Difference between revisions 87526 and 87651 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}



== พรหมวิหารนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๙ ==

<sub><small>''(หน้าที่ 80)''</small></sub>

'''วิธีภาวนาพรหมวิหาร ๔'''

'''๑.    เมตตาภาวนา'''

:ในพรหมวิหาร  ๔ อย่าง  คือ  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขานั้น  เมื่อโยคีบุคคลผู้แรกเริ่มทำกรรมฐาน  ประสงค์จะเจริญเมตตาพรหมวิหารข้อแรกให้บังเกิดมีขึ้นในจิตสันดานของตน  เบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ  คือความกังวล ๑๐  ประการ  ให้สิ้นห่วงเสียก่อน  ครั้นแล้วจึงไปเรียนเอาวิธีเจริญเมตตากัมมัฏฐานในสำนักของอาจารย์ให้เป็นที่เข้าใจพอที่จะนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องได้  ครั้นแล้วเมื่อจะเริ่มปฏิบัติ  พึงบริโภคอาหารให้อิ่มหนำสำราญพอแก่ความต้องการ  และบรรเทาความง่วงอันเกิดแก่การบริโภคนั้นให้สร่างหายก่อน  ลำดับนั้นพึงไปนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย  ณ  อาสนะซึ่งได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าตรงที่อันสงัดปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่านไปมา  โดยเอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง  เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว  ประการแรกจงพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ  และอานิสงส์ของขันติอย่างเด่นชัดเสียก่อน

:ถาม – เพราะเหตุไร  จึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ  และอานิสงส์ของขันติก่อน ?

:ตอบ – เพราะการเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้  ความประสงค์ก็เพื่อจะสลัดทิ้งเสีย  ซึ่งความโกรธและให้บรรลุถึงซึ่งขันติคุณ  เป็นจุดหมายสำคัญ  ประกอบด้วยมีกฎความจริงอยู่ว่า  ใคร ๆ ก็ตาม  ย่อมไม่อาจสละทิ้งซึ่งโทษที่ตนไม่ได้เห็น  และไม่อาจที่จะบรรลุถึงซึ่งอานิสงส์ที่ตนมิได้รู้มาก่อน

<sub><small>''(หน้าที่ 81)''</small></sub>

'''พิจารณาโทษความโกรธและอานิสงส์ขันติ'''

:เพราะฉะนั้น  ก่อนแต่จะลงมือเจริญเมตตากัมมัฏฐาน  โยคีบุคคลจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธเสียก่อน  ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลักอาทิเช่น  

:“ดูก่อนอาวุโส  คนที่โกรธขึ้นมาแล้ว  ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีจิตอันความโกรธยึดครองไว้แล้ว  ย่อมอาจล้างผลาญชีวิตของกันและกันได้ทีเดียว”

:และต้องพิจารณาให้รู้อานิสงส์ของขันติ  ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลัก  อาทิเช่น

:“ขันติ  คือ  ความยับยั้งใจไว้ได้  เป็นธรรมเครื่องเผาบาปให้เหือดแห้งชั้นเยี่ยม  เรายกย่องบุคคลผู้มีขันติเป็นกำลัง  มีขันติเป็นกองทัพ  ว่าเป็นพราหมณ์  คุณธรรมที่จะเป็นเครื่องป้องกันความฉิบหาย  และนำไปซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้แก่ตนและคนอื่น  ที่จะประเสริฐวิเศษยิ่งไปกว่าขันตินั้นย่อมไม่มี”

'''ต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาก่อน'''

:เมื่อได้เห็นโทษของความโกรธ  และรู้อานิสงส์ของขันติแล้วดังนั้น  คราวนี้ก็ถึงวาระของโยคีบุคคลจะพึงเริ่มเจริญเมตตากัมมัฏฐาน  เพื่อประโยชน์ที่จะข่มจิตให้พ้นจากความโกรธซึ่งมีโทษตามที่ได้พิจารณาเห็นมาแล้ว  และเพื่อประโยชน์ที่จะประกอบตนไว้ในขันติคุณ  ซึ่งมีอานิสงส์ตามที่ตนได้รู้ประจักษ์มาแล้วต่อไป  แต่ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัตินั้น  จำต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาอีกก่อน  ว่าบุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงในอันดับแรกไม่ได้  บุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงไม่ได้เลยตลอดกาล  ดังต่อไปนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 82)''</small></sub>

'''ห้ามเจริญในคน ๔  จำพวกเป็นอันดับแรก'''

:มีมาตรฐานอยู่ว่า  เมตตาภาวนานี้ห้ามมิให้โยคีบุคคลเจริญไปในบุคคล ๔  จำพวกนี้เป็นอันดับแรก  คือ  คนที่เกลียดชัง ๑  เพื่อนที่รักมาก ๑  คนที่เป็นกลาง ๆ ๑  คนที่เป็นคู่เวรกัน ๑  ส่วนคนต่างเพศกัน  ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปโดยจำเพาะเจาะจง  และคนที่ตายแล้ว  ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเลยตลอดกาล

:ถาม – เพราะเหตุไร  บุคคล ๔  จำพวก  มีคนเกลียดชังกันเป็นต้น  จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเป็นอันดับแรก ?

:ตอบ – เพราะเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาโดยเพ่งเอาคนที่เกลียดชังมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนที่รักกันนั้น  ย่อมเป็นสิ่งที่ลำบากใจมาก  เมื่อจะเพ่งเอาเพื่อนที่รักมากมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนกลาง ๆ  ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเช่นเดียวกัน  แม้เพียงแต่เขาได้ประสบทุกข์นิดหน่อยก็เป็นเหตุให้โยคีบุคคลถึงกับเสียใจ  ร้องไห้ได้เสียแล้ว,  เมื่อจะเพ่งเอาคนที่เป็นกลาง ๆ มาตั้งไว้ในฐานะเป็นที่รักเล่า  ก็ย่อมจะเป็นการยากแก่ใจทำนองเดียวกัน  และเมื่อระลึกถึงคนที่เป็นคู่เวรกัน  ความโกรธแค้นก็จะเกิดขึ้นมา  เมตตาภาวนาย่อมบังเกิดขึ้นไม่ได้

:ด้วยประการฉะนี้  จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่เกลียดชังเป็นต้นเป็นอันดับแรก

'''ห้ามเจริญเจาะจงในคนต่างเพศ'''

:ในกรณีที่คนต่างเพศกันนั้น  เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปโดยเจาะจงคือเพ่งเอาคนต่างเพศนั้นมาเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ  ราคะคือความกำหนัดยินดีในเพศก็จะเกิดขึ้นมาแทน  เมตตาภาวนาไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้  เคยมีตัวอย่างมาว่า  บุตรอำมาตย์คนหนึ่งเรียนถามพระเถระที่ตนอุปัฏฐากว่า  “พระผู้เป็นเจ้าขอรับ  เมตตาภาวนานี้จะต้องเจริญให้บังเกิดแก่ใครจึงจะดี”  พระเถระให้คำตอบว่า   “ต้องเจริญให้บังเกิดในคนที่รักจึงจะดี  คุณโยม”  ก็ภริยาของเขาเองเป็นที่รักของบุตรอำมาตย์นั้น  เขาจึงได้เจริญเมตตาภาวนาไปในภิริยาของเขานั่นเอง  ผลจึงปรากฏว่าเขาได้ทำการรบกับฝาเรือนตลอดคืนยันรุ่งทีเดียว

:ด้วยประการฉะนี้  จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาโดยเจาะจงในคนต่างเพศ

<sub><small>''(หน้าที่ 83)''</small></sub>

'''ห้ามเจริญในคนตายแล้วตลอดกาล'''

:ในกรณีที่คนตายแล้ว  เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปถึงคนที่ตายแล้ว  เขาย่อมไม่บรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ  หรือแม้เพียงอุปจารสมาธิได้เลย  เคยมีตัวอย่างว่า  ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้เจริญเมตตาภาวนา  โดยเพ่งเอาพระอาจารย์มาเป็นอารมณ์  แม้เธอจะได้เพียรเจริญสักเท่าไร  เมตตาฌานก็มิได้บังเกิดขึ้นแก่เธอ  ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้อย่างชำนิชำนาญมาก่อนแล้ว  เธอจึงได้ไปเรียนถามพระมหาเถระว่า  “ใต้เท้าขอรับ  กระผมเคยเจริญเมตตาฌานได้อย่างชำนิชำนาญแล้ว  แต่บัดนี้กระผมไม่สามารถจะเข้าสู่เมตตาสมาบัตินั้นได้  จะเป็นด้วยเหตุอะไรหรือขอรับผม”  พระมหาเถระแนะนำว่า  “อาวุโส  เธอลองตรวจดูอารมณ์กรรมฐานที่เธอเจริญเมตตาไปถึงนั้นว่า  จะยังมีชีวิตอยู่หรือหาไม่แล้ว”  เมื่อภิกษุนั้นตรวจดูอารมณ์กรรมฐาน  ก็ได้ทราบว่าพระอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพไปเสียแล้ว  จึงได้เปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานใหม่  เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนา  โดยเพ่งเอาคนอื่นมาเป็นอารมณ์จึงได้สำเร็จเมตตาสมาบัติสมดังประสงค์

:ด้วยประการฉะนี้  จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่ตายแล้วตลอดกาล

'''เจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก'''

:โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาภาวนาไปในตนของตน  เป็นอันดับแรกก่อนกว่าบุคคลทั้งปวง  โดยภาวนาแต่ในใจซ้ำแล้วซ้ำอีก  ทั้งนี้จนกว่าเมตตาจิตในตนจะปรากฏอย่างเด่นชัดด้วยคำภาวนาว่า

:อหํ  สุขิโต  โหมิ,  นิทฺทุกฺโข  โหมิ.

:ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด,  จงอย่าได้มีความทุกข์เลย  หรืออีกแบบหนึ่งว่า  

:อเวโร  โหมิ,  อพฺยาปชฺโฌ  โหมิ,  อนีโฆ  โหมิ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรามิ.

:ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่ามีเวรกับใคร ๆ เลย,  ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย,  ขอข้าพเจ้าอย่าได้มีความทุกข์เลย,  ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 84)''</small></sub>

'''มติขัดแย้ง'''

:หากมีมติขัดแย้งว่า  ถ้าถือหลักที่ว่า  ต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรกเช่นนี้แล้ว  คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ  ดังจะยกมากล่าวต่อไป  จะมิเป็นการคลาดเคลื่อนไปหรือเพราะในพระบาลีนั้น ๆ  ท่านมิได้กล่าวถึงการเจริญเมตตาในตนเองเลย  เช่น

:ในคัมภีร์วิภังค์ปกรณ์แห่งอภิธรรมปิฏกว่า

:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไมตรีจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น  หมายความว่ากระไร?  หมายความว่า  ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตานั้น  แผ่ไมตรีจิตไปยังสัตว์ทั้งหลายทุกจำพวก  เหมือนกับที่ได้เห็นคนอื่นคนหนึ่งซึ่งรักใคร่ชอบพอกันแล้ว  ก็เกิดเมตตารักใคร่กันขึ้นฉะนั้น  

:ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค  แห่งสุตตันตปิฏกว่า –

:“เมตตาเจโตวิมุติ”        ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕  อย่างนั้น  มีบทภาวนาว่าอย่างไร ?

:ภาวนาว่าอย่างนี้  คือ  อาการที่หนึ่ง  ภาวนาว่า  “ขอสัตว์ทั้งปวงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย,  จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย,  จงอย่าได้มีความทุกข์เลย  ขอจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด”  อาการที่สอง  ภาวนาว่า "ขอปาณะทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย"  อาการที่สาม ภาวนาว่า  “ขอภูตทั้งปวง  ขออย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....”  อาการที่สี่ ภาวนาว่า   “ขอบุคคลทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....”  อาการที่ห้า  ภาวนาว่า  “ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง  จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....ของจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด”

:และในกรณียเมตตสูตรแห่งคัมภีร์ขุททกปาฐะว่า

:กุลบุตรพึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งปวงว่า  ขอสัตว์ทั้งหลาย  ทั้งปวง  จงมีความสุข จงมีความเกษมสำราญ  จงมีตนเป็นสุขเถิด  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 85)''</small></sub>

'''คำแถลงแก้มติขัดแย้ง'''

:วิสัชชนาว่า -  คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ  ดังที่ยกมานั้น  มิได้คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่าที่ในคัมภีร์ต่าง ๆ  ซึ่งท่านแสดงแต่การแผ่เมตตาไปในบุคคลอื่น ๆ ทั้งนั้น  มิได้แสดงการแผ่ในตนเองเลยนั้น  ท่านมุ่งแสดงถึงวิธีเจริญเมตตาภาวนาที่จะให้สำเร็จผลถึงขั้นอัปปนาสมาธิแต่ประการเดียว  ส่วนที่ว่าต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก  ในที่นี้นั้นหมายเอาวิธีเจริญเมตตาภาวนาครั้งแรก  ซึ่งจำต้องยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานก่อนว่า  สัตว์ทั้งหลายทุกชนิดย่อมปรากฏความสุขให้แก่ตนของเขาเหมือนกับเรานี้เทียว  ฉะนั้น  เราจึงต้องช่วยบรรเทาทุกข์ช่วยบำรุงสุขให้แก่สัตว์อื่นเหมือนทำให้แก่ตนเองทุกประการ

:จริงอย่างนั้นเทียว  ถ้าแม้นว่าโยคีบุคคลจะเจริญเมตตาในตนโดยภาวนาวิธีเป็นต้นว่า  “อหํ  สุขิโต  โหมิ  ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด”  อยู่อย่างนั้นตั้งร้อยปีพันปีก็ตาม  อัปปนาสมาธิหรือฌานสมาบัติจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เขาเลย  แต่อย่างไรก็ดี  ความเห็นแก่ประโยชน์สุขของสัตว์อื่นย่อมจะเกิดขึ้นแก่เขาโดยแท้  เพราะเหตุที่ยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานว่า  “แม้สัตว์อื่น ๆ ทั้งหลายเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์และอาลัยในชีวิต  ไม่อยากจะตาย  เหมือนกับเรานี้แหละ”

:แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสเตือนไว้  ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายสคาถวรรคว่า –

:สพฺพา  ทิสา  อนุปริคมฺม  เจตสา

:เนวชฺฌคา  ปิยตรมตฺตนา  กวจิ

:เอวํ  ปิโย  ปุถุ  อตฺตา  ปเรสํ

:ตสฺมา  น  หึเส  ปรมตฺตกาโม

:บัณฑิตได้คิดค้นคว้าดูไปจนทั่วทุกทิศแล้ว  ก็มิได้เห็นคนอื่นใด  ณ  ทิศไหน ๆ  ที่จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของตน,  ตนของแต่ละบุคคลทุกจำพวกย่อมเป็นที่รักมากอย่างนี้  เพราะฉะนั้น  บัณฑิตผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนคนอื่นเขา  แม้ที่สุดจนถึงมดและปลวก

<sub><small>''(หน้าที่ 86)''</small></sub>

'''เจริญเมตตาในคนที่รัก'''

:เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาในตน  เพื่อให้สำเร็จเป็นสักขีพยานเป็นอันดับแรกด้วยภาวนาวิธี  ดังแสดงมาฉะนี้แล้ว  ต่อไปพึงเจริญเมตตาไปในคนที่รักหรือคนที่เคารพเป็นอันดับที่สอง

:ก็แหละ  ก่อนจะเจริญเมตตาในคนที่รักหรือที่เคารพนั้น  เพื่อที่จะพยุงเมตตาภาวนาให้เกิดขึ้นโดยง่าย  โยคีบุคคลจงระลึกถึงคุณธรรมอันเป็นเหตุชวนให้เกิดความพอใจ  เช่น การให้ปันลาภ  การเจรจาไพเราะ  หรือระลึกถึงคุณธรรมอันชวนให้เกิดความเคารพและความสรรเสริญ  เช่นความมีมารยาทงาม  การมีความรู้อยู่อย่างกว้างขวาง  ของพระอาจารย์  หรือท่านผู้เสมอด้วยพระอาจารย์  และของพระอุปัชฌาย์หรือท่านผู้เสมอด้วยพระอุปัชฌาย์  ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ  หรือเป็นที่น่าเคารพน่าสรรเสริญของตน  เป็นเบื้องต้นเสียก่อน  ครั้นแล้วจึงเจริญเมตตาไปในท่านผู้เป็นที่รักเป็นที่เคารพนั้นต่อไป  ด้วยบทภาวนาว่า  

:เอส  สปฺปุริโส  สุขิโต  โหตุ,  นิทฺทุกโข  โหตุ.

:ขอท่านผู้เป็นสัตบุรุษนั้นจงมีความสุขเถิด,  จงอย่ามีความทุกข์เลย  หรืออีกแบบหนึ่งว่า  

:เอส  สปฺปุริโส  อเวโร  โหตุ,  อพฺยาปชฺโฌ  โหตุ,

:อนีโฆ  โหตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรตุ.

:ขอท่านผู้เป็นสัตบุรุษนั้น  จงอย่ามีเวรกับใคร ๆ เลย,  จงอย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย,  ขอจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:ทั้งนี้  โดยการเพียรภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าร้อยครั้งพันครั้ง  หรือจนกว่าอัปปนาสมาธิหรือเมตตาฌานจะบังเกิดขึ้น

'''เจริญเมตตาในเพื่อนรักมากเป็นต้น'''

:แม้ว่าอัปปนาสมาธิจะได้สำเร็จขึ้น  เพราะเหตุที่ได้เจริญเมตตาภาวนาไปในบุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่เคารพเช่นนั้นแล้วก็ดี  แต่โยคีบุคคลก็อย่าได้พอใจด้วยเหตุที่ได้สำเร็จผล

<sub><small>''(หน้าที่ 87)''</small></sub>

:เพียงเท่านั้น  จงปรารภที่จะทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทต่อไปอีก  (การทำลายขอบเขตเมตตาไม่ให้มีจำกัดอยู่เฉพาะแต่ในบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง)  กล่าวคือ  ถัดจากคนที่รักที่เคารพนั้น  โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาไปในเพื่อนที่รักมากเป็นลำดับที่สาม  ถัดนั้นพึงเจริญไปในคนที่เป็นกลาง ๆ เป็นอันดับที่สี่  ถัดนั้นพึงเจริญไปในคนที่เป็นคู่เวรกันเป็นลำดับที่ห้า  โดยเพียรภาวนาไปจนกว่าเมตตาจะบังเกิดเป็นคุณภาพอย่างสม่ำเสมอกันในบุคคล ๔  จำพวก  คือ  ตน ๑  คนที่รัก ๑  คนที่เป็นกลางๆ ๑  คนคู่เวรกัน ๑  (สงเคราะห์คนที่รักกับเพื่อนที่รักมากเป็นประเภทเดียวกัน  เพราะตั้งอยู่ในฐานเป็นที่รักเหมือนกัน)

:ในทางปฏิบัติ  เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญเมตตาไปในคนเป็นที่รักจนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานแล้ว  ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่งาน  โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕  แล้ว  ถัดนั้นจึงข่มจิตที่มีภาวะรักมากนั้นให้ลดลงมาตั้งอยู่ในภาวะที่เป็นความรักอย่างธรรมดา  แล้วเพียรภาวนาต่อไป  ด้วยบทภาวนา  มีอาทิว่า

:เอส  อติปิยสหายโก  สุขิโต  โหตุ,  นิทฺทุกฺโข  โหตุ.

:ขอเพื่อนที่รักมากนั้นจงมีความสุขเถิด,  จงอย่ามีความทุกข์เลย

:ทั้งนี้  โดยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเมตตาภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน  ครั้นแล้ว  ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลแก่การงาน  โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕  ถัดนั้นจึงพยุงจิตที่มีภาวะเฉย  ๆ  ในคนเป็นกลาง  ๆ  ขึ้นสู่ภาวะความรักอย่างธรรมดา  แล้วเพียงภาวนาต่อไป  ด้วยบทภาวนามีอาทิว่า

:เอส  มชฺฌตฺโต  สุขิโต  โหตุ,  นิทฺทุกโข  โหตุ.

:ขอเป็นผู้กลาง ๆ นั้น  จงมีความสุขเถิด,  จงอย่ามีความทุกข์เลย

:ทั้งนี้  จนกว่าภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน  ครั้นแล้วทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลควรแก่การงาน  โดยทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕  ถัดนั้นจงข่มจิตที่คิดจองเวรในคนคู่เวรกันนั้นให้เลือนหายกลายเป็นภาวะกลาง ๆ  แล้วยกขึ้นสู่ภาวะเป็นความรักธรรมดา  แล้วภาวนาต่อไปด้วยบทภาวนามีอาทิว่า

<sub><small>''(หน้าที่ 88)''</small></sub>

:เอส  เวรีปุคฺคโล  สุขิโต  โหตุ,  นิทฺทุกฺโข  โหตุ.

:ขอคนคู่เวรนั้น  จงมีความสุขเถิด,  อย่าได้มีความทุกข์เลย.

:ทั้งนี้  โดยเพียรภาวนาไปจนกว่าภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปนาสมาธิ  เช่นเดียวกันนั่นเทียว

'''โยคีผู้ไม่มีคนคู่เวร'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่มีคนเป็นคู่เวร  ด้วยอำนาจวาสนาบารมีในชาติก่อนตามมาสนอง  หรือด้วยมิได้ประพฤติความเสียหายให้เป็นที่ระคายเคืองแก่ใคร  ๆ  ในชาติปัจจุบัน  หรือด้วยเหตุที่เป็นมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยอันกว้างใหญ่  เพราะเป็นผู้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมคือขันติ  เมตตา  และกรุณาที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติก่อน ๆ  แม้ในเมื่อมีคนอื่นทำความเสียหายให้มิได้โกรธเคือง  ด้วยเป็นผู้อดกลั้นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่สำคัญเห็นความผิดของคนอื่นยิ่งไปกว่าเส้นหญ้า  อันโยคีบุคคลผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้  ไม่จำต้องที่จะขวนขวายในประการที่ว่า  “ถัดจากคนเป็นกลาง ๆ ไป  ให้เจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกัน”  ข้อนั้น  ท่านแสดงไว้เฉพาะแก่โยคีบุคคลผู้มีคนที่เป็นคู่เวรกันเท่านั้น  ด้วยประการฉะนี้

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑'''

'''ด้วยกลับเข้าฌานใหม่'''

:ก็แหละ  ถ้าโยคีบุคคลส่งจิตไปในคนผู้เป็นคู่เวรกันนั้น  ความโกรธแค้นย่อมผุดเกิดขึ้นมาเสีย  เพราะหวนนึกถึงความผิดที่เขาได้ก่อกรรมทำเวรให้ไว้แต่ก่อน  เมื่อเป็นเช่นนี้  โยคีบุคคลจงหวนกลับไปเข้าเมตตาฌาน  ที่ตนได้ทำให้เกิดแล้วในบุคคลจำพวกก่อน ๆ  มีคนเป็นที่รักเป็นต้น  จำพวกใดจำพวกหนึ่ง  หลาย ๆหน  ออกจากฌานแล้วจึงพยายามเจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกันนั้นแล้ว ๆ เล่า ๆ  บรรเทาความโกรธแค้นให้หายไป

<sub><small>''(หน้าที่ 89)''</small></sub>

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๒'''

'''ด้วยพิจารณาถึงพระพุทธโอวาท'''

:ถ้าโยคีบุคคลได้พยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนั้นเป็นอย่างดีแล้ว  ความโกรธแค้นก็มิได้ดับหายไป  แต่นั้นจงพยายามให้หนักขึ้น  เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นให้จงได้  โดยวิธีพิจารณาถึงพระพุทธโอวาทที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ  เช่นพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้น  ก็แหละ  การพยายามเพื่อบรรเทาความโกรธแค้นนั้น  โยคีบุคคลพึงเชิญเอาพระโอวาทมาพร่ำสอนตนเอง  ด้วยประการดังจะยกมาแสดงเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้  คือ

:เฮ้ย  เจ้าบุรุษขี้โกรธ ! พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้วมิใช่หรือว่า

:๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ถ้าพวกโจรผู้มีใจบาปหยาบช้าจะพึงเอาเลื่อยมีด้ามสองข้างมาเลื่อยอวัยวะทั้งหลาย  แม้ขณะเมื่อพวกโจรทำการเลื่อยอวัยวะอยู่นั้น  ผู้ใดเกิดมีใจประทุษร้ายต่อพวกโจรนั้น  เขาชื่อว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา  เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายนั้น  ดังนี้ประการหนึ่ง

:๒. ผู้ใดโกรธตอบต่อคนผู้โกรธก่อน  ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนเลวเสียยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อน  เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น,  ผู้ใดไม่โกรธตอบคนที่โกรธก่อน  ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้อย่างแสนยาก  ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว  เป็นผู้มีสติยั้งความโกรธเสียได้  คือไม่โกรธตอบผู้นั้น  ได้ชื่อว่าประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย  ดังประการหนึ่ง

:๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อกุศลกรรม ๗  ประการที่ศัตรูต้องการให้มีแก่กัน  ที่ศัตรูพึงทำให้แก่กัน  จะมาถึงสตรีหรือบุรุษผู้ขี้โกรธเอง  คือ

:ประการที่ ๑  ศัตรูในโลกนี้ย่อมคิดร้ายหมายโทษให้แก่ศัตรูของตนว่า  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะเป็นคนผิวพรรณชั่ว

<sub><small>''(หน้าที่ 90)''</small></sub>

:เพราะศัตรูย่อมไม่พอใจที่จะให้ศัตรูมีผิวพรรณงาม  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษขี้โกรธอันความโกรธครอบงำแล้ว  ถือแต่ความโกรธเป็นเบื้องหน้านี้  ถึงเขาจะอาบน้ำชำระกายให้สะอาดดีแล้ว  ไล้ทาผิวให้ผุดผ่องดีแล้ว  ตัดผมและโกนเคราให้เรียบร้อยดีแล้ว  นุ่งห่มผ้าที่ขาวสะอาดดีแล้วก็ตามที   แต่เขาผู้ซึ่งถูกความโกรธครอบงำแล้วนั้นย่อมชื่อว่า  ยังเป็นผู้มีผิวพรรณชั่วอยู่นั่นเอง

:ประการที่ ๒  ศัตรูย่อมคิดร้ายหมายโทษให้แก่ศัตรูของตนว่า  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะพึงอยู่เป็นทุกข์.....

:ประการที่ ๓  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีทรัพย์มาก.....

:ประการที่ ๔  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีโภคสมบัติมาก....

:ประการที่ ๕  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มียศศักดิ์.....

:ประการที่ ๖  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้จึงจะไม่มีพวกพ้องมิตรสหาย.....

:ประการที่ ๗  ทำอย่างไรหนอ  ไอ้เจ้าคนนี้  นับแต่ที่มันแตกกายทำลายชีพไปแล้ว  จึงจะไม่ไปบังเกิดบนสุคติโลกสวรรค์  เพราะศัตรูย่อมไม่พอใจจะให้ศัตรูได้ประสบสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษขี้โกรธอันความโกรธครอบงำแล้ว  ถือแต่ความโกรธเป็นเบื้องหน้านั้น  ย่อมประพฤติทุจริตทางกายก็ได้  ย่อมประพฤติทุจริตทางวาจาก็ได้  ย่อมประพฤติทุจริตทางใจก็ได้   ด้วยเหตุที่เขาประพฤติทุจริตทางกาย  วาจา  ใจนั้น  นับแต่เวลาที่แตกกายทำลายชีพไปแล้วเขาผู้ซึ่งถูกความโกรธครอบงำแล้วนั้น  ย่อมจะไปสู่อบายทุคติวินิบาตและนรก  ดังนี้ประการหนึ่ง

<sub><small>''(หน้าที่ 91)''</small></sub>

:๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฟืนสำหรับเผาศพที่ไฟไหม้ปลายทั้งสองข้างซ้ำตรงกลางเปื้อนคูถสุนัข  ย่อมไม่สำเร็จเป็นฟืนในบ้านด้วย   ย่อมไม่สำเร็จเป็นฟืนในป่าด้วยฉันใด  เรากล่าวว่า  คนขี้โกรธนี้ก็มีลักษณะอาการเหมือนอย่างนั้น  ดังนี้ประการหนึ่ง

:ก็บัดนี้  เจ้ามัวแต่โกรธเขาอย่างนี้  จักไม่ได้ชื่อว่า  ปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย  จักได้ชื่อว่าเป็นคนเลวเสียยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อนด้วย  จักไม่ได้ชื่อว่าชนะสงครามอันชนะได้แสนยากด้วย  จักได้ชื่อว่าทำอกุศลกรรมอันศัตรูจะพึงทำต่อกัน  ให้แก่ตนเสียเองด้วย  จักได้ชื่อว่า เป็นผู้มีลักษณะอาการเหมือนฟืนเผาศพด้วย

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๓'''

'''ด้วยมองคนในแง่ดี'''

:เมื่อโยคีบุคคลพยายามเชิญพระพุทธโอวาทมาสอนตนอยู่ด้วยประการอย่างนี้  ถ้าความโกรธแค้นสงบลงเสียได้  ก็นับว่าเป็นการใช้ได้  แต่ถ้ายังไม่สงบ  ทีนั้นจงเพียรทำอุบายอย่างอื่นต่อไป  กล่าวคือถ้าคุณธรรมส่วนใด ๆ ก็ตามที่คนคู่เวรนั้นมีอยู่  เช่นความเรียบน้อย  ความสะอาดของเขาบางประการ  เมื่อนำมาพิจารณาดูให้ดีแล้วสามารถที่จะทำให้เกิดความเลื่อมใสพอใจขึ้นได้  ก็จงระลึกเอาคุณธรรมส่วนนั้น ๆ มาบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นให้หายโดยประการดังต่อไปนี้

:มีความจริงอยู่ว่า  คนบางคนมีมรรยาททางกายเรียบร้อยแต่อย่างเดียว  และความเรียบร้อยทางกายนั้น  คนทั่วไปจะรู้ได้ในเมื่อเขาบำเพ็ญวัตรปฏิบัติไปนาน ๆ  แต่มรรยาททางวาจาและทางใจของเขาไม่เรียบร้อย  สำหรับคนเช่นนี้  โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกมรรยาททางวาจาและทางใจของเขา  จงระลึกถึงแต่มารยาททางกายของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

:คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่วาจาอย่างเดียว  และความเรียบร้อยทางวาจานั้นคนทั่วไปย่อมจะรู้ได้  เพราะว่าคนที่มีมารยาททางวาจาเรียบร้อยนั้น  โดยปกติเป็นผู้ฉลาดในการปฏิบัติสันถาร  เป็นคนนิ่มนวลพูดเพราะรื่นเริง  ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส  ทักทายก่อน ถึงคราวสวดสรภัญญะก็สวดด้วยเสียงอันไพเราะ  ถึงคราวแสดงธรรม  ก็แสดงได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ  ด้วยบทและพยัญชนะอันกลมกล่อม  แต่ด้วยมารยาททางกายและทางใจของเขาไม่

<sub><small>''(หน้าที่ 92)''</small></sub>

:เรียบร้อย  สำหรับคนเช่นนี้  โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและทางใจของเขา  จงระลึกถึงมารยาททางวาจาของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

:คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่ทางใจอย่างเดียว  และความเรียบร้อยทางใจนั้น  จะปรากฏชัดแก่คนทั่วไปก็ในขณะที่เขาไหว้พระเจดีย์เป็นต้น  กล่าวคือ  ผู้ใดมีจิตใจไม่สงบเรียบร้อยนั้น  เมื่อจะไหว้พระเจดีย์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์  หรือจะกราบไหว้พระเถระทั้งหลาย  เขาย่อมกราบไหว้ด้วยกิริยาอาการอันไม่เคารพ  เมื่อนั่งอยู่ในโรงธรรม  ก็นั่งอยู่อย่างงุ่นง่าน  หรือพูดพล่ามไป  ส่วนผู้คนมีจิตใจสงบเรียบร้อย ย่อมกราบไหว้ด้วยความสนิทสนมด้วยความเชื่อมั่น  ถึงคราวฟังธรรมก็เงี่ยโสตฟังด้วยดี  ถือเอาเนื้อความได้  แสดงอาการเลื่อมใสออกทางกายหรือทางวาจาให้ปรากฏ  คนบางคนย่อมมีแต่ความสงบเรียบร้อยทางใจฉะนี้  แต่ไม่มีความเรียบร้อยทางกายและทางวาจา  สำหรับคนเช่นนี้  โยคีบุคคลอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและวาจาของเขา  จงระลึกถึงแต่มารยาททางใจของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

:คนบางคนไม่มีความเรียบร้อยแม้แต่สักประการเดียวในบรรดามารยาททั้ง ๓  ประการนั้น  แม้คนเช่นนั้นก็ยังไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเสียทีเดียว  โยคีบุคคลจงยกเอาความกรุณาขึ้นมาตั้งไว้ในใจ  แล้งปลงให้ตกลงไปว่า  คนเช่นนี้แม้เขาจะเที่ยวขวางหูขวางตาคนอยู่ในมนุษย์โลกนี้  ก็แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น  ต่อไปไม่ช้าไม่นานสักเท่าไร  เขาก็จักต้องท่องเที่ยวไป  บังเกิดในมหานรก ๘  ขุม  และในอุสสทะนรกทั้งหลายโดยแน่แท้  เพราะอาศัยแม้เพียงความกรุณาเช่นนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็อาจสงบลงได้

:คนบางคนย่อมมีมารยาทเรียบร้อยทั้ง ๓  ประการ  สำหรับคนเช่นนี้  โยคีบุคคลมีความชอบใจมารยาทของเขาประการใด ๆ  ก็จงเลือกระลึกเอามารยาทประการนั้น ๆ  ตามอัธยาศัยเถิด  เพราะการเจริญเมตตาในคนเช่นนี้  ย่อมจะปฏิบัติได้โดยไม่ลำบากเลย

:ก็แหละ  เพื่อที่จะแสดงความเรื่องนี้ให้จัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก  โยคีบุคคลจงตรวจดูอาฆาตปฏิวินยสูตร  ในปัญจกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  ซึ่งมีใจความเป็นต้นว่า

:“ดูกรอาวุโส  อุบายสำหรับบรรเทาความอาฆาต ๕  ประการเหล่านี้ ที่ภิกษุพึงใช้บรรเทาความอาฆาตที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ดับไปโดยประการทั้งปวง.....”

<sub><small>''(หน้าที่ 93)''</small></sub>

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๔'''

'''ด้วยการพร่ำสอนตนเอง'''

:แม้ว่าโยคีบุคคลจะได้พยายามบรรเทาความอาฆาตเคียดแค้นด้วยอุบายวิธีดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว  แต่ความอาฆาตเคียดแค้นก็ยังเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป  แต่นั้นโยคีบุคคลจงเปลี่ยนวิธีใหม่  จงพยายามพร่ำสอนตนด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

:๑. ก็เมื่อคนผู้เป็นคู่เวรทำทุกข์ให้แก่เจ้าได้ก็แต่ตรงที่ร่างกายของเจ้า เหตุไฉนเจ้าจึงปรารถนาที่จะหอบเอาความทุกข์นั้นเข้ามาใส่ไว้ในจิตใจของตน  อันมิใช่วิสัยที่คนคู่เวรจะพึงทำให้ได้เล่า

:๒. หมู่ญาติซึ่งเป็นผู้มีอุปการคุณเป็นอันมาก  ทั้ง ๆ ที่มีหน้าชุ่มโชกอยู่ด้วยน้ำตา เจ้าก็ยังอุตส่าห์ละทิ้งเขามาได้  ก็เหตุไฉน  จึงจะละไม่ได้ซึ่งความโกรธ  อันเป็นตัวศัตรูผู้ทำความพินาศให้อย่างใหญ่หลวงเล่า

:๓. เจ้าจงอุตส่าห์รักษาศีลเหล่าใดไว้   แต่เจ้าก็ได้พะนอเอาความโกรธ  อันเป็นเครื่องตัดรากศีลเหล่านั้นไว้ด้วย  ใครเล่าที่จะโง่เซ่อเหมือนเจ้า

:๔. เจ้าโกรธว่า  คนคู่เวรได้ทำความผิดอันใหญ่หลวงให้แก่เจ้า  แต่เหตุไฉนเจ้าจึงปรารถนาที่จะทำความผิดเช่นนั้นด้วยตนเสียเองเล่า

:๕. ก็เมื่อคนคู่เวรปรารถนานักหนาที่จะให้ความโกรธเกิดขึ้นแก่เจ้า จึงได้ทำสิ่งที่ไม่พอใจยั่วยุเจ้า เหตุไรเจ้าจึงจะทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จเสียเอง ด้วยการยอมให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้นเล่า

:๖. เมื่อเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว  เจ้าจักได้ก่อทุกข์ให้แก่คนอื่นผู้ทำความผิดให้แก่เจ้านั้นหรือไม่ก็ตาม  แต่เป็นอันว่าเจ้าได้เบียดเบียนตนเองด้วยทุกข์  คือความโกรธอยู่ ณ  ขณะนี้  นั่นเทียว

:๗. ก็เมื่อพวกคนคู่เวรได้เดินไปสู่ทางผิดคือความโกรธ  ซึ่งไม่นำประโยชน์อะไรมาให้แก่ตนเลย  แม้เมื่อเจ้ายังโกรธเขาอยู่  ก็ชื่อว่าได้คล้อยไปตามทางของเขาเสียละซี

:๘. ศัตรูได้ทำสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจให้แก่เจ้า  ด้วยอาศัยความโกรธของเจ้าอันใด เจ้าจงรีบถอนความโกรธอันนั้นออกเสียเถิด  เจ้าจะเดือดร้อนในสิ่งที่ไม่สมควรทำไมกัน

<sub><small>''(หน้าที่ 94)''</small></sub>

:๙. ขันธ์ ๕  เหล่าใดได้ทำสิ่งที่ไม่พอใจให้แก่เจ้า  ขันธ์ ๕  เหล่านั้นก็ได้ดับไปแล้ว  เพราะสภาวธรรมทั้งหลายดับไปชั่วขณะนิดเดียว  แล้วก็มีขันธ์ ๕  อื่นเกิดขึ้นมาแทนบัดนี้ เจ้าจะมาหลงโกรธใคร  ณ  ที่นี้เล่า  การโกรธต่อขันธ์ ๕  ที่เกิดขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่มีความผิดนั้น  เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

:๑๑. ผู้ใดทำความผิดให้แก่ผู้ใด  เมื่อไม่มีผู้ทำความผิดให้นั้นแล้ว  ผู้ที่จะทำความผิดตอบนั้น  จะพึงทำความผิดให้แก่ใครที่ไหนเล่า  ตัวเจ้าเองแหละเป็นตัวการแห่งความผิดเอง  ฉะนั้น  เจ้าจะไปโกรธคนอื่นเขาทำไม  ไฉนจึงไม่โกรธตัวเองเล่า

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๕'''

'''ด้วยพิจารณาถึงกรรม'''

:ก็แหละ  แม้โยคีบุคคลจะได้พยายามพร่ำสอนตนเองด้วยประการดังกล่าวมาแล้วก็ตาม  แต่ความโกรธแค้นก็ยังไม่สงบลง  แต่นั้นโยคีบุคคลจงใช้วิธีพิจารณาถึงภาวะที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนต่อไป  ในการพิจารณาถึงกรรมนั้น  จงพิจารณาถึงภาวะที่ตนเองเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนเป็นอันดับแรก  ดังต่อไปนี้

:นี่แน่พ่อมหาจำเริญ  เจ้าโกรธคนอื่นเขาแล้วจักได้ประโยชน์อะไร ?  กรรมอันมีความโกรธเป็นเหตุของเจ้านี้  มันจักบันดาลให้เป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เจ้าเองมิใช่หรือ ?  ด้วยว่า  เจ้าเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน  มีกรรมเป็นทายาท  มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่ง  เจ้าได้ทำกรรมสิ่งใดไว้  เจ้าจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น

:อนึ่ง  กรรมของเจ้านี้  มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ  ปัจเจกโพธิญาณ  และสาวกภูมิ  มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาสมบัติต่าง ๆ  เช่น  ความเป็นพระพรหม  พระอินทร์  พระเจ้าจักพรรดิ  และพระเจ้าประเทศราชได้เลย  ตรงกันข้าม  กรรมของเจ้านี้  มันจักขับไล่ไสส่งให้เจ้าออกจากพระศาสนาแล้วบันดาลให้ประสบผลอันประหลาดต่างๆ

<sub><small>''(หน้าที่ 95)''</small></sub>

:เช่น  ทำให้บังเกิดเป็นคนขอทาน  กินเดนของคนอื่น  หรือประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง  เช่น  ทำให้บังเกิดในนรกเป็นต้นอย่างแน่นอน

:อันตัวเจ้านี้นั้น  เมื่อขืนทำกรรมอยู่อย่างนี้  ย่อมชื่อว่าเผาตัวของตัวเองทั้งเป็น  และทำตัวเองให้มีชื่อเสียงเน่าเหม็นเป็นคนแรกนั่นเทียว 

:เมื่อได้พิจารณาถึงภาวะที่ตัวเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนอย่างนี้แล้ว  จงพิจารณาถึงภาวะที่คนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน  ในอันดับต่อไป  ดังนี้

:แม้เขาผู้นั้นโกรธเจ้าแล้ว  เขาจักได้ประโยชน์อะไร  กรรมอันมีความโกรธเป็นเหตุของเขาผู้นั้น  มันจักบันดาลให้เป็นไป  เพื่อความฉิบหายแก่เขาเองมิใช่หรือ ?  เพราะว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีกรรมเป็นทายาท  เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด  เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่ง  เขาจักได้ทำกรรมสิ่งใดไว้  เขาจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น  

:อนึ่ง  กรรมของเขาผู้นั้น  มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ  ปัจเจกโพธิญาณ  และสาวกภูมิได้  มันไม่สามารถที่จะบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาสมบัติต่าง ๆ  เช่น ความเป็นพระพรหม  พระอินทร์  ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  เป็นพระเจ้าประเทศราชได้เลย  ตรงกันข้าม  กรรมของเขาผู้นั้น  มันมีแต่จะขับไล่ไสส่งให้เขาออกจากพระศาสนา  แล้วบันดาลให้ประสพผลอันประหลาดต่าง ๆ  เช่น  ทำให้บังเกิดเป็นคนขอทาน  กินเดนของคนอื่น  หรือทำให้ประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง  เช่น  ทำให้บังเกิดในนรกเป็นต้นอย่างแน่นอน

:เขาผู้นั้น  เมื่อขืนทำกรรมอยู่อย่างนี้  ย่อมชื่อว่าโปรยธุลีคือความโกรธใส่ตนเอง   เหมือนบุรุษผู้โปรยธุลีใส่คนอื่น  แต่ไปยืนอยู่ทางใต้ลมฉะนั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 96)''</small></sub>

'''ข้อนี้สมด้วยพระพุทธนิพนธ์สุภาษิตในสคาถวรรค  สังยุตตนิกายว่า'''

:โย  อปฺปทุฏฺฐสฺส  นรสฺส  ทุสฺสติ

:สุทฺธสฺส  โปสสฺส  อนงฺคณสฺส

:ตเมว  พาลํ  ปจฺเจติ  ปาปํ  

:สุขุโม  รโช  ปฏิวาตํว  ขิตฺโต

:ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่มีความผิด  ทั้งเป็นคนบริสุทธิ์หมดจดหมดกิเลส  บาปจะส่งผลให้เขาผู้นั้นซึ่งเป็นคนพาลเสียเอง  เหมือนธุลีอันละเอียดที่คนขัดไปทวนลม  ย่อมจะปลิวกลับมาถูกเขาเองฉะนั้น  

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๖'''

'''ด้วยพิจารณาถึงพระพุทธจริยาในปางก่อน'''

:ก็แหละ  ถ้าโยคีบุคคลได้พยายามพิจารณาถึงภาวะที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนอย่างนี้แล้ว  ความโกรธแค้นก็มิได้สงบอยู่นั่นแล  แต่นั้นจงระลึกถึงพระคุณ คือพระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อน  เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นต่อไป  ในพระพุทธจริยาวัตรแต่ปางก่อนนั้น  มีส่วนที่โยคีบุคคลควรจะนำมาพิจารณาเตือนตนด้วยวิธีดังต่อไปนี้

:นี่แน่ะ  พ่อมหาจำเริญ ! พระบรมศาสดาของเจ้าแต่ปางก่อน  แต่ยังมิได้ตรัสรู้  พระสัมมาสัมโพธิญาณ  ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี ๓๐  ทัศ  อยู่ถึง ๔  อสงไขย กับ  ๑ แสนมหากัปนั้น  พระองค์ก็มิได้ทรงทำพระหฤทัยให้โกรธเคือง แม้ในศัตรูทั้งหลายผู้พยายามประหัตประหารพระองค์อยู่ในชาตินั้น ๆ  มิใช่หรือ  ?

:พระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อน  แต่ละเรื่องนั้น  พึงทราบแต่โดยย่อดังนี้

'''๑.    เรื่องพระเจ้าสีลวะ'''

:ในสีลวชาดก  พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระนามว่า  พระเจ้าสีลวะ  อำมาตย์ผู้ใจบาปหยาบช้าได้ลอบล่วงประเวณีกับพระอัครมเหสีของพระองค์  แล้ว

<sub><small>''(หน้าที่ 97)''</small></sub>

:ไปเชื้อเชิญเอาพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์มายึดเอาพระราชสมบัติ  ในที่อันมีอาณาบริเวณถึงสามร้อยโยชน์  พระโพธิสัตว์สีลวราชา  ก็มิได้ทรงอนุญาตให้หมู่มุขอำมาตย์ผู้จงรักภักดีลุกขึ้นจับอาวุธเข้าต่อต้าน ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยหมู่มุขอำมาตย์พันหนึ่ง  ได้ถูกเขาขุดหลุมฝังทั้งเป็นลึกแค่พระศอ  ตรงที่ป่าช้าผีดิบ  พระองค์ก็มิได้ทรงเสียพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย  อาศัยพวกสุนัขจิ้งจอก  มันพากันมาคุ้ยกินซากศพ  ได้ขุดคุ้ยดินออก  พระองค์จึงได้ทรงใช้ความเพียรของลูกผู้ชาย  ด้วยกำลังแห่งพระพาหา  ทรงตะกายออกมาจากหลุม  จึงทรงรอดชีวิตได้  และด้วยอานุภาพเทวดาช่วยบันดาลพระองค์ได้เสด็จขึ้นไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์  ทรงเห็นพระราชาผู้เป็นศัตรู  บรรทมอยู่บนพระแท่นที่บรรทม  พระองค์ก็มิได้ทรงพระพิโรธโกรธเคืองแต่ประการใด  กลับทรงปรับความเข้าพระทัยดีต่อกันและกัน  แล้วทรงตั้งพระราชาผู้เป็นศัตรูนั้นไว้ในฐานแห่งมิตร  และได้ตรัสสุภาษิตว่า

:อาสึเสเถว  ปุริโส    น  นิพฺพินฺเทยฺย  ปณฺฑิโต

:ปสฺสามิ  โวหมตฺตานํ    ยถา อิจฺฉึ  ตถา  อหุง

:ชาติชายผู้บัณฑิต  พึงทำความหวังโดยปราศจากโทษไปเถิด  อย่าพึงเบื่อหน่ายท้อถอยเสียเลย  เรามองเห็นทางอยู่ว่า  เราปรารถนาที่จะสถาปนาตนไว้ในราชสมบัติโดยไม่เบียดเบียนใครๆ  ด้วยประการใด  เราก็จะปฏิบัติด้วยประการนั้น

'''๒.    เรื่องขันติวาทีดาบส'''

:ในขันติวาทีชาดก  พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงครองแว่นแคว้นกาสี  พระนามว่าพระเจ้ากลาพุ  ได้ตรัสถามพระโพธิสัตว์ขันติวาทีดาบสว่า  “สมณะ ! พระผู้เป็นเจ้านับถือวาทะอะไร ?”  พระโพธิสัตว์ทูลตอบว่า  “อาตมภาพนับถือขันติวาทะ  คือนับถือความอดทน”  ทีนั้นพระเจ้ากลาพุได้ทรงรับสั่งให้เฆี่ยนพระโพธิสัตว์ด้วยแส้มีหนามเหล็กเป็นการพิสูจน์  จนในที่สุดถูกตัดมือและเท้า  แต่แล้วพระโพธิสัตว์ก็มิได้ทำความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย

<sub><small>''(หน้าที่ 98)''</small></sub>

'''๓.    เรื่องธรรมปาลกุมาร'''

:การที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้ใหญ่แล้ว  และทรงดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต  สามารถอดกลั้นได้เหมือนเช่นพระเจ้าสีลวะและขันติวาทีดาบสนั้น  ยังไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เท่าไรนัก  ส่วนในจูฬธัมมปาลชาดก  พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นธรรมปาลกุมาร  ทรงเป็นเป็นทารกยังหงายอยู่เทียว  ถูกพระเจ้ามหาปตาปะผู้เป็นพระบิดา    มีพระราชบัญชาให้ตัดพระหัตถ์และพระบาททั้ง ๔  ดุจว่าให้ตัดหน่อไม้ในขณะที่พระมารดาทรงพิไรคร่ำครวญอยู่ว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ  แขนทั้งสองของพ่อธรรมปาละ  ผู้เป็นรัชทายาทในแผ่นดิน  ซึ่งไล้ทาแล้วด้วยรสแห่งจันทน์หอม  กำลังจะขาดไปอยู่แล้ว  หม่อมฉันจะหาชีวิตมิได้อยู่แล้วละเพค่ะ”  แม้กระนั้นแล้ว  พระเจ้ามหาปตาปะก็ยังมิได้ถึงความสาสมพระราชหฤทัย  ได้ทรงมีพระราชโองการไปอีกว่า  “จงตัดศีรษะมันเสีย”  ฝ่ายพระโพธิสัตว์ธรรมปาลกุมารก็มิได้ทรงแสดงออกแม้เพียงพระอาการเสียพระทัย  ทรงอธิฐานสมาทานอย่างแม่นมั่น  แล้วทรงโอวาทพระองค์เองว่า

:ขณะนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะต้องประคองรักษาจิตของเจ้าไว้ให้ดีแล้วนะ  พ่อธรรมปาละผู้เจริญ ! บัดนี้เจ้าจงทำจิตให้เสมอในบุคคลทั้ง ๔  คือพระบิดาผู้ทรงบัญชาให้ตัดศีรษะ ๑  พวกราชบุรุษที่จะตัดศีรษะ ๑  พระมารดาที่กำลังทรงพิไรรำพัน ๑  ตนของเจ้าเอง ๑

:การที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมนุษย์แล้ว  ทรงอดกลั้นได้ต่อการทารุณกรรมต่าง ๆ  จากศัตรู  เหมือนอย่างในเรื่องทั้งสามที่แสดงมาแล้วนั้น  แม้ข้อนี้ก็ยังไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากนัก  ส่วนที่น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่านั้น  คือพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสัตว์เดียรัจฉานในกำเนิดต่างๆ  และได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  ดังต่อไปนี้

'''๔.    เรื่องพญาช้างฉัททันตะ'''

:เรื่องแรก  ได้แก่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง  ชื่อฉัททันตะ  แม้พระองค์จะถูกนายพรานยิงด้วยลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษ  ณ  ที่ตรงสะดือ  ก็มิได้ขุ่นเคืองใจในนายพรานผู้ซึ่งทำความพินาศให้แก่ตนอยู่เช่นนั้น  ข้อนี้สมด้วยคำบาลีในคัมภีร์ชาดกว่า

<sub><small>''(หน้าที่ 99)''</small></sub>

:พญาช้างฉัททันตะ  แม้จะถูกทิ่มแทงด้วยลูกศรเป็นอันมากแล้ว  ก็มิได้มีจิตคิดประทุษร้ายในนายพราน  กลับพูดกับเขาอย่างอ่อนหวานว่า  “พ่อสหาย  นี่ต้องการอะไรหรือ?  ท่านยิงเราด้วยเหตุแห่งสิ่งใดหรือ?  การที่ท่านมา  ณ  ที่นี้แล้วทำกับเราอย่างนี้  มิใช่เป็นด้วยอำนาจของท่านเอง  ดังนั้น  การพยายามทำเช่นนี้  ท่านทำเพื่อพระราชาองค์ใด?  หรือเพื่อมหาอำมาตย์คนใดหรือ ?

:ก็แหละ  ครั้นพระโพธิสัตว์พญาช้างฉัททันตะถามอย่างนี้แล้ว  นายพรานก็ได้ตอบออกมาตามความสัตย์จริงว่า  “ท่านผู้เจริญ  พระราชเทวีของพระเจ้ากาสีได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการงาของท่าน”  ทันทีนั้นพระโพธิสัตว์เมื่อจะทำพระราชประสงค์ของพระเทวีนั้นให้สำเร็จบริบูรณ์  จึงได้ให้ตัดงาทั้งสองของตนอันมีความงามดุจทองคำธรรมชาติ  สุกปลั่งด้วยแสงอันเปล่งออกแห่งรัศมีอันประกอบด้วยสี ๖  ประการ  แล้วก็มอบให้นายพรานนั้นไปถวาย

'''๕.    เรื่องพญากระบี่'''

:เรื่องที่สอง  ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญากระบี่  พระโพธิสัตว์พญากระบี่นั้น  ได้ช่วยบุรุษคนหนึ่งให้ขึ้นจากเหวจนรอดชีวิตมาได้  ครั้นแล้วบุรุษนั้นเองได้คิดทรยศต่อพระองค์ว่า  “วานรนี้ย่อมเป็นอาหารของมนุษย์ได้  ฉันเดียวกับพวกเนื้อมฤคในป่าประเภทอื่น ๆ  ถ้ากระไร  เราหิวขึ้นมาแล้วจะพึงฆ่าวานรนี้กินเป็นอาหาร  ครั้นกินอิ่มแล้วจักเอาเนื้อที่เหลือไปเป็นเสบียงเดินทาง เราก็จักข้ามพ้นทางทุรกันดารไปได้  เนื้อนี้จักเป็นเสบียงของเรา”  ครั้นแล้วเขาก็ยกก้อนศิลาขึ้นทุ่มลงบนกระหม่อมของพระโพธิสัตว์  ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้จ้องมองดูบุรุษนั้นด้วยหน่วยตาทั้งสองอันนองด้วยน้ำตา  ทั้งนี้ด้วยความกรุณาว่า  เจ้าคนนี้เป็นอันธพาลประทุษร้ายมิตร  แล้วพูดกับเขาด้วยความปรารถนาดีว่า-

:อย่านะท่าน ! ท่านเป็นแขกสำหรับข้าพเจ้า  ท่านยังสามารถทำกรรมอันหยาบช้าทารุณทำนองนี้ได้  ท่านยังจะอยู่ไปอีกนาน  ควรจะช่วยห้ามคนอื่นๆเขาเสียด้วย

<sub><small>''(หน้าที่ 100)''</small></sub>

:ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวดังนี้แล้ว  ก็มิได้มีจิตคิดประทุษร้ายในบุรุษนั้น  มิหนำซ้ำยังมิได้คิดห่วงถึงความลำบากของตน  ได้ช่วยส่งบุรุษนั้นให้พ้นจากทางทุรกันดารจนลุถึงภูมิสถานอันเกษมปลอดภัยต่อไป

'''๖.    เรื่อพญานาคชื่อภูริทัตตะ'''

:เรื่องที่สาม  ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราชชื่อภูริทัตตะ  พระโพธิสัตว์พญานาคภูริทัตตะนั้น  ได้อธิษฐานเอาอุโบสถศีลแล้วขึ้นไปนอนอยู่บนยอดจอมปลวก  ครั้งนั้นพวกพราหมณ์หมองูได้เอาโอสถมีพิษเหมือนกับไฟประลัยกัลป์ปราดใส่ทั่วทั้งตัว  กระทืบด้วยเท้าทำให้อ่อนกำลังแล้วจับยัดใส่ข้องเล็ก ๆ  นำไปเล่นกลให้คนดูจนทั่วชมพูทวีป  พระโพธิสัตว์พญานาคภูริทัตตะก็มิได้แสดงอาการแม้เพียงนึกขัดเคืองในใจในพราหมณ์นั้นแต่ประการใด  ข้อนี้สมด้วยความบาลีในคัมภีร์จริยาปิฏกว่า

:เมื่อหมอดูชื่ออาลัมพานะ  จับเรายัดใส่ในข้องเล็กๆก็ดี  ย่ำเหยียบเราด้วยส้นเท้า  เพื่อให้อ่อนกำลังลงก็ดี  เรามิได้โกรธเคืองในหมองูอาลัมพานะนั้นเลย  ทั้งนี้เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาดกระท่อนกระแท่นไป

'''๗.    เรื่องพยานาคชื่อจัมเปยยะ'''

:เรื่องที่สี่  ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราช  ชื่อจัมเปยยะ  แม้พระโพธิสัตว์พญานาคจัมเปยยะนั้นจะได้ถูกหมองูทรมานเบียดเบียนอยู่ด้วยประการต่างๆ  ก็มิได้แสดงอาการแม้เพียงนึกขัดเคืองในใจ  ข้อนี้  สมด้วยความบาลีในคัมภีร์จริยาปิฏกว่า

:แม้ในชาติเป็นจัมเปยยะนาคราชนั้น  เราก็ได้ประพฤติธรรมจำอุโบสถศีล  หมองูได้จับเอาเราไปเล่นกลอยู่ที่ประตูพระราชวัง  เขาประสงค์จะให้เราแสดงเป็นสีอะไร  คือเป็นสีเขียวสีเหลืองสีขาวหรือสีแสดแก่  เราก็คล้อยให้เป็นไปตามใจประสงค์ของเขา  เรามีความตั้งใจอยู่ว่า  “ขอให้หมองูนี่ได้ลาภมาก ๆ เถิด”  และด้วยอานุภาพของเรา  เราสามารถที่จะบันดาลที่ดอนให้กลายเป็นน้ำก็ได้

<sub><small>''(หน้าที่ 101)''</small></sub>

:แม้บันดาลน้ำให้กลายเป็นที่ดอนก็ได้  ถ้าเราจะพึงโกรธเคืองเจ้าหมองูนั้น  เราก็สามารถที่จะทำให้เขากลายเป็นเถ้าถ่านชั่วครู่เท่านั้น  แต่ถ้าเราตกอยู่ใต้อำนาจอกุศลจิตเท่านั้น  เราก็จักเสื่อมจากศีล  เมื่อเสื่อมจากศีลแล้ว  ความปรารถนาขั้นสุดยอด  คือ  ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า  ของเราก็จะไม่สำเร็จสมประสงค์

'''เรื่องพญานาคชื่อสังขปาละ'''

:เรื่องที่ห้า  ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคราชชื่อสังขปาละ  พระโพธิสัตว์สังขปาละนั้น ถูกบุตรนายพราน ๑๖  คนช่วยกันเอาหอกอย่างแหลมคมแทงเข้าที่ลำตัวถึง ๘  แห่ง  แล้วเอาเครือวัลย์ที่เป็นหนามร้อยเข้าไปในรูแผลที่แทงนั้น ๆ  เอาเชือกอย่างมั่นเหนียวร้อยเข้าทางรูจมูกแล้วช่วยกันลากไป  ลำตัวถูกครูดสีไปกับพื้นดิน  พระโพธิสัตว์สังขปาละนาคราช  ได้เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง  แม้พระโพธิสัตว์จะสามารถบันดาลให้บุตรนายพรานเหล่านั้นแหลกละเอียดเป็นเถ้าธุลี  ด้วยวิธีเพียงแต่โกรธแล้วจ้องมองดูเท่านั้น แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ทำการโกรธเคืองลืมตาจ้องมองดูเขาเหล่านั้นเลย  ข้อนี้สมด้วยความบาลีในคัมภีร์ชาดกว่า

:ดูก่อนนายอฬาระ  เราอยู่จำอุโบสถศีลเป็นนิจทุกวันพระ ๑๔ ค่ำ  และ ๑๕  ค่ำ  คราวครั้งนั้น  ได้มีบุตรของนายพราน ๑๖  คน  พากันถือเชือกและบ่วงอย่างมั่นเหนียวไปหาเรา  แล้วเขาได้ช่วยกันร้อยจมูกเรา  ฉุดดึงเชือกที่ร้อยจมูกผูกตรึงเราหมดทั้งตัวแล้วลากเราไป  ทุกข์อย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนั้น  เราก็ยังอดกลั้นได้  ไม่ยอมทำให้อุโบสถศีลกำเริบเศร้าหมอง

:แท้ที่จริงนั้น  พระบรมศาสดามิใช่ได้ทรงทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไว้เพียงที่ยกมาแสดงเป็นตัวอย่างนี้เท่านั้น  พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระจริยาวัตรอันน่าอัศจรรย์  แม้อย่างอื่น ๆ ไว้เป็นอเนกประการ  ซึ่งมีปรากฏในชาดกต่าง ๆ  เช่น มาตุโปสกชาดก  เป็นอาทิ

<sub><small>''(หน้าที่ 102)''</small></sub>

:ก็แหละ  บัดนี้ เมื่อเจ้าได้อ้างอิงเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว  ผู้ทรงมีพระขันติคุณอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน  ทั้งในโลกมนุษย์และโลกเทวดาว่าเป็นศาสดาของเจ้าดังนี้แล้ว  การที่เจ้าจะยอมจำนนให้จิตโกรธแค้นเกิดขึ้นครอบงำได้อยู่ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไม่สมควรอย่างยิ่งเทียว

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๗'''

'''ด้วยพิจารณาความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฏ'''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้ซึ่งได้เข้าถึงความเป็นทาสของกิเลสมานานหลายร้อยหลายพันชาติ  แม้จะได้พยายามพิจารณาถึงพระคุณคือพระจริยาวัตรของพระบรมศาสดาในปางก่อนโดยวิธีดังแสดงมาสักเท่าไรก็ตาม  ความโกรธแค้นนั้นก็ยังไม่สงบอยู่นั่นแล  คราวนี้โยคีบุคคลนั้นจงพิจารณาถึงความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฎอันยาวนาน  ซึ่งสาวหาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้  โดยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

:แหละเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้  ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายนิทานวรรคว่า

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้นั้นที่จะไม่เคยเป็นมารดากัน  ไม่เคยเป็นบิดากัน  ไม่เคยเป็นพี่น้องชายกัน  ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิงกัน  ไม่เคยเป็นบุตรกัน  และไม่เคยเป็นธิดากัน  เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ง่ายเลย

:เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงส่งจิตไปในคนคู่เวรกันอย่างนี้ว่า

:ได้ยินว่า  สตรีผู้นี้เคยเป็นมารดาของเรามาในชาติปางก่อน  เขาเคยได้บริหารรักษาเราอยู่ในครรภ์ตลอดเวลา ๑๐  เดือน  ได้ช่วยล้างเช็ดปัสสาวะน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้น   ให้แก่เราโดยไม่รังเกียจ  เห็นสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นเหมือนฝุ่นจันทร์หอม  ช่วยประคองเราให้นอนอยู่ในระหว่างอก  อุ้มเราไปด้วยสะเอว  ได้ทะนุถนอมเลี้ยงเรามาเป็นอย่างดี  ฉะนี้ 

<sub><small>''(หน้าที่ 103)''</small></sub>

:บุรุษผู้นี้เคยเป็นบิดาของเรามา  เมื่อประกอบการค้าขาย  ต้องเดินไปในทางทุรกันดาร  เช่น ต้องไปด้วยอาศัยแพะเป็นพาหนะ  และต้องเหนี่ยวรั้งไปด้วยไม้ขอเป็นต้น  แม้ชีวิตก็ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา  ครั้นในยามเกิดสงครามประชิดติดพันกัน  ทั้งสองฝ่ายก็ต้องเอาตนเข้าสู่สนามรบ  บางครั้งต้องแล่นเรือผ่านมหาสมุทร  อันเต็มไปด้วยภัยอันตราย  และได้ทำกิจการอย่างอื่น ๆ  ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยความลำบากยากเข็ญ  พยายามสั่งสมทรัพย์ไว้ด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยมั่นหมายว่า  จักเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้งหลายให้เป็นสุข  ฉะนี้

:บุรุษผู้นี้เคยเป็นพี่น้องชายของเรามา  สตรีผู้นี้เคยเป็นพี่น้องหญิงของเรามา  บุรุษผู้นี้เคยเป็นบุตรของเรามา  สตรีผู้นี้เคยเป็นธิดาของเรามา  และแต่ละบุคคลนั้นเคยได้ทำอุปการะแก่เรามาหลายอย่างหลายประการมาเป็นอันมาก

:เพราะเหตุฉะนั้น  การที่เราจะทำใจให้โกรธแค้นในบุคคลนั้น ๆ  ย่อมเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง  ฉะนี้

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๘'''

'''ด้วยพิจารณาอานิสงส์เมตตา'''

:ถ้าพระโยคีได้พยายามพิจารณา  โดยความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฏดังแสดงมาแล้ว  ก็ยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้อยู่นั่นแล  แต่นั้นโยคีบุคคลจงพิจารณาถึงอานิสงส์ของเมตตา  ด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

:“นี่แน่  พ่อมหาจำเริญ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสสอนไว้แล้วมิใช่หรือว่าคนผู้เจริญเมตตาภาวนาพึงหวังได้แน่นอน  ซึ่งอานิสงส์ ๑๑  ประการ  ของเมตตาเจโตวิมุติที่ตนส้องเสพหนักแล้ว  ทำให้เจริญขึ้นแล้ว  ทำให้มาก ๆ แล้ว  ทำให้เป็นดุจฐานอันแน่นหนาแล้วทำให้มั่นคงแล้ว  สั่งสมด้วยวสี ๕ ดีแล้ว  ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้ว"

'''อานิสงส์เมตตา ๑๑  ประการ'''

:อานิสงส์ของเมตตาเจโตวิมุติ  ๑๑  ประการนั้น คือ

:๑. นอนเป็นสุข  คือ  ไม่กลิ้ง  ไม่กรน  หลับอย่างสนิทเหมือนเข้าสมาบัติ  มีลักษณะท่าทางเรียบร้อยงดงามน่าเลื่อมใส

<sub><small>''(หน้าที่ 104)''</small></sub>

:๒. ตื่นเป็นสุข    คือ  ตื่นขึ้นมาแล้ว  ไม่ทอดถอนหายใจ  ไม่สยิ้วหน้า  ไม่บิดไปบิดมา  มีหน้าตาชื่นบานเหมือนดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน

:๓. ไม่ฝันร้าย  คือ  ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว  เช่น  พวกโจรรุมล้อม  สุนัขไล่กัด  หรือตกเหว  ฝันเห็นแต่นิมิตที่ดีงาม  เช่น  ไหว้พระเจดีย์  ทำการบูชาและฟังธรรมเทศนา

:๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย  คือ  เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายเหมือนพวงไข่มุกที่ห้อยอยู่หน้าอก  หรือดอกไม้ที่ประดับอยู่บนเศียร

:๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย  คือ  ไม่ใช่เป็นที่รักของคนอย่างเดียว  ยังเป็นที่รักตลอดไปถึงเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลายด้วย

:๖. เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา  คือ  เทวดาทั้งหลายย่อมคอยตามรักษาเหมือนมารดาบิดาคอยตามรักษาบุตรและธิดา

:๗. ไฟ  ยาพิษหรือศัสตรา  ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา  คือ  ไม่ถูกไฟไหม้ ไม่ถูกวางยาพิษ  หรือไม่ถูกศัสตราอาวุธประหาร

:๘. จิตเป็นสมาธิเร็ว  คือ  เมื่อเจริญกรรมฐาน  จิตสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิ  หรืออัปปนาสมาธิได้เร็ว

:๙. ผิวหน้าผ่องใส  คือ  หน้าตามีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส  เหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ

:๑๐. ไม่หลงทำกาลกิริยา  คือ  ไม่หลงตาย  คล้ายกับนอนหลับไปเฉย ๆ

:๑๑. เมื่อไม่บรรลุถึงคุณธรรมเบื้องสูง  อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก  คือ  ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นคุณเบื้องสูงยิ่งกว่าเมตตาฌาน  พอเคลื่อนจากมนุษยโลก  ก็จะเข้าสู่พรหมโลกทันที  เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น

:นี่แน่  พ่อมหาจำเริญ ! ถ้าเจ้าจักไม่ทำจิตที่โกรธแค้นอยู่นี้ให้ดับไปเสียแล้ว  เจ้าก็จักเป็นคนอยู่ภายนอกจากอานิสงส์เมตตา ๑๑  ประการนี้  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 105)''</small></sub>

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๙'''

'''ด้วยพิจารณาแยกธาตุ'''

:ถ้าโยคีบุคคลยังไม่สามารถที่จะทำความโกรธแค้นให้ดับลงได้  ด้วยอุบายวิธีดังแสดงมา  คราวนี้จงนึกเอาคนคู่เวรนั้นมาพิจารณาแยกออกให้เห็นเป็นเพียงสักว่า  ธาตุส่วนหนึ่ง ๆ ด้วยอุบายวิธีดังนี้

:โยคีบุคคลพึงสอนตนโดยวิธีแยกธาตุว่า –

:นี่แน่  พ่อมหาจำเริญ !  เมื่อเจ้าโกรธคนคู่เวรนั้น  เจ้าโกรธอะไรเขาเล่า ?  คือ  ในอาการ ๓๒  เจ้าโกรธผมหรือ ?  ขนหรือ ?  เล็บหรือ ?  ฟันหรือ ?  หนังหรือ ?  หรือโกรธเนื้อ,  เอ็น,  กระดูก,  เยื่อกระดูก,  ม้าม  หรือโกรธ  หัวใจ,  ตับ  พังผืด,  ไต,  ปอด ?  หรือโกรธ  ไส้ใหญ่,  ไส้น้อย,  อาหารใหม่,  อาหารเก่า,  มันสมอง ?  เจ้าโกรธ  ดี,  เสลด,  หนอง,  เลือด,  เหงื่อ,  มันข้นหรือ ?  หรือโกรธ  น้ำตา,  น้ำมันเหลว,  น้ำลาย,  น้ำมูก,  นำไขข้อ,  น้ำมูตร ?  หรือ  ในธาตุ ๔  เจ้าโกรธ  ธาตุดิน,  ธาตุน้ำ,  ธาตุไฟ,  ธาตุลม  หรือ ?

:อนึ่ง  คนคู่เวรนั้น  เพราะอาศัยขันธ์ ๕  หรืออายตนะ ๑๒  หรือธาตุ ๑๘  เหล่าใด  เขาจึงได้มีชื่ออย่างนั้น  ในขันธ์ ๕  นั้น  เจ้าโกรธ  รูปขันธ์หรือ ?  หรือโกรธ  เวทนาขันธ์,  สัญญาขันธ์,   สังขารขันธ์,  วิญญาณขันธ์ ?  หรือ  ในอายตนะ ๑๒  นั้น  เจ้าโกรธ  จักขวายตนะ  รูปายตนะหรือ ?  หรือโกรธ  โสตายตนะ สัททายตนะ,  ฆานายตนะ  คันธายตนะ,  ชิวหายตนะ  รสายตนะ,  กายายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ,  มนายตนะ  ธัมมายตนะ ?  หรือในธาตุ ๑๘  นั้นเจ้าโกรธ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ  จักขุวิญญาณธาตุหรือ ?  หรือโกรธ  โสตธาตุ  สัททธาตุ  โสตวิญญาณธาตุ,  ฆานธาตุ  คันธธาตุ  ฆานวิญญานธาตุ,   ชิวหาธาตุ  รสธาตุ  ชิวหาวิญญาณธาตุ,  กายธาตุ  โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ,  มโนธาตุ  ธัมมธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ ? 

:เมื่อโยคีบุคคลพิจารณาแยกกระจายคนคู่เวรนั้นออกโดยภาวะที่เป็นธาตุ  คือ  เป็นเพียงชิ้นส่วนอันหนึ่งๆ  ประกอบกันไว้ดังได้แสดงมา  ฉะนี้ ก็จะมองเห็นสภาวธรรม  ด้วยปัญญา  เห็นแจ้งชัดว่าฐานสำหรับที่จะรองรับความโกรธ  ย่อมไม่มีอยู่ในคนคู่เวรนั้น  เพราะ  ธาตุทั้งหลายแต่ละธาตุ ๆ  มีผมเป็นต้นนั้น  เป็นสิ่งอันใคร ๆ ไม่ควรจะโกรธ  และนอกเหนือ

<sub><small>''(หน้าที่ 106)''</small></sub>

:ไปจากธาตุทั้งหลายมีผมเป็นต้นนั้นแล้วก็หามีคนไม่  ซึ่งเปรียบเหมือนฐานสำหรับรองรับเมล็ดพันธ์ผักกาดไม่มีที่ปลายเหล็กจาร  (เหล็กแหลม)  และฐานสำหรับรองรับจิตรกรรม  ไม่มีในอากาศ  ฉะนั้น

'''อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑๐'''

'''ด้วยการให้ปันสิ่งของ'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะพิจารณาโดยวิธีแยกธาตุดังแสดงมา  ก็พึงทำการให้ปันสิ่งของ  กล่าวคือ  พึงให้ปันสิ่งของตนแก่คนคู่เวร  ตนเองก็ควรรับสิ่งของของคนคู่เวรด้วย  ถ้าแหละคนคู่เวร  มีอาชีพบกพร่อง  มีเครื่องบริขารชำรุด  ใช้สอยไม่ได้  ก็พึงให้เครื่องบริขารของตนนั่นแหละแก่เธอ  เมื่อโยคีบุคคลทำการให้ปันได้อย่างนี้  ความอาฆาตเคียดแค้นก็จะระงับลงโดยสนิททีเดียว  และแม้ความโกรธของคนคู่เวรซึ่งติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ  ก็จะระงับลงโดยทันทีเช่นเดียวกัน  เหมือนดังความโกรธของพระมหาเถระรูปหนึ่งระงับลง  เพราะได้บาตรซึ่งพระปิณฑปาติกเถระผู้ถูกขับออกจากเสนาสนะ  ในวัดจิตตลบรรพตถึง ๓  ครั้ง  ได้มอบถวาย  พร้อมกับเรียนว่า  ท่านขอรับ  บาตรใบนี้มีราคา ๘  กหาปณะ  อุบาสิกาผู้เป็นโยมหญิงของกระผมถวาย  เป็นลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม  ขอท่านได้กรุณาทำให้เป็นบุญลาภแก่มหาอุบาสิกาด้วยเถิด  ฉะนี้

:ขึ้นชื่อว่าการให้ปันนี้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ฉะนี้  สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ได้ประพันธ์ไว้ว่า 

:อทนฺตทมนํ  ทานํ    ทานํ  สพฺพตฺถสาธกํ

:ทาเนน  ปิยวาจาย    อุนฺนมนฺติ  นมนฺติ  จ

:การให้ปันเป็นอุบายทรมานคนพยศให้หายได้  การให้ปันเป็นเครื่องบันดาลให้ประโยชน์ทุก ๆ อย่างสำเร็จได้  ผู้ให้ปันย่อมฟูใจขึ้น  ฝ่ายผู้รับปันย่อมอ่อนน้อมลง  ทั้งนี้  ด้วยการให้ปันและด้วยวาจาอ่อนหวานเป็นเหตุ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 107)''</small></sub>

'''เจริญเมตตาถึงขั้นสีมาสัมเภท'''

:เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามบรรเทาความโกรธแค้นในคนคู่เวรให้ระงับลงได้แล้ว  ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ  มีการระลึกถึงพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้น  ตามที่ได้แสดงมาฉะนี้แล้ว  จิตของโยคีบุคคลนั้นก็จะแผ่ไป  น้อมไปแม้ในคนคู่เวรนั้นได้ด้วยวิธีแห่งเมตตาภาวนา  เช่นเดียวกับในคนที่รัก,  เพื่อนที่รักมาก  และคนเป็นกลาง ๆ นั่นเทียว  ลำดับนั้น  โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาให้บ่อย ๆ ขึ้น  แล้วทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท  กล่าวคือทำให้จิตเสมอกัน  ในบุคคล ๔ จำพวก  ได้แก่  ตนเอง ๑  คนที่รัก ๑  คนเป็นกลาง ๆ ๑  คนคู่เวร ๑  ต่อไป

'''ลักษณะของสีมาสัมเภท'''

:ลักษณะของเมตตาที่เป็นสีมาสัมเภทนั้นดังนี้  สมมุติว่าขณะที่โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น  นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับคนที่รัก,  คนเป็นกลาง ๆ และคนคู่เวร  เป็นสี่ทั้งตนเอง  ได้มีพวกโจรเข้าไปหาแล้วพูดว่า  ท่านครับ  ขอจงให้ภิกษุแก่เราสักรูปหนึ่งเถิด  โยคีบุคคลถามว่า  จะเอาไปทำไม  พวกโจรตอบว่า  จะนำไปฆ่าเอาเลือดในลำคอทำพลีกรรม  ในกรณีเช่นนี้  ถ้าโยคีบุคคลนั้นตัดสินใจว่า  จงเอารูปนั้นหรือรูปโน้นก็ได้  ดังนี้  ไม่ชื่อว่า  ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท  ถ้าแม้โยคีบุคคลจะพึงตัดสินว่า  เชิญเอาตัวฉันไปเถอะ  อย่าเอาสามคนนั้นเลย  ดังนี้  ก็ไม่ชื่อว่าได้ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทเช่นเดียวกัน

:ถาม  -  เพราะเหตุไร  จึงไม่เป็นสีมาสัมเภท ?

:ตอบ -  เพราะเหตุทีเมื่อโยคีบุคคลยังมีความปรารถนาให้โจรเอาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอยู่นั้น  ก็ชื่อว่าเธอเป็นผู้มีความมุ่งร้ายในภิกษุรูปนั้นอยู่  และเป็นผู้ยังมีความปรารถนาดีในภิกษุรูปอื่น ๆ นอกนี้  จิตไม่สม่ำเสมอในคนทั้ง ๔  คน

:ต่อเมื่อใดโยคีบุคคลนั้น  ไม่เห็นคนที่ตนอยากจะให้แก่พวกโจรแม้สักคนหนึ่ง  ในจำนวน ๔  คนนั้น  วางจิตไว้เสมอทั้งในตนและคนสามคนนั้น  ดังนี้  จึงได้ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท  สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ประพันธ์ไว้ว่า

<sub><small>''(หน้าที่ 108)''</small></sub>

:ภิกษุผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น  ตราบใดที่ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ในบุคคล ๔  จำพวก  คือ  ตน,  คนที่รัก,  คนเป็นกลาง ๆ และคนที่เกลียดชัง  ในคนใดคนหนึ่ง เรียกได้เพียงว่าเธอเป็นผู้มีจิตปรารถนาดีในสัตว์ทั้งหลาย  แต่ยังไม่จัดว่าเป็นผู้มีความรักด้วยเมตตาแท้  หรือเป็นผู้มีกุศลอันประเสริฐ  ต่อเมื่อใด  ภิกษุนั้นทำลายขอบเขตแห่ง  เมตตา  คือบุคคล ๔  จำพวกเสียได้  จึงจะแผ่เมตตาแท้ไปได้ทั่วโลกมนุษย์กับทั้งโลกเทวดาอย่างสม่ำเสมอกัน  ขอบเขตแห่งเมตตาไม่ปรากฏมีแก่ภิกษุใด  เธอได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งใหญ่กว่าคนที่ยังเห็นแตกต่างในบุคคล ๔  จำพวกข้างต้นนั้น

'''สีมาสัมเภทเท่ากับปฏิภาคนิมิต'''

:ด้วยประการฉะนี้   เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนี้  ได้สำเร็จถึงขั้นปฏิภาคนิมิตหรืออุปจารสมาธิแล้ว  ทั้งนี้ตลอดเวลาที่สีมาสัมเภทยังเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเทียว  อธิบายว่า  ในกรรมฐานอื่น ๆ  เช่น  กสิณกรรมฐานเป็นต้น  ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์ของฌานจิต  โดยอาศัยอุคคหนิมิตที่ได้มาด้วยการภาวนา  ซึ่งเรียกว่าดวงกสิณเป็นต้น  ส่วนในเมตตากรรมฐานนี้ไม่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างนั้น  แต่ว่าสีมาสัมเภทอันมีลักษณะดังแสดงมาที่โยคีบุคคลได้บรรลุแล้วนั้นแล  จัดเป็นดุจปฏิภาคนิมิตในที่นี้  ด้วยมีลักษณะอาการคล้ายกับปฏิภาคนิมิตในกรรมฐานอื่น ๆ  เพราะว่าเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานมาจนสำเร็จถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว  โดยเหตุที่ภาวนามีกำลังแก่กล้าขึ้น  นิวรณ์ ๕  ประการ  อันเป็นศัตรูโดยตรงของฌานจึงเป็นอันโยคีบุคคลข่มไว้ได้แล้ว  กิเลสทั้งหลายอันตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์ก็สงบลงหมดแล้ว  จิตของโยคีบุคคลนั้นก็เป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว  ด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธินั่นเทียว

'''เจริญเมตตาบรรลุถึงขั้นปฐมฌาน'''

:เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้วดังนั้น  คราวนี้จงทำสีมาสัมเภทนั่นแหละให้เป็นนิมิตกรรมฐาน  แล้วพยายามส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้

<sub><small>''(หน้าที่ 109)''</small></sub>

:เจริญขึ้น  เพียรทำให้มาก ๆ เข้า  โยคีบุคคลก็จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิอันได้แก่ปฐมฌานซึ่งเป็นฌานขั้นแรก  โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในปถวีกสิณนิเทศ  ทั้งนี้  โดยจะไม่เป็นการลำบากอะไรเลย

:ด้วยภาวนาวิธีเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐาน ได้บรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน  ซึ่งประกอบด้วยเมตตาพรหมวิหาร  อันละเสียได้ซึ่งองค์ ๕  ประกอบด้วย  องค์ ๕  มีความงาม ๓  ถึงพร้อมลักษณะ ๑๐  ฉะนี้แล

'''เมตตากรรมฐานบรรลุถึงฌานขั้นไหน'''

:โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นปฐมฌาน  เป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว  แต่นั้นเมื่อพยายามเจริญกรรมฐานให้ยิ่งขึ้นไป  โดยใช้นิมิตคือสีมาสัมเภทนั้นแหละเป็นอารมณ์กรรมฐาน    ส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้เจริญขึ้นทำให้เพียรทำให้มาก ๆ เข้า  ก็จะได้บรรลุถึงฌานขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับ  กล่าวคือในกรณีที่นับจำนวนฌานเป็น ๔  ขั้นที่เรียกว่า  จตุกกนัย  ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและตติยฌานเป็นขั้นสุดท้าย  ไม่ถึงขั้นจตุตถฌาน  ในกรณีทีนับจำนวนฌานเป็น ๕  ขั้น  ที่เรียกว่าปัญจกนัย  ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและจตุตถฌานเป็นขั้นสุดท้าย  ไม่ถึงขั้นปัญจมฌาน  ทั้งนี้  เพราะเหตุที่จตุตถฌานโดยจตุกกนัย  และปัญจมฌานโดยปัญจกนัย  มีองค์ฌานเป็นอุเบกขาเวทนา  เมตตานี้เป็นฝักฝ่ายแห่งโสมนัสเวทนา  ดังนั้นเมตตากรรมฐานจึงไม่สามารถที่จะให้บรรลุถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌานได้  ด้วยประการฉะนี้

'''การแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลก'''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานจนบรรลุถึงอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลนั้นแล้ว  ย่อมแผ่เมตตาจิตโดยเจาะจงไปทั่วทุกทิศ  คือ  เป็นผู้ประกอบด้วยเมตตาอันสำเร็จด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้นฌานใดฌานหนึ่ง  ย่อมแผ่จิตเมตตาไปทางทิศใหญ่ทิศหนึ่ง  มีทิศบูรพาเป็นต้น  ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สอง  ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไป

<sub><small>''(หน้าที่ 110)''</small></sub>

:ทางทิศใหญ่ที่สาม  ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สี่  โดยทำนองเดียวกัน  ย่อมแผ่เมตตาจิตขึ้นไปทางทิศเบื้องบนจรดพรหมโลก  ย่อมแผ่เมตตาจิตลงไปทางทิศเบื้องล่างจรดอเวจีมหานรก  ย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศน้อยทั้ง ๔  คือ  ทิศอาคเนย์  ทิศพายัพ  ทิศอีสาน  ทิศหรดี  ได้แก่ยังจิตอันประกอบด้วยเมตตาให้ระลึกแล่นไปในทิศทั้ง ๑๐  ครบทุกทิศอย่างนี้  เหมือนนายสารถีควบม้าให้วิ่งไปทั่วบริเวณสนามม้า  ฉะนั้น

:และย่อมแผ่เมตตาจิตโดยไม่เจาะจงไปทั่วทั้งโลก  คือโยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์กว้างขวาง  อันถึงความเป็นใหญ่โดยภูมิ  อันไม่มีประมาณในสัตว์  อันไม่มีพยาบาทเป็นเหตุผูกเวรสัตว์  และอันไม่มีโทมนัสเป็นเหตุเบียดเบียนสัตว์  ย่อมแผ่เมตตาจิตไปยังโลกอันประกอบด้วยหมู่สัตว์ทุกชนิด  ในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก  โดยเป็นผู้มีตนเสมอในสัตว์ทุกจำพวก  คือ  ทั้งคนชั้นต่ำ  ชั้นกลาง  และชั้นสูง  ทั้งคนที่เป็นมิตร  เป็นศัตรู  และเป็นกลาง ๆ  ทั้งที่เป็นสตรีหรือบุรุษ  ทั้งที่เป็นพระอริยเจ้าหรือปุถุชน  ทั้งที่เป็นเทวดาหรือมนุษย์  ด้วยประการฉะนี้

:แต่อย่างไรก็ดี  วิธีแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้    จะสำเร็จเป็นไปได้ก็เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิ  ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานเป็นต้นเท่านั้น

'''วิธีการแผ่เมตตา ๓  อย่าง'''

:ก็แหละ  วิธีการแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้  ย่อมสำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้ว  ฉันใด   แม้วิธีการแผ่เมตตาที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ๓  อย่าง  ดังจะแสดงต่อไปนี้  ก็สำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้วเช่นเดียวกัน  คือ  เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล  ซึ่งเรียกว่า  อโนธิโสผรณา   โดยอาการ ๕  นั้นอย่างหนึ่ง  เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล  ซึ่งเรียกว่า  โอธิโสผรณา  โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง  เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศซึ่งเรียกว่า  ทิสาผรณา  โดยอาการ ๑๐  นั้นอย่างหนึ่ง  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 111)''</small></sub>

:อย่างไรก็ดี  ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจในวิธีการแผ่เมตตาไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕  เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๗  ตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคนั้น  เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไปนี้

'''๑. อโนธิโสผรณา'''

'''คำแผ่เมตตาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''

:๑. สพฺเพ  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒. สพฺเพ  ปาณา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓. สพฺเพ  ภูตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔. สพฺเพ  ปุคฺคลา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕. สพฺเพ  อตฺตภาวปริยาปนฺนา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ,  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

'''๒. โอธิโสผรณา'''

'''คำแผ่เมตตาเจาะจงโดยอาการ ๗'''

:๑. สพฺเพ  อิตฺถิโย  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆาโหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,จงอย่ามีทุกข์,จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 112)''</small></sub>

:๒. สพฺเพ  ปุริสา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา โหนฺตุ, สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด 

:๓. สพฺเพ  อริยา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔. สพฺเพ  อนริยา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด 

:๕. สพฺเพ  เทวา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ  ขอเทวดาทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖. สพฺเพ  มนุสฺสา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ.  ขอมนุษย์ทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗. สพฺเพ  วินิปาติกา  อเวรา  โหนฺตุ  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

'''๓.    ทิสาผรณา'''

'''วิธีแผ่เมตตาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''

:วิธีการแผ่เมตตาไปในทิศนั้น  คือแผ่เมตตาไปในบุคคล ๑๒  จำพวกนั้นที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐  ได้แก่ทิศใหญ่ ๔  ทิศน้อย ๔  ทิศเบื้องล่าง ๑  ทิศเบื้องบน ๑  ทิศหนึ่งนับเป็นอาการแห่งภาวนาอันหนึ่ง  จึงเรียกว่าโดยอาการ ๑๐  มีคำสำหรับแผ่ดังต่อไปนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 113)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑'''

'''ในบุคคลที่ ๑'''

:๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺต,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ  จงอย่าผูกเวรกัน,  ขออย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้ปวงในทิศอาคเนย์  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด  

:๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  สุขี   อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 114)''</small></sub>

:๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺต,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด 

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๒'''

'''ในบุคคลที่ ๒'''

:๑๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  ปาณา  อเวรา  โหนฺตุ,  อพยาปชฺชา  โหนฺตุ,  อนีฆา  โหนฺตุ,  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศบูรพา  จงอย่าผูกเวรกัน,  จงอย่าเบียดเบียนกัน,  จงอย่ามีทุกข์,  จงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศประจิม......ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๓.  สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๔.  สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  ปาณา....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๕.  สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  ปาณา....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๖.  สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 115)''</small></sub>

:๑๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  ปาณา....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  ปาณา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปาณะทั้งปวงในทิศเบื้องบน....ประคองตนไปให้รอดเถิด

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๓'''

'''ในบุคคลที่ ๓'''

:๒๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  ภูตา....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  ภูตา....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 116)''</small></sub>

:๒๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๒๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  ภูตา.....ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  ภูตา….ปริหรนฺตุ.  ขอภูตทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๔'''

'''ในบุคคลที่ ๔'''

:๓๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย   ปุคฺคลา....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๓๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  ปุคฺคลา....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 117)''</small></sub>

:๓๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุคคลทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  ปุคฺคลา.....ปริหรนฺตุ.   ขอบุคคลทั้งปวงในทิศเบื้องบน....ประคองตนไปให้รอดเถิด

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๕'''

'''ในบุคคลที่ ๕'''

:๔๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา...ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศทักษิณ....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๔๙. สสสพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ.  ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 118)''</small></sub>

:๕๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  อตฺตภาวปริยาปนฺนา.....ปริหรนฺตุ. ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๖'''

'''ในบุคลที่ ๖'''

:๕๑. สพฺพา  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๒. สพฺพา  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๓. สพฺพา  อุตฺตราย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๔. สพฺพา  ทกฺขิณาย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๕. สพฺพา   ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๖. สพฺพา  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๗. สพฺพา  อุตฺตราย  อนุทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๘. สพฺพา  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งหลายทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๕๙. สพฺพา  เหฏฐิมาย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๐. สพฺพา  อุปริมาย  ทิสาย  อิตฺถิโย.....ปริหรนฺตุ.  ขอสตรีทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 119)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๗'''

'''ในบุคคลที่ ๗'''

:๖๑. สพฺเพ   ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๓. สพฺเพ  อุตฺตราย   ทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศทักษิณ....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  ปุริสา....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศพายัพ....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศอีสาน....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๘. สพฺเพ   ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  ปุริสา.....ปริหรนฺต.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๖๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  ปุริสา....ปริหรนฺตุ.  ขอบุรุษทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  ปุริสา....ปริหรฺตุ.  ขอบุรุษทั้งหลายในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 120)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๘'''

'''ในบุคคลที่ ๘'''

:๗๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  อริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศพายัพ....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  อริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๗๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  อริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  อริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอพระอริยเจ้าทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด  

<sub><small>''(หน้าที่ 121)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๙'''

'''ในบุคคลที่ ๙'''

:๘๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  อนริยา....  ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  อนริยา....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศอุดร....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ  ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๘๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งหลายในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  อนริยา.....ปริหรนฺตุ.  ขอปุถุชนทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 122)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑๐'''

'''ในบุคคลที่ ๑๐'''

:๙๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๒. สพเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศประจิม....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  เทวา.....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอาคเนย์.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  เทวา....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  เทวา.....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๙๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  เทวา.....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศเบื้อล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  เทวา.....ปริหรนฺตุ.  ขอเทวดาทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 123)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑๑'''

'''ในบุคคลที่ ๑๑'''

:๑๐๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศบูรพา.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  มนฺุสฺสา....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ.   ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  มนุสฺสา.....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ   ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศอีสาน....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๐๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  มนุสฺสา....ปริหรนฺตุ.  ขอมนุษย์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 124)''</small></sub>

'''คำแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑๒'''

'''ในบุคคลที่ ๑๒'''

:๑๑๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศบูรพา....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศประจิม.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  วินิปาติกา....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอุดร.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศทักษิณ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอาคเนย์....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศพายัพ.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  วินิปาติกา...ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศอีสาน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศหรดี.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๑๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  วินิปาติกา....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:๑๒๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  วินิปาติกา.....ปริหรนฺตุ.  ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงในทิศเบื้องบน.....ประคองตนไปให้รอดเถิด

:วิธีแผ่เมตตาในทิศโดยอาการ ๑๐  โดยปรารภบุคคล ๑๒  จำพวก  ดังแสดงมานี้รวมเป็นอาการแห่งภาวนา ๑๒๐  (๑๐X๑๒ =๑๒๐)  เมื่อบวกที่แผ่โดยไม่เจาะจง ๕  อาการ  โดยเจาะจง ๗  อาการเข้าด้วย  จึงเป็น ๑๓๒  อาการ  (๑๒๐+๕+๗=๑๓๒)  ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 125)''</small></sub>

'''เมตตาอัปปนา ๕๒๘'''

:ก็แหละในวิธีการแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงได้อาการ ๕  โดยเจาะจงได้อาการ ๗  นั้น  อาการภาวนาอย่างหนึ่ง ๆ  เป็นเหตุให้ได้อัปปนาฌาน ๔  อัปปนา  โดยอาศัยบทภาวนาแต่ละบท ๆ ดังนี้

:บทภาวนาว่า  (สพฺเพ  สตฺตา)  อเวรา  โหนฺตุ  ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน  นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง  บทภาวนาว่า  อพฺยาปชฺชา  โหนฺตุ  ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าเบียดเบียนกัน  นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง  บทภาวนาว่า  อนีฆา  โหนฺตุ  ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีทุกข์  นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง  บทภาวนาว่า  สุขี  อตฺตานํ  ปริหรนฺตุ  ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด  นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง  แม้ในการลงมือภาวนาครั้งแรก  โยคีบุคคลต้องส่งจิตไปตามบทภาวนาทั้ง ๔  บทก็จริง  แต่เมื่อถึงวาระภาวนาจะเข้าถึงขั้นสำเร็จอัปปนาฌาน  โยคีบุคคลก็สำรวมจิตอยู่เฉพาะแต่ในบทภาวนาที่ปรากฏชัดคล่องแคล่วกว่าเพียงบทเดียวเท่านั้น  ฉะนั้น  อัปปนาฌานจึงสำเร็จขึ้นทีละบทเป็นอัปปนาฌานอาการละ ๔  อัปปนา  เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาได้สำเร็จอัปปนาครบทั้ง ๔  บทโดยอาการ ๕  จึงได้อัปปนาฌานในอโนธิโสผรณา  คือ  แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงนี้ ๒๐  อัปปนา  (๕X๔=๒๐)

:โดยทำนองเดียวกัน  ในโอธิโสผรณา  คือแผ่เมตตาโดยเจาะจงนั้น  เมื่อนับโดยวิธีการแห่งภาวนามี ๗  อาการ  โดยบทสำหรับภาวนามี ๔  บท  เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาครบ ๗  อาการและ ๔  บทแล้วก็ได้อัปปนาฌาน ๒๘  อัปปนา  (๗x๔=๒๘)

:ในทิสาผรณา  คือที่แผ่ไปในทิศ  โดยปรารภอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวกนั้น  ทิศหนึ่งๆโดยบุคคลมี ๕  โดยบทภาวามี ๔    จึงได้อัปปนาฌานทิศละ ๒๐  อัปปนา  (๕x๔=๒๐)  เมื่อรวมทั้ง ๑๐  ทิศ ได้อัปปนาฌานถึง ๒๐๐  อัปปนา  (๑๐x๒๐=๒๐๐)  ส่วนที่ปรารภโอธิโสบุคคล ๗  จำพวกนั้น  ทิศหนึ่งๆโดยบุคคลมี ๗  โดยบทภาวนามี ๔   จึงได้อัปปนาฌานทิศละ  ๒๘  อัปปนา  (๗x๔=๒๘)  เมื่อรวมทั้ง ๑๐  ทิศ  ได้อัปปนาฌาน๒๘๐  อัปปานา  (๑๐x๒๘=๒๘๐)  จึงรวมอัปปนาฌานในทิสาผรณานี้เป็น ๔๘๐  อัปปนา  (๒๐๐+๒๘๐=๔๘๐)

<sub><small>''(หน้าที่ 126)''</small></sub>

:ด้วยประการฉะนี้  เมตตาอัปปนาฌานทั้งสิ้นที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค  จึงมีจำนวน ๕๒๘  อัปปนา  คือ  ในอโนธิโสผรณา ๒๐  ในโอธิโสผรณา  ๒๘  และในทิสาผรณา  ๔๘๐  (๒๐+๒๘+๔๘๐=๕๒๘)

:ก็แหละเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานด้วยภาวนาวิธีดังแสดงมา  จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌาน  หรือเรียกตามสำนวนบาลีว่า  เมตตาเจโตวิมุติ  แล้ว  แม้แต่เพียงอัปปาอันใดอันหนึ่งในบรรดาอัปปนา ๕๒๘  นั้น  ย่อมจะได้ประสพอานิสงส์ถึง ๑๑  ประการมี  นอนเป็นสุข  เป็นต้น  ดังที่พรรณนามาแล้วโดยแท้แล

'''อธิบายอโนธิโสบุคคล ๕  จำพวก'''

:ในอโนธิโสบุคคล ๕  จำพวก  คือ  สัตว์,  ปาณะ,  ภูต,  บุคคล  และ  ผู้มีอัตภาพ  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

:คำว่า  สัตตะ  หรือ  สัตวะ  นั้น  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  รูปาทีสุ  ขนฺเธสุ  ฉนฺทราเคน  สตฺตา  วิสตฺตาติ = สตฺตา  ชนเหล่าใดที่ข้องติดอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕  มีรูปขันธ์เป็นต้นด้วยความกำหนัดพอใจ  ชนเหล่านั้นเรียกว่า  สัตตะ  หรือ  สัตวะ ข้อนี้สมจริงตามพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้  ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกาย  ขันธวารวรรคว่า –

:ดูก่อนราธะ ! ความพอใจ  ความกำหนัด  ความยินดี  และความใคร่อันใดในรูปขันธ์  บุคคลใดข้องติดอยู่ในรูปขันธ์ด้วยความพอใจ  เป็นต้นนั้น  เพราะเหตุนั้น  บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์  ความพอใจ ความกำหนัด  ความยินดี  และความใคร่อันใดในเวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  และสังขารขันธ์  บุคคลใดข้องติดอยู่ในเวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  และสังขารขันธ์  ด้วยควมพอใจเป็นต้นนั้น  เพราะเหตุนั้น  บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์  ความพอใจ  ความกำหนัด  ความยินดี  และความใคร่อันใด  ในวิญญาณขันธ์  บุคคลใดข้องติดอยู่ในวิญญาณขันธ์  ด้วยความพอใจเป็นต้น  เพราะเหตุนั้น  บุคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์

<sub><small>''(หน้าที่ 127)''</small></sub>

:ก็โวหารที่เรียกว่า  สัตว์  นี้ใช้แพร่หลายไป  แม้ในบุคคลที่ไม่มีความกำหนัดแล้วด้วย  ทั้งนี้ด้วยศัพท์ที่ลามเลยไป  เช่นเดียวกับโวหารที่เรียกว่าพัดก้านตาล  ใช้เรียกแพร่ลามไปแม้ในพัดที่ต่างออกไปซึ่งทำด้วยตอกด้วย  ฉะนั้น  อนึ่ง  พวกอาจารย์ผู้สนใจเพียงตัวอักษร  ลงมติเอาว่า  คำว่า  สัตว์  นี้เป็นเพียงสักว่าชื่อเท่านั้น  ไม่ต้องวิจารณ์ถึงความหมาย  ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้วิจารณ์ถึงความหมายก็ลงมติเอาว่า  ที่ชื่อว่า  สัตว์  เพราะประกอบด้วยความรู้บ้าง  เพราะประกอบด้วยความแกล้วกล้าบ้าง  เพราะประกอบด้วยเดชอำนาจบ้าง

:คำว่า  ปาณะ  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  ปาณนตาย  ปาณา  สัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่า  ปาณะ  เพราะเป็นผู้มีลมหายใจ  อธิบายว่า  เพราะเป็นผู้มีความเป็นไปเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก

:คำว่า  ภูต  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  กมมกิเลเสหิ  ภูตตฺตา  ภูตา  สัตว์ทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า  ภูต  เพราะเป็นผู้เกิดมาด้วยกรรมกิเลส  อธิบายว่า  เพราะเป็นผู้เกิดมาสมบูรณ์ดีแล้ว  เพราะเป็นผู้บังเกิดปรากฏชัดแล้ว

:คำว่า  บุคคล  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  ปุนฺติ  วุจฺจติ  นิรโย  ตสมึ  คลนฺติ  คจฺฉนฺตีติ  = ปุคฺคลา  นรกเรียกว่า   ปํุ ุ  สัตว์เหล่าใดย่อมไปตกในนรกนั้น  เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าบุคคล

:คำว่า  ผู้มีอัตภาพ  อธิบายว่า  สรีระร่างกายเรียกว่าอัตภาพ  อีกอย่างหนึ่งขันธ์ทั้ง ๕  เรียกว่า  อัตภาพ  เพราะขันธ์ทั้ง ๕  นั้น เป็นแดนอาศัยให้เกิดสมมติบัญญัติต่าง ๆ ขึ้น  สัตว์เหล่าใดนับเนื่องอยู่ในอัตภาพนั้น  คือกำหนดตั้งลงในอัตภาพนั้น  เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่า  ผู้มีอัตภาพ

:แต่อย่างไรก็ดี  คำว่าสัตว์  เป็นคำกำหนดหมายเอาสัตว์ทุกชนิด  ไม่มีส่วนเหลือฉันใด  แม้คำที่เหลือมีคำว่าปาณะเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกัน  พึงเข้าใจว่าคำทั้งหมดนั้นเป็นไวพจน์  คือใช้แทนคำว่า  สัตว์ทั้งปวง  เพราะยกขึ้นมาเรียกว่าปาณะบ้าง  ว่าบุคคลบ้าง  ด้วยอำนาจ เป็นคำที่แพร่ลามไปเหมือนกัน  ความจริงแม้คำอื่นๆ  ที่ใช้เป็นไวพจน์ของคำว่าสัตว์ทั้งปวงก็ยังมีอยู่  เช่นคำว่า  สพฺเพ  ชนฺตู  สัตว์ผู้เกิดมาทั้งปวง  และ  สพฺเพ  ชีวา  สัตว์ผู้มีชีวิต

<sub><small>''(หน้าที่ 128)''</small></sub>

:ทั้งปวงเป็นต้น  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกเอาเพียง ๕  คำเท่านั้น  (สัตว์,  ปาณะ,  ภูต,  บุคคล  และอัตตภาวปริยาปันนะ)  มาแสดงไว้ว่า  เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจง  บุคคลโดยอาการ ๕  อย่าง  ฉะนี้  ก็โดยที่ทรงเลือกเอาแต่คำที่ปรากฏเด่นชัดเท่านั้น

:ส่วนพวกเกจิอาจารย์เหล่าใด  หากจะพึงประสงค์เอาว่า  คำว่า  สัตว์และปาณะเป็นต้น  มีความแตกต่างกันแม้โดยความหมายโดยแท้  เพราะไม่ใช่แต่เพียงสักว่าเป็นคำไวพจน์อย่างเดียวเท่านั้น  มติของพวกเกจิอาจารย์เหล่านั้นผิดไปจากบาลีที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล  เพราะถ้าถือเอาความหมายต่างกันว่า  สัตว์ก็อย่างหนึ่ง  ปาณะก็อย่างหนึ่ง  เป็นต้นแล้ว  ก็จะเป็นการแผ่เจาะจงบุคคลไป  เพราะฉะนั้น  นักปฏิบัติทั้งหลายอย่าได้ถือเอาความหมายเหมือนอย่างที่พวกเกจิอาจารย์ประสงค์นั้นเลย  พึงแผ่เมตตาจิตไปโดยไม่เจาะจงบุคคลด้วยอาการแห่งภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาอาการแห่งภาวนา ๕  อย่างนั้น  เทอญ

:ส่วนโอธิโสบุคคล ๗  จำพวกนั้น   มีความหมายกระจ่างอยู่ในตัวแล้ว  คือคู่แรกได้แก่สตรีและบุรุษนั้นท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งเพศ  คู่ที่สองที่ว่า  อริยและปุถุชน  นั้น  ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งบุคคลเป็น ๒  จำพวก  ส่วนอีก ๓  ประเภทหลัง  คือ  เทวดา,  มนุษย์  และวินิปาติกสัตว์นั้น  ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจภูมิเป็นที่บังเกิด  อธิบายว่า  ภูมิเป็นที่บังเกิดของโลกสิ้นทั้งมวลนั้น  เมื่อว่าโดยลักษณะที่สูงต่ำเป็นต้นแล้ว  มี ๓  ขั้น  คือ  ภูมิขั้นสูง  ได้แก่ภูมิเป็นที่บังเกิดของหมู่เทพทั้งหลายมี ๒๖  ชั้น  ได้แก่อรูปภูมิมี ๔  ชั้น  รูปภูมิมี ๑๖  ชั้น  ฉกามาวจรภูมิมี ๖  ชั้น  ภูมิชั้นกลางมี ๑  ได้แก่มนุสสภูมิ  คือ  ภูมิเป็นที่บังเกิดของคนเราทั่วไป  ภูมิขั้นต่ำมี ๔  ชั้น  ได้แกอบายภูมิ ๑  วินิปาตภูมิ ๑  นิรยภูมิ ๑  พวกวินิปาติกสัตว์นั้น  ได้แก่สัตว์ที่บังเกิดในวินิปาตภูมิ  คือที่เรียกว่า  อสูร  หรือ  อสุรกาย  ผู้แปลเห็นว่า  คำว่าวินิปาติกสัตว์นั้น  น่าจะหมายเอาสัตว์ที่บังเกิดในภูมิชั้นต่ำหมดทั้ง ๔  ภูมิ  คือรวม  ดิรัจฉาน,  เปรต  และสัตว์นรกด้วย

'''อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑  ประการ'''

:ประการสุดท้ายในเมตตาภาวนานี้  ที่ว่าโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารี  ย่อมหวังได้ซึ่ง  อานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑  ประการนั้น  มีอรรถาธิบายโดยพิสดาร  ดังต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 129)''</small></sub>

:๑. อานิสงส์ประการที่ ๑  ที่ว่า  นอนเป็นสุข  นั้น  อธิบายว่า  ชนทั้งหลายจำพวกที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติ  เมื่อนอนก็ไม่นอนอยู่แต่ข้างขวาทางเดียว  นอนกลิ้งกลับไปกลับมารอบตัว  และนอนกรน  คือขณะเมื่อหายใจเข้าทำเสียงดังอยู่โครก ๆ  เช่นนี้  ชื่อว่านอนเป็นทุกข์  ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ไม่นอนเหมือนอย่างนั้น  ชื่อว่า  นอนเป็นสุข  แม้เมื่อนอนหลับสนิทแล้วก็มีอาการเหมือนกับคนเข้าสมาบัติ

:๒. ประการที่ ๒  ที่ว่า  ตื่นเป็นสุข  นั้น  อธิบายว่า  ชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุตินั้น  โดยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขในขณะที่หลับอยู่  เมื่อตื่นขึ้นมาจึงถอดถอนหายใจใหญ่  สยิ้วหน้า  บิดไปบิดมาข้างโน้นข้างนี้  ดังนี้  ชื่อว่า  ตื่นเป็นทุกข์  ฉันใด  ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้  ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น  ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการอันน่าเกลียด  ชื่นบานเหมือนกับดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน

:๓. ประการที่ ๓  ที่ว่า  ไม่ฝันร้าย  นั้น  อธิบายว่า  เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อฝันเห็นสุบินนิมิต  ก็เห็นแต่สุบินนิมิตที่ดี ๆ ทั้งนั้น  เช่นฝันว่าได้ไปไหว้พระเจดีย์  ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย  หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา  ส่วนชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติย่อมฝันเห็นนิมิตอันน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ  เช่นฝันว่า  ตนถูกพวกโจรมารุมล้อมถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัด  หรือตกลงไปในเหว  ฉันใด  เมตตาวิหารีบุคคลไม่ฝันเห็นสุบินนิมิตอันเลวร้ายเช่นนั้น

:๔. ประการที่ ๔  ที่ว่า   เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย  นั้น  อธิบายว่าเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย  เหมือนสร้อยไข่มุกที่พาดอยู่ที่หน้าอก  หรือเหมือนดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะ  ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย  ฉะนั้น

:๕. ประการที่ ๕  ที่ว่า   เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย  นั้น  อธิบายว่า  เมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของพวกมนุษย์  ฉันใด  ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจแม้ของอมนุษย์  ฉันนั้น  เช่น พระวิสาขเถระเป็นตัวอย่าง

'''เรื่องพระวิสาขเถระ'''

:มีเรื่องเล่าว่า  พระวิสาขเถระนั้น  เดิมเป็นคหบดีชั้นกุฏุมพีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรในชมพูทวีป  เมื่อเขาอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรนั่นแล  ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่า  ลังกาทวีป

<sub><small>''(หน้าที่ 130)''</small></sub>

:นั้น  เป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยระเบียบพระเจดีย์  มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาวสาวพัสตร์  ในลังกาทวีปนั้น  ใครๆ  ก็ตามสามารถที่จะนั่งหรือจะนอนได้อย่างสบายปลอดภัยในที่ตนต้องประสงค์  และสัปปายะทุก ๆ อย่าง  คือ  อากาสสัปปายะ  เสนาสนสัปปายะ  บุคคลสัปปายะ ธรรมสวนสัปปายะ  เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในลังกาทวีปนั้น

:กุฏุมพีวิสาขะ  จึงได้ตัดสินใจมอบกองโภคสมบัติของตนให้แก่บุตรภริยา  มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียวเท่านั้น  ออกจากบ้านไปคอยเรืออยู่ทีท่ามหาสมุทรประมาณเดือนหนึ่ง  โดยที่กุฏุมพีวิสาขะเป็นคนฉลาดในเชิงโวหาร  เขาได้ซื้อสิ่งของ  ณ  ที่นี้ไปขาย  ณ  ที่โน้น  รวบรวมทรัพย์ได้ถึงพันกหาปณะภายในระหว่าเดือนหนึ่งนั้น  ทั้งนี้ด้วยการค้าขายอันชอบธรรม  เขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปโดยลำดับ  ครั้นแล้วก็ได้ขอบวชทันที

:เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังสีมาเพื่อจะทำการบวชให้นั้น  เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะนั้นให้ร่วงจากภายในเกลียวผ้าตกลงไปที่พื้น  พระอุปัชฌาย์จึงถามว่า  นั่นอะไร  เขาเรียนว่า  ทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะขอรับผม  พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า  อุบาสกทรัพย์นี้นับแต่เวลาที่บวชแล้ว  เธอไม่อาจจะใช้จ่ายได้  จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้  วิสาขะอุบาสกจึงคิดในใจว่า  คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของวิสาขะ  จงอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย  ครั้นแล้วก็แก้ห่อทรัพย์นั้นหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ  แล้วจึงบรรพชาอุปสมบท

:วิสาขะภิกษุนั้น  เมื่อบวชได้พรรษา ๕  ก็ท่องจำมาติกาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนเอากรรมฐานอันเป็นที่สบาย  เหมาะแก่อัธยาศัยของตนแล้วก็ไป ๆ มา ๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่วัดละ ๔  เดือน  เมื่อพระวิสาขเถระเที่ยวผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในวัดต่าง ๆ อย่างนั้น  วันหนึ่งได้เห็นสถานที่ระหว่างป่าอันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง  จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่  ณ  โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างป่านั้น  ครั้นออกจากสมาบัติแล้วขณะที่ยืนอยู่ระหว่างป่า  ได้พิจารณาดูคุณสมุทัยของตนด้วยความปีติโสมนัสเมื่อจะบันลือสีหนาทจึงได้กล่าวเถรภาษิตนี้  ความว่า –

<sub><small>''(หน้าที่ 131)''</small></sub>

:ตลอดเวลาที่เราได้อุปสมบทแล้วมา  ตลอดเวลาที่  เราได้มาอยู่  ณ  ที่นี้  ความประมาทพลาดพลั้งของเราในระหว่างนี้ไม่มีเลย  ช่างเป็นลาภของเธอแท้ ๆ หนอ  ท่านผู้เนียรทุกข์

:พระวิสาขเถระ  เมื่อเดินทางไปยังวัดจิตตลบรรพต  ครั้นไปถึงตรงทางแยก ๒  แพร่ง  ได้ยืนคิดอยู่ว่า  ทางที่จะไปวัดจิตตลบรรพตนั้น  จะเป็นทางนั้นหรือทางนี้หนอ  ขณะรุกขเทวดาที่สิงอยู่  ณ  ที่ภูเขาได้เหยียดหัตถ์ออกแล้วชี้บอกแก่พระเถระว่า  ทางนี้เจ้าข้า  พระเถระไปถึงวัดจิตตลบรรพตแล้วก็ได้อยู่  ณ  ที่นั้นจนครบ ๔  เดือน  ในคืนสุดท้ายได้ตั้งใจไว้ว่า  พรุ่งนี้เราจักต้องไปแต่เช้า  ดังนี้แล้ว  จึงเตรียมตัวจำวัด  รุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งสิงอยู่บนต้นแก้ว  ตรงที่ปลายทางจงกรม  ได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันได  

:พระเถระจึงถามว่านั่นใคร ?  เทวดาเรียนตอบว่า  ดิฉันมณิลิยา  เจ้าข้า  พระเถระซักว่า  เธอร้องไห้ทำไม?  เทวดาเรียนว่า  เพราะอาศัยที่พระผู้เป็นเจ้าจะจากไป  เจ้าข้า  พระเถระจึงถามว่า  เมื่อฉันอยู่  ณ  ที่นี้  เป็นคุณประโยชน์อะไรแก่พวกเธอหรือ ?  เทวดาจึงเรียนตอบว่า  ท่านคะ  เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่  ณ  ที่นี้  พวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ได้มีเมตตาอารีแก่กันและกัน  เจ้าค่ะ  แต่บัดนี้เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเสียแล้ว  พวกเทวดาและอมนุษย์ก็คงจักทำการทะเลาะวิวาท  จักกล่าวคำหยาบแก่กันและกันเป็นแน่  เจ้าค่ะ  พระเถระจึงได้บอกแก่เทวดาว่า  ถ้าฉันอยู่  ณ  ที่นี้  ความอยู่ผาสุกสำราญย่อมมีแก่พวกเธอ  ฉันดีใจมาก  ดังนี้  แล้วได้อยู่  ณ  วัดนั้นต่อไป  จนครบ ๔  เดือนอีก  ครั้นครบ ๔  เดือนแล้วก็ได้คิดจะไปเหมือนอย่างเดิมอีก  แม้เทวดามณิลิยานั้นก็ได้ไปร้องไห้เหมือนนั้นอีก  โดนอุบายนี้พระเถระเลยอยู่  ณ  ที่วัดนั้นและปรินิพพาน  ณ  ที่วัดนั้นนั่นแล  เมตตาวิหารีบุคคล ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของอมนุษย์ทั้งหลาย  ด้วยประการฉะนี้

:๖. ประการที่ ๖  ที่ว่า  เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา  นั้น  อธิบายว่า  เทวดาทั้งหลาย  ย่อมคอยเฝ้ารักษาเมตตาวิหารีบุคคลเสมือนบิดามารดาคอยเฝ้ารักษาบุตร  ฉะนั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 132)''</small></sub>

:๗. ประการที่ ๗  ที่ว่า  ไฟ,  ยาพิษ,  หรือศัตรา  ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา  นั้น  อธิบายว่า  ไฟไม่กล้ำกรายเข้าไปในกายของเมตตาวิหารีบุคคล  เช่นอุบาสิกาชื่ออุตตราเป็นตัวอย่าง  หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล  เช่น อุบาสิกาชื่ออุตตรา เป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น พระจูฬสีวเถระผู้ชำนาญสังยุตตนิกายเป็นตัวอย่าง  หรือศัสตราไม่บาดร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล  เช่น สังกิจจสามเณรเป็นตัวอย่าง  เฉพาะข้อว่าศัสตราไม่บาดนี้  ควรยกเรื่องแม่โคนมมาแสดง  เป็นตัวอย่างประกอบดังนี้

:ได้ยินว่า  มีแม่โคนมอยู่ตัวหนึ่งกำลังยืนให้น้ำนมแก่ลูกอยู่  ขณะนั้นนายพรานคนหนึ่งตกลงใจว่า  เราจักแทงมันดังนี้  แล้วได้ตวัดมือพุ่งหอกเข้าใส่ทันที  แต่หอกนั้นพอไปจรดลำตัวของแม่โคนมนั้น  ก็ม้วนพับเหมือนกับใบตาล  นี้ไม่ใช่เป็นด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธิหรือไม่ใช่ด้วยกำลังแห่งอัปปนาสมาธิเลย  แต่เพราะความมีใจรักลูกอันมีกำลังรุนแรงอย่างเดียว  เมตตามีอานุภาพอันยิ่งใหญ่อย่างนี้แล

:๘. ประการที่ ๘  ที่ว่า  จิตเป็นสมาธิเร็ว  นั้น  อธิบายว่า  เมื่อพิจารณากรรมฐาน  จิตของเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็วทีเดียว  ไม่มีความเฉื่อยชาเลย

:๙. ประการที่ ๙  ที่ว่า  ผิวหน้าผ่องใส  นั้น  อธิบายว่า  ใบหน้าของเมตตาวิหารีบุคคลนี้  ย่อมมีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ  ฉะนั้น

:๑๐. ประการที่ ๑๐  ที่ว่า  ไม่หลงทำกาลกิริยา  นั้น  อธิบายว่า  การตายด้วยความหลงย่อมไม่มีแก่เมตตาวิหารีบุคคล  คือ  เมตตาวิหารีบุคคลไม่หลงทำกาลกิริยาเลย  เมื่อตายเป็นเสมือนคนนอนหลับ  ฉะนั้น

:๑๑. ประการที่ ๑๑  ที่ว่า  เมื่อไม่ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง  อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก  นั้น  อธิบายว่า  เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหัตอันเป็นชั้นสูงยิ่งกว่าเมตตาสมาบัติ  ครั้นเคลื่อนจากมนุษย์โลกนี้แล้ว  ก็จะเข้าถึงพรหมโลกทันที  เป็นเสมือนหลับแล้วตื่นขึ้น  ฉะนี้

:ก็แหละอานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้นในเมตตาภาวนานี้  แม้โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ได้สำเร็จฌานด้วยอำนาจกรรมฐานอื่นนอกไปจากพรหมวิหารกรรมฐานนี้  ก็ย่อมได้ประสพแม้โดยแท้  สมด้วยคาถาประพันธ์อันพระโบราณาจารย์แสดงไว้  มีอาทิว่า

<sub><small>''(หน้าที่ 133)''</small></sub>

:มุนีทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์กรรมฐานในภายใน  ย่อมนอนเป็นสุข  พระสาวกทั้งหลายของ  พระโคดมพุทธเจ้า  ย่อมตื่นชนิดที่ตื่นด้วยดี  ในกาลทุกเมื่อ  ฉะนี้

:แต่แม้กระนั้น  ผู้ที่ได้สำเร็จพรหมวิหารกรรมฐานทั้งหลาย  ย่อมได้ประสบอานิสงส์ครบทั้งหมดนี้โดยไม่มีเศษเหลือ  ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพรหมวิหารธรรม ๔  เป็นข้าศึกโดยตรงของนิวรณกิเลสทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระพุทธโอวาทไว้  ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค....มีอาทิว่า  :-

:ดูก่อนอาวุโส  ก็เมตตาเจโตวิมุติ  นี้นั้น  เป็นธรรม  เครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท  ฉะนี้

:อนึ่ง  โทษทั้งหลายมีนอนเป็นทุกข์เป็นต้น  ย่อมบังเกิดแก่หมู่สัตว์  ก็ด้วยอำนาจนิวรณกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น  เพราะฉะนั้นเมื่อพรหมวิหารธรรม  ซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณกิเลส  มีพยาบาทเป็นต้นนั้น  อันโยคีบุคคลบำเพ็ญปฏิบัติให้สำเร็จแล้ว  อานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้น  ก็เป็นอันอยู่ในเงื้อมมือแล้วนั่นเทียว

:เมตตาภาวนา  จบ

<sub><small>''(หน้าที่ 134)''</small></sub>

'''๒.  กรุณาภาวนา'''

:โยคีบุคคลมีความประสงค์จะเจริญกรุณาพรหมวิหารนั้น  ประการแรกพึงเตรียมการทำบุพกิจเบื้องต้นเสียให้เสร็จสิ้น  นับแต่ตัดปลิโพธความกังวล ๑๐  ประการให้สิ้นห่วงตลอดจนถึงการนั่ง  ณ  อาสนะอย่างเรียบร้อย  เหมือนอย่างที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนาครั้นแล้วพึงพิจารณาให้เห็นโทษของวิหิงสาคือการเบียดเบียนสัตว์  และอานิสงส์ของกรุณาเสียก่อน เมื่อได้เห็นโทษและอานิสงส์อย่างเด่นชัดแล้ว  จึงเริ่มลงมือเจริญกรุณาพรหมวิหารต่อไป

'''โทษของวิหิงสาและอานิสงส์ของกรุณา'''

:ก็แหละ  คนบางคนในโลกนี้  เป็นผู้มีชาติมีสันดานชอบทรมานเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยมือของตนบ้าง  ด้วยการขว้างด้วยก้อนดินบ้าง  ด้วยทุบตีด้วยท่อนไม้บ้าง  ด้วยฟันแทงด้วยศัสตราอาวุธบ้าง  หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง  ก็ผลวิบากอันเลวทรามของการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายเช่นนั้น  ย่อมจะตามสนองเขาทั้งในโลกปัจจุบันและอนาคตไม่ต้องสงสัย

:เป็นความจริงทีเดียว  ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยการทำให้ถึงสิ้นชีวิตบ้าง  ด้วยการตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งให้ทนทุกข์ทรมานบ้าง  ด้วยทำให้เสียทรัพย์บ้าง  ด้วยทำให้เสื่อมลาภบ้าง  ด้วยทำให้พลัดที่นาคลาที่อยู่บ้าง  ด้วยทำให้เสียผลประโยชน์บ้าง  ด้วยทำให้เสื่อมยศบ้าง  ด้วยทำให้เก้อเขินในที่ประชุมบ้าง  โดยที่สุดแม้การคอยจ้องจับผิดตามความจริง  อันการเป็นอยู่ด้วยความประมาทของเขาผู้นั้นเช่นกล่าวมานี้  ย่อมจะบันดาลให้เป็นไปเพื่อไม่ให้เขาได้ลาภที่ยังไม่ได้  เพื่อเสื่อมลาภที่เขาได้มาแล้ว  แม้ในโลกที่เห็นๆกันนี้ทีเดียว  กล่าวคือ  ชื่อเสียงอันเลวทรามของเขาซึ่งมีการเบียดเบียนสัตว์นั้นเป็นเหตุ  ย่อมกระพือสะพัดไป  เมื่อเข้าสู่สมาคม  เขาจะเป็นคนไม่แกล้วกล้า  ไม่สง่าผ่าเผย  ครั้นถึงคราวตายเขาจะเป็นคนหลงตาย  เมื่อแตกกายตายไปแล้ว  ทุคติภูมิเป็นสิ่งที่เขาต้องหวังได้  และภายหลังเมื่อเขามาเกิดเป็นมนุษย์ในสุคติภูมิ  เขาจะเป็นคนได้ชาติกำเนิดเลวมีตระกูลต่ำ  จะเป็นคนมีผิวพรรณ

<sub><small>''(หน้าที่ 135)''</small></sub>

:ทราม  น่าเกลียดน่าชัง  เขาจะเป็นคนมีโรคาพาธมาก  เขาจะเป็นคนตกทุกข์ได้ยาก  มีข้าวน้ำ  โภชนะอาหารบกพร่อง  เขาจะเป็นคนมีอายุสั้น  มีชีวิตอยู่ในโลกนี้น้อย  ฉะนี้

:โยคีบุคคลจงพิจารณาให้เห็นโทษของวิหิงสา  คือการเบียดเบียนสัตว์อย่างปราศจากกรุณา  อันสืบเนื่องติดสันดานคนมาเป็นอเนกประการเช่นที่พรรณนามานี้  ครั้นแล้วจงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของกรุณาคือความสงสารสัตว์  โดยประการตรงกันข้ามกับโทษวิหิงสาตามที่พรรณนามาแล้ว  เมื่อเห็นโทษและคุณเด่นชัดแล้วจึงเริ่มลงมือเจริญกรุณากรรมฐาน  โดยวิธีแห่งการภาวนา  ดังจะได้แสดงต่อไป

'''ห้ามเจริญคนใน ๕  จำพวกอันดับแรก'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลเริ่มแรกจะเจริญกรุณากรรมฐานนั้น  จงอย่าเจริญไปใน  บุคคล ๕  จำพวกนี้เป็นอันดับแรก  คือ  คนที่รัก ๑  เพื่อนที่รักมาก ๑  คนเป็นกลางๆ ๑  คนที่เกลียดชัง ๑  คนคู่เวร ๑  เพราะคนเป็นที่รักก็ย่อมตั้งอยู่ในฐานะของคนเป็นที่รัก  เพื่อนที่รักมากก็ตั้งอยู่ในฐานะเพื่อนที่รักมาก  คนที่เป็นกลางๆ  ก็ตั้งอยู่ในฐานะคนเป็นกลางๆ  คนที่เกลียดชังก็ตั้งอยู่ในฐานะคนที่เกลียดชัง  และคนคู่เวรก็ตั้งอยู่ในฐานะคนคู่เวรอย่างเดิมนั่นเอง  ไม่ใช่เป็นวิสัยที่จะทำให้เกิดความกรุณาในอันดับแรกได้  อธิบายว่า  เมื่อโยคีบุคคลผู้ปรารภจะเจริญกรุณาไปในบุคคลที่รักนั้น  ภาวนาแห่งความรักยังมิได้พรากออกไปจากจิต  เมื่อความรักยังมิได้เพราะออกไป  กรุณาก็จะขึ้นในจิตมิได้  เป็นธรรมดานิยมดังนี้  แม้ในบุคคลนอกนี้ก็เป็นทำนองเดียวกัน  เพราะเหตุนี้  จึงห้ามมิให้เจริญกรุณาไปเป็นอันดับแรก  ในบุคคล ๕  จำพวกนั้น

:ส่วนคนเพศตรงข้าม  กับคนที่ตายแล้ว  ไม่เป็นเขตที่ควรจะนำมาเจริญเป็นอารมณ์ของกรุณากรรมฐานตลอดกาล  เพราะเหตุดังที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั่นแล

'''คนที่ควรเจริญภาวนาถึงอันดับแรกที่ ๑'''

:โดยเหตุที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงเป็นแบบอย่างไว้  ซึ่งปรากฏในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 136)''</small></sub>

:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา  ย่อมแผ่กรุณาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น  คือ  ทำอย่างไร?  ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา  ย่อมแผ่กรุณาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวงทุกๆจำพวก  เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น  ซึ่งเข็ญใจได้ทุกข์  ซ้ำประกอบด้วยบาปกรรมทำชั่วคนหนึ่งแล้ว  พึงเกิดความกรุณาขึ้น  ฉะนั้น

:ดังนั้น  โยคีบุคคลเมื่อได้เห็นใครๆก็ตาม  ซึ่งเป็นคนที่น่าสงสารได้ประสบความลำบากอย่างยิ่ง  เป็นคนเข็ญใจได้ทุกประกอบกรรมทำทุจริต  เป็นคนกำพร้าขาดอาหาร  วางกระเบื้องขอทานไว้ข้างหน้า  นั่งอยู่ในโรงพักคนอนาถา  มีหมู่หนอนไต่ออกจากแผลที่มือและเท้า  ส่งเสียงครวญคร่ำพร่ำพรรณนาอยู่ฉะนี้แล้ว  พึงยังกรุณาจิตให้เป็นไปในคนเช่นนั้นเป็นอันดับแรกก่อนกว่าคนทุกจำพวก  ด้วยบทภาวนาว่า –

:กิจฺฉํ  วตายํ  สตฺโต  อาปนฺโน,  อปฺเปว  นาม  อิมมหา  ทุกฺขา  มุจฺเจยฺย

:สัตว์ผู้นี้ประสบความลำบากแท้หนอ  ขอจงพ้นจากทุกข์นี้เสียเถอะหนา

:อีกแบบหนึ่งว่า 

:อยํ  สตฺโต  ทุกฺขา  มุจฺจตุ

:ขอสัตว์ผู้นี้  จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด 

:สำหรับตั้งแต่ ๒  คนขึ้นไปว่า-

:เอเต  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้  จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด

:หรือว่า –

:สพฺเพ  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 137)''</small></sub>

:ด้วยภาวนาวิธีนี้  โยคีบุคคลจงพยายามภาวนา  คือส่งจิตอันประกอบด้วยกรุณาไปพร้อมกับบทภาวนานั้นๆ  อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนให้กรุณาปรากฏขึ้นในใจอย่างเด่นชัด  จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นที่สุด  ทำนองเดียวกับเมตตาภาวนานั่นแล

'''คนที่ควรเจริญกรุณาถึงอันดับแรกที่ ๒'''

:ในกรณีที่โยคีบุคคลไม่ได้พบเห็นคนเข็ญใจได้ทุกข์เช่นที่กล่าวแล้วนั้นมาเป็นอารมณ์ของกรรมฐานเป็นอันดับแรก  จงเจริญกรุณาไปแม้ในบุคคลผู้มีความสุข  แต่ชอบทำบาปกรรมอยู่  โดยยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนที่กำลังจะถูกประหารชีวิต

:จะพึงปฏิบัติอย่างไร ?

:พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้  เหมือนอย่างว่าพวกราชบุรุษจับโจรพร้อมทั้งของกลางได้แล้ว  เมื่อพระราชามีพระราชโองการให้ประหารชีวิต  จึงมัดโจรนั้นแล้วลงแส้ครั้งละ ๔  เส้น ๆ จนถึงร้อยครั้ง  แล้วนำไปสู่ที่ตะแลงแกง   เพื่อจะทำการประหารชีวิต  ขณะนั้นมนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้วพากันให้ของขบเคี้ยวบ้าง  ของรับประทานบ้าง  ให้ดอกไม้ของหอมเครื่องไล้ทา  และหมากพลูบุหรี่บ้างแก่โจรนั้น  แม้ว่าโจรนั้นจะได้เคี้ยวกินอยู่  บริโภคใช้สอยอยู่ซึ่งสิ่งของเหล่านั้นอย่างบริบูรณ์  ดูคล้ายๆกับคนมีความสุข  คนที่เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติก็จริงแต่ก็ไม่มีใครเลยที่จะสำคัญเห็นว่า  โจรนี้มีความสุขมีโภคทรัพย์มาก  มีแต่จะกรุณาสงสารเขาโดยฝ่ายเดียวว่า  เจ้าโจรนี้จักต้องตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว  เพราะเขาใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกๆฝีเท้าที่เขาย่างไป  ดังนี้ฉันใด

:แม้โยคีบุคคลผู้เจริญกรุณากรรมฐานก็เหมือนกัน  พึงส่งจิตไปในคนที่มีความสุข  แต่เป็นผู้ชอบทำแต่บาปกรรมนั้นอย่างนี้ว่า  คนผู้นี้  ถึงแม้ขณะนี้เขาจะมีความสุขเพียบพร้อมอยู่ด้วยการเสวยสุขและบริโภคใช้สอยโภคสมบัติอย่างสมบูรณ์พูนสุขก็ตาม  แต่เขาจักต้องได้เสวยทุกข์กายทุกข์ใจอยู่มิใช่น้อยในอบายภูมิทั้งหลายในภายหน้า  เพราะเหตุที่เขาไม่ทำกัลยาณกรรมไว้ด้วยกายทวาร  วจีทวาร  และมโนทวาร  แม้สักทวารเดียว  หรือจะใช้บทสำหรับภาวนาดังที่แสดงไว้ข้างต้นนั้นก็ได้

:ด้วยประการฉะนี้  เป็นอันว่า  คนที่ควรเจริญกรุณาไปถึงเป็นอันดับแรกนั้น  มี ๒  จำพวก  คือคนเข็ญใจได้ทุกข์ ๑  คนที่มีความมั่งมีศรีสุขแต่ชอบทำแต่บาปกรรม ๑  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 138)''</small></sub>

'''เจริญภาวนาไปในคนที่รักเป็นต้น'''

:เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญกรุณาไปในบุคคลจำพวกแรก  โดยภาวนาวิธีดังแสดงมาอย่างนั้นแล้ว  อันดับต่อจากนั้นพึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในบุคคลตามลำดับดังนี้  คือคนที่รัก  ถัดนั้นคนเป็นกลางๆ  ถัดนั้นคนคู่เวร  ด้วยภาวนาวิธีดังที่แสดงมาแล้วนั้น

:ในการปฏิบัติ  โยคีบุคคลพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนที่รัก  ซึ่งปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบันหรือที่จะเกิดแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป  แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนที่รัก ต่อจากนั้นพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนเป็นกลาง  ที่ปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบัน  หรือที่จะบังเกิดมีแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป  แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนเป็นกลาง ๆ  ต่อจากนั้นพึงเลือกยกเอาส่วนแห่งทุกข์ของคนคู่เวร  ที่ปรากฏเห็นอยู่ในชาติปัจจุบัน  หรือที่จะเกิดมีขึ้นแก่เขาในชาติต่อ ๆ ไป  แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนคู่เวร  ฉะนี้  

:อธิบายว่า  คน ๒  จำพวก  ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุณาที่แสดงมาในอันดับแรกนั้น  ย่อมเป็นเหตุให้กรุณาภาวนาสำเร็จโดยง่ายก็จริง  แต่โยคีบุคคลอย่าได้พอใจอยู่เพียงเท่านั้นต้องทำกรุณาภาวนาในคน ๒  จำพวกนั้น  ในคนใดคนหนึ่งให้คล่องแคล่ว  จนมีจิตอ่อนนิ่มนวล ควรแก่การงานแล้ว  ลำดับนั้นพึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนที่รัก  ลำดับต่อจากนั้นในคนเป็นกลาง ๆ  ลำดับต่อจากนั้นในคนคู่เวร  ทั้งนี้เพื่อทำกรุณาให้เป็นสิมาสัมเภทต่อไป

:ในทางปฏิบัตินั้น  โยคีบุคคลต้องทำจิตให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานในส่วนแห่งบุคคลแต่ละประเภทนั้น ๆ  ส่วนหนึ่ง ๆ  คือทำให้ชำนาญด้วยสีทั้ง ๕ เสียก่อน  ครั้นแล้วจึงเจริญกรุณาไปในบุคคลนั้น ๆ  ตามลำดับ  วิธีการเจริญกรุณากรรมฐานในบุคคลตามลำดับนี้  พึงทราบโดยทำนองเดียวกันกับที่แสดงไว้แล้วในเมตตากรรมฐานทุกประการ

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่มีคนคู่เวร  หรือผู้ไม่มีความผูกเวรกับใคร ๆ ทั้ง ๆ ที่มีคนทำความเสียหายให้อยู่  เพราะเป็นชาติเชื้อมหาบุรุษมีอัธยาศัยอันกว้างใหญ่นั้น  ไม่จำต้องทำความขวนขวายในกรณีที่ว่า  จิตของเราอ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว  บัดนี้  เราจักส่งกรุณาจิตไปในคนคู่เวร  ดังนี้  เพราะกรณีที่จะต้องปฏิบัติเช่นนั้นเฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้มีคนคู่เวรเท่านั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 139)''</small></sub>

:ในการเจริญกรุณาไปในคนคู่เวรนั้น  ถ้าแหละความโกรธแค้นจะพึงเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล  โดยทำนองที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั้น  โยคีบุคคลพึงทำการบรรเทาความโกรธแค้นนั้นให้ระงับลง  ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ  ดังที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนานั้นแหละ  เช่น  ต้องหวนกลับไปเจริญกรรมฐานในบุคคลจำพวกต้น ๆ เสียใหม่  หรือพิจารณาถึงพระพุทธโอวาทต่าง ๆ  มีพระโอวาทในกกจูปมสูตร  เป็นต้น

'''เจริญกรุณาในคนทำดีและมีความสุข'''

:การเจริญกรุณากรรมฐานที่แสดงมาแล้วนั้น  เป็นการเจริญไปในคนที่ตกทุกข์ได้ยากในชาติปัจจุบัน  และคนที่มีความสุขในปัจจุบันแต่จะได้ประสบทุกข์ในชาติหน้า  คราวนี้จะแสดงวิธีการเจริญกรุณากรรมฐานในคนที่มีความสุขและได้ทำแต่ความดี  ไม่ได้ทำความชั่วเลย

:สำหรับคนผู้มีความสุขอย่างเพียบพร้อม  และทำแต่คุณงามความดีมาโดยตลอดนั้น  เมื่อโยคีบุคคลได้เห็นเขาประสบกับความสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่นความสูญเสียญาติที่รัก  หรือเกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บ  หรือเกิดความสูญเสียโภคทรัพย์เป็นต้น  หรือแม้ไม่ได้เห็นด้วยตาเพียงแต่ได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็ตาม  แล้วพึงเจริญกรุณาในบุคคลเช่นนั้น  โดยคลุม ๆ เอาทั้งหมดอย่างนี้ว่า  ท่านผู้นี้ก็นับว่ายังเป็นคนมีทุกข์อยู่นั่นเทียว  เพราะแม้ถึงเขาจะไม่มีความสูญเสียอะไร ๆ  เลยสักอย่างเดียวก็ตาม  แต่ก็นับได้ว่า  เป็นคนยังไม่ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏสงสารอยู่นั่นเอง  ฉะนี้

'''กรุณาสีมาสัมเภท'''

:ครั้นแล้วโยคีบุคคลพึงทำกรุณาให้เป็นสีมาสัมเภทในบุคคล ๔  จำพวก  คือ  ตนเอง ๑  คนที่รัก ๑  คนเป็นกลาง ๆ ๑  คนคู่เวร ๑  โดยพยายามเจริญกรุณากรรมฐานแล้ว ๆ เล่า ๆ  ด้วยภาวนาวิธี  จนทำให้เกิดขึ้นเสมอกันในบุคคล ๔  จำพวกนั้น  ฉันเดียวกับในเมตตาภานา

<sub><small>''(หน้าที่ 140)''</small></sub>

'''บรรลุถึงอัปปนาฌาน'''

:ต่อแต่นั้น  โยคีบุคคลพึงซ่องเสพให้หนักขึ้นซึ่งนิมิตกรรมฐานอันได้แก่สีมาสัมเภทนั้น  ทำนิมิตให้เจริญขึ้นมาก ๆ  ภาวนาให้มาก ๆ เข้า  พึงยังอัปปนาฌานให้เกิดก้าวหน้าขึ้นไปด้วยสามารถแห่งฌาน ๓  โดยจตุกกนัย  และฌาน ๔  โดยปัญจกนัย  โดยทำนองที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ

:ด้วยประการฉะนี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญกรุณาพรหมวิหาร  ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งกรุณากรรมฐานนี้โดยสมบูรณ์แล้วแล

'''วิธีการแผ่กรุณา ๓  อย่าง'''

:ลำดับต่อไปนี้  ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจในวิธีการแผ่กรุณา ๓  อย่าง  ตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคดังนี้  คือการแผ่กรุณาอย่างไม่เจาะจงเรียกว่า  อโนธิโสผรณา  โดยอาการ ๕  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่กรุณาอย่างเจาะจงที่รียกว่า  โอธิโสผรณา  โดยอาการ ๗  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่กรุณาไปในทิศที่เรียกว่า  ทิสาผรณา  โดยอาการ ๑๐  นั้นอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี  ดังต่อไปนี้ : -  

'''๑. อโนธิโสผรณา'''

:คำแผ่กรุณาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕

:๑. สพฺเพ  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๒. สพฺเพ  ปาณา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอปาณะทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๓. สพฺเพ  ภูตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอภูตทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๔. สพฺเพ  ปุคฺคลา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอบุคคลทั้งปวง   จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 141)''</small></sub>

'''๒. โอธิโสผรณา'''

'''คำแผ่กรุณาเจาะจงโดยอาการ ๗'''

:๑. สพฺเพ อิตฺถิโย ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอสตรีทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๒. สพฺเพ ปุริสา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอบุรุษทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๓. สพฺเพ อริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๔. สพฺเพ อนริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอปุถุชนทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๕. สพฺเพ เทวา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

:ขอเทวดาทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๖. สพฺเพ  มนุสฺสา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ  

:ขอมนุษย์ทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๗. สพฺเพ  วินิปาติกา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง  จงพ้นจากทุกข์เถิด

'''๓.  ทิสาผรณา'''

'''วิธีการแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''

:วิธีการแผ่กรุณาไปในทิศนั้น  คือ  ยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕  จำพวก  โอธิโสบุคคล ๗  จำพวก  รวมเป็น ๑๒  บุคคล  ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐  แล้วแผ่กรุณาไปในบุคคล ๑๒  จำพวก  ที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐  นั้น  จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐  อาการ  เมื่อว่าโดยบุคคลเป็น  ๑๒  วาระ  ตัวอย่างดังต่อไปนี้

'''คำแผ่กรุณาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑  '''

'''ในบุคคลที่ ๑'''

:๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา  จงพ้นทุกข์เถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 142)''</small></sub>

:๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ  

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องต่ำ  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:๑๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  สตฺตา  ทุกฺขา  มุจฺจนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน  จงพ้นจากทุกข์เถิด

:ส่วนคำแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐  ในบุคคลอีก ๑๑  จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ ๒  คือ  สพฺเพ  ปาณา  ปาณะทั้งปวง  ถึงจำพวกที่ ๑๒  สพฺเพ  วินิปาติกา  พวกสัตว์  วินิปาติกะทั้งปวงนั้น  ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องทำนองเดียวกับบุคคลที่ ๑  ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า  สตฺตา  ในคำบาลี   กับตรงที่ว่า  สัตว์  ในคำไทยเท่านั้น  เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง  จึงไม่ยกมาแสดงไว้เต็มรูปในที่นี้

<sub><small>''(หน้าที่ 143)''</small></sub>

'''กรุณาอัปปนา  ๑๓๒'''

:ในกรุณาภาวนานี้  เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานและทำการแผ่กรุณาจิตไปโดยอาการ ๕  ในอโนธิโสบุคคล  โดยอาการ ๗  ในโอธิโสบุคคล  และโดยอาการ ๑๐  ในบุคคล  ๑๒  จำพวก  โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา  ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด ๑๓๒  อัปปนา  ในอโนธิโสผรณา ๕  ในโอธิโสผรณา ๗  ในทิสาผรณา ๑๒๐  (๕+๗+ ๑๒๐  =  ๑๓๒)

'''อานิสงส์กรุณา'''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้เจริญกรุณาภาวนา  จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว  ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งกรุณา  ๑๑  ประการ  มี  นอนเป็นสุข  เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นเทียว

'''กรุณาภาวนา จบ'''

'''..................'''

'''๓.  มุทิตาภาวนา'''

:โยคีบุคคลผู้มีความประสงค์จะเจริญมุทิตาพรหมวิหารนั้น  ประการแรกพึงเตรียมทำบุพกิจเบื้องต้นให้เสร็จสิ้นก่อน  นับตั้งแต่ตัดปลิโพธความกังวล ๑๐  ประการ  จนถึงไปนั่ง  ณ  อาสนะอย่างเรียบร้อย  เหมือนอย่างที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ  ครั้นแล้วจึงลงมือเจริญมุทิตากรรมฐานต่อไป

'''ห้ามเจริญในบุคคล ๓  จำพวกอันดับแรก'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลจะเจริญมุทิตากรรมฐานนั้น  ห้ามมิให้เจริญไปในบุคคล ๓  จำพวกนี้เป็นอันดับแรก  คือคนที่รัก ๑  คนเป็นกลาง ๆ ๑  คนคู่เวร ๑  เพราะเหตุว่า  แม้คนเป็นที่รักนั้นก็ไม่เป็นบรรทัดฐานพอที่จะให้มุทิตาเกิดขึ้นได้ในอันดับแรก  ด้วยมาตรว่า  ภาวะที่เป็นที่รักเท่านั้น

<sub><small>''(หน้าที่ 144)''</small></sub>

:อธิบายว่า  คนผู้อยู่ในฐานะเป็นที่รักกันอย่างธรรมดา  แต่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติพิเศษ  ประจำตัว  เช่น  ความเป็นผู้มีหน้าตาเบิกบานแช่มชื่นเสมอ  ความเป็นผู้ฉลาดทักทายปราศรัยก่อน  ความเป็นผู้พูดจาไพเราะ  มีมารยาทละเอียดอ่อนโยน  และความสนุกร่าเริง เป็นต้น  อันเป็นผลสำเร็จมาด้วยปฏิสนธิวิญญาณ  ที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา  คนผู้ขาดคุณสมบัติประจำตัวเช่นที่กล่าวมานี้  แม้จะนับเนื่องอยู่ในเครือคนที่รักนับถือกันก็ตาม  ก็ไม่พอที่จะเป็นเหตุให้มุทิตาพรหมวิหารนี้  เกิดขึ้นในจิตสันดานของผู้ปฏิบัติในอันดับแรกได้ ยิ่งคนเป็นกลางๆ  และคนคู่เวรด้วยแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงกันละ  ยิ่งห่างไกลจากความเป็นบรรทัดฐานแห่งมุทิตาภาวนาอันดับแรกมากทีเดียว

:ส่วนคนต่างเพศ  กับคนที่ตายแล้ว  จะเอามาเป็นเขตหรืออารมณ์  ของมุทิตากรรมฐานนี้ไม่ได้เลย  โดยส่วนเดียว  เพราะเหตุไร ?  ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนา

'''คนที่ควรเจริญมุทิตาถึงอันดับแรก'''

:ก็แหละ  เพื่อนที่รักมาก  จัดเป็นบุคลที่เป็นบรรทัดฐานพอที่จะให้มุทิตาเกิดขึ้นได้ในอันดับแรก  หรือคนประเภทที่ท่านอรรถกถาจารย์เรียกว่า  เพื่อนใจนักเลง  ซึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัยสนุกร่าเริง  ยิ้มก่อนพูดเสมอ  นับเป็นบุคคลที่ควรเจริญมุทิตาไปถึงเป็นอันดับแรกได้เช่นเดียวกัน  หรือคนที่รักนั่นแหละ  แต่เป็นผู้สมบูรณ์พูนสุขมีเครื่องบำรุงบำเรออย่างเพียบพร้อม  กำลังร่าเริงบันเทิงใจอยู่ ก็เช่นเดียวกัน

:เมื่อโยคีบุคคลได้เห็นมาด้วยตาเองก็ดี  หรือเพียงแต่ได้ทราบข่าวดี  แล้วพึงเจริญมุทิตาให้เป็นไปในบุคคลเห็นปานนั้นเป็นอันดับแรก  ก่อนกว่าบุคคลประเภทอื่น  คือ  พึงเจริญด้วยบทภาวนาว่า –

:โมทติ  วตายํ  สตฺโต  อโห  สาธุ,  อโห  สุฏฐุ

:สัตว์ผู้นี้ร่าเริงจริงหนอ,  ขออนุโมทนาด้วยเถอะหนา,

'''หรืออีกแบบหนึ่งว่า –'''

:อยํ  สตฺโต  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ผู้นี้  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

<sub><small>''(หน้าที่ 145)''</small></sub>

'''ถ้าตั้งแต่ ๒  คนขึ้นให้ว่า –'''

:เอเต  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์เหล่านี้  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

'''หรือว่า –'''

:สพฺเพ  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:โยคีบุคคลพึงนึกภาวนาในใจไปตามบทภาวนานี้อย่างแล้ว ๆ เล่า ๆ  จนมุทิตาจะปรากฏชัดขึ้นในใจและได้บรรลุถึงขั้นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิตามลำดับ  

:เพราะอาศัยอำนาจความหมายนี้นั่นเอง  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสวิธีเจริญมุทิตาภาวนาไว้เป็นแบบอย่าง  ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์  ดังนี้ –

:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยมุทิตา  ย่อมแผ่มุทิตาจิตไป

:ทางทิศหนึ่งอยู่นั้น  คือทำอย่างไร ?  ภิกษุผู้มีจิตประกอบ

:ด้วยมุทิตา  ย่อมแผ่มุทิตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวงทุก ๆ จำพวก

:เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น  ซึ่งเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจ

:คนหนึ่งแล้ว  พึงพลอยโมทนายินดีด้วย  ฉะนั้น

'''เจริญมุทิตาในคนที่รักผู้ตกยาก'''

:ถ้าแหละ  เพื่อนใจนักเลงหรือคนที่รักของโยคีบุคคลนั้น  เมื่อก่อนเขาเป็นคนมีความสมบูรณ์พูนสุข  แต่มาบัดนี้ได้เปลี่ยนภาวะมาเป็นคนเข็ญใจได้ทุกข์และประกอบกรรมทำชั่วขึ้นเช่นนี้  โยคีบุคคลต้องระลึกถึงสภาพที่เขาเคยสมบูรณ์พูนสุขในปางอดีตนั้นแล้ว  ยกเอาอาการที่เขาเคยสนุกร่าเริงขึ้นมาพิจารณาว่า  คนผู้นี้  เมื่อครั้งอดีตเขาได้เคยเป็นคนร่ำรวยมีบริวารมาก  เป็นคนสนุกร่าเริงเสมอเป็นนิจ  ดังนี้แล้ว  พึงเจริญมุทิตาให้เป็นไป  อนึ่ง  พึงยกเอาแม้อาการที่เขาพึงสนุกร่าเริงต่อไปในภายหน้าขึ้นมาพิจารณาว่า  ชีวิตในอนาคตของคนผู้นี้  เขาจักได้สมบัตินั้นกลับคืนมาอีก  เขาจักได้ไปบนคอช้าง  หรือบนหลังม้า  หรือบนวอทองคำเป็นแน่  ดังนี้แล้ว  พึงเจริญมุทิตาให้เป็นไปในบุคคลนั้นเถิด

<sub><small>''(หน้าที่ 146)''</small></sub>

'''เจริญมุทิตาในคนกลางๆ  และคนคู่เวร'''

:ในที่นี้  คำว่า  เพื่อนที่รักมากซึ่งเรียกว่าเพื่อนใจนักเลงกับคนที่รัก  สองบุคคลนี้รวมเรียกว่าคนที่รักประเภทเดียวกัน  เพราะเป็นผู้มีสภาพเป็นที่รักเหมือนกัน  เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐานให้เกิดขึ้นในคนที่รักเช่นนั้นแล้ว  ถัดนั้นพึงเจริญมุทิตาไปในบุคคลตามลำดับดังนี้  คือ  คนเป็นกลางๆ  และคนคู่เวร  วิธีปฏิบัตินั้นดังนี้

:เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐาน  ให้เกิดมีขึ้นในเพื่อนที่รักมาก  หรือเพื่อนใจนักเลงนั้นแล้ว  พึงทำกรรมฐานนั้นให้คล่องแคล่ว  ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานเสียก่อน  แล้วจึงเจริญมุทิตาไปในคนที่รัก  ครั้นทำกรรมฐานในคนที่รักให้คล่องแคล่ว  ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว  จึงเจริญมุทิตาไปในคนกลาง ๆ  ครั้นทำกรรฐานในคนเป็นกลาง ๆ ให้คล่องแคล่วให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว  ถัดนั้นจึงเจริญมุทิตาไปในคนคู่เวร  แล้วพึงทำอัปปนาฌานให้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับต่อไป

'''มุทิตาสีมาสัมเภท'''

:ก็แหละ  ในกรณีที่เจริญมุทิตาไปในคนคู่เวรนั้น  ถ้าความโกรธแค้นเกิดขึ้นแก่โยคีโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนา  โยคีบุคคลพึงพยายามบรรเทาความโกรธแค้นให้ระงับลงด้วยอุบายวิธีที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนานั่นแล

:ครั้นแล้วพึงทำมุทิตาให้เป็นสีมาสัมเภท  โดยทำจิตให้เสมอในบุคคล ๔  จำพวก  คือ  คนที่รัก ๑  คนเป็นกลาง ๆ ๑  คนคู่เวร ๑  และตนเอง ๑  ฉะนี้

'''บรรลุถึงอัปปนาฌาน'''

:แต่นั้นโยคีบุคคลพึงส้องเสพนิมิตกรรมฐาน  คือ  สีมาสัมเภทนั้นให้หนักขึ้นทำให้นิมิตเจริญขึ้น  ภาวนาให้มาก ๆ เข้า  จนให้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน  แล้วทำอัปปนาฌาน  ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปด้วยสามารถฌาน ๓  โดยจตุกกนัยและฌาน ๔  โดยปัญจกนัย  โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ

:ด้วยประการฉะนี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาพรหมวิหาร  ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งมุทิตากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล

<sub><small>''(หน้าที่ 147)''</small></sub>

'''วิธีแผ่มุทิตา ๓  อย่าง'''

:ลำดับต่อไปนี้  ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่มุทิตาจิต ๓  อย่างตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค  คือ  การแผ่มุทิตาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่าอโนธิโสผรณา  โดยอาการ ๕  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่มุทิตาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณาโดยอาการ ๗  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่มุทิตาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐  นั้นอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี  ดังต่อไปนี้

'''๑.  อโนธิโสผรณา'''

'''คำแผ่เมตตามุทิตาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''

:๑. สพฺเพ  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๒. สพฺเพ  ปาณา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอปาณะทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๓. สพฺเพ  ภูตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอภูตทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย 

:๔. สพฺเพ  ปุคฺคลา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอบุคคลทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๕. สพฺเพ  อตฺตภาวปริยาปนฺนา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

'''๒. โอธิโสผรณา'''

'''คำแผ่มุทิตาเจาะจงโดยอาการ ๗'''

:๑. สพฺพา  อิตฺถิโย  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสตรีทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๒. สพฺเพ  ปุริสา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอบุรุษทั้งปวง  จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:(หน้าที่ 148)

:๓. สพฺเพ  อริยา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺต

:ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๔. สพฺเพ  อนริยา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอปุถุชนทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๕. สพฺเพ  เทวา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอเทวดาทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๖. สพฺเพ  มนุสฺสา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอมนุษย์ทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๗. สพฺเพ  วินิปาติกา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉฺตุ

:ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

'''๓.  ทิสาผรณา'''

'''วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''

:วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศนั้น  คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕  จำพวก  โอธิโสบุคคล ๗  จำพวก  รวมเป็น ๑๒  บุคคลไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐  แล้วแผ่มุทิตาไปในบุคคล ๑๒  จำพวก  ที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐  นั้น  จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐  อาการ  เมื่อว่าโดยบุคคล  เป็น ๑๒  วาระ  ตัวอย่างดังต่อไปนี้

'''คำแผ่มุทิตาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑'''

'''ในบุคคลที่ ๑'''

:๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร  จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

<sub><small>''(หน้าที่ 149)''</small></sub>

:๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ  จงอย่าได้พลัดพรากจากสบัติที่ได้แล้วเลย

:๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  ยถาลทธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:๑๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  สตฺตา  ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต  มา  วิคจฺฉนฺตุ

:ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน  จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

:ส่วนคำแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐  ในบุคคลอีก ๑๑  จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ ๒  สพฺเพ  ปาณา  ปาณะทั้งปวง  ถึงจำพวก ๑๒  สพฺเพ  วินิปาติกา  พวกสัตว์วินิปาติกาทั้งปวงนั้น  ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับบุคคลที่ ๑  ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้น ๆ  มาประกอบแทนตรงที่ว่า  สตฺตา  ในคำบาลี  กับตรงที่ว่า  สัตว์  ในคำไทยเท่านั้น  เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง  จึงไม่ได้ยกมาแสดงไว้เต็มรูป 

'''มุทิตาอัปปนา ๑๓๒'''

:ในมุทิตาภาวนานี้  เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานและทำการแผ่มุทิตาจิตไปโดยอาการ ๕  ในอโนธิโสบุคคล  โดยอาการ ๗  ในโอธิโสบุคคล  และโดยอาการ ๑๐  ในบุคคล ๑๒  จำพวก  โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา  ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด

<sub><small>''(หน้าที่ 150)''</small></sub>

:๑๓๒  อัปปนาคือ  อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕  ในอโนธิโสผรณา ๗  และในทิสาผรณา ๑๒๐  (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)  

'''อานิสงส์มุทิตา'''

:ก็แหละโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว  ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งมุทิตาถึง ๑๑  ประการ  มี  นอนเป็นสุข  เป็นต้น  ฉันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นแล

'''มุทิตาภานาจบ'''

'''.......................'''

'''๔.  อุเบกขาภาวนา'''

:การภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารนี้  มีข้อแปลกจากพรหมวิหาร ๒  ข้างต้น  ที่โยคีบุคคลควรทราบ  คือพรหมวิหาร ๓  ข้างต้นนั้น  ใคร ๆ  ก็ตามเมื่อมีความประสงค์จะเจริญภาวนาแล้ว  ก็ลงมือปฏิบัติกันได้ทุกคนและโดยทันทีทีเดียว  ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารนี้  หาปฏิบัติเช่นนั้นได้ไม่  ผู้ที่จะลงมือปฏิบัติมีเขตจำกัดไว้เป็นธรรมนิยมเฉพาะแต่ผู้ที่เป็นฌานลาภีบุคคล  คือผู้ได้ปฏิบัติพรหมวิหาร ๓  เบื้องต้นข้อใดข้อหนึ่งจนได้บรรลุถึงขั้นตติยฌานโดยจตุกกนัยหรือจตุตถฌานโดยปัญจกนัยมาแล้วเท่านั้น  จึงจะลงมือเจริญภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารเป็นผลสำเร็จมาแต่พรหมวิหาร  ๓  ข้างต้นโดยเฉพาะ  และอุเบกขาพรหมวิหารนี้  เข้าประกอบได้แต่ในจตุตถฌานโดยจตุกกนัยหรือในปัญจมฌานโดยปัญจกนัยเท่านั้น  หาได้ประกอบในฌานต้น ๆ ไม่

'''เจริญอุเบกขาในบุคคลกลางๆอันดับแรก'''

:เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลผู้ฌานลาภี  มีความประสงค์จะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนั้น  ก่อนแต่จะลงมือปฏิบัติ  ต้องเข้าสู่ตติยฌานที่ตนได้ทำให้ชำนาญคล่องแคล่วมาด้วยวสี ๕  ด้วยอำนาจฌาน ๓  หรือฌาน ๔  แล้วแต่กรณีที่ได้สำเร็จมาในเมตตาหรือกรุณาหรือมุทิตากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ครั้นออกจากตติยฌานแล้ว  พึงพิจารณาให้เห็นโทษของเมตตา,  กรุณา  และมุทิตาว่า  ต่างก็ยังมีการต้องสาละวนสนใจอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยการส่งจิตไปว่า

<sub><small>''(หน้าที่ 151)''</small></sub>

:ขอให้สัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด  เป็นต้น  และยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความรักและความชังอยู่  กับทั้งยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความดีใจในอันที่จะต้องส่งจิตไปว่า  ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด  (เมตตา)  ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด  (กรุณา)  ขอสัตว์ทั้งปวงจงเจริญ ๆ เถิด  (มุทิตา)  ประกอบด้วยมีองค์ฌานที่หยาบ  เพราะฌานนั้น ๆ ยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่  ฉะนี้  ครั้นแล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของอุเบกขาพรหมวิหาร  เป็นต้นว่า  เป็นสภาพที่ละเอียดสุขุม  ประณีต  ห่างไกลจากกิเลสมาก  และมีผลอันกว้างใหญ่ไพศาลกว่าพรหมวิหาร ๓  ข้างต้น ฉะนี้  

:ลำดับนั้น  โยคีบุคคลพึงเพ่งจิตเป็นกลาง ๆ  ไปยังผู้คนเป็นกลาง ๆ กับตน  อย่างแล้ว ๆ เล่า ๆ  โดยวิธีที่มองในแง่ที่คนทุกคนรวมทั้งตนเองด้วยเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนว่า  คนผู้นี้เมื่อเขาจะมาเกิดในโลกนี้  หากเขามาด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้เอง  เมื่อเขาจะจากโลกนี้ไปนั้นเล่า  เขาก็จะต้องไปด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำไว้เอง  แม้ตัวเราบ้างก็เหมือนกัน  เมื่อจะมาในโลกนี้หรือจะจากโลกนี้ไปก็สำเร็จด้วยอำนาจกรรมที่ตัวเราเองได้ทำไว้เองทั้งสิ้น  การที่เราจะช่วยกอบโกยเอาความสุขใจมาให้  หรือจะช่วยปลดปลิดความทุกข์ใจออกให้แก่ผู้คนนี้ด้วยความพยายามของเราเองนั้น  หาใช่วิสัยที่จะเป็นไปได้ไม่  และการมัวสาละวนวุ่นวายอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยการแผ่เมตตาจิตบ้างกรุณาจิตบ้าง  มุทิตาจิตบ้างไปถึงเขาผู้นี้  มิใช่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามความมุ่งหมายแท้ทีเดียว  การวางใจไว้เป็นกลาง ๆ  ในสัตว์ทั้งปวงนี้ต่างหาก  เป็นมรรคาที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า  เป็นต้น  ดำเนินไปแล้ว  และเป็นปฏิปทาที่ตรงเป้าหมายในทางปฏิบัติ  โยคีบุคคลพึงส่งจิตไปในบุคคลนั้นด้วยบทภาวนาดังนี้ว่า : -

:อยํ  สตฺโต  กมฺมสฺสโก  โหติ

:สัตว์ผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:ถ้าตั้งแต่ ๒  คนขึ้นไปว่า : - 

:เอเต  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

<sub><small>''(หน้าที่ 152)''</small></sub>

:หรือว่า : -

:สพฺเพ  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:ทั้งนี้ด้วยวิธีที่นึกภาวนาในใจบ่อย ๆ  หลายครั้งหลายหน  จนกว่าอุเบกขา  คือ  ความเป็นกลาง ๆ  ในบุคคลนั้น  จะปรากฏขึ้นในจิตอย่างเด่นชัด  เมื่อโยคีบุคคลพยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนี้  ความวางใจเป็นกลาง ๆ  อย่างปกติในบุคคลนั้น  ก็จะเป็นสภาพที่ตั้งอยู่อย่างแน่วแน่ไม่แลบออกไปหาอารมณ์ภายนอกอื่น ๆ  นี่คือลักษณะของอุปจารภาวนา  และขณะนั้นนิวรณ์ ๕ ย่อมถูกข่มให้สงบไปด้วยอำนาจพลังแห่งภาวนา  กิเลสทั้งหลายก็สงบลงตามกันด้วยประการ  ฉะนี้

'''เจริญอุเบกขาในคนที่รักเป็นต้น'''

:ลำดับนั้น  โยคีบุคคลพึงเจริญอุเบกขาที่ได้ทำให้บังเกิดขึ้นแล้วในคนเป็นกลาง ๆ นั้น  ไปในบุคคลประเภทอื่น ๆ  มีคนผู้เป็นที่รักเป็นต้นต่อไป  เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นแบบอย่างไว้  ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์  ดังนี้  : -

:ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา  ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น  คือทำอย่างไร ?  ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา  ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปในสัตว์ทั้งปวง  เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่นซึ่งไม่รักไม่ชังคนหนึ่ง  แล้วพึงเป็นผู้เฉยๆ  อยู่ฉะนั้น

:เพราะฉะนั้น  เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญอุเบกขาให้เกิดในคนเป็นกลาง ๆ เป็นอันดับแรกดังนั้นแล้ว  พึงฝึกทำอุเบกขาจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานด้วยวสี ๕  จนได้ที่แล้ว  แต่นั้นพึงพยายามเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนที่รักต่อไป ครั้นทำอุเบกขาจิตในคนที่รักให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว  ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในเพื่อนใจนักเลงต่อไป  ครั้นทำอุเบกขาจิตให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว  ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนคู่เวรต่อไป  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 153)''</small></sub>

'''อุเบกขาสีมาสัมเภท'''

:ครั้นแล้ว  โยคีบุคคลพึงพยายามเจริญอุเบกขาจิตให้เป็นสีมาสัมเภทโดยวางใจไว้เป็นกลาง ๆ  ในบุคคลเหล่านี้  คือคนที่รัก ๑  เพื่อนใจนักเลง ๑  คนคู่เวร ๑  และตนเอง ๑  เมื่อได้ปฏิบัติถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว  ฉะนี้  พึงซ่องเสพให้หนักยิ่งขึ้นซึ่งสมถนิมิต  คือ  สีมาสัมเภทนั้น  ทำให้เจริญขึ้น  ภาวนาให้มาก ๆ เข้า  ด้วยภาวนาวิธีดังที่ได้แสดงมาแล้วนั่นแล

:ในที่นี้  เหตุที่ท่านยกเอาตนเองมาตั้งไว้ในลำดับหลังสุดนั้น  ก็เพราะการที่จะวางใจไว้เป็นกลาง ๆ  ในตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก  ยากยิ่งกว่าคนคู่เวรเสียอีก  ทั้งนี้  ด้วยความเห็นแก่ตนเป็นภาวะที่มีกำลังมากโดยธรรมนิยมของโลกียปุถุชนนั่นเอง

'''บรรลุจตุตถฌาน'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามอย่างมุ่งมั่นด้วยการซ่องเสพนิมิตกรรมฐานอยู่อย่างนั้น  ไม่ช้าไม่นานสักเท่าไร  จตุตถฌานอันมีอุเบกขาพรหมวิหารเป็นนิมิตก็สำเร็จบังเกิดขึ้นมา  ซึ่งมีคุณลักษณะเหมือนอย่างที่ได้แสดงมาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั่นแล

:ด้วยประการฉะนี้  เป็นอันโยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารภาวนา  ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งอุเบกขากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล

'''อาการเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานในปถวีกสิณ'''

:ก็แหละ  ลักษณะอาการที่บังเกิดขึ้นของจตุตถฌาน  ที่ท่านแสดงไว้ในปถวีกสิณนั้น  ข้าพเจ้าขอยกมาไว้  ณ  ที่นี้อีกวาระหนึ่ง  เพื่อสนองเจตนาของผู้ใคร่จะทราบ  และเพื่อช่วยส่งเสริมความเข้าใจในที่นี้ให้เด่นชัดขึ้น  ดังต่อไปนี้

:เมื่อโยคีผู้ฌานลาภีบุคคล  ซึ่งทำฌานให้แคล่วคล่องดีแล้วด้วยวสีทั้ง ๕  ออกจากตติยฌานที่ตนทำให้ชำนาญดีแล้วนั้น  พิจารณาเห็นโทษในตติยฌานว่า  สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อปีติอันเป็นข้าศึกอยู่  และฌานก็มีกำลังอ่อนเพราะสุขอันเป็นองค์ฌานเป็นสภาพที่หยาบ  ครั้นแล้วก็ใฝ่ใจไปถึงจตุตถฌานโดยเห็นเป็นสภาพที่ละเอียดประณีตกว่า  จึงคลายความพอใจในตติยฌานเสีย  แล้วลงมือพยายามภาวนาต่อเพื่อให้ได้บรรลุจตุตถฌานต่อไป

<sub><small>''(หน้าที่ 154)''</small></sub>

:ก็แหละ  ขณะใดโยคีบุคคลออกจากตติยฌานแล้วใช้สติสัมปชัญญะกำหนดพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น  ความสุขอันใดได้แก่โสมนัสเวทนาก็จะปรากฏให้เห็นโดยเป็นภาวะที่หยาบเด่นชัดขึ้น  อุเบกขาเวทนากับเอกัคคตา  (ภาวะที่จิตมีอารมณ์ดิ่งเป็นหนึ่ง)  ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นภาวะที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น  ขณะนั้นแลกำลังที่โยคีบุคคลพิจารณาสมถนิมิตอยู่ว่า  ปถวี  ปถวี  หรือ  ดิน  ดิน  ดังนี้เพื่อละองค์ฌานที่หยาบนั้น  และให้ได้มาซึ่งองค์ฌานที่ละเอียดต่อไป  และรู้สึกขึ้นว่า  จตุตถฌานจะเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว  มโนทวาราวัชชนจิต  ซึ่งมีปถวีกสิณนั้นแหละเป็นอารมณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสภวังคจิตแล้วก็เกิดขึ้นมาแทนทันที  ถัดนั้นและในอารมณ์เดียวกันนั้น  ชวนจิตก็เกิดขึ้น ๔  ครั้งหรือ ๕  ครั้งแล้วแต่กรณี  (สำหรับโยคีเป็นติกขบุคคลมีปัญญากล้า  ชวนจิตเกิดขึ้นเพียง ๔  ครั้ง  ครั้งที่ ๑  เรียกว่า  อุปจาระ  ที่ ๒ อนุโลม  ที่ ๓  โคตรภู  ที่ ๔  คือจตุตถฌาน  สำหรับโยคีผู้เป็นมันทบุคคลปัญญาอ่อน  ชวนจิตเกิดขึ้น ๕  ครั้ง  คือ  บริกรรม  อุปจาระ  อนุโลม  โคตรภู  และจตุตฌาน  ตามลำดับ)

:ชวนจิตดวงสุดท้าย  คือ  ครั้งที่ ๔  หรือ  ครั้งที่ ๕  นั้น  คือ  ตัวจตุตถฌานจัดเป็นรูปาวจรกุศล  ส่วนชวนจิตดวงต้น ๆ  คือ  บริกรรม  อุปจาระ  อนุโลม  และโคตรภู  ยังเป็นกามาวจรกุศลอยู่  ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุถึงซึ่งจตุตถฌานอันมีสติบริสุทธิ์  เพราะอุเบกขาเวทนา  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์เสียแล้ว  โสมนัสเวทนาและโทมนัสเวทนาก็ดับมาแล้วตั้งแต่ต้น

:ด้วยประการฉะนี้  จตุตถฌานหรือฌานที่ ๔  โดยจตุกกนัยอันมีปถวีกสิณเป็นนิมิตซึ่งองค์ละ ๑  ประกอบด้วยองค์ ๒  มีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐  เป็นอันโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุแล้วแล

'''อุเบกขาจตุตถฌานมีเหตุจำกัด'''

:ถามว่า  -  อุเบกขาจตุตถฌานนี้  จะเกิดแก่โยคีบุคคลผู้สำเร็จตติยฌานในปถวีกสิณเป็นต้นได้ไหม ?  เพราะเหตุไร ?

:ตอบว่า  -  ไม่ได้  เพราะเหตุที่อุเบกขาจตุตถฌานนี้  กับปถวีกสิณตติยฌาน  เป็นต้น  เป็นสภาพมีอารมณ์ไม่ถูกส่วนกัน  อุเบกขาจตุตถฌานนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะแก่ฌานลาภีบุคคล

<sub><small>''(หน้าที่ 155)''</small></sub>

:ผู้ได้ตติยฌานมาในพรหมวิหาร ๓  เบื้องต้นเท่านั้น  เพราะเป็นสภาพมีอารมณ์ถูกส่วนกัน  คือ  มีสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์เหมือนกัน  ส่วนปถวีตติยฌานเป็นต้น  ก็มีกสิณนิมิตเป็นต้น  เป็นอารมณ์  ฉะนี้

'''วิธีการแผ่อุเบกขา ๓  อย่าง'''

:ลำดับต่อไปนี้  ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่อุเบกขา ๓  อย่างตามที่ท่านแสดงเป็นแบบไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค  คือ  การแผ่อุเบกขาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่า  อโนธิโสผรณาโดยอาการ ๕  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่อุเบกขาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณา  โดยอาการ ๗  นั้นอย่างหนึ่ง  การแผ่อุเบกขาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐  นั้นอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีตัวอย่างแห่งภาวนาวิธีดังต่อไปนี้ –

'''๑.  อโนทิโสผรณา'''

'''คำแผ่อุเบกขาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕'''

:๑. สพฺเพ  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๒. สพฺเพ  ปาณา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:ปาณะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๓. สพฺเพ  ภูตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:ภูตทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๔. สพฺเพ  ปุคฺคลา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:บุคคลทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๕. สพฺเพ  อตฺตภาวปริยาปนฺนา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ

:ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

<sub><small>''(หน้าที่ 156)''</small></sub>

'''๒. โอธิโสผรณา'''

'''คำแผ่อุเบกขาเจาะจงโดยอาการ ๗'''

:๑. สพฺพา  อิตฺถิโย  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สตรีทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๒. สพฺเพ  ปุริสา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  บุรุษทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๓. สพฺเพ  อริยา  กมฺมสฺสกา  โหนฺตุ  พระอริยเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๔. สพฺเพ  อนริยา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  ปุถุชนทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๕. สพฺเพ  เทวา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  เทวดาทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๖. สพฺเพ  มนุสฺสา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  มนุษย์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๗. สพฺเพ  วินิปาติกา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

'''๓. ทิสาผรณา'''

'''วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐'''

:วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศนั้น  คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕  จำพวก  โอธิโสบุคคล ๗  จำพวก  รวมเป็น ๑๒  จำพวก  ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐  แล้วแผ่อุเบกขาไปในบุคคล ๑๒  จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐  นั้น  จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐  อาการ  เมื่อว่าโดยบุคคลเป็น ๑๒  วาระ  ตัวอย่างดังต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 157)''</small></sub>

'''คำแผ่อุเบกขาในทิศโดยอาการ ๑๐  วาระที่ ๑'''

'''ในบุคคลที่ ๑'''

:๑. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๒. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๓. สพฺเพ  อุตฺตราย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๔. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๕. สพฺเพ  ปุรตฺถิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๖. สพฺเพ  ปจฺฉิมาย  อนุทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๗. สพฺเพ  อุตฺตราย  อนุทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๘. สพฺเพ  ทกฺขิณาย  อนุทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๙. สพฺเพ  เหฏฐิมาย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:๑๐. สพฺเพ  อุปริมาย  ทิสาย  สตฺตา  กมฺมสฺสกา  โหนฺติ  สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน  เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน

:ส่วนการแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐  ในบุคคลอีก ๑๑  จำพวก  หรือ  ๑๑  วาระ  ตั้งแต่จำพวกที่ ๒  สพฺเพ  ปาณา  ปาณะทั้งปวง  ถึงจำพวกที่ ๑๒  สพฺเพ

<sub><small>''(หน้าที่ 158)''</small></sub>

:วินิปาติกา  พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงนั้น  ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับ  วาระที่ ๑  ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลประเภทนั้น ๆ  มาประกอบแทนตรงที่ว่า  สตฺตา  ในคำบาลี  หรือตรงที่ว่า  สัตว์  ในคำไทยเท่านั้น  เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง  จึงไม่ยกมาแสดงไว้เต็มรูปในที่นี้

'''อุเบกขาอัปปนา ๑๓๒'''

:ในอุเบกขาภาวนานี้  เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาจตุตตถฌานและได้ทำการแผ่อุเบกขาไปโดยอาการแห่งภาวนา ๕  ในอโนธิโสบุคคล  โดยอาการแห่งภาวนา ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐  ในบุคคล ๑๒  จำพวก  โดยภาวนาวิธีดังแสดงมาก็จะได้อัปปนาฌานทั้งสิ้น ๑๓๒  อัปปนา  คือ  อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕  ในโอธิโสผรณา ๗  และในทิสาผรณา ๑๒๐  (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)

'''อานิสงส์อุเบกขา'''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารนี้จนได้สำเร็จขั้นอัปปนาจตุตถฌาน  เป็นจตุตถฌานลาภีบุคคลแล้ว  ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์ถึง ๑๑  ประการ  มี  นอนเป็นสุข  เป็นต้น  ฉันเดียวกับเมตตาพรหมวิหารทุกประการนั่นแล

'''อุเบกขาภาวนา จบ.'''

'''...................'''

'''อธิบายข้อเบ็ดเตล็ดในพรหมวิหาร ๔'''

:พรหมุตฺตเมน  กถิเต    พรหมวิหาเร  อิเม  อิติ

:วิทิตวา  ภิยฺโย  เอเตสุ  อยํ    ปกิณฺณกกถาปิ  วิญฺเญยฺยา

:นักศึกษาเมื่อได้เรียนรู้พรหมวิหาร ๔  นี้  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพรหมชั้นสุดยอด  ทรงแสดงโปรดเวไนยสัตว์  ด้วยประการดังพรรณนามาในภาวนาวิธีนั้นฉะนี้แล้ว  พึงศึกษาให้รู้ข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ  ในพรหมวิหาร ๔  นี้  เพื่อเพิ่มพูนความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกดังต่อไปนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 159)''</small></sub>

'''๑. อรรถวิเคราะห์พรหมวิหาร ๔'''

:ในพรหมวิหาร ๔  คือ  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา  นั้นนักศึกษาพึงทราบอรรถวิเคราะห์ของเมตาเป็นอันดับแรก  ดังนี้ –

:คำว่า  เมตตา  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  เมชฺชตีติ = เมตฺตา  สินิยหตีติ  อตฺโถ  ธรรมชาติ  ที่รักใคร่  เรียกว่า  เมตตา  ไขความว่า  ธรรมชาติที่ห่วงใยในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย  อีกนัยหนึ่งว่า  เมชฺชตีติ  = มิตฺโต  ผู้ใดยอมรักใคร่กัน  ผู้นั้นเรียกว่ามิตร  มิตฺเต  ภวาติ = เมตฺตา  อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ซึ่งเกิดมีในมิตรเรียกว่า  เมตตา, อีกนัยหนึ่ง  มิตฺตสฺส  เอสา  ปวตฺตตีติ  =  เมตฺตา  อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ที่เป็นไปต่อมิตรเรียกว่า  เมตตา

:คำว่า  กรุณา  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  ปรทุกฺเข  สติ  สาธูนํ  หทยกมฺปนํ  กโรตีติ = กรุณา  ธรรมชาติใด  เมื่อสัตว์อื่นประสบทุกข์ย่อมทำความสะเทือนใจให้แก่สาธุชนทั้งหลาย  ธรรมชาตินั้นเรียกว่า  กรุณา,  อีกนัยหนึ่ง  กิณาติ  ปรทุกฺขํ  หึสติ  วินาเสตีติ = กรุณา  ธรรมชาติใดย่อมช่วยถ่ายถอนทุกข์ของสัตว์อื่น  คือช่วยกำจัดช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์อื่นให้หมดไป  ธรรมชาตินั้นเรียกว่า  กรุณา  อีกนัยหนึ่ง  กิริยติ  ทุกฺขิเตสุ  ผรณวเสน  ปสาริยตีติ = กรุณา  ธรรมชาติใดอันบุคคลแผ่กระจายไป  คือ  ระลึกไปในสัตว์ทั้งหลายผู้ประสบทุกข์  ด้วยรับเอามาเป็นทุกข์เสียเอง  ธรรมชาตินั้นเรียกว่า  กรุณา

:คำว่า  มุทิตา  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  โมทนฺติ  ตาย  ตํ  สมงฺคิโนติ =  มุทิตา  ชนทั้งหลายย่อมยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้นด้วยธรรมชาตินั้น  ธรรมชาตินั้นเป็นเหตุให้ยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้น  เรียกว่า  มุทิตา  อีกนัยหนึ่ง  สยํ  โมทตีติ = มุทิตา  ธรรมชาติใดย่อมยินดีเอง  ธรรมชาตินั้นเรียกว่า  มุทิตา  อีกนัยหนึ่ง  โมทนมตฺตเมวตนฺติ = มุทิตา  ธรรมชาติมาตรว่าความยินดีนั้นนั่นเทียว  เรียกว่า  มุทิตา

:คำว่า  อุเบกขา  มีอรรถวิเคราะห์ว่า  อเวรา  โหนฺตุ  อาทิพยาปารปฺปหาเนน  มชฺฌตฺตภาวูปคมเนน  จ  อุเปกฺขตีติ  = อุเปกฺขา  ธรรมชาติใดย่อมเห็นเสมอกัน  โดยละความขวนขวายว่าสัตว์ทั้งปวงจงอย่าผูกเวรกันเป็นต้น  และโดยเข้าถึงภาวะเป็นกลางๆ  ธรรมชาตินั้นเรียกว่า  อุเบกขา

<sub><small>''(หน้าที่ 160)''</small></sub>

'''๒. ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔'''

:ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔  นี้  มีอรรถธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้ –

:เมตตา  มีอันเป็นไปโดยอาการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ  มีอันน้อมนำเข้ามาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ  มีอันกำจัดซึ่งความอาฆาตเป็นผลปรากฏ  มีอันได้เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน  มีความสงบแห่งพยาบาทเป็นสมบัติ  มีการเกิดความห่วงใยด้วยตัณหาเป็นความวิบัติของเมตตานี้

:กรุณา  มีอันเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ  มีอันไม่นิ่งดูดายต่อทุกข์ของสัตว์อื่นเป็นกิจ  มีการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นเป็นผลปรากฏ  มีอันได้เห็นสภาพอันน่าอนาถของสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเป็นบรรทัดฐาน  มีความระงับซึ่งการเบียดเบียนสัตว์เป็นสมบัติ  มีการเกิดความโศกเศร้าเป็นความวิบัติของกรุณานี้

:มุทิตา  มีความยินดีด้วยเป็นลักษณะ  มีความไม่ริษยาเป็นกิจ  มีอันจำกัดความไม่ไยดีด้วยเป็นผลปรากฏ  มีอันได้เห็นสมบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน  มีความสงบแห่งความไม่ไยดีด้วยเป็นสมบัติ  มีอันเกิดความร่าเริงเป็นความวิบัติของมุทิตานี้

:อุเบกขา  มีอันเป็นไปโดยอาการเป็นกลางๆ  ในสัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ  มีอันเห็ภาวะที่สม่ำเสมอกันในสัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ  มีอันสงบความเสียใจและความดีใจเป็นผลปรากฏ  มีอันพิจารณาเห็นภาวะที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนเป็นบรรทัดฐาน  ซึ่งมีอาการเป็นไปอย่างนี้ว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน  สัตว์เหล่านั้นจักได้ประสบความสุขก็ดี  จักพ้นจากทุกข์ก็ดี  จักเสื่อมจากสมบัติที่ตนมีอยู่แล้วก็ดี  เพราะความชอบใจของใครเล่า  (นอกจากของกรรมเท่านั้น)  มีการสงบแห่งความเสียใจและความดีใจเป็นสมบัติ  มีอันเกิดความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อันอาศัยกามคุณเป็นความวิบัติของอุเบกขานี้

'''๓.  ประโยขน์ของพรหมวิหาร ๔'''

:ก็แหละ  สุขอันเกิดแต่ปัญญาที่เห็นแจ้งชัดอันเป็นภายในก็ดี  สมบัติอันบุคคลจะพึงได้ในภพที่ไปบังเกิดก็ดี  จัดเป็นประโยชน์ส่วนที่ร่วมกันของพรหมวิหารทั้ง ๔  ส่วนการปราบเสียได้ซึ่งกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น  จัดเป็นประโยชน์ส่วนเฉพาะแต่ละประการของพรหม –

<sub><small>''(หน้าที่ 161)''</small></sub>

:วิหารทั้ง ๔  กล่าวคือ  เมตตาเป็นประโยชน์ในอันปราบพยาบาท   คือความุ่งร้าย  กรุณาเป็นประโยชน์ในอันปราบวิหิงสา  คือการเบียดเบียน  มุทิตา  เป็นประโยชน์ในอันปราบอรติ  คือการไม่ไยดีด้วย  อุเบกขา  เป็นประโยชน์ในอันปราบราคะคือความกำหนัด  ข้อนี้สมด้วยพระบาลีในคัมภีร์ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  มีอาทิว่า –

:ดูก่อนอาวุโส  เมตตาเจโตวิมุตินี้นั้น  เป็นเครื่อง

:สลัดออกเสียซึ่งพยาบาท  ดูก่อนอาวุโส  กรุณาเจโตวิมุตินี้

:นั้น  เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งวิหิงสา  ดูก่อนอาวุโส  มุทิตา

:เจโตวิมุตินี้นั้น  เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งอรติ  ดูก่อนอาวุโส

:อุเบกขาเจโตวิมุตินี้นั้น  เป็นเครื่องสลัดออกเสียซึ่งราคะ

'''๔. ข้าศึกของพรหมวิหาร ๔'''

:แหละในพรหมวิหารทั้ง ๔  นี้  แต่ละประการนั้น  มีอกุศลธรรมที่เป็นข้าศึก อย่างละ ๒ ๆ  โดยจัดเป็นข้าศึกใกล้อย่างหนึ่ง ข้าศึกไกลอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้ : - 

'''ข้าศึกของเมตตา'''

:ราคะ  เป็นข้าศึกใกล้ของเมตตาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองในแง่ที่เป็นคุณด้วยกัน  เหมือนศัตรูของบุรุษที่อยู่ใกล้ชิด  ฉะนั้น  ราคะนั้นย่อมได้ช่องโอกาสเกิดขึ้นเร็วมาก  ดังนั้น  ผู้ปฏิบัติต้องคอยช่วงชิงกันเมตตาจากราคะไว้ให้จงดี

:พยาบาท  เป็นข้าศึกไกลของเมตตาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน  เหมือนศัตรูของบุรุษซึ่งซุ่มอยู่ในที่รกชัฏแห่งภูเขา  ฉะนั้น  เพราะเหตุนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญเมตตาภาวนา  โดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่พยาบาทนั้น  แต่ที่จักเจริญเมตตากรรมฐานด้วย  จักทำพยาบาทโกรธเคืองด้วย  ในขณะเดียวกัน  ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้

<sub><small>''(หน้าที่ 162)''</small></sub>

'''ข้าศึกของกรุณา'''

:โทมนัส  ความเสียใจอันอาศัยกามคุณเป็นข้าศึกใกล้ของกรุณาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองในแง่วิบัติของสัตว์ทั้งหลายเหมือนกัน  โทมนัสอาศัยกามคุณมาในบาลี  มัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก  มีอาทิว่า  : - 

:เมื่อบุคคลละห้อยใจถึงสิ่งที่ไม่ได้มาโดยสมหวัง คือ รูปที่เห็นด้วยตา  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าเจริญใจ  น่ารื่นรมย์    ซึ่งอิงอาศัยตัณหาก็ดี  เมื่อคิดทอดถอนใจในสิ่งที่เคยได้มาแล้วในก่อน  ซึ่งล่วงเลยไปเสียแล้ว  ดับสูญไปเสียแล้ว  เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้วก็ดี  โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้นโทมนัสเห็นปานฉะนี้นั้นเรียกว่า  โทมนัสอาศัยกามคุณ

:วิหิงสา  เป็นข้าศึกไกลของกรุณาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน  ด้วยเหตุฉะนี้  ผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญกรุณากรรมฐานโดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่วิหิงสานั้น  แต่ที่จักเจริญกรุณาด้วย  จักเบียดเบียนสัตว์ด้วยมือเป็นต้นด้วยในขณะเดียวกัน  มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้

'''ข้าศึกของมุทิตา'''

:โสมนัส  ความดีใจอาศัยกามคุณเป็นข้าศึกใกล้ของมุทิตาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันได้  โดยมองในแง่สมบัติสมบูรณ์ของสัตว์ทั้งหลายเหมือนกัน  โสมนัสอาศัยกามคุณมาในบาลีมัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก  มีอาทิว่า : -

:เมื่อบุคคลพิจารณารำพึงถึงสิ่งที่ได้มาโดยสมหวังคือรูปที่เห็นด้วยตา  อันน่าปรารถนา  น่ารักใคร่  น่าเจริญใจน่ารื่นรมย์  ซึ่งอิงอาศัยตัณหาก็ดี  หรือนึกรำพึงถึงสิ่งที่เคยได้มาแล้วในก่อน  ซึ่งล่วงเลยไปแล้ว  ดับสูญไปแล้ว  เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ดี  โสมนัสย่อมเกิดขึ้น  โสมนัสเห็นปานฉะนี้ นั้น  เรียกว่า  โสมนัสอาศัยกามคุณ

<sub><small>''(หน้าที่ 163)''</small></sub>

'''อัญญานุเบกขา'''

:อรติ  ความไม่ไยดีด้วยเป็นข้าศึกไกลของมุทิตาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน  ด้วยเหตุดังนี้  ผู้ปฏิบัติจึงจำต้องเจริญมุทิตากรรมฐานโดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่อรตินั้น  ก็แหละ  จักยินดีด้วยจักเบื่อหน่ายในเสนาสนะอันสงัดหรือในกุศลธรรมอันยิ่งด้วยในขณะเดียวกัน  ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้

'''ข้าศึกของอุเบกขา'''

:อัญญานุเบกขา  ความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อาศัยกามคุณ  เป็นข้าศึกใกล้ของ  อุเบกขาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยไม่พิจารณาถึงโทษและคุณเหมือนกัน  อัญญานุเบกขาอาศัยกามคุณ  มาในบาลีมัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก  มีอาทิว่า : -

:เพราะเห็นรูปด้วยตา  อุเบกขาความเพิกเฉยย่อมเกิดแก่ปุถุชน  ผู้ยังเขลา  ยังหลง  ยังชนะกิเลสไม่ได้เป็นส่วน ๆ ยังไม่ชนะวิบากกรรม  ยังมองไม่เห็นโทษ  ศึกษายังไม่ถึงขีด ยังเป็นอันธปุถุชน  อุเบกขาชนิดนี้นั้นยังไม่ล่วงพ้นกิเลสซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์  ฉะนั้น  อุเบกขานี้จึงเรียกว่า  อุเบกขาอาศัยกามคุณ

:ราคะ  ความกำหนัด  ปฏิฆะ ความขัดเคือง  เป็นข้าศึกไกลของอุเบกขาพรหมวิหาร  เพราะมีส่วนเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน  ด้วยเหตุดังนั้น  ผู้ปฏิบัติจำต้องเพ่งเฉย โดยไม่ต้องเกรงกลัวแต่ราคะและปฏิฆะนั้น  แต่ก็จักเพ่งเฉยด้วยจักกำหนัดหรือขัดเคืองกัน  ในขณะเดียวกันด้วย  ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะพึงทำได้

'''๕. เบื้องต้นท่ามกลางที่สุดของพรหมวิหาร ๔'''

:ก็แหละ  กัตตุกัมยตาฉันทะ  คือความพอใจใคร่ที่จะทำการปฏิบัติเป็นเบื้องต้น  ของพรหมวิหารหมดทั้ง ๔

<sub><small>''(หน้าที่ 164)''</small></sub>

:อธิบายว่า  ที่ว่ากัตตุกัมยตาฉันทะเป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนั้น  เพราะมีบาลีรับสมอ้างในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย  จตุกกนิบาตว่า  กุศลธรรมทั้งหลายเป็นมูลราก  ฉะนี้  อีกอย่างหนึ่ง  คำที่ว่า  กัตตุกัมยตาฉันทะ  เป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนี้  เพราะมีฉันทะชนิดนี้เป็นไปด้วยอำนาจความปรารถนาอันแรงกล้า  ในอันที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายปราศจากโทษ  ด้วยใคร่ที่จะช่วยแสวงหาประโยชน์  และช่วยปลดเปลื้องทุกข์เป็นต้น  ถึงแม้ว่าอุเบกขาพรหมวิหาร  จะไม่มีฉันทะในอันที่จะแสวงหาประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเลยก็ตาม  แต่ก็ยังเป็นไปโดยอาการที่เพ่งพิจารณาว่า  การที่ไม่ขวนขวายช่วยเหลือในสัตว์เหล่านั้น  ก็หาเป็นการปฏิบัติที่ผิดทำนองคลองธรรมไม่  เหมือนมารดาเพ่งดูเฉยในบุตรผู้ขวนขวายประกอบการงานด้วยลำพังตนเองได้แล้วฉะนั้น

:การข่มนิวรณ์ ๕  และกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันให้สงบระงับไป  นี้เป็นท่ามกลางของพรหมวิหารทั้ง ๔

:อัปปนาฌาน  ได้แก่รูปาวจรฌาน ๔  หรือ ๕  เป็นที่สุดของพรหมวิหารทั้ง ๔  คือ  เมื่อโยคีบุคคลได้บรรลุถึงอัปปนาฌานขั้นสุดแล้ว  ก็เป็นอันหมดกิจของพรหมวิหารภาวนา  ด้วยประการฉะนี้

'''๖.  อารมณ์ของพรหมวิหาร ๔'''

:สัตว์โดยบัญญัติธรรม  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า  สัตวบัญญัติ  คนหนึ่งหรือหลายคน  เป็นอารมณ์ของพรหมวิหารทั้ง ๔  

:ก็แหละ  โยคีบุคคลได้บรรลุถึงอุปจารฌานหรืออัปปนาฌานแล้ว  พึงทำการขยายอารมณ์ของพรหมวิหารให้กว้างขวางออกไปตามลำดับ  ลำดับแห่งการขยายอารมณ์นั้น  ดังนี้

:ฉันเดียวกับชาวนาผู้ฉลาด  กะกำหนดเขตที่ตนเองจะไถเสียก่อนแล้วจึงไถนาในภายหลัง  โยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนี้ก็เหมือนกัน  ในอันดับแรกก็พึงกำหนดเอาเขตอารมณ์กรรมฐานเพียงอาวาสเดียวก่อน  แล้วจึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในอาวาสนั้น  โดยบทภาวนามีอาทิว่า  อิมสฺมึ  อาวาเส  สตฺตา  อเวรา  โหนฺตุ  ขอสัตว์ทั้งหลายในอาวาสนี้  จงอย่าผูกเวรกัน  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 165)''</small></sub>

:ครั้นโยคีบุคคลได้ทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานด้วยวสี ๕  แล้ว  จึงกำหนดเขตขยายให้กว้างขวางออกไปเป็น ๒  อาวาส  แล้วจึงขยายออกไปเป็น ๓  อาวาส  ๔  อาวาส  ๖ – ๗ – ๘ – ๙ – ๑๐  อาวาส  ตรอกหนึ่ง  ครึ่งหมู่บ้าน  หมู่บ้านหนึ่ง  จังหวัดหนึ่ง  รัฐหนึ่ง  ทิศหนึ่ง  ตามลำดับโดยทำนองนี้  โยคีบุคคลพึงขยายอารมณ์ของเมตตาไปจนกระทั่งจักรวาลหนึ่ง  หรือพึงเจริญเมตตาฌานไปในสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ ณ  ที่นั้น ๆ  โดยประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  

:แม้กรุณา,  มุทิตา  และอุเบกขาภาวนา  โยคีบุคคลก็พึงขยายอารมณ์ให้กว้างขวางออกไปด้วยประการฉันเดียวกันนี้

'''๗.  อุเบกขาเป็นผลของพรหมวิหาร ๓  ข้างต้น'''

:ก็แหละ  เหมือนอย่างว่า  อรูปฌาน ๔  เป็นผลสำเร็จของกสิณฌานทั้งหลาย  เพราะกสิณฌานทั้งหลายเป็นเหตุให้อรูปฌานสำเร็จโดยบริบูรณ์  เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  เป็นผลสำเร็จของสมาธิในอรูปฌาน ๔  และในอรูปฌาน ๓  ขั้นต่ำ  เพราะโยคีบุคคลได้บรรลุสมาธิเหล่านั้นมาโดยลำดับแล้ว  จึงจะบรรลุเนวสัญญนาสัญญายตนฌาน,  ผลสมาบัติเป็นผลสำเร็จของวิปัสสนา  เพราะผลสมาบัตินั้นโยคีบุคคลพึงได้มาด้วยอานุภาพของวิปัสสนา  และที่จะเข้าผลสมาบัติได้ก็ด้วยอำนาจของวิปัสสนา  นิโรธสมาบัติเป็นผลสำเร็จของสมถะและวิปัสสนาประกอบกันทั้งสองอาการแห่งผลธรรมเหล่านี้  ฉันใด  อุเบกขาพรหมวิหารในที่นี้ก็เป็นผลสำเร็จของพรหมวิหาร ๓  ข้างต้น  ฉันนั้น

:เหมือนอย่างนายช่างเรือนยังไม่ได้ยกเสาขึ้นตั้ง  หรือแม้ตั้งเสาขึ้นแล้วต่ยังมิได้ยกขื่อขึ้นพาด  ก็ไม่สามารถที่จะยกเครื่องบนหรือพาดกลอนในอากาศได้  ฉันใด  อันโยคีบุคลผู้จะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนี้  เมื่อเว้นเสียซึ่งตติยฌานในพรหมวิหาร ๓  ข้างต้นแล้ว  ก็ไม่สามารถที่จะเจริญจตุตถฌานอันประกอบด้วยอุเบกขาให้เกิดขึ้นได้  ฉันนั้น

'''๘.  เหตุที่เรียกว่าพรหมวิหาร'''

:ณ  ทีนี้หากจะพึงตั้งปัญหาขึ้นดังนี้ว่า : -

:๑.  เพราะเหตุไร เมตตา, กรุณา, มุทิตา  และอุเบกขานี้จึงเรียกว่าพรหมวิหาร ?

<sub><small>''(หน้าที่ 166)''</small></sub>

:๒. เพราะเหตุไร  พรหมวิหารจึงมีเพียง ๔  อย่าง ?

:๓. พรหมวิหาร ๔  มีกฏเกณฑ์จัดลำดับอย่างไร ?  และ

:๔. เพราะเหตุไร  ในคัมภีร์อภิธรรมปิฏก  จึงเรียกพรหมวิหารนี้ว่า  อัปปมัญญา ?

:จะวิสัชนาปัญหา ๔  ข้อน้เป็นลำดับดังต่อไปนี้

:นักศึกษาพึงทราบว่า  การที่ธรรม ๔  อย่างคือเมตตา,  กรุณา,  มุทิตา  และอุเบกขา  ได้ชื่อว่าพรหมวิหารนั้น  โดยอรรถว่าเป็นคุณธรรมอันประเสริฐอย่างหนึ่ง  โดยภาวะเป็นคุณธรรมที่ปราศจากโทษอย่างหนึ่ง  ฉะนี้ก่อน

:ขยายความต่อไปว่า  ธรรม ๔  อย่างนี้เป็นเครื่องอยู่อย่างประเสริฐด้วยเป็นข้อปฏิบัติชอบในสัตว์ทั้งหลาย  อธิบายว่า  กรรมฐานอื่นๆ  นอกจากพรหมวิหารนี้  เป็นข้อปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว  ส่วนพรหมวิหารกรรมฐานนี้เป็น้อปฏิบัติเพื่อสัตว์อื่น  เพราะต้องส่งจิตไปให้สัตว์อื่นโดยนัยเป็นต้นว่า  ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด  ฉะนี้  

:เหมือนอย่างว่า  พวกพรหมโดยกำเนิดย่อมอยู่อย่างที่มีจิตปราศจากโทษ  ฉันใด,  อนึ่ง  พระมหาสัตว์ได้แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งสร้างคุณธรรมให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป  โดยสร้างพุทธการกธรรมมีทานบารมีเป็นต้นอันเป็นเหตุแห่งพุทธภูมิทั้งปวงให้เต็มบริบูรณ์  เรียกว่า  พรหม  และพรหมพระโพธิสัตว์เหล่านั้น  ย่อมเป็นอยู่อย่างมีจิตปราศจากโทษ  ด้วยมุ่งแสวงหาประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งปวง  (เมตตา) ๑  ด้วยช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งปวง  (กรุณา) ๑  ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติของสัตว์ทั้งปวง  (มุทิตา) ๑  และด้วยยึดมั่นอยู่ในภาวะเป็นกลาง ๆ  (อุเบกขา) ๑  ฉันใด,  โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ประกอบด้วย  พรหมวิหารธรรม ๔  นี้  ย่อมเป็นอยู่เหมือนอย่างพรหมโดยกำเนิดและพรหมพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  ฉันนั้น

:ด้วยประการฉะนี้แหละ  ธรรม ๔  อย่างนี้จึงเรียกว่าพรหมวิหารโดยอรรถว่า เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ  และโดยภาวะที่เป็นคุณธรรมปราศจากโทษ

'''๙. เหตุที่พรหมวิหารมีเพียง ๔  อย่าง'''

:ส่วนปัญหาอีก ๓  ข้อหลังมีว่า  เพราะเหตุไร  พรหมวิหารจึงมีเพียง ๔  อย่าง  เป็นต้น  จะวิสัชนาต่อไปตามลำดับดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 167)''</small></sub>

:การที่พรหมวิหารมีเพียง ๔  อย่างนั้น  ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น  การจัดลำดับพรหมวิหาร ๔  อย่าง  จัดด้วยอำนาจอาการที่มุ่งทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นต้น  และพรหมวิหาร ๔  ที่ได้ชื่อว่าอัปปมัญญา  เพราะประพฤติเป็นไปในอารมณ์อันหาประมาณมิได้  

:ขยายความว่า  ในพรหมวิหาร ๔ นี้  เพราะเมตตาเป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาท  กรุณาเป็นทางบริสุทธิ์  ของผู้มากหนาไปด้วยวิหิงสา  มุทิตาเป็นทางบริสุทธิ์  ของผู้มากหนาไปด้วยอรติ  และอุเบกขาเป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยราคะ  นี้ประการหนึ่ง

:เพราะการส่งใจไปในสัตว์ทั้งหลายมีเพียง ๔  อย่าง  คือด้วยมุ่งนำประโยชน์มาให้  (เมตตา) ๑  ด้วยมุ่งช่วยบำบัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  (กรุณา) ๑  ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติ  (มุทิตา) ๑  ด้วยสิ้นห่วงใย  (อุเบกขา) ๑  นี้ประการหนึ่ง

:เพราะในเมื่อบุตร ๔  คน  คนหนึ่งยังเป็นเด็ก  คนหนึ่งกำลังป่วย  คนหนึ่งเป็นหนุ่ม  อีกคนหนึ่งประกอบการงานได้ด้วยลำพังตนเองแล้ว  มารดาย่อมปรารถนาที่จะให้บุตรคนเป็นเด็กเจริญเติบโตขึ้น  (เมตตา)  ปรารถนาที่จะช่วยบำบัดความเจ็บป่วยให้แก่บุตรคนที่กำลังป่วย  (กรุณา)  ปรารถนาที่จะให้บุตรคนเป็นหนุ่มดำรงอยู่ในความเป็นหนุ่มนาน ๆ  (มุทิตา)  และไม่ขวนขวายวุ่นวายด้วยประการไร ๆ ทั้งสิ้น  ในบุตรคนที่ประกอบการงาน  ด้วยลำพังตนเองได้แล้ว  (อุเบกขา)  ฉันใด,  แม้โยคีผู้อัปปมัญญาวิหารี  (คือผู้เป็นอยู่ด้วยอัปปมัญญา ๔  ประการ)  ก็จะพึงประพฤติเป็นไปในสัตว์ทั้งหลายทุก ๆ จำพวก  ด้วยอำนาจ  เมตตา,  กรุณา,  มุทิตา  และอุเบกขา  เหมือนอย่างนั้น  นี้ประการหนึ่ง

:ฉะนั้น  อัปปมัญญาหรือพรหมวิหาร  จึงมีเพียง ๔  อย่าง  ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น  ด้วยประการฉะนี้

'''๑๐. เหตุจัดลำดับพรหมวิหาร ๔'''

:เหตุที่ให้จัดเรียงพรหมวิหารนั้น  เพราะเมื่อโยคีบุคคลผู้จะเจริญพรหมวิหารให้ครบทั้ง ๔  ประการ  จำต้องปฏิบัติในสัตว์ทั้งหลายด้วยประการ ๔  อย่างตามลำดับ  คือ  : -

<sub><small>''(หน้าที่ 168)''</small></sub>

:๑. ด้วยความประพฤติเป็นไปในอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์  เป็นอันดับแรก  ประกอบด้วยเมตตา  นี้ก็มีลักษณะเป็นไปโดยอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายด้วย

:๒. ถัดนั้น  โยคีบุคคลได้เห็นมาเอง  หรือเพียงได้ฟังข่าว  หรือกำหนดขึ้นเอง  ซึ่งความโชกโชนด้วยทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งตนมุ่งช่วยทำประโยชน์ให้นั้นแล้ว  จำเป็นต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้น  ด้วยประพฤติโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์นั้นให้ประกอบด้วยกรุณานี้ก็มีลักษณะเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์ด้วย

:๓. ถัดนั้น  โยคีบุคคลได้เห็นสมบัติของสัตว์เหล่านั้น  ผู้ซึ่งตนช่วยทำประโยชน์ให้  ช่วยบรรเทาทุกข์ให้อยู่นั้นแล้ว  จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้น  ด้วยพลอยยินดีต่อสมบัติของเขาประกอบด้วยมุทิตา  นี้ก็มีลักษณะพลอยยินดีอยู่ด้วย

:๔. ถัดนั้น  โยคีบุคคลจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติในสัตว์เหล่านั้นด้วยอาการเป็นกลาง ๆ  กล่าวคือ  วางเฉย  เพราะไม่สิ่งจำต้องทำเป็นประการที่ ๔  อีกแล้ว  ประกอบด้วยอุเบกขา  นี้ก็มีลักษณะที่เป็นไปโดยอาการเป็นกลาง ๆ  อยู่ด้วย

:ฉะนั้น  เมตตา  ท่านจึงแสดงไว้เป็นอันดับแรกของพรหมวิหารนี้  ด้วยอำนาจอาการที่มุ่งช่วยทำประโยชน์เป็นต้น  ถัดนั้นท่านจึงแสดงกรุณาเป็นอันดับที่ ๒  มุทิตาเป็นอันดับที่ ๓  และอุเบกขาเป็นอันดับที่ ๔  นักศึกษาพึงเข้าใจการจัดลำดับของพรหมวิหารนี้  ด้วยประการฉะนี้

:แต่อย่างไรก็ดี  การจัดลำดับพรหมวิหารที่แสดงมานี้  ท่านได้แสดงไว้โดยที่เป็นไปโดยมาก  มิใช่แสดงอย่างตายตัวว่าต้องเป็นไปตามลำดับนี้เสมอไป  เพราะการกำหนดลำดับแห่งภาวนา ๓  ข้างต้น  มีเมตตาภาวนาเป็นต้นนั้น  หาได้กำหนดอย่างตายตัวไม่  โยคีบุคคลจะเจริญภาวนาข้อใดเป็นอันดับแรกก็ได้ทั้งนั้น

'''๑๑. เหตุที่เรียกว่าอัปปมัญญา'''

:แหละเพราะเหตุที่อัปปมัญญาหมดทั้ง ๔  ประการนี้  ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่หาประมาณมิได้  ฉะนั้น  สัตว์ทั้งหลายไม่มีกำหนดประมาณจึงเป็นอารมณ์ของอัปปมัญญาทั้ง ๔

<sub><small>''(หน้าที่ 169)''</small></sub>

:นี้  อัปปมัญญาทั้ง ๔  ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจที่แผ่ไปอย่างทั่วสิ้น  โดยมิได้ถือเอากำหนดประมาณว่า  ต้องเจริญเมตตาเป็นต้นไปในประเทศเท่านี้แม้ของสัตว์ผู้เดียว  อธิบายว่าในกรรมฐานอื่นๆ  เช่นอุทธุมาตกอสุภเป็นต้น  โยคีบุคคลย่อมถือเอานิมิตเฉพาะในประเทศที่ถึงภาวะพองขึ้นของร่างกายเป็นต้น  มิได้ถือเอาหมดทั่วทั้งร่างกาย  ส่วนอัปปมัญญานี้ไม่ถือเอากำหนดประมาณเหมือนอย่างนั้น

:เพราะเหตุดังแสดงมา  ท่านจึงแสดงความสังเขปไว้ว่า  ที่พรหมวิหารมีเพียง ๔  อย่างนั้น  ด้วยอำนาจที่เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้มากหนาไปด้วยพยาบาทเป็นต้น  ที่จัดลำดับของพรหมวิหารนี้  จัดด้วยอำนาจอาการที่มุ่งทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นต้น  และพรหมวิหาร ๔  นี้  ที่ได้ชื่อว่าอัปปมัญญา  เพราะประพฤติเป็นไปในอารมณ์อันหาประมาณมิได้  ฉะนี้

'''๑๒.  ลักษณะอัปปมัญญาเหมือนกัน  แต่ผลต่างกัน'''

:ก็แหละ  ในอัปปมัญญา  ๔  นี้  แม้ถึงจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน  ในข้อที่มีอารมณ์หาประมาณมิได้เหมือนกัน  ตามที่แสดงมาแล้ว  แต่อัปปมัญญา ๓  ข้อต้น  คือ  เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  เป็นเหตุให้สำเร็จฌานเพียง ๓  ขั้น  โดยจตุกกนัย  และเพียง ๔  ขั้น  โดยปัญจกนัย  เท่านั้น

:ถาม – เพราะเหตุไร  จึงให้สำเร็จผลเพียงแค่นั้น ?

:ตอบ – เพราะเมตตา  กรุณา  และมุทิตา  พรากจากโสมนัสเวทนาไม่ได้  คือต้องประกอบด้วยโสมนัสเวทนาเสมอ

:ถาม – การที่  เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  พรากจากโสมนัสเวทนาไม่ได้นี้ เป็นด้วยเหตุอะไรหรือ ?

:ตอบ – เป็นด้วยเหตุที่  เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  เป็นคุณเครื่องสลัดออกซึ่งข้าศึกทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น  อันโทมนัสเวทนาเป็นเหตุให้เกิดขึ้น

:ไขความว่า  คุณธรรมประเภทใดเป้นเครื่องสลัดออกซึ่งกิเลสชนิดใด  คุณธรรมประเภทนั้น  จัดเป็นข้าศึกของกิเลสชนิดนั้นโดยตรงทีเดียว  เหมือนอย่างเนกขัมมคุณ  (การ

<sub><small>''(หน้าที่ 170)''</small></sub>

:ถือบวชเป็นต้น)  ย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามคุณทั้งหลาย  อรูปฌาน ๔  ย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งรูปฌาน ๔  นิพพานย่อมเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสังขารธรรมทั้งหลาย  ฉันใด  เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  อันเป็นคุณเครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท,  วิหิงสา  และอรติ  อันประกอบด้วยโทมนัสเวทนาก็ย่อมจะเว้นจากโสมนัสเวทนาไม่ได้  ฉันนั้น

:อนึ่ง  ด้วยคำว่า  เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  เป็นคุณเครื่องสลัดออกนี้  นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  แม้เมตตา  กรุณา  และมุทิตา  อันเป็นไปในส่วนเบื้องต้น  ก็ต้องประกอบด้วยอุเบกขาเวทาอยู่ด้วยเหมือนกัน  เพราะเป็นภาวะที่ยังสลัดออกไม่ได้ซึ่งธรรมอันเป็นข้าศึก

:เป็นความจริงอย่างนั้น  อารย์ทั้งหลายยอมรับรองต้องกันว่า  อัปปมัญญาเจตสิก ๒  ดวง  ได้แก่กรุณากับมุทิตานั้น  ย่อมเกิดได้ในจิตตุปบาท ๒๘  ดวง  คือมหากุศลจิต ๘  ดวง  มหากิริยาจิต ๘  ดวง  รูปาวจรฌานจิต ๑๒  ดวง  (เว้นปัญจมฌานจิต ๓  ดวง)  ฉะนี้

:ส่วนอัปปมัญาข้อสุดท้าย  คืออุเบกขานั้น  เป็นเหตุให้สำเร็จฌานอันสุดท้ายเพียงฌานเดียว  (คือจตุตถฌานหรือปัญจมฌานแล้วแต่กรณี)

:ถาม – เพราะเหตุไร  อุเบกขาจึงให้สำเร็จฌานเพียงฌานเดียวเท่านั้น ?

:ตอบ – เพราะอุเบกขาต้องประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาเสมอ  จึงให้สำเร็จฌานขั้นต้น ๆ  ซึ่งยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่ไม่ได้

:อุเบกขาพรหมวิหาร  ซึ่งมีลักษณะเป็นไปโดยอาการเป็นกลาง ๆ  ในสัตว์ทั้งหลายนั้น  เมื่อเว้นเสียซึ่งอุเบกขาเวทนาแล้ว  ก็เกิดขึ้นไม่ได้ทีเดียวเช่นเดียวกับปาริสุทธุเบกขาในอุเบกขา ๑๐  ประการ  ปาริสุทธุเบกขานั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ในจิตบางดวง  เพราะเหตุที่เว้นซึ่งอุเบกขาเวทนา  (ในจิตทั้งหมด ๑๒๑ ดวงนั้น ๖๖  ดวง  ที่อุเบกขาเวทนาเกิดร่วมไม่ได้ ที่เหลือ ๕๕  ดวง  อุเบกขาเวทนาเกิดร่วมเสมอ)

'''๑๓.  เสนอทรรศนะขัดแย้ง'''

:ก็แหละ  หากจะพึงมีนักศึกษาคนใด  เสนอทรรศนะขัดแย้งฉะนี้ว่า  เพราะในคัมภ์อัฏฐกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอัปปมัญญาทั้ง ๔  โดยไม่ต่างกันไว้ดังนี้:-

<sub><small>''(หน้าที่ 171)''</small></sub>

:ในการนั้นแหละ  ภิกษุ ! เธอพึงเจริญสมาธินี้  อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีวิตกมีแต่วิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีทั้งวิตก  ไม่มีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญสมาธินี้อันมีปีติให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญสมาธินี้อันไม่มีปีติให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญสมาธินี้ประกอบกับสุขเวทนาให้เกิดขึ้น  เธอพึงเจริญสมาธินี้  ประกอบกับอุเบกขาเวทนาให้เกิดขึ้น

:เพราะเหตุที่อัปปมัญญาทั้ง ๔  เป็นสภาพที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนาเช่นเดียวกับที่ประกอบด้วยวิตกเป็นต้น  มีปรากฏในพระพุทธวจนะนี้อยู่ชัด ๆ  ฉะนั้นอัปปมัญญาทั้ง ๔  จึงเป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๔  โดยจตุกกนัย  หรือฌาน ๕  โดยปัญจกนัยได้ด้วยเหมือนกันทั้ง ๔  ประการ

'''๑๔.  แถลงแก้ทรรศนะขัดแย้ง'''

:บัณฑิตพึงชี้แจงแก่นักศึกษาคนนั้นดังนี้  เธออย่าได้เข้าใจเช่นนั้นเลย  เพราะถ้าจะยกเอาข้อความที่ทรงแสดงไว้ในมูลสมาธิมารวมเข้าในพรหมวิหารทั้ง ๔  ประการ  โดยถือว่าทรงแสดงไว้โดยลำดับกันแล้ว  แม้กายานุปัสสนาเป็นต้น  ก็พึงเป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๔  หรือฌาน  ๕  ได้ด้วย  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  เพราะกายานุปัสสนาเป็นต้นนั้น  ท่านแสดงไว้ด้วยสามารถแห่งวิปัสสนากรรมฐานต่างหาก  ที่จริงนั้น  แม้เพียงปฐมฌานก็มีไม่ได้ ในเวทนานุปัสสนาเป็นต้น  ตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไปไม่ต้องพูดถึง  ยิ่งจะมีไม่ได้ทีเดียว

:เพราะฉะนั้น  นักศึกษาอย่าได้ถือเอาเพียงแต่เงาของพยัญชนะแล้วมากล่าวตู่พระผ้มีพระภาคเจ้าเลย  อันพระพุทธวจนะนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก  นักศึกษาควรเข้าไปหาอาจารย์แล้วศึกษาเอาอรรถาธิบายของพระพุทธวจนะให้ได้อย่างละเอียดหมดจดทีเดียว

'''๑๕.  อรรถาธิบายพระพุทธวจนะ'''

:ก็แหละ  ในพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโปรดภิกษุรูปนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ : -

<sub><small>''(หน้าที่ 172)''</small></sub>

:มีเรื่องอยู่ว่า  ภิกษุรูปนั้นได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงแสดงธรรมโปรดอย่างนี้ว่า  “ข้าแต่สมเด็จพระพุทธองค์  ข้าพระพุทธเจ้าฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าบทใดแล้ว  จะพึงเป็นผู้ปลีกตนออกจากหมู่อยู่แต่ลำพังผู้เดียว  ไม่ประมาท  มีความเพียร  มีจิตมุ่งตรงไปยังพระนิพพาน  ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระธรรมเทศนาบทนั้นแต่โดยย่อโปรดข้าพพุทธเจ้าด้วยเถิด”  ฉะนี้

:โดยเหตุที่แม้เมื่อครั้งก่อน  ภิกษุรูปนี้นั้นฟังพระธรรมเทศนาแล้ว  ก็มัวง่วนอยู่แต่ในวัดนั้นเองแหละ  ไม่ปรารถนาที่จะหลีกออกไปบำเพ็ญสมณธรรม  ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสรุกรานเธอว่า  “น่าครหาจริง ๆ เทียว  ทีมีโมฆบุรุษบางจำพวกอยู่ในศาสนานี้  เพียงแต่อาราธนาให้เราแสดงธรรมเท่านั้น  แต่เมื่อเราแสดงธรรมโปรดแล้วก็ยังสำคัญอยู่ในอันที่จะติดสอยห้อนตามเราอยู่นั่นเอง”

:และโดยเหตุที่ภิกษุรูปนี้นั้น  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต  ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงโอวาทเธอซ้ำอีก  จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด  ซึ่งมีความว่า : -

:เพราะเหตุนี้แหละ  ภิกษุ ! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แลบออกไปรับอารมณ์ภายนอก  จักดำรงอยู่ด้วยดีในอารมณ์กรรมฐานภายใน  อนึ่ง  อกุศลธรรมอันลามกมีกามฉันทะเป็นต้น  ที่ข่มไว้ไม่อยู่  เกิดขึ้นมาแล้วจักไม่ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แหละภิกษุ

:ด้วยพระพุทธโอวาทนี้  เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมูลสมาธิคือจิตแรกมีอารมณ์เดียว  ด้วยอำนาจอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในตน  โปรดภิกษุรูปนั้น

:ลำดับนั้น  เมื่อจะทรงกระตุ้นเตือนภิกษุรูปนั้นว่า  เธออย่าพึงได้พอใจด้วยผลการปฏิบัติเพียงเท่านั้น  จงเพียรทำมูลสมาธินั้นให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงภาวนาวิธีด้วยสามารถแห่งเมตตากรรมฐานโปรดภิกษุรูปนั้น  ความว่า  : -

<sub><small>''(หน้าที่ 173)''</small></sub>

:ในกาลใดแล  ภิกษุ ! เธอห้ามจิตไม่ให้แลบออกไปรับอารมณ์ภายนอก  ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์กรรมฐานภายใน  อนึ่ง  อกุศลธรรมอันลามกมีกามฉันทะเป็นต้นที่ข่มไว้ไม่อยู่เกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่ครอบงำจิตของเธอตั้งอยู่ได้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้  เราจักทำเมตตาเจโตวิมุติให้เกิดขึ้น  จักทำให้มาก ๆ  จักทำให้เป็นดุจยานที่เตรียมพร้อมแล้ว  จักทำให้เป็นดุจฐานที่แน่นหนาแล้ว  จักทำให้มั่นคงแล้ว  จึงสั่งสมด้วยวสี ๕  ด้วยดี  จักปรารภด้วยดีแล้ว  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แลภิกษุ

:ครั้นแล้วได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดต่ออีกความว่า : -

:ในกาลใดแล  ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้  ในกาลนั้นแหละภิกษุ  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีวิตก  มีแต่วิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีปีติให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีปีติให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับสุขเวทนาให้เกิดขึ้น,  เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับอุเบกขาเวทนาให้เกิดขึ้น

'''นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายของพระพุทธวจนะที่แสดงมาแล้วนี้  ดังนี้'''

:ดูก่อนภิกษุ  ในกาลใด  มูลสมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว  ด้วยสามารถแห่งเมตตาภาวนาอย่างนี้  ในกาลนั้นเธออย่าได้ถึงความพอใจด้วยผลแห่งการปฏิบัติเพียงเท่านั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้โดยนัยว่า  อันมีทั้งวิตกมีทั้ง

<sub><small>''(หน้าที่ 174)''</small></sub>

:วิจารเป็นต้นให้เกิดขึ้น  ทำใหบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔  และฌาน ๕  แม้ในอารมณ์กรรมฐานอื่น ๆ  มีปถวีกสิณเป็นต้น

:ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีเมตตาเป็นประธานดังนี้แล้ว  เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีพรหมวิหารที่เหลือมีกรุณาเป็นต้น  เป็นประธาน  แก่ภิกษุรูปนั้นว่า  “เธอจงทำการภาวนาด้วยสามารถแห่งฌาน ๔  และฌาน ๕  ในอารมณ์อื่น ๆ  ต่อไป”  จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนามีอาทิว่า : -

:ในกาลใดแล  ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว  ทำให้มาก ๆ  แล้วอย่างนี้  ในกาลนั้นแหละภิกษุ  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า  เราจักทำกรุณาเจโตวิมุติให้เกิดขึ้น

:ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้น  เป็นประธาน  ด้วยความสามารถแห่งฌาน ๔  และฌาน ๕  ฉะนี้แล้ว  เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีกายานุปัสสนาเป็นต้นเป็นประธานโปรดภิกษุรูปนั้นต่อไป  จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนา  มีอาทิว่า: -

:ในกาลใดแล  ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว  ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้  ในกาลนั้นแหละภิกษุ  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า  เราจักพิจารณาให้เห็นกายที่กายอยู่

:ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงยังพระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยยอดธรรม คือพระอรหัต  ความว่า  : -

:ในกาลใดแล  ภิกษุ ! สมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว  ได้ทำให้เกิดขึ้นดีแล้วอย่างนี้  ในกาลนั้นแหละภิกษุเธอจักเดินไปโดยทางไหน ๆ ก็ตาม  เธอจักเดินไปอย่างผาสุกจริง ๆ  เธอจักยืนอยู่  ณ  ที่ไหน ๆ ก็ตาม  เธอจักยืนอยู่อย่างผาสุกจริง ๆ  เธอจักนั่งอยู่  ณ  ที่ไหน ๆ  ก็ตาม  เธอจักนั่ง

<sub><small>''(หน้าที่ 175)''</small></sub>

:อยู่อย่างผาสุกจริง ๆ  เธอจักนอน  ณ  ที่ไหน ๆ ก็ตาม  เธอจักนอนอย่างผาสุกจริง ๆ

:ด้วยเหตุดังที่ได้แถลงมานี้  จึงเป็นอันยุติได้ว่าอัปปมัญญา ๓  ประการข้างต้น  มีเมตตาเป็นอาทินั้น  เป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๓  โดยจตุกกนัย  และฌาน ๔  โดยปัญจกนัยเพียงแค่นั้น  ส่วนอุเบกขาประการสุดท้าย เป็นเหตุให้สำเร็จฌานที่เหลือสุดท้ายเพียงฌานเดียว  คือ  จตุตถฌาน  หรือปัญจมฌานแล้วแต่กรณี  ฉะนี้แล  

:แม้ในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฏก  เช่นจิตตุปปาทกัณฑ์ในธรรมสังคณีปกรณ์และอัปปมัญญาวิภังค์ในวิภังคปกรณ์  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแสดงจำแนกอัปปมัญญา ๔  ประการไว้  เหมือนอย่างเดียวกันนี้นั่นเทียว

'''๑๖.  อานุภาพพิเศษที่ต่างกันของอัปปมัญญา'''

:อัปปมัญญา ๔  ประการนี้  แม้จะได้ดำรงสภาพอยู่เป็น ๒  ส่วน  ด้วยอำนาจให้สำเร็จฌาน ๓  หรือฌาน ๔  อย่างหนึ่ง  ด้วยอำนาจที่ให้สำเร็จฌานสุดท้ายฌานเดียวอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีลักษณะดังแสดงมาแล้วนั้นก็ตาม แต่ก็ยังมีอานุภาพพิเศษซึ่งซึ่งไม่เหมือนกันแต่ละประการ ๆ  ด้วยอำนาจที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้นอันนักศึกษาจะพึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปดังนี้

:ในหลิททวนสูตร  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอัปปมัญญา ๔  ประการนี้ไว้โดยมีความต่างกัน  ด้วยภาวะที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้น  ดังมีพระบาลีในคัมภีร์  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรค  ซึ่งมีใจความว่า : -

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า  เมตตาเจโตวิมุติ  มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด,  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า  กรุณาเจโตวิมุติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า  มุทิตาเจโตวิมุติ  มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลสุดยอด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า  อุเบกขาเจโตวิมุติ  มีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

<sub><small>''(หน้าที่ 176)''</small></sub>

:ถาม – เพราะเหตุไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอัปปมัญญา ๔  ประการนี้  โดยมีความต่างกันแต่ละประการดังนั้น ?

:ตอบ – เพราะอัปปมัญญา ๔  ประการนี้  ต่างเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์ ๆ อันมีสุภวิโมกข์เป็นต้น  ดังจะอธิบายต่อไป

'''๑๗.  เมตตามีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด'''

:มีความจริงอยู่ว่า  สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจสำหรับเมตตา  วิหารีบุคคล  (คนมีจิตประกอบด้วยเมตตา)  ฉะนั้นเมื่อโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารีนั้นน้อมจิตไป  ในอารมณ์กรรมฐานทั้งหลาย  เช่นสีเขียวเป็นต้น  อันเป็นสีที่บริสุทธิ์สะอาด  ซึ่งเป็นสิ่งที่เมตตาวิหารีบุคคลไม่พึงรังเกียจ  เพราะได้อบรมมาโดยอาการที่ไม่น่ารังเกียจด้วยอำนาจเมตตาภาวนา  จิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอารมณ์ของกรรมฐานมีสีเขียวเป็นต้น  โดยง่ายดายทีเดียว  เพราะฉะนั้น  เมตตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่สุภวิโมกข์โดยปกตูปนิสัย  นอกเหนือไปจากสุภวิโมกข์แล้ว  เมตตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่

:ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า  เมตตาเจโตวิมุติมีสุภวิโมกข์  เป็นผลขั้นสุดยอด

'''๑๘.  กรุณามีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''

:ก็แหละ  เมื่อโยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคล  (ผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา)  พิจารณาเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งมีลักษณะรูปร่างที่มีไม้ค้อนอันเป็นเครื่องประหารกันเป็นต้น  เป็นนิมิต  เธอย่อมเห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูป เพราะรูปเป็นที่บังเกิดเป็นไปของกรุณา  เมื่อเป็นเช่นนี้  โยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคลนั้น  จึงเพิกถอนกสิณ ๙  อย่าง  (เว้นอากาศกสิณ)  มีปถวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพราะเหตุที่ได้เห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูปนั้น  แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอากาศตรงที่เพิกถอนรูปออกแล้วนั้น  จิตของเธอก็ย่อมจะแล่นไปตรงที่อากาศนั้นโดยง่ายดายทีเดียว  เพราะฉะนั้น  กรุณาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย  นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว  กรุณาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่

:ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสดงว่า  กรุณาเจโตวิมุติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

<sub><small>''(หน้าที่ 177)''</small></sub>

'''๑๙.  มุทิตามีวิญญานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''

:ก็แหละ  เมื่อมุทิตาวิหารีบุคคล  (ผู้มีจิประกอบด้วยมุทิตา)  พิจารณาเห็นวิญญานของสัตว์ทั้งหลายผู้ได้ความปราโมทย์  ด้วยเหตุอันให้เกิดความปราโมทย์นั้น ๆ  มีโภคสมบัติเป็นต้น  จิตที่ถูกอบรมมาด้วยการยึดถือวิญญาณย่อมเกิด  เพราะวิญญาณเป็นที่บังเกิดเป็นไป  ของมุทิตา  เมื่อเป็นเช่นนี้  โยคีผู้มุทิตาวิหารีบุคคลนั้นย่อมก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับ  แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่ง  อันมีอากาศนิมิตเป็นอารมณ์นั้น  วิญญาณัญจายตนจิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่งนั้นโดยง่ายดายทีเดียว  เพราะฉะนั้น  มุทิตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิญญาณณัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย  นอกเหนือไปจากนั้น  มุทิตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่

:ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า  มุทิตาเจโตวิมุติ  มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

'''๒๐.  อุเบกขามีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด'''

:ก็แหละ  โยคีผู้อุเบกขาวิหารีบุคคล  (ผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา)  นั้น  ย่อมมีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์  โดยเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์เช่นสุขทุกข์เป็นต้น  เพราะไม่มีความห่วงใยว่า  ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีสุขเถิด  หรือขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด  หรือขอสัตว์ทั้งหลายอย่าได้พรากจากสุขที่ตนได้แล้วเลยฉะนี้  เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีบุคคลผู้อุเบกขาวิหารีนั้น  ซึ่งเป็นผู้มีจิตใจได้อบรมมาโดยความเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์  และเป็นผู้มีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์  ย่อมก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับเสีย  แล้วน้อมภาวนาจิตไปในภาวะอันไม่มีอยู่ของวิญญาณอันเป็นปรมัตถ์  ซึ่งไม่มีอยู่โดยสภาวะอากิญจัญญายตนจิตของเธอ  ย่อมจะแล่นไปในภาวะที่ไม่มีอยู่ของวิญญาณนั้นโดยง่ายดายทีเดียว  เพราะฉะนั้น  อุเบกขาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากิญจัญญายตนฌานโดยปกตูปนิสัย  นอกเหนือไปจากนั้น  อุเบกขาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่

:ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า  อุเบกขาเจโตวิมุติมีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

<sub><small>''(หน้าที่ 178)''</small></sub>

'''๒๑.  อัปปมัญญาทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงบริบูรณ์'''

:เมื่อนักศึกษาได้เข้าใจอานุภาพพิเศษที่ต่างกันของอัปปมัญญานี้  โดยมีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้นดังแสดงมาฉะนี้แล้ว  พึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปอีกว่า  อัปปมัญญา ๔  ประการนี้  เป็นคุณสมุทัยทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงมีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์  เป็นประการสุดท้าย  ดังต่อไปนี้

:เป็นธรรมดา  พระโพธิสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีจิตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ทุกจำพวก  โดยเป็นผู้มีอัธยาศัยมุ่งทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย  ด้วยอำอาจเมตตา ๑  โดยเป็นผู้นิ่งดูดายไม่ได้ต่อทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยอำนาจกรุณา ๑   โดยเป็นผู้มีความประสงค์ที่จะให้สมบัติอันวิเศษที่สัตว์ทั้งหลายได้มาแล้วให้ดำรงคงสภาพอยู่นาน ๆ  ด้วยอำนาจมุทิตา ๑  โดยเป็นผู้ไม่ตกไปในความเป็นฝักเป็นฝ่ายในสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจอุเบกขา ๑  พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้  ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรม ๑๐  ประการ  ให้บริบูรณ์ในขันธสันดานอย่างนี้  คือ  บำเพ็ญทานอันเป็นเหตุแห่งความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย  โดยทั่วหน้ากัน  โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกว่า  คนนี้ควรให้  คนนั้นไม่ควรให้  (๑.  ทาน),  สมาทานศีล  เว้นการประหัตประหารสัตว์ทั้งหลายทุกตัวตน  โดยไม่มีการยกเว้น  (๒.  ศีล),  บำเพ็ญเนกขัมมะ  ได้แก่การถือบวชเป็นต้น  อันเป็นเหตุแห่งความสุขของสัตว์ทั้งหลาย  และเพื่อทำศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น  (๓.  เนกขัมมะ),  อบรมบ่มปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง  เพื่อทำลายโมหะไม่ให้หลงงมงายในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย  (๔.  ปัญญา),  บำเพ็ญเพียรชนิดที่ติดต่อกันไปไม่ให้ชะงักงัน  เพื่อความเจริญแห่งประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย  (๕.  วิริยะ),  แม้เมื่อได้บรรลุถึงความเป็นวีรภาพด้วยอำนาจความเพียรขั้นสุดยอดแล้ว  ย่อมอดกลั้นได้ต่อความผิดมีประการต่าง ๆ  ของสัตว์ทั้งหลายที่ตกมาถึงตน  (๖.  ขันติ),  รักษา  ปฏิญญาที่ตนได้ทำไว้ว่า  จักทำสิ่งนี้จักให้สิ่งนั้นแก่ท่านไม่ให้เคลื่อนคลาด  (๗.  สัจจะ),  เป็นผู้มุ่งมั่นไม่หวั่นไหวในพุทธการกธรรมที่ตนสมาทานแล้ว  เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย  (๘.  อธิฏฐานะ),  เป็นผู้เริ่มต้นทำอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตาปรารถนาดีอย่างแน่วแน่  (๙.  เมตตา),  และไม่หวังผลตอบแทนอย่างใด ๆ  ทั้งสิ้นจากสัตว์ทั้งหลายด้วยอุเบกขา  (๑๐.  อุเบกขา)

<sub><small>''(หน้าที่ 179)''</small></sub>

:พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้อัปปมัญญาวิหารี  ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรมทั้งหลาย  ดังบรรยายมานี้  ตลอดถึงสรรพกัลยาณธรรมแม้ทุกอย่าง  ต่างด้วยทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชญาณ ๔  อสาธารณญาณ ๖  และพุทธรรม ๑๘  ให้เต็มบริบูรณ์ในขันธสันดาน  ด้วยประการฉะนี้

:อัปปมัญญา ๔  ประการนี้  ย่อมเป็นคุณสมุทัยทำสรรพกัลยาณธรรมทุก ๆ อย่าง มีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์  ด้วยประการดังที่ได้พรรณนามาฉะนี้แล

'''พรหมวิหารนิเทศ  ซึ่งนับเป็นปริทเฉทที่ ๙'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้'''

'''เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''

'''ยุติลงเพียงเท่านี้'''

'''............................'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''