Difference between revisions 87514 and 87524 on thwikisource

{{วสธมฉปส head|}}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๓ ==
<sub><small>''(หน้า 127)''</small></sub>

== กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๓ ==

'''เริ่มเรื่องสมาธิ'''

:โดยเหตุที่โยคีบุคคลเมื่อตั้งตนไว้ในศีลอันบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยคุณทั้งหลายมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น  ซึ่งสำเร็จขึ้นด้วยการบำเพ็ญธุดงควัตรฉะนี้แล้ว  จำต้องจะเจริญสมาธิภาวนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อว่า  จิตฺตํ  โดยพระบาลีว่า  สีเล  ปติฏฺฐายนโร  สปญฺโญ  จิตฺตํ  ปญฺญญฺจ  ภาวยํ  ดังนี้ประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่ง  โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงสมาธินั้นไว้อย่างย่อสั้นมาก  ไม่ต้องกล่าวถึงที่จะเจริญภาวนา  แม้แต่เพียงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  ก็ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่จะกระทำได้ง่ายเลย  ฉะนั้น  บัดนี้  เพื่อที่จะแสดงสมาธินั้นอย่างพิสดาร  และเพื่อที่จะแสดงวิธีเจริญสมาธินั้น  จึงขอตั้งปัญหากรรมเป็นมาตรฐานขึ้นไว้ดังต่อไปนี้  คือ –

'''ปัญหาในสมาธิ ๘  ข้อ'''

:๑.      อะไร  ชื่อว่าสมาธิ

:๒.      ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถาว่ากระไร

:๓.      อะไร  เป็นลักษณะ,  เป็นรส,  เป็นอาการปรากฏ  และเป็นปทัฏฐานของสมาธิ

:๔.      สมาธิ  มีกี่อย่าง

:๕.      อะไร  เป็นความเศร้าหมองของสมาธิ

:๖.      อะไร  เป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ

:๗.      สมาธินั้น  จะพึงเจริญภาวนาอย่างไร  และ

:๘.      อะไร  เป็นอานิสงส์ของสมาธิภาวนา

<sub><small>''(หน้า 128)''</small></sub>

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๑'''

:บรรดาปัญหาเหล่านั้น  มีคำว่าวิสัชนาดังต่อไปนี้ –

:ปัญหาข้อว่า  อะไร  ชื่อว่าสมาธิ  วิสัชนาว่า  สมาธินั้นมีหลายอย่างหลายประการด้วยกัน  การที่จะยกมาวิสัชนาแสดงให้แจ่มแจ้งทุก ๆ อย่างนั้น  เห็นทีจะไม่สำเร็จสมความหมายเฉพาะที่ต้องการ  กลับจะทำให้เกิดความฟั่นเฝือยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงขอวิสัชนาเจาะเอาเฉพาะที่ต้องการในที่นี้ว่า  ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียวฝ่ายกุศล  ชื่อว่าสมาธิ

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๒'''

:ปัญหาข้อว่า  ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถาว่ากระไร  นั้น  มีวิสัชนาว่า  ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถว่า  ความตั้งมั่น  ที่ว่า  ความตั้งมั่น  นี้ได้แก่อะไร ?  ได้แก่  ความตั้งอยู่หรือความดำรงอยู่ของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียวอย่างสม่ำเสมอ  และโดยถูกทางด้วย  เพราะฉะนั้น  จิตและเจตสิกทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างสม่ำเสมอ  และโดยถูกทางด้วย  ไม่ฟุ้งซ่านและไม่ส่ายไปในอารมณ์อื่น  ด้วยอำนาจแห่งธรรมชาติใด  ธรรมชาตินี้พึงทราบว่า  คือ  ความตั้งมั่น

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๓'''

:ปัญหาข้อว่า   อะไร  เป็นลักษณะ,  เป็นรส,  เป็นอาการปรากฎ  และเป็นปทัฏฐานของสมาธิ  นั้น  มีวิสัชนาว่า  สมาธินั้นมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น  ลักษณะ   มีการกำจัดเสียซึ่งความฟุ้งซ่านเป็น  รส   มีการไม่หวั่นไหวเป็น   อาการปรากฎ   มีความสุขเป็น   ปทัฎฐาน   พระบาลีรับรองว่า   สุขิโน   จิตฺตํ   สมาธิยติ   จิตของบุคคลผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น   ฉะนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่  ๔'''

:ปัญหาข้อว่า   สมาธิ   มีกี่อย่าง   นั้น   มีวิสัชนาว่า-

:๑.  สมาธิมีอย่างเดียว   ด้วยมีลักษณะไม่ฟุ้ง   เป็นประการแรก

<sub><small>''(หน้า 129)''</small></sub>

:๒.   สมาธิมี  ๒  อย่าง  ดังนี้คือ-หมวดที่ ๑  โดยแยกเป็นอุปจารสมาธิ ๑  อัปปนาสมาธิ ๑  หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น   โลกิยสมาธิ ๑   โลกุตตรสมาธิ ๑   หมวดที่ ๓   โดยแยกเป็นสัปปีติกสมาธิ  สมาธิประกอบด้วยปีติ  ๑  นิปปีติกสมาธิ   สมาธิปราสจากปีติ ๑  หมวดที่ ๔   โดยแยกเป็น    สุขสหคตสมาธิ   สมาธิประกอบด้วยสุขเวทนา ๑   อุเปกขาสหคตสมาธิ   สมาธิประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา  ๑ 

:๓.   สมาธิมี  ๓  อย่าง  ดังนี้คือ-หมวดที่  ๑   โดยแยกเป็น   หีนสมาธิ  ๑  มัชฌิมสมาธิ ๑  ปณีตสมาธิ ๑  หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น  สวิตักกสวิจารสมาธิ  สมาธิมีทั้งวิตกมีทั้งวิจาร ๑  อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ  สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑  อวิตักกาวิจารสมาธิ  สมาธิไม่มีทั้งวิตกทั้งวิจาร ๑  หมวดที่ ๓  โดยแยกเป็น  ปีติสหคตสมาธิ  สมาธิประกอบด้วยปีติ ๑  สุขสหคตสมาธิ  สมาธิประกอบด้วยสุขเวทนา ๑  อุเปกขาสหคตสมาธิ  สมาธิประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา ๑  หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น  ปริตตสมาธิ  สมาธิมีประมาณน้อย ๑  มหัคคตสมาธิ  สมาธิอันยิ่งใหญ่ ๑  อัปปมาณสมาธิ  สมาธิอันหาประมาณมิได้ ๑

:๔.  สมาธิมี ๔ อย่าง  ดังนี้คือ-หมวดที่ ๑  โดยแยกเป็น  ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  สมาธิที่มีปฏิปทาลำบากทั้งรู้ช้า ๑  ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  สมาธิที่มีปฏิปทาลำบากแต่รู้เร็ว ๑  สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  สมาธิที่มีปฏิปทาสบายแต่รู้ช้า ๑  สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  สมาธิที่มีปฏิปทาสบายด้วยรู้เร็วด้วย ๑  หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น  ปริตตปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธที่ไม่คล่องแคล่วและไม่ได้ขยายอารมณ์ ๑  ปริตตอัปปมาณารัมมณสมาธิ  สมาธิที่ไม่คล่องแคล่วแต่ขยายอารมณ์ ๑ อัปปมาณปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธิที่คล่องแคล่วแต่ไม่ได้ขยายอารมณ์ ๑  หมวดที่ ๓  โดยแยกเป็นองค์แห่งฌาน ๔  คือ  องค์แห่งปฐมฌาน ๑  องค์แห่งทุติยฌาน ๑  องค์แห่งตติยฌาน ๑  องค์แห่งจตุตถฌาน ๑  หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น  หานภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ๑  ฐิติภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งความติดแน่น ๑  วิเสสภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ๑  นิพเพธภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งอันแทงทะลุสัจธรรม ๑  หมวดที่ ๕  โดยแยก

<sub><small>''(หน้า 130)''</small></sub>

:เป็น  กามาวจรสมาธิ  สมาธิเป็นกามาวจร ๑  รูปาวจรสมาธิ  สมาธิเป็นรูปาวจร ๑  อรูปาวจรสมาธิ  สมาธิเป็นอรูปาวจร ๑  อปริยาปันนสมาธิ  สมาธิเป็นโลกุตตระ ๑ หมวดที่ ๖  โดยแยกเป็น  ฉันทาธิปติสมาธิ  สมาธิมีฉันทะเป็นอธิบดี  ๑  วีริยาธิปติสมาธิ  สมาธิมีวีริยะเป็นอธิบดี ๑  จิตตาธิปติสมาธิ  สมาธิมีจิตเป็นอธิบดี ๑  วิมังสาธิปติสมาธิ  สมาธิมีวิมังสาคือปัญญาเป็นอธิบดี ๑

:๕.  สมาธิมี ๕  อย่าง  ดังนี้คือ- โดยแยกเป็น  องค์แห่งฌาน ๕  ในปัญจกนัย  ได้แก่  องค์แห่งปฐมฌาน ๑  องค์แห่งทุติยฌาน ๑  องค์แห่งตติฌาน ๑  องค์แห่งจตุตถฌาน ๑  องค์แห่งปัญจมฌาน ๑

'''อธิบายสมาธิอย่างเดียว'''

:ในสมาธิอย่างเดียวและสมาธิมี ๒ อย่างนั้น  สมาธิที่มีส่วนอย่างเดียวมีเนื้อความกระจ่างอยู่แล้ว  ไม่ต้องพรรณนาความอีก

'''อธิบายสมาธิ ๒ อย่าง'''

:ในสมาธิที่มีส่วน ๒ อย่าง  หมวดที่ ๑ ที่ว่า  สมาธิมี ๒ อย่าง  โดยแยกเป็นอุปจารสมาธิ ๑  อัปปนาสมาธิ ๑ นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  ภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตา  ที่โยคีบุคคลได้มาด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน ๑๐  เหล่านี้คือ  อนุสสติ ๖  (พุทธานุสสติถึงเทวตานุสสติ)  มรณสติ ๑  อุปสมานุสสติ ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  จตุธาตุววัตถาน ๑ นี้อย่างหนึ่ง  กับเอกัคคตาในบุพภาคเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิทั้งหลายอย่างหนึ่ง  เอกัคคตาชนิดนี้เรียกว่า  อุปจารสมาธิ  ส่วนเอกัคคตาถัดไปแต่บริกรรมภาวนา  เอกัคคตาชนิดนี้  เรียกว่า  อัปปนาสมาธิ  เพราะมีพระบาลีรับรองว่า  บริกรรมภาวนาแห่งปฐมฌาน  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌานโดยอนันตรปัจจัย  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้า 131)''</small></sub>

:หมวดที่ ๒  ที่ว่า  สมาธิมี ๒  อย่าง  โดยแยกเป็น  โลกิยสมาธิ ๑  โลกุตตรสมาธิ ๑ นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  เอกัคคตาที่ประกอบด้วยกุศลจิต  ในภูมิ ๓  คือ   กามภูมิ,  รูปภูมิ  และอรูปภูมิ  เรียกว่า   โลกิยสมาธิ   เอกัคคตาที่ประกอบด้วยอริยมัคคจิต  เรียกว่า   โลกุตตรสมาธิ

:หมวดที่  ๓  ที่ว่า  สมาธิมี  ๒  อย่าง   โดยแยกเป็น    สัปปีติกสมาธิ  ๑   นิปปีติกสมาธิ  ๑  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้-  เอกัคคตาในฌาน  ๒  ข้างต้นในจตุกกนัย   และในฌาน  ๓  ข้างต้นในปัญจกนัย  เรีกว่า   สัปปีติกสมาธิ   คือสมาธิที่ประกอบด้วยปีติ   เอกัคคตาในฌาน  ๒  ที่เหลือข้างปลาย   เรียกว่า   นิปปีติกสมาธิ    คือสมาธิที่ปราศจากปีติ    ส่วนอุปจารสมาธิที่ประกอบด้วยปีติก็มี   ที่ปราศจากปีติก็มี

:หมวดที่  ๔  ที่ว่า  สมาธิมี  ๒   อย่าง   โดยแยกเป็น   สุขสหคตสมาธิ  ๑ อุเปกขาสหคตสมาธิ  ๑  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้-   เอกัคคตาในฌาน  ๓   ข้างต้นในจตุกกนัย   และในฌาน  ๔   ข้างต้นในปัญจกนัย   เรียกว่า   สุขสหคตสมาธิ   คือสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนาเอกัคคตาในฌานที่เหลือข้างปลาย   เรียกว่า   อุเปกขาสหคตสมาธิ   คือสมาธิที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา   ส่วนอุปจารสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี  ที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาก็มี

'''อธิบายสมาธิ  ๓  อย่าง'''

:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๓  อย่าง   หมวดที่  ๑  ที่ว่า   สมาธิมี  ๓  อย่างโดยแยกเป็น  หีนสมาธิ  ๑   มัชฌิมสมาธิ  ๑   ปณีตสมาธิ  ๑   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้-  สมาธิที่พอได้บรรลุยังไม่ได้ส้องเสพให้หนัก   ยังไม่ได้ทำให้มาก ๆ  เรียกว่า   หีนสมาธิ   คือสมาธิขั้นต่ำ   สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นยังไม่ได้ที่   คือยังไม่ได้ทำให้ถึงความคล่องแคล่วเป็นอย่างดี   เรียกว่า    มัชฌิมสมาธิ   สมาธิขั้นกลาง   สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นได้ที่ดีแล้ว   คือถึงความเป็นวสีมีความสามารถอย่างคล่องแคล่วแล้ว   เรียกว่า   ปณีตสมาธิ   สมาธิขั้นประณีต   ไขความว่า   ที่ชื่อว่า   หีนสมาธิ  เพราะให้เป็นไปด้วยความปรารถนาผลบุญอันโอฬาร   ที่ชื่อว่า   มัชฌิมสมาธิ   เพราะให้เป็นไปด้วยจะให้สำเร็จอภิญญาโลกีย์   ที่ชื่อว่า   ปณีตสมาธิ   เพราะท่านผู้ดำรงอยู่ในอริยภาพให้เป็นไปด้วยปรารถนาความสงัดจิต   อีกนัยหนึ่ง   ที่ชื่อว่า   หีนสมาธิ   เพราะให้เป็นไปเพื่อ

<sub><small>''(หน้า 132)''</small></sub>

:ประโยชน์ส่วนตน  ด้วยต้องการภวสมบัติ  ที่ชื่อว่า  มัชฌิมสมาธิ  เพราะให้เป็นไปด้วยอัธยาศัยที่ไม่โลภอย่างเดียว ที่ชื่อว่า ปณีตสมาธิ เพราะให้เป็นไปเพื่อประโยชน์คนอื่น  อีกนัยหนึ่ง ที่ชื่อว่า  หีนสมาธิ  เพราะให้เป็นไปด้วยมีอัธยาศัยติดอยู่ในวัฏฏะ  ที่ชื่อว่า  มัชฌิมสมาธิ  เพราะให้เป็นไปด้วยอัธยาศัยชอบความสงัด  ที่ชื่อว่า  ปณีตสมาธิ  เพราะให้เป็นไปด้วยอัธยาศัย  ใคร่ปราศจากวัฏฏ  ด้วยต้องการให้บรรลุถึงโลกุตตรธรรม  

:หมวดที่ ๒  ที่ว่า  สมาธิ มี ๓ อย่าง  โดยแยกเป็น  สวิตักกสวิจารสมาธิ ๑  อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ ๑  อวิตักกาวิจารสมาธิ ๑  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  สมาธิในปฐมฌานรวมทั้งอุปจารสมาธิ  เรียกว่า   สวิตักสวิจารสมาธิ   สมาธิมีทั้งวิตกทั้งวิจาร  สมาธิในทุติยฌานในปัญจกนัย   เรียกว่า   อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ    สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารอธิบายว่า   โยคีบุคคลใดเห็นโทษแต่ในวิตกอย่างเดียวไม่เห็นโทษในวิจาร จึงปรารถนาที่จะละวิตกอย่างเดียว ผ่านพ้นปฐมฌานไป   โยคีผู้นั้นย่อมได้สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร   ข้อว่าอวิตักกวิจารมัตตสมาธินั้น   หมายเอาสมาธิที่กล่าวนี้   เอกัคคตาในฌาน  ๓  สำหรับจตุกกนัยมีทุติยฌานเป็นต้นไป   สำหรับปัญจกนัย   มีตติยฌานเป็นต้นไป  เรียกว่า   อวิตักกาวิจารสมาธิ   สมาธิไม่มีทั้งวิตกทั้งวิจาร

:หมวดที่  ๓  ที่ว่า  สมาธิมี  ๓  อย่าง  โดยแยกเป็น  ปีติสหคตสมาธิ  ๑  สุขสหคตสมาธิ  ๑  อุเปกขาสหคตสมาธิ  ๑  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้- เอกัคคตาในฌาน  ๒  เบื้องต้นในจตุกกนัย  และในฌาน  ๓  เบื้องต้นในปัญจกนัย  เรียกว่า   ปีติสหคตสมาธิ   สมาธิประกอบด้วยปีติ  เอกัคคตาในฌานที่  ๓  และฌานที่  ๔  ในจตุกกนัยและปัญจกนัยนั้นนั่นแหละ  เรียกว่า   สุขสหคตสมาธิ    สมาธิประกอบด้วยสุขเวทนา   เอกัคคตาในฌานอันสุดท้ายทั้งในจตุกกนัยและปัญจกนัย   คือในจตุตถฌานหรือในปัญจมฌาน   เรียกว่า   อุเปกขาสหคตสมาธิ   สมาธิประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา    ส่วนอุปจารสมาธิ   ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี   ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาก็มี

:หมวดที่  ๔  ที่ว่าสมาธิมี  ๓  อย่าง  โดยแยกเป็น   ปริตตสมาธิ  ๑  มหัคคตสมาธิ  ๑ อัปปมาณสมาธิ  ๑  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  เอกัคคตาในอุปจารฌานภูมิ  คือในจิตตุปบาทที่ประกอบด้วยอุปจารฌาน  เรียกว่า   ปริตตสมาธิ   สมาธิมีประมาณน้อย  ( หรือกามาวรจรสมาธิ )

<sub><small>''(หน้าที่ 133)''</small></sub>

:เอกัคคตาในรูปาวจรกุศลจิตและอรูปาวจรกุศลจิต  เรียกว่า   มหัคคตสมาธิ   สมาธิอันยิ่งใหญ่อธิบายว่า   สมาธิที่ถึงภาวะอันยิ่งใหญ่โดยการข่มกิเลส ๑ โดยมีผลอันไพบูลย์กว้างขวาง ๑ โดยสืบต่ออยู่ได้นาน ๆ ๑  หรือสมาธิที่ดำเนินไปด้วยคุณอันยี่งใหญ่มีฉันทะอันยิ่งใหญ่เป็นต้น เรียกว่า   มหัคคตสมาธิ   เอกัคคตาที่ประกอบด้วยอริยมัคคจิต   คือที่เกิดร่วมกับอริยมัคคจิต  เรียกว่า    อัปปมาณสมาธิ    สมาธิอันหาประมาณมิได้   หรือสมาธิอันมีธรรมหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์

'''อธิบายสมาธิ  ๔  อย่าง'''

:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๔  อย่างหมวดที่  ๑  ที่ว่า  สมาธิมี   ๔   อย่างโดยแยกเป็นทุขาปฎิปทาทันธาภิญญาสมาธิ   เป็นต้นนั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้คือ-

:สมาธิ  ๔  อย่าง  ได้แก่  ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  ๑  ทุกขาปฎิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  ๑  สุขาปฎิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  ๑  สุขาปฎิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  ๑

:อธิบายว่า  ในปฎิปทาและอภิญญา  ๒  อย่างนั้น  การเจริญภาวนาสมาธิที่ดำเนินไปนับตั้งแต่ลงมือสำรวจจิตเจริญกัมมัฎฐานครั้งแรก   จนถึงอุปจารฌานของฌานนั้น ๆ   เกิดขึ้นเรียกว่า   ปฎิปทา    คือการปฎิบัติ    ส่วนปัญญาที่ดำเนินไป    นับตั้งแต่อุปจารฌานไปจนถึงอัปปนาฌาน   เรียกว่า   อภิญญา   คือการรู้แจ้ง   ก็แหละปฎิปทาคือการปฎิบัตินี้นั้น  ย่อมเป็นทุกข์คือลำบาก   ส้องเสพไม่สะดวกสำหรับโยคีบุคคลบางคน   เพราะการรบเร้าและยึดครองของธรรมที่เป็นข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น   แต่เป็นความสะดวกสบายสำหรับโยคีบุคคลบางคนเพราะไม่มีการรบเร้าและยึดครองของธรรมที่เป็นข้าศึก   แม้อภิญญาคือการรู้แจ้งก็เป็นการเชื่องช้าเฉื่อยชา   ไม่เกิดโดยฉับพลันสำหรับโยคีบุคคลบางคน   แต่สำหรับโยคีบุคคลบางคนก็รวดเร็วไม่เฉื่อยชาเกิดโดยฉับพลัน

:ก็แหละ  ธรรมอันเป็นที่สบายและไม่เป็นที่สบาย ๑  บุพกิจเบื้องต้นมีการตัดปลิโพธคือเครื่องกังวลให้สิ้นห่วง ๑ และความฉลาดในอัปปนาทั้งหลาย ๑  เหล่าใด  ที่ข้าพเจ้าจักยกมาพรรณนาข้างหน้า   ในบรรดาธรรมเหล่านั้น   โยคีบุคคลใดเป็นผู้ส้องเสพธรรมอันไม่เป็นที่

<sub><small>''(หน้าที่ 134)''</small></sub>

:สบาย  โยคีบุคคลผู้นั้นย่อมมีปฏิปทาคือการปฏิบัติลำบากเป็นทุกข์  และมีอภิญญาคือการรู้แจ้งเชื่องช้า  โยคีบุคคลผู้ส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย  ย่อมมีปฏิปทาคือการปฏิบัติสะดวกสบาย  และมีอภิญญาคือการรู้แจ้งอย่างรวดเร็ว  ส่วนโยคีบุคคลใด  ในตอนต้นก่อนแต่ได้บรรลุอุปจารสมาธิ  ส้องเสพธรรมอันไม่เป็นที่สบาย  ตอนหลังจากที่บรรลุอุปจารสมาธิแล้ว  ได้ส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย  หรือในตอนต้นได้ส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย  ตอนหลังได้ส้องเสพธรรมอันไม่เป็นที่สบาย  พึงทราบว่า  ปฏิปทาและอภิญญาของโยคีบุคคลนั้นคละกัน  อธิบายว่า  โยคีบุคคลใดในตอนต้นส้องเสพธรรมอันไม่เป็นที่สบาย  ตอนหลังได้ส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย  โยคีบุคคลนั้นมีปฏิปทาลำบากเป็นทุกข์  แต่มีอภิญญาการรู้แจ้งอย่างรวดเร็ว  ส่วนโยคีบุคคลใด  ในตอนต้นส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย  ตอนหลังได้ส้องเสพธรรมอันไม่เป็นที่สบาย  โยคีบุคคลนั้น  มีปฏิปทาสะดวกสบาย  แต่มีอภิญญาการรู้แจ้งเชื่องช้า  พึงทราบสมาธิที่ ๒  และที่ ๓  เพราะความคละกันแห่งสมาธิที่ ๑  และที่ ๔  ฉะนี้

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่ได้จัดแจง  ทำบุพกิจเบื้องต้นมีการตัดปลิโพธเครื่องกังวลให้สิ้นห่วงเป็นต้นเสียก่อน  แล้วลงมือประกอบเจริญภาวนาก็เหมือนกัน  คือย่อมมีปฏิปทาการปฏิบัติลำบากเป็นทุกข์  โดยปริยายตรงกันข้าม  สำหรับโยคีบุคคลผู้จัดแจงทำบุพกิจให้เสร็จสิ้นแล้ว  จึงลงมือประกอบการเจริญภาวนา  ย่อมมีปฏิปทาสะดวกสบาย  ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่ได้เรียนอัปปนาโกศล  คือความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนาให้สำเร็จก่อน  ย่อมมีอภิญญาการรู้แจ้งอย่างเชื่องช้า  ผู้ที่เรียนอัปปนาโกศลให้สำเร็จก่อน  ย่อมมีอภิญญาการรู้แจ้งอย่างรวดเร็ว

:อีกประการหนึ่ง  พึงทราบประเภทของปฏิปทาและอภิญญานี้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและอวิชชา ๑  ด้วยอำนาจแห่งสมถาธิการและวิปัสสนาธิการ ๑ ต่อไป  กล่าวคือ  โยคีบุคคลผู้อันตัณหาครอบงำ  ย่อมมีปฏิปาทาเป็นทุกข์  ผู้ไม่ถูกตัณหาครอบงำ  ย่อมมีปฏิปทาสะดวกสบาย  และโยคีบุคคลผู้มีอวิชชาครอบงำ  ย่อมมีอภิญญาเชื่องช้า  ผู้ที่ไม่ถูกอวิชชาครอบงำ  ย่อมมีอภิญญารวดเร็ว  และโยคีบุคคลผู้มีอธิการอันไม่ได้ทำไว้ในสมถภาวนา  ย่อมมีปฏิปทาลำบากเป็นทุกข์  ผู้มีอธิการโดยไม่ได้ทำไว้ในวิปัสสนาภาวนา  ย่อมมีอภิญญาเชื่องช้า  ผู้มีอธิการอันได้ทำไว้แล้ว  ย่อมมีอภิญญารวดเร็ว

<sub><small>''(หน้าที่ 135)''</small></sub>

:พึงทราบประเภทของปฏิปทาและอภิญญาเหล่านี้  แม้ด้วยอำนาจแห่งกิเลสและอินทรีย์ ๕ อีก  กล่าวคือโยคีบุคคลผู้มีกิเลสรุนแรง  แต่มีอินทรีย์ย่อหย่อน  ย่อมมีปฏิปทาลำบากเป็นทุกข์  และมีอภิญญาเชื่องช้า  ส่วนผู้มีอินทรีย์แก่กล้า  ย่อมมีอภิญญารวดเร็ว   และโยคีบุคคลผู้มีกิเลสบางเบา  มีอินทรีย์ย่อหย่อน  ย่อมมีปฏิปทาสะดวกสบาย แต่มีอภิญญาเชื่องช้า  ส่วนผู้มีอินทรีย์แก่กล้า  ย่อมมีอภิญญารวดเร็ว

:ด้วยประการฉะนี้  ในปฏิปทาและอภิญญาเหล่านี้  โยคีบุคคลใดได้บรรลุซึ่งสมาธิ  ด้วยปฏิปทาอันลำบากเป็นทุกข์และด้วยอภิญญาอันเชื่องช้า  สมาธิของโยคีบุคคลนั้น  เรียกว่า  ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  โยคีบุคคลใดได้บรรลุซึ่งสมาธิด้วยปฏิปทาอันลำบากเป็นทุกข์และด้วยอภิญญาอันรวดเร็ว  สมาธิของโยคีบุคคลนั้น  เรียกว่า  ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  โยคีบุคคลใดได้บรรลุซึ่งสมาธิด้วยปฏิปทาอันสะดวกสบายและด้วยอภิญญาอันเชื่องช้า  สมาธิของโยคีบุคคลนั้น  เรียกว่า  สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  โยคีบุคคลใดได้บรรลุซึ่งสมาธิด้วยปฏิปทาอันสะดวกสบายและด้วยอภิญญาอันรวดเร็ว  สมาธิของโยคีบุคคลนั้น  เรียกว่า  สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ

:หมวดที่ ๒ ที่ว่า  สมาธิมี ๔  อย่างโดยแยกเป็น  ปริตตปริตตารัมมณสมาธิ  เป็นต้น  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้  คือ –

:สมาธิ ๔  อย่างได้แก่  ปริตตปริตตารัมมณสมาธิ ๑  ปริตตอัปปมาณารัมมณสมาธิ ๑  อัปปมาณปริตตารัมมณสมาธิ ๑  อัปปมาณอัปปมาณารัมมณสมาธิ ๑  อธิบายว่าในสมาธิเหล่านั้น  สมาธิใดยังไม่คล่องแคล่ว  ไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  สมาธินี้ชื่อว่า  ปริตตสมาธิ  สมาธิมีประมาณน้อย  ส่วนสมาธิใดเป็นไปในอารมณ์  ที่ไม่ได้ขยาย  สมาธินั้นชื่อว่า  ปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธิมีอารมณ์มีประมาณน้อย  สมาธิใดคล่องแคล่วแล้ว  เจริญให้เกิดขึ้นได้ที่แล้ว  สามารถที่จะเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณสมาธิ  สมาธิหาประมาณมิได้  และสมาธิใดเป็นไปในอารมณ์ที่ขยายแล้ว  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณารัมมณสมาธิ  สมาธิมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ส่วนนัยที่คละกันแห่งสมาธิที่ ๑  และที่ ๔  ซึ่งสงเคราะห์เข้าเป็นสมาธิที่ ๒  และที่ ๓  พึงทราบ  โดยความคละกันแห่งลักษณะที่กล่าวแล้วดังนี้คือ  สมาธิใดยังไม่คล่องแคล่ว  ไม่สามารถที่จะ

<sub><small>''(หน้าที่ 176)''</small></sub>

:๘.      โดยการถือเอา

:๙.      โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  และ

:๑๐.      โดยเหมาะสมแก่จริยา

'''๑ - โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน'''

:ในอาการ  ๑๐  อย่างนั้น  ประการแรก  ข้อว่า  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้  พระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ณ  ที่นั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น  ๗  หมวดดังนี้  คือ –

:๑.      กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๒.      อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๓.      อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๔.      พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๕.      อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๖.      สัญญากัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง  และ

:๗.      ววัตถานกัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง

'''๑.  กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.      ปถวีกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยดิน

:๒.      อาโปกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยน้ำ

:๓.      เตโชกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยไฟ

:๔.      วาโยกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยลม

:๕.      นีลกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว

:๖.      ปีตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง

:๗.      โลหิตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีแดง

<sub><small>''(หน้าที่ 177)''</small></sub>

:๘.      โอทาตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีขาว

:๙.      อาโลกกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง  และ

:๑๐.      ปริจฉินนากาสกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น

'''๒.  อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง   คือ'''

:๑.       อุทธุมาตกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด

:๒.      วินีลกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด

:๓.      วิปุพพกอสุภ    ซากศพที่มีแต่หนองแตกพลักน่าเกลียด

:๔.      วิจฉิททกอสุภ    ซากศพที่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ  น่าเกลียด

:๕.      วิกขายิตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด

:๖.      วิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด

:๗.      หตวิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสับฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด

:๘.      โลหิตกอสุภ    ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด

:๙.      ปุฬุวกอสุภ    ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด  และ

:๑๐.      อัฏฐิกอสุภ    ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด

'''๓.  อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.    พุทธานุสสติ    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

:๒.    ธัมมานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

:๓.    สังฆานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์

:๔.    สีลานุสสติ    ระลึกถึงศีลของตน

:๕.    จาคานุสสติ    ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว

:๖.    เทวตานุสสติ    ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

:๗.    มรณานุสสติ    ระลึกถึงความตาย

:๘.    กายคตาสติ    ระลึกถึงร่างกายที่ล้วนแต่ไม่สะอาด

:๙.    อานาปานสติ    ระลึกถึงกำหนดลมหายใจเข้าออก  และ

:๑๐.    อุปสมานุสสติ    ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

<sub><small>''(หน้าที่ 178)''</small></sub>

'''๔.  พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    เมตตา    ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์

:๒.    กรุณา    ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์

:๓.    มุทิตา    ความพลอยยินดีต่อสมบัติ  และ

:๔.    อุเปกขา    ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด

'''๕.  อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    อากาสานัญจายตนะ    อากาศไม่มีที่สุด

:๒.    วิญญาณัญจายตนะ    วิญญาณไม่มีที่สุด

:๓.    อากิญจัญญายตนะ    ความไม่มีอะไร  และ

:๔.    เนวสัญญานาสัญญายตนะ    สัญญาละเอียด  ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่

:ไม่มีก็ไม่ใช่

'''๖.  สัญญา  ๑  อย่าง  คือ'''

:อาหาเรปฏิกูลสัญญา    ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกียด

'''๗.  ววัตถาน  ๑  อย่าง  คือ'''

:จตุธาตุววัตถาน    การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ  ๔

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน  ด้วยประการฉะนี้

'''๒- :โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน'''

:ข้อว่า  โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  ก็แหละ  ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  เฉพาะกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  คือ  ยกเว้นกายคตาสติกับอานาปานสติเสีย  อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ  ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา  ๑  จตุธาตุววัตถาน  ๑  นำมาซึ่งอุปจารฌาน  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๓๐  ประการ  นำมาซึ่งอัปปนาฌาน

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌานด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 179)''</small></sub>

'''๓- โดยความต่างกันแห่งฌาน'''

:ข้อว่า  โดยความต่างกันแห่งฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  แหละในกัมมัฏฐาน  ๓๐  ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น  กสิณ  ๑๐  กับ  อานาปานสติ  ๑  รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง  ๔  ฌาน  อสุภ ๑๐  กับ  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว  พรหมวิหาร ๓  ข้างต้นให้สำเร็จฌาน ๓  ข้างต้น  พรหมวิหาร  ข้อที่ ๔  และอรุปปกัมมัฏฐาน ๔  ย่อมให้สำเร็จฌานที่ ๔

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความต่างกันแห่งฌานด้วยประการฉะนี้

'''๔- โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์'''

:ข้อว่า  โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  การผ่านนั้นมี ๒  อย่าง  คือ  การผ่านองค์ฌาน ๑  การผ่านอารมณ์ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓  และฌาน ๔  แม้ทั้งหมด  ทั้งนี้  เพราะทุติยฌาน  เป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น  ต้องผ่านองค์ฌานทั้งหลาย  มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป  ในพรหมวิหารข้อที่ ๔  ก็เหมือนกัน  เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่ ๔  นั้น  อันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๓   มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน

:ส่วนการผ่านอารมณ์  ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ ๙  อย่างข้างต้น  และวิญญานัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป  การผ่านอารมณ์หาได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 180)''</small></sub>

'''๕- โดยควรขยายและไม่ควรขยาย'''

:ข้อว่า  โดยควรขยายและไม่ควรขยาย  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้

'''กัมมัฏฐานที่ควรขยาย'''

:ในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณกัมมัฏฐานที่ควรขยายทั้ง ๑๐  ประการนั่นเทียว  เพราะว่า  โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่โอกาสได้ประมาณเท่าใด  ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสต  เห็นรูปได้ด้วยทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต  ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น

'''กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย'''

:ส่วนกายคตาสติ  กับ  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะเหตุไร ?  เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้  โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไร และข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะนั้น  จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ  ข้างหน้า  แหละเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้ว  ก็เป็นแต่เพียงขยายกองแห่งซากศพเท่านั้น  หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่  แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า  ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค  รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว  แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด  ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่าอัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัดนั้น  ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต

:ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น  ฉะนี้นั้น  พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา  หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่  จริงอย่างนั้น  ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช  ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝาซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ  ตัวแล้ว  มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ในทั่วทุกทิศ  จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ  แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน  เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา  จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ทั่วทุกทิศ  เลยเข้าใจว่า  แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 181)''</small></sub>

:หากเกิดปัญหาขึ้นว่า  ถ้าเมื่อถือเอาความอย่างนี้แล้ว  ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมี  อารมณ์หาประมาณมิได้อันใด  ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ  ข้อนั้นก็จะผิดเสียละซี ?

:วิสัชนาว่า  ข้อนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียเลย  เพราะโยคีบุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพที่ขึ้นพองหรือในซากศพที่เป็นโครงกระดูกชนิดใหญ่  บางคนก็ถือเอานิมิตในซากศพ  เช่นนั้นชนิดเล็ก  โดยปริยายนี้ฌานของโยคีบุคคลบางคนจึงมีอารมณ์เล็ก  บางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ท่านหมายเอาโยคีบุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานนั้นแล้วขยายกัมมัฏฐานนั้น  แต่อย่างไรก็ตาม  กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะไม่มีอานิสงส์อะไร

:มิใช่แต่เท่านี้  แม้กัมมัฏฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติ  และอสุภกัมมัฏฐานนี้  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านั้น  นิมิตแห่งอานาปานสติ  เมื่อโยคีบุคคลขยาย  ก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น  และนิมิตแห่งอานาปานสตินั้น  กำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยาย  เพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง  เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง

:พรหมวิหาร ๔  มีสัตว์เป็นอารมณ์  เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้น  ก็จะขยายแต่กองแห่งสัตว์เท่านั้น  ที่จะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์นั้น  หามีไม่ เพราะฉะนั้น  แม้อารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็ไม่ควรขยาย  ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า  ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตา  แผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  ฉะนี้นั้น  ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก  หาใช่ด้วยอำนาจการขยายนิมิตไม่  จริงอยู่  ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญเมตตาไปโดยลำดับมีอาทิว่า  อาวาสหนึ่ง  สองอาวาส  ฉะนี้  พระพุทธองค์ตรัสว่า  ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  มิใช่ภิกษุขยายนิมิตกัมมัฏฐาน  อนึ่ง  ในพรหมวิหารภาวนานี้เล่า  ก็ไม่มีปฏิภาคนิมิตที่โยคีบุคคลนี้จะพึงขยายด้วย  แม้การที่พรหมวิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ในอธิการนี้  พึงทราบด้วยอำนาจการกำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหาก

<sub><small>''(หน้าที่ 182)''</small></sub>

:แม้ในอารมณ์ของอารุปปฌาน ๔  นั้น  อากาศ  (หมายเอาอากาสานัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ  คืออากาศตรงที่เพิกกสิณออก  จริงอยู่  กสิณุคฆาฏิมากาศ  (อากาศที่เพิกกสิณออก)  นั้น  โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงว่าเป็นที่ปราศจากกสิณเท่านั้น  นอกเหนือไปจากนั้น  แม้จะขยายก็ไม่มีประโยชน์อะไร  วิญญาณ  (หมายเอาวิญญาณัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรม  จริงอยู่ใคร ๆ  ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้  ความปราศจากวิญญาณ  (หมายเอาอากิญจัญญายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ  อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน

:กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๐  มีพุทธานุสสติเป็นต้น  ก็ไม่ควรขยาย  ด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต  เพราะกัมมัฏฐานที่มีปฏิภาคนิมิตเท่านั้น  ที่เป็นกัมมัฏฐานควรจะขยาย  และอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตของกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการมีพุทธานุสสติเป็นต้น  หามีไม่  เพราะฉะนั้น  จึงไม่ควรขยายอารมณ์นั้น

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยควรขยายและไม่ควรขยายด้วยประการฉะนี้

'''๖ –โดยอารมณ์ของฌาน'''

:ข้อว่า  โดยอารมณ์ของฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณ ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๑๘  มีอารมณ์ไม่เป็นปฏิภาคนิมิต

:อนึ่ง  ในอนุสสติ ๑๐  ยกเว้นอานาปานสติกับกายคตาสติเสีย  อนุสสติที่เหลือ ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  จตุธาตุววัตถาน ๑  วิญญาณัญจายตนะ ๑  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑  รวม ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม  กสิณ  ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒ กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  คือ  พรหมวิหาร ๔  อากาสานัญจายตนะ ๑  อากิญจัญญายตนะ ๑  มีอารมณ์ที่พูดไม่ถูก  (คือ  ไม่ใช่สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต)

<sub><small>''(หน้าที่ 183)''</small></sub>

:อนึ่ง  วิปุพพกอสุภ ๑  โลหิตกอสุภ ๑  ปุฬุวกอสุภ ๑  อานาปานสติ ๑  อาโปกสิณ ๑  เตโชกสิณ ๑  วาโยกสิณ ๑  และอารมณ์คือดวงแสงแห่งอาทิตย์เป็นต้น  ที่ฉายเข้าไปข้างใน  โดยทางช่องหน้าต่างเป็นต้น  ในอาโลกกสิณนั้น ๑  รวม ๘  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เคลื่อนไหวได้  แต่ก็เคลื่อนไหวได้ในเบื้องต้นก่อนแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเท่านั้น  ส่วนที่เป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว  ก็สงบนิ่งเหมือนกัน  กัมมัฏฐานที่เหลือจาก ๘  กัมมัฏฐานนี้ มีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหว

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานในอารมณ์ของฌานด้วยประการฉะนี้

'''๗- โดยภูมิเป็นที่บังเกิด'''

:ก็แหละ  ในข้อว่า  โดยภูมิเป็นที่บังเกิด  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  กายคตาสติ ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  รวม  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร  เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลกชั้นนั้น  กัมมัฏฐาน ๑๒  นั้น  รวมกับอานาปานสติ ๑  เป็น ๑๓  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก  เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก  กัมมัฏฐานอื่น ๆ  นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  แล้ว ย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ  ส่วนในโลกมนุษย์  กัมมัฏฐานบังเกิดได้ครบหมดทั้ง  ๔๐  ประการ  

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยภูมิเป็นที่บังเกิด ด้วยประการฉะนี้

'''๘- โดยการถือเอา'''

:ในข้อว่า  โดยการถือเอา  นั้น  พึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐาน  แม้โดยการถือเอาด้วยวัตถุที่ได้เห็น,  ได้ถูกต้อง  และที่ได้ยินดังนี้ -  ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  ยกเว้นวาโยกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  กับ  อสุภ ๑๐  รวมเป็น ๑๙  กัมมัฏฐานนี้  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อธิบายว่า  ในเบื้องต้นต้องแลดูด้วยตาเสียก่อนแล้วจึงถือเอานิมิตของกัมมัฏฐานเหล่านั้นได้ในกายคตาสติ  อาการ ๕  คือ  ผม,  ขน,  เล็บ,  ฟัน,  และหนัง  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อาการที่เหลือ ๒๗  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  ดังนั้น  อารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน

<sub><small>''(หน้าที่ 184)''</small></sub>

:พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้อง  วาโยกสิณพึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ถูกต้อง  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก ๑๘  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐาน ๕  คือ  อุเปกขาพรหมวิหาร ๑  อารุปปกัมมัฏฐาน ๔  อันโยคีบุคคลผู้เริ่มลงมือทำกัมมัฏฐาน  จะพึงถือเอาไม่ได้ในทันทีทีเดียว  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๓๕  จึงถือเอาได้โดยทันที

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยการถือเอา ด้วยประการฉะนี้

'''๙- โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน'''

:ข้อว่า  โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านี้  ยกเว้นอากาสกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปฌานทั้งหลาย  กสิณทั้ง ๑๐  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญาทั้งหลาย   พรหมวิหาร ๓  (ข้างต้น)  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่ ๔  อารุปปกัมมัฏฐานบทต่ำ ๆ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปกัมมัฏฐานบทสูง ๆ  เนวสัญญานาสัญญายตนกัมมัฏฐาน  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธสมาบัติ  กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข  แก่วิปัสนากัมมัฏฐาน  และแก่ภวสมบัติทั้งหลาย

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ด้วยประการฉะนี้

'''๑๐ -  โดยเหมาะสมแก่จริยา'''

:ในข้อว่า  โดยเหมาะสมแก่จริยา   นี้  พึงทราบการวินิจฉัยแม้โดยความเหมาะสม  แก่จริยาทั้งหลาย  ดังนี้ –

:ประการแรก  ในกัมมัฏฐาน ๔๐  นั้น  กัมมัฏฐาน ๑๑  คือ  อสุภ ๑๐  กายคตาสติ ๑  ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต  กัมมัฏฐาน ๘  คือ  พรหมวิหาร ๔  วรรณกสิณ ๔  เหมาะสมแก่คนโทสจริต  อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเท่านั้น  เหมาะสมแก่คนโมหจริตและคนวิตกจริต  อนุสสติ ๖  ข้างต้น  เหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต  กัมมัฏฐาน ๔  คือ  มรณสติ ๑  อุปสมานุสสติ ๑

<sub><small>''(หน้าที่ 185)''</small></sub>

:จตุธาตุววัตถาน ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต  กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  กับอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เหมาะสมแก่คนทุกจริต  แต่ว่าในกสิณ ๑๐  นั้น  กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็กขนาดขันโอ  ย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต  ขนาดใหญ่กว่านั้นจนขนาดเท่าจานข้าวเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโมหจริตเป็นต้น  ฉะนี้

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเหมาะสมแก่จริยาในกัมมัฏฐาน ๔๐  นี้  ด้วยประการฉะนี้

'''สรุปความในจริยา'''

:ก็แหละ  ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้  ข้าพเจ้าแสดงไว้ด้วยอำนาจที่เป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงอย่างหนึ่ง   ด้วยอำนาจเป็นกัมมัฎฐานที่สบายแท้ ๆ  อย่างหนึ่ง   แต่อย่างไรก็ดี   ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว   ที่จะไม่กำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น   หรือที่จะไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น   เป็นอันไม่มี  ข้อนี้สมด้วยคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้  ซึ่งมีในเมฆิยสูตรว่า

:พึงเจริญธรรม ๔  ประการ  ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  คือ  พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายเพื่อประหานเสียซึ่งราคะ  พึงเจริญเมตตาเพื่อประหานเสียซึ่งพยาบาท  พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก  พึงเจริญอนิจจสัญญา  เพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ

:แม้ในราหุลสุตร  พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงพระกัมมัฏฐาน ๗  ประการ  โปรดพระราหุลเถระเพียงองค์เดียว  โดยนัยมีอาทิว่า  ดูก่อนราหุล  เธอจงเจริญซึ่งภาวนาอันมีเมตตาเป็นอารมณ์….  เพราะเหตุฉะนี้  นักศึกษาจงอย่าได้ทำความยึดถือเพียงแต่ในถ้อยแถลงที่แสดงไว้  กัมมัฏฐานอย่างโน้นเหมาะสมแก่จริตบุคคลประเภทโน้น  พึงค้นคว้าแสวงหาอรรถาธิบายในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั่วไปเถิด

:การวินิจฉัยกัมมัฏฐานกถาโดยพิสดาร  ในหัวข้อสังเขปว่า  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ยุติเพียงเท่านี้

<sub><small>''(หน้าที่ 186)''</small></sub>

'''วิธีเรียนเอากัมมัฏฐาน'''

:ก็แหละ  คำว่า  เรียน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้มีลักษณาการตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาในหัวข้อว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ฉะนี้แล้ว  พึงถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่พระอาจารย์  แล้วพึงทำตนให้เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  และมีอธิมุติอันสมบูรณ์  แล้วพึงขอเอาพระกัมมัฏฐานเถิด

'''คำถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ในการถวายตัวนั้น  โยคีบุคคลพึงกล่าวคำถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าว่าดังนี้-

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภควา  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้า  ขอถวายอัตภาพร่างกายอันนี้  แด่พระพุทธองค์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลครั้นไม่ได้ถวายตนอย่างนี้แล้ว  เมื่อหลีกไปอยู่ที่เสนาสนะอันเงียบสงัด  ครั้นอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งตั้งตนได้  จะเลี่ยงหนีไปยังแดนหมู่บ้าน  เกิดเป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์  ทำการแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร  ก็จะพึงถึงซึ่งความฉิบหายเสีย

'''อานิสงส์ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ได้ถวายตัวแล้ว  ถึงแม้จะมีอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็จะไม่เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด  มีแต่จะเกิดความโสมนัสอย่างเดียวโดยที่จะได้เตือนตนว่า  พ่อบัณฑิต  ก็วันก่อนนั้น  เจ้าได้ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าแล้ว  

<sub><small>''(หน้าที่ 187)''</small></sub>

:มิใช่หรือ ?  เหมือนอย่างว่า  บุรุษคนหนึ่งจะพึงมีผ้ากาสิกพัสตร์  (ผ้าที่ทำในแว่นแคว้นกาสี)  อย่างดีที่สุด  เมื่อผ้านั้นถูกหนูหรือพวกแมลงสาบกัด  เขาก็จะพึงเกิดความโทมนัสเสียใจ  แต่ถ้าเขาจะพึงถวายผ้านั้นแก่ภิกษุผู้ไม่มีจีวรไปเสีย  แต่นั้นถึงเขาจะได้เห็นผ้านั้นอันภิกษุเอามาตัดทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  เขาก็จะพึงเกิดแต่ความโสมนัสอย่างเดียว  ฉันใด  แม้คำอุปไมยนี้  นักศึกษาก็พึงทราบเหมือนฉันนั้น

'''คำถวายตัวแก่อาจารย์'''

:โยคีบุคคล  แม้เมื่อจะถวายตัวแก่พระอาจารย์  ก็พึงกล่าวคำถวายตัวดังนี้ –

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภนฺเต  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ  กระผมขอมอบถวายอัตภาพร่างกายอันนี้แก่ท่านอาจารย์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลผู้ไม่ได้ถวายตัวอย่างนี้  ย่อมจะเป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  บางทีก็จะเป็นคนว่ายากไม่เชื่อฟังโอวาท  บางทีก็จะเป็นคนตามแต่ใจตนเอง  อยากไปไหนก็จะไปโดยไม่บอกลาอาจารย์ก่อน  โยคีบุคคลเช่นนี้นั้น  อาจารย์ก็จะไม่รับสงเคราะห์ด้วยอามิส  หรือด้วยธรรมคือการสั่งสอน  จะไม่ให้ศึกษาวิชากัมมัฏฐานอันสุขุมลึกซึ้ง  เมื่อเธอไม่ได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการนี้แล้ว  ก็จะไม่ได้ที่พึ่งในพระศาสนา  ไม่ช้าไม่นานก็จะถึงซึ่งความเป็นคนทุศีล  หรือเป็นคฤหัสถ์ไปเลย

'''อานิสงส์ที่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ถวายตัวแล้ว  จะไม่เป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  ไม่เป็นคนตามแต่ใจตนเอง  จะเป็นคนว่าง่าย  มีความประพฤติติดเนื่องอยู่กับอาจารย์  เมื่อเธอได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการจากอาจารย์แล้ว  ก็จะถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนา  เหมือนอย่างพวกศิษย์อันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระเป็นตัวอย่าง

<sub><small>''(หน้าที่ 188)''</small></sub>

'''เรื่องศิษย์พระติสสเถระ'''

:มีเรื่องเล่าว่า  มีภิกษุ  ๓  รูป  ได้มาสู่สำนักพระติสสเถระแล้ว  ใน  ๓  รูปนั้น รูปหนึ่งกราบเรียนอาสาแก่พระเถระว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ  ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว  กระผมสามารถที่จะกระโดดลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ”   รูปที่สองกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว   กระผมสามารถที่จะเอาร่างกายนี้ฝนที่พื้นหินให้กร่อนไปตั้งแต่ส้นเท้าจนกระทั่งไม่มีร่างกายเหลืออยู่”   รูปที่สามกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้วกระผมสามารถที่จะกลั้นลมอัสสะปัสสาสะทำกาลกิริยาตายได้”   ฝ่ายพระเถระพิจารณาเห็นว่า   “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีความสมควรแล้ว”   จึงได้บอกพระกัมมัฎฐานให้   ภิกษุเหล่านั้นดำรงตนอยู่ในโอวาทของพระเถระ   ได้บรรลุซึ่งพระอรหัตแม้ทั้ง  ๓  รูปแล

:นี้เป็นอานิสงส์ในการมอบถวายตัว   ด้วยเหตุนี้   ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า   พึงมอบถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่อาจารย์   ฉะนี้

'''โยคีผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์'''

:ก็แหละ   ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า   เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์และมีอธิมุติอันสมบูรณ์   ฉะนี้นั้น   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  โดยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอำนาจแห่งธรรมมีอโลภะเป็นต้น

'''อรรถาธิบายของฏีกาจารย์'''

:ในอธิการนี้  ท่านฏีกาจารย์ได้อรรถาธิบายไว้อย่างพิสดารดังนี้ –

:ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  มีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลายและแก่โยคีบุคคลโดยพิเศษ  ทั้งนี้เพราะเป็นเหตุกำจัดเสียซึ่งโทษอย่างอนันต์  และเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณอย่างมหันต์

<sub><small>''(หน้าที่ 189)''</small></sub>

:เป็นความจริงอย่างนั้น  ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  ย่อมเป็นไปโดยความเป็นปฏิปักษ์แก่มลทินทั้งหลายมีมลทินคือความตระหนี่เป็นต้น  สมจริงตามที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในอรรถกถาแห่งอภิธรรม  ดังต่อไปนี้ –

:อโลภะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความตระหนี่  อโทสะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความทุศีล  อโมหะ  เป็นปฏิปักษ์แก่การไม่ภาวนาในกุศลธรรมทั้งหลาย  แหละใน  ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  เป็นเหตุแห่งทาน  อโทสะ  เป็นเหตุแห่งศีล  อโมหะ  เป็นเหตุแห่งภาวนา  แหละใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลย่อมถืออย่างไม่ตรึงเครียดด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้ว  ย่อมถืออย่างตรึงเครียด  บุคคลย่อมถืออย่างไม่หย่อนยานด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้ว  ย่อมถืออย่างหย่อนยาน  บุคคลย่อมถืออย่างไม่วิปริตผิดเพี้ยนด้วย  อโมหะ  เพราะคนที่หลงแล้วย่อมถืออย่างวิปริตผิดเพี้ยน

:อีกอย่างหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลทรงจำโทษอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นโทษและประพฤติเป็นไปในโทษนั้นด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้วย่อมปกปิดโทษไว้  บุคคลทรงจำคุณอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นคุณและประพฤติเป็นไปในคุณนั้นด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้วย่อมลบล้างคุณเสีย  บุคคลทรงจำซึ่งสภาวะที่เป็นจริงโดยเป็นสภาวะที่เป็นจริงและประพฤติเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริงนั้นด้วย  อโมหะ  เพราะคนหลงแล้วย่อมยึดถือสิ่งที่เปล่าว่าไม่เปล่าและสิ่งที่ไม่เปล่าว่าเปล่า  อนึ่ง  ทุกข์เพราะพรากจากสิ่งที่รักย่อมไม่เกิดมีด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่โลภแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งเป็นที่รักด้วย  เพราะอดกลั้นไว้ไม่ได้ต่อการ  พรากจากสิ่งที่รักด้วย  ทุกข์เพราะประจวบกับสิ่งไม่เป็นมี่รักย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะคนโกรธแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งไม่เป็นที่รักด้วย  ทุกข์เพราะไม่ได้สมหวัง  ย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่ไม่หลงเป็นแดนเกิดแห่งการใคร่ครวญพิจารณาว่าข้อนั้นจะพึงได้  ณ  ที่นี้  แต่ที่ไหนเล่า ?

:อีกประการหนึ่ง  ในเหตุ ๓  อย่างนั้น  ชาติทุกข์ไม่มี  ด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะอโลภะเป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหา  เพราะชาติทุกข์มีตัณหาเป็นมูลราก  ชราทุกข์ไม่มีด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความโกรธอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้แก่เร็ว  มรณทุกข์ไม่มีด้วย

<sub><small>''(หน้าที่ 190)''</small></sub>

:อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความหลงตายเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์  และมรณทุกข์นั้นย่อมไม่มีแก่คนที่ไม่หลง  อนึ่ง  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบาย ย่อมมีแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบายย่อมมีแก่บรรพชิตทั้งหลายด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  ส่วนความอยู่ร่วมกันอย่างสบายสำหรับคนทุกเพศ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อว่าโดยพิเศษแล้ว  ในเหตุ ๓  นั้น  ด้วย  อโลภเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในเปตติวิสัย  จริงอยู่  ส่วนมากสัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงเปตติวิสัยด้วยตัณหา  และอโลภะก็เป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหาด้วย  ด้วย  อโทสเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในนรก  จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงนรกอันคล้ายกับโทสะด้วยโทสะเป็นเหตุ  เพราะเป็นผู้มีสันดานดุร้าย  และอโทสะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โทสะด้วย  ด้วย  อโมหเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน  จริงอยู่  สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉานอันหลงอยู่ตลอดกาล  ด้วยโมหะเป็นเหตุ  และอโมหะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โมหะด้วย  อนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ทำให้ไม่มีการประจวบด้วยอำนาจราคะ  อโทสเหตุ ทำให้ไม่มีการพลัดพรากด้วยอำนาจโทสะ  อโมหเหตุ  ทำให้ไม่มีความไม่เป็นกลางด้วยอำนาจโมหะ

:อีกประการหนึ่ง  สัญญา ๓  เหล่านี้  คือ  เนกขัมมสัญญา  สัญญาในการออกจากกาม ๑  อัพยาปาทสัญญา  สัญญาในอันไม่พยาบาท ๑  อวิหิงสาสัญญา  สัญญาในอันไม่เบียดเบียน ๑  และสัญญาอีก ๓  เหล่านี้  คือ  อสุภสัญญา  สัญญาในความไม่งาม ๑  อัปปมาณสัญญา  สัญญาในอันไม่มีประมาณ ๑  ธาตุสัญญา  สัญญาในความเป็นธาตุ ๑  ย่อมมีได้ด้วยเหตุแม้ทั้ง ๓  ประการนี้โดยลำดับ  อนึ่ง  การงดเว้นซึ่งขอบทางคือกามสุขัลลิกานุโยค  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การงดเว้นซึ่งขอบทางคืออัตตกิลมถานุโยคย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การดำเนินไปสู่ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  การทำลายอภิชฌากายคันถะย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การทำลายพยาบาทกายคันถะ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การทำลายคันถะ ๒  ที่เหลือ  คือ  สีลัพพตปรามาส  และอิทังสัจจาภินิเวส  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  สตปัฏฐาน ๒  ข้อต้น  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุ ๒  ข้างต้น  สติปัฏฐาน ๒  ข้อหลัง  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุข้อหลังข้อเดียว

<sub><small>''(หน้าที่ 191)''</small></sub>

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความไม่มีโรค  จริงอยู่คนที่ไม่มีโลภย่อมไม่เสพอาหารอันไม่เป็นที่สบาย  แม้ที่เร้าให้อยากกิน  จึงเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยเหตุนั้น  อโทสเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นหนุ่ม  จริงอยู่  คนที่ไม่โกรธ  อันไฟคือความโกรธไม่เผาผลาญด้วยอำนาจทำหนังให้เหี่ยวและทำผมให้หงอก  ย่อมเป็นหนุ่มอยู่ได้นาน ๆ  อโมหเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความมีอายุยืน  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แล้ว  ละเว้นเสียซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  ส้องเสพแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่โภคสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้โภคสมบัติด้วยการบริจาค  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่มิตตสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้มิตรทั้งหลายด้วยเมตตา  และเพราะไม่เสื่อมมิตรก็ด้วยเมตตา  อโมหะ   เป็นปัจจัยแก่อัตตสมบัติ  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างเดียว  ย่อมทำตนให้สมบูรณ์  อนึ่ง  อโลภะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างเทวดา  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพรหม  อโมหะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพระอริยเจ้า

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของตนด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะทุกข์ซึ่งเป็นเหตุปรุงแต่งไม่มีเพราะสัตว์และสังขารเหล่านั้นพินาศไป  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของคนอื่นด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความจองเวรแม้ในคนคู่เวรทั้งหลายไม่มีสำหรับคนที่ไม่โกรธ  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายเป็นกลาง ๆ ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความปรุงแต่งทั้งปวงไม่มีสำหรับคนที่ไม่หลง

:อีกอย่างหนึ่ง  การเห็นอนิจจัง  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  จริงอยู่  คนที่โลภแล้วย่อมไม่เห็นสังขารทั้งหลายแม้ที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่เที่ยง  ด้วยหวังในการส้องเสพอยู่  การเห็นทุกขังย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  จริงอยู่  คนที่มีอัชฌาสัยไม่โกรธ  เป็นผู้ปล่อยวางอาฆาตวัตถุแล้วย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์  การเห็นอนัตตาย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  เป็นผู้ฉลาดในการถือเอาตามความจริง  ย่อมรู้แจ้งขันธ์ ๕  อันไม่ได้เป็นผู้นำ  อนึ่ง  ทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นไม่เที่ยงเป็นต้น  ย่อมมีได้

<sub><small>''(หน้าที่ 192)''</small></sub>

:ด้วยเหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ฉันใด  แม้เหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ก็มีได้ด้วยทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นอนิจจังเป็นต้นเช่นเดียวกัน  จริงอยู่  อโลภะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนิจจัง  อโทสะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นทุกขัง  อโมหะ   ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนัตตา  ก็ใครเล่ารู้โดยถูกต้องว่าขันธ์ ๕  นี้เป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังความรักให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ขันธ์ ๕  นั้น  หรือรู้สังขารทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังทุกข์เพราะความโกรธอันคมกล้าที่สุดแม้อื่นอีกให้เกิดขึ้น  และรู้ความว่างเปล่าจากตัวตนของสังขารทั้งหลายแล้ว  จะพึงยังความหลงงมงายให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

:ด้วยเหตุดังพรรณนามานี้  ท่านฏีกาจารย์จึงให้อรรถาธิบายคำว่าผู้มีอัฌชาสัยสมบูรณ์ไว้ว่า  อัฌชาสัยของบุคคลนี้สมบูรณ์แล้ว  ด้วยอำนาจการยังศีลสมบัติเป็นต้นอันเป็นส่วนเบื้องต้นให้สำเร็จ  และด้วยความเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่โลกุตตรธรรมทั้งหลาย  เหตุนั้น  บุคคลนี้จึงชื่อว่า  สมฺปนฺนชฺฌาสโย  ผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์แล้ว  ฉะนี้

'''อัชฌาสัย  ๖  ประการ'''

:มีความจริงอยู่ว่า  โยคีบุคคลผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์เห็นปานฉะนี้  ย่อมจะบรรลุพระโพธิญาณ ๓  ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง  สมกับที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า –

:อัชฌาสัย ๖  ประการ  ย่อมเป็นไปด้วยความแก่แห่งโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  คือ

:๑.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ    เห็นโทษในความโลภ

:๒.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โกรธ    เห็นโทษในความโกรธ

:๓.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่หลง    เห็นโทษในความหลง

:๔.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในการออกบวช  เห็นโทษในฆราวาส

<sub><small>''(หน้าที่ 193)''</small></sub>

:๕.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยชอบความสงัด  เห็นโทษในการคลุกคลีกับหมู่คณะ  และ

:๖.      พระโพธิสัตว์ทังหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในพระนิพพาน  เห็นโทษในภพและคติทั้งปวง

:ก็แหละ  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  พระขีณาสพ  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายจำพวกใดจำพวกหนึ่ง  ทั้งที่ล่วงไปแล้ว  ทั้งที่จะมีมาในอนาคต  ทั้งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งหมดนั้นได้บรรลุแล้วซึ่งคุณวิเศษอันตนและตน  พึงบรรลุด้วยอาการทั้งหลาย  ๖  ประการนี้นั่นเทียว  เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลพึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์ด้วยอาการ ๖  ประการเหล่านี้

'''โยคีผู้มีอธิมุติสมบูรณ์'''

:ก็แหละ  อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอธิมุติ  ด้วยความเป็นผู้น้อมจิตไปเพื่อประโยชน์นั้น  อธิบายว่า  พึงเป็นผู้น้อมจิตไปในสมาธิ  เป็นผู้หนักในสมาธิ  เป็นผู้โน้มจิตไปในสมาธิ  และพึงเป็นผู้น้อมจิตไปในนิพพาน  เป็นผู้หนักในนิพพาน  เป็นผู้โน้มจิตไปในนิพพาน

'''วิธีสอนกัมมัฏฐาน'''

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลนั้นซึ่งมีอัชฌาสัยและอธิมุติสมบูรณ์ได้ที่แล้วดังพรรณนามานี้ขอเอากัมมัฏฐาน  อันอาจารย์ผู้ได้สำเร็จเจโตปริยญาณ  พึงตรวจสอบวารจิตให้ทราบจริยาเสียก่อน  สำหรับอาจารย์ที่ไม่ได้สำเร็จเจโตปริยญาณนอกนี้  พึงทราบจริยาโดยสอบถามโยคีบุคคลโดยนัยมีอาทิว่า  เธอเป็นคนจริตอะไร  หรือธรรมอะไรบ้างรบกวนเธอมาก  หรือเมื่อเธอพิจารณาถึงกัมมัฏฐานข้อไหน  จึงมีความผาสุกสบาย  หรือจิตของเธอน้อมไปในกัมมัฏฐานข้อไหน  ครั้นทราบจริยาอย่างนี่แล้ว  จึงสอนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยาต่อไป

'''พึงสอนกัมมัฏฐานด้วย  ๓  วิธี'''

:ก็แหละ  อันอาจารย์นั้น  เมื่อจะสอนกัมมัฏฐานพึงสอนด้วยวิธี ๓  ประการ  คือ  สำหรับโยคีบุคคลผู้เรียนกัมมัฏฐานอยู่แล้วตามปกติ  พึงให้สาธยายให้ฟังต่อหน้าสัก ๑  หรือ ๒  ที่นั่ง  (๑-๒ จบ)  แล้วจึงมอบให้  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่อยู่ประจำในสำนัก  พึงสอนให้ทุก ๆครั้งที่เธอมาหา  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่เรียนเอาแล้วประสงค์จะไปปฏิบัติ  ณ  ที่อื่น  พึงสอนอย่าให้ย่อเกินไป  อย่าให้พิสดารเกินไป  อย่างหนึ่ง

<sub><small>''(หน้าที่ 194)''</small></sub>

'''พึงสอนให้ทราบอาการ  ๙  อย่าง'''

:ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  เมื่ออาจารย์จะสอนปถวีกสิณกัมมัฏฐานเป็นประการแรก  พึงสอนให้ทราบอาการ ๙  เหล่านั้น  คือ  โทษแห่งกสิณ ๔  อย่าง ๑  วิธีทำดวงกสิณ ๑  วิธีภาวนาซึ่งกสิณที่ทำแล้ว ๑  นิมิต  ๒  อย่าง  สมาธิ  ๒  อย่าง ๑  ธรรมเป็นที่สบายและไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่าง ๑  ความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐  อย่าง  ๑  การทำความเพียรให้สม่ำเสมอ ๑  วิธีแห่งอัปปนา ๑

:แม้ในกัมมัฏฐานที่เหลือทั้งหลาย  ก็พึงสอนอาการอันสมควรแก่กัมมัฏฐานนั้น ๆ  อาการทั้งหมดนั้นจักแจ้งชัดในวิธีภาวนาของกัมมัฏฐานทั้งหลายเหล่านั้น

'''โยคีบุคคลต้องจำให้แม่นยำ'''

:ก็แหละ  เมื่ออาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้อยู่ด้วยอาการอย่างนี้  อันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งใจฟัง  จำเอานิมิตนั้นให้ได้  คือเอาอาการนั้น ๆ  มาผูกไว้ในใจอย่างนี้ว่า  นี้เป็นบทหลังนี้เป็นบทหน้า  นี้เป็นใจความของบทนั้น  นี้เป็นอธิบายของบทนั้น  และบทนี้เป็นคำอุปมา

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลฟังอยู่โดยความเคารพ  จำเอานิมิตได้อย่างนี้แล้ว  ย่อมเป็นอันชื่อว่า  เรียนเอากัมมัฏฐานด้วยดีแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้  การบรรลุคุณวิเศษ  ก็จะสำเร็จแก่เธอ  เพราะอาศัยการเรียนเอาด้วยดีแล้วนั้น  แต่ย่อมจะไม่สำเร็จแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ได้เรียนเอาด้วยดีนอกนี้

:อรรถาธิบายความแห่งคำว่า   เรียน  นี้  ยุติเพียงเท่านี้

:ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าบทอันเป็นหัวข้อสังเขปว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรแล้ว  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการ  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  ดังนี้  อันข้าพเจ้าได้อธิบายให้พิสดารแล้วโดยสิ้นเชิง  ด้วยประการฉะนี้แล

'''กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริเฉทที่  ๓'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นเพื่อความปราโมชแห่สาธุชน'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''

<sub><small>''(หน้าที่ 136)''</small></sub>

:เป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  แต่เป็นไปในอารมณ์ที่ขยายแล้ว  สมาธินี้ชื่อว่า  ปริตตอัปปมาณารัมมณสมาธิ  สมาธิมีประมาณน้อยมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ส่วนสมาธิใดคล่องแคล่วแล้ว  สามารถที่จะเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  แต่เป็นไปในอารมณ์ที่ไม่ได้ขยาย  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธิหาประมาณมิได้มีอารมณ์มีประมาณน้อย  

:หมวดที่ ๓  ที่ว่า  สมาธิมี ๔  อย่าง  โดยแยกเป็นองค์แห่งฌาน ๔  นั้น  โดยแยกเป็นองค์แห่งฌาน ๔  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  คือ –

:ปฐมฌานมีองค์ ๕  ด้วยอำนาจวิตก ๑  วิจาร ๑  ปีติ ๑  สุข ๑  สมาธิ ๑  ซึ่งข่มนิวรณ์ได้แล้ว  เหนือจากปฐมฌานไป  วิตกกับวิจารสงบลง  ทุติยฌานจึงมีเพียงองค์ ๓  คือ  ปีติ ๑  สุข ๑  สมาธิ ๑ เหนือจากทุติฌานไป  ปีติสร่างหายไป  ตติฌานจึงมีเพียงองค์ ๒  คือ  สุข ๑  สมาธิ ๑  เหนือจากตติยฌานไปละสุขเสีย  แต่จตุตถฌานคงมีองค์ ๒  ด้วยอำนาจสมาธิ ๑  ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา ๑  ด้วยประการฉะนี้  องค์แห่งฌาน ๔  เหล่านี้จึงเป็นสมาธิ ๔  อย่าง

:สมาธิ ๔  อย่างโดยแยกเป็นองค์ฌาน ๔  ยุติเพียงเท่านี้

:หมวดที่ ๔  ที่ว่า  สมาธิมี ๔  โดยแยกเป็น  หานภาคิยสมาธิ  เป็นต้น  มีอรรถาธิบาย  ดังนี้  คือ –

:สมาธิ ๔  อย่างได้แก่  หานภาคิยสมาธิ ๑  ฐิติภาคิยสมาธิ ๑  วิเสสภาคิยสมาธิ ๑  นิพเพธภาคิยสมาธิ ๑  อธิบายว่า  ในสมาธิ ๔  อย่างนั้น  พึงทราบว่า  ที่ชื่อว่า  หานภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  ด้วยอำนาจของความรบกวนของธรรมเป็นข้าศึกของฌานนั้น ๆ มีนิวรณ์,  วิตกและวิจาร  เป็นต้น  ชื่อว่า  ฐิติภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งความติดแน่น  ด้วยอำนาจความติดแน่นด้วยสติอันสมควรแก่สมาธินั้น  ที่ชื่อว่า  วิเสสภาคิยสมาธิสมาธิเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  ด้วยอำนาจเป็นเหตุบรรลุซึ่งคุณวิเศษเบื้องสูงขึ้นไป  และที่ชื่อว่า  นิพเพธภาคิยสมาธิ  สมาธิเป็นไปในส่วนแห่งอันแทงทะลุสัจธรรม  ด้วยอำนาจความใฝ่ใจในสัญญาอันประกอบด้วยนิพพิทาญานและความเร่งเร้า  เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –

<sub><small>''(หน้าที่ 137)''</small></sub>

:บุคคลผู้ใดสำเร็จปฐมฌาน  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยความหมายมั่นในกามคุณ  ย่อมเร่งเร้ารบกวนอยู่  ปัญญาก็ยังมีส่วนแห่งความเสื่อม,  สติอันสมควรแก่ฌานนั้น  ย่อมติดแน่น  ปัญญาก็มีส่วนแห่งความติดมั่น,  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยฌานที่ไม่มีวิตก  ย่อมเร่งเร้า  ปัญญาก็มีส่วนแห่งคุณวิเศษ,  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยญาณเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย  ย่อมเร่งเร้า  ปัญญามีส่วนแห่งความแทงทะลุสัจธรรม  ประกอบด้วยธรรมอันคลายความกำหนัด

:ก็แหละ  แม้สมาธิที่ประกอบด้วยปัญญานั้น  ก็จัดเป็นสมาธิ ๔  อย่าง  ฉะนี้

:สมาธิ ๔ อย่างโดยแยกเป็น  หานภาคิยสมาธิ  เป็นต้น  ยุติเพียงเท่านี้

:หมวดที่ ๕  ที่ว่ามี ๔  อย่างโดยแยกเป็น  กามาวจรสมาธิ  เป็นต้นนั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้  คือ –

:สมาธิ ๔  อย่างนั้น  คือ  กามาวจรสมาธิ ๑  อรูปาวจรสมาธิ ๑  อปริยาปันนสมาธิ ๑  อธิบายว่า  ในสมาธิ ๔  อย่างนั้น  เอกัคคตาในอุปจารฌานแม้ทั้งสิ้น  เรียกว่า  กามาวจรสมาธิ  จิตเตกัคคตาอันเป็นรูปาวจรกุศล  เรียกว่า  รูปาวจรสมาธิ  จิตเตกัคคตาอันเป็นอรูปาวจรกุศล เรียกว่า  อรูปาวจรสมาธิ  จิตเตกัคคตาอันเป็นโลกุตตรกุศล  เรียกว่า  อปริยาปันนสมาธิ

:สมาธิ ๔  อย่างโดยแยกเป็น  กามาวจรสมาธิ  เป็นต้น  ยุติเพียงเท่านี้

:หมวดที่ ๖  ที่ว่า  สมาธิมี  ๔  อย่างโดยแยกเป็น  อธิบดี ๔ นั้น  มีอรรถาธิบายโดยมีพระบาลีรับสมอ้าง  ดังนี้  คือ-

:ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้ว  ได้สมาธิ  ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  สมาธินี้เรียกว่า  ฉันทาธิปติสมาธิ  ถ้าภิกษุทำวีริยะให้เป็น 

<sub><small>''(หน้าที่ 138)''</small></sub>

:อธิบดีแล้ว  ได้สมาธิ  ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียวสมาธินี้เรียกว่า  วีริยาธิปติสมาธิ  ถ้าภิกษุทำจิตให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  สมาธินี้เรียกว่า  จิตตาธิปติสมาธิ  ถ้าภิกษุทำวิมังสาคือปัญญาให้เป็นอธิบดีแล้ว  ได้สมาธิ  ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  สมาธินี้เรียกว่า  วิมังสาธิปติสมาธิ

:สมาธิ ๔  อย่าง  โดยแยกเป็นอธิบดี ๔  ยุติเพียงเท่านี้  

'''อธิบายสมาธิ ๕  อย่าง'''

:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๕  อย่างนั้น  นักศึกษาพึงทราบภาวะที่แยกสมาธิเป็น ๕  อย่าง  ด้วยอำนาจแห่งองค์ฌานทั้ง ๕  ในปัญจกนัยดังนี้  คือ –

:ฌานที่จัดเป็น ๕  ฌานนั้น  เพราะแยกทุติยฌานที่กล่าวไว้ในประเภทแห่งฌานโดยจตุกกนัยเป็น ๒ ฌานอย่างนี้คือ เป็นทุติยฌานด้วยก้าวล่วงแต่วิตก ๑  เป็นตติยฌานด้วยก้าวล่วงทั้งวิตกวิจาร ๑  (นอกนั้นเหมือนในจตุกกนัย  กล่าวคือ  ปฐมฌานมีองค์ ๕  ได้แก่  วิตก,  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  ทุติยฌานมีองค์ ๔  ได้แก่  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  ตติยฌานมีองค์  ๓  ได้แก่  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  จตุตถฌานมีองค์ ๒  ได้แก่  สุข  และสมาธิ  ปัญจมฌานมีองค์ ๒  ได้แก่  อุเบกขาและสมาธิ)  ก็แหละ  องค์แห่งฌาน ๕ เหล่านั้น  เรียกว่า  สมาธิ ๕  อย่างด้วยประการฉะนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่  ๕  ที่  ๖'''

:ก็แหละ  ในปัญหา  ๒  ข้อที่ว่า  อะไรเป็นความเศร้าหมองของสมาธิ  และ  อะไรเป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ  นี้  พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนาไว้  ในฌานวิภังค์แห่งคัมภีร์วิภังคปกรณ์แล้วนั่นเทียว  เป็นความจริงทีเดียว  ในฌานวิภังค์นั้นท่านแสดงไว้ว่า  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  ชื่อว่า  สังกิเลสคือความเศร้าหมองธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  ชื่อว่า  โวทานะคือความผ่องแผ้ว

:ในธรรม ๒  อย่างนั้น  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  นักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังนี้ว่า  บุคคลผู้ใดสำเร็จปฐมฌาน  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายซึ่ง 

<sub><small>''(หน้าที่ 139)''</small></sub>

:ประกอบด้วยความมุ่งมั่นในกามคุณ  ย่อมรบเร้าได้อยู่  ปัญญาก็มีส่วนแห่งความเสื่อม  อธิบายว่า  โยคีบุคคลผู้ได้สำเร็จปฐมฌานอันไม่คล่องแคล่ว  เมื่อออกจากปฐมฌานนั้นแล้ว  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลาย  ซึ่งเป็นสภาวะที่ประกอบด้วยความมั่นหมายในกามคุณด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ย่อมรบเร้า  คือกระตุ้นเตือนได้อยู่  ปัญญาในปฐมฌานของโยคีบุคคลนั้นก็เสื่อมไป  ด้วยอำนาจความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายที่มุ่งดิ่งไปหากามคุณ  เพราะฉะนั้น  ปัญญาจึงมีส่วนแห่งความเสื่อม

:ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  นักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังนี้ว่า  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยฌานที่ไม่วิตก  ย่อมเร่งเร้า  ปัญญาก็มีส่วนแห่งคุณวิเศษ  อธิบายว่า  เมื่อโยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนั้นใฝ่ใจถึงทุตติยฌานอันไม่มีวิตกอยู่  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายซึ่งประกอบด้วยฌานอันไม่มีวิตก  ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ย่อมเร่งเร้า  คือกระตุ้นเตือน  ซึ่งโยคีบุคคลนั้นผู้ออกจากปฐมฌานอันคล่องแคล่วแล้ว  ทั้งนี้เพื่อต้องการที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌานต่อไป  ปัญญาในปฐมฌานของโยคีบุคคลนั้น  ด้วยอำนาจความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายที่มุ่งหน้าสู่ทุติยฌาน  ชื่อว่า  เป็นปัญญามีส่วนแห่งคุณวิเศษ  เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งการบังเกิดขึ้นของทุติยฌาน  อันนับเป็นคุณวิเศษ

:แต่อย่างไรก็ดี  ณ  ที่นี้ประสงค์เอาสมาธิซึ่งประกอบด้วยปัญญานั้น  ส่วนหานภาคิยธรรม  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  และวิเสสภาคิยธรรม  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  ในทุติยฌานเป็นต้น  นักศึกษาพึงทราบโดยวิธีที่กล่าวไว้แล้วในปฐมฌานนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๗'''

:ก็แหละ  ในปัญหาข้อที่ว่า  สมาธินั้นจะพึงเจริญภาวนาอย่างไร  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:สมาธิอันประกอบด้วยอริยมรรคนี้ใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำมีอาทิว่า  สมาธิมี ๒  อย่าง  โดยแยกเป็น  โลกิยสมาธิ ๑  โลกุตตรสมาธิ ๑  ฉะนี้  นัยแห่งการภาวนาซึ่งสมาธิอัน

<sub><small>''(หน้าที่ 140)''</small></sub>

:ประกอบด้วยอริยมรรคนั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้กับนัยแห่งปัญญาภาวนาแล้วนั่นเทียว  เพราะว่า  เมื่อปัญญาอันโยคีบุคคลภาวนาให้เกิดขึ้นแล้ว  ก็เป็นอันได้ภาวนาให้สมาธินั้นเกิดขึ้นด้วย  เพราะฉะนั้น  อริยมัคคสมาธินั้น  ข้าพเจ้าจะไม่ยกเอามาอธิบายไว้แผนกหนึ่งต่างหากจากปัญญาภาวนาแต่ประการใดว่า  อริยมัคคสมาธินั้นพึงเจริญภาวนาอย่างนี้ ๆ

'''วิธีภาวนาสมาธิโดยสังเขป'''

:ส่วนสมาธิที่เป็นโลกิยะนี้ใด  สมาธินั้นข้าพเจ้าจะยกมาอธิบายด้วยภาวนาวิธีต่อไปดังนี้ –

:โยคีบุคคลชำระศีลทั้งหลายให้บริสุทธิ์ตามนัยที่ได้แสดงมาในสีลนิเทศนั้นแล้ว  พึงตั้งตนไว้ในศีลอันบริสุทธิ์ดีแล้วนั้น  บรรดาปลิโพธเครื่องกังวล ๑๐  ประการอย่างใดมีอยู่แก่ตน  ก็จงตัดปลิโพธเครื่องกังวลอย่างนั้นเสียให้สิ้นห่วง  แล้วพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐานเรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการ  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  แล้วพึงออกจากวัดที่ไม่สมควรแก่การที่จะภาวนาสมาธิไปอยู่ในวัดที่สมควร  ครั้นแล้วพึงทำการตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ  เช่นตัดเล็บโกนหนวดเป็นต้น  ให้สิ้นเสร็จเรียบร้อย  แต่นั้นพึงลงมือภาวนาสมาธินั้น  ด้วยไม่ทำวิธีภาวนาทุก ๆ อย่างให้ขาดตกบกพร่องไป

:นี้เป็นวิธีภาวนาอย่างสังเขปในสมาธิภาวนานี้

'''วิธีภาวนาสมาธิโดยพิสดาร'''

:ส่วนวิธีภาวนาอย่างพิสดาร  มีอรรถาธิบายตามลำดับ  มีดังต่อไปนี้ –

'''ปลิโพธ  ๑๐  อย่าง'''

:คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้โดยสังเขปว่า  บรรดาปลิโพธเครื่องกังวล  ๑๐  ประการ  อย่างใดมีอยู่แก่ตน  ก็จงตัดปลิโพธเครื่องกังวลอย่างนั้นเสียให้สิ้นห่วง  ดังนี้  ในคำนั้นมีอรรถาธิบายโดยพิสดาร  ดังนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 141)''</small></sub>

:อาวาโส  จ  กุลํ  ลาโก          คโณ  กมฺมญจ  ปญฺจมํ

:อทฺธานํ  ญาติ  อาพาโธ          คนฺโถ  อิทฺธีติ  เต  ทส

:ปลิโพธ  เครื่องทำให้เกิดความกังวลนั้น  มีอยู่  ๑๐  ประการ  คือ

:๑.      อาวาสปลิโพธ              เครื่องกังวลคือที่อยู่

:๒.      กุลปลิโพธ                   เครื่องกังวลคือตระกูล

:๓.      ลาภปลิโพธ                 เครื่องกังวลคือลาภสักการะ

:๔.      คณปลิโพธ                  เครื่องกังวลคือหมู่คณะ

:๕.      กัมมปลิโพธ    เครื่องกังวลคือนวกรรม

:๖.      อัทธานปลิโพธ    เครื่องกังวลคือการเดินทาง

:๗.      ญาติปลิโพธ    เครื่องกังวลคือ ญาติ

:๘.      อาพาธปลิโพธ    เครื่องกังวลคือโรคภัยไข้เจ็บ

:๙.      คันถปลิโพธ     เครื่องกังวลคือการเล่าเรียน

:๑๐.      อิทธิปลิโพธ    เครื่องกังวลคือการแสดงอิทธิฤทธิ์

:ในปลิโพธ  ๑๐  ประการนั้น  มีอรรถาธิบายตามลำดับ  ดังนี้ -  ที่อยู่นั่นเอง  ชื่อว่า  อาวาสปลิโพธ  ได้แก่เครื่องกังวลคือที่อยู่  แม้ในปลิโพธอื่น ๆ  มีกุลปลิโพธเป็นต้น  ก็มีความหมายทำนองเดียวกันนี้

'''อธิบายอาวาสปลิโพธ'''

:ห้องเล็ก ๆ แม้เพียงห้องเดียว  บริเวณแม้เพียงแห่งเดียว  หรือแม้ทั่วทั้งสังฆาราม  เรียกว่า  ที่อยู่  ที่อยู่นี้นั้นหาได้เป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุไปเสียหมดทุกรูปไม่  หากแต่ภิกษุใดกำลังขวนขวายอยู่ในการก่อสร้างเป็นต้นในวัดนั้น  หรือเป็นผู้สะสมสิ่งของไว้มากในวัดนั้น  หรือเป็นผู้มีความห่วงใยมีจิตผูกพันอยู่ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในวัดนั้น  ที่อยู่ย่อมเป็นเครื่องกังวลเฉพาะแก่ภิกษุนั้น  หาเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุอื่นนอกนี้ก็หาไม่  ในประการที่ที่อยู่ไม่เป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุนี้นั้น  มีเรื่องตัวอย่างดังต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 142)''</small></sub>

'''เรื่องภิกษุ  ๒  รูป'''

:ได้ยินว่า  มีกุลบุตรอยู่  ๒  คน  ได้พากันออกจากเมืองอนุราธปุระไปโดยลำดับ  แล้วพากันไปบวชอยู่  ณ  วัดถูปาราม  ในภิกษุ  ๒  รูปนั้น  รูปหนึ่งท่องมาติกาทั้ง  ๒  ได้อย่างคล่องแคล่ว  ครั้นพรรษาครบ ๕  ปวารณาออกพรรษาแล้ว  ไปอยู่  ณ  วัดป่าชื่อปาจีนขัณฑราชี  (อยู่ที่ราวป่าระหว่างหุบเขาด้านทิศตะวันออก)  อีกรูปหนึ่งอยู่ที่วัดถูปารามนั่นเอง  ภิกษุรูปที่อยู่วัดป่าปาจีนขัณฑราชีนั้น  อยู่ ณ ที่นั้นนานจนเป็นพระเถระ  จึงคิดขึ้นมาได้ว่า  “สถานที่นี้เหมาะสำหรับที่จะหลีกเร้นอยู่  ถ้ากระไร  เราจะบอกสถานที่นี้แก่พระสหายด้วย”  เธอได้ออกจากวัดป่าปาจีนขัณฑราชีนั้น  ได้ไปถึงวัดถูปารามโดยลำดับ

:ส่วนพระเถระผู้บวชร่วมพรรษากัน  ครั้นได้เป็นพระเถระอาคันตุกะกำลังเดินเข้ามา  จึงรีบลุกขึ้นไปทำการปฏิสันถาร ช่วยรับบาตรและจีวรทำอาคันตุกวัตรด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี  พระเถระผู้อาคันตุกะ  ครั้นเข้าไปอยู่ในเสนาสนะแล้ว  จึงคิดในใจว่า  “บัดนี้พระสหายของเราคงจักส่งเนยใส,  น้ำอ้อยหรือเครื่องดื่มมาให้เป็นแน่  เพราะเขาอยู่ในเมืองนี้มานานแล้ว”  เมื่อพระอาคันตุเถระไม่ได้อะไรในตอนกลางคืนตามที่คิด  ตกมาถึงตอนเช้าจึงคิดอีกว่า  “บัดนี้พระสหายของเราคงจักส่งข้าวต้มและของเคี้ยวที่ได้รับจากอุปัฏฐากทั้งหลายมาให้”  แต่แล้วก็มิได้เห็นสิ่งของนั้น  จึงคิดว่า  “ชะรอยจะไม่มีคนมาส่ง  เขาคงจักถวายแก่ภิกษุผู้เข้าไปรับเองกระมัง”  จึงได้เข้าไปในบ้านพร้อมกับพระสหายนั้นแต่เช้าทีเดียว

:พระเถระทั้ง ๒  นั้นพากันไปบิณฑบาตที่ถนนสายหนึ่งได้ข้าวต้มประมาณหนึ่งกระบวย  แล้วพากันไปนั่งดื่มข้าวต้มที่โรงฉัน  ขณะนั้น  พระอาคันตุกเถระคิดว่า  “ชะรอยข้าวต้มที่เขาถวายประจำจะไม่มี  บัดนี้  มนุษย์ทั้งหลายคงจักถวายข้าวสวยอย่างประณีตในเวลาอาหาร”  แต่แล้วก็ผิดหวัง  แม้ในเวลาอาหารพระอาคันตุกเถระก็ฉันอาหารที่ไปบิณฑบาตได้มาเท่านั้น  จึงถามพระเถระผู้สหายว่า  “สหาย  คุณเลี้ยงชีวิตมาตลอดกาลด้วยทำนองนี้หรือ ?”  พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า  “ใช่แล้วสหาย”  พระอาคันตุกเถระจึงพูดชักชวนว่า  “สหาย วัดป่าปาจีนขัณฑราชีผาสุขสบายมาก  เรามาไปกันที่โน้นเถอะ”

<sub><small>''(หน้าที่ 143)''</small></sub>

:พระเถระเจ้าถิ่นออกจากเมืองทางประตูด้านทิศทักษิณตรงไปตามทางที่จะไปยังบ้านนายช่างหม้อ  ฝ่ายพระอาคันตุกเถระจึงถามว่า  “สหาย  คุณไปทางนี้ทำไม”  พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า  “ก็คุณได้กล่าวสรรเสริญวัดป่าปาจีนขัณฑราชีนักมิใช่หรือ ?”  พระอาคันตุกเถระย้อนถามว่า “จริงละสหาย  แต่ว่าบริขารที่เหลือเฟือของคุณในที่ที่คุณอยู่มานานถึงเพียงนี้ ไม่มีอะไรบ้างดอกหรือ”  พระเถระเจ้าถิ่นตอบว่า  “มีซิคุณ  คือเตียงตั่งอันเป็นของสงฆ์  แต่ของนั้นผมก็ได้เก็บงำเรียบร้อยแล้ว  สิ่งอื่นไม่มีอะไร”  พระอาคันตุกเถระพูดว่า  “สหาย  ไม้เท้า  ทะนานน้ำมัน  รองเท้า  และถูงย่ามของผมยังอยู่ที่วัดโน้น”  พระเถระเจ้าถิ่นถามขึ้นอย่างแปลกใจว่า  “เออ ! คุณมาอยู่เพียงวันเดียวยังเก็บสิ่งของไว้ได้ถึงเท่านี้หรือ ?”

:ส่วนพระอาคันตุกเถระตอบตามตรงว่า  “ใช่แล้วคุณ”  ดังนี้แล้ว  เกิดมีจิตเลื่อมใส  ในพระเถระเจ้าถิ่นเป็นอย่างมาก  จึงไหว้พระเถระพลางกล่าวสรรเสริญว่า  “สหาย  พระอย่างคุณนี้ย่อมมีที่อยู่เหมือนกับวัดป่าในที่ทั่วไป  วัดถูปารามเป็นสถานที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔   พระองค์  คุณย่อมได้การฟังธรรมอันเป็นที่สัปปายะที่โลหปราสาท  ได้เห็นพระมหาเจดีย์  และได้เห็นพระเถระ  กาลนี้ย่อมเป็นไปอยู่เหมือนกับสมัยพุทธกาล  ขอให้คุณจงอยู่  ณ  ที่วัดถูปารามนี้แหละ”  ครั้นแล้วพอถึงวันที่ ๒ พระอาคันตุกเถระถือเอาบาตรและจีวรกลับไปยังวัดป่าปาจีนขัณฑราชีแต่ลำพังตนผู้เดียว  ฉะนี้

:ที่อยู่ย่อมไม่เป็นเครื่องกังวลสำหรับภิกษุผู้มีจิตใจไม่ติดข้องเช่นนี้  เหมือนอย่างพระเถระนี้  ด้วยประการฉะนี้

'''๒.  อธิบายกุลปลิโพธ'''

:คำว่า  ตระกูล  หมายเอาตระกูลญาติหรือตระกูลอุปัฏฐาก ก็แหละ แม้ตระกูลอุปัฏฐากย่อมเป็นเครื่องกังวล  แก่ภิกษุบางรูปซึ่งชอบอยู่อย่างคลุกคลีโดยนัยมีอาทิว่า  เมื่อตระกูลอุปัฏฐากมีความสุข  ภิกษุก็พลอยมีความสุขด้วย  ภิกษุผู้ชอบอยู่อย่างคลุกคลีนั้น  เมื่อเว้นจากญาติโยมในตระกูลแล้ว  แม้เพียงวัดใกล้ ๆก็ไม่ยอมไปฟังธรรม  แต่ภิกษุบางรูปแม้มารดาบิดาก็ไม่เป็นเครื่องกังวล  ตัวอย่างเช่น  ภิกษุหนุ่มหลานของพระเถระผู้อยู่ที่วัดโกรัณฑกวิหาร

<sub><small>''(หน้าที่ 144)''</small></sub>

'''เรื่องภิกษุหนุ่ม'''

:ได้ยินว่า  ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้ไปยังโรหณชนบทเพื่อประสงค์จะเรียนพระบาลี  ฝ่ายอุบาสิกาผู้เป็นพี่สาวของพระเถระซึ่งเป็นมารดาของเธอ  มักเรียนถามพระเถระถึงความเป็นไปของเธออยู่เสมอนับแต่เวลาที่เธอได้จากไป  พระเถระจึงคิดอยู่ว่า  จักไปพาเอาภิกษุหนุ่มมาสักวันหนึ่ง  แล้วก็ได้มุ่งหน้าไปสู่โรหณชนบท  ฝ่ายภิกษุหนุ่มก็บังเอิญคิดขึ้นว่า  “เราอยู่  ณ  ที่นี้มานานแล้ว  บัดนี้เราจักไปกราบเยี่ยมพระอุปัชฌาย์และทราบข่าวคราวของโยมอุบาสิกาแล้วจึงจักกลับมา”  แล้วก็ออกเดินทางจากโรหณชนบท  พอดีพระเถระหลวงลุงกับพระหนุ่มหลานชายทั้งสองได้มาพบกันเข้าที่ตรงฝั่งแม่น้ำ  พระหนุ่มหลานชายได้ทำอุปัชฌายวัตรแก่พระเถระหลวงลุง  ณ  โคนไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง  พระเถระถามว่า  “คุณจะไปไหน ?”  เธอจึงกราบเรียนความประสงค์ถวายพระเถระให้ทราบทุกประการ  พระเถระพูดกับพระหลานชายว่า  “คุณทำถูกแล้ว  แม้อุบาสิกาโยมของคุณก็ถามถึงคุณอยู่เสมอ ๆ  แม้ฉันเองก็มาเพื่อประสงค์เช่นนี้เหมือนกัน  นิมนต์คุณไปเถิด  ส่วนฉัน  พรรษานี้จะจำพรรษา  ณ  วัดใดวัดหนึ่งในตำบลนี้”  แล้วก็อนุญาติให้ภิกษุหนุ่มนั้นไป  ภิกษุหนุ่มได้ไปถึงวัดโกรัณฑกวิหารในวันเข้าพรรษาพอดี  และบังเอิญเสนาสนะที่โยมบิดาให้สร้างขึ้นไว้นั่นแลถึงแก่เธอแล้ว

:ถัดมาในวันที่สอง  โยมบิดาของภิกษุหนุ่มนั้นได้มาถามสงฆ์ว่า  “ท่านครับ  เสนาสนะของพวกกระผมได้แก่ภิกษุอะไร ?”  ครั้นทราบว่าได้แก่ภิกษุหนุ่มผู้อาคันตุกะ  จึงเข้าไปพบภิกษุนั้น  นมัสการแล้วเรียนปฏิบัติว่า  “คุณครับ  สำหรับภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในเสนาสนะของพวกกระผมย่อมมีธรรมเนียมที่จะต้องปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง”  ภิกษุหนุ่มถามว่า  “ธรรมเนียมที่จะต้องปฏิบัตินั้นอย่างไร  อุบาสก”  โยมบิดาเรียนว่า  “ภิกษุที่อยู่จำพรรษาในเสนาสนะของพวกกระผมนั้น  ต้องไปรับบิณฑบาตที่เรือนของพวกกระผมนั่นเทียว  ตลอดไตรมาสสามเดือน”  ภิกษุหนุ่มรับปฏิบัติตามด้วยอาการที่นั่งเฉย  ฝ่ายอุบาสกกลับไปถึงเรือนแล้วได้แนะนำแก่ภิริยาว่า  “พระผู้เป็นเจ้าอาคันตุกะรูปหนึ่งได้เข้าจำพรรษาอยู่ในเสนาสนะของเรา  เราจะต้องอุปัฏฐากพระผู้เป็นเจ้าโดยความเคารพ”  อุบาสิการับคำว่า  สาธุ  แล้วก็ได้รับหน้าที่ทำของควรเคี้ยวของควรบริโภคล้วนแต่อย่างปราณีต  แม้ภิกษุหนุ่มก็ได้ไปฉันที่เรือนของโยมในเวลาภัตตาหารแต่ไม่มีใครจำเธอได้เลย

<sub><small>''(หน้าที่ 145)''</small></sub>

:ภิกษุหนุ่มได้ไปฉันบิณฑบาตที่เรือนของโยมนั้นครบไตรมาสตามสัญญา  ครั้นออกพรรษาแล้วจึงบอกลาว่า  “อาตมาจะลาไปละ  อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย”  ขณะนั้นหมู่ญาติของเธอได้ขอร้องว่า  “ท่านครับ  พรุ่งนี้จึงค่อยไปเถิด”  ในวันที่สองได้นิมนต์เธอให้ฉัน  ณ  ที่เรือนนั่นเทียว  ครั้นแล้วได้บรรจุน้ำมันใส่ให้เต็มขวดถวาย  น้ำอ้อยงบหนึ่ง  และถวายผ้ายาว ๙  กำมือเสร็จแล้วจึงเรียนว่า  “นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปเถิด  ขอรับ”  ภิกษุหนุ่มทำการอนุโมทนาทาน  แล้วได้มุ่งหน้าไปสู่โรหณชนบทต่อไป

:ฝ่ายพระอุปัชฌาย์ของเธอ  ปวารณาออกพรรษาแล้วก็ได้เดินสวนทางมา  บังเอิญได้พบกับพระภิกษุหนุ่มนั้น  ณ  ที่ที่ได้พบกันครั้งก่อนนั้นพอดี  ภิกษุหนุ่มได้ทำอุปัชฌายวัตรแด่พระเถระ  ณ  ที่โคนไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง  ทันใดนั้น  พระเถระได้ถามเธอว่า  “พ่อหน้างามคุณได้พบโยมอุบาสิกาแล้วหรือ”  ภิกษุหนุ่มกราบเรียนว่า  “ขอรับผม  กระผมได้พบแล้ว”  ครั้นได้กราบเรียนความเป็นไปถวายพระเถระให้ทราบทุกประการแล้ว  ได้เอาน้ำมันนั้นมาทาเท้าถวายพระเถระ  ทำน้ำปานะด้วยน้ำอ้อยงบถวาย    แม้ผ้าผืน  ๙  กำมือนั้น  ก็ได้ถวายแก่พระเถระนั่นเทียว  นมัสการพระเถระแล้วกราบเรียนว่า  “ท่านขอรับ  โรหณชนบทเท่านั้นเป็นที่สัปปายะสำหรับกระผม”  ฉะนั้น  แล้วจึงได้กราบลาไป  ฝ่ายพระเถระครั้นมาถึงวัดโกรัณฑกวิหารแล้วในวันที่สองก็ได้เข้าไปบ้านโกรัณฑกะ

:ฝ่ายอุบาสิกา  ตั้งแต่ปวารณาแล้วมาได้ยืนคอยดูทางอยู่เสมอด้วยคิดว่า  “พระเถระน้องชายของเราคงจะพาบุตรของเรามาเดี๋ยวนี้”  ครั้นได้เห็นพระเถระมาแต่รูปเดียวเท่านั้นก็สำคัญไปว่า  “บุตรของเราชะรอยจะถึงแก่มรณภาพเสียแล้ว  พระเถระนี้จึงได้มาแต่ลำพังรูปเดียว”  แล้วจึงได้ร้องไห้รำพันต่าง ๆ  ล้มฟุบลงที่แทบเท้าของพระเถระ  พระเถระรู้ทันทีว่า  “พระหนุ่มไม่ยอมแสดงตนให้ใคร ๆ ทราบ แล้วหลบไปเสีย  เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยแน่นอน”  จึงปลอบโยนอุบาสิกาพี่สาวให้เบาใจ  แล้วเล่าเรื่องความเป็นไปให้ทราบหมดทุกอย่าง  พลางล้วงเอาผ้าผืนที่ภิกษุหนุ่มถวายนั้นออกจากถลกบาตรแสดงให้ดูเป็นพยาน

<sub><small>''(หน้าที่ 146)''</small></sub>

:อุบาสิกาเกิดความเลื่อมใสในบุตร  ผินหน้าไปทางทิศที่บุตรอยู่แล้วนอนพังพาบลง  นมัสการพลางกล่าวสรรเสริญว่า  “พระผู้มีพระภาคเจ้าชะรอยจะทรงทำภิกษุผู้มีปฏิปทาเหมือนบุตรของเรานี้เองให้เป็นพยานทางกาย  แล้วจึงได้ทรงแสดงปฏิปทาในรถวินีตสูตร,  ปฏิปทาในนาลกสูตร,  ปฏิปทาในตุวัฏฏกสูตร,  และมหาอริยวังสปฏิปทา  อันประกาศถึงความสันโดษในปัจจัยสี่และความเป็นผู้ยินดีในการเจริญภาวนา  บุตรของเราแม้มาฉันในเรือนของมารดาผู้บังเกิดเกล้าแท้ ๆ  ถึงสามเดือน  ไม่ปริปากพูดเลยว่า  'อาตมาเป็นบุตร,  ท่านเป็นมารดา'  บุตรของเราเป็นมนุษย์น่าอัศจรรย์จริง ๆ  ฉะนี้”

:ภิกษุผู้มีปฏิปทาเห็นปานฉะนี้  ไม่ต้องกล่าวถึงตระกูลอุปัฏฐากอื่นละที่จะมาเป็นเครื่องกังวล  แม้แต่มารดาบิดาก็ไม่ต้องเป็นเครื่องกังวลเสียแล้ว  ด้วยประการฉะนี้

'''๓.  อธิบายลาภปลิโพธ'''

:คำว่า  ลาภ  หมายเอาปัจจัย ๔  ปัจจัย ๔  เหล่านั้นเป็นเครื่องกังวลอย่างไร ? ธรรมดาภิกษุผู้มีบุญ  ไป  ณ  ที่ไหน ๆ  ย่อมมีพวกมนุษย์พากันถวายปัจจัยซึ่งมีเครื่องบริวารเป็นอันมาก  ภิกษุผู้มีบุญเช่นนั้น  มัวแต่อนุโมทนาแสดงธรรมโปรดมนุษย์เหล่านั้น  ย่อมไม่ได้โอกาสเพื่อที่จะบำเพ็ญสมณธรรม  ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงปฐมยาม  (๐๖.๐๐ น.  ถึง  ๒๒.๐๐ น.)  ไม่ขาดจากการเกี่ยวข้องกับมนุษย์เลย  พอถึงเช้าวันใหม่  พวกภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตที่มักมากด้วยปัจจัยมาเรียนอีกแล้วว่า  “ท่านขอรับ  อุบาสกคนโน้น  อุบาสิกาคนโน้น  อำมาตย์คนโน้น  ธิดาของอำมาตย์คนโน้น  มีความประสงค์ที่จะได้เห็นท่าน”  ภิกษุผู้มีบุญนั้นพูดว่า  “นี่แน่คุณ  ช่วยรับบาตรและจีวรไว้ด้วย”  แล้วก็ตระเตรียมที่จะไปอีก  ฉะนั้น  จึงเป็นผู้ขวนขวาย

<sub><small>''(หน้าที่ 147)''</small></sub>

:ในอันที่จะอนุเคราะห์อุบาสกอุบาสิกาเป็นต้นตลอดกาลเป็นนิจ  ปัจจัยเหล่านั้นย่อมเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุผู้มีบุญนั้นอย่างนี้  ภิกษุผู้มีบุญพึงปลีกตนจากหมู่แล้วไปอยู่ตามลำพังผู้เดียว  ณ  ที่ที่คนทั้งหลายไม่รู้จัก  จึงจักเป็นอันตัดเครื่องกังวลนั้นได้  ด้วยประการฉะนี้

'''๔.  อธิบายคณปลิโพธ'''

:คำว่า  คณะ  ได้แก่คณะที่ศึกษาพระสูตรหรือคณะที่ศึกษาพระอภิธรรม  ภิกษุใดมัวแต่สาละวนสอนบาลีหรืออรรถกถาอยู่แก่คณะนั้น  ย่อมไม่ได้โอกาสเพื่อจะบำเพ็ญสมณธรรม  คณะจึงนับเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุนั้น  พึงตัดเครื่องกังวลนั้นเสีย  ดังนี้  ถ้าคัมภีร์ภิกษุเหล่านั้น  เรียนไปได้แล้วเป็นส่วนมาก  ที่ยังเหลือเล็กน้อย  ก็พึงสอนคัมภีร์นั้นให้จบเสียก่อนแล้วจึงเข้าป่า  บำเพ็ญสมณธรรม  แต่ถ้าที่เรียนไปแล้วเพียงเล็กน้อย  ที่เหลืออยู่มาก  พึงเข้าไปหาอาจารย์ผู้สอนคณะรูปอื่น  ภายในกำหนดโยชน์หนึ่ง  อย่าไปเกินกว่าโยชน์หนึ่ง  แล้วขอร้องว่า  “ขอท่านได้กรุณาสงเคราะห์ภิกษุนักศึกษาเหล่านั้นด้วยบาลีเป็นต้นด้วยเถิด”  เมื่อไม่สามารถจะทำได้อย่างนี้  พึงพูดว่า  “เธอทั้งหลาย  ฉันมีกิจอย่างหนึ่งอยู่  ขอให้พวกเธอจงพากันไปสู่ที่อันผาสุขตามสะดวกเถิด”  ดังนี้แล้วพึงปลีกตนจากคณะไปบำเพ็ญสมณธรรมส่วนตนต่อไป

'''๕.  อธิบายกัมมปลิโพธ'''

:คำว่า  กัมมะ  หมายเอานวกรรมคือการก่อสร้าง  ธรรมดาภิกษุผู้ทำการก่อสร้างนั้น  จำต้องทราบว่าสิ่งใดที่นายช่างเป็นต้นได้ทำ  สิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำ  จำต้องพยายามขวนขวายในงานส่วนที่ทำเสร็จแล้วและที่ยังไม่เสร็จ  ดังนั้น  นวกรรมจึงเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุผู้นวกัมมิกนั้นตลอดไป  แม้ภิกษุผู้นวกัมมิกนั้นพึงตัดเครื่องกังวลดังนี้  คือ  ถ้านวกรรมนั้นยังเหลือน้อยพึงทำเสียให้เสร็จ  ถ้ายังเหลืออยู่มาก  หากเป็นนวกรรมของสงฆ์  ก็จงมอบหมายให้แก่สงฆ์  หรือแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีหน้าที่รับภาระแทนสงฆ์  ถ้าเป็นของของตนก็จงมอบให้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้รับภาระของตน  เมื่อไม่ได้ภิกษุเช่นนั้น  ก็จงตัดใจสละแก่สงฆ์  แล้วพึงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 148)''</small></sub>

'''๖.  อธิบายอัทธานปลิโพธ'''

:คำว่า  อัทธานะ  ได้แก่การเดินทาง  จริงอยู่  ภิกษุใดมีเด็ก ๆ  ที่จะบรรพชาอยู่ในที่บางแห่งก็ดี  มีปัจจัยลาภบางอย่างที่ควรจะได้ก็ดี  ถ้าเมื่อภิกษุนั้นไม่ได้ทำกิจนั้นให้สำเร็จหรือยังไม่ได้ปัจจัยลาภนั้นมา  ก็ไม่สามารถที่จะทำจิตให้หยุดคิดได้  แม้ถึงจะหลบเข้าป่าไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ก็ตาม  จิตคิดที่จะไปเพื่อทำกิจนั้นเป็นสิ่งที่จะบรรเทาโดยยาก  เพราะฉะนั้น  พึงไปทำกิจนั้นให้สำเร็จเสร็จสิ้นก่อน  แล้วจึงพยายามขวนขวายในอันที่จะบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป  ได้ยินว่า  งานบรรพชาเด็ก ๆ  ในตระกูลที่ประเทศลังกา  เป็นเช่นกับงาน  อาวาหมงคลและวิวาหมงคล  เพราะฉะนั้น  จึงไม่สามารถที่จะเลื่อนวันที่กำหนดไว้แล้วนั้นได้  พึงตัดเครื่องกังวลด้วยการช่วยสงเคราะห์ทำกิจนั้นให้เสร็จสิ้นไป

'''๗.  อธิบายญาติปลิโพธ'''

:คำว่า  ญาติ  ได้แก่บุคคลมีอาทิอย่างนี้คือ  ญาติในวัด  ได้แก่  พระอาจารย์, พระอุปัชฌาย์,  สัทธิวิหาริก,  อันเตวาสิก  และภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ร่วมอาจารย์กัน  ญาติในบ้าน  ได้แก่โยมมารดา,  โยมบิดา,  และพี่น้องชายพี่น้องหญิง  ญาติเหล่านั้นที่เจ็บไข้ได้ป่วย  ย่อมเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุนี้  เพราะฉะนั้น  พึงตัดเครื่องกังวลนั้นด้วยการปฏิบัติบำรุงทำญาติเหล่านั้นให้หายเป็นปกติ

:ในบรรดาญาติเหล่านั้น  สำหรับพระอุปัชฌาย์อาพาธ  ถ้าท่านเป็นโรคชนิดที่ไม่หายเร็ว  สัทธิวิหาริกพึงอยู่ปรนนิบัติท่านแม้ถึงตลอดชีวิต  บรรพชาจารย์,  อุปสัมปทาจารย์,  สัทธิวิหาริก,  อันเตวาสิกผู้ที่ตนเป็นกรรมวาจาอุปสมบทและบรรพชาให้  และภิกษุผู้ร่วมพระอุปัชฌาย์กัน  ก็พึงปฏิบัติตลอดชีวิตเช่นกัน  ส่วนนิสสยาจารย์,  อุทเทสาจารย์,  นิสสยันเตวาสิก,  อุทเทสันเตวาสิก  และภิกษุผู้ร่วมอาจารย์กัน  พึงอยู่ปรนนิบัติตลอดเวลาที่นิสัยยังไม่ขาดและอุทเทศคือการเรียนบาลียังไม่เสร็จสิ้น  แต่สำหรับผู้มีความปรารถนาอยู่  แม้จะพึงอยู่ปรนนิบัติให้เลยกว่านั้นไป  ก็ได้เหมือนกัน

<sub><small>''(หน้าที่ 149)''</small></sub>

:ในโยมหญิงโยมชาย  พึงอยู่ปรนนิบัติเช่นเดียวกับพระอุปัชฌาย์  แม้ว่าท่านเหล่านั้น  จะดำรงอยู่ในราชสมบัติและไม่ต้องการซึ่งการปรนนิบัติบำรุงจากบุตร  ก็ยังต้องทำอยู่นั่นเอง  ถ้าเภสัชของท่านไม่มี  พึงให้เภสัชของตนเอง  แม้ของตนเองก็ไม่มี  พึงเสาะหาด้วยภิกษาจริยาวัตรแล้วให้แก่ท่าน  ส่วนพี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาว  พึงประกอบเภสัชอันเป็นของของเขาเท่านั้นให้  ถ้าของของเขาไม่มี  ก็พึงให้ขอยืมของของตนไปก่อน  ภายหลังเมื่อจะได้ก็พึงรับคืน  เมื่อจะไม่ได้ก็ไม่ต้องทวง  สำหรับสามีของพี่สาวน้องสาวที่ไม่ได้เป็นญาติมาโดยกำเนิดจะประกอบเภสัชให้ก็ดี  จะให้เภสัชก็ดี  ไม่สมควรทั้งนั้น  แต่พึงมอบให้พี่สาวหรือน้องสาว  ไปพร้อมกับสั่งว่า  จงให้แก่สามีของเธอ  แม้ในกรณีของพี่ชายและน้องชายที่มิได้เป็นญาติ  ก็พึงปฏิบัติทำนองเดียวกันนี้  ส่วนบุตรธิดาของพี่ชายน้องชายพี่หญิงน้องหญิงนั้น  นับเป็นญาติของภิกษุนี้นั่นเทียว  เพราะฉะนั้น  การที่จะประกอบยาให้เขาเหล่านั้น  ย่อมเป็นสิ่งสมควร  ฉะนี้

'''๘.  อธิบายอาพาธปลิโพธ'''

:คำว่า  อาพาธ  ได้แก่โรคชนิดใดชนิดหนึ่ง  โรคนั้นเมื่อมันเบียดเบียนอยู่ย่อมเป็นเครื่องกังวล  เพราะฉะนั้น  พึงตัดด้วยการประกอบเภสัชรักษา  แต่ถ้าแม้เมื่อประกอบเภสัชรักษาอยู่ชั่วกาลหนึ่งแล้วมันยังไม่หาย  แต่นั้นพึงตำหนิอัตภาพว่า  “ฉันไม่ใช่ทาสของเธอ  ไม่ใช่ผู้เลี้ยงดูเธอ  เมื่อฉันขืนเลี้ยงดูเธอต่อไป  ก็จะประสบทุกข์ในสังสารวัฏอันไม่ทราบเบื้องต้นและที่สุดเท่านั้น”  ฉะนี้แล้วพึงปลีกตนไปบำเพ็ญสมณธรรมเถิด

'''๙.  อธิบายคันถปลิโพธ'''

:คำว่า  คันถะ  หมายเอาการรักษาปริยัติธรรม  การรักษาปริยัติธรรมนั้นย่อม  เป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุผู้ขวนขวายด้วยการสาธยายและการทรงจำเป็นต้น  แต่ย่อมไม่เป็นเครื่องกังวลสำหรับภิกษุผู้ไม่ขวนขวายนอกนี้  ในกรณีที่การรักษาปริยัติธรรมไม่เป็นเครื่องกังวลนั้น  มีเรื่องตัวอย่างดังต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 150)''</small></sub>

'''เรื่องพระมัชฌิมภาณกเทวเถระ'''

:ได้ยินว่า  พระมัชฌิภาณกเทวเถระนั้น  ไปยังสำนักของพระมลยวาสิเทวเถระแล้วขอพระกัมมัฏฐาน  พระมลยวาสิเทวเถระได้สอบถามว่า  “อาวุโส  ในทางพระปริยัติธรรมนั้น  คุณได้ศึกษามาอย่างไร ?”  พระมัชฌิมภาณกเทวเถระเรียนว่า  “กระผมชำนาญคัมภีร์มัชฌิมนิกายขอรับ”  พระมลยวาสิเทวเถระชี้แจงว่า  “อาวุโส  ชื่อว่าคัมภีร์มัชฌิมนิกายนั้นเป็นสิ่งยากที่จะรักษาอยู่  เมื่อขณะสาธยายมูลปัณณาสกะอยู่นั้น  มัชฌิมปัณณาสกะย่อมแทรกมาโดยพลั้งเผลอ  เพราะสุตตบทและวาระทั้งหลายคล้าย ๆ กัน  เมื่อขณะสาธยายมัชฌิมปัณณาสกะอยู่นั้น  อุปริปัณณาสกะย่อมหลงแทรกมา  คุณจักมีโอกาสทำกัมมัฏฐานที่ไหน  พระมัชฌิมภาณกเทวเถระเรียนรับรองว่า  “ไม่เป็นไร  ขอรับ  กระผมได้กัมมัฏฐานในสำนักของท่านไปแล้ว  จักไม่ดูพระคัมภีร์อีกต่อไป”  หลังจากรับเอาพระกัมมัฏฐานไปแล้ว  พระเถระมิได้ทำการสาธยายเป็นเวลาถึง ๑๙ พรรษา  ครั้นต่อมาพรรษาที่ ๒๐ ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตท่านได้พูดกับภิกษุที่มาหาเพื่อต้องการให้สาธยายว่า  “อาวุโสทั้งหลาย  ผมไม่ได้ดูพระปริยัติมาถึง ๒๐ พรรษาแล้ว  ก็แต่ว่า  ผมได้ทำการสั่งสอนมาแล้ว  ท่านทั้งหลายลองเริ่มสาธยาย ณ ตรงนี้”  ครั้นแล้วพระเถระก็มิได้มีความสงสัยในพยัญชนะเพียงตัวเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

'''เรื่องพระนาคเถระ'''

:แม้พระนาคเถระผู้อาศัยอยู่วัดป่ากรุฬิยคีรี  ก็ได้ทอดทิ้งพระปริยัติธรรมไปบำเพ็ญสมณธรรมถึง ๑๘  พรรษา  ครั้นต่อมาท่านได้แสดงคัมภีร์วัตถุกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้นำไปเทียบเคียงดูกับที่พวกเถระผู้คามวาสีแสดง  ก็ปรากฏว่า   ที่มาโดยผิดลำดับนั้น  แม้เพียงปัญหาข้อเดียวก็มิได้มี

'''เรื่องพระจูฬาภยเถระ'''

:แม้ที่วัดมหาวิหาร  ก็มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อจูฬาภยะ  ทรงจำพระไตรปิฏก  แต่ไม่ได้เรียนคัมภีร์อรรถกถาเลย  แล้วได้ให้ตีกลองสุวรรณเภรีประกาศว่า  “ข้าพเจ้าจักแสดงพระไตรปิฏก  ณ  สนามแห่งพุทธบริษัทผู้เรียนนิกาย ๕“  ภิกษุสงฆ์ได้กล่าวเตือนว่า  “พระบาลี

<sub><small>''(หน้าที่ 151)''</small></sub>

:ของพวกอาจารย์ที่ไหนกัน  คุณจงแสดงเฉพาะบาลีที่เรียนมาจากสำนักอาจารย์ของตนเท่านั้น  ที่จะแสดงนอกลู่นอกทางไปนั้น  พวกเราจะไม่ยอมเป็นอันขาด”

:ฝ่ายพระอุปัชฌาย์  เมื่อพระจูฬาภยเถระนั้นมายังที่อุปัฏฐาก  จึงได้สอบถามว่า  “อาวุโส  เธอให้ตีกลองประกาศหรือ ?”  พระจูฬาภยเถระเรียนว่า  “ใช่แล้ว  ขอรับ”  พระอุปัชฌาย์ซักว่า  “เธอให้ตีกลองประกาศทำไม ?”  พระจูฬาภยเถระเรียนว่า  “กระผมจักแสดงพระปริยัติธรรม  ขอรับ”  พระอุปัชฌาย์จึงลองตั้งปัญหาถามว่า  “นี่แน่อาวุโส  อภยะ  ธรรมบทนี้อาจารย์ทั้งหลายอธิบายอย่างไร ?”  พระจูฬาภยเถระเรียนตอบว่า  “อธิบายอย่างนี้ขอรับ”  พระอุปัชฌาย์ค้านว่า  “หึ ! หึ !”  พระจูฬาภยเถระได้เรียนตอบโดยปริยายอื่น ๆ  อีกถึง ๓  ครั้งว่า  “อาจารย์ทั้งหลายอธิบายอย่างนี้ ๆ ขอรับ”  พระอุปัชฌาย์คัดค้านว่า  หึ ! หึ !  หมดทุกปริยาย  แล้วกล่าวแนะนำว่า  “อาวุโส  อภยะ  ที่เธอตอบครั้งแรกนั้นถูกแล้ว  เป็นกถามรรคของอาจารย์ละ  แต่เพราะเหตุที่เธอไม่ได้เรียนต่อปากของอาจารย์  เธอจึงไม่อาจตั้งหลักอยู่ได้ว่า  อาจารย์ทั้งหลายอธิบายอย่างนี้  เธอจงไปเถิด  ไปเรียนในสำนักของพระอาจารย์ทั้งหลายผู้ควรจะสอนเธอได้”  พระจูฬาภยเถระเรียนถามพระอุปัชฌาย์ว่า  “กระผมควรจะไปเรียน ณ  ที่ไหนขอรับ”  พระอุปัชฌาย์ได้แนะนำว่า  “พระเถระชื่อมหาธัมรักขิตะเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฏกได้อย่างครบถ้วน  อยู่ที่วัดตุลาธารปัพพตวิหาร  ในโรหณชนบท  ฝั่งแม่น้ำฟากโน้น  เธอจงไปยังสำนักของท่านนั้นเถิด”

:พระจูฬาภยเถระรับคำพระอุปัชฌาย์ว่า  “สาธุขอรับ”  กราบลาพระอุปัชฌาย์แล้วพร้อมด้วยภิกษุ  ๕๐๐  ได้ตรงไปยังสำนักของพระธรรมรักขิตเถระ  ครั้นไปถึงกราบนมัสการแล้วก็ได้นั่งคอยโอกาสอยู่  ขณะนั้น  พระเถระจึงทักขึ้นว่า  “เธอมาทำไม”  พระจูฬาภยเถระเรียนว่า  “กระผมมาเพื่อฟังธรรม  ขอรับ”  พระเถระให้โอกาสว่า  “อาวุโส  อภยะ  นักศึกษาทั้งหลายพากันเรียนถามผมแต่ในคัมภีร์ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายตลอดกาล  ส่วนคัมภีร์ที่เหลือผมไม่ได้ดูมาเป็นเวลาประมาณ ๓๐  พรรษาแล้ว  แต่ไม่เป็นไร  คุณจงช่วยสอนธรรมในสำนักของผมในเวลากลางคืนก็แล้วกัน  ส่วนเวลากลางวันผมจักแสดงธรรมให้คุณฟัง  พระอภยเถระรับคำพระเถระว่า  “สาธุ  ขอรับ”  แล้วได้ปฏิบัติตามที่ได้ให้ปฏิญญานั้นทุกประการ

<sub><small>''(หน้าที่ 152)''</small></sub>

:ชาวบ้านทั้งหลายได้ให้สร้างมณฑป  (ปะรำ)  ขนาดใหญ่ขึ้นที่ตรงประตูบริเวณ  แล้วได้พากันมาฟังธรรมทุก ๆ วัน  ในเวลากลางคืนพระเถระก็ได้สอนธรรมเหมือนกัน  เมื่อพระธัมมรักขิตเถระแสดงธรรมอยู่ในเวลากลางวันนั้น  ครั้นทำให้การแสดงธรรมจบลงโดยลำดับแล้ว  จึงลงจากตั่งมานั่งบนเสื่อ  ณ  ที่ใกล้พระอภยเถระแล้วพูดว่า  “อาวุโส  อภยะ  คุณจงสอนกัมมัฏฐานให้แก่ฉันด้วย”  พระอภยเถระเรียนว่า  “ท่านพูดอะไรขอรับ  กระผมฟังธรรมอยู่ในสำนักของท่านแท้ ๆ  มิใช่หรือ ?  จักให้กระผมสอนธรรมที่ท่านไม่ทราบอย่างไรได้” ลำดับนั้น  พระเถระได้พูดกับพระอภยเถระว่า  “ชื่อว่า  ทางของผู้บรรลุถึงธรรมแล้วนี้  มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”  ได้ยินว่า  เวลานั้นพระอภยเถระนั้นเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล  เมื่อเป็นเช่นนี้  ท่านจึงได้ให้พระกัมมัฏฐานแก่พระมหาธัมรักขิตเถระนั้น  ครั้นแล้วก็ได้กลับมาสอนธรรมประจำอยู่ที่โลหะปราสาท  ต่อมาท่านได้ทราบข่าวว่า  พระเถระปรินิพพานเสียแล้ว  ครั้นท่านได้ทราบข่าวดังนั้น  จึงบอกศิษย์ว่า  คุณช่วยหยิบจีวรมาให้ที  ท่านห่มจีวรอย่างเป็นปริมณฑลเพื่อแสดงคารวะแก่พระอาจารย์  แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของพระอาจารย์ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลายว่า  “อาวุโสทั้งหลาย  พระอรหัตมรรคเป็นคุณสมควรแก่พระอาจารย์ของเรา  พระอาจารย์ของเราเป็นบุคคลที่ซื่อตรง  ด้วยไม่มีมารยาสาไถย  เป็นบุรุษอาชาไนย  พระอาจารย์ของเรานั้นท่านลงจากตั่งมานั่งบนเสื่อ  ณ  ที่ใกล้เราผู้เป็นธรรมมันเตวาสิกของท่านแล้วพูดว่า  “คุณจงสอนพระกัมมัฏฐานให้แก่ฉัน”  ฉะนี้  อาวุโสทั้งหลาย  พระอรหัตมรรคเป็นคุณอันสมควรแก่พระเถระโดยแท้”

:คันถะ  คือการรักษาปริยัติธรรม  ย่อมไม่เป็นเครื่องกังวลสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้มีคุณสมบัติเห็นปานดังนี้  ด้วยประการฉะนี้

'''๑๐.  อธิบายอิทธิปลิโพธ'''

:คำว่า  อิทธิ  หมายเอาอิทธิฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน  ก็แหละ  อิทธิฤทธิ์ของปุถุชนนั้น  ย่อมเป็นสิ่งที่รักษาได้ยาก  เหมือนทารกที่ยังนอนหงาย  และเหมือนข้าวกล้าที่ยังอ่อน  ย่อมเสื่อมไปได้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ว่าอิทธิฤทธิ์ปุถุชนนั้นเป็นเครื่องกังวล  แก่วิปัสสนาเท่านั้น  หาเป็นเครื่องกังวลแก่สมาธิไม่  เพราะต้องผ่านสมาธิมาแล้วจึงจะได้

<sub><small>''(หน้าที่ 153)''</small></sub>

:บรรลุถึงอิทธิฤทธิ์  อธิบายว่า  อิทธิฤทธิ์นั้นเป็นเครื่องกังวลแก่วิปัสสนาสำหรับโยคีบุคคลผู้เป็นสมถยานิก  มิได้เป็นเครื่องกังวลสำหรับโยคีบุคคลผู้เป็นวิปัสสนายานิก  เพราะว่า  โดยมากโยคีบุคคลผู้ได้ฌานแล้วย่อมเป็นสมถยานิกทั้งนั้น  เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลผู้ต้องการวิปัสสนาจึงต้องตัดอิทธิปลิโพธ  ส่วนปลิโพธที่เหลืออีก  ๙  อย่าง  โยคีบุคคลผู้ต้องการสมถะนอกนี้จำต้องตัด  ด้วยประการฉะนี้

:อรรถาธิบายความอย่างพิสดารในปลิโพธกถา  อันเป็นประการแรก  ยุติเพียงเท่านี้

'''กัมมัฏฐาน  ๒  อย่าง'''

:แหละในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ฉะนี้  มีอรรถาธิบายโดยพิสดารดังต่อไปนี้ –

:กัมมัฏฐานมี  ๒  อย่างคือ  สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  กัมมัฏฐานที่ปรารถนาเป็นเบื้องต้น  ในการบำเพ็ญกัมมัฏฐานทั้งปวง  ๑  ปาริหาริยกัมมัฏฐาน  กัมมัฏฐานที่จำต้องรักษาอยู่เป็นนิจ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น ที่ชื่อว่า  สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  ได้แก่ความมีเมตตาในหมู่ภิกษุเป็นต้น ๑  กับมรณสติ  คือการระลึกถึงความตาย ๑  ฝ่ายเกจิอาจารย์พวกหนึ่ง  หมายเอาอสุภสัญญา  คือความสำคัญเห็นในแง่ที่ไม่สวยไม่งาม

:อธิบายว่า  อันภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานนั้น  ชั้นต้นต้องกำหนดเสียก่อนแล้วจึงเจริญเมตตาไปในหมู่ภิกษุซึ่งอยู่ในเขตว่า  ภิกษุที่อยู่ในวัดนี้ทั้งหมด  จงมีความสุขเถิด  อย่าได้เบียดเบียนกันเลย  แต่นั้น  พึงเจริญเมตตาไปในเทวดาทั้งหลายที่อยู่ในเขต  แต่นั้น  พึงเจริญไปในชนผู้เป็นใหญ่ในโคจรคาม  คือหมู่บ้านที่ไปรับบิณฑบาต  แต่นั้น  พึงเจริญไปในสัตว์ทุกชนิด  นับแต่มนุษย์ทั้งหลายซึ่งอยู่ในโคจรคามนั้น

:โดยเหตุที่ภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานนั้นมีเมตตาจิตในหมู่ภิกษุ  ชื่อว่าทำให้หมู่ภิกษุที่อยู่ร่วมกันนั้นเกิดมีจิตใจนุ่มนวลในตน  แต่นั้น  ภิกษุเหล่านั้นก็จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างสบายกับภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานนั้น  โดยเหตุที่เธอมีเมตตาจิตในเทวดาทั้งหลายซึ่งอยู่ในเขต  พวกเทวดาผู้ที่เธอทำให้มีจิตใจอันนุ่มนวลแล้วนั้น  ก็จะทำหน้าที่รักษาเธอเป็นอย่างดี  ด้วยการรักษาอันเป็นธรรม  โดยเหตุที่เธอมีเมตตาจิตในชนผู้เป็นใหญ่ในโคจรคาม  พวกชนผู้เป็น

<sub><small>''(หน้าที่ 154)''</small></sub>

:ใหญ่ที่เธอทำให้เป็นผู้มีจิตอันนุ่มนวลแล้วนั้น  ก็จะช่วยรักษาเครื่องบริขารเป็นอย่างดี  ด้วยการรักษาอันเป็นธรรม  โดยเหตุที่เธอมีเมตตาจิตในมนุษย์ทั้งหลายในโคจรคามนั้น  พวกมนุษย์ทั้งหลายที่เธอทำให้เป็นผู้มีความเลื่อมใสแล้วนั้น  ก็จะไม่ข่มเหงเบียดเบียน  โดยเหตุที่เธอมีเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทุกชนิดนั้น  เธอก็จะเป็นผู้มีอันเที่ยวไปไม่เดือดร้อนในที่ทั้งปวง

:ก็แหละ  เมื่อภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานนั้นครุ่นคิดพิจารณาอยู่ด้วยมรณสติว่า  เราจะต้องตายอย่างแน่นอน  ฉะนี้  เธอก็จะงดเว้นอเนสนาคือการแสวงหาอันไม่สมควรเสีย  จะมีความสังเวชสลดใจเพิ่มพูนทวียิ่ง ๆ ขึ้นไป  ย่อมจะเป็นผู้มีจิตไม่ท้อถอยในสัมมาปฏิบัติ

:แหละเมื่อเธอมีจิตสั่งสมอบรมดีแล้วด้วยอสุภสัญญา  แม้อารมณ์อันเป็นทิพย์ก็จะครอบงำจิตด้วยอำนาจแห่งความโลภไม่ได้  ฉะนี้แล

:กัมมัฏฐาน  ๒  อย่างมีเมตตากัมมัฏฐานเป็นต้นนั้น  เรียกว่า  สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  เพราะเป็นกัมมัฏฐานที่ต้องการปรารถนาด้วยการอาเสวนะเบื้องต้นในการบำเพ็ญกัมมัฏฐานทั้งปวง  ด้วยเป็นกัมมัฏฐานที่มีอุปการะมากดังพรรณนามาอย่างหนึ่ง  เพราะเป็นเหตุให้สำเร็จแก่การประกอบภาวนาอันที่ตนประสงค์อย่างหนึ่ง

:แหละในบรรดากัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐานบทใดเหมาะสมแก่จริยาของโยคีบุคคลใด  กัมมัฏฐานบทนั้นเรียกว่า  ปาริหายกัมมัฏฐาน  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลนั้นจะต้องรักษาไว้เป็นนิจอย่างหนึ่ง  เพราะเป็นปทัฏฐานแก่ภาวนากรรมขั้นสูง ๆ  ขึ้นไปอย่างหนึ่ง

'''อาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน'''

:ท่านผู้ใดก็ตามที่ให้กัมมัฏฐานทั้ง  ๒  อย่างที่กล่าวแล้วนี้ได้  ท่านผู้นี้แหละชื่อว่าผู้สามารถ  ให้พระกัมมัฏฐาน  ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ข้างต้นนั้น  ผู้ประสงค์จะเจริญกัมมัฏฐานพึงเข้าไปหาท่านผู้เช่นนั้นนั่นเทียว

:ส่วนคำว่า  กัลยาณมิตร  นั้น  หมายเอากัลยาณมิตรผู้ที่ดำรงตนอยู่ในฝ่ายข้างดี  มีจิตมุ่งในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติประจำตนมีอาทิอย่างนี้  คือ –

<sub><small>''(หน้าที่ 155)''</small></sub>

:ปิโย  ครุ  ภาวนีโย    วตฺตา  จ  วจนกฺขโม

:คมฺภีรญฺจ  กถํ  กตฺตา    โน  จฏฺฐาเน  นิโยชโก

:๑.      มีคุณสมบัติเป็นที่รัก

:๒.      มีคุณสมบัติเป็นที่น่าเคารพ

:๓.      มีคุณสมบัติเป็นที่น่าสรรเสริญ

:๔.      เป็นผู้สามารถว่ากล่าวตักเตือน

:๕.      เป็นผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำต่ำ ๆ  สูง ๆ  ได้

:๖.      เป็นผู้สามารถชี้แจงถ้อยคำที่สุขุมลุ่มลึกได้  และ

:๗.      เป็นผู้ไม่แนะนำในทางที่ไม่สมควร

'''อธิบายลักษณะกัลยาณมิตร'''

:อธิบายว่า  ท่านผู้เป็นกัลยาณมิตรนั้น  ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ๑  สมบูรณ์ด้วยศีล ๑  สมบูรณ์ด้วยสุตะ ๑  สมบูรณ์ด้วยจาคะ ๑  สมบูรณ์ด้วยวีริยะ ๑  สมบูรณ์ด้วยสติ ๑  และเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ๑  คือย่อมเชื่อมั่นต่อความตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้าและ  เชื่อมั่นต่อกรรมและผลแห่งกรรม  ด้วยศรัทธาสมบัติ  ไม่ยอมปล่อยวางการแสวงหาประโยชน์  แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอันเป็นเหตุแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ  ด้วยศรัทธาสมบัตินั้น  ย่อมเป็นที่รักเป็นที่น่าเคารพเป็นที่น่าสรรเสริญ  เป็นผู้ทักท้วงตำหนิโทษว่ากล่าว  เป็นผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำของสัตว์ทั้งหลายได้  ด้วยศีลสมบัติ  เป็นผู้สามารถชี้แจงถ้อยคำอันลุ่มลึก  ซึ่งประกอบด้วยสัจธรรม  และปฏิจจสมุปปาทธรรมเป็นต้น  ด้วยสุตสมบัติ  เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  ชอบสงัด  ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ  ด้วยจาคสมบัติ  เป็นผู้เพียรพยายามในการปฏิบัติทั้งที่เป็นประโยชน์ตน  และประโยชน์คนอื่น  ด้วยวีริยสมบัติ  เป็นผู้มีสติตั้งมั่นในทางดี  ด้วยสติสมบัติ  เป็นผู้มีจิตใจไม่คิดฟุ้ง  มีจิตมั่นคงด้วยสมาธิสมบัติ  และรู้แจ้งชัดไม่วิปริตผิดเพี้ยน  ด้วยปัญญาสมบัติ  ท่านผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเห็นปานนี้นั้น  ย่อมสอดส่องมองเห็นคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม  ด้วยสติรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์  และเป็นโทษของสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริง  ด้วยปัญญา  มีจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษนั้น  ด้วยสมาธิ  ช่วยกำสิ่งที่เป็นโทษ  พยายามชักจูงแนะนำ  สัตว์ทั้งหลายในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ด้วยวีริยะ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 156)''</small></sub>

'''กัลยาณมิตรตัวอย่าง'''

:ก็แหละ   กัลยาณมิตรผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติทุก ๆ  ประการนั้น  คือ   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   โดยพระบาลีรับรองว่า-   

:ดูก่อนอานันทะ   สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา   ย่อมพ้นจากชาติความเกิดได้   ด้วยอาศัยกัลยาณมิตรคือเราตถาคตนั่นเทียว

:เพราะเหตุดังนั้น  เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น  การเรียนเอาพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคนั้นนั่นแลเป็นประเสริฐที่สุด  แต่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว  ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐  องค์  องค์ใดยังมีชนมายุอยู่  การเรียนเอาพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระมหาสาวกองค์นั้น  ย่อมเป็นการสมควร  เมื่อพระมหาสาวกนั้นไม่มีอยู่แล้ว  ก็พึงเรียนเอาในสำนักของพระอรหันตขีณาสพองค์ที่ได้ฌานจตุกกนัยหรือฌานปัญจกนัย ด้วยพระกัมมัฏฐานบทที่ตนประสงค์จะเรียนเอานั้น แล้วเจริญวิปัสสนาซึ่งมีฌานเป็นปทัฏฐาน จนได้บรรลุถึงซึ่งความสิ้นสุดแห่งอาสวะกิเลสนั่นเถิด

:ถาม –ก็แหละ  พระอรหันตขีณาสพนั้น  ท่านประกาศตนให้ทราบหรือว่าท่านเป็นพระขีณาสพ ?

:ตอบ –จะต้องตอบทำไม  เพราะพระอรหันตขีณาสพนั้น  ท่านรู้ถึงภาวะที่ผู้จะทำความเพียรแล้วย่อมแสดงตนให้ทราบด้วยความอาจหาญและรื่นเริง  โดยชี้ให้เห็นถึงภาวะแห่งการปฏิบัติไม่เป็นโมฆะ  พระอัสสคุตตเถระรู้ว่า  ภิกษุนี้เป็นผู้จะทำกัมมัฏฐาน  ฉะนี้แล้ว  ท่านปูลาดแผ่นหนังไว้บนอากาศแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นหนังนั้น  บอกพระกัมมัฏฐานแก่ภิกษุผู้ปรารภพระกัมมัฏฐานแล้ว  มิใช่หรือ ?

:เพราะเหตุฉะนั้น   ถ้าโยคีบุคคลได้พระอรหันตขีณาสพ  ข้อนั้นนับว่าเป็นบุญ  แต่ถ้าหาไม่ได้  พึงเรียนเอาพระกัมมัฏฐานในสำนักของท่านผู้ทรงคุณสมบัติเหล่านี้  โดยจากก่อนมาหลังคือ  พระอนาคามี  พระสกทาคามี  พระโสดาบัน  ปุถุชนผู้ได้ฌาน  ท่านผู้ทรงจำปิฏกทั้งสาม  ท่านผู้ทรงจำปิฏกสอง  ท่านผู้ทรงจำปิฏกหนึ่ง  แม้เมื่อท่านผู้ทรงจำปิฏกหนึ่งก็ไม่มี  ท่านผู้ใดมีความชำนาญแม้เพียงสังคีติอันเดียวพร้อมทั้งอรรถกถา  และเป็นผู้มีความละอายด้วย

<sub><small>''(หน้าที่ 157)''</small></sub>

:พึงเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของท่านผู้นั้นเถิด  ด้วยว่าบุคคลผู้มีลักษณะเห็นปานฉะนี้  ชื่อว่าเป็นผู้รักษาประเพณี  เป็นอาจารย์ผู้นับถือมติของอาจารย์  ไม่ใช่ผู้ถือมติของตนเองเป็นใหญ่  เพราะเหตุฉะนี้แหละ  พระเถระในปางก่อนทั้งหลาย  จึงได้กล่าวประกาศไว้ถึง  ๓  ครั้งว่า  ท่านผู้มีความละอายจักรักษา,  ท่านผู้มีความละอายจักรักษา,  ท่านผู้มีความละอายจักรักษา  ฉะนี้

:ก็แหละ  ในบรรดากัลยาณมิตรเหล่านั้น  กัลยาณมิตรที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ  เป็นอาทิ  ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาในตอนต้น  ท่านย่อมบอกพระกัมมัฏฐานให้ได้เฉพาะแต่แนวทาง  ที่ท่านได้บรรลุมาด้วยตนเองเท่านั้น  ส่วนกัลยาณมิตรผู้เป็นพหุสูต  เพราะเหตุที่พระบาลีและอรรถกถาอันเป็นอุปการะแก่กัมมัฏฐานเป็นสิ่งที่ท่านได้เข้าไปหาพระอาจารย์นั้น ๆ แล้วเรียนเอาอย่างขาวสะอาด  ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่  ท่านจึงเลือกสรรเอาแต่สุตบทและเหตุอันคล้อยตามสุตบทซึ่งสมควรแก่กัมมัฏฐานนั้น ๆ  จากนิกายนี้บ้างโน้นบ้าง  แล้วเอามาปรับปรุงให้เป็นที่สะดวกสบายเหมาะสมแก่โยคีบุคคลผู้ที่ท่านจะให้กัมมัฏฐาน  แสดงวิธีแห่งกัมมัฏฐานให้เห็นแนวทางอย่างกว้างขวาง  เป็นดุจพญาช้างบุกไปในสถานที่รกชัฏ  จึงจักบอกกัมมัฏฐาน

:เพราะเหตุฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน  ซึ่งมีคุณสมบัติเห็นปานฉะนี้  ทำวัตรปฏิบัติแก่ท่านแล้ว  พึงเรียนเอาพระกัมมัฏฐานเถิด

'''ระเบียบเข้าหาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตร'''

:แหละถ้าโยคีบุคคลได้กัลยาณมิตรนั้นในวัดเดียวกัน  ข้อนั้นนับว่าเป็นบุญ  แต่ถ้าหาไม่ได้  ท่านอยู่  ณ  วัดใดก็พึงไป  ณ  ที่วัดนั้น  และเมื่อไปนั้น  อย่าล้างเท้า  อย่าทาน้ำมัน  อย่าสวมรองเท้า  อย่ากั้นร่ม  อย่าให้ศิษย์ช่วยถือทนานน้ำมันและน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น  อย่าไปอย่างมีอันเตวาสิกห้อมล้อม  แต่พึงไปอย่างนี้  คือ  พึงทำคมิกวัตร  (วัตรของผู้เตรียมจะไป)  ให้เสร็จบริบูรณ์แล้วถือเอาบาตรและจีวรของตนด้วยตนเองไป  เมื่อแวะพัก  ณ  วัดใด ๆ  ใน

<sub><small>''(หน้าที่ 158)''</small></sub>

:ระหว่างทาง  พึงทำวัตรปฏิบัติ  ณ  วัดนั้น ๆ  ตลอดไป  คือในเวลาเข้าไป  พึงทำอาคันตุกวัตร  ในเวลาจะออกมา  พึงทำคมิกวัตร  ให้บริบูรณ์  พึงมีเครื่องบริขารเพียงเล็กน้อยและมีความประพฤติอย่างเคร่งครัดที่สุด  

:ก่อนแต่จะเข้าไปสู่วัดนั้น  พึงให้ทำไม้ชำระฟันให้เป็นกัปปิยะสมควรแก่ที่จะใช้ได้เสียแต่ในระหว่างทาง  แล้วพึงถือเข้าไป  และอย่าได้ไปแวะพัก  ณ  บริเวณอื่น  ด้วยตั้งใจว่าจะแวะพักสักครู่หนึ่ง  ล้างเท้าทาน้ำมันเท้าเป็นต้นแล้วจึงจะไปสำนักของอาจารย์  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ถ้าในวัดนั้นจะพึงมีพวกภิกษุที่ไม่ลงคลองกันกับอาจารย์นั้น  ภิกษุเหล่านั้น  ก็จะพึงซักถามถึงเหตุที่มาแล้ว  ประกาศตำหนิติโทษของอาจารย์ให้ฟัง  จะพึงก่อกวนให้เกิดความเดือดร้อนใจว่า  ฉิบหายแล้วสิ  ถ้าคุณมาสู่สำนักของภิกษุองค์นั้น  ข้อนี้ก็จะพึงเป็นเหตุให้ต้องกลับไปเสียจากที่นั่นได้  เพราะฉะนั้น  พึงถามถึงที่อยู่ของอาจารย์แล้วตรงไปยังที่นั้นเลยทีเดียว

'''ระเบียบปฏิบัติต่ออาจารย์'''

:ถ้าแหละ  แม้อาจารย์นั้นจะเป็นผู้อ่อนพรรษากว่า  ก็อย่าพึงยินดีต่อการช่วยรับบาตรและจีวรเป็นต้น  ถ้าท่านแก่พรรษากว่า  พึงไปไหว้ท่านแล้วยืนคอยอยู่ก่อน  พึงเก็บบาตรและจีวรไว้ตามที่ท่านแนะนำว่า  “อาวุโส  เก็บบาตรและจีวรเสีย”  ถ้าปรารถนาอยากจะดื่มก็จงดื่มตามที่ท่านแนะนำว่า  “อาวุโส  นิมนต์ดื่มน้ำ”  แต่อย่าพึ่งล้างเท้าทันทีตามที่ท่านแนะนำว่า  “ล้างเท้าเสีย  อาวุโส”  เพราะถ้าเป็นน้ำที่พระอาจารย์ตักเอามาเอง  ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควร  แต่เมื่อท่านแนะนำว่า  “ล้างเถิด  อาวุโส  ฉันไม่ได้ตักมาเองดอก  คนอื่นเขาตักมา”  พึงไปนั่งล้างเท้า  ณ  โอกาสอันกำบังที่อาจารย์มองไม่เห็น  หรือ  ณ  ส่วนข้างหนึ่งของวิหารอันเป็นที่ว่างเปล่า

<sub><small>''(หน้าที่ 159)''</small></sub>

:ถ้าแหละ  ท่านอาจารย์หยิบเอาขวดน้ำมันสำหรับทามาให้  พึงลุกขึ้นรับโดยเคารพด้วยมือทั้งสอง  เพราะถ้าไม่รับ  ความสำคัญเป็นอย่างอื่นก็จะพึงมีแก่อาจารย์ว่า  ภิกษุนี้ทำการสมโภคคือการใช้ร่วมกันให้กำเริบเสียหายตั้งแต่บัดนี้เทียว  (รังเกียจการใช้สิ่งของร่วมกัน)  แต่ครั้นรับแล้วอย่าพึงทาตั้งต้นแต่เท้าไป  เพราะถ้าน้ำมันนั้น  เป็นน้ำมันสำหรับทาตัวของพระอาจารย์แล้ว  ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร  เพราะฉะนั้น  พึงทาศรีษะแล้วทาตามลำดับตัวเป็นต้นก่อน  แต่เมื่อท่านแนะนำว่า  “อาวุโส  ทาเท้าก็ได้  น้ำมันนี้เป็นน้ำมันรักษาอวัยวะทั่วไป”  พึงทาที่ศรีษะนิดหน่อยแล้วจึงทาเท้า  ครั้นทาเสร็จแล้วพึงเรียนว่า  “กระผมขออนุญาติเก็บขวดน้ำมันนี้ขอรับ”  เมื่อท่านรับเองก็พึงมอบถวายคืน

:อย่าเพิ่งเรียนขอว่า  “ขอท่านกรุณาบอกพระกัมมัฏฐานให้แก่กระผมด้วย”  ตั้งแต่วันที่มาถึง  แต่ถ้าอุปัฏฐากประจำของท่านอาจารย์มี  พึงขออนุญาตกะเขาแล้วทำวัตรปฏิบัติแก่ท่านนับตั้งแต่วันที่สองไป  ถ้าแม้ขอแล้วแต่เขาไม่ยอมอนุญาตให้  เมื่อได้โอกาสก็พึงทำทันที  เมื่อทำวัตรปฏิบัติพึงจัดเอาไม้ชำระฟัน  ๓  ชนิดเข้าไปวางไว้  คือ  ชนิดเล็ก  ชนิดกลาง  และชนิดใหญ่  พึงตระเตรียมน้ำบ้วนปากและน้ำสรง ๒  ชนิด  คือ  น้ำเย็นและน้ำอุ่น  แต่นั้นพึงสังเกตุไว้  ท่านอาจารย์ใช้ชนิดไหนถึง ๓  วัน  ก็พึงจัดเฉพาะชนิดนั้นตลอดไป  เมื่อท่านไม่ถือระเบียบแน่นอน  ใช้ตามมีตามเกิด  ก็พึงจัดไปไว้ตามที่ได้

:ธุระอะไรที่ข้าพเจ้าจะต้องพิจารณามากเล่า  วัตรปฏิบัติโดยชอบอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แล้วฉันใด  พึงทำวัตรปฏิบัติแม้นั้นให้ครบทุก ๆ อย่าง  ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาขันธกะวินัยปิฏก  มีอาทิว่า –

:ภิกษุทั้งหลาย  อันเตวาสิกพึงประพฤติปฏิบัติโดยชอบในพระอาจารย์  กิริยาที่ประพฤติปฏิบัติโดยชอบในพระอาจารย์นั้น  ดังนี้  พึงลุกขึ้นแต่เช้าแล้วถอดรองเท้าเสีย  ห่มจีวรเฉวียงบ่า  ถวายไม้ชำระฟัน  ถวายน้ำล้างหน้า  ปูลาดอาสนะ  ถ้ามีข้าวต้มพึงล้างภาชนะให้สะอาดแล้วน้อมข้าวต้มเข้าไปถวาย

<sub><small>''(หน้าที่ 160)''</small></sub>

:เมื่อโยคีบุคคลทำให้ท่านอาจารย์พอใจด้วยวัตรสมบัติอยู่โดยทำนองนี้  ตกถึงเวลาเย็น  กราบท่านแล้ว  เมื่อท่านอนุญาติให้ไปว่าไปได้ฉะนี้  จึงค่อยไป  เมื่อใดท่านถามว่า  “เธอมา  ณ  ที่นี้เพื่อประสงค์สิ่งใดหรือ ?”  เมื่อนั้น  พึงกราบเรียนเหตุที่มาให้ทราบ  ถ้าท่านไม่ถามเลย  แต่ก็ยินดีต่อวัตรปฏิบัติ  ครั้นล่วงเลยมาถึง  ๑๐  วันหรือปักษ์หนึ่งแล้ว  แม้ถึงท่านจะอนุญาติให้ไป  ก็อย่าพึ่งไป  พึงขอให้ท่านให้โอกาสแล้ว  พึงกราบเรียนถึงเหตุที่มา  ให้ทราบสักวันหนึ่ง  หรือพึงไปหาท่านให้ผิดเวลา  เมื่อท่านถามว่า  มาทำไม ?  พึงฉวยโอกาสกราบเรียนถึงเหตุที่มา  ถ้าท่านนัดหมายให้มาเช้า  ก็พึงเข้าไปเช้าตามนัดนั่นแล

:ก็แหละ  ถ้าตามเวลาที่นัดหมายนั้น  โยคีบุคคลเกิดเสียดท้องด้วยโรคดีกำเริบก็ดี  หรืออาหารไม่ย่อยเพราะไฟธาตุอ่อนก็ดี  หรือโรคอะไรอย่างอื่นเบียดเบียนก็ดี  พึงเรียนโรคนั้นให้ท่านอาจารย์ทราบตามความจริง  แล้วกราบเรียนขอเปลี่ยนเวลาที่ตนสบาย  แล้วพึงเข้าไปหาในเวลานั้น  ทั้งนี้เพราะว่า  ในเวลาที่ไม่สบายแม้ท่านอาจารย์จะบอกพระกัมมัฏฐานให้ก็ไม่สามารถที่จะมนสิการได้

:อรรถาธิบายพิสดารในหัวข้อสังเขปว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ยุติเพียงเท่านี้

'''จริยา  ๖  อย่าง'''

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  อันเหมาะสมแก่จริยาของตน  ฉะนี้ต่อไป –

:คำว่า  จริยา  ได้แก่จริยา  ๖  อย่างคือ

:๑.  ราคจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจราคะ

:๒.  โทสจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจโทสะ

:๓.  โมหจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจโมหะ

:๔.  สัทธาจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจศรัทธา

:๕.  พุทธจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจปัญญา

:๖.  วิตักกจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจวิตก

<sub><small>''(หน้าที่ 161)''</small></sub>

:แต่เกจิอาจารย์ประสงค์เอาจริยาถึง  ๑๔  อย่าง  โดยบวกจริยา  ๘  เข้าด้วย  ดังนี้คือ  จริยาอื่นอีก  ๔  ด้วยอำนาจการคละกันและต่อกันของราคจริยาเป็นต้น  คือราคโทสจริยา ๑  ราคโมหจริยา ๑  โทสโมหจริยา ๑  ราคโทสโมหจริยา ๑  และจริยา ๔  อย่างอื่นอีกด้วยอำนาจการคละกันและต่อกันของสัทธาจริยาเป็นต้น  คือ  สัทธาพุทธิจริยา ๑  สัทธาวิตักกจริยา ๑  พุทธิวิตักกจริยา ๑  สัทธาพุทธิวิตักกจริยา ๑

:แต่เมื่อจะกล่าวประเภทแห่งจริยา  ด้วยอำนาจการคละกันและต่อกันอย่างนี้แล้ว  จริยาก็จะมีเป็นอเนกประการ  โดยยกเอาราคจริยาเป็นต้นมาคละกันกับสัทธาจริยาเป็นต้น  ความสำเร็จแห่งอรรถาธิบายที่ประสงค์ก็จะไม่พึงมี  เพราะฉะนั้น  นักศึกษาพึงเข้าใจแต่โดยสังเขปว่า  จริยามีเพียง  ๖  อย่างเท่านั้น

'''จริตบุคคล  ๖  ประเภท'''

:คำว่า  จริยา ๑  ปกติ  ๑  ความหนาแน่น ๑  โดยใจความเป็นอันเดียวกัน  และด้วยอำนาจแห่งมูลจริยา ๖  อย่างนั้น  บุคคลจึงมี  ๖  ประเภทเหมือนกัน  ดังนี้ –

:๑.      ราคจริตบุคคล    คนราคจริต

:๒.      โทสจริตบุคคล    คนโทสจริต

:๓.      โมหจริตบุคคล    คนโมหจริต

:๔.      สัทธาจริตบุคคล    คนศรัทธาจริต

:๕.      พุทธิจริตบุคคล    คนพุทธิจริต  และ

:๖.      วิตักกจริตบุคคล    คนวิตกจริต

'''อธิบายจริตบุคคล  ๖  ประเภท'''

:คนราคจริตมีส่วนเข้ากันได้กับคนศรัทธาจริต  โดยมีอรรถาธิบายว่า  ในสมัยที่กุศลจิตเกิดขึ้น  สำหรับคนราคจริตนั้น  ศรัทธามีกำลังมาก  เพราะศรัทธามีคุณลักษณะใกล้กับราคะ  ขยายความว่า  ในฝ่ายอกุศล  ราคะย่อมทำให้เยื่อใยติดใจในอารมณ์  ไม่ห่อเหี่ยว ฉันใด ในฝ่ายกุศล ศรัทธาก็ทำให้เยื่อใยติดใจในอารมณ์ ไม่ห่อเหี่ยว  ฉันนั้น  ราคะย่อมแสวงหาวัตถุกาม  ฉันใด  ศรัทธาก็ย่อมแสวงหาคุณมีศีลเป็นต้น  ฉันนั้น  และราคะย่อมไม่ละวางซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ฉันใด ศรัทธาก็ไม่ละวางซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฉันนั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 162)''</small></sub>

:คนโทสจริตมีส่วนเข้ากันได้กับคนพุทธิจริต  โดยมีอรรถาธิบายว่า  ในสมัยที่กุศลจิตเกิดขึ้น  สำหรับคนโทสจริตนั้น  ปัญญามีกำลังมาก  เพราะปัญญามีคุณลักษณะใกล้กับโทสะ  ขยายความว่า  ในฝ่ายอกุศล  โทสะไม่เยื่อใย  ไม่ติดอารมณ์  ฉันใด  ในฝ่ายกุศล  ปัญญาก็ไม่เยื่อใย  ไม่ติดอารมณ์  ฉันนั้น  โทสะย่อมแสวงหาแต่โทษแม้ที่ไม่มีจริง  ฉันใด  ปัญญาก็ย่อมแสวงหาแต่โทษที่มีจริง  ฉันนั้น  และโทสะย่อมเป็นไปโดยอาการหลีกเว้นสัตว์  ฉันใด  ปัญญาก็ย่อมเป็นไปโดยอาการหลีกเว้นสังขาร  ฉันนั้น

:แหละ  โมหจริตบุคคลมีส่วนเข้ากันได้กับวิตกจริตบุคคล  โดยมีอรรถาธิบายว่า  เมื่อโมหจริตบุคคลเพียรพยายามเพื่อทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นนั้น  วิตกผู้ทำอันตราย  ย่อมชิงเกิดขึ้นเสียโดยมาก  ทั้งนี้  เพราะวิตกมีลักษณะใกล้กับโมหะ  ขยายความว่า  โมหะเป็นสภาพไม่ตั้งมั่น  เพราะเกลื่อนกลาดดาษดาไปในอารมณ์  ฉันใด  วิตกก็เป็นสภาพไม่ตั้งมั่น  เพราะตริตรึกนึกไปโดยประการต่าง ๆ  ฉันนั้น  และโมหะเป็นสภาพไหวหวั่นเพราะไม่หยั่งลงมั่นในอารมณ์  ฉันใด  วิตกก็เป็นสภาพไหวหวั่น  เพราะกำหนดอารมณ์รวดเร็ว  ฉันนั้น  

:อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า  จริยาอื่น ๆ  ยังมีอีก ๓  อย่าง  ด้วยอำนาจตัณหา ๑  มานะ ๑  ทิฏฐิ ๑  ใน  ๓  อย่างนั้น  ตัณหาก็ได้แก่ราคะนั่นเอง  และมานะก็ประกอบด้วยราคะนั้น  เพราะเหตุฉะนี้  ตัณหาและมานะทั้งสองจึงไม่พ้นราคจริตไปได้  ส่วนทิฏฐิจริยาก็บวกเข้าไปในโมหจริยานั่นเอง  เพราะทิฏฐิมีโมหะเป็นเหตุให้เกิด

'''ปัญหา  ๓  ข้อในจริยา  ๖  อย่าง'''

:๑.      จริยา  ๖  อย่างนี้นั้น  มีอะไรเป็นเหตุ

:๒.      จะทราบได้อย่างไรว่า  บุคคลนี้  เป็นราคจริต  บุคคลนี้  เป็นโทสจริตเป็นต้น  จริตใดจริตหนึ่ง

:๓.      บุคคลจริตชนิดไหน  มีธรรมเป็นที่สบายอย่างไร

'''วิสัชนาปัญหา  ข้อที่  ๑'''

:ในจริยา  ๖  อย่างนั้น  เกจิอาจารย์กล่าวไว้ว่า  จริยา  ๓  อย่างข้างต้น  มีกรรมที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติก่อนเป็นเหตุ ๑  มีธาตุ และโทษเป็นเหตุ ๑

<sub><small>''(หน้าที่ 163)''</small></sub>

:อธิบายว่า  บุคคลผู้มีการกระทำสิ่งที่น่าเจริญใจและทำกรรมอันดีงามไว้มากในชาติก่อน  หรือบุคคลที่จุติจากสวรรค์มาเกิดในโลกนี้  ย่อมเป็นคนราคจริต  บุคคลผู้สร้างเวรกรรม  คือตัดช่องย่องเบาปล้นฆ่าและพันธนาจองจำไว้มากในชาติก่อน  หรือบุคคลที่จุติจากนรกและกำเนิดนาคมาเกิดในโลกนี้  ย่อมเป็นคนโทสจริต  บุคคลที่ดื่มน้ำเมามากและขาดการศึกษาการค้นคว้าในชาติก่อน  หรือบุคคลที่จุติจากกำเนิดดิรัจฉานมาเกิดในโลกนี้  ย่อมเป็นคนโมหจริต

:เกจิอาจารย์กล่าวว่า  จริยา  ๓  ข้างต้น  มีกรรมที่สั่งสมมาในชาติก่อนเป็นเหตุ  อย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้

:อนึ่ง  เพราะมีธาตุทั้ง  ๒  คือ  ธาตุดินและธาตุน้ำมาก  บุคคลจึงเป็นคนโมหจริต  เพราะมีธาตุทั้ง  ๒  คือธาตุไฟและธาตุลมนอกนี้มา  บุคคลจึงเป็นคนโทสจริต  และเพราะมีธาตุหมดทั้ง  ๔  ธาตุสม่ำเสมอกัน  บุคคลจึงเป็นคนราคจริต  ส่วนในข้อว่าด้วยโทษนั้นคือ  บุคคลผู้มีเสมหะมากเป็นคนราคจริต  บุคคลผู้มีลมมากเป็นคนโมหจริต  หรือบุคคลผู้มีเสมหะมากเป็นคนโมหจริต  บุคคลผู้มีลมมากเป็นคนราคจริต

:เกจิอาจารย์กล่าวว่า  จริยา  ๓  ข้างต้น  มีธาตุและโทษเป็นเหตุอย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้

'''มติมหาพุทธโฆสเถระแย้งเกจิอาจารย์'''

:คำของพวกเกจิอาจารย์ทั้งหมดนี้  เป็นคำที่ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ  เพราะเหตุนี้  บุคคลผู้มีการกระทำสิ่งที่น่าเจริญใจและทำกรรมอันดีงามไว้มากในชาติก่อนก็ดี  บุคคลจำพวกที่จุติจากสวรรค์มาเกิดในโลกนี้ก็ดี  ไม่ใช่จะเป็นคนราคจริตไปเสียทั้งหมดมิได้  หรือบุคคลจำพวกสร้างเวรกรรมมีการตัดช่องย่องเบาเป็นต้นไว้มากก็ดี  บุคคลจำพวกที่จุติจากนรกเป็นต้นมาเกิดในโลกนี้ก็ดี  ไม่ใช่จะเป็นคนโทสจริต  คนโมหจริตไปเสียทั้งหมดมิได้  และการกำหนดเอาความมากของธาตุทั้ง  ๔  โดยนัยตามที่กล่าวมาแล้วนั้น  ก็ไม่เป็นอย่างนั้นทีเดียว  และในการกำหนดเอาโทษเล่า  ก็กล่าวถึงเพียงคนราคจริตกับคนโมหจริต  ๒  บุคคลเท่านั้น  และแม้คำกำหนดด้วยอำนาจโทษนั้น  ก็ผิดกันทั้งเบื้องต้นเบื้องปลาย  (เพราะการกำหนดจริยา

<sub><small>''(หน้าที่ 164)''</small></sub>

:ด้วยอำนาจแห่งโทษว่า  บุคคลเป็นคนราคจริตเป็นต้นด้วยมีโทษคือเสมหะเป็นต้นมากนั้น  พวกเกจิอาจารย์กล่าวว่า  บุคคลมีเสมหะมากเป็นคนราคจริตดังนี้แล้วกลับกล่าวว่า  บุคคลมีเสมหะมากเป็นคนโมหจริต  และว่าบุคคลมีลมมากเป็นคนโมหจริต  แล้วยังซ้ำกล่าวว่า  บุคคลมีลมมากเป็นคนมีราคจริตอีกเล่า)  และในศรัทธาจริยาเป็นต้น  ก็มิได้กล่าวถึงเหตุจริยาอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว

'''มติของท่านอรรถกถาจารย์'''

:ส่วนการวินิจฉัยตามแนวมติของท่านอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย  ในอธิการนี้  มีดังนี้ กล่าวคือ  ในการระบุเอาส่วนที่มากหนาของเหตุ  ท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ -  สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้  เป็นผู้มีโลภะมากหนา  เป็นผู้มีโทสะมากหนา  เป็นผู้มีโมหะมากหนา  เป็นผู้มีอโลภะมากหนา  ทั้งนี้โดยนิยามแห่งเหตุ  มีโลภะเป็นต้นอันเป็นไปในภพก่อน  ดังนี้

'''อกุศลวาระ  ๔'''

:๑.  บุคคลใดในขณะทำกรรม  โลภะมีกำลังมากแต่อโลภะมีกำลังน้อย  อโทสะ,  อโมหะมีกำลังมาก  แต่โทสะ,  โมหะมีกำลังน้อย  อโลภะซึ่งมีกำลังน้อยของบุคคลนั้น  ย่อมไม่สามารถครอบงำโลภะได้  ส่วนอโทสะ,  อโมหะมีกำลังมาก  จึงสามารถครอบงำโทสะ,  โมหะได้ เพราะเหตุนั้น  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ชื่อว่าบังเกิดด้วยอำนาจปฏิสนธิวิบากอันกรรมนั้นเผล็ดผลให้  ย่อมเป็นคนขี้โลภ  แต่อ่อนโยน  ไม่มักโกรธ  มีปัญญา  มีปรีชาญานแหลมคมดังเพชร

:๒.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  โลภะ,  โทสะมีกำลังมาก  แต่อโลภะ,  อโทสะมีกำลังน้อย อโมหะมีกำลังมากแต่โมหะมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนี้  ย่อมเป็นคนขี้โลภด้วย  ขี้โกรธด้วย  โดยนัยต้นนั่นเทียว  แต่เป็นคนเจ้าปัญญา  มีฌานปรีชาแหลมคมดังเพชร  เหมือนพระทัตตาภยเถระเป็นตัวอย่าง

<sub><small>''(หน้าที่ 165)''</small></sub>

:๓.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  โลภะ,  อโทสะ,  โมหะมีกำลังมาก  แต่อโลภะ,  โทสะ,  อโมหะมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนขี้โลภด้วย  มีปัญญาอ่อนด้วยโดยนัยต้นนั่นเทียว  แต่เป็นคนอ่อนโยน  ไม่ขี้โกรธ  เหมือนพระพากุลเถระเป็นตัวอย่าง

:๔.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  โลภะ,  โทสะ,  โมหะครบทั้ง  ๓  เหตุมีกำลังมาก  แต่อโลภะ,  อโทสะ,  อโมหะเหตุมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนข้โลภด้วย  ขี้โกรธด้วย  ขี้หลงด้วย  โดยนัยต้นนั่นเทียว

'''กุศลวาระ  ๔'''

:๑.    ส่วนบุคคลใดในขณะทำกรรม  อโลภะ,  โทสะ,  โมหะมีกำลังมาก  แต่โลภะ,  อโทสะ,  อโมหะมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนไม่โลภ  มีกิเลสน้อย  แม้จะได้ประสพกับอารมณ์อันเป็นทิพย์  ก็ไม่หวั่นไหวโดยนัยต้นนั่นเทียว  แต่ว่าเป็นคนขี้โกรธ  และมีปัญญาอ่อน

:๒.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  อโลภะ,  อโทสะ,  โมหะมีกำลังมาก  แต่โลภะ,  โทสะ,  อโมหะมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนไม่ขี้โลภ  และไม่ขี้โกรธ  อ่อนโยน  โดยนัยต้นนั่นเทียว  แต่เป็นคนมีปัญญาอ่อน

:๓.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  อโลภะ,  โทสะ,  อโมหะมีกำลังมาก  แต่โลภะ,  อโทสะ,  โมหะมีกำลังน้อย  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนไม่ขี้โลภ  และมีปัญญาดี  โดยนัยต้นนั่นเทียว  แต่เป็นคนขี้โทโสขี้โกรธ

:๔.    อนึ่ง  บุคคลใดในขณะทำกรรม  อโลภะ,  อโทสะ,  อโมหะเหตุทั้ง  ๓  ประการ  มีกำลังมาก  แต่โลภะ,  โทสะ,  โมหะมีกำลังอ่อน  บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเหตุเช่นนั้น  ย่อมเป็นคนไม่ขี้โลภ  ไม่ขี้โกรธ  และมีปัญญาดี  เหมือนพระมหารักขิตเถระ  โดยนัยต้นนั่นเทียว

'''อรรถาธิบายของท่านฎีกาจารย์'''

:อกุศลวาระและกุศลวาระนี้    ท่านฎีกาจารย์ให้อรรถาธิบายไว้ดังนี้-   ก็แหละในอรรถกถานั้น  ได้วาระ ๑๔ วาระ  คือ  ในฝ่ายอกุศลได้ ๗ วาระ ทั้งนี้ ด้วยอำนาจความมากหนา

<sub><small>''(หน้าที่ 166)''</small></sub>

:แห่งเหตุมีโลภเหตุเป็นต้น   โดยจัดเป็นอย่างละหนึ่ง ๓ วาระ  อย่างละสอง ๓ วาระ  อย่างละสาม ๑ วาระ   คือโลภวาระ ๑   โทสวาระ  ๑  โมหวาระ  ๑  โลภ,  โทส,  วาระ  ๑  โลภ,  โมหวาระ  ๑  โทส,  โมหวาระ  ๑  และโลภ, โทส,  โมหวาระ ๑   ในฝ่ายกุศลได้  ๗  วาระเหมือนกันทั้งนี้   ด้วยอำนาจความมากหนาแห่งเหตุมีอโลภเหตุเป็นต้น   โดยจัดเป็นอย่างละหนึ่ง  ๓  วาระ  อย่างละสอง  ๓  วาระ   อย่างละสาม  ๑  วาระ  คือ  อโลภวาระ  ๑  อโทสวาระ  ๑  อโมหวาระ  ๑  อโลภ,  อโทสวาระ  ๑   อโลภ,  อโมหวาระ,  ๑  อโทส,  อโมหวาระ  ๑   อโลภ,  อโทส,  อโมหวาระ  ๑

:ใน  ๑๔  วาระนั้น   ท่านอรรถกถาจารย์แสดงเป็นเพียง  ๘  วาระเท่านั้น   โดยจัดวาระในฝ่ายอกุศลเป็น  ๓  วาระ   ในฝ่ายกุศลเป็น  ๓  วาระ   เข้าไว้ในภายในดังนี้   ในฝ่ายกุศลท่านถือเอาโทสุสสทวาระด้วยวาระที่  ๓    ถือเอาโมหุสสทวาระด้วยวาระที่  ๒   และถือเอาโทส-โมหุสสทวาระ   ด้วยวาระที่  ๑   ซึ่งมาในอรรถกถานั้นว่า   อโลภ,  โทส,  อโมห,  มีกำลังมาก,  อโลภ,  อโทส,  โมห,   มีกำลังมาก   อโลภ,  โทส,  โมห,   มีกำลังมาก   ในฝ่ายอกุศลก็เหมือนกันท่านถือเอาอโทสุสสทวาระ    ด้วยวาระที่   ๓    ถือเอาอโมหุสสทวาระด้วยวาระที่   ๒    และถืออโทสอโมหุสสทวาระด้วยวาระที่  ๑   ซึ่งมาในอรรถกถานั้นว่า   โลภ,  อโทส,  โมห,   มีกำลังมาก,  โลภ,  โทส,  อโมห,  มีกำลังมาก   โลภะอโทส,  อโมห,   มีกำลังมาก

:ก็แหละ  ในอรรถกถานั้น   บุคคลใดที่ท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า   เป็นคนขี้โลภ  ดังนี้   บุคคลนั้นเป็นคนราคจริต   บุคคลที่ขี้โกรธและบุคคลมีปัญญาอ่อน   เป็นคนโทสจริตและคนโมหจริต   บุคคลผู้มีปัญญาดี   เป็นคนพุทธิจริต   บุคคลผู้ไม่โลภไม่โกรธ   เป็นคนศรัทธาจริต  เพราะมีปกติเลื่อมใสศรัทธา   อีกนัยหนึ่ง   บุคคลที่บังเกิดมาด้วยกรรมอันมีอโมหะเป็นบริวาร   เป็นคนพุทธิจริต   ฉันใด   บุคคลที่บังเกิดมาด้วยกรรมอันมีศรัทธาที่มีกำลังมากเป็นบริวาร   ก็เป็นคนศรัทธาจริต  ฉันนั้น   บุคคลที่เกิดมาด้วยกรรมซึ่งมีกามวิตกเป็นต้น  เป็นบริวาร   เป็นคนวิตกจริต   บุคคลที่บังเกิดมาด้วยกรรมซึ่งมีความผสมกับโลภะเป็นต้นเป็นบริวาร   จัดเป็นคนมีจริตเจือปน

<sub><small>''(หน้าที่ 167)''</small></sub>

:นักศึกษาพึงทราบว่า   กรรมอันให้เกิดปฎิสนธิวิบาก   ซึ่งมีโลภะเป็นต้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นบริวาร  นับเป็นเหตุแห่งจริยาทั้งหลาย   ด้วยประการฉะนี้

'''วิปัสนาปัญหา  ข้อที่  ๒'''

:ก็แหละ  ในปัญหาที่ข้าพเจ้าตั้งไว้มีอาทิว่า  จะพึงทราบได้อย่างไรว่า  บุคคลนี้เป็นคนราคจริต  ฉะนี้นั้น  มีแนวทางที่จะให้ทราบได้โดยบทประพันธคาถา  ดังนี้ –

:อิริยาปถโต กิจฺจา      โภชนา  ทสฺสนาทิโต

:ธมฺมปฺปวตฺติโต  เจว    จริยาโย  วิภาวเย

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายได้โดยประการเหล่านี้  คือ –

:๑.      โดยอิริยาบถ

:๒.      โดยการงาน

:๓.      โดยอาหาร

:๔.      โดยการเห็นเป็นต้น  และ

:๕.      โดยความเกิดขึ้นแห่งธรรมะ

'''๑.  โดยอิริยาบถ'''

:ในประการเหล่านั้น  ข้อว่า  โดยอิริยาบถ  มีอรรถาธิบายว่า -  คนราคจริต  เมื่อเดินอย่างปกติ  ย่อมเดินไปโดยอาการอันเรียบร้อย  ค่อย ๆ วางเท้าลง  วางเท้ายกเท้าอย่างสม่ำเสมอ  และเท้าของคนราคจริตนั้นเป็นเว้ากลาง  คนโทสจริตนั้นย่อมเดินเหมือนเอาปลายเท้าขุดพื้นดินไป  วางเท้ายกเท้าเร็ว  และเท้าของคนโทสจริตนั้นจิกปลายเท้าลง  คนโมหจริตย่อมเดินด้วยกิริยาที่ส่ายไปข้าง ๆ  วางเท้ายกเท้าเหมือนคนที่สะดุ้งตกใจ และเท้าของคนโมหจริตนั้นลงส้น  ข้อนี้สมด้วยคำที่อรรถาจารย์กล่าวไว้ในอุปบัติแห่งคัณฑิยสูตรว่า 

:คนขี้กำหนัดเท้าเว้ากลาง  คนขี้โกรธเท้าจิกปลายลง  คนขี้หลงเท้าลงส้น  ส่วนเท้าชนิดนี้นี้  เป็นเท้าของท่านผู้ละกิเลส เหมือนดังหลังคาได้แล้ว

<sub><small>''(หน้าที่ 168)''</small></sub>

:แม้อิริยาบถยืนของคนราคจริต  ก็มีอาการหวานตา  น่าเลื่อมใส    ของคนโทสจริต  มีอาการแข็งกระด้าง  ของคนโมหจริตมีอาการซุ่มซ่าม  แม้ในอิริยาบถนั่งก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้  ส่วนอิริยาบถนอน  คนราคจริตไม่รีบร้อน  ปูที่นอนอย่างสม่ำเสมอ  ค่อย ๆ นอนทอดองค์อวัยวะลงโดยเรียบร้อย  นอนหลับด้วยอาการอันน่าเลื่อมใส  และเมื่อปลุกให้ตื่นก็ไม่ผลุนผลันลุกขึ้น ขานตอบเบา ๆ เหมือนคนมีความรังเกียจ  คนโทสจริตรีบร้อน  ปูที่นอนตามแต่จะได้  ทอดกายผลุงลง  นอนอย่างเกะกะไม่เรียบร้อย  และเมื่อปลุกให้ตื่นก็ผลุนผลันลุกขึ้น  ขานตอบเหมือนกับคนโกรธ  คนโมหจริต  ปูที่นอนไม่ถูกฐานผิดรูป  นอนทอดกายส่ายไปข้างโน้นข้างนี้  คว่ำหน้ามาก  และเมื่อปลุกให้ตื่น  ก็มัวทำเสียงหื้อหื้ออยู่  ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า  ส่วนคนศรัทธาจริตเป็นต้น  เพราะมีส่วนเข้ากันได้กับคนราคจริตเป็นต้น  ฉะนั้น  แม้คนศรัทธาจริตเป็นต้นจึงมีอิริยาบถเหมือนกับคนราคจริตเป็นต้นนั่นเทียว

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายโดยอิริยาบถ  เป็นประการแรก  ด้วยประการฉะนี้

'''๒.  โดยการงาน'''

:ก็แหละ  ข้อว่า  โดยการงาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ในการงานต่าง ๆ เช่น  การปัดกวาดลานวัดเป็นต้น  คนราคจริตจับไม้กวาดเรียบร้อย  ไม่รีบร้อน  ไม่คุ้ยดินทรายให้เกลื่อนกลาด  กวาดสะอาดราบเรียบ  เหมือนลาดพื้นด้วยเสื่อปอและดอกไม้  คนโทสจริตจับไม้กวาดแน่นมาก  ท่าทางรีบร้อน  คุ้ยเอาดินทรายขึ้นไปกองไว้สองข้าง  กวาดเสียงดังกราก ๆ  แต่ไม่สะอาดไม่เรียบราบ  คนโมหจริตจับไม้กวาดหลวม ๆ  กวาดวนไปวนมาทำให้ดินทรายและหยากเยื่อกลาดเกลื่อน  ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย  

:ในกรณีปัดกวาด  ฉันใด  แม้ในการงานทั่ว ๆ ไป  เช่นการซักจีวร  ย้อมจีวร  เป็นต้น  ก็เหมือนกัน  คนราคจริตมักทำอย่างละเอียดลออ  เรียบร้อย  สม่ำเสมอ  และด้วยความตั้งใจ  คนโทสจริต  มักทำอย่างเคร่งเครียด  เข้มแข็ง  แต่ไม่สม่ำเสมอ  คนโมหจริต  มักทำไม่ละเอียดลออ  งุ่มง่าม  ไม่สม่ำเสมอ  และไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์  แม้การนุ่งห่มจีวร  สำหรับคนราคจริต  นุ่งห่มไม่ตึงเกินไม่หลวมเกิน  นุ่งห่มปริมณฑล  น่าเลื่อมใส  สำหรับคนโทสจริต  นุ่งห่มตึงเปรี๊ยะ  ไม่เป็นปริมณฑล  สำหรับคนโมหจริต  นุ่งห่มหลวม ๆ

<sub><small>''(หน้าที่ 169)''</small></sub>

:พะรุงพะรัง  ส่วนคนศรัทธาจริตเป็นต้น  พึงทราบโดยทำนองแห่งคนราคจริตเป็นต้นนั่นเทียว  เพราะเป็นผู้มีส่วนเข้ากันได้  กับคนราคจริตเป็นต้นเหล่านั้น

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายโดยการงาน  ด้วยประการฉะนี้

'''๓.  โดยอาหาร'''

:ข้อว่า  โดยอาหาร  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  คนราคจริตชอบอาหารที่มีรสหวานจัด  และเมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวกลมกล่อม  ไม่ใหญ่จนเกินไป  มีความต้องการรสเป็นสำคัญ  บริโภคอย่างไม่รีบร้อน  และได้อาหารที่ดี ๆ แล้วจะเป็นอะไรก็ตาม  ย่อมดีใจ  คนโทสจริตชอบอาหารที่ไม่ประณีต  มีรสเปรี้ยว  และเมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวใหญ่เสียจนเต็มปากไม่ต้องการโอชารส  บริโภคอย่างรีบร้อน  และได้อาหารที่ไม่ดีแล้วจะเป็นอะไรก็ตาม  ย่อมดีใจ  คนโมหจริตย่อมไม่ชอบรสอะไรแน่นอน  และเมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวเล็ก ๆ  ไม่กลมกล่อม  ทำเมล็ดข้าวหกเรี่ยราดในภาชนะ  ริมฝีปากเปื้อนเปรอะ  บริโภคอย่างมีจิตฟุ้งซ่าน  นึกพล่านไปถึงสิ่งนั้น ๆ  ฝ่ายคนศรัทธาจริตเป็นต้นก็พึงทราบโดยทำนองของคนราคจริตเป็นต้นนั่นเทียว  เพราะเป็นผู้มีส่วนเข้ากันได้กับคนราคจริตเป็นต้นนั้น

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายโดยอาหาร  ด้วยประการฉะนี้

'''โดยการเห็นเป็นต้น'''

:ข้อว่า  โดยการเห็นเป็นต้น  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  คนราคจริตเห็นรูปที่น่าเจริญใจแม้นิดหน่อย  ก็เกิดพิศวงแลดูเสียนาน ๆ  ย่อมข้องติดอยู่ในคุณเพียงเล็กน้อย  ไม่ถือโทษแม้ที่เป็นจริง  แม้จะหลีกพ้นไปแล้วก็ไม่ประสงค์ที่จะปล่อยวาง  หลีกไปทั้ง ๆ ที่มีความอาลัยถึง  คนโทสจริตเห็นรูปที่ไม่น่าเจริญใจแม้นิดหน่อยก็เป็นดุจว่าลำบากใจเสียเต็มที  ทนแลดูนาน ๆ ไม่ได้  ย่อมเดือดร้อนเป็นทุกข์ในโทษแม้เพียงเล็กน้อย  ไม่ถือเอาคุณแม้ที่มีจริง  แม้จะหลีกพ้นไปแล้ว  ก็ยังปรารถนาที่จะพ้นอยู่นั่นเอง  หลีกไปอย่างไม่อาลัยถึง  คนโมหจริตเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว  ย่อมอาศัยคนอื่นกระตุ้นเตือน  ครั้นได้ยินคนอื่นเขานินทาก็นินทาตาม  ครั้นได้ยินคนอื่นเขาสรรเสริญก็สรรเสริญตาม  ส่วนลำพังตนเองเฉย ๆ  ด้วยความเฉยเพราะไม่รู้  แม้ในกรณีที่ได้ฟังเสียงเป็นต้นก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้  ส่วนคนศรัทธาจริต

<sub><small>''(หน้าที่ 170)''</small></sub>

:เป็นต้น  พึงทราบโดยทำนองของคนราคจริตเป็นต้นนั่นเทียว  เพราะเป็นผู้มีส่วนเข้ากันได้กับคนราคจริตเป็นต้นนั้น

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายโดยการเห็นเป็นต้น  ด้วยประการฉะนี้

'''๕.  โดยความเกิดขึ้นแห่งธรรมะ'''

:ข้อว่า  โดยความเกิดขึ้นแห่งธรรมะ  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  อกุศลธรรม  มีอาทิอย่างนี้คือ  ความเสแสร้ง,  ความโอ้อวด,  ความถือตัว,  ความปรารถนาลามก,  ความมักมาก,  ความไม่สันโดษ,  ความแง่งอน,  และความมีเล่ห์เหลี่ยม  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนราคจริต  อกุศลธรรมมีอาทิอย่างนี้คือ  ความโกรธ,  ความผูกโกรธ,  ความลบหลู่,  ความตีเสมอ,  ความริษยา  และความตระหนี่  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนโทสจริต  อกุศลธรรมมีอาทิอย่างนี้คือ  ความหดหู่,  ความเซื่องซึม,  ความฟุ้งซ่าน,  ความรำคาญใจ,  ความสงสัย,  ความยึดมั่นถือมั่นด้วยความสำคัญผิด  และความไม่ปล่อยวาง  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนโมหจริต

:กุศลธรรมมีอาทิอย่างนี้คือ  ความเสียสละเด็ดขาด,  ความใคร่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย,  ความใคร่ฟังพระสัทธรรม,  ความมากไปด้วยปราโมช,  ความไม่โอ้อวด,  ความไม่มีมารยา  และความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนศรัทธาจริต  กุศลธรรมมีอาทิอย่างนี้  คือ  ความเป็นผู้ว่าง่าย,  ความเป็นผู้มีมิตรดี,  ความรู้จักประมาณในโภชนะอาหาร,  ความมีสติสัมปชัญญะ,  ความหมั่นประกอบความเพียร,  ความเศร้าสลด  ในฐานะที่ควรเศร้าสลดและความเริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคายของผู้เศร้าสลดแล้ว  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนพุทธิจริต,  อกุศลธรรมมีอาทิอย่างนี้คือ  ความมากไปด้วยการพูด,  ความยินดีในหมู่คณะ,  ความไม่ยินดีในการภาวนากุศลธรรม,  ความมีการงานไม่แน่นอน,  ความบังหวนควันในเวลากลางคืน,  ความลุกโพลงในเวลากลางวัน  และความคิดพล่านไปโน่น ๆ นี่ ๆ  ย่อมเกิดขึ้นมากแก่คนวิตกจริต

:นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายโดยความเกิดขึ้นแห่งธรรมะ  ด้วยประการฉะนี้

'''วินิจฉัยวิสัชนาปัญหาข้อที่  ๒'''

:ก็แหละ  เพราะวิธีแสดงจริยานี้  ไม่ได้มาในบาลีและอรรถกถาโดยประการทั้งปวง  ข้าพเจ้ายกมาแสดงไว้โดยอาศัยมติของอาจารย์อย่างเดียว  ฉะนั้น  จึงไม่ควรเชื่อถือเอา

<sub><small>''(หน้าที่ 171)''</small></sub>

:โดยเป็นสาระนัก  เพราะเหตุว่า  อาการทั้งหลายมีอิริยาบถเป็นต้น  ของคนราคจริตที่แสดงไว้นั้น  แม้จำพวกคนโทสจริตเป็นต้น  ผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท  ก็สามารถทำได้อยู่  และสำหรับบุคคลผู้มีจริตผสมกันเพียงคนเดียว  จริยาทั้งหลายมีอิริยาบถเป็นต้นซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน  ก็เกิดขึ้นไม่ได้

:ส่วนวิธีแสดงจริยานี้ใดที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย  ข้อนั้นเท่านั้นควรเชื่อถือโดยเป็นสาระแท้  สมกับที่ท่านกล่าวไว้ว่า  อาจารย์ผู้ได้สำเร็จเจโตปริยญาณ  จึงจักรู้จริยาแล้วบอกพระกัมมัฏฐานได้เอง ส่วนอาจารย์นอกนี้ต้องถามอันเตวาสิกผู้จะเรียนพระกัมมัฏฐานทั้งนั้น

:เพราะเหตุฉะนี้  จะพึงทราบได้ว่า  บุคคลนี้  เป็นคนราคจริต  บุคคลนี้  เป็นคนจริตใดจริตหนึ่งในโทสจริตเป็นต้น  ก็ด้วยเจโตปริยญาณ  หรือเพราะสอบถามตัวบุคคลผู้นั้นเอง  ด้วยประการฉะนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่  ๓'''

:ก็แหละ  ในปัญหาข้อว่า  บุคคลจริตชนิดไหน  มีธรรมเป็นที่สบายอย่างไร  ฉะนี้นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ –

'''ธรรมเป็นที่สบายของคนราคจริต'''

:จะอธิบายถึงเสนาสนะสำหรับคนราคจริต  เป็นประการแรก

:เสนาสนะ  ชนิดที่ตั้งอยู่กับพื้นดิน  ชายคารอบ ๆ ไม่ล้างเช็ด  ไม่ทำกันสาด เป็นกุฏิมุงหญ้า  เป็นบรรณศาลาที่มุงบังด้วยใบตองอย่างใดอย่างหนึ่ง  เปรอะไปด้วยละอองธุลี  เต็มไปด้วยค้างคาวเล็ก ๆ  ทะลุปรุโปร่ง  และปรักหักพัง  สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป  อยู่ที่ดอนมีความรังเกียจด้วยภัยอันตราย  มีทางสกปรก  และสูง ๆ ต่ำ ๆ  แม้จะมีเตียงและตั่งก็เต็มไปด้วยตัวเรือด  รูปร่างไม่ดี สีไม่งาม  ที่พอแต่เพียงแลเห็นก็ให้เกิดความรังเกียจ  เสนาสนะเช่นนั้นเป็นที่สบายของคนราคจริต

:ผ้านุ่งและผ้าห่ม  ชนิดที่ขาดแหว่งที่ชาย  มีเส้นด้ายสับสนสวนขึ้นสวนลง  เช่นเดียวกับขนมร่างแห  มีสัมผัสสากเหมือนปอป่าน  เป็นผ้าเศร้าหมองและหนัก  รักษาลำบากเป็นที่สบายของคนราคจริต

<sub><small>''(หน้าที่ 172)''</small></sub>

:แม้บาตร  บาตรดินชนิดที่สีไม่งาม  หรือบาตรเหล็กชนิดที่ทำลายความงามเสียด้วยแนวตะเข็บและหมุด  เป็นบาตรที่หนัก  ทรวดทรงไม่ดี  น่าเกลียดเหมือนกระโหลกศรีษะ  ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต

:แม้ทางสำหรับไปบิณฑบาต  ก็เป็นทางชนิดที่ไม่พอใจ  ห่างไกลหมู่บ้านขรุขระ  ไม่เรียบร้อย  ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต

:แม้หมู่บ้านที่ไปรับบิณฑบาต  ก็เป็นหมู่บ้านที่มีคนทั้งหลายเที่ยวไปทำเป็นเหมือนไม่เห็น  และที่มีคนทั้งหลายนิมนต์ภิกษุผู้ได้ภิกษาแม้ในตระกูลหนึ่งแล้วให้เข้าไปสู่โรงฉันว่า  “นิมนต์มาทางนี้ขอรับ”  ครั้นถวายข้าวต้มและข้าวสวยแล้ว เมื่อจะไปก็พากันไปอย่างไม่เหลียวแล  คล้าย ๆ กับคนรับจ้างเลี้ยงโค  ต้อนโคเข้าในคอกแล้วก็ไม่เหลียวแล  ฉะนั้นหมู่บ้านเช่นนั้นเหมาะสมแก่คนราคจริต

:แม้พวกคนสำหรับอังคาสปรนนิบัติ  ก็เป็นจำพวกทาสหรือกรรมกรที่มีผิวพรรณเศร้าหมองไม่น่าดู  เครื่องนุ่งห่มสกปรก  เหม็นสาบ  น่าสะอิดสะเอียน  ที่อังคาสปรนนิบัติโดยอาการไม่เคารพ  ทำเหมือนจะเทข้าวต้มและข้าวสวยทิ้ง  คนอังคาสปรนนิบัติเช่นนั้น  เหมาะสมกับคนราคจริต

:แม้ข้าวต้มข้าวสวยและของเคี้ยว  ก็เป็นชนิดที่เลว  สีสันไม่ดี  ที่ทำด้วยข้าวฟ่างข้าวกับแก้และข้าวปลายเกรียนเป็นต้น  เปรียงบูด  ผักเสี้ยนดองแกงผักเก่า ๆ  ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว  พอให้เต็มท้องเท่านั้น  เหมาะสมแก่คนราคจริต

:แม้อิริยาบถ  อิริยายืนหรืออิริยาบถเดิน  เหมาะสมแก่คนราคจริต

:อารมณ์กัมมัฏฐาน  เป็นอารมณ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง  ในวรรณกสิณทั้งหลาย  มีนีลกสิณเป็นต้น  ชนิดที่มีสีไม่สะอาดตา  เหมาะสมกับคนราคจริต

:นี้คือธรรมที่เป็นที่สบายของคนราคจริต  ด้วยประการฉะนี้

'''ธรรมเป็นที่สบายของคนโทสจริต'''

:เสนาสนะ  สำหรับคนโทสจริตนั้น  เป็นชนิดที่ไม่สูงเกินไป  ไม่ต่ำเกินไป  มีร่มเงาบริบุรณ์ด้วยน้ำใช้น้ำฉัน  มีฝา  เสาและบันไดที่จัดไว้อย่างเรียบร้อย  เขียนภาพลายดอกไม้ลายเครือวัลย์สำเร็จเสร็จสรรพ  รุ่งเรืองงามด้วยจิตกรรมนานาชนิด  มีพื้นเรียบ  เกลี้ยง

<sub><small>''(หน้าที่ 173)''</small></sub>

:เกลา  นุ่มนิ่ม  มีพวงดอกไม้และผ้าสีอันวิจิตรประดับเพดานอย่างเป็นระเบียบ  คล้ายกับวิมานพรหม  เครื่องปูลาดและเตียงตั่งจัดแจงแต่งไว้อย่างดี  สะอาดน่ารื่นรมย์  มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยเครื่องอบดอกไม้ที่จัดวางไว้เพื่อให้อบ  ณ  ที่นั้น ๆ  ซึ่งพอเห็นเท่านั้นก็ให้เกิดความปีติปราโมช  เสนาสนะเห็นปานฉะนี้  เป็นที่สบายของคนโทสจริต

:แม้ทางสำหรับเสนาสนะ  นั้น  ก็เป็นสิ่งปลอดภัยอันตรายทั้งปวง  มีพื้นสะอาดและสม่ำเสมอ  ประดับตกแต่งเรียบร้อย  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:แม้เครื่องใช้สำหรับเสนาสนะ  ในทีนี้  ก็ไม่ต้องมีมากนัก  มีเพียงเตียงและตั่งตัวเดียวก็พอ  ทั้งนี้เพื่อตัดไม่ให้เป็นที่อาศัยของจำพวกสัตว์ต่าง ๆ  เช่นแมลงสาบ  เรือด งูและหนูเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:ผ้านุ่งและผ้าห่ม  ก็เป็นประเภทผ้าเมืองจีน  ผ้าเมืองโสมาร  ผ้าไหมผ้าฝ้ายและผ้าเปลือกไม้อย่างละเอียด  ซึ่งเป็นของประณีตชนิดใด ๆ ก็ตาม  เอาผ้าชนิดนั้น ๆ มาทำเป็นชั้นเดียวหรือสองชั้น  เป็นผ้าเบา  ย้อมดี  มีสีสะอาด  ควรแก่สมณะ  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:บาตร  เป็นชนิดบาตรเหล็ก  มีทรวดทรงดีเหมือนต่อมน้ำ  เกลี้ยงเกลาเหลาหล่อเหมือนแก้วมณี  ไม่มีสนิม  มีสีสะอาดควรแก่สมณะ  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:ทางสำหรับไปบิณฑบาต  เป็นชนิดที่ปลอดภัยอันตราย  สม่ำเสมอ  น่าเจริญใจ  ไม่ไกลไม่ใกล้หมู่บ้านเกินไป  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:แม้หมู่บ้านที่ไปรับบิณฑบาต  ก็เป็นหมู่บ้านที่มีคนทั้งหลายคิดว่า  พระผู้เป็นเจ้าจักมาเดี๋ยวนี้แล้ว  จึงปูอาสนะเตรียมไว้  ณ  ประเทศที่สะอาดเกลี้ยงเกลา  ลุกรับ  ช่วยถือบาตรนิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือน  นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว  จึงอังคาสเลี้ยงดูด้วยมือของตนโดยความเคารพ  หมู่บ้านเช่นนี้  ย่อมเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:คนปรนนิบัติเลี้ยงดู  เป็นคนรูปร่างสวย  น่าเลื่อมใส  อาบน้ำชำระกายดีแล้วไล้ทาตัวดีแล้ว  หอมฟุ้งด้วยกลิ่นธูปกลิ่นเครื่องอบและกลิ่นดอกไม้  ประดับตกแต่งด้วยผ้าและอาภรณ์ที่ย้อมด้วยสีต่าง ๆ  ล้วนแต่สะอาดและน่าภูมิใจ  มีปกติทำการปรนนิบัติด้วยความเคารพ  คนปรนนิบัติเลี้ยงดูเช่นนั้น  จึงเป็นที่สบายแก่คนโทสจริต

<sub><small>''(หน้าที่ 174)''</small></sub>

:แม้ข้าวต้มข้าวสวยและของเคี้ยว  ก็เป็นชนิดที่มีสีต้องตา  ถึงพร้อมด้วยกลิ่นและรส  มีโอชาน่าชอบใจ  ประณีตโดยประการทั้งปวง  และเพียงพอแก่ความต้องการ  จึงเหมาะสมแก่คนโทสจริต

:แม้อิริยาบถ  ก็ต้องเป็นอิริยาบถนอนหรืออิริยาบถนั่ง  จึงเหมาะสมแก่คนโทสจริต  

:อารมณ์กัมมัฏฐาน  เป็นอารมณ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง  ในวรรณกสิณทั้งหลาย  มีนีลกสิณเป็นต้น  ซึ่งเป็นชนิดที่มีสีสะอาดหมดจดเป็นอย่างดี

:นี้คือธรรมเป็นที่สบายของคนโทสจริต  ด้วยประการฉะนี้

'''ธรรมเป็นที่สบายของคนโมหจริต'''

:สำหรับคนโมหจริตนั้น  เสนาสนะต้องหันหน้าสู่ทิศไม่คับแคบ  ที่เมื่อนั่งแล้วทิศย่อมปรากฏโล่งสว่าง  ในบรรดาอิริยาบถ ๔  อิริยาบถเดินจึงจะเหมาะสม  ส่วนอารมณ์กัมมัฏฐานขนาดเล็กเท่าตะแกรง  หรือเท่าขันโอ  ย่อมไม่เหมาะสมแก่คนโมหจริตนั้น  เพราะเมื่อโอกาสคับแคบ  จิตก็จะถึงความมึนงงยิ่งขึ้น  เพราะฉะนั้น  ดวงกสิณขนาดใหญ่กว้างมากจึงจะเหมาะสม  ประการที่เหลือ  มีเสนาสนะเป็นต้น  ซึ่งควรจะยกมาแสดงสำหรับคนโมหจริต  พึงเข้าใจว่ามีลักษณะเช่นเดียวกันกับการที่ได้แสดงไว้แล้วสำหรับคนโทสจริตนั่นแล

:นี้คือธรรมเป็นที่สบายแก่คนโมหจริต  ด้วยประการฉะนี้

'''ธรรมเป็นที่สบายของคนศรัทธาจริตเป็นต้น'''

:วิธีที่ได้แสดงมาแล้วในคนโทสจริตแม้ทุก ๆ ประการ  จัดเป็นธรรมเป็นที่สบาย  สำหรับคนศรัทธาจริตด้วย  แหละในบรรดาอารมณ์กัมมัฏฐานทั้งหลาย  เฉพาะอนุสสติกัมมัฏฐานจึงจะเหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต

:สำหรับคนพุทธิจริตนั้น  ไม่มีข้อที่จะต้องกล่าวว่า  ในบรรดาสัปปายะทั้งหลาย  มีเสนาสนะสัปปายะเป็นต้น  สิ่งนี้ย่อมเป็นที่สบายแก่พุทธิจริตฉะนี้ 

:สำหรับคนวิตกจริตนั้น  เสนาสนะที่โล่งโถงหันหน้าสู่ทิศสว่าง  ที่เมื่อนั่งแล้วสวน,  ป่า,  สระโบกขรณี,  ทิวแถบแห่งหมู่บ้าน,  นิคมชนบท  และภูเขาอันมีสีเขียวชะอุ่ม  ย่อมปรากฏ

<sub><small>''(หน้าที่ 175)''</small></sub>

:เห็นเด่นชัด  เสนาสนะเช่นนั้นย่อมไม่เหมาะสม  เพราะเสนาสนะอันมีลักษณะเช่นนี้นั้น  ย่อมเป็นปัจจัยทำให้วิตกวิ่งพล่านไปนั่นเทียว  เพราะฉะนั้น  วิตกจริตบุคคลพึงอยู่ในเสนาสนะที่ตั้งอยู่ในซอกเขาลึก  มีป่ากำบัง  เช่นเงื้อมเขาท้องช้างและถ้ำชื่อมหินทะ  เป็นต้น  แม้อารมณ์กัมมัฏฐานชนิดกว้างใหญ่ก็ไม่เหมาะสมแก่คนวิตกจริต  เพราะอารมณ์เช่นนั้นย่อมเป็นปัจจัยทำให้จิตแล่นพล่านไปด้วยอำนาจแห่งวิตก  แต่อารมณ์ชนิดเล็กจึงจะเหมาะสม  ประการที่เหลือ  เหมือนกับที่ได้แสดงมาแล้วสำหรับคนราคจริตนั่นเทียว

:นี้คือธรรมเป็นที่สบายสำหรับคนวิตกจริต  ด้วยประการฉะนี้

:อรรถาธิบายอย่างพิสดาร  โดยประเภท,  เหตุให้เกิด,  วิธีให้รู้  และธรรมเป็นที่สบายของจริยาทั้งหลาย  ซึ่งมาในหัวข้อว่า  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  ยุติเพียงเท่านี้

:ส่วนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยานั้น  ข้าพเจ้ายังจะไม่แสดงให้แจ้งชัดโดยสิ้นเชิงก่อน  เพราะกัมมัฏฐานนั้น ๆ  จักปรากฏแจ้งชัดด้วยตัวเอง  ในอรรถาธิบายพิสดารของหัวข้อถัดไปนี้

'''วินิจฉัยกัมมัฏฐาน  ๔๐  โดยอาการ  ๑๐  อย่าง'''

:เพราะเหตุฉะนั้น  ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้นั้น  ประการแรกนักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยอาการ  ๑๐  อย่าง  ดังนี้  คือ-

:๑.      โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

:๒.      โดยการนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน

:๓.      โดยความต่างกันแห่งฌาน

:๔.      โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์

:๕.      โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

:๖.      โดยอารมณ์ของฌาน

:๗.      โดยภูมิเป็นที่บังเกิด


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''