Difference between revisions 87526 and 87651 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}
== พรหมวิหารนิเทศ ปริจเฉทที่ ๙ ==
<sub><small>''(หน้าที่ 80)''</small></sub>
'''วิธีภาวนาพรหมวิหาร ๔'''
'''๑. เมตตาภาวนา'''
:ในพรหมวิหาร ๔ อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขานั้น เมื่อโยคีบุคคลผู้แรกเริ่มทำกรรมฐาน ประสงค์จะเจริญเมตตาพรหมวิหารข้อแรกให้บังเกิดมีขึ้นในจิตสันดานของตน เบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ คือความกังวล ๑๐ ประการ ให้สิ้นห่วงเสียก่อน ครั้นแล้วจึงไปเรียนเอาวิธีเจริญเมตตากัมมัฏฐานในสำนักของอาจารย์ให้เป็นที่เข้าใจพอที่จะนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ครั้นแล้วเมื่อจะเริ่มปฏิบัติ พึงบริโภคอาหารให้อิ่มหนำสำราญพอแก่ความต้องการ และบรรเทาความง่วงอันเกิดแก่การบริโภคนั้นให้สร่างหายก่อน ลำดับนั้นพึงไปนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย ณ อาสนะซึ่งได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าตรงที่อันสงัดปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่านไปมา โดยเอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ประการแรกจงพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติอย่างเด่นชัดเสียก่อน
:ถาม – เพราะเหตุไร จึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติก่อน ?
:ตอบ – เพราะการเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้ ความประสงค์ก็เพื่อจะสลัดทิ้งเสีย ซึ่งความโกรธและให้บรรลุถึงซึ่งขันติคุณ เป็นจุดหมายสำคัญ ประกอบด้วยมีกฎความจริงอยู่ว่า ใคร ๆ ก็ตาม ย่อมไม่อาจสละทิ้งซึ่งโทษที่ตนไม่ได้เห็น และไม่อาจที่จะบรรลุถึงซึ่งอานิสงส์ที่ตนมิได้รู้มาก่อน
<sub><small>''(หน้าที่ 81)''</small></sub>
'''พิจารณาโทษความโกรธและอานิสงส์ขันติ'''
:เพราะฉะนั้น ก่อนแต่จะลงมือเจริญเมตตากัมมัฏฐาน โยคีบุคคลจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธเสียก่อน ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลักอาทิเช่น
:“ดูก่อนอาวุโส คนที่โกรธขึ้นมาแล้ว ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีจิตอันความโกรธยึดครองไว้แล้ว ย่อมอาจล้างผลาญชีวิตของกันและกันได้ทีเดียว”
:และต้องพิจารณาให้รู้อานิสงส์ของขันติ ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลัก อาทิเช่น
:“ขันติ คือ ความยับยั้งใจไว้ได้ เป็นธรรมเครื่องเผาบาปให้เหือดแห้งชั้นเยี่ยม เรายกย่องบุคคลผู้มีขันติเป็นกำลัง มีขันติเป็นกองทัพ ว่าเป็นพราหมณ์ คุณธรรมที่จะเป็นเครื่องป้องกันความฉิบหาย และนำไปซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้แก่ตนและคนอื่น ที่จะประเสริฐวิเศษยิ่งไปกว่าขันตินั้นย่อมไม่มี”
'''ต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาก่อน'''
:เมื่อได้เห็นโทษของความโกรธ และรู้อานิสงส์ของขันติแล้วดังนั้น คราวนี้ก็ถึงวาระของโยคีบุคคลจะพึงเริ่มเจริญเมตตากัมมัฏฐาน เพื่อประโยชน์ที่จะข่มจิตให้พ้นจากความโกรธซึ่งมีโทษตามที่ได้พิจารณาเห็นมาแล้ว และเพื่อประโยชน์ที่จะประกอบตนไว้ในขันติคุณ ซึ่งมีอานิสงส์ตามที่ตนได้รู้ประจักษ์มาแล้วต่อไป แต่ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัตินั้น จำต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาอีกก่อน ว่าบุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงในอันดับแรกไม่ได้ บุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงไม่ได้เลยตลอดกาล ดังต่อไปนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 82)''</small></sub>
'''ห้ามเจริญในคน ๔ จำพวกเป็นอันดับแรก'''
:มีมาตรฐานอยู่ว่า เมตตาภาวนานี้ห้ามมิให้โยคีบุคคลเจริญไปในบุคคล ๔ จำพวกนี้เป็นอันดับแรก คือ คนที่เกลียดชัง ๑ เพื่อนที่รักมาก ๑ คนที่เป็นกลาง ๆ ๑ คนที่เป็นคู่เวรกัน ๑ ส่วนคนต่างเพศกัน ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปโดยจำเพาะเจาะจง และคนที่ตายแล้ว ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเลยตลอดกาล
:ถาม – เพราะเหตุไร บุคคล ๔ จำพวก มีคนเกลียดชังกันเป็นต้น จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเป็นอันดับแรก ?
:ตอบ – เพราะเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาโดยเพ่งเอาคนที่เกลียดชังมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนที่รักกันนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ลำบากใจมาก เมื่อจะเพ่งเอาเพื่อนที่รักมากมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนกลาง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเช่นเดียวกัน แม้เพียงแต่เขาได้ประสบทุกข์นิดหน่อยก็เป็นเหตุให้โยคีบุคคลถึงกับเสียใจ ร้องไห้ได้เสียแล้ว, เมื่อจะเพ่งเอาคนที่เป็นกลาง ๆ มาตั้งไว้ในฐานะเป็นที่รักเล่า ก็ย่อมจะเป็นการยากแก่ใจทำนองเดียวกัน และเมื่อระลึกถึงคนที่เป็นคู่เวรกัน ความโกรธแค้นก็จะเกิดขึ้นมา เมตตาภาวนาย่อมบังเกิดขึ้นไม่ได้
:ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่เกลียดชังเป็นต้นเป็นอันดับแรก
'''ห้ามเจริญเจาะจงในคนต่างเพศ'''
:ในกรณีที่คนต่างเพศกันนั้น เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปโดยเจาะจงคือเพ่งเอาคนต่างเพศนั้นมาเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ ราคะคือความกำหนัดยินดีในเพศก็จะเกิดขึ้นมาแทน เมตตาภาวนาไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ เคยมีตัวอย่างมาว่า บุตรอำมาตย์คนหนึ่งเรียนถามพระเถระที่ตนอุปัฏฐากว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอรับ เมตตาภาวนานี้จะต้องเจริญให้บังเกิดแก่ใครจึงจะดี” พระเถระให้คำตอบว่า “ต้องเจริญให้บังเกิดในคนที่รักจึงจะดี คุณโยม” ก็ภริยาของเขาเองเป็นที่รักของบุตรอำมาตย์นั้น เขาจึงได้เจริญเมตตาภาวนาไปในภิริยาของเขานั่นเอง ผลจึงปรากฏว่าเขาได้ทำการรบกับฝาเรือนตลอดคืนยันรุ่งทีเดียว
:ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาโดยเจาะจงในคนต่างเพศ
<sub><small>''(หน้าที่ 83)''</small></sub>
'''ห้ามเจริญในคนตายแล้วตลอดกาล'''
:ในกรณีที่คนตายแล้ว เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปถึงคนที่ตายแล้ว เขาย่อมไม่บรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ หรือแม้เพียงอุปจารสมาธิได้เลย เคยมีตัวอย่างว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้เจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาพระอาจารย์มาเป็นอารมณ์ แม้เธอจะได้เพียรเจริญสักเท่าไร เมตตาฌานก็มิได้บังเกิดขึ้นแก่เธอ ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้อย่างชำนิชำนาญมาก่อนแล้ว เธอจึงได้ไปเรียนถามพระมหาเถระว่า “ใต้เท้าขอรับ กระผมเคยเจริญเมตตาฌานได้อย่างชำนิชำนาญแล้ว แต่บัดนี้กระผมไม่สามารถจะเข้าสู่เมตตาสมาบัตินั้นได้ จะเป็นด้วยเหตุอะไรหรือขอรับผม” พระมหาเถระแนะนำว่า “อาวุโส เธอลองตรวจดูอารมณ์กรรมฐานที่เธอเจริญเมตตาไปถึงนั้นว่า จะยังมีชีวิตอยู่หรือหาไม่แล้ว” เมื่อภิกษุนั้นตรวจดูอารมณ์กรรมฐาน ก็ได้ทราบว่าพระอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพไปเสียแล้ว จึงได้เปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานใหม่ เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาคนอื่นมาเป็นอารมณ์จึงได้สำเร็จเมตตาสมาบัติสมดังประสงค์
:ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่ตายแล้วตลอดกาล
'''เจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก'''
:โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาภาวนาไปในตนของตน เป็นอันดับแรกก่อนกว่าบุคคลทั้งปวง โดยภาวนาแต่ในใจซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งนี้จนกว่าเมตตาจิตในตนจะปรากฏอย่างเด่นชัดด้วยคำภาวนาว่า
:อหํ สุขิโต โหมิ, นิทฺทุกฺโข โหมิ.
:ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย หรืออีกแบบหนึ่งว่า
:อเวโร โหมิ, อพฺยาปชฺโฌ โหมิ, อนีโฆ โหมิ, สุขี อตฺตานํ ปริหรามิ.
:ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่ามีเวรกับใคร ๆ เลย, ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย, ขอข้าพเจ้าอย่าได้มีความทุกข์เลย, ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 84)''</small></sub>
'''มติขัดแย้ง'''
:หากมีมติขัดแย้งว่า ถ้าถือหลักที่ว่า ต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรกเช่นนี้แล้ว คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ ดังจะยกมากล่าวต่อไป จะมิเป็นการคลาดเคลื่อนไปหรือเพราะในพระบาลีนั้น ๆ ท่านมิได้กล่าวถึงการเจริญเมตตาในตนเองเลย เช่น
:ในคัมภีร์วิภังค์ปกรณ์แห่งอภิธรรมปิฏกว่า
:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไมตรีจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น หมายความว่ากระไร? หมายความว่า ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตานั้น แผ่ไมตรีจิตไปยังสัตว์ทั้งหลายทุกจำพวก เหมือนกับที่ได้เห็นคนอื่นคนหนึ่งซึ่งรักใคร่ชอบพอกันแล้ว ก็เกิดเมตตารักใคร่กันขึ้นฉะนั้น
:ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค แห่งสุตตันตปิฏกว่า –
:“เมตตาเจโตวิมุติ” ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕ อย่างนั้น มีบทภาวนาว่าอย่างไร ?
:ภาวนาว่าอย่างนี้ คือ อาการที่หนึ่ง ภาวนาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย ขอจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด” อาการที่สอง ภาวนาว่า "ขอปาณะทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย" อาการที่สาม ภาวนาว่า “ขอภูตทั้งปวง ขออย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....” อาการที่สี่ ภาวนาว่า “ขอบุคคลทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....” อาการที่ห้า ภาวนาว่า “ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....ของจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด”
:และในกรณียเมตตสูตรแห่งคัมภีร์ขุททกปาฐะว่า
:กุลบุตรพึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งปวงว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง จงมีความสุข จงมีความเกษมสำราญ จงมีตนเป็นสุขเถิด ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 85)''</small></sub>
'''คำแถลงแก้มติขัดแย้ง'''
:วิสัชชนาว่า - คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ ดังที่ยกมานั้น มิได้คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะเหตุไร ? เพราะว่าที่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งท่านแสดงแต่การแผ่เมตตาไปในบุคคลอื่น ๆ ทั้งนั้น มิได้แสดงการแผ่ในตนเองเลยนั้น ท่านมุ่งแสดงถึงวิธีเจริญเมตตาภาวนาที่จะให้สำเร็จผลถึงขั้นอัปปนาสมาธิแต่ประการเดียว ส่วนที่ว่าต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก ในที่นี้นั้นหมายเอาวิธีเจริญเมตตาภาวนาครั้งแรก ซึ่งจำต้องยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานก่อนว่า สัตว์ทั้งหลายทุกชนิดย่อมปรากฏความสุขให้แก่ตนของเขาเหมือนกับเรานี้เทียว ฉะนั้น เราจึงต้องช่วยบรรเทาทุกข์ช่วยบำรุงสุขให้แก่สัตว์อื่นเหมือนทำให้แก่ตนเองทุกประการ
:จริงอย่างนั้นเทียว ถ้าแม้นว่าโยคีบุคคลจะเจริญเมตตาในตนโดยภาวนาวิธีเป็นต้นว่า “อหํ สุขิโต โหมิ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด” อยู่อย่างนั้นตั้งร้อยปีพันปีก็ตาม อัปปนาสมาธิหรือฌานสมาบัติจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เขาเลย แต่อย่างไรก็ดี ความเห็นแก่ประโยชน์สุขของสัตว์อื่นย่อมจะเกิดขึ้นแก่เขาโดยแท้ เพราะเหตุที่ยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานว่า “แม้สัตว์อื่น ๆ ทั้งหลายเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์และอาลัยในชีวิต ไม่อยากจะตาย เหมือนกับเรานี้แหละ”
:แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสเตือนไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายสคาถวรรคว่า –
:สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
:เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กวจิ
:เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
:ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม
:บัณฑิตได้คิดค้นคว้าดูไปจนทั่วทุกทิศแล้ว ก็มิได้เห็นคนอื่นใด ณ ทิศไหน ๆ ที่จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของตน, ตนของแต่ละบุคคลทุกจำพวกย่อมเป็นที่รักมากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนคนอื่นเขา แม้ที่สุดจนถึงมดและปลวก
<sub><small>''(หน้าที่ 86)''</small></sub>
'''เจริญเมตตาในคนที่รัก'''
:เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาในตน เพื่อให้สำเร็จเป็นสักขีพยานเป็นอันดับแรกด้วยภาวนาวิธี ดังแสดงมาฉะนี้แล้ว ต่อไปพึงเจริญเมตตาไปในคนที่รักหรือคนที่เคารพเป็นอันดับที่สอง
:ก็แหละ ก่อนจะเจริญเมตตาในคนที่รักหรือที่เคารพนั้น เพื่อที่จะพยุงเมตตาภาวนาให้เกิดขึ้นโดยง่าย โยคีบุคคลจงระลึกถึงคุณธรรมอันเป็นเหตุชวนให้เกิดความพอใจ เช่น การให้ปันลาภ การเจรจาไพเราะ หรือระลึกถึงคุณธรรมอันชวนให้เกิดความเคารพและความสรรเสริญ เช่นความมีมารยาทงาม การมีความรู้อยู่อย่างกว้างขวาง ของพระอาจารย์ หรือท่านผู้เสมอด้วยพระอาจารย์ และของพระอุปัชฌาย์หรือท่านผู้เสมอด้วยพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ หรือเป็นที่น่าเคารพน่าสรรเสริญของตน เป็นเบื้องต้นเสียก่อน ครั้นแล้วจึงเจริญเมตตาไปในท่านผู้เป็นที่รักเป็นที่เคารพนั้นต่อไป ด้วยบทภาวนาว่า
:เอส สปฺปุริโส สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกโข โหตุ.
:ขอท่านผู้เป็นสัตบุรุษนั้นจงมีความสุขเถิด, จงอย่ามีความทุกข์เลย หรืออีกแบบหนึ่งว่า
:เอส สปฺปุริโส อเวโร โหตุ, อพฺยาปชฺโฌ โหตุ,
:อนีโฆ โหตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรตุ.
:ขอท่านผู้เป็นสัตบุรุษนั้น จงอย่ามีเวรกับใคร ๆ เลย, จงอย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย, ขอจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:ทั้งนี้ โดยการเพียรภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าร้อยครั้งพันครั้ง หรือจนกว่าอัปปนาสมาธิหรือเมตตาฌานจะบังเกิดขึ้น
'''เจริญเมตตาในเพื่อนรักมากเป็นต้น'''
:แม้ว่าอัปปนาสมาธิจะได้สำเร็จขึ้น เพราะเหตุที่ได้เจริญเมตตาภาวนาไปในบุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่เคารพเช่นนั้นแล้วก็ดี แต่โยคีบุคคลก็อย่าได้พอใจด้วยเหตุที่ได้สำเร็จผล
<sub><small>''(หน้าที่ 87)''</small></sub>
:เพียงเท่านั้น จงปรารภที่จะทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทต่อไปอีก (การทำลายขอบเขตเมตตาไม่ให้มีจำกัดอยู่เฉพาะแต่ในบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง) กล่าวคือ ถัดจากคนที่รักที่เคารพนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาไปในเพื่อนที่รักมากเป็นลำดับที่สาม ถัดนั้นพึงเจริญไปในคนที่เป็นกลาง ๆ เป็นอันดับที่สี่ ถัดนั้นพึงเจริญไปในคนที่เป็นคู่เวรกันเป็นลำดับที่ห้า โดยเพียรภาวนาไปจนกว่าเมตตาจะบังเกิดเป็นคุณภาพอย่างสม่ำเสมอกันในบุคคล ๔ จำพวก คือ ตน ๑ คนที่รัก ๑ คนที่เป็นกลางๆ ๑ คนคู่เวรกัน ๑ (สงเคราะห์คนที่รักกับเพื่อนที่รักมากเป็นประเภทเดียวกัน เพราะตั้งอยู่ในฐานเป็นที่รักเหมือนกัน)
:ในทางปฏิบัติ เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญเมตตาไปในคนเป็นที่รักจนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานแล้ว ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่งาน โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕ แล้ว ถัดนั้นจึงข่มจิตที่มีภาวะรักมากนั้นให้ลดลงมาตั้งอยู่ในภาวะที่เป็นความรักอย่างธรรมดา แล้วเพียรภาวนาต่อไป ด้วยบทภาวนา มีอาทิว่า
:เอส อติปิยสหายโก สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกฺโข โหตุ.
:ขอเพื่อนที่รักมากนั้นจงมีความสุขเถิด, จงอย่ามีความทุกข์เลย
:ทั้งนี้ โดยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเมตตาภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน ครั้นแล้ว ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลแก่การงาน โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕ ถัดนั้นจึงพยุงจิตที่มีภาวะเฉย ๆ ในคนเป็นกลาง ๆ ขึ้นสู่ภาวะความรักอย่างธรรมดา แล้วเพียงภาวนาต่อไป ด้วยบทภาวนามีอาทิว่า
:เอส มชฺฌตฺโต สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกโข โหตุ.
:ขอเป็นผู้กลาง ๆ นั้น จงมีความสุขเถิด, จงอย่ามีความทุกข์เลย
:ทั้งนี้ จนกว่าภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน ครั้นแล้วทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลควรแก่การงาน โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕ ถัดนั้นจงข่มจิตที่คิดจองเวรในคนคู่เวรกันนั้นให้เลือนหายกลายเป็นภาวะกลาง ๆ แล้วยกขึ้นสู่ภาวะเป็นความรักธรรมดา แล้วภาวนาต่อไปด้วยบทภาวนามีอาทิว่า
<sub><small>''(หน้าที่ 88)''</small></sub>
:เอส เวรีปุคฺคโล สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกฺโข โหตุ.
:ขอคนคู่เวรนั้น จงมีความสุขเถิด, อย่าได้มีความทุกข์เลย.
:ทั้งนี้ โดยเพียรภาวนาไปจนกว่าภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปนาสมาธิ เช่นเดียวกันนั่นเทียว
'''โยคีผู้ไม่มีคนคู่เวร'''
:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่มีคนเป็นคู่เวร ด้วยอำนาจวาสนาบารมีในชาติก่อนตามมาสนอง หรือด้วยมิได้ประพฤติความเสียหายให้เป็นที่ระคายเคืองแก่ใคร ๆ ในชาติปัจจุบัน หรือด้วยเหตุที่เป็นมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยอันกว้างใหญ่ เพราะเป็นผู้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมคือขันติ เมตตา และกรุณาที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติก่อน ๆ แม้ในเมื่อมีคนอื่นทำความเสียหายให้มิได้โกรธเคือง ด้วยเป็นผู้อดกลั้นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่สำคัญเห็นความผิดของคนอื่นยิ่งไปกว่าเส้นหญ้า อันโยคีบุคคลผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้ ไม่จำต้องที่จะขวนขวายในประการที่ว่า “ถัดจากคนเป็นกลาง ๆ ไป ให้เจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกัน” ข้อนั้น ท่านแสดงไว้เฉพาะแก่โยคีบุคคลผู้มีคนที่เป็นคู่เวรกันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑'''
'''ด้วยกลับเข้าฌานใหม่'''
:ก็แหละ ถ้าโยคีบุคคลส่งจิตไปในคนผู้เป็นคู่เวรกันนั้น ความโกรธแค้นย่อมผุดเกิดขึ้นมาเสีย เพราะหวนนึกถึงความผิดที่เขาได้ก่อกรรมทำเวรให้ไว้แต่ก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีบุคคลจงหวนกลับไปเข้าเมตตาฌาน ที่ตนได้ทำให้เกิดแล้วในบุคคลจำพวกก่อน ๆ มีคนเป็นที่รักเป็นต้น จำพวกใดจำพวกหนึ่ง หลาย ๆหน ออกจากฌานแล้วจึงพยายามเจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกันนั้นแล้ว ๆ เล่า ๆ บรรเทาความโกรธแค้นให้หายไป
<sub><small>''(หน้าที่ 89)''</small></sub>
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๒'''
'''ด้วยพิจารณาถึงพระพุทธโอวาท'''
:ถ้าโยคีบุคคลได้พยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนั้นเป็นอย่างดีแล้ว ความโกรธแค้นก็มิได้ดับหายไป แต่นั้นจงพยายามให้หนักขึ้น เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นให้จงได้ โดยวิธีพิจารณาถึงพระพุทธโอวาทที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เช่นพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้น ก็แหละ การพยายามเพื่อบรรเทาความโกรธแค้นนั้น โยคีบุคคลพึงเชิญเอาพระโอวาทมาพร่ำสอนตนเอง ด้วยประการดังจะยกมาแสดงเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้ คือ
:เฮ้ย เจ้าบุรุษขี้โกรธ ! พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้วมิใช่หรือว่า
:๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกโจรผู้มีใจบาปหยาบช้าจะพึงเอาเลื่อยมีด้ามสองข้างมาเลื่อยอวัยวะทั้งหลาย แม้ขณะเมื่อพวกโจรทำการเลื่อยอวัยวะอยู่นั้น ผู้ใดเกิดมีใจประทุษร้ายต่อพวกโจรนั้น เขาชื่อว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายนั้น ดังนี้ประการหนึ่ง
:๒. ผู้ใดโกรธตอบต่อคนผู้โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนเลวเสียยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อน เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น, ผู้ใดไม่โกรธตอบคนที่โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้อย่างแสนยาก ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติยั้งความโกรธเสียได้ คือไม่โกรธตอบผู้นั้น ได้ชื่อว่าประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังประการหนึ่ง
:๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลกรรม ๗ ประการที่ศัตรูต้องการให้มีแก่กัน ที่ศัตรูพึงทำให้แก่กัน จะมาถึงสตรีหรือบุรุษผู้ขี้โกรธเอง คือ
:ประการที่ ๑ ศัตรูในโลกนี้ย่อมคิดร้ายหมายโทษให้แก่ศัตรูของตนว่า ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะเป็นคนผิวพรรณชั่ว
<sub><small>''(หน้าที่ 90)''</small></sub>
:เพราะศัตรูย่อมไม่พอใจที่จะให้ศัตรูมีผิวพรรณงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษขี้โกรธอันความโกรธครอบงำแล้ว ถือแต่ความโกรธเป็นเบื้องหน้านี้ ถึงเขาจะอาบน้ำชำระกายให้สะอาดดีแล้ว ไล้ทาผิวให้ผุดผ่องดีแล้ว ตัดผมและโกนเคราให้เรียบร้อยดีแล้ว นุ่งห่มผ้าที่ขาวสะอาดดีแล้วก็ตามที แต่เขาผู้ซึ่งถูกความโกรธครอบงำแล้วนั้นย่อมชื่อว่า ยังเป็นผู้มีผิวพรรณชั่วอยู่นั่นเอง
:ประการที่ ๒ ศัตรูย่อมคิดร้ายหมายโทษให้แก่ศัตรูของตนว่า ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะพึงอยู่เป็นทุกข์.....
:ประการที่ ๓ ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีทรัพย์มาก.....
:ประการที่ ๔ ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีโภคสมบัติมาก....
:ประการที่ ๕ ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มียศศักดิ์.....
:ประการที่ ๖ ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีพวกพ้องมิตรสหาย.....
:ประการที่ ๗ ทำอย่างไรหนอ ไอ้เจ้าคนนี้ นับแต่ที่มันแตกกายทำลายชีพไปแล้ว จึงจะไม่ไปบังเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ เพราะศัตรูย่อมไม่พอใจจะให้ศัตรูได้ประสบสุคติโลกสวรรค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษขี้โกรธอันความโกรธครอบงำแล้ว ถือแต่ความโกรธเป็นเบื้องหน้านั้น ย่อมประพฤติทุจริตทางกายก็ได้ ย่อมประพฤติทุจริตทางวาจาก็ได้ ย่อมประพฤติทุจริตทางใจก็ได้ ด้วยเหตุที่เขาประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจนั้น นับแต่เวลาที่แตกกายทำลายชีพไปแล้วเขาผู้ซึ่งถูกความโกรธครอบงำแล้วนั้น ย่อมจะไปสู่อบายทุคติวินิบาตและนรก ดังนี้ประการหนึ่ง
<sub><small>''(หน้าที่ 91)''</small></sub>
:๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฟืนสำหรับเผาศพที่ไฟไหม้ปลายทั้งสองข้างซ้ำตรงกลางเปื้อนคูถสุนัข ย่อมไม่สำเร็จเป็นฟืนในบ้านด้วย ย่อมไม่สำเร็จเป็นฟืนในป่าด้วยฉันใด เรากล่าวว่า คนขี้โกรธนี้ก็มีลักษณะอาการเหมือนอย่างนั้น ดังนี้ประการหนึ่ง
:ก็บัดนี้ เจ้ามัวแต่โกรธเขาอย่างนี้ จักไม่ได้ชื่อว่า ปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย จักได้ชื่อว่าเป็นคนเลวเสียยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อนด้วย จักไม่ได้ชื่อว่าชนะสงครามอันชนะได้แสนยากด้วย จักได้ชื่อว่าทำอกุศลกรรมอันศัตรูจะพึงทำต่อกัน ให้แก่ตนเสียเองด้วย จักได้ชื่อว่า เป็นผู้มีลักษณะอาการเหมือนฟืนเผาศพด้วย
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๓'''
'''ด้วยมองคนในแง่ดี'''
:เมื่อโยคีบุคคลพยายามเชิญพระพุทธโอวาทมาสอนตนอยู่ด้วยประการอย่างนี้ ถ้าความโกรธแค้นสงบลงเสียได้ ก็นับว่าเป็นการใช้ได้ แต่ถ้ายังไม่สงบ ทีนั้นจงเพียรทำอุบายอย่างอื่นต่อไป กล่าวคือถ้าคุณธรรมส่วนใด ๆ ก็ตามที่คนคู่เวรนั้นมีอยู่ เช่นความเรียบน้อย ความสะอาดของเขาบางประการ เมื่อนำมาพิจารณาดูให้ดีแล้วสามารถที่จะทำให้เกิดความเลื่อมใสพอใจขึ้นได้ ก็จงระลึกเอาคุณธรรมส่วนนั้น ๆ มาบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นให้หายโดยประการดังต่อไปนี้
:มีความจริงอยู่ว่า คนบางคนมีมรรยาททางกายเรียบร้อยแต่อย่างเดียว และความเรียบร้อยทางกายนั้น คนทั่วไปจะรู้ได้ในเมื่อเขาบำเพ็ญวัตรปฏิบัติไปนาน ๆ แต่มรรยาททางวาจาและทางใจของเขาไม่เรียบร้อย สำหรับคนเช่นนี้ โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกมรรยาททางวาจาและทางใจของเขา จงระลึกถึงแต่มารยาททางกายของเขาอย่างเดียวเท่านั้น
:คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่วาจาอย่างเดียว และความเรียบร้อยทางวาจานั้นคนทั่วไปย่อมจะรู้ได้ เพราะว่าคนที่มีมารยาททางวาจาเรียบร้อยนั้น โดยปกติเป็นผู้ฉลาดในการปฏิบัติสันถาร เป็นคนนิ่มนวลพูดเพราะรื่นเริง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายก่อน ถึงคราวสวดสรภัญญะก็สวดด้วยเสียงอันไพเราะ ถึงคราวแสดงธรรม ก็แสดงได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ ด้วยบทและพยัญชนะอันกลมกล่อม แต่ด้วยมารยาททางกายและทางใจของเขาไม่
<sub><small>''(หน้าที่ 92)''</small></sub>
:เรียบร้อย สำหรับคนเช่นนี้ โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและทางใจของเขา จงระลึกถึงมารยาททางวาจาของเขาอย่างเดียวเท่านั้น
:คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่ทางใจอย่างเดียว และความเรียบร้อยทางใจนั้น จะปรากฏชัดแก่คนทั่วไปก็ในขณะที่เขาไหว้พระเจดีย์เป็นต้น กล่าวคือ ผู้ใดมีจิตใจไม่สงบเรียบร้อยนั้น เมื่อจะไหว้พระเจดีย์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือจะกราบไหว้พระเถระทั้งหลาย เขาย่อมกราบไหว้ด้วยกิริยาอาการอันไม่เคารพ เมื่อนั่งอยู่ในโรงธรรม ก็นั่งอยู่อย่างงุ่นง่าน หรือพูดพล่ามไป ส่วนผู้คนมีจิตใจสงบเรียบร้อย ย่อมกราบไหว้ด้วยความสนิทสนมด้วยความเชื่อมั่น ถึงคราวฟังธรรมก็เงี่ยโสตฟังด้วยดี ถือเอาเนื้อความได้ แสดงอาการเลื่อมใสออกทางกายหรือทางวาจาให้ปรากฏ คนบางคนย่อมมีแต่ความสงบเรียบร้อยทางใจฉะนี้ แต่ไม่มีความเรียบร้อยทางกายและทางวาจา สำหรับคนเช่นนี้ โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและวาจาของเขา จงระลึกถึงแต่มารยาททางใจของเขาอย่างเดียวเท่านั้น
:คนบางคนไม่มีความเรียบร้อยแม้แต่สักประการเดียวในบรรดามารยาททั้ง ๓ ประการนั้น แม้คนเช่นนั้นก็ยังไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเสียทีเดียว โยคีบุคคลจงยกเอาความกรุณาขึ้นมาตั้งไว้ในใจ แล้งปลงให้ตกลงไปว่า คนเช่นนี้แม้เขาจะเที่ยวขวางหูขวางตาคนอยู่ในมนุษย์โลกนี้ ก็แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ต่อไปไม่ช้าไม่นานสักเท่าไร เขาก็จักต้องท่องเที่ยวไป บังเกิดในมหานรก ๘ ขุม และในอุสสทะนรกทั้งหลายโดยแน่แท้ เพราะอาศัยแม้เพียงความกรุณาเช่นนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็อาจสงบลงได้
:คนบางคนย่อมมีมารยาทเรียบร้อยทั้ง ๓ ประการ สำหรับคนเช่นนี้ โยคีบุคคลมีความชอบใจมารยาทของเขาประการใด ๆ ก็จงเลือกระลึกเอามารยาทประการนั้น ๆ ตามอัธยาศัยเถิด เพราะการเจริญเมตตาในคนเช่นนี้ ย่อมจะปฏิบัติได้โดยไม่ลำบากเลย
:ก็แหละ เพื่อที่จะแสดงความเรื่องนี้ให้จัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก โยคีบุคคลจงตรวจดูอาฆาตปฏิวินยสูตร ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ซึ่งมีใจความเป็นต้นว่า
:“ดูกรอาวุโส อุบายสำหรับบรรเทาความอาฆาต ๕ ประการเหล่านี้ ที่ภิกษุพึงใช้บรรเทาความอาฆาตที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ดับไปโดยประการทั้งปวง.....”
<sub><small>''(หน้าที่ 93)''</small></sub>
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๔'''
'''ด้วยการพร่ำสอนตนเอง'''
:แม้ว่าโยคีบุคคลจะได้พยายามบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นด้วยอุบายวิธีดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว แต่ความอาฆาตเคียดแค้นก็ยังเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป แต่นั้นโยคีบุคคลจงเปลี่ยนวิธีใหม่ จงพยายามพร่ำสอนตนด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้
:๑. ก็เมื่อคนผู้เป็นคู่เวรทำทุกข์ให้แก่เจ้าได้ก็แต่ตรงที่ร่างกายของเจ้า เหตุไฉนเจ้าจึงปรารถนาที่จะหอบเอาความทุกข์นั้นเข้ามาใส่ไว้ในจิตใจของตน อันมิใช่วิสัยที่คนคู่เวรจะพึงทำให้ได้เล่า
:๒. หมู่ญาติซึ่งเป็นผู้มีอุปการคุณเป็นอันมาก ทั้ง ๆ ที่มีหน้าชุ่มโชกอยู่ด้วยน้ำตา เจ้าก็ยังอุตส่าห์ละทิ้งเขามาได้ ก็เหตุไฉน จึงจะละไม่ได้ซึ่งความโกรธ อันเป็นตัวศัตรูผู้ทำความพินาศให้อย่างใหญ่หลวงเล่า
:๓. เจ้าจงอุตส่าห์รักษาศีลเหล่าใดไว้ แต่เจ้าก็ได้พะนอเอาความโกรธ อันเป็นเครื่องตัดรากศีลเหล่านั้นไว้ด้วย ใครเล่าที่จะโง่เซ่อเหมือนเจ้า
:๔. เจ้าโกรธว่า คนคู่เวรได้ทำความผิดอันใหญ่หลวงให้แก่เจ้า แต่เหตุไฉนเจ้าจึงปรารถนาที่จะทำความผิดเช่นนั้นด้วยตนเสียเองเล่า
:๕. ก็เมื่อคนคู่เวรปรารถนานักหนาที่จะให้ความโกรธเกิดขึ้นแก่เจ้า จึงได้ทำสิ่งที่ไม่พอใจยั่วยุเจ้า เหตุไรเจ้าจึงจะทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จเสียเอง ด้วยการยอมให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้นเล่า
:๖. เมื่อเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว เจ้าจักได้ก่อทุกข์ให้แก่คนอื่นผู้ทำความผิดให้แก่เจ้านั้นหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นอันว่าเจ้าได้เบียดเบียนตนเองด้วยทุกข์ คือความโกรธอยู่ ณ ขณะนี้ นั่นเทียว
:๗. ก็เมื่อพวกคนคู่เวรได้เดินไปสู่ทางผิดคือความโกรธ ซึ่งไม่นำประโยชน์อะไรมาให้แก่ตนเลย แม้เมื่อเจ้ายังโกรธเขาอยู่ ก็ชื่อว่าได้คล้อยไปตามทางของเขาเสียละซี
:๘. ศัตรูได้ทำสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจให้แก่เจ้า ด้วยอาศัยความโกรธของเจ้าอันใด เจ้าจงรีบถอนความโกรธอันนั้นออกเสียเถิด เจ้าจะเดือดร้อนในสิ่งที่ไม่สมควรทำไมกัน
<sub><small>''(หน้าที่ 94)''</small></sub>
:๙. ขันธ์ ๕ เหล่าใดได้ทำสิ่งที่ไม่พอใจให้แก่เจ้า ขันธ์ ๕ เหล่านั้นก็ได้ดับไปแล้ว เพราะสภาวธรรมทั้งหลายดับไปชั่วขณะนิดเดียว แล้วก็มีขันธ์ ๕ อื่นเกิดขึ้นมาแทนบัดนี้ เจ้าจะมาหลงโกรธใคร ณ ที่นี้เล่า การโกรธต่อขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่มีความผิดนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
:๑๑. ผู้ใดทำความผิดให้แก่ผู้ใด เมื่อไม่มีผู้ทำความผิดให้นั้นแล้ว ผู้ที่จะทำความผิดตอบนั้น จะพึงทำความผิดให้แก่ใครที่ไหนเล่า ตัวเจ้าเองแหละเป็นตัวการแห่งความผิดเอง ฉะนั้น เจ้าจะไปโกรธคนอื่นเขาทำไม ไฉนจึงไม่โกรธตัวเองเล่า
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๕'''
'''ด้วยพิจารณาถึงกรรม'''
:ก็แหละ แม้โยคีบุคคลจะได้พยายามพร่ำสอนตนเองด้วยประการดังกล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ความโกรธแค้นก็ยังไม่สงบลง แต่นั้นโยคีบุคคลจงใช้วิธีพิจารณาถึงภาวะที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนต่อไป ในการพิจารณาถึงกรรมนั้น จงพิจารณาถึงภาวะที่ตนเองเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนเป็นอันดับแรก ดังต่อไปนี้
:นี่แน่พ่อมหาจำเริญ เจ้าโกรธคนอื่นเขาแล้วจักได้ประโยชน์อะไร ? กรรมอันมีความโกรธเป็นเหตุของเจ้านี้ มันจักบันดาลให้เป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เจ้าเองมิใช่หรือ ? ด้วยว่า เจ้าเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง เจ้าได้ทำกรรมสิ่งใดไว้ เจ้าจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น
:อนึ่ง กรรมของเจ้านี้ มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสาวกภูมิ มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาสมบัติต่าง ๆ เช่น ความเป็นพระพรหม พระอินทร์ พระเจ้าจักพรรดิ และพระเจ้าประเทศราชได้เลย ตรงกันข้าม กรรมของเจ้านี้ มันจักขับไล่ไสส่งให้เจ้าออกจากพระศาสนาแล้วบันดาลให้ประสบผลอันประหลาดต่างๆ
<sub><small>''(หน้าที่ 95)''</small></sub>
:เช่น ทำให้บังเกิดเป็นคนขอทาน กินเดนของคนอื่น หรือประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง เช่น ทำให้บังเกิดในนรกเป็นต้นอย่างแน่นอน
:อันตัวเจ้านี้นั้น เมื่อขืนทำกรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเผาตัวของตัวเองทั้งเป็น และทำตัวเองให้มีชื่อเสียงเน่าเหม็นเป็นคนแรกนั่นเทียว
:เมื่อได้พิจารณาถึงภาวะที่ตัวเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนอย่างนี้แล้ว จงพิจารณาถึงภาวะที่คนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน ในอันดับต่อไป ดังนี้
:แม้เขาผู้นั้นโกรธเจ้าแล้ว เขาจักได้ประโยชน์อะไร กรรมอันมีความโกรธเป็นเหตุของเขาผู้นั้น มันจักบันดาลให้เป็นไป เพื่อความฉิบหายแก่เขาเองมิใช่หรือ ? เพราะว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีกรรมเป็นทายาท เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่ง เขาจักได้ทำกรรมสิ่งใดไว้ เขาจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น
:อนึ่ง กรรมของเขาผู้นั้น มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสาวกภูมิได้ มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาสมบัติต่าง ๆ เช่น ความเป็นพระพรหม พระอินทร์ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพระเจ้าประเทศราชได้เลย ตรงกันข้าม กรรมของเขาผู้นั้น มันมีแต่จะขับไล่ไสส่งให้เขาออกจากพระศาสนา แล้วบันดาลให้ประสพผลอันประหลาดต่าง ๆ เช่น ทำให้บังเกิดเป็นคนขอทาน กินเดนของคนอื่น หรือทำให้ประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง เช่น ทำให้บังเกิดในนรกเป็นต้นอย่างแน่นอน
:เขาผู้นั้น เมื่อขืนทำกรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าโปรยธุลีคือความโกรธใส่ตนเอง เหมือนบุรุษผู้โปรยธุลีใส่คนอื่น แต่ไปยืนอยู่ทางใต้ลมฉะนั้น
<sub><small>''(หน้าที่ 96)''</small></sub>
'''ข้อนี้สมด้วยพระพุทธนิพนธ์สุภาษิตในสคาถวรรค สังยุตตนิกายว่า'''
:โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
:สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
:ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ
:สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต
:ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่มีความผิด ทั้งเป็นคนบริสุทธิ์หมดจดหมดกิเลส บาปจะส่งผลให้เขาผู้นั้นซึ่งเป็นคนพาลเสียเอง เหมือนธุลีอันละเอียดที่คนขัดไปทวนลม ย่อมจะปลิวกลับมาถูกเขาเองฉะนั้น
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๖'''
'''ด้วยพิจารณาถึงพระพุทธจริยาในปางก่อน'''
:ก็แหละ ถ้าโยคีบุคคลได้พยายามพิจารณาถึงภาวะที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนอย่างนี้แล้ว ความโกรธแค้นก็มิได้สงบอยู่นั่นแล แต่นั้นจงระลึกถึงพระคุณ คือพระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อน เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นต่อไป ในพระพุทธจริยาวัตรแต่ปางก่อนนั้น มีส่วนที่โยคีบุคคลควรจะนำมาพิจารณาเตือนตนด้วยวิธีดังต่อไปนี้
:นี่แน่ะ พ่อมหาจำเริญ ! พระบรมศาสดาของเจ้าแต่ปางก่อน แต่ยังมิได้ตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ อยู่ถึง ๔ อสงไขย กับ ๑ แสนมหากัปนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงทำพระหฤทัยให้โกรธเคือง แม้ในศัตรูทั้งหลายผู้พยายามประหัตประหารพระองค์อยู่ในชาตินั้น ๆ มิใช่หรือ ?
:พระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อน แต่ละเรื่องนั้น พึงทราบแต่โดยย่อดังนี้
'''๑. เรื่องพระเจ้าสีลวะ'''
:ในสีลวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระนามว่า พระเจ้าสีลวะ อำมาตย์ผู้ใจบาปหยาบช้าได้ลอบล่วงประเวณีกับพระอัครมเหสีของพระองค์ แล้ว
<sub><small>''(หน้าที่ 97)''</small></sub>
:ไปเชื้อเชิญเอาพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์มายึดเอาพระราชสมบัติ ในที่อันมีอาณาบริเวณถึงสามร้อยโยชน์ พระโพธิสัตว์สีลวราชา ก็มิได้ทรงอนุญาตให้หมู่มุขอำมาตย์ผู้จงรักภักดีลุกขึ้นจับอาวุธเข้าต่อต้าน ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยหมู่มุขอำมาตย์พันหนึ่ง ได้ถูกเขาขุดหลุมฝังทั้งเป็นลึกแค่พระศอ ตรงที่ป่าช้าผีดิบ พระองค์ก็มิได้ทรงเสียพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย อาศัยพวกสุนัขจิ้งจอก มันพากันมาคุ้ยกินซากศพ ได้ขุดคุ้ยดินออก พระองค์จึงได้ทรงใช้ความเพียรของลูกผู้ชาย ด้วยกำลังแห่งพระพาหา ทรงตะกายออกมาจากหลุม จึงทรงรอดชีวิตได้ และด้วยอานุภาพเทวดาช่วยบันดาลพระองค์ได้เสด็จขึ้นไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงเห็นพระราชาผู้เป็นศัตรู บรรทมอยู่บนพระแท่นที่บรรทม พระองค์ก็มิได้ทรงพระพิโรธโกรธเคืองแต่ประการใด กลับทรงปรับความเข้าพระทัยดีต่อกันและกัน แล้วทรงตั้งพระราชาผู้เป็นศัตรูนั้นไว้ในฐานแห่งมิตร และได้ตรัสสุภาษิตว่า
:อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
:ปสฺสามิ โวหมตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุง
:ชาติชายผู้บัณฑิต พึงทำความหวังโดยปราศจากโทษไปเถิด อย่าพึงเบื่อหน่ายท้อถอยเสียเลย เรามองเห็นทางอยู่ว่า เราปรารถนาที่จะสถาปนาตนไว้ในราชสมบัติโดยไม่เบียดเบียนใครๆ ด้วยประการใด เราก็จะปฏิบัติด้วยประการนั้น
'''๒. เรื่องขันติวาทีดาบส'''
:ในขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส เมื่อพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงครองแว่นแคว้นกาสี พระนามว่าพระเจ้ากลาพุ ได้ตรัสถามพระโพธิสัตว์ขันติวาทีดาบสว่า “สมณะ ! พระผู้เป็นเจ้านับถือวาทะอะไร ?” พระโพธิสัตว์ทูลตอบว่า “อาตมภาพนับถือขันติวาทะ คือนับถือความอดทน” ทีนั้นพระเจ้ากลาพุได้ทรงรับสั่งให้เฆี่ยนพระโพธิสัตว์ด้วยแส้มีหนามเหล็กเป็นการพิสูจน์ จนในที่สุดถูกตัดมือและเท้า แต่แล้วพระโพธิสัตว์ก็มิได้ทำความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
<sub><small>''(หน้าที่ 98)''</small></sub>
'''๓. เรื่องธรรมปาลกุมาร'''
:การที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้ใหญ่แล้ว และทรงดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต สามารถอดกลั้นได้เหมือนเช่นพระเจ้าสีลวะและขันติวาทีดาบสนั้น ยังไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เท่าไรนัก ส่วนในจูฬธัมมปาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นธรรมปาลกุมาร ทรงเป็นเป็นทารกยังหงายอยู่เทียว ถูกพระเจ้ามหาปตาปะผู้เป็นพระบิดา มีพระราชบัญชาให้ตัดพระหัตถ์และพระบาททั้ง ๔ ดุจว่าให้ตัดหน่อไม้ในขณะที่พระมารดาทรงพิไรคร่ำครวญอยู่ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แขนทั้งสองของพ่อธรรมปาละ ผู้เป็นรัชทายาทในแผ่นดิน ซึ่งไล้ทาแล้วด้วยรสแห่งจันทน์หอม กำลังจะขาดไปอยู่แล้ว หม่อมฉันจะหาชีวิตมิได้อยู่แล้วละเพค่ะ” แม้กระนั้นแล้ว พระเจ้ามหาปตาปะก็ยังมิได้ถึงความสาสมพระราชหฤทัย ได้ทรงมีพระราชโองการไปอีกว่า “จงตัดศีรษะมันเสีย” ฝ่ายพระโพธิสัตว์ธรรมปาลกุมารก็มิได้ทรงแสดงออกแม้เพียงพระอาการเสียพระทัย ทรงอธิฐานสมาทานอย่างแม่นมั่น แล้วทรงโอวาทพระองค์เองว่า
:ขณะนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะต้องประคองรักษาจิตของเจ้าไว้ให้ดีแล้วนะ พ่อธรรมปาละผู้เจริญ ! บัดนี้เจ้าจงทำจิตให้เสมอในบุคคลทั้ง ๔ คือพระบิดาผู้ทรงบัญชาให้ตัดศีรษะ ๑ พวกราชบุรุษที่จะตัดศีรษะ ๑ พระมารดาที่กำลังทรงพิไรรำพัน ๑ ตนของเจ้าเอง ๑
:การที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมนุษย์แล้ว ทรงอดกลั้นได้ต่อการทารุณกรรมต่าง ๆ จากศัตรู เหมือนอย่างในเรื่องทั้งสามที่แสดงมาแล้วนั้น แม้ข้อนี้ก็ยังไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากนัก ส่วนที่น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่านั้น คือพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสัตว์เดียรัจฉานในกำเนิดต่างๆ และได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ดังต่อไปนี้
'''๔. เรื่องพญาช้างฉัททันตะ'''
:เรื่องแรก ได้แก่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง ชื่อฉัททันตะ แม้พระองค์จะถูกนายพรานยิงด้วยลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษ ณ ที่ตรงสะดือ ก็มิได้ขุ่นเคืองใจในนายพรานผู้ซึ่งทำความพินาศให้แก่ตนอยู่เช่นนั้น ข้อนี้สมด้วยคำบาลีในคัมภีร์ชาดกว่า
<sub><small>''(หน้าที่ 99)''</small></sub>
:พญาช้างฉัททันตะ แม้จะถูกทิ่มแทงด้วยลูกศรเป็นอันมากแล้ว ก็มิได้มีจิตคิดประทุษร้ายในนายพราน กลับพูดกับเขาอย่างอ่อนหวานว่า “พ่อสหาย นี่ต้องการอะไรหรือ? ท่านยิงเราด้วยเหตุแห่งสิ่งใดหรือ? การที่ท่านมา ณ ที่นี้แล้วทำกับเราอย่างนี้ มิใช่เป็นด้วยอำนาจของท่านเอง ดังนั้น การพยายามทำเช่นนี้ ท่านทำเพื่อพระราชาองค์ใด? หรือเพื่อมหาอำมาตย์คนใดหรือ ?
:ก็แหละ ครั้นพระโพธิสัตว์พญาช้างฉัททันตะถามอย่างนี้แล้ว นายพรานก็ได้ตอบออกมาตามความสัตย์จริงว่า “ท่านผู้เจริญ พระราชเทวีของพระเจ้ากาสีได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการงาของท่าน” ทันทีนั้นพระโพธิสัตว์เมื่อจะทำพระราชประสงค์ของพระเทวีนั้นให้สำเร็จบริบูรณ์ จึงได้ให้ตัดงาทั้งสองของตนอันมีความงามดุจทองคำธรรมชาติ สุกปลั่งด้วยแสงอันเปล่งออกแห่งรัศมีอันประกอบด้วยสี ๖ ประการ แล้วก็มอบให้นายพรานนั้นไปถวาย
'''๕. เรื่องพญากระบี่'''
:เรื่องที่สอง ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญากระบี่ พระโพธิสัตว์พญากระบี่นั้น ได้ช่วยบุรุษคนหนึ่งให้ขึ้นจากเหวจนรอดชีวิตมาได้ ครั้นแล้วบุรุษนั้นเองได้คิดทรยศต่อพระองค์ว่า “วานรนี้ย่อมเป็นอาหารของมนุษย์ได้ ฉันเดียวกับพวกเนื้อมฤคในป่าประเภทอื่น ๆ ถ้ากระไร เราหิวขึ้นมาแล้วจะพึงฆ่าวานรนี้กินเป็นอาหาร ครั้นกินอิ่มแล้วจักเอาเนื้อที่เหลือไปเป็นเสบียงเดินทาง เราก็จักข้ามพ้นทางทุรกันดารไปได้ เนื้อนี้จักเป็นเสบียงของเรา” ครั้นแล้วเขาก็ยกก้อนศิลาขึ้นทุ่มลงบนกระหม่อมของพระโพธิสัตว์ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้จ้องมองดูบุรุษนั้นด้วยหน่วยตาทั้งสองอันนองด้วยน้ำตา ทั้งนี้ด้วยความกรุณาว่า เจ้าคนนี้เป็นอันธพาลประทุษร้ายมิตร แล้วพูดกับเขาด้วยความปรารถนาดีว่า-
:อย่านะท่าน ! ท่านเป็นแขกสำหรับข้าพเจ้า ท่านยังสามารถทำกรรมอันหยาบช้าทารุณทำนองนี้ได้ ท่านยังจะอยู่ไปอีกนาน ควรจะช่วยห้ามคนอื่นๆเขาเสียด้วย
<sub><small>''(หน้าที่ 100)''</small></sub>
:ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวดังนี้แล้ว ก็มิได้มีจิตคิดประทุษร้ายในบุรุษนั้น มิหนำซ้ำยังมิได้คิดห่วงถึงความลำบากของตน ได้ช่วยส่งบุรุษนั้นให้พ้นจากทางทุรกันดารจนลุถึงภูมิสถานอันเกษมปลอดภัยต่อไป
'''๖. เรื่อพญานาคชื่อภูริทัตตะ'''
:เรื่องที่สาม ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราชชื่อภูริทัตตะ พระโพธิสัตว์พญานาคภูริทัตตะนั้น ได้อธิษฐานเอาอุโบสถศีลแล้วขึ้นไปนอนอยู่บนยอดจอมปลวก ครั้งนั้นพวกพราหมณ์หมองูได้เอาโอสถมีพิษเหมือนกับไฟประลัยกัลป์ปราดใส่ทั่วทั้งตัว กระทืบด้วยเท้าทำให้อ่อนกำลังแล้วจับยัดใส่ข้องเล็ก ๆ นำไปเล่นกลให้คนดูจนทั่วชมพูทวีป พระโพธิสัตว์พญานาคภูริทัตตะก็มิได้แสดงอาการแม้เพียงนึกขัดเคืองในใจในพราหมณ์นั้นแต่ประการใด ข้อนี้สมด้วยความบาลีในคัมภีร์จริยาปิฏกว่า
:เมื่อหมอดูชื่ออาลัมพานะ จับเรายัดใส่ในข้องเล็กๆก็ดี ย่ำเหยียบเราด้วยส้นเท้า เพื่อให้อ่อนกำลังลงก็ดี เรามิได้โกรธเคืองในหมองูอาลัมพานะนั้นเลย ทั้งนี้เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาดกระท่อนกระแท่นไป
'''๗. เรื่องพยานาคชื่อจัมเปยยะ'''
:เรื่องที่สี่ ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราช ชื่อจัมเปยยะ แม้พระโพธิสัตว์พญานาคจัมเปยยะนั้นจะได้ถูกหมองูทรมานเบียดเบียนอยู่ด้วยประการต่างๆ ก็มิได้แสดงอาการแม้เพียงนึกขัดเคืองในใจ ข้อนี้ สมด้วยความบาลีในคัมภีร์จริยาปิฏกว่า
:แม้ในชาติเป็นจัมเปยยะนาคราชนั้น เราก็ได้ประพฤติธรรมจำอุโบสถศีล หมองูได้จับเอาเราไปเล่นกลอยู่ที่ประตูพระราชวัง เขาประสงค์จะให้เราแสดงเป็นสีอะไร คือเป็นสีเขียวสีเหลืองสีขาวหรือสีแสดแก่ เราก็คล้อยให้เป็นไปตามใจประสงค์ของเขา เรามีความตั้งใจอยู่ว่า “ขอให้หมองูนี่ได้ลาภมาก ๆ เถิด” และด้วยอานุภาพของเรา เราสามารถที่จะบันดาลที่ดอนให้กลายเป็นน้ำก็ได้
<sub><small>''(หน้าที่ 101)''</small></sub>
:แม้บันดาลน้ำให้กลายเป็นที่ดอนก็ได้ ถ้าเราจะพึงโกรธเคืองเจ้าหมองูนั้น เราก็สามารถที่จะทำให้เขากลายเป็นเถ้าถ่านชั่วครู่เท่านั้น แต่ถ้าเราตกอยู่ใต้อำนาจอกุศลจิตเท่านั้น เราก็จักเสื่อมจากศีล เมื่อเสื่อมจากศีลแล้ว ความปรารถนาขั้นสุดยอด คือ ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ของเราก็จะไม่สำเร็จสมประสงค์
'''เรื่องพญานาคชื่อสังขปาละ'''
:เรื่องที่ห้า ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราชชื่อสังขปาละ พระโพธิสัตว์สังขปาละนั้น ถูกบุตรนายพราน ๑๖ คนช่วยกันเอาหอกอย่างแหลมคมแทงเข้าที่ลำตัวถึง ๘ แห่ง แล้วเอาเครือวัลย์ที่เป็นหนามร้อยเข้าไปในรูแผลที่แทงนั้น ๆ เอาเชือกอย่างมั่นเหนียวร้อยเข้าทางรูจมูกแล้วช่วยกันลากไป ลำตัวถูกครูดสีไปกับพื้นดิน พระโพธิสัตว์สังขปาละนาคราช ได้เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้พระโพธิสัตว์จะสามารถบันดาลให้บุตรนายพรานเหล่านั้นแหลกละเอียดเป็นเถ้าธุลี ด้วยวิธีเพียงแต่โกรธแล้วจ้องมองดูเท่านั้น แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ทำการโกรธเคืองลืมตาจ้องมองดูเขาเหล่านั้นเลย ข้อนี้สมด้วยความบาลีในคัมภีร์ชาดกว่า
:ดูก่อนนายอฬาระ เราอยู่จำอุโบสถศีลเป็นนิจทุกวันพระ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ คราวครั้งนั้น ได้มีบุตรของนายพราน ๑๖ คน พากันถือเชือกและบ่วงอย่างมั่นเหนียวไปหาเรา แล้วเขาได้ช่วยกันร้อยจมูกเรา ฉุดดึงเชือกที่ร้อยจมูกผูกตรึงเราหมดทั้งตัวแล้วลากเราไป ทุกข์อย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนั้น เราก็ยังอดกลั้นได้ ไม่ยอมทำให้อุโบสถศีลกำเริบเศร้าหมอง
:แท้ที่จริงนั้น พระบรมศาสดามิใช่ได้ทรงทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไว้เพียงที่ยกมาแสดงเป็นตัวอย่างนี้เท่านั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระจริยาวัตรอันน่าอัศจรรย์ แม้อย่างอื่น ๆ ไว้เป็นอเนกประการ ซึ่งมีปรากฏในชาดกต่าง ๆ เช่น มาตุโปสกชาดก เป็นอาทิ
<sub><small>''(หน้าที่ 102)''</small></sub>
:ก็แหละ บัดนี้ เมื่อเจ้าได้อ้างอิงเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ผู้ทรงมีพระขันติคุณอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน ทั้งในโลกมนุษย์และโลกเทวดาว่าเป็นศาสดาของเจ้าดังนี้แล้ว การที่เจ้าจะยอมจำนนให้จิตโกรธแค้นเกิดขึ้นครอบงำได้อยู่ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไม่สมควรอย่างยิ่งเทียว
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๗'''
'''ด้วยพิจารณาความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฏ'''
:ก็แหละ โยคีบุคคลผู้ซึ่งได้เข้าถึงความเป็นทาสของกิเลสมานานหลายร้อยหลายพันชาติ แม้จะได้พยายามพิจารณาถึงพระคุณคือพระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อนโดยวิธีดังแสดงมาสักเท่าไรก็ตาม ความโกรธแค้นนั้นก็ยังไม่สงบอยู่นั่นแล คราวนี้โยคีบุคคลนั้นจงพิจารณาถึงความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฎอันยาวนาน ซึ่งสาวหาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ โดยอุบายวิธีดังต่อไปนี้
:แหละเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายนิทานวรรคว่า
:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้นั้นที่จะไม่เคยเป็นมารดากัน ไม่เคยเป็นบิดากัน ไม่เคยเป็นพี่น้องชายกัน ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิงกัน ไม่เคยเป็นบุตรกัน และไม่เคยเป็นธิดากัน เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ง่ายเลย
:เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึงส่งจิตไปในคนคู่เวรกันอย่างนี้ว่า
:ได้ยินว่า สตรีผู้นี้เคยเป็นมารดาของเรามาในชาติปางก่อน เขาเคยได้บริหารรักษาเราอยู่ในครรภ์ตลอดเวลา ๑๐ เดือน ได้ช่วยล้างเช็ดปัสสาวะน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้น ให้แก่เราโดยไม่รังเกียจ เห็นสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นเหมือนฝุ่นจันทร์หอม ช่วยประคองเราให้นอนอยู่ในระหว่างอก อุ้มเราไปด้วยสะเอว ได้ทะนุถนอมเลี้ยงเรามาเป็นอย่างดี ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 103)''</small></sub>
:บุรุษผู้นี้เคยเป็นบิดาของเรามา เมื่อประกอบการค้าขาย ต้องเดินไปในทางทุรกันดาร เช่น ต้องไปด้วยอาศัยแพะเป็นพาหนะ และต้องเหนี่ยวรั้งไปด้วยไม้ขอเป็นต้น แม้ชีวิตก็ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา ครั้นในยามเกิดสงครามประชิดติดพันกัน ทั้งสองฝ่ายก็ต้องเอาตนเข้าสู่สนามรบ บางครั้งต้องแล่นเรือผ่านมหาสมุทร อันเต็มไปด้วยภัยอันตราย และได้ทำกิจการอย่างอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยความลำบากยากเข็ญ พยายามสั่งสมทรัพย์ไว้ด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยมั่นหมายว่า จักเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้งหลายให้เป็นสุข ฉะนี้
:บุรุษผู้นี้เคยเป็นพี่น้องชายของเรามา สตรีผู้นี้เคยเป็นพี่น้องหญิงของเรามา บุรุษผู้นี้เคยเป็นบุตรของเรามา สตรีผู้นี้เคยเป็นธิดาของเรามา และแต่ละบุคคลนั้นเคยได้ทำอุปการะแก่เรามาหลายอย่างหลายประการมาเป็นอันมาก
:เพราะเหตุฉะนั้น การที่เราจะทำใจให้โกรธแค้นในบุคคลนั้น ๆ ย่อมเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ฉะนี้
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๘'''
'''ด้วยพิจารณาอานิสงส์เมตตา'''
:ถ้าพระโยคีได้พยายามพิจารณา โดยความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฏดังแสดงมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้อยู่นั่นแล แต่นั้นโยคีบุคคลจงพิจารณาถึงอานิสงส์ของเมตตา ด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้
:“นี่แน่ พ่อมหาจำเริญ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสสอนไว้แล้วมิใช่หรือว่าคนผู้เจริญเมตตาภาวนาพึงหวังได้แน่นอน ซึ่งอานิสงส์ ๑๑ ประการ ของเมตตาเจโตวิมุติที่ตนส้องเสพหนักแล้ว ทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้ว ทำให้เป็นดุจฐานอันแน่นหนาแล้วทำให้มั่นคงแล้ว สั่งสมด้วยวสี ๕ ดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้ว"
'''อานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ'''
:อานิสงส์ของเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑ ประการนั้น คือ
:๑. นอนเป็นสุข คือ ไม่กลิ้ง ไม่กรน หลับอย่างสนิทเหมือนเข้าสมาบัติ มีลักษณะท่าทางเรียบร้อยงดงามน่าเลื่อมใส
<sub><small>''(หน้าที่ 104)''</small></sub>
:๒. ตื่นเป็นสุข คือ ตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่ทอดถอนหายใจ ไม่สยิ้วหน้า ไม่บิดไปบิดมา มีหน้าตาชื่นบานเหมือนดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน
:๓. ไม่ฝันร้าย คือ ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น พวกโจรรุมล้อม สุนัขไล่กัด หรือตกเหว ฝันเห็นแต่นิมิตที่ดีงาม เช่น ไหว้พระเจดีย์ ทำการบูชาและฟังธรรมเทศนา
:๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายเหมือนพวงไข่มุกที่ห้อยอยู่หน้าอก หรือดอกไม้ที่ประดับอยู่บนเศียร
:๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ ไม่ใช่เป็นที่รักของคนอย่างเดียว ยังเป็นที่รักตลอดไปถึงเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลายด้วย
:๖. เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา คือ เทวดาทั้งหลายย่อมคอยตามรักษาเหมือนมารดาบิดาคอยตามรักษาบุตรและธิดา
:๗. ไฟ ยาพิษหรือศัสตรา ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา คือ ไม่ถูกไฟไหม้ ไม่ถูกวางยาพิษ หรือไม่ถูกศัสตราอาวุธประหาร
:๘. จิตเป็นสมาธิเร็ว คือ เมื่อเจริญกรรมฐาน จิตสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิได้เร็ว
:๙. ผิวหน้าผ่องใส คือ หน้าตามีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ
:๑๐. ไม่หลงทำกาลกิริยา คือ ไม่หลงตาย คล้ายกับนอนหลับไปเฉย ๆ
:๑๑. เมื่อไม่บรรลุถึงคุณธรรมเบื้องสูง อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก คือ ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นคุณเบื้องสูงยิ่งกว่าเมตตาฌาน พอเคลื่อนจากมนุษยโลก ก็จะเข้าสู่พรหมโลกทันที เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น
:นี่แน่ พ่อมหาจำเริญ ! ถ้าเจ้าจักไม่ทำจิตที่โกรธแค้นอยู่นี้ให้ดับไปเสียแล้ว เจ้าก็จักเป็นคนอยู่ภายนอกจากอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการนี้ ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 105)''</small></sub>
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๙'''
'''ด้วยพิจารณาแยกธาตุ'''
:ถ้าโยคีบุคคลยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้ ด้วยอุบายวิธีดังแสดงมา คราวนี้จงนึกเอาคนคู่เวรนั้นมาพิจารณาแยกออกให้เห็นเป็นเพียงสักว่า ธาตุส่วนหนึ่ง ๆ ด้วยอุบายวิธีดังนี้
:โยคีบุคคลพึงสอนตนโดยวิธีแยกธาตุว่า –
:นี่แน่ พ่อมหาจำเริญ ! เมื่อเจ้าโกรธคนคู่เวรนั้น เจ้าโกรธอะไรเขาเล่า ? คือ ในอาการ ๓๒ เจ้าโกรธผมหรือ ? ขนหรือ ? เล็บหรือ ? ฟันหรือ ? หนังหรือ ? หรือโกรธเนื้อ, เอ็น, กระดูก, เยื่อกระดูก, ม้าม หรือโกรธ หัวใจ, ตับ พังผืด, ไต, ปอด ? หรือโกรธ ไส้ใหญ่, ไส้น้อย, อาหารใหม่, อาหารเก่า, มันสมอง ? เจ้าโกรธ ดี, เสลด, หนอง, เลือด, เหงื่อ, มันข้นหรือ ? หรือโกรธ น้ำตา, น้ำมันเหลว, น้ำลาย, น้ำมูก, นำไขข้อ, น้ำมูตร ? หรือ ในธาตุ ๔ เจ้าโกรธ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม หรือ ?
:อนึ่ง คนคู่เวรนั้น เพราะอาศัยขันธ์ ๕ หรืออายตนะ ๑๒ หรือธาตุ ๑๘ เหล่าใด เขาจึงได้มีชื่ออย่างนั้น ในขันธ์ ๕ นั้น เจ้าโกรธ รูปขันธ์หรือ ? หรือโกรธ เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ ? หรือ ในอายตนะ ๑๒ นั้น เจ้าโกรธ จักขวายตนะ รูปายตนะหรือ ? หรือโกรธ โสตายตนะ สัททายตนะ, ฆานายตนะ คันธายตนะ, ชิวหายตนะ รสายตนะ, กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ, มนายตนะ ธัมมายตนะ ? หรือในธาตุ ๑๘ นั้นเจ้าโกรธ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุหรือ ? หรือโกรธ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ, ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญานธาตุ, ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ, กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ, มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ?
:เมื่อโยคีบุคคลพิจารณาแยกกระจายคนคู่เวรนั้นออกโดยภาวะที่เป็นธาตุ คือ เป็นเพียงชิ้นส่วนอันหนึ่งๆ ประกอบกันไว้ดังได้แสดงมา ฉะนี้ ก็จะมองเห็นสภาวธรรม ด้วยปัญญา เห็นแจ้งชัดว่าฐานสำหรับที่จะรองรับความโกรธ ย่อมไม่มีอยู่ในคนคู่เวรนั้น เพราะ ธาตุทั้งหลายแต่ละธาตุ ๆ มีผมเป็นต้นนั้น เป็นสิ่งอันใคร ๆ ไม่ควรจะโกรธ และนอกเหนือ
<sub><small>''(หน้าที่ 106)''</small></sub>
:ไปจากธาตุทั้งหลายมีผมเป็นต้นนั้นแล้วก็หามีคนไม่ ซึ่งเปรียบเหมือนฐานสำหรับรองรับเมล็ดพันธ์ผักกาดไม่มีที่ปลายเหล็กจาร (เหล็กแหลม) และฐานสำหรับรองรับจิตรกรรม ไม่มีในอากาศ ฉะนั้น
'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑๐'''
'''ด้วยการให้ปันสิ่งของ'''
:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะพิจารณาโดยวิธีแยกธาตุดังแสดงมา ก็พึงทำการให้ปันสิ่งของ กล่าวคือ พึงให้ปันสิ่งของตนแก่คนคู่เวร ตนเองก็ควรรับสิ่งของของคนคู่เวรด้วย ถ้าแหละคนคู่เวร มีอาชีพบกพร่อง มีเครื่องบริขารชำรุด ใช้สอยไม่ได้ ก็พึงให้เครื่องบริขารของตนนั่นแหละแก่เธอ เมื่อโยคีบุคคลทำการให้ปันได้อย่างนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็จะระงับลงโดยสนิททีเดียว และแม้ความโกรธของคนคู่เวรซึ่งติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็จะระงับลงโดยทันทีเช่นเดียวกัน เหมือนดังความโกรธของพระมหาเถระรูปหนึ่งระงับลง เพราะได้บาตรซึ่งพระปิณฑปาติกเถระผู้ถูกขับออกจากเสนาสนะ ในวัดจิตตลบรรพตถึง ๓ ครั้ง ได้มอบถวาย พร้อมกับเรียนว่า ท่านขอรับ บาตรใบนี้มีราคา ๘ กหาปณะ อุบาสิกาผู้เป็นโยมหญิงของกระผมถวาย เป็นลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม ขอท่านได้กรุณาทำให้เป็นบุญลาภแก่มหาอุบาสิกาด้วยเถิด ฉะนี้
:ขึ้นชื่อว่าการให้ปันนี้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ฉะนี้ สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ได้ประพันธ์ไว้ว่า
:อทนฺตทมนํ ทานํ ทานํ สพฺพตฺถสาธกํ
:ทาเนน ปิยวาจาย อุนฺนมนฺติ นมนฺติ จ
:การให้ปันเป็นอุบายทรมานคนพยศให้หายได้ การให้ปันเป็นเครื่องบันดาลให้ประโยชน์ทุก ๆ อย่างสำเร็จได้ ผู้ให้ปันย่อมฟูใจขึ้น ฝ่ายผู้รับปันย่อมอ่อนน้อมลง ทั้งนี้ ด้วยการให้ปันและด้วยวาจาอ่อนหวานเป็นเหตุ ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 107)''</small></sub>
'''เจริญเมตตาถึงขั้นสีมาสัมเภท'''
:เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามบรรเทาความโกรธแค้นในคนคู่เวรให้ระงับลงได้แล้ว ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ มีการระลึกถึงพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้น ตามที่ได้แสดงมาฉะนี้แล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็จะแผ่ไป น้อมไปแม้ในคนคู่เวรนั้นได้ด้วยวิธีแห่งเมตตาภาวนา เช่นเดียวกับในคนที่รัก, เพื่อนที่รักมาก และคนเป็นกลาง ๆ นั่นเทียว ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาให้บ่อย ๆ ขึ้น แล้วทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท กล่าวคือทำให้จิตเสมอกัน ในบุคคล ๔ จำพวก ได้แก่ ตนเอง ๑ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ ต่อไป
'''ลักษณะของสีมาสัมเภท'''
:ลักษณะของเมตตาที่เป็นสีมาสัมเภทนั้นดังนี้ สมมุติว่าขณะที่โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับคนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ และคนคู่เวร เป็นสี่ทั้งตนเอง ได้มีพวกโจรเข้าไปหาแล้วพูดว่า ท่านครับ ขอจงให้ภิกษุแก่เราสักรูปหนึ่งเถิด โยคีบุคคลถามว่า จะเอาไปทำไม พวกโจรตอบว่า จะนำไปฆ่าเอาเลือดในลำคอทำพลีกรรม ในกรณีเช่นนี้ ถ้าโยคีบุคคลนั้นตัดสินใจว่า จงเอารูปนั้นหรือรูปโน้นก็ได้ ดังนี้ ไม่ชื่อว่า ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท ถ้าแม้โยคีบุคคลจะพึงตัดสินว่า เชิญเอาตัวฉันไปเถอะ อย่าเอาสามคนนั้นเลย ดังนี้ ก็ไม่ชื่อว่าได้ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทเช่นเดียวกัน
:ถาม - เพราะเหตุไร จึงไม่เป็นสีมาสัมเภท ?
:ตอบ - เพราะเหตุทีเมื่อโยคีบุคคลยังมีความปรารถนาให้โจรเอาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอยู่นั้น ก็ชื่อว่าเธอเป็นผู้มีความมุ่งร้ายในภิกษุรูปนั้นอยู่ และเป็นผู้ยังมีความปรารถนาดีในภิกษุรูปอื่น ๆ นอกนี้ จิตไม่สม่ำเสมอในคนทั้ง ๔ คน
:ต่อเมื่อใดโยคีบุคคลนั้น ไม่เห็นคนที่ตนอยากจะให้แก่พวกโจรแม้สักคนหนึ่ง ในจำนวน ๔ คนนั้น วางจิตไว้เสมอทั้งในตนและคนสามคนนั้น ดังนี้ จึงได้ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ประพันธ์ไว้ว่า
<sub><small>''(หน้าที่ 108)''</small></sub>
:ภิกษุผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น ตราบใดที่ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ในบุคคล ๔ จำพวก คือ ตน, คนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ และคนที่เกลียดชัง ในคนใดคนหนึ่ง เรียกได้เพียงว่าเธอเป็นผู้มีจิตปรารถนาดีในสัตว์ทั้งหลาย แต่ยังไม่จัดว่าเป็นผู้มีความรักด้วยเมตตาแท้ หรือเป็นผู้มีกุศลอันประเสริฐ ต่อเมื่อใด ภิกษุนั้นทำลายขอบเขตแห่ง เมตตา คือบุคคล ๔ จำพวกเสียได้ จึงจะแผ่เมตตาแท้ไปได้ทั่วโลกมนุษย์กับทั้งโลกเทวดาอย่างสม่ำเสมอกัน ขอบเขตแห่งเมตตาไม่ปรากฏมีแก่ภิกษุใด เธอได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งใหญ่กว่าคนที่ยังเห็นแตกต่างในบุคคล ๔ จำพวกข้างต้นนั้น
'''สีมาสัมเภทเท่ากับปฏิภาคนิมิต'''
:ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนี้ ได้สำเร็จถึงขั้นปฏิภาคนิมิตหรืออุปจารสมาธิแล้ว ทั้งนี้ตลอดเวลาที่สีมาสัมเภทยังเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเทียว อธิบายว่า ในกรรมฐานอื่น ๆ เช่น กสิณกรรมฐานเป็นต้น ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์ของฌานจิต โดยอาศัยอุคคหนิมิตที่ได้มาด้วยการภาวนา ซึ่งเรียกว่าดวงกสิณเป็นต้น ส่วนในเมตตากรรมฐานนี้ไม่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างนั้น แต่ว่าสีมาสัมเภทอันมีลักษณะดังแสดงมาที่โยคีบุคคลได้บรรลุแล้วนั้นแล จัดเป็นดุจปฏิภาคนิมิตในที่นี้ ด้วยมีลักษณะอาการคล้ายกับปฏิภาคนิมิตในกรรมฐานอื่น ๆ เพราะว่าเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานมาจนสำเร็จถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว โดยเหตุที่ภาวนามีกำลังแก่กล้าขึ้น นิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นศัตรูโดยตรงของฌานจึงเป็นอันโยคีบุคคลข่มไว้ได้แล้ว กิเลสทั้งหลายอันตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์ก็สงบลงหมดแล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็เป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธินั่นเทียว
'''เจริญเมตตาบรรลุถึงขั้นปฐมฌาน'''
:เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้วดังนั้น คราวนี้จงทำสีมาสัมเภทนั่นแหละให้เป็นนิมิตกรรมฐาน แล้วพยายามส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้
<sub><small>''(หน้าที่ 109)''</small></sub>
:เจริญขึ้น เพียรทำให้มาก ๆ เข้า โยคีบุคคลก็จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิอันได้แก่ปฐมฌานซึ่งเป็นฌานขั้นแรก โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในปถวีกสิณนิเทศ ทั้งนี้ โดยจะไม่เป็นการลำบากอะไรเลย
:ด้วยภาวนาวิธีเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐาน ได้บรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน ซึ่งประกอบด้วยเมตตาพรหมวิหาร อันละเสียได้ซึ่งองค์ ๕ ประกอบด้วย องค์ ๕ มีความงาม ๓ ถึงพร้อมลักษณะ ๑๐ ฉะนี้แล
'''เมตตากรรมฐานบรรลุถึงฌานขั้นไหน'''
:โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นปฐมฌาน เป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว แต่นั้นเมื่อพยายามเจริญกรรมฐานให้ยิ่งขึ้นไป โดยใช้นิมิตคือสีมาสัมเภทนั้นแหละเป็นอารมณ์กรรมฐาน ส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้เจริญขึ้นทำให้เพียรทำให้มาก ๆ เข้า ก็จะได้บรรลุถึงฌานขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับ กล่าวคือในกรณีที่นับจำนวนฌานเป็น ๔ ขั้นที่เรียกว่า จตุกกนัย ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและตติยฌานเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นจตุตถฌาน ในกรณีทีนับจำนวนฌานเป็น ๕ ขั้น ที่เรียกว่าปัญจกนัย ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและจตุตถฌานเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นปัญจมฌาน ทั้งนี้ เพราะเหตุที่จตุตถฌานโดยจตุกกนัย และปัญจมฌานโดยปัญจกนัย มีองค์ฌานเป็นอุเบกขาเวทนา เมตตานี้เป็นฝักฝ่ายแห่งโสมนัสเวทนา ดังนั้นเมตตากรรมฐานจึงไม่สามารถที่จะให้บรรลุถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌานได้ ด้วยประการฉะนี้
'''การแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลก'''
:ก็แหละ โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานจนบรรลุถึงอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลนั้นแล้ว ย่อมแผ่เมตตาจิตโดยเจาะจงไปทั่วทุกทิศ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยเมตตาอันสำเร็จด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้นฌานใดฌานหนึ่ง ย่อมแผ่จิตเมตตาไปทางทิศใหญ่ทิศหนึ่ง มีทิศบูรพาเป็นต้น ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สอง ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไป
<sub><small>''(หน้าที่ 110)''</small></sub>
:ทางทิศใหญ่ที่สาม ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สี่ โดยทำนองเดียวกัน ย่อมแผ่เมตตาจิตขึ้นไปทางทิศเบื้องบนจรดพรหมโลก ย่อมแผ่เมตตาจิตลงไปทางทิศเบื้องล่างจรดอเวจีมหานรก ย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศน้อยทั้ง ๔ คือ ทิศอาคเนย์ ทิศพายัพ ทิศอีสาน ทิศหรดี ได้แก่ยังจิตอันประกอบด้วยเมตตาให้ระลึกแล่นไปในทิศทั้ง ๑๐ ครบทุกทิศอย่างนี้ เหมือนนายสารถีควบม้าให้วิ่งไปทั่วบริเวณสนามม้า ฉะนั้น
:และย่อมแผ่เมตตาจิตโดยไม่เจาะจงไปทั่วทั้งโลก คือโยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์กว้างขวาง อันถึงความเป็นใหญ่โดยภูมิ อันไม่มีประมาณในสัตว์ อันไม่มีพยาบาทเป็นเหตุผูกเวรสัตว์ และอันไม่มีโทมนัสเป็นเหตุเบียดเบียนสัตว์ ย่อมแผ่เมตตาจิตไปยังโลกอันประกอบด้วยหมู่สัตว์ทุกชนิด ในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก โดยเป็นผู้มีตนเสมอในสัตว์ทุกจำพวก คือ ทั้งคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง ทั้งคนที่เป็นมิตร เป็นศัตรู และเป็นกลาง ๆ ทั้งที่เป็นสตรีหรือบุรุษ ทั้งที่เป็นพระอริยเจ้าหรือปุถุชน ทั้งที่เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ด้วยประการฉะนี้
:แต่อย่างไรก็ดี วิธีแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้ จะสำเร็จเป็นไปได้ก็เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานเป็นต้นเท่านั้น
'''วิธีการแผ่เมตตา ๓ อย่าง'''
:ก็แหละ วิธีการแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้ ย่อมสำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้ว ฉันใด แม้วิธีการแผ่เมตตาที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ๓ อย่าง ดังจะแสดงต่อไปนี้ ก็สำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้วเช่นเดียวกัน คือ เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล ซึ่งเรียกว่า อโนธิโสผรณา โดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล ซึ่งเรียกว่า โอธิโสผรณา โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศซึ่งเรียกว่า ทิสาผรณา โดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 111)''</small></sub>
:อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจในวิธีการแผ่เมตตาไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕ เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๗ ตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคนั้น เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไปนี้
'''๑. อโนธิโสผรณา'''
'''คำแผ่เมตตาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''
:๑. สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒. สพฺเพ ปาณา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓. สพฺเพ ภูตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔. สพฺเพ ปุคฺคลา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ, ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
'''๒. โอธิโสผรณา'''
'''คำแผ่เมตตาเจาะจงโดยอาการ ๗'''
:๑. สพฺเพ อิตฺถิโย อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆาโหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน,จงอย่ามีทุกข์,จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 112)''</small></sub>
:๒. สพฺเพ ปุริสา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓. สพฺเพ อริยา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔. สพฺเพ อนริยา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕. สพฺเพ เทวา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ ขอเทวดาทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖. สพฺเพ มนุสฺสา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ. ขอมนุษย์ทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗. สพฺเพ วินิปาติกา อเวรา โหนฺตุ อพยาปชฺชา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
'''๓. ทิสาผรณา'''
'''วิธีแผ่เมตตาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''
:วิธีการแผ่เมตตาไปในทิศนั้น คือแผ่เมตตาไปในบุคคล ๑๒ จำพวกนั้นที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ ได้แก่ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องล่าง ๑ ทิศเบื้องบน ๑ ทิศหนึ่งนับเป็นอาการแห่งภาวนาอันหนึ่ง จึงเรียกว่าโดยอาการ ๑๐ มีคำสำหรับแผ่ดังต่อไปนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 113)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑'''
'''ในบุคคลที่ ๑'''
:๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺต, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ จงอย่าผูกเวรกัน, ขออย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้ปวงในทิศอาคเนย์ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 114)''</small></sub>
:๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺต, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๒'''
'''ในบุคคลที่ ๒'''
:๑๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปาณา อเวรา โหนฺตุ, อพยาปชฺชา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศบูรพา จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศประจิม......ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย ปาณา....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย ปาณา....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 115)''</small></sub>
:๑๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย ปาณา....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย ปาณา.....ปริหรนฺตุ. ขอปาณะทั้งปวงในทิศเบื้องบน....ประคองตนไปให้รอดเถิด
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๓'''
'''ในบุคคลที่ ๓'''
:๒๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย ภูตา....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย ภูตา....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 116)''</small></sub>
:๒๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๒๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย ภูตา.....ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย ภูตา….ปริหรนฺตุ. ขอภูตทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๔'''
'''ในบุคคลที่ ๔'''
:๓๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย ปุคฺคลา....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๓๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย ปุคฺคลา....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 117)''</small></sub>
:๓๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุคคลทั้งปวงในทิศเบื้องบน....ประคองตนไปให้รอดเถิด
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๕'''
'''ในบุคคลที่ ๕'''
:๔๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา...ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศทักษิณ....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๔๙. สสสพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 118)''</small></sub>
:๕๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๖'''
'''ในบุคลที่ ๖'''
:๕๑. สพฺพา ปุรตฺถิมาย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๒. สพฺพา ปจฺฉิมาย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๓. สพฺพา อุตฺตราย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๔. สพฺพา ทกฺขิณาย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๕. สพฺพา ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๖. สพฺพา ปจฺฉิมาย อนุทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๗. สพฺพา อุตฺตราย อนุทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๘. สพฺพา ทกฺขิณาย อนุทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งหลายทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๕๙. สพฺพา เหฏฐิมาย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๐. สพฺพา อุปริมาย ทิสาย อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ. ขอสตรีทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 119)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๗'''
'''ในบุคคลที่ ๗'''
:๖๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศทักษิณ....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย ปุริสา....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศพายัพ....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอีสาน....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย ปุริสา.....ปริหรนฺต. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๖๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย ปุริสา....ปริหรนฺตุ. ขอบุรุษทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย ปุริสา....ปริหรฺตุ. ขอบุรุษทั้งหลายในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 120)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๘'''
'''ในบุคคลที่ ๘'''
:๗๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย อริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศพายัพ....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ.ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย อริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๗๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย อริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย อริยา....ปริหรนฺตุ. ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 121)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๙'''
'''ในบุคคลที่ ๙'''
:๘๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย อนริยา.... ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย อนริยา....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๘๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย อนริยา.....ปริหรนฺตุ. ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 122)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑๐'''
'''ในบุคคลที่ ๑๐'''
:๙๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๒. สพเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศประจิม....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย เทวา.....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย เทวา....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย เทวา.....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๙๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย เทวา.....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศเบื้อล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย เทวา.....ปริหรนฺตุ. ขอเทวดาทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 123)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑๑'''
'''ในบุคคลที่ ๑๑'''
:๑๐๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย มนฺุสฺสา....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอีสาน....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๐๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ. ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 124)''</small></sub>
'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑๒'''
'''ในบุคคลที่ ๑๒'''
:๑๑๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย วินิปาติกา....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย วินิปาติกา...ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๑๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย วินิปาติกา....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:๑๒๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ. ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด
:วิธีแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ โดยปรารภบุคคล ๑๒ จำพวก ดังแสดงมานี้รวมเป็นอาการแห่งภาวนา ๑๒๐ (๑๐X๑๒ =๑๒๐) เมื่อบวกที่แผ่โดยไม่เจาะจง ๕ อาการ โดยเจาะจง ๗ อาการเข้าด้วย จึงเป็น ๑๓๒ อาการ (๑๒๐+๕+๗=๑๓๒) ด้วยประการฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 125)''</small></sub>
'''เมตตาอัปปนา ๕๒๘'''
:ก็แหละในวิธีการแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงได้อาการ ๕ โดยเจาะจงได้อาการ ๗ นั้น อาการภาวนาอย่างหนึ่ง ๆ เป็นเหตุให้ได้อัปปนาฌาน ๔ อัปปนา โดยอาศัยบทภาวนาแต่ละบท ๆ ดังนี้
:บทภาวนาว่า (สพฺเพ สตฺตา) อเวรา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า อพฺยาปชฺชา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าเบียดเบียนกัน นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า อนีฆา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีทุกข์ นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง แม้ในการลงมือภาวนาครั้งแรก โยคีบุคคลต้องส่งจิตไปตามบทภาวนาทั้ง ๔ บทก็จริง แต่เมื่อถึงวาระภาวนาจะเข้าถึงขั้นสำเร็จอัปปนาฌาน โยคีบุคคลก็สำรวมจิตอยู่เฉพาะแต่ในบทภาวนาที่ปรากฏชัดคล่องแคล่วกว่าเพียงบทเดียวเท่านั้น ฉะนั้น อัปปนาฌานจึงสำเร็จขึ้นทีละบทเป็นอัปปนาฌานอาการละ ๔ อัปปนา เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาได้สำเร็จอัปปนาครบทั้ง ๔ บทโดยอาการ ๕ จึงได้อัปปนาฌานในอโนธิโสผรณา คือ แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงนี้ ๒๐ อัปปนา (๕X๔=๒๐)
:โดยทำนองเดียวกัน ในโอธิโสผรณา คือแผ่เมตตาโดยเจาะจงนั้น เมื่อนับโดยวิธีการแห่งภาวนามี ๗ อาการ โดยบทสำหรับภาวนามี ๔ บท เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาครบ ๗ อาการและ ๔ บทแล้วก็ได้อัปปนาฌาน ๒๘ อัปปนา (๗x๔=๒๘)
:ในทิสาผรณา คือที่แผ่ไปในทิศ โดยปรารภอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวกนั้น ทิศหนึ่งๆโดยบุคคลมี ๕ โดยบทภาวามี ๔ จึงได้อัปปนาฌานทิศละ ๒๐ อัปปนา (๕x๔=๒๐) เมื่อรวมทั้ง ๑๐ ทิศ ได้อัปปนาฌานถึง ๒๐๐ อัปปนา (๑๐x๒๐=๒๐๐) ส่วนที่ปรารภโอธิโสบุคคล ๗ จำพวกนั้น ทิศหนึ่งๆโดยบุคคลมี ๗ โดยบทภาวนามี ๔ จึงได้อัปปนาฌานทิศละ ๒๘ อัปปนา (๗x๔=๒๘) เมื่อรวมทั้ง ๑๐ ทิศ ได้อัปปนาฌาน๒๘๐ อัปปานา (๑๐x๒๘=๒๘๐) จึงรวมอัปปนาฌานในทิสาผรณานี้เป็น ๔๘๐ อัปปนา (๒๐๐+๒๘๐=๔๘๐)
<sub><small>''(หน้าที่ 126)''</small></sub>
:ด้วยประการฉะนี้ เมตตาอัปปนาฌานทั้งสิ้นที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จึงมีจำนวน ๕๒๘ อัปปนา คือ ในอโนธิโสผรณา ๒๐ ในโอธิโสผรณา ๒๘ และในทิสาผรณา ๔๘๐ (๒๐+๒๘+๔๘๐=๕๒๘)
:ก็แหละเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานด้วยภาวนาวิธีดังแสดงมา จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌาน หรือเรียกตามสำนวนบาลีว่า เมตตาเจโตวิมุติ แล้ว แม้แต่เพียงอัปปาอันใดอันหนึ่งในบรรดาอัปปนา ๕๒๘ นั้น ย่อมจะได้ประสพอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการมี นอนเป็นสุข เป็นต้น ดังที่พรรณนามาแล้วโดยแท้แล
'''อธิบายอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก'''
:ในอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก คือ สัตว์, ปาณะ, ภูต, บุคคล และ ผู้มีอัตภาพ นั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
:คำว่า สัตตะ หรือ สัตวะ นั้น มีอรรถวิเคราะห์ว่า รูปาทีสุ ขนฺเธสุ ฉนฺทราเคน สตฺตา วิสตฺตาติ = สตฺตา ชนเหล่าใดที่ข้องติดอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้นด้วยความกำหนัดพอใจ ชนเหล่านั้นเรียกว่า สัตตะ หรือ สัตวะ ข้อนี้สมจริงตามพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า –
:ดูก่อนราธะ ! ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใดในรูปขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในรูปขันธ์ด้วยความพอใจ เป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใดในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ด้วยควมพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใด ในวิญญาณขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในวิญญาณขันธ์ ด้วยความพอใจเป็นต้น เพราะเหตุนั้น บุคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์
<sub><small>''(หน้าที่ 127)''</small></sub>
:ก็โวหารที่เรียกว่า สัตว์ นี้ใช้แพร่หลายไป แม้ในบุคคลที่ไม่มีความกำหนัดแล้วด้วย ทั้งนี้ด้วยศัพท์ที่ลามเลยไป เช่นเดียวกับโวหารที่เรียกว่าพัดก้านตาล ใช้เรียกแพร่ลามไปแม้ในพัดที่ต่างออกไปซึ่งทำด้วยตอกด้วย ฉะนั้น อนึ่ง พวกอาจารย์ผู้สนใจเพียงตัวอักษร ลงมติเอาว่า คำว่า สัตว์ นี้เป็นเพียงสักว่าชื่อเท่านั้น ไม่ต้องวิจารณ์ถึงความหมาย ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้วิจารณ์ถึงความหมายก็ลงมติเอาว่า ที่ชื่อว่า สัตว์ เพราะประกอบด้วยความรู้บ้าง เพราะประกอบด้วยความแกล้วกล้าบ้าง เพราะประกอบด้วยเดชอำนาจบ้าง
:คำว่า ปาณะ มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปาณนตาย ปาณา สัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่า ปาณะ เพราะเป็นผู้มีลมหายใจ อธิบายว่า เพราะเป็นผู้มีความเป็นไปเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก
:คำว่า ภูต มีอรรถวิเคราะห์ว่า กมมกิเลเสหิ ภูตตฺตา ภูตา สัตว์ทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า ภูต เพราะเป็นผู้เกิดมาด้วยกรรมกิเลส อธิบายว่า เพราะเป็นผู้เกิดมาสมบูรณ์ดีแล้ว เพราะเป็นผู้บังเกิดปรากฏชัดแล้ว
:คำว่า บุคคล มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปุนฺติ วุจฺจติ นิรโย ตสมึ คลนฺติ คจฺฉนฺตีติ = ปุคฺคลา นรกเรียกว่า ปํุ ุ สัตว์เหล่าใดย่อมไปตกในนรกนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าบุคคล
:คำว่า ผู้มีอัตภาพ อธิบายว่า สรีระร่างกายเรียกว่าอัตภาพ อีกอย่างหนึ่งขันธ์ทั้ง ๕ เรียกว่า อัตภาพ เพราะขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เป็นแดนอาศัยให้เกิดสมมติบัญญัติต่าง ๆ ขึ้น สัตว์เหล่าใดนับเนื่องอยู่ในอัตภาพนั้น คือกำหนดตั้งลงในอัตภาพนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่า ผู้มีอัตภาพ
:แต่อย่างไรก็ดี คำว่าสัตว์ เป็นคำกำหนดหมายเอาสัตว์ทุกชนิด ไม่มีส่วนเหลือฉันใด แม้คำที่เหลือมีคำว่าปาณะเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกัน พึงเข้าใจว่าคำทั้งหมดนั้นเป็นไวพจน์ คือใช้แทนคำว่า สัตว์ทั้งปวง เพราะยกขึ้นมาเรียกว่าปาณะบ้าง ว่าบุคคลบ้าง ด้วยอำนาจ เป็นคำที่แพร่ลามไปเหมือนกัน ความจริงแม้คำอื่นๆ ที่ใช้เป็นไวพจน์ของคำว่าสัตว์ทั้งปวงก็ยังมีอยู่ เช่นคำว่า สพฺเพ ชนฺตู สัตว์ผู้เกิดมาทั้งปวง และ สพฺเพ ชีวา สัตว์ผู้มีชีวิต
<sub><small>''(หน้าที่ 128)''</small></sub>
:ทั้งปวงเป็นต้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกเอาเพียง ๕ คำเท่านั้น (สัตว์, ปาณะ, ภูต, บุคคล และอัตตภาวปริยาปันนะ) มาแสดงไว้ว่า เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจง บุคคลโดยอาการ ๕ อย่าง ฉะนี้ ก็โดยที่ทรงเลือกเอาแต่คำที่ปรากฏเด่นชัดเท่านั้น
:ส่วนพวกเกจิอาจารย์เหล่าใด หากจะพึงประสงค์เอาว่า คำว่า สัตว์และปาณะเป็นต้น มีความแตกต่างกันแม้โดยความหมายโดยแท้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงสักว่าเป็นคำไวพจน์อย่างเดียวเท่านั้น มติของพวกเกจิอาจารย์เหล่านั้นผิดไปจากบาลีที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล เพราะถ้าถือเอาความหมายต่างกันว่า สัตว์ก็อย่างหนึ่ง ปาณะก็อย่างหนึ่ง เป็นต้นแล้ว ก็จะเป็นการแผ่เจาะจงบุคคลไป เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายอย่าได้ถือเอาความหมายเหมือนอย่างที่พวกเกจิอาจารย์ประสงค์นั้นเลย พึงแผ่เมตตาจิตไปโดยไม่เจาะจงบุคคลด้วยอาการแห่งภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาการแห่งภาวนา ๕ อย่างนั้น เทอญ
:ส่วนโอธิโสบุคคล ๗ จำพวกนั้น มีความหมายกระจ่างอยู่ในตัวแล้ว คือคู่แรกได้แก่สตรีและบุรุษนั้นท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งเพศ คู่ที่สองที่ว่า อริยและปุถุชน นั้น ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งบุคคลเป็น ๒ จำพวก ส่วนอีก ๓ ประเภทหลัง คือ เทวดา, มนุษย์ และวินิปาติกสัตว์นั้น ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจภูมิเป็นที่บังเกิด อธิบายว่า ภูมิเป็นที่บังเกิดของโลกสิ้นทั้งมวลนั้น เมื่อว่าโดยลักษณะที่สูงต่ำเป็นต้นแล้ว มี ๓ ขั้น คือ ภูมิขั้นสูง ได้แก่ภูมิเป็นที่บังเกิดของหมู่เทพทั้งหลายมี ๒๖ ชั้น ได้แก่อรูปภูมิมี ๔ ชั้น รูปภูมิมี ๑๖ ชั้น ฉกามาวจรภูมิมี ๖ ชั้น ภูมิชั้นกลางมี ๑ ได้แก่มนุสสภูมิ คือ ภูมิเป็นที่บังเกิดของคนเราทั่วไป ภูมิขั้นต่ำมี ๔ ชั้น ได้แกอบายภูมิ ๑ วินิปาตภูมิ ๑ นิรยภูมิ ๑ พวกวินิปาติกสัตว์นั้น ได้แก่สัตว์ที่บังเกิดในวินิปาตภูมิ คือที่เรียกว่า อสูร หรือ อสุรกาย ผู้แปลเห็นว่า คำว่าวินิปาติกสัตว์นั้น น่าจะหมายเอาสัตว์ที่บังเกิดในภูมิชั้นต่ำหมดทั้ง ๔ ภูมิ คือรวม ดิรัจฉาน, เปรต และสัตว์นรกด้วย
'''อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ'''
:ประการสุดท้ายในเมตตาภาวนานี้ ที่ว่าโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารี ย่อมหวังได้ซึ่ง อานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑ ประการนั้น มีอรรถาธิบายโดยพิสดาร ดังต่อไปนี้ –
<sub><small>''(หน้าที่ 129)''</small></sub>
:๑. อานิสงส์ประการที่ ๑ ที่ว่า นอนเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนทั้งหลายจำพวกที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติ เมื่อนอนก็ไม่นอนอยู่แต่ข้างขวาทางเดียว นอนกลิ้งกลับไปกลับมารอบตัว และนอนกรน คือขณะเมื่อหายใจเข้าทำเสียงดังอยู่โครก ๆ เช่นนี้ ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ไม่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า นอนเป็นสุข แม้เมื่อนอนหลับสนิทแล้วก็มีอาการเหมือนกับคนเข้าสมาบัติ
:๒. ประการที่ ๒ ที่ว่า ตื่นเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุตินั้น โดยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขในขณะที่หลับอยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงถอดถอนหายใจใหญ่ สยิ้วหน้า บิดไปบิดมาข้างโน้นข้างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ตื่นเป็นทุกข์ ฉันใด ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการอันน่าเกลียด ชื่นบานเหมือนกับดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน
:๓. ประการที่ ๓ ที่ว่า ไม่ฝันร้าย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อฝันเห็นสุบินนิมิต ก็เห็นแต่สุบินนิมิตที่ดี ๆ ทั้งนั้น เช่นฝันว่าได้ไปไหว้พระเจดีย์ ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติย่อมฝันเห็นนิมิตอันน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ เช่นฝันว่า ตนถูกพวกโจรมารุมล้อมถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัด หรือตกลงไปในเหว ฉันใด เมตตาวิหารีบุคคลไม่ฝันเห็นสุบินนิมิตอันเลวร้ายเช่นนั้น
:๔. ประการที่ ๔ ที่ว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่าเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย เหมือนสร้อยไข่มุกที่พาดอยู่ที่หน้าอก หรือเหมือนดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะ ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย ฉะนั้น
:๕. ประการที่ ๕ ที่ว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของพวกมนุษย์ ฉันใด ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจแม้ของอมนุษย์ ฉันนั้น เช่น พระวิสาขเถระเป็นตัวอย่าง
'''เรื่องพระวิสาขเถระ'''
:มีเรื่องเล่าว่า พระวิสาขเถระนั้น เดิมเป็นคหบดีชั้นกุฏุมพีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรในชมพูทวีป เมื่อเขาอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรนั่นแล ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่า ลังกาทวีป
<sub><small>''(หน้าที่ 130)''</small></sub>
:นั้น เป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยระเบียบพระเจดีย์ มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาวสาวพัสตร์ ในลังกาทวีปนั้น ใครๆ ก็ตามสามารถที่จะนั่งหรือจะนอนได้อย่างสบายปลอดภัยในที่ตนต้องประสงค์ และสัปปายะทุก ๆ อย่าง คือ อากาสสัปปายะ เสนาสนสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสวนสัปปายะ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในลังกาทวีปนั้น
:กุฏุมพีวิสาขะ จึงได้ตัดสินใจมอบกองโภคสมบัติของตนให้แก่บุตรภริยา มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียวเท่านั้น ออกจากบ้านไปคอยเรืออยู่ทีท่ามหาสมุทรประมาณเดือนหนึ่ง โดยที่กุฏุมพีวิสาขะเป็นคนฉลาดในเชิงโวหาร เขาได้ซื้อสิ่งของ ณ ที่นี้ไปขาย ณ ที่โน้น รวบรวมทรัพย์ได้ถึงพันกหาปณะภายในระหว่าเดือนหนึ่งนั้น ทั้งนี้ด้วยการค้าขายอันชอบธรรม เขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปโดยลำดับ ครั้นแล้วก็ได้ขอบวชทันที
:เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังสีมาเพื่อจะทำการบวชให้นั้น เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะนั้นให้ร่วงจากภายในเกลียวผ้าตกลงไปที่พื้น พระอุปัชฌาย์จึงถามว่า นั่นอะไร เขาเรียนว่า ทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะขอรับผม พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า อุบาสกทรัพย์นี้นับแต่เวลาที่บวชแล้ว เธอไม่อาจจะใช้จ่ายได้ จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้ วิสาขะอุบาสกจึงคิดในใจว่า คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของวิสาขะ จงอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย ครั้นแล้วก็แก้ห่อทรัพย์นั้นหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ แล้วจึงบรรพชาอุปสมบท
:วิสาขะภิกษุนั้น เมื่อบวชได้พรรษา ๕ ก็ท่องจำมาติกาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนเอากรรมฐานอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่อัธยาศัยของตนแล้วก็ไป ๆ มา ๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่วัดละ ๔ เดือน เมื่อพระวิสาขเถระเที่ยวผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในวัดต่าง ๆ อย่างนั้น วันหนึ่งได้เห็นสถานที่ระหว่างป่าอันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างป่านั้น ครั้นออกจากสมาบัติแล้วขณะที่ยืนอยู่ระหว่างป่า ได้พิจารณาดูคุณสมุทัยของตนด้วยความปีติโสมนัสเมื่อจะบันลือสีหนาทจึงได้กล่าวเถรภาษิตนี้ ความว่า –
<sub><small>''(หน้าที่ 131)''</small></sub>
:ตลอดเวลาที่เราได้อุปสมบทแล้วมา ตลอดเวลาที่ เราได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ความประมาทพลาดพลั้งของเราในระหว่างนี้ไม่มีเลย ช่างเป็นลาภของเธอแท้ ๆ หนอ ท่านผู้เนียรทุกข์
:พระวิสาขเถระ เมื่อเดินทางไปยังวัดจิตตลบรรพต ครั้นไปถึงตรงทางแยก ๒ แพร่ง ได้ยืนคิดอยู่ว่า ทางที่จะไปวัดจิตตลบรรพตนั้น จะเป็นทางนั้นหรือทางนี้หนอ ขณะรุกขเทวดาที่สิงอยู่ ณ ที่ภูเขาได้เหยียดหัตถ์ออกแล้วชี้บอกแก่พระเถระว่า ทางนี้เจ้าข้า พระเถระไปถึงวัดจิตตลบรรพตแล้วก็ได้อยู่ ณ ที่นั้นจนครบ ๔ เดือน ในคืนสุดท้ายได้ตั้งใจไว้ว่า พรุ่งนี้เราจักต้องไปแต่เช้า ดังนี้แล้ว จึงเตรียมตัวจำวัด รุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งสิงอยู่บนต้นแก้ว ตรงที่ปลายทางจงกรม ได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันได
:พระเถระจึงถามว่านั่นใคร ? เทวดาเรียนตอบว่า ดิฉันมณิลิยา เจ้าข้า พระเถระซักว่า เธอร้องไห้ทำไม? เทวดาเรียนว่า เพราะอาศัยที่พระผู้เป็นเจ้าจะจากไป เจ้าข้า พระเถระจึงถามว่า เมื่อฉันอยู่ ณ ที่นี้ เป็นคุณประโยชน์อะไรแก่พวกเธอหรือ ? เทวดาจึงเรียนตอบว่า ท่านคะ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ พวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ได้มีเมตตาอารีแก่กันและกัน เจ้าค่ะ แต่บัดนี้เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเสียแล้ว พวกเทวดาและอมนุษย์ก็คงจักทำการทะเลาะวิวาท จักกล่าวคำหยาบแก่กันและกันเป็นแน่ เจ้าค่ะ พระเถระจึงได้บอกแก่เทวดาว่า ถ้าฉันอยู่ ณ ที่นี้ ความอยู่ผาสุกสำราญย่อมมีแก่พวกเธอ ฉันดีใจมาก ดังนี้ แล้วได้อยู่ ณ วัดนั้นต่อไป จนครบ ๔ เดือนอีก ครั้นครบ ๔ เดือนแล้วก็ได้คิดจะไปเหมือนอย่างเดิมอีก แม้เทวดามณิลิยานั้นก็ได้ไปร้องไห้เหมือนนั้นอีก โดนอุบายนี้พระเถระเลยอยู่ ณ ที่วัดนั้นและปรินิพพาน ณ ที่วัดนั้นนั่นแล เมตตาวิหารีบุคคล ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของอมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
:๖. ประการที่ ๖ ที่ว่า เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา นั้น อธิบายว่า เทวดาทั้งหลาย ย่อมคอยเฝ้ารักษาเมตตาวิหารีบุคคลเสมือนบิดามารดาคอยเฝ้ารักษาบุตร ฉะนั้น
<sub><small>''(หน้าที่ 132)''</small></sub>
:๗. ประการที่ ๗ ที่ว่า ไฟ, ยาพิษ, หรือศัตรา ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา นั้น อธิบายว่า ไฟไม่กล้ำกรายเข้าไปในกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่นอุบาสิกาชื่ออุตตราเป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น อุบาสิกาชื่ออุตตรา เป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น พระจูฬสีวเถระผู้ชำนาญสังยุตตนิกายเป็นตัวอย่าง หรือศัสตราไม่บาดร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น สังกิจจสามเณรเป็นตัวอย่าง เฉพาะข้อว่าศัสตราไม่บาดนี้ ควรยกเรื่องแม่โคนมมาแสดง เป็นตัวอย่างประกอบดังนี้
:ได้ยินว่า มีแม่โคนมอยู่ตัวหนึ่งกำลังยืนให้น้ำนมแก่ลูกอยู่ ขณะนั้นนายพรานคนหนึ่งตกลงใจว่า เราจักแทงมันดังนี้ แล้วได้ตวัดมือพุ่งหอกเข้าใส่ทันที แต่หอกนั้นพอไปจรดลำตัวของแม่โคนมนั้น ก็ม้วนพับเหมือนกับใบตาล นี้ไม่ใช่เป็นด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธิหรือไม่ใช่ด้วยกำลังแห่งอัปปนาสมาธิเลย แต่เพราะความมีใจรักลูกอันมีกำลังรุนแรงอย่างเดียว เมตตามีอานุภาพอันยิ่งใหญ่อย่างนี้แล
:๘. ประการที่ ๘ ที่ว่า จิตเป็นสมาธิเร็ว นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณากรรมฐาน จิตของเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็วทีเดียว ไม่มีความเฉื่อยชาเลย
:๙. ประการที่ ๙ ที่ว่า ผิวหน้าผ่องใส นั้น อธิบายว่า ใบหน้าของเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ย่อมมีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ ฉะนั้น
:๑๐. ประการที่ ๑๐ ที่ว่า ไม่หลงทำกาลกิริยา นั้น อธิบายว่า การตายด้วยความหลงย่อมไม่มีแก่เมตตาวิหารีบุคคล คือ เมตตาวิหารีบุคคลไม่หลงทำกาลกิริยาเลย เมื่อตายเป็นเสมือนคนนอนหลับ ฉะนั้น
:๑๑. ประการที่ ๑๑ ที่ว่า เมื่อไม่ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหัตอันเป็นชั้นสูงยิ่งกว่าเมตตาสมาบัติ ครั้นเคลื่อนจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ก็จะเข้าถึงพรหมโลกทันที เป็นเสมือนหลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนี้
:ก็แหละอานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้นในเมตตาภาวนานี้ แม้โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ได้สำเร็จฌานด้วยอำนาจกรรมฐานอื่นนอกไปจากพรหมวิหารกรรมฐานนี้ ก็ย่อมได้ประสพแม้โดยแท้ สมด้วยคาถาประพันธ์อันพระโบราณาจารย์แสดงไว้ มีอาทิว่า
<sub><small>''(หน้าที่ 133)''</small></sub>
:มุนีทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์กรรมฐานในภายใน ย่อมนอนเป็นสุข พระสาวกทั้งหลายของ พระโคดมพุทธเจ้า ย่อมตื่นชนิดที่ตื่นด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ ฉะนี้
:แต่แม้กระนั้น ผู้ที่ได้สำเร็จพรหมวิหารกรรมฐานทั้งหลาย ย่อมได้ประสบอานิสงส์ครบทั้งหมดนี้โดยไม่มีเศษเหลือ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพรหมวิหารธรรม ๔ เป็นข้าศึกโดยตรงของนิวรณกิเลสทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระพุทธโอวาทไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค....มีอาทิว่า :-
:ดูก่อนอาวุโส ก็เมตตาเจโตวิมุติ นี้นั้น เป็นธรรม เครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท ฉะนี้
:อนึ่ง โทษทั้งหลายมีนอนเป็นทุกข์เป็นต้น ย่อมบังเกิดแก่หมู่สัตว์ ก็ด้วยอำนาจนิวรณกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณกิเลส มีพยาบาทเป็นต้นนั้น อันโยคีบุคคลบำเพ็ญปฏิบัติให้สำเร็จแล้ว อานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้น ก็เป็นอันอยู่ในเงื้อมมือแล้วนั่นเทียว
:เมตตาภาวนา จบ
<sub><small>''(หน้าที่ 134)''</small></sub>
'''๒. กรุณาภาวนา'''
:โยคีบุคคลมีความประสงค์จะเจริญกรุณาพรหมวิหารนั้น ประการแรกพึงเตรียมการทำบุพกิจเบื้องต้นเสียให้เสร็จสิ้น นับแต่ตัดปลิโพธความกังวล ๑๐ ประการให้สิ้นห่วงตลอดจนถึงการนั่ง ณ อาสนะอย่างเรียบร้อย เหมือนอย่างที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนาครั้นแล้วพึงพิจารณาให้เห็นโทษของวิหิงสาคือการเบียดเบียนสัตว์ และอานิสงส์ของกรุณาเสียก่อน เมื่อได้เห็นโทษและอานิสงส์อย่างเด่นชัดแล้ว จึงเริ่มลงมือเจริญกรุณาพรหมวิหารต่อไป
'''โทษของวิหิงสาและอานิสงส์ของกรุณา'''
:ก็แหละ คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีชาติมีสันดานชอบทรมานเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยมือของตนบ้าง ด้วยการขว้างด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยทุบตีด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยฟันแทงด้วยศัสตราอาวุธบ้าง หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ก็ผลวิบากอันเลวทรามของการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายเช่นนั้น ย่อมจะตามสนองเขาทั้งในโลกปัจจุบันและอนาคตไม่ต้องสงสัย
:เป็นความจริงทีเดียว ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยการทำให้ถึงสิ้นชีวิตบ้าง ด้วยการตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งให้ทนทุกข์ทรมานบ้าง ด้วยทำให้เสียทรัพย์บ้าง ด้วยทำให้เสื่อมลาภบ้าง ด้วยทำให้พลัดที่นาคลาที่อยู่บ้าง ด้วยทำให้เสียผลประโยชน์บ้าง ด้วยทำให้เสื่อมยศบ้าง ด้วยทำให้เก้อเขินในที่ประชุมบ้าง โดยที่สุดแม้การคอยจ้องจับผิดตามความจริง อันการเป็นอยู่ด้วยความประมาทของเขาผู้นั้นเช่นกล่าวมานี้ ย่อมจะบันดาลให้เป็นไปเพื่อไม่ให้เขาได้ลาภที่ยังไม่ได้ เพื่อเสื่อมลาภที่เขาได้มาแล้ว แม้ในโลกที่เห็นๆกันนี้ทีเดียว กล่าวคือ ชื่อเสียงอันเลวทรามของเขาซึ่งมีการเบียดเบียนสัตว์นั้นเป็นเหตุ ย่อมกระพือสะพัดไป เมื่อเข้าสู่สมาคม เขาจะเป็นคนไม่แกล้วกล้า ไม่สง่าผ่าเผย ครั้นถึงคราวตายเขาจะเป็นคนหลงตาย เมื่อแตกกายตายไปแล้ว ทุคติภูมิเป็นสิ่งที่เขาต้องหวังได้ และภายหลังเมื่อเขามาเกิดเป็นมนุษย์ในสุคติภูมิ เขาจะเป็นคนได้ชาติกำเนิดเลวมีตระกูลต่ำ จะเป็นคนมีผิวพรรณ
<sub><small>''(หน้าที่ 135)''</small></sub>
:ทราม น่าเกลียดน่าชัง เขาจะเป็นคนมีโรคาพาธมาก เขาจะเป็นคนตกทุกข์ได้ยาก มีข้าวน้ำ โภชนะอาหารบกพร่อง เขาจะเป็นคนมีอายุสั้น มีชีวิตอยู่ในโลกนี้น้อย ฉะนี้
:โยคีบุคคลจงพิจารณาให้เห็นโทษของวิหิงสา คือการเบียดเบียนสัตว์อย่างปราศจากกรุณา อันสืบเนื่องติดสันดานคนมาเป็นอเนกประการเช่นที่พรรณนามานี้ ครั้นแล้วจงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของกรุณาคือความสงสารสัตว์ โดยประการตรงกันข้ามกับโทษวิหิงสาตามที่พรรณนามาแล้ว เมื่อเห็นโทษและคุณเด่นชัดแล้วจึงเริ่มลงมือเจริญกรุณากรรมฐาน โดยวิธีแห่งการภาวนา ดังจะได้แสดงต่อไป
'''ห้ามเจริญคนใน ๕ จำพวกอันดับแรก'''
:ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลเริ่มแรกจะเจริญกรุณากรรมฐานนั้น จงอย่าเจริญไปใน บุคคล ๕ จำพวกนี้เป็นอันดับแรก คือ คนที่รัก ๑ เพื่อนที่รักมาก ๑ คนเป็นกลางๆ ๑ คนที่เกลียดชัง ๑ คนคู่เวร ๑ เพราะคนเป็นที่รักก็ย่อมตั้งอยู่ในฐานะของคนเป็นที่รัก เพื่อนที่รักมากก็ตั้งอยู่ในฐานะเพื่อนที่รักมาก คนที่เป็นกลางๆ ก็ตั้งอยู่ในฐานะคนเป็นกลางๆ คนที่เกลียดชังก็ตั้งอยู่ในฐานะคนที่เกลียดชัง และคนคู่เวรก็ตั้งอยู่ในฐานะคนคู่เวรอย่างเดิมนั่นเอง ไม่ใช่เป็นวิสัยที่จะทำให้เกิดความกรุณาในอันดับแรกได้ อธิบายว่า เมื่อโยคีบุคคลผู้ปรารภจะเจริญกรุณาไปในบุคคลที่รักนั้น ภาวนาแห่งความรักยังมิได้พรากออกไปจากจิต เมื่อความรักยังมิได้เพราะออกไป กรุณาก็จะขึ้นในจิตมิได้ เป็นธรรมดานิยมดังนี้ แม้ในบุคคลนอกนี้ก็เป็นทำนองเดียวกัน เพราะเหตุนี้ จึงห้ามมิให้เจริญกรุณาไปเป็นอันดับแรก ในบุคคล ๕ จำพวกนั้น
:ส่วนคนเพศตรงข้าม กับคนที่ตายแล้ว ไม่เป็นเขตที่ควรจะนำมาเจริญเป็นอารมณ์ของกรุณากรรมฐานตลอดกาล เพราะเหตุดังที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั่นแล
'''คนที่ควรเจริญภาวนาถึงอันดับแรกที่ ๑'''
:โดยเหตุที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงเป็นแบบอย่างไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ดังนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 136)''</small></sub>
:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา ย่อมแผ่กรุณาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น คือ ทำอย่างไร? ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา ย่อมแผ่กรุณาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวงทุกๆจำพวก เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น ซึ่งเข็ญใจได้ทุกข์ ซ้ำประกอบด้วยบาปกรรมทำชั่วคนหนึ่งแล้ว พึงเกิดความกรุณาขึ้น ฉะนั้น
:ดังนั้น โยคีบุคคลเมื่อได้เห็นใครๆก็ตาม ซึ่งเป็นคนที่น่าสงสารได้ประสบความลำบากอย่างยิ่ง เป็นคนเข็ญใจได้ทุกประกอบกรรมทำทุจริต เป็นคนกำพร้าขาดอาหาร วางกระเบื้องขอทานไว้ข้างหน้า นั่งอยู่ในโรงพักคนอนาถา มีหมู่หนอนไต่ออกจากแผลที่มือและเท้า ส่งเสียงครวญคร่ำพร่ำพรรณนาอยู่ฉะนี้แล้ว พึงยังกรุณาจิตให้เป็นไปในคนเช่นนั้นเป็นอันดับแรกก่อนกว่าคนทุกจำพวก ด้วยบทภาวนาว่า –
:กิจฺฉํ วตายํ สตฺโต อาปนฺโน, อปฺเปว นาม อิมมหา ทุกฺขา มุจฺเจยฺย
:สัตว์ผู้นี้ประสบความลำบากแท้หนอ ขอจงพ้นจากทุกข์นี้เสียเถอะหนา
:อีกแบบหนึ่งว่า
:อยํ สตฺโต ทุกฺขา มุจฺจตุ
:ขอสัตว์ผู้นี้ จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด
:สำหรับตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปว่า-
:เอเต สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด
:หรือว่า –
:สพฺเพ สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 137)''</small></sub>
:ด้วยภาวนาวิธีนี้ โยคีบุคคลจงพยายามภาวนา คือส่งจิตอันประกอบด้วยกรุณาไปพร้อมกับบทภาวนานั้นๆ อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนให้กรุณาปรากฏขึ้นในใจอย่างเด่นชัด จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นที่สุด ทำนองเดียวกับเมตตาภาวนานั่นแล
'''คนที่ควรเจริญกรุณาถึงอันดับแรกที่ ๒'''
:ในกรณีที่โยคีบุคคลไม่ได้พบเห็นคนเข็ญใจได้ทุกข์เช่นที่กล่าวแล้วนั้นมาเป็นอารมณ์ของกรรมฐานเป็นอันดับแรก จงเจริญกรุณาไปแม้ในบุคคลผู้มีความสุข แต่ชอบทำบาปกรรมอยู่ โดยยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนที่กำลังจะถูกประหารชีวิต
:จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?
:พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้ เหมือนอย่างว่าพวกราชบุรุษจับโจรพร้อมทั้งของกลางได้แล้ว เมื่อพระราชามีพระราชโองการให้ประหารชีวิต จึงมัดโจรนั้นแล้วลงแส้ครั้งละ ๔ เส้น ๆ จนถึงร้อยครั้ง แล้วนำไปสู่ที่ตะแลงแกง เพื่อจะทำการประหารชีวิต ขณะนั้นมนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้วพากันให้ของขบเคี้ยวบ้าง ของรับประทานบ้าง ให้ดอกไม้ของหอมเครื่องไล้ทา และหมากพลูบุหรี่บ้างแก่โจรนั้น แม้ว่าโจรนั้นจะได้เคี้ยวกินอยู่ บริโภคใช้สอยอยู่ซึ่งสิ่งของเหล่านั้นอย่างบริบูรณ์ ดูคล้ายๆกับคนมีความสุข คนที่เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติก็จริงแต่ก็ไม่มีใครเลยที่จะสำคัญเห็นว่า โจรนี้มีความสุขมีโภคทรัพย์มาก มีแต่จะกรุณาสงสารเขาโดยฝ่ายเดียวว่า เจ้าโจรนี้จักต้องตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว เพราะเขาใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกๆฝีเท้าที่เขาย่างไป ดังนี้ฉันใด
:แม้โยคีบุคคลผู้เจริญกรุณากรรมฐานก็เหมือนกัน พึงส่งจิตไปในคนที่มีความสุข แต่เป็นผู้ชอบทำแต่บาปกรรมนั้นอย่างนี้ว่า คนผู้นี้ ถึงแม้ขณะนี้เขาจะมีความสุขเพียบพร้อมอยู่ด้วยการเสวยสุขและบริโภคใช้สอยโภคสมบัติอย่างสมบูรณ์พูนสุขก็ตาม แต่เขาจักต้องได้เสวยทุกข์กายทุกข์ใจอยู่มิใช่น้อยในอบายภูมิทั้งหลายในภายหน้า เพราะเหตุที่เขาไม่ทำกัลยาณกรรมไว้ด้วยกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร แม้สักทวารเดียว หรือจะใช้บทสำหรับภาวนาดังที่แสดงไว้ข้างต้นนั้นก็ได้
:ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า คนที่ควรเจริญกรุณาไปถึงเป็นอันดับแรกนั้น มี ๒ จำพวก คือคนเข็ญใจได้ทุกข์ ๑ คนที่มีความมั่งมีศรีสุขแต่ชอบทำแต่บาปกรรม ๑ ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 138)''</small></sub>
'''เจริญภาวนาไปในคนที่รักเป็นต้น'''
:เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญกรุณาไปในบุคคลจำพวกแรก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมาอย่างนั้นแล้ว อันดับต่อจากนั้นพึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในบุคคลตามลำดับดังนี้ คือคนที่รัก ถัดนั้นคนเป็นกลางๆ ถัดนั้นคนคู่เวร ด้วยภาวนาวิธีดังที่แสดงมาแล้วนั้น
:ในการปฏิบัติ โยคีบุคคลพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนที่รัก ซึ่งปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบันหรือที่จะเกิดแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนที่รัก ต่อจากนั้นพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนเป็นกลาง ที่ปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบัน หรือที่จะบังเกิดมีแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนเป็นกลาง ๆ ต่อจากนั้นพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนคู่เวร ที่ปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบัน หรือที่จะเกิดมีขึ้นแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนคู่เวร ฉะนี้
:อธิบายว่า คน ๒ จำพวก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุณาที่แสดงมาในอันดับแรกนั้น ย่อมเป็นเหตุให้กรุณาภาวนาสำเร็จโดยง่ายก็จริง แต่โยคีบุคคลอย่าได้พอใจอยู่เพียงเท่านั้นต้องทำกรุณาภาวนาในคน ๒ จำพวกนั้น ในคนใดคนหนึ่งให้คล่องแคล่ว จนมีจิตอ่อนนิ่มนวล ควรแก่การงานแล้ว ลำดับนั้นพึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนที่รัก ลำดับต่อจากนั้นในคนเป็นกลาง ๆ ลำดับต่อจากนั้นในคนคู่เวร ทั้งนี้เพื่อทำกรุณาให้เป็นสิมาสัมเภทต่อไป
:ในทางปฏิบัตินั้น โยคีบุคคลต้องทำจิตให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานในส่วนแห่งบุคคลแต่ละประเภทนั้น ๆ ส่วนหนึ่ง ๆ คือทำให้ชำนาญด้วยสีทั้ง ๕ เสียก่อน ครั้นแล้วจึงเจริญกรุณาไปในบุคคลนั้น ๆ ตามลำดับ วิธีการเจริญกรุณากรรมฐานในบุคคลตามลำดับนี้ พึงทราบโดยทำนองเดียวกันกับที่แสดงไว้แล้วในเมตตากรรมฐานทุกประการ
:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่มีคนคู่เวร หรือผู้ไม่มีความผูกเวรกับใคร ๆ ทั้ง ๆ ที่มีคนทำความเสียหายให้อยู่ เพราะเป็นชาติเชื้อมหาบุรุษมีอัธยาศัยอันกว้างใหญ่นั้น ไม่จำต้องทำความขวนขวายในกรณีที่ว่า จิตของเราอ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว บัดนี้ เราจักส่งกรุณาจิตไปในคนคู่เวร ดังนี้ เพราะกรณีที่จะต้องปฏิบัติเช่นนั้นเฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้มีคนคู่เวรเท่านั้น
<sub><small>''(หน้าที่ 139)''</small></sub>
:ในการเจริญกรุณาไปในคนคู่เวรนั้น ถ้าแหละความโกรธแค้นจะพึงเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล โดยทำนองที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั้น โยคีบุคคลพึงทำการบรรเทาความโกรธแค้นนั้นให้ระงับลง ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ ดังที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั้นแหละ เช่น ต้องหวนกลับไปเจริญกรรมฐานในบุคคลจำพวกต้น ๆ เสียใหม่ หรือพิจารณาถึงพระพุทธโอวาทต่าง ๆ มีพระโอวาทในกกจูปมสูตร เป็นต้น
'''เจริญกรุณาในคนทำดีและมีความสุข'''
:การเจริญกรุณากรรมฐานที่แสดงมาแล้วนั้น เป็นการเจริญไปในคนที่ตกทุกข์ได้ยากในชาติปัจจุบัน และคนที่มีความสุขในปัจจุบันแต่จะได้ประสบทุกข์ในชาติหน้า คราวนี้จะแสดงวิธีการเจริญกรุณากรรมฐานในคนที่มีความสุขและได้ทำแต่ความดี ไม่ได้ทำความชั่วเลย
:สำหรับคนผู้มีความสุขอย่างเพียบพร้อม และทำแต่คุณงามความดีมาโดยตลอดนั้น เมื่อโยคีบุคคลได้เห็นเขาประสบกับความสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นความสูญเสียญาติที่รัก หรือเกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือเกิดความสูญเสียโภคทรัพย์เป็นต้น หรือแม้ไม่ได้เห็นด้วยตาเพียงแต่ได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็ตาม แล้วพึงเจริญกรุณาในบุคคลเช่นนั้น โดยคลุม ๆ เอาทั้งหมดอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ก็นับว่ายังเป็นคนมีทุกข์อยู่นั่นเทียว เพราะแม้ถึงเขาจะไม่มีความสูญเสียอะไร ๆ เลยสักอย่างเดียวก็ตาม แต่ก็นับได้ว่า เป็นคนยังไม่ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏสงสารอยู่นั่นเอง ฉะนี้
'''กรุณาสีมาสัมเภท'''
:ครั้นแล้วโยคีบุคคลพึงทำกรุณาให้เป็นสีมาสัมเภทในบุคคล ๔ จำพวก คือ ตนเอง ๑ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ โดยพยายามเจริญกรุณากรรมฐานแล้ว ๆ เล่า ๆ ด้วยภาวนาวิธี จนทำให้เกิดขึ้นเสมอกันในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฉันเดียวกับในเมตตาภานา
<sub><small>''(หน้าที่ 140)''</small></sub>
'''บรรลุถึงอัปปนาฌาน'''
:ต่อแต่นั้น โยคีบุคคลพึงซ่องเสพให้หนักขึ้นซึ่งนิมิตกรรมฐานอันได้แก่สีมาสัมเภทนั้น ทำนิมิตให้เจริญขึ้นมาก ๆ ภาวนาให้มาก ๆ เข้า พึงยังอัปปนาฌานให้เกิดก้าวหน้าขึ้นไปด้วยสามารถแห่งฌาน ๓ โดยจตุกกนัย และฌาน ๔ โดยปัญจกนัย โดยทำนองที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ
:ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญกรุณาพรหมวิหาร ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งกรุณากรรมฐานนี้โดยสมบูรณ์แล้วแล
'''วิธีการแผ่กรุณา ๓ อย่าง'''
:ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจในวิธีการแผ่กรุณา ๓ อย่าง ตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคดังนี้ คือการแผ่กรุณาอย่างไม่เจาะจงเรียกว่า อโนธิโสผรณา โดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่กรุณาอย่างเจาะจงที่รียกว่า โอธิโสผรณา โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่กรุณาไปในทิศที่เรียกว่า ทิสาผรณา โดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี ดังต่อไปนี้ : -
'''๑. อโนธิโสผรณา'''
:คำแผ่กรุณาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕
:๑. สพฺเพ สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๒. สพฺเพ ปาณา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอปาณะทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๓. สพฺเพ ภูตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอภูตทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๔. สพฺเพ ปุคฺคลา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอบุคคลทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 141)''</small></sub>
'''๒. โอธิโสผรณา'''
'''คำแผ่กรุณาเจาะจงโดยอาการ ๗'''
:๑. สพฺเพ อิตฺถิโย ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสตรีทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๒. สพฺเพ ปุริสา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอบุรุษทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๓. สพฺเพ อริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๔. สพฺเพ อนริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอปุถุชนทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๕. สพฺเพ เทวา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอเทวดาทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๖. สพฺเพ มนุสฺสา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอมนุษย์ทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๗. สพฺเพ วินิปาติกา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด
'''๓. ทิสาผรณา'''
'''วิธีการแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''
:วิธีการแผ่กรุณาไปในทิศนั้น คือ ยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก โอธิโสบุคคล ๗ จำพวก รวมเป็น ๑๒ บุคคล ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐ แล้วแผ่กรุณาไปในบุคคล ๑๒ จำพวก ที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ นั้น จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ อาการ เมื่อว่าโดยบุคคลเป็น ๑๒ วาระ ตัวอย่างดังต่อไปนี้
'''คำแผ่กรุณาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑ '''
'''ในบุคคลที่ ๑'''
:๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงพ้นทุกข์เถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 142)''</small></sub>
:๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องต่ำ จงพ้นจากทุกข์เถิด
:๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงพ้นจากทุกข์เถิด
:ส่วนคำแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐ ในบุคคลอีก ๑๑ จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ ๒ คือ สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งปวง ถึงจำพวกที่ ๑๒ สพฺเพ วินิปาติกา พวกสัตว์ วินิปาติกะทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องทำนองเดียวกับบุคคลที่ ๑ ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า สตฺตา ในคำบาลี กับตรงที่ว่า สัตว์ ในคำไทยเท่านั้น เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง จึงไม่ยกมาแสดงไว้เต็มรูปในที่นี้
<sub><small>''(หน้าที่ 143)''</small></sub>
'''กรุณาอัปปนา ๑๓๒'''
:ในกรุณาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานและทำการแผ่กรุณาจิตไปโดยอาการ ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการ ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการ ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด ๑๓๒ อัปปนา ในอโนธิโสผรณา ๕ ในโอธิโสผรณา ๗ ในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕+๗+ ๑๒๐ = ๑๓๒)
'''อานิสงส์กรุณา'''
:ก็แหละ โยคีบุคคลผู้เจริญกรุณาภาวนา จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งกรุณา ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นเทียว
'''กรุณาภาวนา จบ'''
'''..................'''
'''๓. มุทิตาภาวนา'''
:โยคีบุคคลผู้มีความประสงค์จะเจริญมุทิตาพรหมวิหารนั้น ประการแรกพึงเตรียมทำบุพกิจเบื้องต้นให้เสร็จสิ้นก่อน นับตั้งแต่ตัดปลิโพธความกังวล ๑๐ ประการ จนถึงไปนั่ง ณ อาสนะอย่างเรียบร้อย เหมือนอย่างที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ ครั้นแล้วจึงลงมือเจริญมุทิตากรรมฐานต่อไป
'''ห้ามเจริญในบุคคล ๓ จำพวกอันดับแรก'''
:ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลจะเจริญมุทิตากรรมฐานนั้น ห้ามมิให้เจริญไปในบุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นอันดับแรก คือคนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ เพราะเหตุว่า แม้คนเป็นที่รักนั้นก็ไม่เป็นบรรทัดฐานพอที่จะให้มุทิตาเกิดขึ้นได้ในอันดับแรก ด้วยมาตรว่า ภาวะที่เป็นที่รักเท่านั้น
<sub><small>''(หน้าที่ 144)''</small></sub>
:อธิบายว่า คนผู้อยู่ในฐานะเป็นที่รักกันอย่างธรรมดา แต่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติพิเศษ ประจำตัว เช่น ความเป็นผู้มีหน้าตาเบิกบานแช่มชื่นเสมอ ความเป็นผู้ฉลาดทักทายปราศรัยก่อน ความเป็นผู้พูดจาไพเราะ มีมารยาทละเอียดอ่อนโยน และความสนุกร่าเริง เป็นต้น อันเป็นผลสำเร็จมาด้วยปฏิสนธิวิญญาณ ที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา คนผู้ขาดคุณสมบัติประจำตัวเช่นที่กล่าวมานี้ แม้จะนับเนื่องอยู่ในเครือคนที่รักนับถือกันก็ตาม ก็ไม่พอที่จะเป็นเหตุให้มุทิตาพรหมวิหารนี้ เกิดขึ้นในจิตสันดานของผู้ปฏิบัติในอันดับแรกได้ ยิ่งคนเป็นกลางๆ และคนคู่เวรด้วยแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงกันละ ยิ่งห่างไกลจากความเป็นบรรทัดฐานแห่งมุทิตาภาวนาอันดับแรกมากทีเดียว
:ส่วนคนต่างเพศ กับคนที่ตายแล้ว จะเอามาเป็นเขตหรืออารมณ์ ของมุทิตากรรมฐานนี้ไม่ได้เลย โดยส่วนเดียว เพราะเหตุไร ? ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนา
'''คนที่ควรเจริญมุทิตาถึงอันดับแรก'''
:ก็แหละ เพื่อนที่รักมาก จัดเป็นบุคลที่เป็นบรรทัดฐานพอที่จะให้มุทิตาเกิดขึ้นได้ในอันดับแรก หรือคนประเภทที่ท่านอรรถกถาจารย์เรียกว่า เพื่อนใจนักเลง ซึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัยสนุกร่าเริง ยิ้มก่อนพูดเสมอ นับเป็นบุคคลที่ควรเจริญมุทิตาไปถึงเป็นอันดับแรกได้เช่นเดียวกัน หรือคนที่รักนั่นแหละ แต่เป็นผู้สมบูรณ์พูนสุขมีเครื่องบำรุงบำเรออย่างเพียบพร้อม กำลังร่าเริงบันเทิงใจอยู่ ก็เช่นเดียวกัน
:เมื่อโยคีบุคคลได้เห็นมาด้วยตาเองก็ดี หรือเพียงแต่ได้ทราบข่าวดี แล้วพึงเจริญมุทิตาให้เป็นไปในบุคคลเห็นปานนั้นเป็นอันดับแรก ก่อนกว่าบุคคลประเภทอื่น คือ พึงเจริญด้วยบทภาวนาว่า –
:โมทติ วตายํ สตฺโต อโห สาธุ, อโห สุฏฐุ
:สัตว์ผู้นี้ร่าเริงจริงหนอ, ขออนุโมทนาด้วยเถอะหนา,
'''หรืออีกแบบหนึ่งว่า –'''
:อยํ สตฺโต ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ผู้นี้ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
<sub><small>''(หน้าที่ 145)''</small></sub>
'''ถ้าตั้งแต่ ๒ คนขึ้นให้ว่า –'''
:เอเต สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์เหล่านี้ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
'''หรือว่า –'''
:สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:โยคีบุคคลพึงนึกภาวนาในใจไปตามบทภาวนานี้อย่างแล้ว ๆ เล่า ๆ จนมุทิตาจะปรากฏชัดขึ้นในใจและได้บรรลุถึงขั้นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิตามลำดับ
:เพราะอาศัยอำนาจความหมายนี้นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสวิธีเจริญมุทิตาภาวนาไว้เป็นแบบอย่าง ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ ดังนี้ –
:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยมุทิตา ย่อมแผ่มุทิตาจิตไป
:ทางทิศหนึ่งอยู่นั้น คือทำอย่างไร ? ภิกษุผู้มีจิตประกอบ
:ด้วยมุทิตา ย่อมแผ่มุทิตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวงทุก ๆ จำพวก
:เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น ซึ่งเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจ
:คนหนึ่งแล้ว พึงพลอยโมทนายินดีด้วย ฉะนั้น
'''เจริญมุทิตาในคนที่รักผู้ตกยาก'''
:ถ้าแหละ เพื่อนใจนักเลงหรือคนที่รักของโยคีบุคคลนั้น เมื่อก่อนเขาเป็นคนมีความสมบูรณ์พูนสุข แต่มาบัดนี้ได้เปลี่ยนภาวะมาเป็นคนเข็ญใจได้ทุกข์และประกอบกรรมทำชั่วขึ้นเช่นนี้ โยคีบุคคลต้องระลึกถึงสภาพที่เขาเคยสมบูรณ์พูนสุขในปางอดีตนั้นแล้ว ยกเอาอาการที่เขาเคยสนุกร่าเริงขึ้นมาพิจารณาว่า คนผู้นี้ เมื่อครั้งอดีตเขาได้เคยเป็นคนร่ำรวยมีบริวารมาก เป็นคนสนุกร่าเริงเสมอเป็นนิจ ดังนี้แล้ว พึงเจริญมุทิตาให้เป็นไป อนึ่ง พึงยกเอาแม้อาการที่เขาพึงสนุกร่าเริงต่อไปในภายหน้าขึ้นมาพิจารณาว่า ชีวิตในอนาคตของคนผู้นี้ เขาจักได้สมบัตินั้นกลับคืนมาอีก เขาจักได้ไปบนคอช้าง หรือบนหลังม้า หรือบนวอทองคำเป็นแน่ ดังนี้แล้ว พึงเจริญมุทิตาให้เป็นไปในบุคคลนั้นเถิด
<sub><small>''(หน้าที่ 146)''</small></sub>
'''เจริญมุทิตาในคนกลางๆ และคนคู่เวร'''
:ในที่นี้ คำว่า เพื่อนที่รักมากซึ่งเรียกว่าเพื่อนใจนักเลงกับคนที่รัก สองบุคคลนี้รวมเรียกว่าคนที่รักประเภทเดียวกัน เพราะเป็นผู้มีสภาพเป็นที่รักเหมือนกัน เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐานให้เกิดขึ้นในคนที่รักเช่นนั้นแล้ว ถัดนั้นพึงเจริญมุทิตาไปในบุคคลตามลำดับดังนี้ คือ คนเป็นกลางๆ และคนคู่เวร วิธีปฏิบัตินั้นดังนี้
:เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐาน ให้เกิดมีขึ้นในเพื่อนที่รักมาก หรือเพื่อนใจนักเลงนั้นแล้ว พึงทำกรรมฐานนั้นให้คล่องแคล่ว ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานเสียก่อน แล้วจึงเจริญมุทิตาไปในคนที่รัก ครั้นทำกรรมฐานในคนที่รักให้คล่องแคล่ว ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว จึงเจริญมุทิตาไปในคนกลาง ๆ ครั้นทำกรรฐานในคนเป็นกลาง ๆ ให้คล่องแคล่วให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว ถัดนั้นจึงเจริญมุทิตาไปในคนคู่เวร แล้วพึงทำอัปปนาฌานให้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับต่อไป
'''มุทิตาสีมาสัมเภท'''
:ก็แหละ ในกรณีที่เจริญมุทิตาไปในคนคู่เวรนั้น ถ้าความโกรธแค้นเกิดขึ้นแก่โยคีโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนา โยคีบุคคลพึงพยายามบรรเทาความโกรธแค้นให้ระงับลงด้วยอุบายวิธีที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนานั่นแล
:ครั้นแล้วพึงทำมุทิตาให้เป็นสีมาสัมเภท โดยทำจิตให้เสมอในบุคคล ๔ จำพวก คือ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ และตนเอง ๑ ฉะนี้
'''บรรลุถึงอัปปนาฌาน'''
:แต่นั้นโยคีบุคคลพึงส้องเสพนิมิตกรรมฐาน คือ สีมาสัมเภทนั้นให้หนักขึ้นทำให้นิมิตเจริญขึ้น ภาวนาให้มาก ๆ เข้า จนให้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน แล้วทำอัปปนาฌาน ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปด้วยสามารถฌาน ๓ โดยจตุกกนัยและฌาน ๔ โดยปัญจกนัย โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ
:ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาพรหมวิหาร ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งมุทิตากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล
<sub><small>''(หน้าที่ 147)''</small></sub>
'''วิธีแผ่มุทิตา ๓ อย่าง'''
:ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่มุทิตาจิต ๓ อย่างตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค คือ การแผ่มุทิตาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่าอโนธิโสผรณา โดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณาโดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี ดังต่อไปนี้
'''๑. อโนธิโสผรณา'''
'''คำแผ่เมตตามุทิตาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''
:๑. สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๒. สพฺเพ ปาณา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอปาณะทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๓. สพฺเพ ภูตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอภูตทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๔. สพฺเพ ปุคฺคลา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอบุคคลทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
'''๒. โอธิโสผรณา'''
'''คำแผ่มุทิตาเจาะจงโดยอาการ ๗'''
:๑. สพฺพา อิตฺถิโย ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสตรีทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๒. สพฺเพ ปุริสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอบุรุษทั้งปวง จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:(หน้าที่ 148)
:๓. สพฺเพ อริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺต
:ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๔. สพฺเพ อนริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอปุถุชนทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๕. สพฺเพ เทวา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอเทวดาทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๖. สพฺเพ มนุสฺสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอมนุษย์ทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๗. สพฺเพ วินิปาติกา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉฺตุ
:ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
'''๓. ทิสาผรณา'''
'''วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''
:วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศนั้น คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก โอธิโสบุคคล ๗ จำพวก รวมเป็น ๑๒ บุคคลไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐ แล้วแผ่มุทิตาไปในบุคคล ๑๒ จำพวก ที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ นั้น จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ อาการ เมื่อว่าโดยบุคคล เป็น ๑๒ วาระ ตัวอย่างดังต่อไปนี้
'''คำแผ่มุทิตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑'''
'''ในบุคคลที่ ๑'''
:๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
<sub><small>''(หน้าที่ 149)''</small></sub>
:๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ จงอย่าได้พลัดพรากจากสบัติที่ได้แล้วเลย
:๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
:ส่วนคำแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐ ในบุคคลอีก ๑๑ จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ ๒ สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งปวง ถึงจำพวก ๑๒ สพฺเพ วินิปาติกา พวกสัตว์วินิปาติกาทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับบุคคลที่ ๑ ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า สตฺตา ในคำบาลี กับตรงที่ว่า สัตว์ ในคำไทยเท่านั้น เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง จึงไม่ได้ยกมาแสดงไว้เต็มรูป
'''มุทิตาอัปปนา ๑๓๒'''
:ในมุทิตาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานและทำการแผ่มุทิตาจิตไปโดยอาการ ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการ ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการ ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด
<sub><small>''(หน้าที่ 150)''</small></sub>
:๑๓๒ อัปปนาคือ อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕ ในอโนธิโสผรณา ๗ และในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)
'''อานิสงส์มุทิตา'''
:ก็แหละโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งมุทิตาถึง ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นแล
'''มุทิตาภานาจบ'''
'''.......................'''
'''๔. อุเบกขาภาวนา'''
:การภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารนี้ มีข้อแปลกจากพรหมวิหาร ๒ ข้างต้น ที่โยคีบุคคลควรทราบ คือพรหมวิหาร ๓ ข้างต้นนั้น ใคร ๆ ก็ตามเมื่อมีความประสงค์จะเจริญภาวนาแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติกันได้ทุกคนและโดยทันทีทีเดียว ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารนี้ หาปฏิบัติเช่นนั้นได้ไม่ ผู้ที่จะลงมือปฏิบัติมีเขตจำกัดไว้เป็นธรรมนิยมเฉพาะแต่ผู้ที่เป็นฌานลาภีบุคคล คือผู้ได้ปฏิบัติพรหมวิหาร ๓ เบื้องต้นข้อใดข้อหนึ่งจนได้บรรลุถึงขั้นตติยฌานโดยจตุกกนัยหรือจตุตถฌานโดยปัญจกนัยมาแล้วเท่านั้น จึงจะลงมือเจริญภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารเป็นผลสำเร็จมาแต่พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นโดยเฉพาะ และอุเบกขาพรหมวิหารนี้ เข้าประกอบได้แต่ในจตุตถฌานโดยจตุกกนัยหรือในปัญจมฌานโดยปัญจกนัยเท่านั้น หาได้ประกอบในฌานต้น ๆ ไม่
'''เจริญอุเบกขาในบุคคลกลางๆอันดับแรก'''
:เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลผู้ฌานลาภี มีความประสงค์จะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนั้น ก่อนแต่จะลงมือปฏิบัติ ต้องเข้าสู่ตติยฌานที่ตนได้ทำให้ชำนาญคล่องแคล่วมาด้วยวสี ๕ ด้วยอำนาจฌาน ๓ หรือฌาน ๔ แล้วแต่กรณีที่ได้สำเร็จมาในเมตตาหรือกรุณาหรือมุทิตากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้นออกจากตติยฌานแล้ว พึงพิจารณาให้เห็นโทษของเมตตา, กรุณา และมุทิตาว่า ต่างก็ยังมีการต้องสาละวนสนใจอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการส่งจิตไปว่า
<sub><small>''(หน้าที่ 151)''</small></sub>
:ขอให้สัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด เป็นต้น และยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความรักและความชังอยู่ กับทั้งยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความดีใจในอันที่จะต้องส่งจิตไปว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด (เมตตา) ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด (กรุณา) ขอสัตว์ทั้งปวงจงเจริญ ๆ เถิด (มุทิตา) ประกอบด้วยมีองค์ฌานที่หยาบ เพราะฌานนั้น ๆ ยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่ ฉะนี้ ครั้นแล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของอุเบกขาพรหมวิหาร เป็นต้นว่า เป็นสภาพที่ละเอียดสุขุม ประณีต ห่างไกลจากกิเลสมาก และมีผลอันกว้างใหญ่ไพศาลกว่าพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น ฉะนี้
:ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเพ่งจิตเป็นกลาง ๆ ไปยังผู้คนเป็นกลาง ๆ กับตน อย่างแล้ว ๆ เล่า ๆ โดยวิธีที่มองในแง่ที่คนทุกคนรวมทั้งตนเองด้วยเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนว่า คนผู้นี้เมื่อเขาจะมาเกิดในโลกนี้ หากเขามาด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้เอง เมื่อเขาจะจากโลกนี้ไปนั้นเล่า เขาก็จะต้องไปด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำไว้เอง แม้ตัวเราบ้างก็เหมือนกัน เมื่อจะมาในโลกนี้หรือจะจากโลกนี้ไปก็สำเร็จด้วยอำนาจกรรมที่ตัวเราเองได้ทำไว้เองทั้งสิ้น การที่เราจะช่วยกอบโกยเอาความสุขใจมาให้ หรือจะช่วยปลดปลิดความทุกข์ใจออกให้แก่ผู้คนนี้ด้วยความพยายามของเราเองนั้น หาใช่วิสัยที่จะเป็นไปได้ไม่ และการมัวสาละวนวุ่นวายอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการแผ่เมตตาจิตบ้างกรุณาจิตบ้าง มุทิตาจิตบ้างไปถึงเขาผู้นี้ มิใช่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามความมุ่งหมายแท้ทีเดียว การวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในสัตว์ทั้งปวงนี้ต่างหาก เป็นมรรคาที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ดำเนินไปแล้ว และเป็นปฏิปทาที่ตรงเป้าหมายในทางปฏิบัติ โยคีบุคคลพึงส่งจิตไปในบุคคลนั้นด้วยบทภาวนาดังนี้ว่า : -
:อยํ สตฺโต กมฺมสฺสโก โหติ
:สัตว์ผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:ถ้าตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปว่า : -
:เอเต สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
<sub><small>''(หน้าที่ 152)''</small></sub>
:หรือว่า : -
:สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:ทั้งนี้ด้วยวิธีที่นึกภาวนาในใจบ่อย ๆ หลายครั้งหลายหน จนกว่าอุเบกขา คือ ความเป็นกลาง ๆ ในบุคคลนั้น จะปรากฏขึ้นในจิตอย่างเด่นชัด เมื่อโยคีบุคคลพยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนี้ ความวางใจเป็นกลาง ๆ อย่างปกติในบุคคลนั้น ก็จะเป็นสภาพที่ตั้งอยู่อย่างแน่วแน่ไม่แลบออกไปหาอารมณ์ภายนอกอื่น ๆ นี่คือลักษณะของอุปจารภาวนา และขณะนั้นนิวรณ์ ๕ ย่อมถูกข่มให้สงบไปด้วยอำนาจพลังแห่งภาวนา กิเลสทั้งหลายก็สงบลงตามกันด้วยประการ ฉะนี้
'''เจริญอุเบกขาในคนที่รักเป็นต้น'''
:ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญอุเบกขาที่ได้ทำให้บังเกิดขึ้นแล้วในคนเป็นกลาง ๆ นั้น ไปในบุคคลประเภทอื่น ๆ มีคนผู้เป็นที่รักเป็นต้นต่อไป เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นแบบอย่างไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ ดังนี้ : -
:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น คือทำอย่างไร ? ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปในสัตว์ทั้งปวง เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่นซึ่งไม่รักไม่ชังคนหนึ่ง แล้วพึงเป็นผู้เฉยๆ อยู่ฉะนั้น
:เพราะฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญอุเบกขาให้เกิดในคนเป็นกลาง ๆ เป็นอันดับแรกดังนั้นแล้ว พึงฝึกทำอุเบกขาจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานด้วยวสี ๕ จนได้ที่แล้ว แต่นั้นพึงพยายามเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนที่รักต่อไป ครั้นทำอุเบกขาจิตในคนที่รักให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในเพื่อนใจนักเลงต่อไป ครั้นทำอุเบกขาจิตให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนคู่เวรต่อไป ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 153)''</small></sub>
'''อุเบกขาสีมาสัมเภท'''
:ครั้นแล้ว โยคีบุคคลพึงพยายามเจริญอุเบกขาจิตให้เป็นสีมาสัมเภทโดยวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในบุคคลเหล่านี้ คือคนที่รัก ๑ เพื่อนใจนักเลง ๑ คนคู่เวร ๑ และตนเอง ๑ เมื่อได้ปฏิบัติถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว ฉะนี้ พึงซ่องเสพให้หนักยิ่งขึ้นซึ่งสมถนิมิต คือ สีมาสัมเภทนั้น ทำให้เจริญขึ้น ภาวนาให้มาก ๆ เข้า ด้วยภาวนาวิธีดังที่ได้แสดงมาแล้วนั่นแล
:ในที่นี้ เหตุที่ท่านยกเอาตนเองมาตั้งไว้ในลำดับหลังสุดนั้น ก็เพราะการที่จะวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ยากยิ่งกว่าคนคู่เวรเสียอีก ทั้งนี้ ด้วยความเห็นแก่ตนเป็นภาวะที่มีกำลังมากโดยธรรมนิยมของโลกียปุถุชนนั่นเอง
'''บรรลุจตุตถฌาน'''
:ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามอย่างมุ่งมั่นด้วยการซ่องเสพนิมิตกรรมฐานอยู่อย่างนั้น ไม่ช้าไม่นานสักเท่าไร จตุตถฌานอันมีอุเบกขาพรหมวิหารเป็นนิมิตก็สำเร็จบังเกิดขึ้นมา ซึ่งมีคุณลักษณะเหมือนอย่างที่ได้แสดงมาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั่นแล
:ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันโยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารภาวนา ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งอุเบกขากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล
'''อาการเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานในปถวีกสิณ'''
:ก็แหละ ลักษณะอาการที่บังเกิดขึ้นของจตุตถฌาน ที่ท่านแสดงไว้ในปถวีกสิณนั้น ข้าพเจ้าขอยกมาไว้ ณ ที่นี้อีกวาระหนึ่ง เพื่อสนองเจตนาของผู้ใคร่จะทราบ และเพื่อช่วยส่งเสริมความเข้าใจในที่นี้ให้เด่นชัดขึ้น ดังต่อไปนี้
:เมื่อโยคีผู้ฌานลาภีบุคคล ซึ่งทำฌานให้แคล่วคล่องดีแล้วด้วยวสีทั้ง ๕ ออกจากตติยฌานที่ตนทำให้ชำนาญดีแล้วนั้น พิจารณาเห็นโทษในตติยฌานว่า สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อปีติอันเป็นข้าศึกอยู่ และฌานก็มีกำลังอ่อนเพราะสุขอันเป็นองค์ฌานเป็นสภาพที่หยาบ ครั้นแล้วก็ใฝ่ใจไปถึงจตุตถฌานโดยเห็นเป็นสภาพที่ละเอียดประณีตกว่า จึงคลายความพอใจในตติยฌานเสีย แล้วลงมือพยายามภาวนาต่อเพื่อให้ได้บรรลุจตุตถฌานต่อไป
<sub><small>''(หน้าที่ 154)''</small></sub>
:ก็แหละ ขณะใดโยคีบุคคลออกจากตติยฌานแล้วใช้สติสัมปชัญญะกำหนดพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น ความสุขอันใดได้แก่โสมนัสเวทนาก็จะปรากฏให้เห็นโดยเป็นภาวะที่หยาบเด่นชัดขึ้น อุเบกขาเวทนากับเอกัคคตา (ภาวะที่จิตมีอารมณ์ดิ่งเป็นหนึ่ง) ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นภาวะที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น ขณะนั้นแลกำลังที่โยคีบุคคลพิจารณาสมถนิมิตอยู่ว่า ปถวี ปถวี หรือ ดิน ดิน ดังนี้เพื่อละองค์ฌานที่หยาบนั้น และให้ได้มาซึ่งองค์ฌานที่ละเอียดต่อไป และรู้สึกขึ้นว่า จตุตถฌานจะเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว มโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งมีปถวีกสิณนั้นแหละเป็นอารมณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสภวังคจิตแล้วก็เกิดขึ้นมาแทนทันที ถัดนั้นและในอารมณ์เดียวกันนั้น ชวนจิตก็เกิดขึ้น ๔ ครั้งหรือ ๕ ครั้งแล้วแต่กรณี (สำหรับโยคีเป็นติกขบุคคลมีปัญญากล้า ชวนจิตเกิดขึ้นเพียง ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เรียกว่า อุปจาระ ที่ ๒ อนุโลม ที่ ๓ โคตรภู ที่ ๔ คือจตุตถฌาน สำหรับโยคีผู้เป็นมันทบุคคลปัญญาอ่อน ชวนจิตเกิดขึ้น ๕ ครั้ง คือ บริกรรม อุปจาระ อนุโลม โคตรภู และจตุตฌาน ตามลำดับ)
:ชวนจิตดวงสุดท้าย คือ ครั้งที่ ๔ หรือ ครั้งที่ ๕ นั้น คือ ตัวจตุตถฌานจัดเป็นรูปาวจรกุศล ส่วนชวนจิตดวงต้น ๆ คือ บริกรรม อุปจาระ อนุโลม และโคตรภู ยังเป็นกามาวจรกุศลอยู่ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุถึงซึ่งจตุตถฌานอันมีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาเวทนา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์เสียแล้ว โสมนัสเวทนาและโทมนัสเวทนาก็ดับมาแล้วตั้งแต่ต้น
:ด้วยประการฉะนี้ จตุตถฌานหรือฌานที่ ๔ โดยจตุกกนัยอันมีปถวีกสิณเป็นนิมิตซึ่งองค์ละ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๒ มีความงาม ๓ สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐ เป็นอันโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุแล้วแล
'''อุเบกขาจตุตถฌานมีเหตุจำกัด'''
:ถามว่า - อุเบกขาจตุตถฌานนี้ จะเกิดแก่โยคีบุคคลผู้สำเร็จตติยฌานในปถวีกสิณเป็นต้นได้ไหม ? เพราะเหตุไร ?
:ตอบว่า - ไม่ได้ เพราะเหตุที่อุเบกขาจตุตถฌานนี้ กับปถวีกสิณตติยฌาน เป็นต้น เป็นสภาพมีอารมณ์ไม่ถูกส่วนกัน อุเบกขาจตุตถฌานนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะแก่ฌานลาภีบุคคล
<sub><small>''(หน้าที่ 155)''</small></sub>
:ผู้ได้ตติยฌานมาในพรหมวิหาร ๓ เบื้องต้นเท่านั้น เพราะเป็นสภาพมีอารมณ์ถูกส่วนกัน คือ มีสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์เหมือนกัน ส่วนปถวีตติยฌานเป็นต้น ก็มีกสิณนิมิตเป็นต้น เป็นอารมณ์ ฉะนี้
'''วิธีการแผ่อุเบกขา ๓ อย่าง'''
:ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่อุเบกขา ๓ อย่างตามที่ท่านแสดงเป็นแบบไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค คือ การแผ่อุเบกขาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่า อโนธิโสผรณาโดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่อุเบกขาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณา โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่อุเบกขาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีตัวอย่างแห่งภาวนาวิธีดังต่อไปนี้ –
'''๑. อโนทิโสผรณา'''
'''คำแผ่อุเบกขาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''
:๑. สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๒. สพฺเพ ปาณา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:ปาณะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๓. สพฺเพ ภูตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:ภูตทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๔. สพฺเพ ปุคฺคลา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:บุคคลทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
<sub><small>''(หน้าที่ 156)''</small></sub>
'''๒. โอธิโสผรณา'''
'''คำแผ่อุเบกขาเจาะจงโดยอาการ ๗'''
:๑. สพฺพา อิตฺถิโย กมฺมสฺสกา โหนฺติ สตรีทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๒. สพฺเพ ปุริสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ บุรุษทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๓. สพฺเพ อริยา กมฺมสฺสกา โหนฺตุ พระอริยเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๔. สพฺเพ อนริยา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ปุถุชนทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๕. สพฺเพ เทวา กมฺมสฺสกา โหนฺติ เทวดาทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๖. สพฺเพ มนุสฺสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ มนุษย์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๗. สพฺเพ วินิปาติกา กมฺมสฺสกา โหนฺติ พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
'''๓. ทิสาผรณา'''
'''วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''
:วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศนั้น คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก โอธิโสบุคคล ๗ จำพวก รวมเป็น ๑๒ จำพวก ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐ แล้วแผ่อุเบกขาไปในบุคคล ๑๒ จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ นั้น จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ อาการ เมื่อว่าโดยบุคคลเป็น ๑๒ วาระ ตัวอย่างดังต่อไปนี้ –
<sub><small>''(หน้าที่ 157)''</small></sub>
'''คำแผ่อุเบกขาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑'''
'''ในบุคคลที่ ๑'''
:๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
:ส่วนการแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐ ในบุคคลอีก ๑๑ จำพวก หรือ ๑๑ วาระ ตั้งแต่จำพวกที่ ๒ สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งปวง ถึงจำพวกที่ ๑๒ สพฺเพ
<sub><small>''(หน้าที่ 158)''</small></sub>
:วินิปาติกา พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับ วาระที่ ๑ ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลประเภทนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า สตฺตา ในคำบาลี หรือตรงที่ว่า สัตว์ ในคำไทยเท่านั้น เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง จึงไม่ยกมาแสดงไว้เต็มรูปในที่นี้
'''อุเบกขาอัปปนา ๑๓๒'''
:ในอุเบกขาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาจตุตตถฌานและได้ทำการแผ่อุเบกขาไปโดยอาการแห่งภาวนา ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการแห่งภาวนา ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมาก็จะได้อัปปนาฌานทั้งสิ้น ๑๓๒ อัปปนา คือ อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕ ในโอธิโสผรณา ๗ และในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)
'''อานิสงส์อุเบกขา'''
:ก็แหละ โยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารนี้จนได้สำเร็จขั้นอัปปนาจตุตถฌาน เป็นจตุตถฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาพรหมวิหารทุกประการนั่นแล
'''อุเบกขาภาวนา จบ.'''
'''...................'''
'''อธิบายข้อเบ็ดเตล็ดในพรหมวิหาร ๔'''
:พรหมุตฺตเมน กถิเต พรหมวิหาเร อิเม อิติ
:วิทิตวา ภิยฺโย เอเตสุ อยํ ปกิณฺณกกถาปิ วิญฺเญยฺยา
:นักศึกษาเมื่อได้เรียนรู้พรหมวิหาร ๔ นี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพรหมชั้นสุดยอด ทรงแสดงโปรดเวไนยสัตว์ ด้วยประการดังพรรณนามาในภาวนาวิธีนั้นฉะนี้แล้ว พึงศึกษาให้รู้ข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ในพรหมวิหาร ๔ นี้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกดังต่อไปนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 159)''</small></sub>
'''๑. อรรถวิเคราะห์พรหมวิหาร ๔'''
:ในพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั้นนักศึกษาพึงทราบอรรถวิเคราะห์ของเมตาเป็นอันดับแรก ดังนี้ –
:คำว่า เมตตา มีอรรถวิเคราะห์ว่า เมชฺชตีติ = เมตฺตา สินิยหตีติ อตฺโถ ธรรมชาติ ที่รักใคร่ เรียกว่า เมตตา ไขความว่า ธรรมชาติที่ห่วงใยในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย อีกนัยหนึ่งว่า เมชฺชตีติ = มิตฺโต ผู้ใดยอมรักใคร่กัน ผู้นั้นเรียกว่ามิตร มิตฺเต ภวาติ = เมตฺตา อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ซึ่งเกิดมีในมิตรเรียกว่า เมตตา, อีกนัยหนึ่ง มิตฺตสฺส เอสา ปวตฺตตีติ = เมตฺตา อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ที่เป็นไปต่อมิตรเรียกว่า เมตตา
:คำว่า กรุณา มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปรทุกฺเข สติ สาธูนํ หทยกมฺปนํ กโรตีติ = กรุณา ธรรมชาติใด เมื่อสัตว์อื่นประสบทุกข์ย่อมทำความสะเทือนใจให้แก่สาธุชนทั้งหลาย ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา, อีกนัยหนึ่ง กิณาติ ปรทุกฺขํ หึสติ วินาเสตีติ = กรุณา ธรรมชาติใดย่อมช่วยถ่ายถอนทุกข์ของสัตว์อื่น คือช่วยกำจัดช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์อื่นให้หมดไป ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา อีกนัยหนึ่ง กิริยติ ทุกฺขิเตสุ ผรณวเสน ปสาริยตีติ = กรุณา ธรรมชาติใดอันบุคคลแผ่กระจายไป คือ ระลึกไปในสัตว์ทั้งหลายผู้ประสบทุกข์ ด้วยรับเอามาเป็นทุกข์เสียเอง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา
:คำว่า มุทิตา มีอรรถวิเคราะห์ว่า โมทนฺติ ตาย ตํ สมงฺคิโนติ = มุทิตา ชนทั้งหลายย่อมยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้นด้วยธรรมชาตินั้น ธรรมชาตินั้นเป็นเหตุให้ยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้น เรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง สยํ โมทตีติ = มุทิตา ธรรมชาติใดย่อมยินดีเอง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง โมทนมตฺตเมวตนฺติ = มุทิตา ธรรมชาติมาตรว่าความยินดีนั้นนั่นเทียว เรียกว่า มุทิตา
:คำว่า อุเบกขา มีอรรถวิเคราะห์ว่า อเวรา โหนฺตุ อาทิพยาปารปฺปหาเนน มชฺฌตฺตภาวูปคมเนน จ อุเปกฺขตีติ = อุเปกฺขา ธรรมชาติใดย่อมเห็นเสมอกัน โดยละความขวนขวายว่าสัตว์ทั้งปวงจงอย่าผูกเวรกันเป็นต้น และโดยเข้าถึงภาวะเป็นกลางๆ ธรรมชาตินั้นเรียกว่า อุเบกขา
<sub><small>''(หน้าที่ 160)''</small></sub>
'''๒. ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔'''
:ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔ นี้ มีอรรถธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้ –
:เมตตา มีอันเป็นไปโดยอาการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันน้อมนำเข้ามาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ มีอันกำจัดซึ่งความอาฆาตเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งพยาบาทเป็นสมบัติ มีการเกิดความห่วงใยด้วยตัณหาเป็นความวิบัติของเมตตานี้
:กรุณา มีอันเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันไม่นิ่งดูดายต่อทุกข์ของสัตว์อื่นเป็นกิจ มีการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสภาพอันน่าอนาถของสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเป็นบรรทัดฐาน มีความระงับซึ่งการเบียดเบียนสัตว์เป็นสมบัติ มีการเกิดความโศกเศร้าเป็นความวิบัติของกรุณานี้
:มุทิตา มีความยินดีด้วยเป็นลักษณะ มีความไม่ริษยาเป็นกิจ มีอันจำกัดความไม่ไยดีด้วยเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสมบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งความไม่ไยดีด้วยเป็นสมบัติ มีอันเกิดความร่าเริงเป็นความวิบัติของมุทิตานี้
:อุเบกขา มีอันเป็นไปโดยอาการเป็นกลางๆ ในสัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันเห็ภาวะที่สม่ำเสมอกันในสัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ มีอันสงบความเสียใจและความดีใจเป็นผลปรากฏ มีอันพิจารณาเห็นภาวะที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งมีอาการเป็นไปอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน สัตว์เหล่านั้นจักได้ประสบความสุขก็ดี จักพ้นจากทุกข์ก็ดี จักเสื่อมจากสมบัติที่ตนมีอยู่แล้วก็ดี เพราะความชอบใจของใครเล่า (นอกจากของกรรมเท่านั้น) มีการสงบแห่งความเสียใจและความดีใจเป็นสมบัติ มีอันเกิดความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อันอาศัยกามคุณเป็นความวิบัติของอุเบกขานี้
'''๓. ประโยขน์ของพรหมวิหาร ๔'''
:ก็แหละ สุขอันเกิดแต่ปัญญาที่เห็นแจ้งชัดอันเป็นภายในก็ดี สมบัติอันบุคคลจะพึงได้ในภพที่ไปบังเกิดก็ดี จัดเป็นประโยชน์ส่วนที่ร่วมกันของพรหมวิหารทั้ง ๔ ส่วนการปราบเสียได้ซึ่งกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น จัดเป็นประโยชน์ส่วนเฉพาะแต่ละประการของพรหม –
<sub><small>''(หน้าที่ 161)''</small></sub>
:วิหารทั้ง ๔ กล่าวคือ เมตตาเป็นประโยชน์ในอันปราบพยาบาท คือความุ่งร้าย กรุณาเป็นประโยชน์ในอันปราบวิหิงสา คือการเบียดเบียน มุทิตา เป็นประโยชน์ในอันปราบอรติ คือการไม่ไยดีด้วย อุเบกขา เป็นประโยชน์ในอันปราบราคะคือความกำหนัด ข้อนี้สมด้วยพระบาลีในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค มีอาทิว่า –
:ดูก่อนอาวุโส เมตตาเจโตวิมุตินี้นั้น เป็นเครื่อง
:สลัดออกเสียซึ่งพยาบาท ดูก่อนอาวุโส กรุณาเจโตวิมุตินี้
:นั้น เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งวิหิงสา ดูก่อนอาวุโส มุทิตา
:เจโตวิมุตินี้นั้น เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งอรติ ดูก่อนอาวุโส
:อุเบกขาเจโตวิมุตินี้นั้น เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งราคะ
'''๔. ข้าศึกของพรหมวิหาร ๔'''
:แหละในพรหมวิหารทั้ง ๔ นี้ แต่ละประการนั้น มีอกุศลธรรมที่เป็นข้าศึก อย่างละ ๒ ๆ โดยจัดเป็นข้าศึกใกล้อย่างหนึ่ง ข้าศึกไกลอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ : -
'''ข้าศึกของเมตตา'''
:ราคะ เป็นข้าศึกใกล้ของเมตตาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองในแง่ที่เป็นคุณด้วยกัน เหมือนศัตรูของบุรุษที่อยู่ใกล้ชิด ฉะนั้น ราคะนั้นย่อมได้ช่องโอกาสเกิดขึ้นเร็วมาก ดังนั้น ผู้ปฏิบัติต้องคอยช่วงชิงกันเมตตาจากราคะไว้ให้จงดี
:พยาบาท เป็นข้าศึกไกลของเมตตาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน เหมือนศัตรูของบุรุษซึ่งซุ่มอยู่ในที่รกชัฏแห่งภูเขา ฉะนั้น เพราะเหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญเมตตาภาวนา โดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่พยาบาทนั้น แต่ที่จักเจริญเมตตากรรมฐานด้วย จักทำพยาบาทโกรธเคืองด้วย ในขณะเดียวกัน ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้
<sub><small>''(หน้าที่ 162)''</small></sub>
'''ข้าศึกของกรุณา'''
:โทมนัส ความเสียใจอันอาศัยกามคุณเป็นข้าศึกใกล้ของกรุณาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองในแง่วิบัติของสัตว์ทั้งหลายเหมือนกัน โทมนัสอาศัยกามคุณมาในบาลี มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก มีอาทิว่า : -
:เมื่อบุคคลละห้อยใจถึงสิ่งที่ไม่ได้มาโดยสมหวัง คือ รูปที่เห็นด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าเจริญใจ น่ารื่นรมย์ ซึ่งอิงอาศัยตัณหาก็ดี เมื่อคิดทอดถอนใจในสิ่งที่เคยได้มาแล้วในก่อน ซึ่งล่วงเลยไปเสียแล้ว ดับสูญไปเสียแล้ว เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้วก็ดี โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้นโทมนัสเห็นปานฉะนี้นั้นเรียกว่า โทมนัสอาศัยกามคุณ
:วิหิงสา เป็นข้าศึกไกลของกรุณาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน ด้วยเหตุฉะนี้ ผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญกรุณากรรมฐานโดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่วิหิงสานั้น แต่ที่จักเจริญกรุณาด้วย จักเบียดเบียนสัตว์ด้วยมือเป็นต้นด้วยในขณะเดียวกัน มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้
'''ข้าศึกของมุทิตา'''
:โสมนัส ความดีใจอาศัยกามคุณเป็นข้าศึกใกล้ของมุทิตาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันได้ โดยมองในแง่สมบัติสมบูรณ์ของสัตว์ทั้งหลายเหมือนกัน โสมนัสอาศัยกามคุณมาในบาลีมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก มีอาทิว่า : -
:เมื่อบุคคลพิจารณารำพึงถึงสิ่งที่ได้มาโดยสมหวังคือรูปที่เห็นด้วยตา อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าเจริญใจน่ารื่นรมย์ ซึ่งอิงอาศัยตัณหาก็ดี หรือนึกรำพึงถึงสิ่งที่เคยได้มาแล้วในก่อน ซึ่งล่วงเลยไปแล้ว ดับสูญไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ดี โสมนัสย่อมเกิดขึ้น โสมนัสเห็นปานฉะนี้ นั้น เรียกว่า โสมนัสอาศัยกามคุณ
<sub><small>''(หน้าที่ 163)''</small></sub>
'''อัญญานุเบกขา'''
:อรติ ความไม่ไยดีด้วยเป็นข้าศึกไกลของมุทิตาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน ด้วยเหตุดังนี้ ผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญมุทิตากรรมฐานโดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่อรตินั้น ก็แหละ จักยินดีด้วยจักเบื่อหน่ายในเสนาสนะอันสงัดหรือในกุศลธรรมอันยิ่งด้วยในขณะเดียวกัน ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้
'''ข้าศึกของอุเบกขา'''
:อัญญานุเบกขา ความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อาศัยกามคุณ เป็นข้าศึกใกล้ของ อุเบกขาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยไม่พิจารณาถึงโทษและคุณเหมือนกัน อัญญานุเบกขาอาศัยกามคุณ มาในบาลีมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก มีอาทิว่า : -
:เพราะเห็นรูปด้วยตา อุเบกขาความเพิกเฉยย่อมเกิดแก่ปุถุชน ผู้ยังเขลา ยังหลง ยังชนะกิเลสไม่ได้เป็นส่วน ๆ ยังไม่ชนะวิบากกรรม ยังมองไม่เห็นโทษ ศึกษายังไม่ถึงขีด ยังเป็นอันธปุถุชน อุเบกขาชนิดนี้นั้นยังไม่ล่วงพ้นกิเลสซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ฉะนั้น อุเบกขานี้จึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยกามคุณ
:ราคะ ความกำหนัด ปฏิฆะ ความขัดเคือง เป็นข้าศึกไกลของอุเบกขาพรหมวิหาร เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน ด้วยเหตุดังนั้น ผู้ปฏิบัติจำต้องเพ่งเฉย โดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่ราคะและปฏิฆะนั้น แต่ก็จักเพ่งเฉยด้วยจักกำหนัดหรือขัดเคืองกัน ในขณะเดียวกันด้วย ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้
'''๕. เบื้องต้นท่ามกลางที่สุดของพรหมวิหาร ๔'''
:ก็แหละ กัตตุกัมยตาฉันทะ คือความพอใจใคร่ที่จะทำการปฏิบัติเป็นเบื้องต้น ของพรหมวิหารหมดทั้ง ๔
<sub><small>''(หน้าที่ 164)''</small></sub>
:อธิบายว่า ที่ว่ากัตตุกัมยตาฉันทะเป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนั้น เพราะมีบาลีรับสมอ้างในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาตว่า กุศลธรรมทั้งหลายเป็นมูลราก ฉะนี้ อีกอย่างหนึ่ง คำที่ว่า กัตตุกัมยตาฉันทะ เป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนี้ เพราะมีฉันทะชนิดนี้เป็นไปด้วยอำนาจความปรารถนาอันแรงกล้า ในอันที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายปราศจากโทษ ด้วยใคร่ที่จะช่วยแสวงหาประโยชน์ และช่วยปลดเปลื้องทุกข์เป็นต้น ถึงแม้ว่าอุเบกขาพรหมวิหาร จะไม่มีฉันทะในอันที่จะแสวงหาประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเลยก็ตาม แต่ก็ยังเป็นไปโดยอาการที่เพ่งพิจารณาว่า การที่ไม่ขวนขวายช่วยเหลือในสัตว์เหล่านั้น ก็หาเป็นการปฏิบัติที่ผิดทำนองคลองธรรมไม่ เหมือนมารดาเพ่งดูเฉยในบุตรผู้ขวนขวายประกอบการงานด้วยลำพังตนเองได้แล้วฉะนั้น
:การข่มนิวรณ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันให้สงบระงับไป นี้เป็นท่ามกลางของพรหมวิหารทั้ง ๔
:อัปปนาฌาน ได้แก่รูปาวจรฌาน ๔ หรือ ๕ เป็นที่สุดของพรหมวิหารทั้ง ๔ คือ เมื่อโยคีบุคคลได้บรรลุถึงอัปปนาฌานขั้นสุดแล้ว ก็เป็นอันหมดกิจของพรหมวิหารภาวนา ด้วยประการฉะนี้
'''๖. อารมณ์ของพรหมวิหาร ๔'''
:สัตว์โดยบัญญัติธรรม หรือเรียกสั้น ๆ ว่า สัตวบัญญัติ คนหนึ่งหรือหลายคน เป็นอารมณ์ของพรหมวิหารทั้ง ๔
:ก็แหละ โยคีบุคคลได้บรรลุถึงอุปจารฌานหรืออัปปนาฌานแล้ว พึงทำการขยายอารมณ์ของพรหมวิหารให้กว้างขวางออกไปตามลำดับ ลำดับแห่งการขยายอารมณ์นั้น ดังนี้
:ฉันเดียวกับชาวนาผู้ฉลาด กะกำหนดเขตที่ตนเองจะไถเสียก่อนแล้วจึงไถนาในภายหลัง โยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนี้ก็เหมือนกัน ในอันดับแรกก็พึงกำหนดเอาเขตอารมณ์กรรมฐานเพียงอาวาสเดียวก่อน แล้วจึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในอาวาสนั้น โดยบทภาวนามีอาทิว่า อิมสฺมึ อาวาเส สตฺตา อเวรา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งหลายในอาวาสนี้ จงอย่าผูกเวรกัน ฉะนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 165)''</small></sub>
:ครั้นโยคีบุคคลได้ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานด้วยวสี ๕ แล้ว จึงกำหนดเขตขยายให้กว้างขวางออกไปเป็น ๒ อาวาส แล้วจึงขยายออกไปเป็น ๓ อาวาส ๔ อาวาส ๖ – ๗ – ๘ – ๙ – ๑๐ อาวาส ตรอกหนึ่ง ครึ่งหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่ง จังหวัดหนึ่ง รัฐหนึ่ง ทิศหนึ่ง ตามลำดับโดยทำนองนี้ โยคีบุคคลพึงขยายอารมณ์ของเมตตาไปจนกระทั่งจักรวาลหนึ่ง หรือพึงเจริญเมตตาฌานไปในสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้น ๆ โดยประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
:แม้กรุณา, มุทิตา และอุเบกขาภาวนา โยคีบุคคลก็พึงขยายอารมณ์ให้กว้างขวางออกไปด้วยประการฉันเดียวกันนี้
'''๗. อุเบกขาเป็นผลของพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น'''
:ก็แหละ เหมือนอย่างว่า อรูปฌาน ๔ เป็นผลสำเร็จของกสิณฌานทั้งหลาย เพราะกสิณฌานทั้งหลายเป็นเหตุให้อรูปฌานสำเร็จโดยบริบูรณ์ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นผลสำเร็จของสมาธิในอรูปฌาน ๔ และในอรูปฌาน ๓ ขั้นต่ำ เพราะโยคีบุคคลได้บรรลุสมาธิเหล่านั้นมาโดยลำดับแล้ว จึงจะบรรลุเนวสัญญนาสัญญายตนฌาน, ผลสมาบัติเป็นผลสำเร็จของวิปัสสนา เพราะผลสมาบัตินั้นโยคีบุคคลพึงได้มาด้วยอานุภาพของวิปัสสนา และที่จะเข้าผลสมาบัติได้ก็ด้วยอำนาจของวิปัสสนา นิโรธสมาบัติเป็นผลสำเร็จของสมถะและวิปัสสนาประกอบกันทั้งสองอาการแห่งผลธรรมเหล่านี้ ฉันใด อุเบกขาพรหมวิหารในที่นี้ก็เป็นผลสำเร็จของพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น ฉันนั้น
:เหมือนอย่างนายช่างเรือนยังไม่ได้ยกเสาขึ้นตั้ง หรือแม้ตั้งเสาขึ้นแล้วต่ยังมิได้ยกขื่อขึ้นพาด ก็ไม่สามารถที่จะยกเครื่องบนหรือพาดกลอนในอากาศได้ ฉันใด อันโยคีบุคลผู้จะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนี้ เมื่อเว้นเสียซึ่งตติยฌานในพรหมวิหาร ๓ ข้างต้นแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเจริญจตุตถฌานอันประกอบด้วยอุเบกขาให้เกิดขึ้นได้ ฉันนั้น
'''๘. เหตุที่เรียกว่าพรหมวิหาร'''
:ณ ทีนี้หากจะพึงตั้งปัญหาขึ้นดังนี้ว่า : -
:๑. เพราะเหตุไร เมตตา, กรุณา, มุทิตา และอุเบกขานี้จึงเรียกว่าพรหมวิหาร ?
<sub><small>''(หน้าที่ 166)''</small></sub>
:๒. เพราะเหตุไร พรหมวิหารจึงมีเพียง ๔ อย่าง ?
:๓. พรหมวิหาร ๔ มีกฏเกณฑ์จัดลำดับอย่างไร ? และ
:๔. เพราะเหตุไร ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก จึงเรียกพรหมวิหารนี้ว่า อัปปมัญญา ?
:จะวิสัชนาปัญหา ๔ ข้อน้เป็นลำดับดังต่อไปนี้
:นักศึกษาพึงทราบว่า การที่ธรรม ๔ อย่างคือเมตตา, กรุณา, มุทิตา และอุเบกขา ได้ชื่อว่าพรหมวิหารนั้น โดยอรรถว่าเป็นคุณธรรมอันประเสริฐอย่างหนึ่ง โดยภาวะเป็นคุณธรรมที่ปราศจากโทษอย่างหนึ่ง ฉะนี้ก่อน
:ขยายความต่อไปว่า ธรรม ๔ อย่างนี้เป็นเครื่องอยู่อย่างประเสริฐด้วยเป็นข้อปฏิบัติชอบในสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า กรรมฐานอื่นๆ นอกจากพรหมวิหารนี้ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว ส่วนพรหมวิหารกรรมฐานนี้เป็น้อปฏิบัติเพื่อสัตว์อื่น เพราะต้องส่งจิตไปให้สัตว์อื่นโดยนัยเป็นต้นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด ฉะนี้
:เหมือนอย่างว่า พวกพรหมโดยกำเนิดย่อมอยู่อย่างที่มีจิตปราศจากโทษ ฉันใด, อนึ่ง พระมหาสัตว์ได้แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งสร้างคุณธรรมให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยสร้างพุทธการกธรรมมีทานบารมีเป็นต้นอันเป็นเหตุแห่งพุทธภูมิทั้งปวงให้เต็มบริบูรณ์ เรียกว่า พรหม และพรหมพระโพธิสัตว์เหล่านั้น ย่อมเป็นอยู่อย่างมีจิตปราศจากโทษ ด้วยมุ่งแสวงหาประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งปวง (เมตตา) ๑ ด้วยช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งปวง (กรุณา) ๑ ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติของสัตว์ทั้งปวง (มุทิตา) ๑ และด้วยยึดมั่นอยู่ในภาวะเป็นกลาง ๆ (อุเบกขา) ๑ ฉันใด, โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ประกอบด้วย พรหมวิหารธรรม ๔ นี้ ย่อมเป็นอยู่เหมือนอย่างพรหมโดยกำเนิดและพรหมพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น
:ด้วยประการฉะนี้แหละ ธรรม ๔ อย่างนี้จึงเรียกว่าพรหมวิหารโดยอรรถว่า เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ และโดยภาวะที่เป็นคุณธรรมปราศจากโทษ
'''๙. เหตุที่พรหมวิหารมีเพียง ๔ อย่าง'''
:ส่วนปัญหาอีก ๓ ข้อหลังมีว่า เพราะเหตุไร พรหมวิหารจึงมีเพียง ๔ อย่าง เป็นต้น จะวิสัชนาต่อไปตามลำดับดังนี้
<sub><small>''(หน้าที่ 167)''</small></sub>
:การที่พรหมวิหารมีเพียง ๔ อย่างนั้น ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น การจัดลำดับพรหมวิหาร ๔ อย่าง จัดด้วยอำนาจอาการที่มุ่งทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นต้น และพรหมวิหาร ๔ ที่ได้ชื่อว่าอัปปมัญญา เพราะประพฤติเป็นไปในอารมณ์อันหาประมาณมิได้
:ขยายความว่า ในพรหมวิหาร ๔ นี้ เพราะเมตตาเป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาท กรุณาเป็นทางบริสุทธิ์ ของผู้มากหนาไปด้วยวิหิงสา มุทิตาเป็นทางบริสุทธิ์ ของผู้มากหนาไปด้วยอรติ และอุเบกขาเป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยราคะ นี้ประการหนึ่ง
:เพราะการส่งใจไปในสัตว์ทั้งหลายมีเพียง ๔ อย่าง คือด้วยมุ่งนำประโยชน์มาให้ (เมตตา) ๑ ด้วยมุ่งช่วยบำบัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (กรุณา) ๑ ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติ (มุทิตา) ๑ ด้วยสิ้นห่วงใย (อุเบกขา) ๑ นี้ประการหนึ่ง
:เพราะในเมื่อบุตร ๔ คน คนหนึ่งยังเป็นเด็ก คนหนึ่งกำลังป่วย คนหนึ่งเป็นหนุ่ม อีกคนหนึ่งประกอบการงานได้ด้วยลำพังตนเองแล้ว มารดาย่อมปรารถนาที่จะให้บุตรคนเป็นเด็กเจริญเติบโตขึ้น (เมตตา) ปรารถนาที่จะช่วยบำบัดความเจ็บป่วยให้แก่บุตรคนที่กำลังป่วย (กรุณา) ปรารถนาที่จะให้บุตรคนเป็นหนุ่มดำรงอยู่ในความเป็นหนุ่มนาน ๆ (มุทิตา) และไม่ขวนขวายวุ่นวายด้วยประการไร ๆ ทั้งสิ้น ในบุตรคนที่ประกอบการงาน ด้วยลำพังตนเองได้แล้ว (อุเบกขา) ฉันใด, แม้โยคีผู้อัปปมัญญาวิหารี (คือผู้เป็นอยู่ด้วยอัปปมัญญา ๔ ประการ) ก็จะพึงประพฤติเป็นไปในสัตว์ทั้งหลายทุก ๆ จำพวก ด้วยอำนาจ เมตตา, กรุณา, มุทิตา และอุเบกขา เหมือนอย่างนั้น นี้ประการหนึ่ง
:ฉะนั้น อัปปมัญญาหรือพรหมวิหาร จึงมีเพียง ๔ อย่าง ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้
'''๑๐. เหตุจัดลำดับพรหมวิหาร ๔'''
:เหตุที่ให้จัดเรียงพรหมวิหารนั้น เพราะเมื่อโยคีบุคคลผู้จะเจริญพรหมวิหารให้ครบทั้ง ๔ ประการ จำต้องปฏิบัติในสัตว์ทั้งหลายด้วยประการ ๔ อย่างตามลำดับ คือ : -
<sub><small>''(หน้าที่ 168)''</small></sub>
:๑. ด้วยความประพฤติเป็นไปในอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์ เป็นอันดับแรก ประกอบด้วยเมตตา นี้ก็มีลักษณะเป็นไปโดยอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายด้วย
:๒. ถัดนั้น โยคีบุคคลได้เห็นมาเอง หรือเพียงได้ฟังข่าว หรือกำหนดขึ้นเอง ซึ่งความโชกโชนด้วยทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งตนมุ่งช่วยทำประโยชน์ให้นั้นแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้น ด้วยประพฤติโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์นั้นให้ประกอบด้วยกรุณานี้ก็มีลักษณะเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์ด้วย
:๓. ถัดนั้น โยคีบุคคลได้เห็นสมบัติของสัตว์เหล่านั้น ผู้ซึ่งตนช่วยทำประโยชน์ให้ ช่วยบรรเทาทุกข์ให้อยู่นั้นแล้ว จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้น ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติของเขาประกอบด้วยมุทิตา นี้ก็มีลักษณะพลอยยินดีอยู่ด้วย
:๔. ถัดนั้น โยคีบุคคลจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้นด้วยอาการเป็นกลาง ๆ กล่าวคือ วางเฉย เพราะไม่สิ่งจำต้องทำเป็นประการที่ ๔ อีกแล้ว ประกอบด้วยอุเบกขา นี้ก็มีลักษณะที่เป็นไปโดยอาการเป็นกลาง ๆ อยู่ด้วย
:ฉะนั้น เมตตา ท่านจึงแสดงไว้เป็นอันดับแรกของพรหมวิหารนี้ ด้วยอำนาจอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์เป็นต้น ถัดนั้นท่านจึงแสดงกรุณาเป็นอันดับที่ ๒ มุทิตาเป็นอันดับที่ ๓ และอุเบกขาเป็นอันดับที่ ๔ นักศึกษาพึงเข้าใจการจัดลำดับของพรหมวิหารนี้ ด้วยประการฉะนี้
:แต่อย่างไรก็ดี การจัดลำดับพรหมวิหารที่แสดงมานี้ ท่านได้แสดงไว้โดยที่เป็นไปโดยมาก มิใช่แสดงอย่างตายตัวว่าต้องเป็นไปตามลำดับนี้เสมอไป เพราะการกำหนดลำดับแห่งภาวนา ๓ ข้างต้น มีเมตตาภาวนาเป็นต้นนั้น หาได้กำหนดอย่างตายตัวไม่ โยคีบุคคลจะเจริญภาวนาข้อใดเป็นอันดับแรกก็ได้ทั้งนั้น
'''๑๑. เหตุที่เรียกว่าอัปปมัญญา'''
:แหละเพราะเหตุที่อัปปมัญญาหมดทั้ง ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่หาประมาณมิได้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายไม่มีกำหนดประมาณจึงเป็นอารมณ์ของอัปปมัญญาทั้ง ๔
<sub><small>''(หน้าที่ 169)''</small></sub>
:นี้ อัปปมัญญาทั้ง ๔ ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจที่แผ่ไปอย่างทั่วสิ้น โดยมิได้ถือเอากำหนดประมาณว่า ต้องเจริญเมตตาเป็นต้นไปในประเทศเท่านี้แม้ของสัตว์ผู้เดียว อธิบายว่าในกรรมฐานอื่นๆ เช่นอุทธุมาตกอสุภเป็นต้น โยคีบุคคลย่อมถือเอานิมิตเฉพาะในประเทศที่ถึงภาวะพองขึ้นของร่างกายเป็นต้น มิได้ถือเอาหมดทั่วทั้งร่างกาย ส่วนอัปปมัญญานี้ไม่ถือเอากำหนดประมาณเหมือนอย่างนั้น
:เพราะเหตุดังแสดงมา ท่านจึงแสดงความสังเขปไว้ว่า ที่พรหมวิหารมีเพียง ๔ อย่างนั้น ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น ที่จัดลำดับของพรหมวิหารนี้ จัดด้วยอำนาจอาการที่มุ่งทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นต้น และพรหมวิหาร ๔ นี้ ที่ได้ชื่อว่าอัปปมัญญา เพราะประพฤติเป็นไปในอารมณ์อันหาประมาณมิได้ ฉะนี้
'''๑๒. ลักษณะอัปปมัญญาเหมือนกัน แต่ผลต่างกัน'''
:ก็แหละ ในอัปปมัญญา ๔ นี้ แม้ถึงจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน ในข้อที่มีอารมณ์หาประมาณมิได้เหมือนกัน ตามที่แสดงมาแล้ว แต่อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น คือ เมตตา กรุณา และมุทิตา เป็นเหตุให้สำเร็จฌานเพียง ๓ ขั้น โดยจตุกกนัย และเพียง ๔ ขั้น โดยปัญจกนัย เท่านั้น
:ถาม – เพราะเหตุไร จึงให้สำเร็จผลเพียงแค่นั้น ?
:ตอบ – เพราะเมตตา กรุณา และมุทิตา พรากจากโสมนัสเวทนาไม่ได้ คือต้องประกอบด้วยโสมนัสเวทนาเสมอ
:ถาม – การที่ เมตตา กรุณา และมุทิตา พรากจากโสมนัสเวทนาไม่ได้นี้ เป็นด้วยเหตุอะไรหรือ ?
:ตอบ – เป็นด้วยเหตุที่ เมตตา กรุณา และมุทิตา เป็นคุณเครื่องสลัดออกซึ่งข้าศึกทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น อันโทมนัสเวทนาเป็นเหตุให้เกิดขึ้น
:ไขความว่า คุณธรรมประเภทใดเป้นเครื่องสลัดออกซึ่งกิเลสชนิดใด คุณธรรมประเภทนั้น จัดเป็นข้าศึกของกิเลสชนิดนั้นโดยตรงทีเดียว เหมือนอย่างเนกขัมมคุณ (การ
<sub><small>''(หน้าที่ 170)''</small></sub>
:ถือบวชเป็นต้น) ย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามคุณทั้งหลาย อรูปฌาน ๔ ย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งรูปฌาน ๔ นิพพานย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสังขารธรรมทั้งหลาย ฉันใด เมตตา กรุณา และมุทิตา อันเป็นคุณเครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท, วิหิงสา และอรติ อันประกอบด้วยโทมนัสเวทนาก็ย่อมจะเว้นจากโสมนัสเวทนาไม่ได้ ฉันนั้น
:อนึ่ง ด้วยคำว่า เมตตา กรุณา และมุทิตา เป็นคุณเครื่องสลัดออกนี้ นักศึกษาพึงเข้าใจว่า แม้เมตตา กรุณา และมุทิตา อันเป็นไปในส่วนเบื้องต้น ก็ต้องประกอบด้วยอุเบกขาเวทาอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นภาวะที่ยังสลัดออกไม่ได้ซึ่งธรรมอันเป็นข้าศึก
:เป็นความจริงอย่างนั้น อารย์ทั้งหลายยอมรับรองต้องกันว่า อัปปมัญญาเจตสิก ๒ ดวง ได้แก่กรุณากับมุทิตานั้น ย่อมเกิดได้ในจิตตุปบาท ๒๘ ดวง คือมหากุศลจิต ๘ ดวง มหากิริยาจิต ๘ ดวง รูปาวจรฌานจิต ๑๒ ดวง (เว้นปัญจมฌานจิต ๓ ดวง) ฉะนี้
:ส่วนอัปปมัญาข้อสุดท้าย คืออุเบกขานั้น เป็นเหตุให้สำเร็จฌานอันสุดท้ายเพียงฌานเดียว (คือจตุตถฌานหรือปัญจมฌานแล้วแต่กรณี)
:ถาม – เพราะเหตุไร อุเบกขาจึงให้สำเร็จฌานเพียงฌานเดียวเท่านั้น ?
:ตอบ – เพราะอุเบกขาต้องประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาเสมอ จึงให้สำเร็จฌานขั้นต้น ๆ ซึ่งยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่ไม่ได้
:อุเบกขาพรหมวิหาร ซึ่งมีลักษณะเป็นไปโดยอาการเป็นกลาง ๆ ในสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อเว้นเสียซึ่งอุเบกขาเวทนาแล้ว ก็เกิดขึ้นไม่ได้ทีเดียวเช่นเดียวกับปาริสุทธุเบกขาในอุเบกขา ๑๐ ประการ ปาริสุทธุเบกขานั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ในจิตบางดวง เพราะเหตุที่เว้นซึ่งอุเบกขาเวทนา (ในจิตทั้งหมด ๑๒๑ ดวงนั้น ๖๖ ดวง ที่อุเบกขาเวทนาเกิดร่วมไม่ได้ ที่เหลือ ๕๕ ดวง อุเบกขาเวทนาเกิดร่วมเสมอ)
'''๑๓. เสนอทรรศนะขัดแย้ง'''
:ก็แหละ หากจะพึงมีนักศึกษาคนใด เสนอทรรศนะขัดแย้งฉะนี้ว่า เพราะในคัมภ์อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอัปปมัญญาทั้ง ๔ โดยไม่ต่างกันไว้ดังนี้:-
<sub><small>''(หน้าที่ 171)''</small></sub>
:ในการนั้นแหละ ภิกษุ ! เธอพึงเจริญสมาธินี้ อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีวิตกมีแต่วิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญสมาธินี้อันมีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญสมาธินี้ประกอบกับสุขเวทนาให้เกิดขึ้น เธอพึงเจริญสมาธินี้ ประกอบกับอุเบกขาเวทนาให้เกิดขึ้น
:เพราะเหตุที่อัปปมัญญาทั้ง ๔ เป็นสภาพที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนาเช่นเดียวกับที่ประกอบด้วยวิตกเป็นต้น มีปรากฏในพระพุทธวจนะนี้อยู่ชัด ๆ ฉะนั้นอัปปมัญญาทั้ง ๔ จึงเป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๔ โดยจตุกกนัย หรือฌาน ๕ โดยปัญจกนัยได้ด้วยเหมือนกันทั้ง ๔ ประการ
'''๑๔. แถลงแก้ทรรศนะขัดแย้ง'''
:บัณฑิตพึงชี้แจงแก่นักศึกษาคนนั้นดังนี้ เธออย่าได้เข้าใจเช่นนั้นเลย เพราะถ้าจะยกเอาข้อความที่ทรงแสดงไว้ในมูลสมาธิมารวมเข้าในพรหมวิหารทั้ง ๔ ประการ โดยถือว่าทรงแสดงไว้โดยลำดับกันแล้ว แม้กายานุปัสสนาเป็นต้น ก็พึงเป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๔ หรือฌาน ๕ ได้ด้วย แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะกายานุปัสสนาเป็นต้นนั้น ท่านแสดงไว้ด้วยสามารถแห่งวิปัสสนากรรมฐานต่างหาก ที่จริงนั้น แม้เพียงปฐมฌานก็มีไม่ได้ ในเวทนานุปัสสนาเป็นต้น ตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไปไม่ต้องพูดถึง ยิ่งจะมีไม่ได้ทีเดียว
:เพราะฉะนั้น นักศึกษาอย่าได้ถือเอาเพียงแต่เงาของพยัญชนะแล้วมากล่าวตู่พระผ้มีพระภาคเจ้าเลย อันพระพุทธวจนะนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก นักศึกษาควรเข้าไปหาอาจารย์แล้วศึกษาเอาอรรถาธิบายของพระพุทธวจนะให้ได้อย่างละเอียดหมดจดทีเดียว
'''๑๕. อรรถาธิบายพระพุทธวจนะ'''
:ก็แหละ ในพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโปรดภิกษุรูปนั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ : -
<sub><small>''(หน้าที่ 172)''</small></sub>
:มีเรื่องอยู่ว่า ภิกษุรูปนั้นได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงแสดงธรรมโปรดอย่างนี้ว่า “ข้าแต่สมเด็จพระพุทธองค์ ข้าพระพุทธเจ้าฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าบทใดแล้ว จะพึงเป็นผู้ปลีกตนออกจากหมู่อยู่แต่ลำพังผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งตรงไปยังพระนิพพาน ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระธรรมเทศนาบทนั้นแต่โดยย่อโปรดข้าพพุทธเจ้าด้วยเถิด” ฉะนี้
:โดยเหตุที่แม้เมื่อครั้งก่อน ภิกษุรูปนี้นั้นฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็มัวง่วนอยู่แต่ในวัดนั้นเองแหละ ไม่ปรารถนาที่จะหลีกออกไปบำเพ็ญสมณธรรม ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสรุกรานเธอว่า “น่าครหาจริง ๆ เทียว ทีมีโมฆบุรุษบางจำพวกอยู่ในศาสนานี้ เพียงแต่อาราธนาให้เราแสดงธรรมเท่านั้น แต่เมื่อเราแสดงธรรมโปรดแล้วก็ยังสำคัญอยู่ในอันที่จะติดสอยห้อนตามเราอยู่นั่นเอง”
:และโดยเหตุที่ภิกษุรูปนี้นั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงโอวาทเธอซ้ำอีก จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ซึ่งมีความว่า : -
:เพราะเหตุนี้แหละ ภิกษุ ! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แลบออกไปรับอารมณ์ภายนอก จักดำรงอยู่ด้วยดีในอารมณ์กรรมฐานภายใน อนึ่ง อกุศลธรรมอันลามกมีกามฉันทะเป็นต้น ที่ข่มไว้ไม่อยู่ เกิดขึ้นมาแล้วจักไม่ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แหละภิกษุ
:ด้วยพระพุทธโอวาทนี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมูลสมาธิคือจิตแรกมีอารมณ์เดียว ด้วยอำนาจอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในตน โปรดภิกษุรูปนั้น
:ลำดับนั้น เมื่อจะทรงกระตุ้นเตือนภิกษุรูปนั้นว่า เธออย่าพึงได้พอใจด้วยผลการปฏิบัติเพียงเท่านั้น จงเพียรทำมูลสมาธินั้นให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงภาวนาวิธีด้วยสามารถแห่งเมตตากรรมฐานโปรดภิกษุรูปนั้น ความว่า : -
<sub><small>''(หน้าที่ 173)''</small></sub>
:ในกาลใดแล ภิกษุ ! เธอห้ามจิตไม่ให้แลบออกไปรับอารมณ์ภายนอก ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์กรรมฐานภายใน อนึ่ง อกุศลธรรมอันลามกมีกามฉันทะเป็นต้นที่ข่มไว้ไม่อยู่เกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่ครอบงำจิตของเธอตั้งอยู่ได้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ เราจักทำเมตตาเจโตวิมุติให้เกิดขึ้น จักทำให้มาก ๆ จักทำให้เป็นดุจยานที่เตรียมพร้อมแล้ว จักทำให้เป็นดุจฐานที่แน่นหนาแล้ว จักทำให้มั่นคงแล้ว จึงสั่งสมด้วยวสี ๕ ด้วยดี จักปรารภด้วยดีแล้ว เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แลภิกษุ
:ครั้นแล้วได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดต่ออีกความว่า : -
:ในกาลใดแล ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีวิตก มีแต่วิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับสุขเวทนาให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับอุเบกขาเวทนาให้เกิดขึ้น
'''นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายของพระพุทธวจนะที่แสดงมาแล้วนี้ ดังนี้'''
:ดูก่อนภิกษุ ในกาลใด มูลสมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยสามารถแห่งเมตตาภาวนาอย่างนี้ ในกาลนั้นเธออย่าได้ถึงความพอใจด้วยผลแห่งการปฏิบัติเพียงเท่านั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้โดยนัยว่า อันมีทั้งวิตกมีทั้ง
<sub><small>''(หน้าที่ 174)''</small></sub>
:วิจารเป็นต้นให้เกิดขึ้น ทำใหบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔ และฌาน ๕ แม้ในอารมณ์กรรมฐานอื่น ๆ มีปถวีกสิณเป็นต้น
:ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีเมตตาเป็นประธานดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีพรหมวิหารที่เหลือมีกรุณาเป็นต้น เป็นประธาน แก่ภิกษุรูปนั้นว่า “เธอจงทำการภาวนาด้วยสามารถแห่งฌาน ๔ และฌาน ๕ ในอารมณ์อื่น ๆ ต่อไป” จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนามีอาทิว่า : -
:ในกาลใดแล ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักทำกรุณาเจโตวิมุติให้เกิดขึ้น
:ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้น เป็นประธาน ด้วยความสามารถแห่งฌาน ๔ และฌาน ๕ ฉะนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีกายานุปัสสนาเป็นต้นเป็นประธานโปรดภิกษุรูปนั้นต่อไป จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนา มีอาทิว่า: -
:ในกาลใดแล ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักพิจารณาให้เห็นกายที่กายอยู่
:ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงยังพระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยยอดธรรม คือพระอรหัต ความว่า : -
:ในกาลใดแล ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ได้ทำให้เกิดขึ้นดีแล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละภิกษุเธอจักเดินไปโดยทางไหน ๆ ก็ตาม เธอจักเดินไปอย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักยืนอยู่ ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักยืนอยู่อย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักนั่งอยู่ ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักนั่ง
<sub><small>''(หน้าที่ 175)''</small></sub>
:อยู่อย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักนอน ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักนอนอย่างผาสุกจริง ๆ
:ด้วยเหตุดังที่ได้แถลงมานี้ จึงเป็นอันยุติได้ว่าอัปปมัญญา ๓ ประการข้างต้น มีเมตตาเป็นอาทินั้น เป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๓ โดยจตุกกนัย และฌาน ๔ โดยปัญจกนัยเพียงแค่นั้น ส่วนอุเบกขาประการสุดท้าย เป็นเหตุให้สำเร็จฌานที่เหลือสุดท้ายเพียงฌานเดียว คือ จตุตถฌาน หรือปัญจมฌานแล้วแต่กรณี ฉะนี้แล
:แม้ในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฏก เช่นจิตตุปปาทกัณฑ์ในธรรมสังคณีปกรณ์และอัปปมัญญาวิภังค์ในวิภังคปกรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแสดงจำแนกอัปปมัญญา ๔ ประการไว้ เหมือนอย่างเดียวกันนี้นั่นเทียว
'''๑๖. อานุภาพพิเศษที่ต่างกันของอัปปมัญญา'''
:อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ แม้จะได้ดำรงสภาพอยู่เป็น ๒ ส่วน ด้วยอำนาจให้สำเร็จฌาน ๓ หรือฌาน ๔ อย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจที่ให้สำเร็จฌานสุดท้ายฌานเดียวอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะดังแสดงมาแล้วนั้นก็ตาม แต่ก็ยังมีอานุภาพพิเศษซึ่งซึ่งไม่เหมือนกันแต่ละประการ ๆ ด้วยอำนาจที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้นอันนักศึกษาจะพึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปดังนี้
:ในหลิททวนสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ไว้โดยมีความต่างกัน ด้วยภาวะที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้น ดังมีพระบาลีในคัมภีร์ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ซึ่งมีใจความว่า : -
:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุติ มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กรุณาเจโตวิมุติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า มุทิตาเจโตวิมุติ มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลสุดยอด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า อุเบกขาเจโตวิมุติ มีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด
<sub><small>''(หน้าที่ 176)''</small></sub>
:ถาม – เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ โดยมีความต่างกันแต่ละประการดังนั้น ?
:ตอบ – เพราะอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ ต่างเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์ ๆ อันมีสุภวิโมกข์เป็นต้น ดังจะอธิบายต่อไป
'''๑๗. เมตตามีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด'''
:มีความจริงอยู่ว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจสำหรับเมตตา วิหารีบุคคล (คนมีจิตประกอบด้วยเมตตา) ฉะนั้นเมื่อโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารีนั้นน้อมจิตไป ในอารมณ์กรรมฐานทั้งหลาย เช่นสีเขียวเป็นต้น อันเป็นสีที่บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เมตตาวิหารีบุคคลไม่พึงรังเกียจ เพราะได้อบรมมาโดยอาการที่ไม่น่ารังเกียจด้วยอำนาจเมตตาภาวนา จิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอารมณ์ของกรรมฐานมีสีเขียวเป็นต้น โดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น เมตตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่สุภวิโมกข์โดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากสุภวิโมกข์แล้ว เมตตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
:ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมุติมีสุภวิโมกข์ เป็นผลขั้นสุดยอด
'''๑๘. กรุณามีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''
:ก็แหละ เมื่อโยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา) พิจารณาเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีลักษณะรูปร่างที่มีไม้ค้อนอันเป็นเครื่องประหารกันเป็นต้น เป็นนิมิต เธอย่อมเห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูป เพราะรูปเป็นที่บังเกิดเป็นไปของกรุณา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคลนั้น จึงเพิกถอนกสิณ ๙ อย่าง (เว้นอากาศกสิณ) มีปถวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ได้เห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูปนั้น แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอากาศตรงที่เพิกถอนรูปออกแล้วนั้น จิตของเธอก็ย่อมจะแล่นไปตรงที่อากาศนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น กรุณาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว กรุณาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
:ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสดงว่า กรุณาเจโตวิมุติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด
<sub><small>''(หน้าที่ 177)''</small></sub>
'''๑๙. มุทิตามีวิญญานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''
:ก็แหละ เมื่อมุทิตาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิประกอบด้วยมุทิตา) พิจารณาเห็นวิญญานของสัตว์ทั้งหลายผู้ได้ความปราโมทย์ ด้วยเหตุอันให้เกิดความปราโมทย์นั้น ๆ มีโภคสมบัติเป็นต้น จิตที่ถูกอบรมมาด้วยการยึดถือวิญญาณย่อมเกิด เพราะวิญญาณเป็นที่บังเกิดเป็นไป ของมุทิตา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้มุทิตาวิหารีบุคคลนั้นย่อมก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับ แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่ง อันมีอากาศนิมิตเป็นอารมณ์นั้น วิญญาณัญจายตนจิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่งนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น มุทิตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิญญาณณัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้น มุทิตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
:ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า มุทิตาเจโตวิมุติ มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด
'''๒๐. อุเบกขามีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''
:ก็แหละ โยคีผู้อุเบกขาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา) นั้น ย่อมมีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ โดยเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์เช่นสุขทุกข์เป็นต้น เพราะไม่มีความห่วงใยว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีสุขเถิด หรือขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด หรือขอสัตว์ทั้งหลายอย่าได้พรากจากสุขที่ตนได้แล้วเลยฉะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีบุคคลผู้อุเบกขาวิหารีนั้น ซึ่งเป็นผู้มีจิตใจได้อบรมมาโดยความเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์ และเป็นผู้มีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ย่อมก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับเสีย แล้วน้อมภาวนาจิตไปในภาวะอันไม่มีอยู่ของวิญญาณอันเป็นปรมัตถ์ ซึ่งไม่มีอยู่โดยสภาวะอากิญจัญญายตนจิตของเธอ ย่อมจะแล่นไปในภาวะที่ไม่มีอยู่ของวิญญาณนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น อุเบกขาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากิญจัญญายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้น อุเบกขาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
:ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า อุเบกขาเจโตวิมุติมีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด
<sub><small>''(หน้าที่ 178)''</small></sub>
'''๒๑. อัปปมัญญาทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงบริบูรณ์'''
:เมื่อนักศึกษาได้เข้าใจอานุภาพพิเศษที่ต่างกันของอัปปมัญญานี้ โดยมีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้นดังแสดงมาฉะนี้แล้ว พึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปอีกว่า อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ เป็นคุณสมุทัยทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงมีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์ เป็นประการสุดท้าย ดังต่อไปนี้
:เป็นธรรมดา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีจิตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ทุกจำพวก โดยเป็นผู้มีอัธยาศัยมุ่งทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำอาจเมตตา ๑ โดยเป็นผู้นิ่งดูดายไม่ได้ต่อทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจกรุณา ๑ โดยเป็นผู้มีความประสงค์ที่จะให้สมบัติอันวิเศษที่สัตว์ทั้งหลายได้มาแล้วให้ดำรงคงสภาพอยู่นาน ๆ ด้วยอำนาจมุทิตา ๑ โดยเป็นผู้ไม่ตกไปในความเป็นฝักเป็นฝ่ายในสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจอุเบกขา ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้ ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรม ๑๐ ประการ ให้บริบูรณ์ในขันธสันดานอย่างนี้ คือ บำเพ็ญทานอันเป็นเหตุแห่งความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย โดยทั่วหน้ากัน โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกว่า คนนี้ควรให้ คนนั้นไม่ควรให้ (๑. ทาน), สมาทานศีล เว้นการประหัตประหารสัตว์ทั้งหลายทุกตัวตน โดยไม่มีการยกเว้น (๒. ศีล), บำเพ็ญเนกขัมมะ ได้แก่การถือบวชเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งความสุขของสัตว์ทั้งหลาย และเพื่อทำศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น (๓. เนกขัมมะ), อบรมบ่มปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง เพื่อทำลายโมหะไม่ให้หลงงมงายในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย (๔. ปัญญา), บำเพ็ญเพียรชนิดที่ติดต่อกันไปไม่ให้ชะงักงัน เพื่อความเจริญแห่งประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย (๕. วิริยะ), แม้เมื่อได้บรรลุถึงความเป็นวีรภาพด้วยอำนาจความเพียรขั้นสุดยอดแล้ว ย่อมอดกลั้นได้ต่อความผิดมีประการต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลายที่ตกมาถึงตน (๖. ขันติ), รักษา ปฏิญญาที่ตนได้ทำไว้ว่า จักทำสิ่งนี้จักให้สิ่งนั้นแก่ท่านไม่ให้เคลื่อนคลาด (๗. สัจจะ), เป็นผู้มุ่งมั่นไม่หวั่นไหวในพุทธการกธรรมที่ตนสมาทานแล้ว เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย (๘. อธิฏฐานะ), เป็นผู้เริ่มต้นทำอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตาปรารถนาดีอย่างแน่วแน่ (๙. เมตตา), และไม่หวังผลตอบแทนอย่างใด ๆ ทั้งสิ้นจากสัตว์ทั้งหลายด้วยอุเบกขา (๑๐. อุเบกขา)
<sub><small>''(หน้าที่ 179)''</small></sub>
:พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้อัปปมัญญาวิหารี ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรมทั้งหลาย ดังบรรยายมานี้ ตลอดถึงสรรพกัลยาณธรรมแม้ทุกอย่าง ต่างด้วยทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และพุทธรรม ๑๘ ให้เต็มบริบูรณ์ในขันธสันดาน ด้วยประการฉะนี้
:อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นคุณสมุทัยทำสรรพกัลยาณธรรมทุก ๆ อย่าง มีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์ ด้วยประการดังที่ได้พรรณนามาฉะนี้แล
'''พรหมวิหารนิเทศ ซึ่งนับเป็นปริทเฉทที่ ๙'''
'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรค'''
'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้'''
'''เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''
'''ยุติลงเพียงเท่านี้'''
'''............................'''
==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=87651.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|