวงที่ ๓  เรียกว่า  โคตรภู  ดวงที่ ๔  หรือ ๕   เรียกว่า  อัปปนา

:จริงอยู่  ชวนจิตดวงที่ ๔  หรือดวงที่ ๕  เท่านั้น  ย่อมสำเร็จ  เป็น  อัปปนาจิต  แหละชวนจิตดวงที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นเล่า  ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งโยคีบุคคลผู้มีปัญญาไวและมีปัญญาช้า  (คนมีปัญญาไว  ชวนจิตมีเพียง ๔ ขณะ  ส่วนคนมีปัญญาช้ามีถึง ๕  ขณะ)  หลังจากชวนจิตดวงที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นไป  ชวนจิตก็ตกภวังค์  จึงเป็นวาระของภวังค์จิตต่อไป

'''ท่านโคทัตตเถระค้าน
'''
:ก็แหละ  ท่านโคทัตตเถระผู้ชำนาญอภิธรรมกล่าวแย้งไว้ว่า  ธรรมที่เกิดขึ้นหลัง ๆ  ย่อมมีกำลังมาก  เพราะเหตุได้อาเสวนปัจจัย  เพราะฉะนั้น  อัปปนาจิตจึงมีได้ในชวนะดวงที่  ๖  บ้าง  ดวงที่ ๗  บ้าง  เพราะท่านอ้างสูตรนี้ว่า  ปุริมา  ปุริมา  กุสลา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  กุสลานํ  ธมฺมานํ  อาเสวนปจฺจเยน  ปจฺจโย  ความว่า  ธรรมทั้งหลาย  ที่เป็นกุศลซึ่งเกิดขึ้นตอนก่อน ๆ  ย่อมเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่ธรรมทั้งหลาย  ที่เป็นกุศลเกิดขึ้นตอนหลัง ๆ  ด้วยอาเสวนปัจจัย

'''ท่านอรรถกถาจารย์รับรอง
'''
:คำคัดค้านของท่านโคทัตตเถระนั้น  ท่านอรรถกถาจารย์ปฏิเสธว่า  นั้นเป็นเพียงสักว่าอัตโนมติ  แล้วได้แสดงรับรองว่า  ก็อัปปนาจิตนั้นย่อมมี่ได้ในขณะชวนจิตที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นถูกแล้ว  ภายหลังจากนั้น  ชวนจิตนับว่าตกภวังค์ไปแล้ว  เพราะอยู่ใกล้ต่อภวังค์มาก  

:คำของท่านอรรถกถาจารย์นั้น  อันใคร ๆ ไม่กล้าที่จะคัดค้านได้เลย  เพราะท่านได้แสดงไว้อย่างรอบคอบแล้ว  เปรียบเหมือนบุรุษผู้วิ่งตรงไปยังเหวอันชันโดยเร็ว  แม้

(หน้าที่ 232)

:ประสงค์จะยั้งตัวไว้  ก็ไม่สามารถเพื่อจะยันเท้าที่ขอบเหวยั้งตัวไว้ได้  ย่อมจะตกไปในเหวเลยทีเดียว  ฉันใด  ชวนจิตก็ไม่อาจที่จะเป็นอัปปนาได้  ในชวนจิตดวงที่ ๖  หรือดวงที่  ๗  เพราะเหตุที่อยู่ใกล้ภวังค์  ฉันนั้นเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น    นักศึกษาพึงเข้าใจเถิดว่า  อัปปนาจิตย่อมมีในชวนจิตดวงที่ ๔  หรือดวงที่ ๕  นั้นถูกต้องแล้ว

'''อัปปนาเกิดชั่วขณะจิตเดียว
'''
:ก็แหละ  อัปปนานั้นเกิดขึ้นชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น  อธิบายว่า  ใน ๗  ฐานะ  ย่อมไม่มีขีดขั้นกาลเวลา  คือ  ขณะอัปปนาจิตเกิดทีแรก ๑  ขณะโลกิยอภิญญาทั้งหลาย ๑  ขณะมรรคทั้งสี่ ๑  ขณะผลเกิดต่อจากมรรค ๑  ขณะภวังคฌานในรูปภพและอรูปภพ ๑  ขณะเนวสัญญายตนฌานเป็นปัจจัยแก่นิโรธสมาบัติ ๑  ขณะผลสมาบัติของท่านผู้ออกจากนิโรธ ๑

:ในฐานะทั้ง ๗  นั้น  ขณะผลเกิดต่อจากมรรค  ย่อมไม่มีเกินกว่า  ๓  ขณะจิต  ขณะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นปัจจัยแก่นิโรธสมาบัติ  ย่อมไม่มีเกิน ๒  ขณะจิต  ปริมาณมากน้อยของภวังคฌานในรูปภพและอรูปภพไม่มี  ในฐานะที่เหลือ ๔  ฐานะ  มีเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น

:ฉะนี้  อัปปนาจึงเกิดขึ้นชั่วขณะจิตเท่านั้น  แต่นั้นก็ตกภวังค์  ครั้นแล้วอาวัชชนจิตตัดภวังค์เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาฌาน  แต่นั้นชวนจิตก็ทำหน้าที่พิจารณาฌานต่อไป

บรรลุปฐมฌาน
=====ส่วนประกอบ ๓ เมื่อได้อัปปนา=====
:ก็แหละ  ด้วยลำดับแห่งภาวนาวิธีมีประมาณเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนั้นบรรลุแล้วซึ่ง    ปฐมฌาน    อันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัด  เพราะปถวีกสิณเป็นอารมณ์  โดยมีส่วนประกอบดังนี้:

#สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

: จึงบรรลุปฐมฌานอันมีปถวีกสิณเป็นอารมณ์  ซึ่งวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัด  (องค์ฌาน)
#ละองค์ ๕  และประกอบด้วยองค์ ๕  
#มีความงาม ๓  และสมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ๑๐  ย่อมเป็นโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้

อธิบายองค์สำหรับละของปฐมฌาน

======ส่วนที่ ๑ องค์ฌาน (เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เป็นต้น)======

:ในคำบาลีอันแสดงถึงองค์สำหรับละของฌานนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

(หน้าที่ 233)

:อธิบายเพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย

:คำว่า  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  ได้แก่  เพราะพรากแล้ว เว้นแล้ว  หลีกออกแล้ว  จากกามทั้งหลาย  ส่วน  เอว  อักษรในบทว่า  วิวิจฺเจว  นี้นั้น มีความหมายว่าเป็นการแน่นอน  และเพราะเหตุที่  เอว  อักษรมีความหมายว่าเป็นการแน่นอน  ฉะนั้น  เอว  อักษรจึงประกาศถึงภาวะที่ปฐมฌานนั้นเป็นปฏิปักษ์แก่กามทั้งหลาย  แม้ที่ไม่มีปรากฏอยู่  ในขณะที่เข้าอยู่ในปฐมฌานนั้นด้วย  และประกาศถึงการได้บรรลุถึงปฐมฌานนั้น  ด้วยการสละกามได้อย่างแน่นอนด้วย

:ถาม -  ข้อนี้มีอรรถาธิบายอย่างไร ?

:ตอบ -  อธิบายว่า  เมื่อ  เอว  อักษรทำความแน่นอนให้ในคำว่า  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  อย่างนี้  ปฐมฌานย่อมปรากฏชัด  จริงทีเดียว  กามทั้งหลายย่อมเป็นปฏิปักษ์แก่ฌาน  เมื่อกามเหล่าใดมีอยู่  ฌานนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้  เหมือนเมื่อความมืดมีอยู่แสงสว่างแห่งตะเกียงก็ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้น  และการบรรลุถึงฌานนั้นจะมีได้  ก็ด้วยการละเสียได้ซึ่งกามเหล่านั้นอย่างแน่นอน  เปรียบเหมือนการไปถึงฝั่งโน้นได้ด้วยการละซึ่งฝั่งนี้เสีย  เพราะฉะนั้น  เอว  อักษรจึงชื่อว่า  ทำความแน่นอนให้  ฉะนี้

'''เอว  อักษรประกอบในสองบท
'''
:จะพึงมีคำถามขึ้นในเรื่อง     เอว  อักษรนั้นว่า -  ก็แหละ  ทำไม  เอว  อักษรนี้  ท่านจึงแสดงไว้แต่ในบทต้นบทเดียว  ไม่แสดงไว้ในบทหลัง  หรือว่า  โยคีบุคคลนั้นแม้ไม่สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ก็จะพึงบรรลุฌานได้อยู่ ?

:ขอวิสัชนาว่า -  ก็แหละ  การที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง  เอว  อักษรไว้ในบทต้นนั้น  ท่านเข้าใจอย่างนั้นหาถูกไม่  เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดง  เอว  อักษรไว้ในบทต้นนั้นก็โดยที่ฌานเป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามนั้นต่างหาก

:จริงอยู่  ฌานนี้เป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามทั้งหลายแน่นอน  เพราะเป็นปฏิปทาเครื่องก้าวล่วงซึ่งกามธาตุด้วย  เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะด้วย  สมกับที่ทรงแสดงไว้ว่า  เนกขัมมะ  คือฌานนี้นั้น  เป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามทั้งหลาย

(หน้าที่ 234)

:แต่อย่างไรก็ตาม  แม้ในบทหลังก็ต้องยกเอา  เอว  อักษรมาแสดงประกอบไว้ด้วยเหมือนอย่างที่ท่านยกมาแสดงประกอบไว้ในคำนี้ว่า  อิเธว  ภิกฺขเว  ปฐโม  สมโณ,  อิธทุติโย  สมโณ  ความว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมณะที่ ๑  มีในศาสนานี้เท่านั้น  สมณะที่ ๒  ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น  ทั้งนี้  เพราะว่าใคร ๆ  ก็ตาม  ที่ยังไม่สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  กล่าวคือนิวรณ์แม้ข้ออื่น ๆ  จากกามฉันทะแล้ว  ก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุถึงซึ่งฌานได้เลย  เพราะเหตุนั้น  เอว  อักษรนี้  นักศึกษาพึงทราบว่าประกอบไว้ในบททั้งสองว่า  วิวิจฺเจว  กาเมหิ  วิวิจฺเจว  อกุสเลหิ  ธมฺเมหิ  ฉะนี้

'''อธิบาย  วิวิจฺจ -  สงัดแล้ว
'''
:อนึ่ง  ด้วยคำว่า  วิวิจฺจ  ที่แปลว่าสงัดนี้แล้ว  อันเป็นคำร่วมกันในทั้งสองบท  ย่อมสงเคราะห์เอาวิเวกคือความสงัดแม้หมดทุกอย่าง  คือ  วิเวก ๕  มีตทังควิเวกเป็นต้น  และวิเวก ๓  มีกายวิเวกเป็นต้น  ก็จริง  แต่กระนั้น  ณ  ที่นี้นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  หมายเอาเพียงวิเวก  ๓  อย่าง  คือ  กายวิเวก  ความสงัดกาย ๑  จิตตวิเวก  ความสงัดใจ ๑  วิกขัมภนวิเวก  ความสงัดเพราะข่มกิเลสไว้ ๑

'''กาม  หมายเอาวัตถุกามและกิเลสกาม
'''
:ก็แหละด้วยบทว่า  กาเมหิ  ที่แปลว่า  จากกามทั้งหลายนี้  วัตถุกามเหล่าใดที่  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในคัมภีร์มหานิเทศโดยนัยมีอาทิว่า  วัตถุกามทั้งหลายเป็นไฉน ?  วัตถุกามทั้งหลาย  คือ  รูปทั้งหลายอันเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ……….  และกิเลสกามเหล่าใดที่ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์มหานิเทศนั่นแหละ  และในคัมภีร์ฌานวิภังค์โดยนัยอย่างนี้ว่า  ฉันทะความพอใจ  ชื่อว่ากาม  ราคะ  ความกำหนัด  ชื่อว่ากาม  ฉันทราคะ  ความกำหนัดด้วยความพอใจ  ชื่อว่ากาม  สังกัปปะ  ความดำริ  ชื่อว่ากาม  ราคะ  ความกำหนัด  ชื่อว่ากามสังกัปปราคะ  ความกำหนัดด้วยความดำริ  ชื่อว่ากาม  อกุศลธรรมเหล่านี้  เรียกว่ากาม

:นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  ท่านสงเคราะห์เอาวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นแม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้

(หน้าที่ 235)

'''วิเวก  ๒  อย่าง
'''
:แหละเมื่อสงเคราะห์เอากามทั้ง  ๒  อย่างเช่นนี้  คำว่า   สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  ก็เป็นอันหมายความว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากวัตถุกามทั้งหลายแต่อย่างเดียวหาได้หมายเอาว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกิเลสกามทั้งหลายไม่  และด้วยความสงัดจากวัตถุกามนั้น  เป็นอันท่านแสดงถึง  กายวิเวก  คือความสงัดกาย  คำว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ก็เป็นอันหมายความว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกิเลสทั้งหลาย  หรือจากอกุศลธรรมทั้งปวง  และด้วยความสงัดจากกิเลสกามนั้น  เป็นอันท่านแสดงถึง  จิตตวิเวก คือความสงัดจิต

'''อธิบายวิเวก  ๒  อย่าง
'''
:ก็แหละ  ในวิเวกทั้ง  ๒  นั้น  ด้วยบทที่  ๑  เป็นอันท่านประกาศถึงความสละซึ่ง  กามสุข  เพราะคำว่าสงัดจากวัตถุกามทั้งหลายนั้นเอง  ด้วยบทที่ ๒  เป็นอันท่านประกาศถึงการถือเอาซึ่ง  เนกขัมมสุข  สุขเพราะออกจากกาม  เพราะคำว่าสงัดจากกิเลสกามทั้งหลายนั่นเอง  อนึ่ง  ในบททั้ง  ๒  นั้น  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงการประหานซึ่งวัตถุแห่งสังกิเลส  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการประหานซึ่งตัวสังกิเลสมีตัณหาเป็นต้น  เพราะคำว่าสงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามนั่นเอง  อนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงการสละซึ่งเหตุแห่งการโลเล  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการสละซึ่งเหตุแห่งความเป็นพาล  อนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงความบริสุทธิ์แห่งประโยคคือการกระทำ  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการชำระอัชฌาสัยให้บริสุทธิ์  นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายดังแสดงมา   ด้วยประการฉะนี้

'''อธิบายกิเลสกาม
'''
:ส่วนในฝ่ายกิเลสกามนั้น  กามฉันทะซึ่งมีประเภทเป็นอันมาก  เช่น  ฉันทะ  และ  ราคะ  เป็นต้นนั่นเทียว   ท่านประสงค์เอาว่า  กาม  แหละกามนั้น  แม้ถึงจะนับเนื่องอยู่ในอกุศลธรรมแล้วก็ตาม  แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแยกไว้ต่างหากโดยความเป็นปฏิปักษ์แก่ฌาน  ดังในคัมภีร์ฌานวิภังค์โดยนัยมีอาทิว่า  ในบรรดาอกุศลธรรมเหล่านั้น  กามเป็นไฉน ?  ฉันทะชื่อว่ากาม

(หน้าที่ 236)

:อีกประการหนึ่ง  ในบทต้น  ท่านแสดงกามไว้โดยความเป็นกิเลสกาม  ในบทที่ ๒  ท่านแสดงไว้ด้วยเป็นสภาพที่นับเนื่องอยู่ในอกุศลธรรม  แหละเพราะกามนั้นมีประเภทเป็นอันมาก  ท่านจึงไม่แสดงเป็นเอกพจน์ว่า  กามโต  จากกาม  แต่แสดงเป็นพหูพจน์ว่า  กาเมหิ  จากกามทั้งหลาย  ด้วยประการฉะนี้

'''องค์ฌาน  ๕  เป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณ์  ๕
'''
:แหละถึงแม้ว่าธรรมทั้งหลายอื่น ๆ  เช่นทิฏฐิมานะเป็นต้น  มีภาวะเป็นอกุศลมีอยู่แต่ในคัมภีร์ฌานวิภังค์  พระผู้มีพระภาคตรัสเอาเฉพาะนิวรณ์ทั้งหลายเท่านั้น  โดยที่ทรงแสดงถึงภาวะที่เป็นปฏิปักษ์แก่องค์ฌานทั้งหลายต่อ ๆ ไป  โดยนัยมีอาทิว่า  ในบรรดาธรรมเหล่านั้น  อกุศลธรรมเป็นไฉน ?  อกุศลธรรมได้แก่กามฉันทะ…..

:จริงอยู่  นิวรณ์ทั้งหลายเป็นข้าศึกแห่งองค์ฌาน  องค์ฌานทั้งหลายนั้นเล่าก็เป็น  ปฏิปักษ์แก่นิวรณ์เหล่านั้น  คือเป็นเครื่องกำจัด  เป็นเครื่องทำลายนิวรณ์เหล่านั้น

:เป็นความจริงเช่นนั้น  ท่านพระมหากัจจายนะแสดงไว้ในคัมภีร์เปฏกะ  ว่า –

:๑.      สมาธิ    เป็นปฏิปักษ์แก่    กามฉันทะ

:๒.      ปีติ    เป็นปฏิปักษ์แก่    พยาปาทะ

:๓.      วิตก    เป็นปฏิปักษ์แก่    ถีนมิทธะ

:๔.      สุข    เป็นปฏิปักษ์แก่    อุทธัจจะกุกกุจจะ  และ

:๕.      วิจาร    เป็นปฏิปักษ์แก่    วิจิกิจฉา

'''บททั้ง  ๒  เป็นเครื่องข่มกิเลสต่างกัน
'''
:ด้วยประการฉะนี้  ในบททั้ง ๒  นั้น  ด้วยบทว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  นี้  พระพุทธองค์ทรงประสงค์เอาความสงัดเพราะข่มซึ่งกามฉันทนิวรณ์  ด้วยบทว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  นี้  ทรงประสงค์เอาความสงัดเพราะข่มนิวรณ์ทั้ง  ๕  ประการ

(หน้าที่ 237)

:แต่เมื่อว่าโดยศัพท์ที่ท่านมิได้กำหนดไว้แล้ว  นักศึกษาพึงเข้าใจความหมายดังนี้-  

:ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มกามฉันทนิวรณ์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มนิวรณ์ทั้งหลายที่เหลือ

:ในอกุศลมูล  ๓  ก็เหมือนกันคือ  ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโลภะอันมีกามคุณ  ๕  ต่างชนิดเป็นอารมณ์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโทสะและโมหะอันมีอาฆาตวัตถุต่างชนิดเป็นต้นเป็นอารมณ์

:อีกประการหนึ่ง  ในบรรดาอกุศลธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น  ด้วยบทที่ ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มกามโอฆะ,  กามโยคะ,  กามาสวะ,  กามุปาทานะ, อภิชฌากายคันถะ  และกามราคสังโยชน์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโอฆะ,  โยคะ,  อาสวะ,  อุปาทานะ,  คันถะ,  และสังโยชน์ข้อที่เหลือ

:อีกอย่างหนึ่ง  ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มตัณหาและธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับตัณหานั้น  ด้วยบทที่  ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอวิชชา  และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับอวิชชานั้น

:อีกประการหนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอกุศลจิตตุปบาท  ๘  ดวง  ซึ่งประกอบด้วยโลภะ  (โลภมูลจิต ๘  ดวง)  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอกุศลจิตตุปบาท ๔ ดวงที่เหลือ  (คือโทสมูลจิต ๒  โมหมูลจิต ๒)

:อรรถาธิบายความในคำว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  นี้  ยุติเพียงเท่านี้

อธิบายองค์ประกอบของปฐมฌาน======องค์ฌาน ๕======

:ก็แหละ  ครั้นข้าพเจ้าได้แสดงองค์สำหรับละของปฐมฌาน  ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้แล้ว  บัดนี้เพื่อจะแสดงองค์ที่ประกอบของปฐมฌานนั้น  ข้าพเจ้าจะอรรถาธิบายคำว่า  มีวิตกมีวิจาร  เป็นต้นต่อไป –

อธิบายวิตก

:ในวิตกและวิจาร ๒  อย่างนั้น  ความนึกถึงอารมณ์  ชื่อว่า  วิตก  ได้แก่ความกำหนดเอาอารมณ์  วิตกนี้นั้น  มีอันยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์เป็นลักษณะ  มีอันตะล่อมอารมณ์

(contracted; show full)ยุติลงด้วยประการฉะนี้

……………….
== ดูเพิ่ม ==

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]