Difference between revisions 87639 and 88128 on thwikisource

{{วสธมฉปส head|}}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๓ ==
<sub><small>''(หน้า 127)''</small></sub>

'''เริ่มเรื่องสมาธิ'''

:โดยเหตุที่โยคีบุคคลเมื่อตั้งตนไว้ในศีลอันบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยคุณทั้งหลายมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น  ซึ่งสำเร็จขึ้นด้วยการบำเพ็ญธุดงควัตรฉะนี้แล้ว  จำต้องจะเจริญสมาธิภาวนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อว่า  จิตฺตํ  โดยพระบาลีว่า  สีเล  ปติฏฺฐายนโร  สปญฺโญ  จิตฺตํ  ปญฺญญฺจ  ภาวยํ  ดังนี้ประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่ง  โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงสมาธินั้นไว้อย่างย่อสั้นมาก  ไม่ต้องกล่าวถึงที่จะเจริญภาวนา  แม้แต่เพียงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  ก็ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่จะกระทำได้ง่ายเลย  ฉะนั้น  บัดนี้  เพื่อที่จะแสดงสมาธินั้นอย่างพิสดาร  และเพื่อที่จะแสดงวิธีเจริญสมาธินั้น  จึงขอตั้งปัญหากรรมเป็นมาตรฐานขึ้นไว้ดังต่อไปนี้  คือ –

'''ปัญหาในสมาธิ ๘  ข้อ'''

:๑.      อะไร  ชื่อว่า=คำถามเรื่องสมาธิ=

:๒.      ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถาว่ากระไร

:๓.      #สมาธิคืออะไร?
#อะไรเป็นสภาวะของสมาธิ?
#อะไร    เป็นลักษณะ,  เป็นรส,  เป็นอาการปรากฏ  และเป็นรส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของสมาธิ

:๔.      #สมาธิ    มีกี่อย่าง

:๕.      #อะไร    เป็นความเศร้าหมองของสมาธิ

:๖.      อะไร    เป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ

:๗.      สมาธินั้น  จะพึงเจริญภาวนา#ทำภาวนาสมาธิได้อย่างไร  และ

:๘.      #อะไร    เป็นอานิสงส์ของสมาธิภาวนา

<sub><small>''(หน้า 128)''</small></sub>

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๑'''=คำตอบเรื่องสมาธิ=
==สมาธิคืออะไร?==

:บรรดาปัญหาเหล่านั้น  มีคำว่าวิสัชนาดังต่อไปนี้ –

:ปัญหาข้อว่า  อะไร  ชื่อว่าสมาธิ สมาธิคืออะไร? วิสัชนาว่า  สมาธินั้นมีหลายอย่างหลายประการด้วยกัน  การที่จะยกมาวิสัชนาแสดงให้แจ่มแจ้งทุก ๆ อย่างนั้น  เห็นทีจะไม่สำเร็จสมความหมายเฉพาะที่ต้องการ  กลับจะทำให้เกิดความฟั่นเฝือยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงขอวิสัชนาเจาะเอาเฉพาะที่ต้องการในที่นี้ว่า  ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียวฝ่ายกุศล  ชื่อว่าสมาธิ

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๒'''

:ปัญหาข้อว่า  ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถาว่ากระไร==อะไรเป็นสภาวะของสมาธิ?==

:ปัญหาข้อว่า  อะไรเป็นสภาวะของสมาธิ?  นั้น  มีวิสัชนาว่า  ที่ชื่อว่าสมาธิ  เพราะอรรถว่า  ความตั้งมั่น  ที่ว่า  ความตั้งมั่น  นี้ได้แก่อะไร ?  ได้แก่  ความตั้งอยู่หรือความดำรงอยู่ของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียวอย่างสม่ำเสมอ  และโดยถูกทางด้วย  เพราะฉะนั้น  จิตและเจตสิกทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างสม่ำเสมอ  และโดยถูกทางด้วย  ไม่ฟุ้งซ่านและไม่ส่ายไปในอารมณ์อื่น  ด้วยอำนาจแห่งธรรมชาติใด  ธรรมชาตินี้พึงทราบว่า  คือ  ความตั้งมั่น

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๓'''==อะไรเป็นลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของสมาธิ==

:ปัญหาข้อว่า   อะไร  เป็นลักษณะ,  เป็นรส,  เป็นอาการปรากฎ  และเป็นปทัฏฐานของสมาธิ  นั้น  มีวิสัชนาว่า  สมาธินั้นมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น  ลักษณะ   มีการกำจัดเสียซึ่งความฟุ้งซ่านเป็น  รส   มีการไม่หวั่นไหวเป็น   อาการปรากฎ   มีความสุขเป็น   ปทัฎฐาน   พระบาลีรับรองว่า   สุขิโน   จิตฺตํ   สมาธิยติ   จิตของบุคคลผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น   ฉะนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่  ๔'''==สมาธิมีกี่อย่าง==

:ปัญหาข้อว่า   สมาธิ   มีกี่อย่าง   นั้น   มีวิสัชนาว่า-

:๑.  สมาธิมีอย่างเดียว   ด้วยมีลักษณะไม่ฟุ้ง   เป็นประการแรก

<sub><small>''(หน้า 129)''</small></sub>

(contracted; show full)

:๕.  สมาธิมี ๕  อย่าง  ดังนี้คือ- โดยแยกเป็น  องค์แห่งฌาน ๕  ในปัญจกนัย  ได้แก่  องค์แห่งปฐมฌาน ๑  องค์แห่งทุติยฌาน ๑  องค์แห่งตติฌาน ๑  องค์แห่งจตุตถฌาน ๑  องค์แห่งปัญจมฌาน ๑


'''===อธิบายสมาธิอย่างเดียว'''หมวด ๑===

:ในสมาธิอย่างเดียวและสมาธิมี ๒ อย่างนั้น  สมาธิที่มีส่วนอย่างเดียวมีเนื้อความกระจ่างอยู่แล้ว (คือ ด้วยมีลักษณะไม่ฟุ้ง) ไม่ต้องพรรณนาความอีก

'''===อธิบายสมาธิ ๒ อย่าง'''หมวด ๒===

:ในสมาธิที่มีส่วน ๒ อย่าง  หมวดที่ ๑ ที่ว่า  สมาธิมี ๒ อย่าง  โดยแยกเป็นอุปจารสมาธิ ๑  อัปปนาสมาธิ ๑ นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  ภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตา  ที่โยคีบุคคลได้มาด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน ๑๐  เหล่านี้คือ  อนุสสติ ๖  (พุทธานุสสติถึงเทวตานุสสติ)  มรณสติ ๑  อุปสมานุสสติ ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  จตุธาตุววัตถาน ๑ นี้อย่างหนึ่ง  กับเอกัคคตาในบุพภาคเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิทั้งหลายอย่างหนึ่ง  เอกัคคตาชนิดนี้เรียกว่า  อุปจารสมาธิ  ส่วนเอกัคคตาถัดไปแต่บริกรรมภาวนา  เอกัคคตาชนิดนี้  เรียกว่า  อัปปนาสมาธิ  เพราะมีพระบ(contracted; show full)

:หมวดที่  ๔  ที่ว่า  สมาธิมี  ๒   อย่าง   โดยแยกเป็น   สุขสหคตสมาธิ  ๑ อุเปกขาสหคตสมาธิ  ๑  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้-   เอกัคคตาในฌาน  ๓   ข้างต้นในจตุกกนัย   และในฌาน  ๔   ข้างต้นในปัญจกนัย   เรียกว่า   สุขสหคตสมาธิ   คือสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนาเอกัคคตาในฌานที่เหลือข้างปลาย   เรียกว่า   อุเปกขาสหคตสมาธิ   คือสมาธิที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา   ส่วนอุปจารสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี  ที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาก็มี


'''===อธิบายสมาธิ  ๓  อย่าง'''หมวด  ๓===

:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๓  อย่าง   หมวดที่  ๑  ที่ว่า   สมาธิมี  ๓  อย่างโดยแยกเป็น  หีนสมาธิ  ๑   มัชฌิมสมาธิ  ๑   ปณีตสมาธิ  ๑   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้-  สมาธิที่พอได้บรรลุยังไม่ได้ส้องเสพให้หนัก   ยังไม่ได้ทำให้มาก ๆ  เรียกว่า   หีนสมาธิ   คือสมาธิขั้นต่ำ   สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นยังไม่ได้ที่   คือยังไม่ได้ทำให้ถึงความคล่องแคล่วเป็นอย่างดี   เรียกว่า    มัชฌิมสมาธิ   สมาธิขั้นกลาง   สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นได้ที่ดีแล้ว   คือถึงความเป็นวสีมีความสามารถอย่างคล่องแคล่วแล้ว   เรียกว่า   ปณีตสมาธิ   สมาธิขั้นประณี(contracted; show full)

:เอกัคคตาในรูปาวจรกุศลจิตและอรูปาวจรกุศลจิต  เรียกว่า   มหัคคตสมาธิ   สมาธิอันยิ่งใหญ่อธิบายว่า   สมาธิที่ถึงภาวะอันยิ่งใหญ่โดยการข่มกิเลส ๑ โดยมีผลอันไพบูลย์กว้างขวาง ๑ โดยสืบต่ออยู่ได้นาน ๆ ๑  หรือสมาธิที่ดำเนินไปด้วยคุณอันยี่งใหญ่มีฉันทะอันยิ่งใหญ่เป็นต้น เรียกว่า   มหัคคตสมาธิ   เอกัคคตาที่ประกอบด้วยอริยมัคคจิต   คือที่เกิดร่วมกับอริยมัคคจิต  เรียกว่า    อัปปมาณสมาธิ    สมาธิอันหาประมาณมิได้   หรือสมาธิอันมีธรรมหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์


'''===อธิบายสมาธิ  ๔  อย่าง'''หมวด ๔===

:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๔  อย่างหมวดที่  ๑  ที่ว่า  สมาธิมี   ๔   อย่างโดยแยกเป็นทุขาปฎิปทาทันธาภิญญาสมาธิ   เป็นต้นนั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้คือ-

:สมาธิ  ๔  อย่าง  ได้แก่  ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  ๑  ทุกขาปฎิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  ๑  สุขาปฎิปทาทันธาภิญญาสมาธิ  ๑  สุขาปฎิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ  ๑

(contracted; show full) ที่ไม่ได้ขยาย  สมาธินั้นชื่อว่า  ปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธิมีอารมณ์มีประมาณน้อย  สมาธิใดคล่องแคล่วแล้ว  เจริญให้เกิดขึ้นได้ที่แล้ว  สามารถที่จะเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณสมาธิ  สมาธิหาประมาณมิได้  และสมาธิใดเป็นไปในอารมณ์ที่ขยายแล้ว  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณารัมมณสมาธิ  สมาธิมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ส่วนนัยที่คละกันแห่งสมาธิที่ ๑  และที่ ๔  ซึ่งสงเคราะห์เข้าเป็นสมาธิที่ ๒  และที่ ๓  พึงทราบ  โดยความคละกันแห่งลักษณะที่กล่าวแล้วดังนี้คือ  สมาธิใดยังไม่คล่องแคล่ว  ไม่สามารถที่จะ


<sub><small>''(หน้าที่ 176)''</small></sub>

:๘.      โดยการถือเอา

:๙.      โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  และ

:๑๐.      โดยเหมาะสมแก่จริยา

'''๑ - โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน'''

:ในอาการ  ๑๐  อย่างนั้น  ประการแรก  ข้อว่า  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้  พระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ณ  ที่นั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น  ๗  หมวดดังนี้  คือ –

:๑.      กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๒.      อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๓.      อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๔.      พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๕.      อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๖.      สัญญากัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง  และ

:๗.      ววัตถานกัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง

'''๑.  กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.      ปถวีกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยดิน

:๒.      อาโปกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยน้ำ

:๓.      เตโชกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยไฟ

:๔.      วาโยกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยลม

:๕.      นีลกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว

:๖.      ปีตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง

:๗.      โลหิตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีแดง

<sub><small>''(หน้าที่ 177)''</small></sub>

:๘.      โอทาตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีขาว

:๙.      อาโลกกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง  และ

:๑๐.      ปริจฉินนากาสกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น

'''๒.  อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง   คือ'''

:๑.       อุทธุมาตกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด

:๒.      วินีลกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด

:๓.      วิปุพพกอสุภ    ซากศพที่มีแต่หนองแตกพลักน่าเกลียด

:๔.      วิจฉิททกอสุภ    ซากศพที่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ  น่าเกลียด

:๕.      วิกขายิตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด

:๖.      วิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด

:๗.      หตวิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสับฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด

:๘.      โลหิตกอสุภ    ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด

:๙.      ปุฬุวกอสุภ    ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด  และ

:๑๐.      อัฏฐิกอสุภ    ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด

'''๓.  อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.    พุทธานุสสติ    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

:๒.    ธัมมานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

:๓.    สังฆานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์

:๔.    สีลานุสสติ    ระลึกถึงศีลของตน

:๕.    จาคานุสสติ    ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว

:๖.    เทวตานุสสติ    ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

:๗.    มรณานุสสติ    ระลึกถึงความตาย

:๘.    กายคตาสติ    ระลึกถึงร่างกายที่ล้วนแต่ไม่สะอาด

:๙.    อานาปานสติ    ระลึกถึงกำหนดลมหายใจเข้าออก  และ

:๑๐.    อุปสมานุสสติ    ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

<sub><small>''(หน้าที่ 178)''</small></sub>

'''๔.  พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    เมตตา    ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์

:๒.    กรุณา    ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์

:๓.    มุทิตา    ความพลอยยินดีต่อสมบัติ  และ

:๔.    อุเปกขา    ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด

'''๕.  อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    อากาสานัญจายตนะ    อากาศไม่มีที่สุด

:๒.    วิญญาณัญจายตนะ    วิญญาณไม่มีที่สุด

:๓.    อากิญจัญญายตนะ    ความไม่มีอะไร  และ

:๔.    เนวสัญญานาสัญญายตนะ    สัญญาละเอียด  ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่

:ไม่มีก็ไม่ใช่

'''๖.  สัญญา  ๑  อย่าง  คือ'''

:อาหาเรปฏิกูลสัญญา    ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกียด

'''๗.  ววัตถาน  ๑  อย่าง  คือ'''

:จตุธาตุววัตถาน    การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ  ๔

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน  ด้วยประการฉะนี้

'''๒- :โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน'''

:ข้อว่า  โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  ก็แหละ  ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  เฉพาะกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  คือ  ยกเว้นกายคตาสติกับอานาปานสติเสีย  อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ  ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา  ๑  จตุธาตุววัตถาน  ๑  นำมาซึ่งอุปจารฌาน  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๓๐  ประการ  นำมาซึ่งอัปปนาฌาน

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌานด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 179)''</small></sub>

'''๓- โดยความต่างกันแห่งฌาน'''

:ข้อว่า  โดยความต่างกันแห่งฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  แหละในกัมมัฏฐาน  ๓๐  ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น  กสิณ  ๑๐  กับ  อานาปานสติ  ๑  รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง  ๔  ฌาน  อสุภ ๑๐  กับ  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว  พรหมวิหาร ๓  ข้างต้นให้สำเร็จฌาน ๓  ข้างต้น  พรหมวิหาร  ข้อที่ ๔  และอรุปปกัมมัฏฐาน ๔  ย่อมให้สำเร็จฌานที่ ๔

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความต่างกันแห่งฌานด้วยประการฉะนี้

'''๔- โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์'''

:ข้อว่า  โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  การผ่านนั้นมี ๒  อย่าง  คือ  การผ่านองค์ฌาน ๑  การผ่านอารมณ์ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓  และฌาน ๔  แม้ทั้งหมด  ทั้งนี้  เพราะทุติยฌาน  เป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น  ต้องผ่านองค์ฌานทั้งหลาย  มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป  ในพรหมวิหารข้อที่ ๔  ก็เหมือนกัน  เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่ ๔  นั้น  อันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๓   มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน

:ส่วนการผ่านอารมณ์  ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ ๙  อย่างข้างต้น  และวิญญานัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป  การผ่านอารมณ์หาได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 180)''</small></sub>

'''๕- โดยควรขยายและไม่ควรขยาย'''

:ข้อว่า  โดยควรขยายและไม่ควรขยาย  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้

'''กัมมัฏฐานที่ควรขยาย'''

:ในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณกัมมัฏฐานที่ควรขยายทั้ง ๑๐  ประการนั่นเทียว  เพราะว่า  โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่โอกาสได้ประมาณเท่าใด  ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสต  เห็นรูปได้ด้วยทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต  ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น

'''กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย'''

:ส่วนกายคตาสติ  กับ  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะเหตุไร ?  เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้  โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไร และข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะนั้น  จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ  ข้างหน้า  แหละเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้ว  ก็เป็นแต่เพียงขยายกองแห่งซากศพเท่านั้น  หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่  แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า  ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค  รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว  แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด  ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่าอัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัดนั้น  ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต

:ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น  ฉะนี้นั้น  พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา  หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่  จริงอย่างนั้น  ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช  ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝาซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ  ตัวแล้ว  มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ในทั่วทุกทิศ  จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ  แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน  เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา  จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ทั่วทุกทิศ  เลยเข้าใจว่า  แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 181)''</small></sub>

:หากเกิดปัญหาขึ้นว่า  ถ้าเมื่อถือเอาความอย่างนี้แล้ว  ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมี  อารมณ์หาประมาณมิได้อันใด  ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ  ข้อนั้นก็จะผิดเสียละซี ?

:วิสัชนาว่า  ข้อนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียเลย  เพราะโยคีบุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพที่ขึ้นพองหรือในซากศพที่เป็นโครงกระดูกชนิดใหญ่  บางคนก็ถือเอานิมิตในซากศพ  เช่นนั้นชนิดเล็ก  โดยปริยายนี้ฌานของโยคีบุคคลบางคนจึงมีอารมณ์เล็ก  บางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ท่านหมายเอาโยคีบุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานนั้นแล้วขยายกัมมัฏฐานนั้น  แต่อย่างไรก็ตาม  กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะไม่มีอานิสงส์อะไร

:มิใช่แต่เท่านี้  แม้กัมมัฏฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติ  และอสุภกัมมัฏฐานนี้  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านั้น  นิมิตแห่งอานาปานสติ  เมื่อโยคีบุคคลขยาย  ก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น  และนิมิตแห่งอานาปานสตินั้น  กำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยาย  เพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง  เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง

:พรหมวิหาร ๔  มีสัตว์เป็นอารมณ์  เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้น  ก็จะขยายแต่กองแห่งสัตว์เท่านั้น  ที่จะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์นั้น  หามีไม่ เพราะฉะนั้น  แม้อารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็ไม่ควรขยาย  ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า  ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตา  แผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  ฉะนี้นั้น  ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก  หาใช่ด้วยอำนาจการขยายนิมิตไม่  จริงอยู่  ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญเมตตาไปโดยลำดับมีอาทิว่า  อาวาสหนึ่ง  สองอาวาส  ฉะนี้  พระพุทธองค์ตรัสว่า  ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  มิใช่ภิกษุขยายนิมิตกัมมัฏฐาน  อนึ่ง  ในพรหมวิหารภาวนานี้เล่า  ก็ไม่มีปฏิภาคนิมิตที่โยคีบุคคลนี้จะพึงขยายด้วย  แม้การที่พรหมวิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ในอธิการนี้  พึงทราบด้วยอำนาจการกำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหาก

<sub><small>''(หน้าที่ 182)''</small></sub>

:แม้ในอารมณ์ของอารุปปฌาน ๔  นั้น  อากาศ  (หมายเอาอากาสานัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ  คืออากาศตรงที่เพิกกสิณออก  จริงอยู่  กสิณุคฆาฏิมากาศ  (อากาศที่เพิกกสิณออก)  นั้น  โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงว่าเป็นที่ปราศจากกสิณเท่านั้น  นอกเหนือไปจากนั้น  แม้จะขยายก็ไม่มีประโยชน์อะไร  วิญญาณ  (หมายเอาวิญญาณัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรม  จริงอยู่ใคร ๆ  ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้  ความปราศจากวิญญาณ  (หมายเอาอากิญจัญญายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ  อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน

:กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๐  มีพุทธานุสสติเป็นต้น  ก็ไม่ควรขยาย  ด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต  เพราะกัมมัฏฐานที่มีปฏิภาคนิมิตเท่านั้น  ที่เป็นกัมมัฏฐานควรจะขยาย  และอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตของกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการมีพุทธานุสสติเป็นต้น  หามีไม่  เพราะฉะนั้น  จึงไม่ควรขยายอารมณ์นั้น

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยควรขยายและไม่ควรขยายด้วยประการฉะนี้

'''๖ –โดยอารมณ์ของฌาน'''

:ข้อว่า  โดยอารมณ์ของฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณ ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๑๘  มีอารมณ์ไม่เป็นปฏิภาคนิมิต

:อนึ่ง  ในอนุสสติ ๑๐  ยกเว้นอานาปานสติกับกายคตาสติเสีย  อนุสสติที่เหลือ ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  จตุธาตุววัตถาน ๑  วิญญาณัญจายตนะ ๑  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑  รวม ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม  กสิณ  ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒ กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  คือ  พรหมวิหาร ๔  อากาสานัญจายตนะ ๑  อากิญจัญญายตนะ ๑  มีอารมณ์ที่พูดไม่ถูก  (คือ  ไม่ใช่สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต)

<sub><small>''(หน้าที่ 183)''</small></sub>

:อนึ่ง  วิปุพพกอสุภ ๑  โลหิตกอสุภ ๑  ปุฬุวกอสุภ ๑  อานาปานสติ ๑  อาโปกสิณ ๑  เตโชกสิณ ๑  วาโยกสิณ ๑  และอารมณ์คือดวงแสงแห่งอาทิตย์เป็นต้น  ที่ฉายเข้าไปข้างใน  โดยทางช่องหน้าต่างเป็นต้น  ในอาโลกกสิณนั้น ๑  รวม ๘  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เคลื่อนไหวได้  แต่ก็เคลื่อนไหวได้ในเบื้องต้นก่อนแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเท่านั้น  ส่วนที่เป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว  ก็สงบนิ่งเหมือนกัน  กัมมัฏฐานที่เหลือจาก ๘  กัมมัฏฐานนี้ มีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหว

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานในอารมณ์ของฌานด้วยประการฉะนี้

'''๗- โดยภูมิเป็นที่บังเกิด'''

:ก็แหละ  ในข้อว่า  โดยภูมิเป็นที่บังเกิด  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  กายคตาสติ ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  รวม  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร  เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลกชั้นนั้น  กัมมัฏฐาน ๑๒  นั้น  รวมกับอานาปานสติ ๑  เป็น ๑๓  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก  เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก  กัมมัฏฐานอื่น ๆ  นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  แล้ว ย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ  ส่วนในโลกมนุษย์  กัมมัฏฐานบังเกิดได้ครบหมดทั้ง  ๔๐  ประการ  

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยภูมิเป็นที่บังเกิด ด้วยประการฉะนี้

'''๘- โดยการถือเอา'''

:ในข้อว่า  โดยการถือเอา  นั้น  พึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐาน  แม้โดยการถือเอาด้วยวัตถุที่ได้เห็น,  ได้ถูกต้อง  และที่ได้ยินดังนี้ -  ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  ยกเว้นวาโยกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  กับ  อสุภ ๑๐  รวมเป็น ๑๙  กัมมัฏฐานนี้  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อธิบายว่า  ในเบื้องต้นต้องแลดูด้วยตาเสียก่อนแล้วจึงถือเอานิมิตของกัมมัฏฐานเหล่านั้นได้ในกายคตาสติ  อาการ ๕  คือ  ผม,  ขน,  เล็บ,  ฟัน,  และหนัง  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อาการที่เหลือ ๒๗  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  ดังนั้น  อารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน

<sub><small>''(หน้าที่ 184)''</small></sub>

:พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้อง  วาโยกสิณพึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ถูกต้อง  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก ๑๘  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐาน ๕  คือ  อุเปกขาพรหมวิหาร ๑  อารุปปกัมมัฏฐาน ๔  อันโยคีบุคคลผู้เริ่มลงมือทำกัมมัฏฐาน  จะพึงถือเอาไม่ได้ในทันทีทีเดียว  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๓๕  จึงถือเอาได้โดยทันที

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยการถือเอา ด้วยประการฉะนี้

'''๙- โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน'''

:ข้อว่า  โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านี้  ยกเว้นอากาสกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปฌานทั้งหลาย  กสิณทั้ง ๑๐  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญาทั้งหลาย   พรหมวิหาร ๓  (ข้างต้น)  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่ ๔  อารุปปกัมมัฏฐานบทต่ำ ๆ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปกัมมัฏฐานบทสูง ๆ  เนวสัญญานาสัญญายตนกัมมัฏฐาน  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธสมาบัติ  กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข  แก่วิปัสนากัมมัฏฐาน  และแก่ภวสมบัติทั้งหลาย

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ด้วยประการฉะนี้

'''๑๐ -  โดยเหมาะสมแก่จริยา'''

:ในข้อว่า  โดยเหมาะสมแก่จริยา   นี้  พึงทราบการวินิจฉัยแม้โดยความเหมาะสม  แก่จริยาทั้งหลาย  ดังนี้ –

:ประการแรก  ในกัมมัฏฐาน ๔๐  นั้น  กัมมัฏฐาน ๑๑  คือ  อสุภ ๑๐  กายคตาสติ ๑  ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต  กัมมัฏฐาน ๘  คือ  พรหมวิหาร ๔  วรรณกสิณ ๔  เหมาะสมแก่คนโทสจริต  อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเท่านั้น  เหมาะสมแก่คนโมหจริตและคนวิตกจริต  อนุสสติ ๖  ข้างต้น  เหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต  กัมมัฏฐาน ๔  คือ  มรณสติ ๑  อุปสมานุสสติ ๑

<sub><small>''(หน้าที่ 185)''</small></sub>

:จตุธาตุววัตถาน ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต  กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  กับอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เหมาะสมแก่คนทุกจริต  แต่ว่าในกสิณ ๑๐  นั้น  กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็กขนาดขันโอ  ย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต  ขนาดใหญ่กว่านั้นจนขนาดเท่าจานข้าวเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโมหจริตเป็นต้น  ฉะนี้

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเหมาะสมแก่จริยาในกัมมัฏฐาน ๔๐  นี้  ด้วยประการฉะนี้

'''สรุปความในจริยา'''

:ก็แหละ  ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้  ข้าพเจ้าแสดงไว้ด้วยอำนาจที่เป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงอย่างหนึ่ง   ด้วยอำนาจเป็นกัมมัฎฐานที่สบายแท้ ๆ  อย่างหนึ่ง   แต่อย่างไรก็ดี   ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว   ที่จะไม่กำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น   หรือที่จะไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น   เป็นอันไม่มี  ข้อนี้สมด้วยคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้  ซึ่งมีในเมฆิยสูตรว่า

:พึงเจริญธรรม ๔  ประการ  ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  คือ  พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายเพื่อประหานเสียซึ่งราคะ  พึงเจริญเมตตาเพื่อประหานเสียซึ่งพยาบาท  พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก  พึงเจริญอนิจจสัญญา  เพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ

:แม้ในราหุลสุตร  พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงพระกัมมัฏฐาน ๗  ประการ  โปรดพระราหุลเถระเพียงองค์เดียว  โดยนัยมีอาทิว่า  ดูก่อนราหุล  เธอจงเจริญซึ่งภาวนาอันมีเมตตาเป็นอารมณ์….  เพราะเหตุฉะนี้  นักศึกษาจงอย่าได้ทำความยึดถือเพียงแต่ในถ้อยแถลงที่แสดงไว้  กัมมัฏฐานอย่างโน้นเหมาะสมแก่จริตบุคคลประเภทโน้น  พึงค้นคว้าแสวงหาอรรถาธิบายในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั่วไปเถิด

:การวินิจฉัยกัมมัฏฐานกถาโดยพิสดาร  ในหัวข้อสังเขปว่า  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ยุติเพียงเท่านี้

<sub><small>''(หน้าที่ 186)''</small></sub>

'''วิธีเรียนเอากัมมัฏฐาน'''

:ก็แหละ  คำว่า  เรียน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้มีลักษณาการตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาในหัวข้อว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ฉะนี้แล้ว  พึงถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่พระอาจารย์  แล้วพึงทำตนให้เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  และมีอธิมุติอันสมบูรณ์  แล้วพึงขอเอาพระกัมมัฏฐานเถิด

'''คำถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ในการถวายตัวนั้น  โยคีบุคคลพึงกล่าวคำถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าว่าดังนี้-

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภควา  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้า  ขอถวายอัตภาพร่างกายอันนี้  แด่พระพุทธองค์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลครั้นไม่ได้ถวายตนอย่างนี้แล้ว  เมื่อหลีกไปอยู่ที่เสนาสนะอันเงียบสงัด  ครั้นอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งตั้งตนได้  จะเลี่ยงหนีไปยังแดนหมู่บ้าน  เกิดเป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์  ทำการแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร  ก็จะพึงถึงซึ่งความฉิบหายเสีย

'''อานิสงส์ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ได้ถวายตัวแล้ว  ถึงแม้จะมีอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็จะไม่เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด  มีแต่จะเกิดความโสมนัสอย่างเดียวโดยที่จะได้เตือนตนว่า  พ่อบัณฑิต  ก็วันก่อนนั้น  เจ้าได้ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าแล้ว  

<sub><small>''(หน้าที่ 187)''</small></sub>

:มิใช่หรือ ?  เหมือนอย่างว่า  บุรุษคนหนึ่งจะพึงมีผ้ากาสิกพัสตร์  (ผ้าที่ทำในแว่นแคว้นกาสี)  อย่างดีที่สุด  เมื่อผ้านั้นถูกหนูหรือพวกแมลงสาบกัด  เขาก็จะพึงเกิดความโทมนัสเสียใจ  แต่ถ้าเขาจะพึงถวายผ้านั้นแก่ภิกษุผู้ไม่มีจีวรไปเสีย  แต่นั้นถึงเขาจะได้เห็นผ้านั้นอันภิกษุเอามาตัดทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  เขาก็จะพึงเกิดแต่ความโสมนัสอย่างเดียว  ฉันใด  แม้คำอุปไมยนี้  นักศึกษาก็พึงทราบเหมือนฉันนั้น

'''คำถวายตัวแก่อาจารย์'''

:โยคีบุคคล  แม้เมื่อจะถวายตัวแก่พระอาจารย์  ก็พึงกล่าวคำถวายตัวดังนี้ –

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภนฺเต  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ  กระผมขอมอบถวายอัตภาพร่างกายอันนี้แก่ท่านอาจารย์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลผู้ไม่ได้ถวายตัวอย่างนี้  ย่อมจะเป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  บางทีก็จะเป็นคนว่ายากไม่เชื่อฟังโอวาท  บางทีก็จะเป็นคนตามแต่ใจตนเอง  อยากไปไหนก็จะไปโดยไม่บอกลาอาจารย์ก่อน  โยคีบุคคลเช่นนี้นั้น  อาจารย์ก็จะไม่รับสงเคราะห์ด้วยอามิส  หรือด้วยธรรมคือการสั่งสอน  จะไม่ให้ศึกษาวิชากัมมัฏฐานอันสุขุมลึกซึ้ง  เมื่อเธอไม่ได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการนี้แล้ว  ก็จะไม่ได้ที่พึ่งในพระศาสนา  ไม่ช้าไม่นานก็จะถึงซึ่งความเป็นคนทุศีล  หรือเป็นคฤหัสถ์ไปเลย

'''อานิสงส์ที่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ถวายตัวแล้ว  จะไม่เป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  ไม่เป็นคนตามแต่ใจตนเอง  จะเป็นคนว่าง่าย  มีความประพฤติติดเนื่องอยู่กับอาจารย์  เมื่อเธอได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการจากอาจารย์แล้ว  ก็จะถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนา  เหมือนอย่างพวกศิษย์อันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระเป็นตัวอย่าง

<sub><small>''(หน้าที่ 188)''</small></sub>

'''เรื่องศิษย์พระติสสเถระ'''

:มีเรื่องเล่าว่า  มีภิกษุ  ๓  รูป  ได้มาสู่สำนักพระติสสเถระแล้ว  ใน  ๓  รูปนั้น รูปหนึ่งกราบเรียนอาสาแก่พระเถระว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ  ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว  กระผมสามารถที่จะกระโดดลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ”   รูปที่สองกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว   กระผมสามารถที่จะเอาร่างกายนี้ฝนที่พื้นหินให้กร่อนไปตั้งแต่ส้นเท้าจนกระทั่งไม่มีร่างกายเหลืออยู่”   รูปที่สามกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้วกระผมสามารถที่จะกลั้นลมอัสสะปัสสาสะทำกาลกิริยาตายได้”   ฝ่ายพระเถระพิจารณาเห็นว่า   “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีความสมควรแล้ว”   จึงได้บอกพระกัมมัฎฐานให้   ภิกษุเหล่านั้นดำรงตนอยู่ในโอวาทของพระเถระ   ได้บรรลุซึ่งพระอรหัตแม้ทั้ง  ๓  รูปแล

:นี้เป็นอานิสงส์ในการมอบถวายตัว   ด้วยเหตุนี้   ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า   พึงมอบถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่อาจารย์   ฉะนี้

'''โยคีผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์'''

:ก็แหละ   ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า   เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์และมีอธิมุติอันสมบูรณ์   ฉะนี้นั้น   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  โดยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอำนาจแห่งธรรมมีอโลภะเป็นต้น

'''อรรถาธิบายของฏีกาจารย์'''

:ในอธิการนี้  ท่านฏีกาจารย์ได้อรรถาธิบายไว้อย่างพิสดารดังนี้ –

:ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  มีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลายและแก่โยคีบุคคลโดยพิเศษ  ทั้งนี้เพราะเป็นเหตุกำจัดเสียซึ่งโทษอย่างอนันต์  และเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณอย่างมหันต์

<sub><small>''(หน้าที่ 189)''</small></sub>

:เป็นความจริงอย่างนั้น  ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  ย่อมเป็นไปโดยความเป็นปฏิปักษ์แก่มลทินทั้งหลายมีมลทินคือความตระหนี่เป็นต้น  สมจริงตามที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในอรรถกถาแห่งอภิธรรม  ดังต่อไปนี้ –

:อโลภะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความตระหนี่  อโทสะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความทุศีล  อโมหะ  เป็นปฏิปักษ์แก่การไม่ภาวนาในกุศลธรรมทั้งหลาย  แหละใน  ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  เป็นเหตุแห่งทาน  อโทสะ  เป็นเหตุแห่งศีล  อโมหะ  เป็นเหตุแห่งภาวนา  แหละใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลย่อมถืออย่างไม่ตรึงเครียดด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้ว  ย่อมถืออย่างตรึงเครียด  บุคคลย่อมถืออย่างไม่หย่อนยานด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้ว  ย่อมถืออย่างหย่อนยาน  บุคคลย่อมถืออย่างไม่วิปริตผิดเพี้ยนด้วย  อโมหะ  เพราะคนที่หลงแล้วย่อมถืออย่างวิปริตผิดเพี้ยน

:อีกอย่างหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลทรงจำโทษอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นโทษและประพฤติเป็นไปในโทษนั้นด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้วย่อมปกปิดโทษไว้  บุคคลทรงจำคุณอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นคุณและประพฤติเป็นไปในคุณนั้นด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้วย่อมลบล้างคุณเสีย  บุคคลทรงจำซึ่งสภาวะที่เป็นจริงโดยเป็นสภาวะที่เป็นจริงและประพฤติเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริงนั้นด้วย  อโมหะ  เพราะคนหลงแล้วย่อมยึดถือสิ่งที่เปล่าว่าไม่เปล่าและสิ่งที่ไม่เปล่าว่าเปล่า  อนึ่ง  ทุกข์เพราะพรากจากสิ่งที่รักย่อมไม่เกิดมีด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่โลภแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งเป็นที่รักด้วย  เพราะอดกลั้นไว้ไม่ได้ต่อการ  พรากจากสิ่งที่รักด้วย  ทุกข์เพราะประจวบกับสิ่งไม่เป็นมี่รักย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะคนโกรธแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งไม่เป็นที่รักด้วย  ทุกข์เพราะไม่ได้สมหวัง  ย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่ไม่หลงเป็นแดนเกิดแห่งการใคร่ครวญพิจารณาว่าข้อนั้นจะพึงได้  ณ  ที่นี้  แต่ที่ไหนเล่า ?

:อีกประการหนึ่ง  ในเหตุ ๓  อย่างนั้น  ชาติทุกข์ไม่มี  ด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะอโลภะเป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหา  เพราะชาติทุกข์มีตัณหาเป็นมูลราก  ชราทุกข์ไม่มีด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความโกรธอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้แก่เร็ว  มรณทุกข์ไม่มีด้วย

<sub><small>''(หน้าที่ 190)''</small></sub>

:อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความหลงตายเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์  และมรณทุกข์นั้นย่อมไม่มีแก่คนที่ไม่หลง  อนึ่ง  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบาย ย่อมมีแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบายย่อมมีแก่บรรพชิตทั้งหลายด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  ส่วนความอยู่ร่วมกันอย่างสบายสำหรับคนทุกเพศ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อว่าโดยพิเศษแล้ว  ในเหตุ ๓  นั้น  ด้วย  อโลภเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในเปตติวิสัย  จริงอยู่  ส่วนมากสัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงเปตติวิสัยด้วยตัณหา  และอโลภะก็เป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหาด้วย  ด้วย  อโทสเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในนรก  จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงนรกอันคล้ายกับโทสะด้วยโทสะเป็นเหตุ  เพราะเป็นผู้มีสันดานดุร้าย  และอโทสะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โทสะด้วย  ด้วย  อโมหเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน  จริงอยู่  สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉานอันหลงอยู่ตลอดกาล  ด้วยโมหะเป็นเหตุ  และอโมหะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โมหะด้วย  อนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ทำให้ไม่มีการประจวบด้วยอำนาจราคะ  อโทสเหตุ ทำให้ไม่มีการพลัดพรากด้วยอำนาจโทสะ  อโมหเหตุ  ทำให้ไม่มีความไม่เป็นกลางด้วยอำนาจโมหะ

:อีกประการหนึ่ง  สัญญา ๓  เหล่านี้  คือ  เนกขัมมสัญญา  สัญญาในการออกจากกาม ๑  อัพยาปาทสัญญา  สัญญาในอันไม่พยาบาท ๑  อวิหิงสาสัญญา  สัญญาในอันไม่เบียดเบียน ๑  และสัญญาอีก ๓  เหล่านี้  คือ  อสุภสัญญา  สัญญาในความไม่งาม ๑  อัปปมาณสัญญา  สัญญาในอันไม่มีประมาณ ๑  ธาตุสัญญา  สัญญาในความเป็นธาตุ ๑  ย่อมมีได้ด้วยเหตุแม้ทั้ง ๓  ประการนี้โดยลำดับ  อนึ่ง  การงดเว้นซึ่งขอบทางคือกามสุขัลลิกานุโยค  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การงดเว้นซึ่งขอบทางคืออัตตกิลมถานุโยคย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การดำเนินไปสู่ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  การทำลายอภิชฌากายคันถะย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การทำลายพยาบาทกายคันถะ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การทำลายคันถะ ๒  ที่เหลือ  คือ  สีลัพพตปรามาส  และอิทังสัจจาภินิเวส  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  สตปัฏฐาน ๒  ข้อต้น  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุ ๒  ข้างต้น  สติปัฏฐาน ๒  ข้อหลัง  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุข้อหลังข้อเดียว

<sub><small>''(หน้าที่ 191)''</small></sub>

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความไม่มีโรค  จริงอยู่คนที่ไม่มีโลภย่อมไม่เสพอาหารอันไม่เป็นที่สบาย  แม้ที่เร้าให้อยากกิน  จึงเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยเหตุนั้น  อโทสเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นหนุ่ม  จริงอยู่  คนที่ไม่โกรธ  อันไฟคือความโกรธไม่เผาผลาญด้วยอำนาจทำหนังให้เหี่ยวและทำผมให้หงอก  ย่อมเป็นหนุ่มอยู่ได้นาน ๆ  อโมหเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความมีอายุยืน  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แล้ว  ละเว้นเสียซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  ส้องเสพแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่โภคสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้โภคสมบัติด้วยการบริจาค  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่มิตตสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้มิตรทั้งหลายด้วยเมตตา  และเพราะไม่เสื่อมมิตรก็ด้วยเมตตา  อโมหะ   เป็นปัจจัยแก่อัตตสมบัติ  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างเดียว  ย่อมทำตนให้สมบูรณ์  อนึ่ง  อโลภะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างเทวดา  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพรหม  อโมหะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพระอริยเจ้า

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของตนด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะทุกข์ซึ่งเป็นเหตุปรุงแต่งไม่มีเพราะสัตว์และสังขารเหล่านั้นพินาศไป  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของคนอื่นด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความจองเวรแม้ในคนคู่เวรทั้งหลายไม่มีสำหรับคนที่ไม่โกรธ  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายเป็นกลาง ๆ ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความปรุงแต่งทั้งปวงไม่มีสำหรับคนที่ไม่หลง

:อีกอย่างหนึ่ง  การเห็นอนิจจัง  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  จริงอยู่  คนที่โลภแล้วย่อมไม่เห็นสังขารทั้งหลายแม้ที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่เที่ยง  ด้วยหวังในการส้องเสพอยู่  การเห็นทุกขังย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  จริงอยู่  คนที่มีอัชฌาสัยไม่โกรธ  เป็นผู้ปล่อยวางอาฆาตวัตถุแล้วย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์  การเห็นอนัตตาย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  เป็นผู้ฉลาดในการถือเอาตามความจริง  ย่อมรู้แจ้งขันธ์ ๕  อันไม่ได้เป็นผู้นำ  อนึ่ง  ทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นไม่เที่ยงเป็นต้น  ย่อมมีได้

<sub><small>''(หน้าที่ 192)''</small></sub>

:ด้วยเหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ฉันใด  แม้เหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ก็มีได้ด้วยทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นอนิจจังเป็นต้นเช่นเดียวกัน  จริงอยู่  อโลภะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนิจจัง  อโทสะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นทุกขัง  อโมหะ   ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนัตตา  ก็ใครเล่ารู้โดยถูกต้องว่าขันธ์ ๕  นี้เป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังความรักให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ขันธ์ ๕  นั้น  หรือรู้สังขารทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังทุกข์เพราะความโกรธอันคมกล้าที่สุดแม้อื่นอีกให้เกิดขึ้น  และรู้ความว่างเปล่าจากตัวตนของสังขารทั้งหลายแล้ว  จะพึงยังความหลงงมงายให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

:ด้วยเหตุดังพรรณนามานี้  ท่านฏีกาจารย์จึงให้อรรถาธิบายคำว่าผู้มีอัฌชาสัยสมบูรณ์ไว้ว่า  อัฌชาสัยของบุคคลนี้สมบูรณ์แล้ว  ด้วยอำนาจการยังศีลสมบัติเป็นต้นอันเป็นส่วนเบื้องต้นให้สำเร็จ  และด้วยความเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่โลกุตตรธรรมทั้งหลาย  เหตุนั้น  บุคคลนี้จึงชื่อว่า  สมฺปนฺนชฺฌาสโย  ผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์แล้ว  ฉะนี้

'''อัชฌาสัย  ๖  ประการ'''

:มีความจริงอยู่ว่า  โยคีบุคคลผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์เห็นปานฉะนี้  ย่อมจะบรรลุพระโพธิญาณ ๓  ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง  สมกับที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า –

:อัชฌาสัย ๖  ประการ  ย่อมเป็นไปด้วยความแก่แห่งโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  คือ

:๑.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ    เห็นโทษในความโลภ

:๒.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โกรธ    เห็นโทษในความโกรธ

:๓.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่หลง    เห็นโทษในความหลง

:๔.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในการออกบวช  เห็นโทษในฆราวาส

<sub><small>''(หน้าที่ 193)''</small></sub>

:๕.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยชอบความสงัด  เห็นโทษในการคลุกคลีกับหมู่คณะ  และ

:๖.      พระโพธิสัตว์ทังหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในพระนิพพาน  เห็นโทษในภพและคติทั้งปวง

:ก็แหละ  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  พระขีณาสพ  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายจำพวกใดจำพวกหนึ่ง  ทั้งที่ล่วงไปแล้ว  ทั้งที่จะมีมาในอนาคต  ทั้งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งหมดนั้นได้บรรลุแล้วซึ่งคุณวิเศษอันตนและตน  พึงบรรลุด้วยอาการทั้งหลาย  ๖  ประการนี้นั่นเทียว  เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลพึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์ด้วยอาการ ๖  ประการเหล่านี้

'''โยคีผู้มีอธิมุติสมบูรณ์'''

:ก็แหละ  อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอธิมุติ  ด้วยความเป็นผู้น้อมจิตไปเพื่อประโยชน์นั้น  อธิบายว่า  พึงเป็นผู้น้อมจิตไปในสมาธิ  เป็นผู้หนักในสมาธิ  เป็นผู้โน้มจิตไปในสมาธิ  และพึงเป็นผู้น้อมจิตไปในนิพพาน  เป็นผู้หนักในนิพพาน  เป็นผู้โน้มจิตไปในนิพพาน

'''วิธีสอนกัมมัฏฐาน'''

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลนั้นซึ่งมีอัชฌาสัยและอธิมุติสมบูรณ์ได้ที่แล้วดังพรรณนามานี้ขอเอากัมมัฏฐาน  อันอาจารย์ผู้ได้สำเร็จเจโตปริยญาณ  พึงตรวจสอบวารจิตให้ทราบจริยาเสียก่อน  สำหรับอาจารย์ที่ไม่ได้สำเร็จเจโตปริยญาณนอกนี้  พึงทราบจริยาโดยสอบถามโยคีบุคคลโดยนัยมีอาทิว่า  เธอเป็นคนจริตอะไร  หรือธรรมอะไรบ้างรบกวนเธอมาก  หรือเมื่อเธอพิจารณาถึงกัมมัฏฐานข้อไหน  จึงมีความผาสุกสบาย  หรือจิตของเธอน้อมไปในกัมมัฏฐานข้อไหน  ครั้นทราบจริยาอย่างนี่แล้ว  จึงสอนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยาต่อไป

'''พึงสอนกัมมัฏฐานด้วย  ๓  วิธี'''

:ก็แหละ  อันอาจารย์นั้น  เมื่อจะสอนกัมมัฏฐานพึงสอนด้วยวิธี ๓  ประการ  คือ  สำหรับโยคีบุคคลผู้เรียนกัมมัฏฐานอยู่แล้วตามปกติ  พึงให้สาธยายให้ฟังต่อหน้าสัก ๑  หรือ ๒  ที่นั่ง  (๑-๒ จบ)  แล้วจึงมอบให้  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่อยู่ประจำในสำนัก  พึงสอนให้ทุก ๆครั้งที่เธอมาหา  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่เรียนเอาแล้วประสงค์จะไปปฏิบัติ  ณ  ที่อื่น  พึงสอนอย่าให้ย่อเกินไป  อย่าให้พิสดารเกินไป  อย่างหนึ่ง

<sub><small>''(หน้าที่ 194)''</small></sub>

'''พึงสอนให้ทราบอาการ  ๙  อย่าง'''

:ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  เมื่ออาจารย์จะสอนปถวีกสิณกัมมัฏฐานเป็นประการแรก  พึงสอนให้ทราบอาการ ๙  เหล่านั้น  คือ  โทษแห่งกสิณ ๔  อย่าง ๑  วิธีทำดวงกสิณ ๑  วิธีภาวนาซึ่งกสิณที่ทำแล้ว ๑  นิมิต  ๒  อย่าง  สมาธิ  ๒  อย่าง ๑  ธรรมเป็นที่สบายและไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่าง ๑  ความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐  อย่าง  ๑  การทำความเพียรให้สม่ำเสมอ ๑  วิธีแห่งอัปปนา ๑

:แม้ในกัมมัฏฐานที่เหลือทั้งหลาย  ก็พึงสอนอาการอันสมควรแก่กัมมัฏฐานนั้น ๆ  อาการทั้งหมดนั้นจักแจ้งชัดในวิธีภาวนาของกัมมัฏฐานทั้งหลายเหล่านั้น

'''โยคีบุคคลต้องจำให้แม่นยำ'''

:ก็แหละ  เมื่ออาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้อยู่ด้วยอาการอย่างนี้  อันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งใจฟัง  จำเอานิมิตนั้นให้ได้  คือเอาอาการนั้น ๆ  มาผูกไว้ในใจอย่างนี้ว่า  นี้เป็นบทหลังนี้เป็นบทหน้า  นี้เป็นใจความของบทนั้น  นี้เป็นอธิบายของบทนั้น  และบทนี้เป็นคำอุปมา

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลฟังอยู่โดยความเคารพ  จำเอานิมิตได้อย่างนี้แล้ว  ย่อมเป็นอันชื่อว่า  เรียนเอากัมมัฏฐานด้วยดีแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้  การบรรลุคุณวิเศษ  ก็จะสำเร็จแก่เธอ  เพราะอาศัยการเรียนเอาด้วยดีแล้วนั้น  แต่ย่อมจะไม่สำเร็จแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ได้เรียนเอาด้วยดีนอกนี้

:อรรถาธิบายความแห่งคำว่า   เรียน  นี้  ยุติเพียงเท่านี้

:ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าบทอันเป็นหัวข้อสังเขปว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรแล้ว  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการ  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  ดังนี้  อันข้าพเจ้าได้อธิบายให้พิสดารแล้วโดยสิ้นเชิง  ด้วยประการฉะนี้แล

'''กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริเฉทที่  ๓'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นเพื่อความปราโมชแห่สาธุชน'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''

<sub><small>''(หน้าที่ 136)''</small></sub>

:เป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  แต่เป็นไปในอารมณ์ที่ขยายแล้ว  สมาธินี้ชื่อว่า  ปริตตอัปปมาณารัมมณสมาธิ  สมาธิมีประมาณน้อยมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ส่วนสมาธิใดคล่องแคล่วแล้ว  สามารถที่จะเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องสูงขึ้นไปได้  แต่เป็นไปในอารมณ์ที่ไม่ได้ขยาย  สมาธินี้ชื่อว่า  อัปปมาณปริตตารัมมณสมาธิ  สมาธิหาประมาณมิได้มีอารมณ์มีประมาณน้อย  

(contracted; show full)

<sub><small>''(หน้าที่ 138)''</small></sub>

:อธิบดีแล้ว  ได้สมาธิ  ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียวสมาธินี้เรียกว่า  วีริยาธิปติสมาธิ  ถ้าภิกษุทำจิตให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  สมาธินี้เรียกว่า  จิตตาธิปติสมาธิ  ถ้าภิกษุทำวิมังสาคือปัญญาให้เป็นอธิบดีแล้ว  ได้สมาธิ  ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  สมาธินี้เรียกว่า  วิมังสาธิปติสมาธิ

:สมาธิ ๔  อย่าง  โดยแยกเป็นอธิบดี ๔  ยุติเพียงเท่านี้  


'''===อธิบายสมาธิ ๕  อย่าง'''
หมวด ๕===
:ในสมาธิที่แยกเป็น  ๕  อย่างนั้น  นักศึกษาพึงทราบภาวะที่แยกสมาธิเป็น ๕  อย่าง  ด้วยอำนาจแห่งองค์ฌานทั้ง ๕  ในปัญจกนัยดังนี้  คือ –

:ฌานที่จัดเป็น ๕  ฌานนั้น  เพราะแยกทุติยฌานที่กล่าวไว้ในประเภทแห่งฌานโดยจตุกกนัยเป็น ๒ ฌานอย่างนี้คือ เป็นทุติยฌานด้วยก้าวล่วงแต่วิตก ๑  เป็นตติยฌานด้วยก้าวล่วงทั้งวิตกวิจาร ๑  (นอกนั้นเหมือนในจตุกกนัย  กล่าวคือ  ปฐมฌานมีองค์ ๕  ได้แก่  วิตก,  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  ทุติยฌานมีองค์ ๔  ได้แก่  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  ตติยฌานมีองค์  ๓  ได้แก่  ปีติ,  สุข,  และสมาธิ,  จตุตถฌานมีองค์ ๒  ได้แก่  สุข  และสมาธิ  ปัญจมฌานมีองค์ ๒  ได้แก่  อุเบกขาและสมาธิ)  ก็แหละ  องค์แห่งฌาน ๕ เหล่านั้น  เรียกว่า  สมาธิ ๕  อย่างด้วยประการฉะนี้

'''วิสัชนาปัญหาข้อที่  ๕  ที่  ๖'''==อะไรเป็นความเศร้าหมอง? อะไรเป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ?==

:ก็แหละ  ในปัญหา  ๒  ข้อที่ว่า  อะไรเป็นความเศร้าหมองของสมาธิ  และ  อะไรเป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ  นี้  พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนาไว้  ในฌานวิภังค์แห่งคัมภีร์วิภังคปกรณ์แล้วนั่นเทียว  เป็นความจริงทีเดียว  ในฌานวิภังค์นั้นท่านแสดงไว้ว่า  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  ชื่อว่า  สังกิเลสคือความเศร้าหมองธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  ชื่อว่า  โวทานะคือความผ่องแผ้ว

:ในธรรม ๒  อย่างนั้น  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  นักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังนี้ว่า  บุคคลผู้ใดสำเร็จปฐมฌาน  ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายซึ่ง 
(contracted; show full)

:แต่อย่างไรก็ดี  ณ  ที่นี้ประสงค์เอาสมาธิซึ่งประกอบด้วยปัญญานั้น  ส่วนหานภาคิยธรรม  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม  และวิเสสภาคิยธรรม  ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ  ในทุติยฌานเป็นต้น  นักศึกษาพึงทราบโดยวิธีที่กล่าวไว้แล้วในปฐมฌานนี้


'''วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๗'''==ทำสมาธิให้เกิดต่อเนื่องได้อย่างไร==
===โลกิยะและโลกุตตรสมาธิ===

:ก็แหละ  ในปัญหาข้อที่ว่า  สมาธินั้นจะพึงเจริญภาวนาทำภาวนาสมาธิได้อย่างไร  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:สมาธิอันประกอบด้วยอริยมรรคนี้ใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำมีอาทิว่า  สมาธิมี ๒  อย่าง  โดยแยกเป็น  โลกิยสมาธิ ๑  โลกุตตรสมาธิ ๑  ฉะนี้  นัยแห่งการภาวนาซึ่งสมาธิอัน

<sub><small>''(หน้าที่ 140)''</small></sub>

:ประกอบด้วยอริยมรรคนั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้กับนัยแห่งปัญญาภาวนาแล้วนั่นเทียว  เพราะว่า  เมื่อปัญญาอันโยคีบุคคลภาวนาให้เกิดขึ้นแล้ว  ก็เป็นอันได้ภาวนาให้สมาธินั้นเกิดขึ้นด้วย  เพราะฉะนั้น  อริยมัคคสมาธินั้น  ข้าพเจ้าจะไม่ยกเอามาอธิบายไว้แผนกหนึ่งต่างหากจากปัญญาภาวนาแต่ประการใดว่า  อริยมัคคสมาธินั้นพึงเจริญภาวนาอย่างนี้ ๆ

'''วิธีภาวนาสมาธิโดยสังเขป'''===ขั้นตอนทำสมาธิให้เกิดต่อเนื่องอย่างย่อ===

:ส่วนสมาธิที่เป็นโลกิยะนี้ใด  สมาธินั้นข้าพเจ้าจะยกมาอธิบายด้วยภาวนาวิธีต่อไปดังนี้ –

:โยคีบุคคลชำระศีลทั้งหลายให้บริสุทธิ์ตามนัยที่ได้แสดงมาในสีลนิเทศนั้นแล้ว  พึงตั้งตนไว้ในศีลอันบริสุทธิ์ดีแล้วนั้น  บรรดาปลิโพธเครื่องกังวล ๑๐  ประการอย่างใดมีอยู่แก่ตน  ก็จงตัดปลิโพธเครื่องกังวลอย่างนั้นเสียให้สิ้นห่วง  แล้วพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐานเรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการ  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  แล้วพึงออกจากวัดที่ไม่สมควรแก่การที่จะภาวนาสมาธิไปอยู่ในวัดที่สมควร  ครั้นแล้วพึงทำการตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ  เช่นตัดเล็บโกนหนวดเป็นต้น  ให้สิ้นเสร็จเรียบร้อย  แต่นั้นพึงลงมือภาวนาสมาธินั้น  ด้วยไม่ทำวิธีภาวนาทุก ๆ อย่างให้ขาดตกบกพร่องไป

:นี้เป็นวิธีภาวนาอย่างสังเขปในสมาธิภาวนานี้

'''วิธีภาวนาสมาธิโดยพิสดาร'''===อธิบายรายละเอียดของขั้นตอนทำสมาธิให้เกิดต่อเนื่องอย่างย่อ===

:ส่วนวิธีภาวนาอย่างพิสดาร  มีอรรถาธิบายตามลำดับ  มีดังต่อไปนี้ –

'''====ปลิโพธ  ๑๐  อย่าง'''====

:คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้โดยสังเขปว่า  บรรดาปลิโพธเครื่องกังวล  ๑๐  ประการ  อย่างใดมีอยู่แก่ตน  ก็จงตัดปลิโพธเครื่องกังวลอย่างนั้นเสียให้สิ้นห่วง  ดังนี้  ในคำนั้นมีอรรถาธิบายโดยพิสดาร  ดังนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 141)''</small></sub>

:อาวาโส  จ  กุลํ  ลาโก          คโณ  กมฺมญจ  ปญฺจมํ

(contracted; show full)

:บรรลุถึงอิทธิฤทธิ์  อธิบายว่า  อิทธิฤทธิ์นั้นเป็นเครื่องกังวลแก่วิปัสสนาสำหรับโยคีบุคคลผู้เป็นสมถยานิก  มิได้เป็นเครื่องกังวลสำหรับโยคีบุคคลผู้เป็นวิปัสสนายานิก  เพราะว่า  โดยมากโยคีบุคคลผู้ได้ฌานแล้วย่อมเป็นสมถยานิกทั้งนั้น  เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลผู้ต้องการวิปัสสนาจึงต้องตัดอิทธิปลิโพธ  ส่วนปลิโพธที่เหลืออีก  ๙  อย่าง  โยคีบุคคลผู้ต้องการสมถะนอกนี้จำต้องตัด  ด้วยประการฉะนี้

:อรรถาธิบายความอย่างพิสดารในปลิโพธกถา  อันเป็นประการแรก  ยุติเพียงเท่านี้


'''====กัมมัฏฐาน  ๒  อย่าง'''====

:แหละในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ฉะนี้  มีอรรถาธิบายโดยพิสดารดังต่อไปนี้ –

:กัมมัฏฐานมี  ๒  อย่างคือ  สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  กัมมัฏฐานที่ปรารถนาเป็นเบื้องต้น  ในการบำเพ็ญกัมมัฏฐานทั้งปวง  ๑  ปาริหาริยกัมมัฏฐาน  กัมมัฏฐานที่จำต้องรักษาอยู่เป็นนิจ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น ที่ชื่อว่า  สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  ได้แก่ความมีเมตตาในหมู่ภิกษุเป็นต้น ๑  กับมรณสติ  คือการระลึกถึงความตาย ๑  ฝ่ายเกจิอาจารย์พวกหนึ่ง  หมายเอาอสุภสัญญา  คือความสำคัญเห็นในแง่ที่ไม่สวยไม่งาม

(contracted; show full)

:แหละในบรรดากัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐานบทใดเหมาะสมแก่จริยาของโยคีบุคคลใด  กัมมัฏฐานบทนั้นเรียกว่า  ปาริหายกัมมัฏฐาน  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลนั้นจะต้องรักษาไว้เป็นนิจอย่างหนึ่ง  เพราะเป็นปทัฏฐานแก่ภาวนากรรมขั้นสูง ๆ  ขึ้นไปอย่างหนึ่ง


'''====คุณสมบัติอาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน'''====

:ท่านผู้ใดก็ตามที่ให้กัมมัฏฐานทั้ง  ๒  อย่างที่กล่าวแล้วนี้ได้  ท่านผู้นี้แหละชื่อว่าผู้สามารถ    =ให้พระกัมมัฏฐาน  ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ข้างต้นนั้น  ผู้ประสงค์จะเจริญกัมมัฏฐานพึงเข้าไปหาท่านผู้เช่นนั้นนั่นเทียว

====คุณสมบัติอาจารย์กัมมัฏฐานที่เป็นกัลยาณมิตร====
:ส่วนคำว่า  กัลยาณมิตร  นั้น  หมายเอากัลยาณมิตรผู้ที่ดำรงตนอยู่ในฝ่ายข้างดี  มีจิตมุ่งในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติประจำตนมีอาทิอย่างนี้  คือ –

<sub><small>''(หน้าที่ 155)''</small></sub>

:ปิโย  ครุ  ภาวนีโย    วตฺตา  จ  วจนกฺขโม

:คมฺภีรญฺจ  กถํ  กตฺตา    โน  จฏฺฐาเน  นิโยชโก

(contracted; show full)ใจไม่คิดฟุ้ง  มีจิตมั่นคงด้วยสมาธิสมบัติ  และรู้แจ้งชัดไม่วิปริตผิดเพี้ยน  ด้วยปัญญาสมบัติ  ท่านผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเห็นปานนี้นั้น  ย่อมสอดส่องมองเห็นคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม  ด้วยสติรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์  และเป็นโทษของสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริง  ด้วยปัญญา  มีจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษนั้น  ด้วยสมาธิ  ช่วยกำสิ่งที่เป็นโทษ  พยายามชักจูงแนะนำ  สัตว์ทั้งหลายในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ด้วยวีริยะ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 156)''</small></sub>


'''กัลยาณมิตรตัวอย่าง'''====หลักการเลือกอาจารย์กัมมัฏฐานหลังพุทธปรินิพพาน====

:ก็แหละ   กัลยาณมิตรผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติทุก ๆ  ประการนั้น  คือ   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   โดยพระบาลีรับรองว่า-   

:ดูก่อนอานันทะ   สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา   ย่อมพ้นจากชาติความเกิดได้   ด้วยอาศัยกัลยาณมิตรคือเราตถาคตนั่นเทียว

(contracted; show full)

:เพราะเหตุฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน  ซึ่งมีคุณสมบัติเห็นปานฉะนี้  ทำวัตรปฏิบัติแก่ท่านแล้ว  พึงเรียนเอาพระกัมมัฏฐานเถิด


'''====ระเบียบเข้าหาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตร'''====

:แหละถ้าโยคีบุคคลได้กัลยาณมิตรนั้นในวัดเดียวกัน  ข้อนั้นนับว่าเป็นบุญ  แต่ถ้าหาไม่ได้  ท่านอยู่  ณ  วัดใดก็พึงไป  ณ  ที่วัดนั้น  และเมื่อไปนั้น  อย่าล้างเท้า  อย่าทาน้ำมัน  อย่าสวมรองเท้า  อย่ากั้นร่ม  อย่าให้ศิษย์ช่วยถือทนานน้ำมันและน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น  อย่าไปอย่างมีอันเตวาสิกห้อมล้อม  แต่พึงไปอย่างนี้  คือ  พึงทำคมิกวัตร  (วัตรของผู้เตรียมจะไป)  ให้เสร็จบริบูรณ์แล้วถือเอาบาตรและจีวรของตนด้วยตนเองไป  เมื่อแวะพัก  ณ  วัดใด ๆ  ใน

<sub><small>''(หน้าที่ 158)''</small></sub>

:ระหว่างทาง  พึงทำวัตรปฏิบัติ  ณ  วัดนั้น ๆ  ตลอดไป  คือในเวลาเข้าไป  พึงทำอาคันตุกวัตร  ในเวลาจะออกมา  พึงทำคมิกวัตร  ให้บริบูรณ์  พึงมีเครื่องบริขารเพียงเล็กน้อยและมีความประพฤติอย่างเคร่งครัดที่สุด  

:ก่อนแต่จะเข้าไปสู่วัดนั้น  พึงให้ทำไม้ชำระฟันให้เป็นกัปปิยะสมควรแก่ที่จะใช้ได้เสียแต่ในระหว่างทาง  แล้วพึงถือเข้าไป  และอย่าได้ไปแวะพัก  ณ  บริเวณอื่น  ด้วยตั้งใจว่าจะแวะพักสักครู่หนึ่ง  ล้างเท้าทาน้ำมันเท้าเป็นต้นแล้วจึงจะไปสำนักของอาจารย์  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ถ้าในวัดนั้นจะพึงมีพวกภิกษุที่ไม่ลงคลองกันกับอาจารย์นั้น  ภิกษุเหล่านั้น  ก็จะพึงซักถามถึงเหตุที่มาแล้ว  ประกาศตำหนิติโทษของอาจารย์ให้ฟัง  จะพึงก่อกวนให้เกิดความเดือดร้อนใจว่า  ฉิบหายแล้วสิ  ถ้าคุณมาสู่สำนักของภิกษุองค์นั้น  ข้อนี้ก็จะพึงเป็นเหตุให้ต้องกลับไปเสียจากที่นั่นได้  เพราะฉะนั้น  พึงถามถึงที่อยู่ของอาจารย์แล้วตรงไปยังที่นั้นเลยทีเดียว

'''====ระเบียบปฏิบัติต่ออาจารย์'''====

:ถ้าแหละ  แม้อาจารย์นั้นจะเป็นผู้อ่อนพรรษากว่า  ก็อย่าพึงยินดีต่อการช่วยรับบาตรและจีวรเป็นต้น  ถ้าท่านแก่พรรษากว่า  พึงไปไหว้ท่านแล้วยืนคอยอยู่ก่อน  พึงเก็บบาตรและจีวรไว้ตามที่ท่านแนะนำว่า  “อาวุโส  เก็บบาตรและจีวรเสีย”  ถ้าปรารถนาอยากจะดื่มก็จงดื่มตามที่ท่านแนะนำว่า  “อาวุโส  นิมนต์ดื่มน้ำ”  แต่อย่าพึ่งล้างเท้าทันทีตามที่ท่านแนะนำว่า  “ล้างเท้าเสีย  อาวุโส”  เพราะถ้าเป็นน้ำที่พระอาจารย์ตักเอามาเอง  ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควร  แต่เมื่อท่านแนะนำว่า  “ล้างเถิด  อาวุโส  ฉันไม่ได้ตักมาเองดอก  คนอื่นเขาตักมา”  พึ(contracted; show full)

:ก็แหละ  ถ้าตามเวลาที่นัดหมายนั้น  โยคีบุคคลเกิดเสียดท้องด้วยโรคดีกำเริบก็ดี  หรืออาหารไม่ย่อยเพราะไฟธาตุอ่อนก็ดี  หรือโรคอะไรอย่างอื่นเบียดเบียนก็ดี  พึงเรียนโรคนั้นให้ท่านอาจารย์ทราบตามความจริง  แล้วกราบเรียนขอเปลี่ยนเวลาที่ตนสบาย  แล้วพึงเข้าไปหาในเวลานั้น  ทั้งนี้เพราะว่า  ในเวลาที่ไม่สบายแม้ท่านอาจารย์จะบอกพระกัมมัฏฐานให้ก็ไม่สามารถที่จะมนสิการได้

:อรรถาธิบายพิสดารในหัวข้อสังเขปว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ยุติเพียงเท่านี้


'''====จริยา  ๖  อย่าง'''====

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  อันเหมาะสมแก่จริยาของตน  ฉะนี้ต่อไป –

:คำว่า  จริยา  ได้แก่จริยา  ๖  อย่างคือ

:๑.  ราคจริยา    ความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจราคะ

(contracted; show full)

:นี้คือธรรมเป็นที่สบายสำหรับคนวิตกจริต  ด้วยประการฉะนี้

:อรรถาธิบายอย่างพิสดาร  โดยประเภท,  เหตุให้เกิด,  วิธีให้รู้  และธรรมเป็นที่สบายของจริยาทั้งหลาย  ซึ่งมาในหัวข้อว่า  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  ยุติเพียงเท่านี้

:ส่วนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยานั้น  ข้าพเจ้ายังจะไม่แสดงให้แจ้งชัดโดยสิ้นเชิงก่อน  เพราะกัมมัฏฐานนั้น ๆ  จักปรากฏแจ้งชัดด้วยตัวเอง  ในอรรถาธิบายพิสดารของหัวข้อถัดไปนี้


'''====วินิจฉัยกัมมัฏฐาน  ๔๐  โดยอาการ  ๑๐  อย่าง'''====

:เพราะเหตุฉะนั้น  ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้นั้น  ประการแรกนักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยอาการ  ๑๐  อย่าง  ดังนี้  คือ-

:๑.      โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

:๒.      โดยการนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน

:๓.      โดยความต่างกันแห่งฌาน

:๔.      โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์

:๕.      โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

:๖.      โดยอารมณ์ของฌาน

:๗.      โดยภูมิเป็นที่บังเกิด

<sub><small>''(หน้าที่ 176)''</small></sub>

:๘.      โดยการถือเอา

:๙.      โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  และ

:๑๐.      โดยเหมาะสมแก่จริยา

=====โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน=====

:ในอาการ  ๑๐  อย่างนั้น  ประการแรก  ข้อว่า  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้  พระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ณ  ที่นั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น  ๗  หมวดดังนี้  คือ –

:๑.      กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๒.      อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๓.      อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง

:๔.      พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๕.      อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง

:๖.      สัญญากัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง  และ

:๗.      ววัตถานกัมมัฏฐาน  ๑  อย่าง

'''๑.  กสิณกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.      ปถวีกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยดิน

:๒.      อาโปกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยน้ำ

:๓.      เตโชกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยไฟ

:๔.      วาโยกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยลม

:๕.      นีลกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว

:๖.      ปีตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง

:๗.      โลหิตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีแดง

<sub><small>''(หน้าที่ 177)''</small></sub>

:๘.      โอทาตกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยสีขาว

:๙.      อาโลกกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง  และ

:๑๐.      ปริจฉินนากาสกสิณ    กสิณสำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น

'''๒.  อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง   คือ'''

:๑.       อุทธุมาตกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด

:๒.      วินีลกอสุภ    ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด

:๓.      วิปุพพกอสุภ    ซากศพที่มีแต่หนองแตกพลักน่าเกลียด

:๔.      วิจฉิททกอสุภ    ซากศพที่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ  น่าเกลียด

:๕.      วิกขายิตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด

:๖.      วิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด

:๗.      หตวิกขิตตกอสุภ    ซากศพที่ถูกสับฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด

:๘.      โลหิตกอสุภ    ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด

:๙.      ปุฬุวกอสุภ    ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด  และ

:๑๐.      อัฏฐิกอสุภ    ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด

'''๓.  อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐  อย่าง  คือ'''

:๑.    พุทธานุสสติ    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

:๒.    ธัมมานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

:๓.    สังฆานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์

:๔.    สีลานุสสติ    ระลึกถึงศีลของตน

:๕.    จาคานุสสติ    ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว

:๖.    เทวตานุสสติ    ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

:๗.    มรณานุสสติ    ระลึกถึงความตาย

:๘.    กายคตาสติ    ระลึกถึงร่างกายที่ล้วนแต่ไม่สะอาด

:๙.    อานาปานสติ    ระลึกถึงกำหนดลมหายใจเข้าออก  และ

:๑๐.    อุปสมานุสสติ    ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

<sub><small>''(หน้าที่ 178)''</small></sub>

'''๔.  พรหมวิหารกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    เมตตา    ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์

:๒.    กรุณา    ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์

:๓.    มุทิตา    ความพลอยยินดีต่อสมบัติ  และ

:๔.    อุเปกขา    ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด

'''๕.  อารุปปกัมมัฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ'''

:๑.    อากาสานัญจายตนะ    อากาศไม่มีที่สุด

:๒.    วิญญาณัญจายตนะ    วิญญาณไม่มีที่สุด

:๓.    อากิญจัญญายตนะ    ความไม่มีอะไร  และ

:๔.    เนวสัญญานาสัญญายตนะ    สัญญาละเอียด  ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่

:ไม่มีก็ไม่ใช่

'''๖.  สัญญา  ๑  อย่าง  คือ'''

:อาหาเรปฏิกูลสัญญา    ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกียด

'''๗.  ววัตถาน  ๑  อย่าง  คือ'''

:จตุธาตุววัตถาน    การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ  ๔

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน  ด้วยประการฉะนี้

=====โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน=====

:ข้อว่า  โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้-  ก็แหละ  ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  เฉพาะกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  คือ  ยกเว้นกายคตาสติกับอานาปานสติเสีย  อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ  ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา  ๑  จตุธาตุววัตถาน  ๑  นำมาซึ่งอุปจารฌาน  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๓๐  ประการ  นำมาซึ่งอัปปนาฌาน

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌานด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 179)''</small></sub>

=====โดยความต่างกันแห่งฌาน=====

:ข้อว่า  โดยความต่างกันแห่งฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  แหละในกัมมัฏฐาน  ๓๐  ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น  กสิณ  ๑๐  กับ  อานาปานสติ  ๑  รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง  ๔  ฌาน  อสุภ ๑๐  กับ  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว  พรหมวิหาร ๓  ข้างต้นให้สำเร็จฌาน ๓  ข้างต้น  พรหมวิหาร  ข้อที่ ๔  และอรุปปกัมมัฏฐาน ๔  ย่อมให้สำเร็จฌานที่ ๔

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความต่างกันแห่งฌานด้วยประการฉะนี้

=====โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์=====

:ข้อว่า  โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  การผ่านนั้นมี ๒  อย่าง  คือ  การผ่านองค์ฌาน ๑  การผ่านอารมณ์ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓  และฌาน ๔  แม้ทั้งหมด  ทั้งนี้  เพราะทุติยฌาน  เป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น  ต้องผ่านองค์ฌานทั้งหลาย  มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป  ในพรหมวิหารข้อที่ ๔  ก็เหมือนกัน  เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่ ๔  นั้น  อันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๓   มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน

:ส่วนการผ่านอารมณ์  ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ ๙  อย่างข้างต้น  และวิญญานัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป  การผ่านอารมณ์หาได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 180)''</small></sub>

=====โดยควรขยายและไม่ควรขยาย=====

:ข้อว่า  โดยควรขยายและไม่ควรขยาย  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้

'''กัมมัฏฐานที่ควรขยาย'''

:ในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณกัมมัฏฐานที่ควรขยายทั้ง ๑๐  ประการนั่นเทียว  เพราะว่า  โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่โอกาสได้ประมาณเท่าใด  ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสต  เห็นรูปได้ด้วยทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต  ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น

'''กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย'''

:ส่วนกายคตาสติ  กับ  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะเหตุไร ?  เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้  โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไร และข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะนั้น  จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ  ข้างหน้า  แหละเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้ว  ก็เป็นแต่เพียงขยายกองแห่งซากศพเท่านั้น  หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่  แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า  ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค  รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว  แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด  ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่าอัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัดนั้น  ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต

:ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น  ฉะนี้นั้น  พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา  หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่  จริงอย่างนั้น  ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช  ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝาซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ  ตัวแล้ว  มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ในทั่วทุกทิศ  จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ  แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน  เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา  จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ทั่วทุกทิศ  เลยเข้าใจว่า  แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ  ฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 181)''</small></sub>

:หากเกิดปัญหาขึ้นว่า  ถ้าเมื่อถือเอาความอย่างนี้แล้ว  ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมี  อารมณ์หาประมาณมิได้อันใด  ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ  ข้อนั้นก็จะผิดเสียละซี ?

:วิสัชนาว่า  ข้อนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียเลย  เพราะโยคีบุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพที่ขึ้นพองหรือในซากศพที่เป็นโครงกระดูกชนิดใหญ่  บางคนก็ถือเอานิมิตในซากศพ  เช่นนั้นชนิดเล็ก  โดยปริยายนี้ฌานของโยคีบุคคลบางคนจึงมีอารมณ์เล็ก  บางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ท่านหมายเอาโยคีบุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานนั้นแล้วขยายกัมมัฏฐานนั้น  แต่อย่างไรก็ตาม  กายคตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะไม่มีอานิสงส์อะไร

:มิใช่แต่เท่านี้  แม้กัมมัฏฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติ  และอสุภกัมมัฏฐานนี้  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านั้น  นิมิตแห่งอานาปานสติ  เมื่อโยคีบุคคลขยาย  ก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น  และนิมิตแห่งอานาปานสตินั้น  กำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยาย  เพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง  เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง

:พรหมวิหาร ๔  มีสัตว์เป็นอารมณ์  เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้น  ก็จะขยายแต่กองแห่งสัตว์เท่านั้น  ที่จะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์นั้น  หามีไม่ เพราะฉะนั้น  แม้อารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็ไม่ควรขยาย  ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า  ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตา  แผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  ฉะนี้นั้น  ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก  หาใช่ด้วยอำนาจการขยายนิมิตไม่  จริงอยู่  ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญเมตตาไปโดยลำดับมีอาทิว่า  อาวาสหนึ่ง  สองอาวาส  ฉะนี้  พระพุทธองค์ตรัสว่า  ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  มิใช่ภิกษุขยายนิมิตกัมมัฏฐาน  อนึ่ง  ในพรหมวิหารภาวนานี้เล่า  ก็ไม่มีปฏิภาคนิมิตที่โยคีบุคคลนี้จะพึงขยายด้วย  แม้การที่พรหมวิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ในอธิการนี้  พึงทราบด้วยอำนาจการกำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหาก

<sub><small>''(หน้าที่ 182)''</small></sub>

:แม้ในอารมณ์ของอารุปปฌาน ๔  นั้น  อากาศ  (หมายเอาอากาสานัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ  คืออากาศตรงที่เพิกกสิณออก  จริงอยู่  กสิณุคฆาฏิมากาศ  (อากาศที่เพิกกสิณออก)  นั้น  โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงว่าเป็นที่ปราศจากกสิณเท่านั้น  นอกเหนือไปจากนั้น  แม้จะขยายก็ไม่มีประโยชน์อะไร  วิญญาณ  (หมายเอาวิญญาณัญจายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรม  จริงอยู่ใคร ๆ  ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้  ความปราศจากวิญญาณ  (หมายเอาอากิญจัญญายตนะ)  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ  อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน

:กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๐  มีพุทธานุสสติเป็นต้น  ก็ไม่ควรขยาย  ด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต  เพราะกัมมัฏฐานที่มีปฏิภาคนิมิตเท่านั้น  ที่เป็นกัมมัฏฐานควรจะขยาย  และอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตของกัมมัฏฐาน ๑๐  ประการมีพุทธานุสสติเป็นต้น  หามีไม่  เพราะฉะนั้น  จึงไม่ควรขยายอารมณ์นั้น

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยควรขยายและไม่ควรขยายด้วยประการฉะนี้

=====โดยอารมณ์ของฌาน=====

:ข้อว่า  โดยอารมณ์ของฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กสิณ ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๑๘  มีอารมณ์ไม่เป็นปฏิภาคนิมิต

:อนึ่ง  ในอนุสสติ ๑๐  ยกเว้นอานาปานสติกับกายคตาสติเสีย  อนุสสติที่เหลือ ๘  กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  จตุธาตุววัตถาน ๑  วิญญาณัญจายตนะ ๑  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑  รวม ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม  กสิณ  ๑๐  อสุภ ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวม ๒๒ กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  คือ  พรหมวิหาร ๔  อากาสานัญจายตนะ ๑  อากิญจัญญายตนะ ๑  มีอารมณ์ที่พูดไม่ถูก  (คือ  ไม่ใช่สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต)

<sub><small>''(หน้าที่ 183)''</small></sub>

:อนึ่ง  วิปุพพกอสุภ ๑  โลหิตกอสุภ ๑  ปุฬุวกอสุภ ๑  อานาปานสติ ๑  อาโปกสิณ ๑  เตโชกสิณ ๑  วาโยกสิณ ๑  และอารมณ์คือดวงแสงแห่งอาทิตย์เป็นต้น  ที่ฉายเข้าไปข้างใน  โดยทางช่องหน้าต่างเป็นต้น  ในอาโลกกสิณนั้น ๑  รวม ๘  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เคลื่อนไหวได้  แต่ก็เคลื่อนไหวได้ในเบื้องต้นก่อนแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเท่านั้น  ส่วนที่เป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว  ก็สงบนิ่งเหมือนกัน  กัมมัฏฐานที่เหลือจาก ๘  กัมมัฏฐานนี้ มีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหว

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานในอารมณ์ของฌานด้วยประการฉะนี้

=====โดยภูมิเป็นที่บังเกิด=====

:ก็แหละ  ในข้อว่า  โดยภูมิเป็นที่บังเกิด  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  อสุภกัมมัฏฐาน ๑๐  กายคตาสติ ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  รวม  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร  เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลกชั้นนั้น  กัมมัฏฐาน ๑๒  นั้น  รวมกับอานาปานสติ ๑  เป็น ๑๓  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก  เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก  กัมมัฏฐานอื่น ๆ  นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  แล้ว ย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ  ส่วนในโลกมนุษย์  กัมมัฏฐานบังเกิดได้ครบหมดทั้ง  ๔๐  ประการ  

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยภูมิเป็นที่บังเกิด ด้วยประการฉะนี้

=====โดยการถือเอา=====

:ในข้อว่า  โดยการถือเอา  นั้น  พึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐาน  แม้โดยการถือเอาด้วยวัตถุที่ได้เห็น,  ได้ถูกต้อง  และที่ได้ยินดังนี้ -  ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  ยกเว้นวาโยกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  กับ  อสุภ ๑๐  รวมเป็น ๑๙  กัมมัฏฐานนี้  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อธิบายว่า  ในเบื้องต้นต้องแลดูด้วยตาเสียก่อนแล้วจึงถือเอานิมิตของกัมมัฏฐานเหล่านั้นได้ในกายคตาสติ  อาการ ๕  คือ  ผม,  ขน,  เล็บ,  ฟัน,  และหนัง  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น  อาการที่เหลือ ๒๗  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  ดังนั้น  อารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน

<sub><small>''(หน้าที่ 184)''</small></sub>

:พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้อง  วาโยกสิณพึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ถูกต้อง  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก ๑๘  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐาน ๕  คือ  อุเปกขาพรหมวิหาร ๑  อารุปปกัมมัฏฐาน ๔  อันโยคีบุคคลผู้เริ่มลงมือทำกัมมัฏฐาน  จะพึงถือเอาไม่ได้ในทันทีทีเดียว  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๓๕  จึงถือเอาได้โดยทันที

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยการถือเอา ด้วยประการฉะนี้

=====โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน=====

:ข้อว่า  โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ก็แหละในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านี้  ยกเว้นอากาสกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ ๙  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปฌานทั้งหลาย  กสิณทั้ง ๑๐  ประการ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญาทั้งหลาย   พรหมวิหาร ๓  (ข้างต้น)  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่ ๔  อารุปปกัมมัฏฐานบทต่ำ ๆ  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปกัมมัฏฐานบทสูง ๆ  เนวสัญญานาสัญญายตนกัมมัฏฐาน  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธสมาบัติ  กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด  ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข  แก่วิปัสนากัมมัฏฐาน  และแก่ภวสมบัติทั้งหลาย

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ด้วยประการฉะนี้

=====โดยเหมาะสมแก่จริยา=====

:ในข้อว่า  โดยเหมาะสมแก่จริยา   นี้  พึงทราบการวินิจฉัยแม้โดยความเหมาะสม  แก่จริยาทั้งหลาย  ดังนี้ –

:ประการแรก  ในกัมมัฏฐาน ๔๐  นั้น  กัมมัฏฐาน ๑๑  คือ  อสุภ ๑๐  กายคตาสติ ๑  ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต  กัมมัฏฐาน ๘  คือ  พรหมวิหาร ๔  วรรณกสิณ ๔  เหมาะสมแก่คนโทสจริต  อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเท่านั้น  เหมาะสมแก่คนโมหจริตและคนวิตกจริต  อนุสสติ ๖  ข้างต้น  เหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต  กัมมัฏฐาน ๔  คือ  มรณสติ ๑  อุปสมานุสสติ ๑

<sub><small>''(หน้าที่ 185)''</small></sub>

:จตุธาตุววัตถาน ๑  อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต  กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ ๖  กับอารุปปกัมมัฏฐาน ๔  เหมาะสมแก่คนทุกจริต  แต่ว่าในกสิณ ๑๐  นั้น  กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็กขนาดขันโอ  ย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต  ขนาดใหญ่กว่านั้นจนขนาดเท่าจานข้าวเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโมหจริตเป็นต้น  ฉะนี้

:นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเหมาะสมแก่จริยาในกัมมัฏฐาน ๔๐  นี้  ด้วยประการฉะนี้

'''สรุปความในจริยา'''

:ก็แหละ  ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้  ข้าพเจ้าแสดงไว้ด้วยอำนาจที่เป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงอย่างหนึ่ง   ด้วยอำนาจเป็นกัมมัฎฐานที่สบายแท้ ๆ  อย่างหนึ่ง   แต่อย่างไรก็ดี   ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว   ที่จะไม่กำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น   หรือที่จะไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น   เป็นอันไม่มี  ข้อนี้สมด้วยคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้  ซึ่งมีในเมฆิยสูตรว่า

:พึงเจริญธรรม ๔  ประการ  ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  คือ  พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายเพื่อประหานเสียซึ่งราคะ  พึงเจริญเมตตาเพื่อประหานเสียซึ่งพยาบาท  พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก  พึงเจริญอนิจจสัญญา  เพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ

:แม้ในราหุลสุตร  พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงพระกัมมัฏฐาน ๗  ประการ  โปรดพระราหุลเถระเพียงองค์เดียว  โดยนัยมีอาทิว่า  ดูก่อนราหุล  เธอจงเจริญซึ่งภาวนาอันมีเมตตาเป็นอารมณ์….  เพราะเหตุฉะนี้  นักศึกษาจงอย่าได้ทำความยึดถือเพียงแต่ในถ้อยแถลงที่แสดงไว้  กัมมัฏฐานอย่างโน้นเหมาะสมแก่จริตบุคคลประเภทโน้น  พึงค้นคว้าแสวงหาอรรถาธิบายในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั่วไปเถิด

:การวินิจฉัยกัมมัฏฐานกถาโดยพิสดาร  ในหัวข้อสังเขปว่า  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ยุติเพียงเท่านี้

<sub><small>''(หน้าที่ 186)''</small></sub>

====วิธีเรียนเอากัมมัฏฐาน====

:ก็แหละ  คำว่า  เรียน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้มีลักษณาการตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาในหัวข้อว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้พระกัมมัฏฐาน  ฉะนี้แล้ว  พึงถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่พระอาจารย์  แล้วพึงทำตนให้เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  และมีอธิมุติอันสมบูรณ์  แล้วพึงขอเอาพระกัมมัฏฐานเถิด

'''คำถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ในการถวายตัวนั้น  โยคีบุคคลพึงกล่าวคำถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าว่าดังนี้-

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภควา  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้า  ขอถวายอัตภาพร่างกายอันนี้  แด่พระพุทธองค์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลครั้นไม่ได้ถวายตนอย่างนี้แล้ว  เมื่อหลีกไปอยู่ที่เสนาสนะอันเงียบสงัด  ครั้นอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งตั้งตนได้  จะเลี่ยงหนีไปยังแดนหมู่บ้าน  เกิดเป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์  ทำการแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร  ก็จะพึงถึงซึ่งความฉิบหายเสีย

'''อานิสงส์ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้า'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ได้ถวายตัวแล้ว  ถึงแม้จะมีอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏให้เห็นในคลองแห่งจักษุ  ก็จะไม่เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด  มีแต่จะเกิดความโสมนัสอย่างเดียวโดยที่จะได้เตือนตนว่า  พ่อบัณฑิต  ก็วันก่อนนั้น  เจ้าได้ถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าแล้ว  

<sub><small>''(หน้าที่ 187)''</small></sub>

:มิใช่หรือ ?  เหมือนอย่างว่า  บุรุษคนหนึ่งจะพึงมีผ้ากาสิกพัสตร์  (ผ้าที่ทำในแว่นแคว้นกาสี)  อย่างดีที่สุด  เมื่อผ้านั้นถูกหนูหรือพวกแมลงสาบกัด  เขาก็จะพึงเกิดความโทมนัสเสียใจ  แต่ถ้าเขาจะพึงถวายผ้านั้นแก่ภิกษุผู้ไม่มีจีวรไปเสีย  แต่นั้นถึงเขาจะได้เห็นผ้านั้นอันภิกษุเอามาตัดทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  เขาก็จะพึงเกิดแต่ความโสมนัสอย่างเดียว  ฉันใด  แม้คำอุปไมยนี้  นักศึกษาก็พึงทราบเหมือนฉันนั้น

'''คำถวายตัวแก่อาจารย์'''

:โยคีบุคคล  แม้เมื่อจะถวายตัวแก่พระอาจารย์  ก็พึงกล่าวคำถวายตัวดังนี้ –

'''คำบาลี'''

:อิมาหํ  ภนฺเต  อตฺตภาวํ  ตุมฺหากํ  ปริจฺจชามิ

'''คำไทย'''

:ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ  กระผมขอมอบถวายอัตภาพร่างกายอันนี้แก่ท่านอาจารย์

'''โทษที่ไม่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:จริงอยู่  โยคีบุคคลผู้ไม่ได้ถวายตัวอย่างนี้  ย่อมจะเป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  บางทีก็จะเป็นคนว่ายากไม่เชื่อฟังโอวาท  บางทีก็จะเป็นคนตามแต่ใจตนเอง  อยากไปไหนก็จะไปโดยไม่บอกลาอาจารย์ก่อน  โยคีบุคคลเช่นนี้นั้น  อาจารย์ก็จะไม่รับสงเคราะห์ด้วยอามิส  หรือด้วยธรรมคือการสั่งสอน  จะไม่ให้ศึกษาวิชากัมมัฏฐานอันสุขุมลึกซึ้ง  เมื่อเธอไม่ได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการนี้แล้ว  ก็จะไม่ได้ที่พึ่งในพระศาสนา  ไม่ช้าไม่นานก็จะถึงซึ่งความเป็นคนทุศีล  หรือเป็นคฤหัสถ์ไปเลย

'''อานิสงส์ที่ถวายตัวแก่อาจารย์'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ถวายตัวแล้ว  จะไม่เป็นคนอันใคร ๆ  ขัดขวางไม่ได้  ไม่เป็นคนตามแต่ใจตนเอง  จะเป็นคนว่าง่าย  มีความประพฤติติดเนื่องอยู่กับอาจารย์  เมื่อเธอได้รับการสงเคราะห์ ๒  ประการจากอาจารย์แล้ว  ก็จะถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนา  เหมือนอย่างพวกศิษย์อันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระเป็นตัวอย่าง

<sub><small>''(หน้าที่ 188)''</small></sub>

'''เรื่องศิษย์พระติสสเถระ'''

:มีเรื่องเล่าว่า  มีภิกษุ  ๓  รูป  ได้มาสู่สำนักพระติสสเถระแล้ว  ใน  ๓  รูปนั้น รูปหนึ่งกราบเรียนอาสาแก่พระเถระว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ  ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว  กระผมสามารถที่จะกระโดดลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ”   รูปที่สองกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้ว   กระผมสามารถที่จะเอาร่างกายนี้ฝนที่พื้นหินให้กร่อนไปตั้งแต่ส้นเท้าจนกระทั่งไม่มีร่างกายเหลืออยู่”   รูปที่สามกราบเรียนอาสาว่า   “ท่านขอรับ   เมื่อมีใคร ๆ   ขอร้องเพื่อประโยชน์ของท่านอาจารย์แล้วกระผมสามารถที่จะกลั้นลมอัสสะปัสสาสะทำกาลกิริยาตายได้”   ฝ่ายพระเถระพิจารณาเห็นว่า   “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีความสมควรแล้ว”   จึงได้บอกพระกัมมัฎฐานให้   ภิกษุเหล่านั้นดำรงตนอยู่ในโอวาทของพระเถระ   ได้บรรลุซึ่งพระอรหัตแม้ทั้ง  ๓  รูปแล

:นี้เป็นอานิสงส์ในการมอบถวายตัว   ด้วยเหตุนี้   ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า   พึงมอบถวายตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่อาจารย์   ฉะนี้

====โยคีผู้มีอัชฌาสัยและอธิมุติสมบูรณ์====

:ก็แหละ   ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า   เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์และมีอธิมุติอันสมบูรณ์   ฉะนี้นั้น   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-

:อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยอันสมบูรณ์  โดยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอำนาจแห่งธรรมมีอโลภะเป็นต้น

'''อรรถาธิบายของฏีกาจารย์'''

:ในอธิการนี้  ท่านฏีกาจารย์ได้อรรถาธิบายไว้อย่างพิสดารดังนี้ –

:ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  มีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลายและแก่โยคีบุคคลโดยพิเศษ  ทั้งนี้เพราะเป็นเหตุกำจัดเสียซึ่งโทษอย่างอนันต์  และเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณอย่างมหันต์

<sub><small>''(หน้าที่ 189)''</small></sub>

:เป็นความจริงอย่างนั้น  ธรรมทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น  ย่อมเป็นไปโดยความเป็นปฏิปักษ์แก่มลทินทั้งหลายมีมลทินคือความตระหนี่เป็นต้น  สมจริงตามที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในอรรถกถาแห่งอภิธรรม  ดังต่อไปนี้ –

:อโลภะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความตระหนี่  อโทสะ  เป็นปฏิปักษ์แก่มลทินคือความทุศีล  อโมหะ  เป็นปฏิปักษ์แก่การไม่ภาวนาในกุศลธรรมทั้งหลาย  แหละใน  ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  เป็นเหตุแห่งทาน  อโทสะ  เป็นเหตุแห่งศีล  อโมหะ  เป็นเหตุแห่งภาวนา  แหละใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลย่อมถืออย่างไม่ตรึงเครียดด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้ว  ย่อมถืออย่างตรึงเครียด  บุคคลย่อมถืออย่างไม่หย่อนยานด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้ว  ย่อมถืออย่างหย่อนยาน  บุคคลย่อมถืออย่างไม่วิปริตผิดเพี้ยนด้วย  อโมหะ  เพราะคนที่หลงแล้วย่อมถืออย่างวิปริตผิดเพี้ยน

:อีกอย่างหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลทรงจำโทษอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นโทษและประพฤติเป็นไปในโทษนั้นด้วย  อโลภะ  เพราะคนที่โลภแล้วย่อมปกปิดโทษไว้  บุคคลทรงจำคุณอันมีอยู่ไว้โดยความเป็นคุณและประพฤติเป็นไปในคุณนั้นด้วย  อโทสะ  เพราะคนที่โกรธแล้วย่อมลบล้างคุณเสีย  บุคคลทรงจำซึ่งสภาวะที่เป็นจริงโดยเป็นสภาวะที่เป็นจริงและประพฤติเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริงนั้นด้วย  อโมหะ  เพราะคนหลงแล้วย่อมยึดถือสิ่งที่เปล่าว่าไม่เปล่าและสิ่งที่ไม่เปล่าว่าเปล่า  อนึ่ง  ทุกข์เพราะพรากจากสิ่งที่รักย่อมไม่เกิดมีด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่โลภแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งเป็นที่รักด้วย  เพราะอดกลั้นไว้ไม่ได้ต่อการ  พรากจากสิ่งที่รักด้วย  ทุกข์เพราะประจวบกับสิ่งไม่เป็นมี่รักย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะคนโกรธแล้วเป็นแดนเกิดแห่งสิ่งไม่เป็นที่รักด้วย  ทุกข์เพราะไม่ได้สมหวัง  ย่อมไม่เกิดมี  ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะคนที่ไม่หลงเป็นแดนเกิดแห่งการใคร่ครวญพิจารณาว่าข้อนั้นจะพึงได้  ณ  ที่นี้  แต่ที่ไหนเล่า ?

:อีกประการหนึ่ง  ในเหตุ ๓  อย่างนั้น  ชาติทุกข์ไม่มี  ด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะอโลภะเป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหา  เพราะชาติทุกข์มีตัณหาเป็นมูลราก  ชราทุกข์ไม่มีด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความโกรธอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้แก่เร็ว  มรณทุกข์ไม่มีด้วย

<sub><small>''(หน้าที่ 190)''</small></sub>

:อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความหลงตายเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์  และมรณทุกข์นั้นย่อมไม่มีแก่คนที่ไม่หลง  อนึ่ง  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบาย ย่อมมีแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  ความอยู่ร่วมกันอย่างสบายย่อมมีแก่บรรพชิตทั้งหลายด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  ส่วนความอยู่ร่วมกันอย่างสบายสำหรับคนทุกเพศ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อว่าโดยพิเศษแล้ว  ในเหตุ ๓  นั้น  ด้วย  อโลภเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในเปตติวิสัย  จริงอยู่  ส่วนมากสัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงเปตติวิสัยด้วยตัณหา  และอโลภะก็เป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหาด้วย  ด้วย  อโทสเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในนรก  จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงนรกอันคล้ายกับโทสะด้วยโทสะเป็นเหตุ  เพราะเป็นผู้มีสันดานดุร้าย  และอโทสะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โทสะด้วย  ด้วย  อโมหเหตุ  จึงไม่มีการบังเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน  จริงอยู่  สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉานอันหลงอยู่ตลอดกาล  ด้วยโมหะเป็นเหตุ  และอโมหะก็เป็นปฏิปักษ์แก่โมหะด้วย  อนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ทำให้ไม่มีการประจวบด้วยอำนาจราคะ  อโทสเหตุ ทำให้ไม่มีการพลัดพรากด้วยอำนาจโทสะ  อโมหเหตุ  ทำให้ไม่มีความไม่เป็นกลางด้วยอำนาจโมหะ

:อีกประการหนึ่ง  สัญญา ๓  เหล่านี้  คือ  เนกขัมมสัญญา  สัญญาในการออกจากกาม ๑  อัพยาปาทสัญญา  สัญญาในอันไม่พยาบาท ๑  อวิหิงสาสัญญา  สัญญาในอันไม่เบียดเบียน ๑  และสัญญาอีก ๓  เหล่านี้  คือ  อสุภสัญญา  สัญญาในความไม่งาม ๑  อัปปมาณสัญญา  สัญญาในอันไม่มีประมาณ ๑  ธาตุสัญญา  สัญญาในความเป็นธาตุ ๑  ย่อมมีได้ด้วยเหตุแม้ทั้ง ๓  ประการนี้โดยลำดับ  อนึ่ง  การงดเว้นซึ่งขอบทางคือกามสุขัลลิกานุโยค  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การงดเว้นซึ่งขอบทางคืออัตตกิลมถานุโยคย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การดำเนินไปสู่ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  การทำลายอภิชฌากายคันถะย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  การทำลายพยาบาทกายคันถะ  ย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  การทำลายคันถะ ๒  ที่เหลือ  คือ  สีลัพพตปรามาส  และอิทังสัจจาภินิเวส  ย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ  อนึ่ง  สตปัฏฐาน ๒  ข้อต้น  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุ ๒  ข้างต้น  สติปัฏฐาน ๒  ข้อหลัง  ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของกุศลเหตุข้อหลังข้อเดียว

<sub><small>''(หน้าที่ 191)''</small></sub>

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความไม่มีโรค  จริงอยู่คนที่ไม่มีโลภย่อมไม่เสพอาหารอันไม่เป็นที่สบาย  แม้ที่เร้าให้อยากกิน  จึงเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยเหตุนั้น  อโทสเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นหนุ่ม  จริงอยู่  คนที่ไม่โกรธ  อันไฟคือความโกรธไม่เผาผลาญด้วยอำนาจทำหนังให้เหี่ยวและทำผมให้หงอก  ย่อมเป็นหนุ่มอยู่ได้นาน ๆ  อโมหเหตุ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความมีอายุยืน  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แล้ว  ละเว้นเสียซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  ส้องเสพแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  อโลภะ  ย่อมเป็นปัจจัยแก่โภคสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้โภคสมบัติด้วยการบริจาค  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่มิตตสมบัติ  เพราะเหตุที่คนจะได้มิตรทั้งหลายด้วยเมตตา  และเพราะไม่เสื่อมมิตรก็ด้วยเมตตา  อโมหะ   เป็นปัจจัยแก่อัตตสมบัติ  จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างเดียว  ย่อมทำตนให้สมบูรณ์  อนึ่ง  อโลภะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างเทวดา  อโทสะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพรหม  อโมหะ  เป็นปัจจัยแก่การอยู่อย่างพระอริยเจ้า

:อีกประการหนึ่ง  ใน ๓  เหตุนั้น  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของตนด้วย  อโลภะ  เป็นเหตุ  เพราะทุกข์ซึ่งเป็นเหตุปรุงแต่งไม่มีเพราะสัตว์และสังขารเหล่านั้นพินาศไป  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายของคนอื่นด้วย  อโทสะ  เป็นเหตุ  เพราะความจองเวรแม้ในคนคู่เวรทั้งหลายไม่มีสำหรับคนที่ไม่โกรธ  บุคคลเป็นผู้ดับเสียได้ในสัตว์และสังขารทั้งหลายฝ่ายเป็นกลาง ๆ ด้วย  อโมหะ  เป็นเหตุ  เพราะความปรุงแต่งทั้งปวงไม่มีสำหรับคนที่ไม่หลง

:อีกอย่างหนึ่ง  การเห็นอนิจจัง  ย่อมมีได้ด้วย  อโลภะ  จริงอยู่  คนที่โลภแล้วย่อมไม่เห็นสังขารทั้งหลายแม้ที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่เที่ยง  ด้วยหวังในการส้องเสพอยู่  การเห็นทุกขังย่อมมีได้ด้วย  อโทสะ  จริงอยู่  คนที่มีอัชฌาสัยไม่โกรธ  เป็นผู้ปล่อยวางอาฆาตวัตถุแล้วย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์  การเห็นอนัตตาย่อมมีได้ด้วย  อโมหะ จริงอยู่  คนที่ไม่หลง  เป็นผู้ฉลาดในการถือเอาตามความจริง  ย่อมรู้แจ้งขันธ์ ๕  อันไม่ได้เป็นผู้นำ  อนึ่ง  ทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นไม่เที่ยงเป็นต้น  ย่อมมีได้

<sub><small>''(หน้าที่ 192)''</small></sub>

:ด้วยเหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ฉันใด  แม้เหตุทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้นเหล่านี้  ก็มีได้ด้วยทรรศนะทั้งหลายมีการเห็นอนิจจังเป็นต้นเช่นเดียวกัน  จริงอยู่  อโลภะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนิจจัง  อโทสะ  ย่อมมีได้ด้วยการเห็นทุกขัง  อโมหะ   ย่อมมีได้ด้วยการเห็นอนัตตา  ก็ใครเล่ารู้โดยถูกต้องว่าขันธ์ ๕  นี้เป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังความรักให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ขันธ์ ๕  นั้น  หรือรู้สังขารทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว  จะพึงยังทุกข์เพราะความโกรธอันคมกล้าที่สุดแม้อื่นอีกให้เกิดขึ้น  และรู้ความว่างเปล่าจากตัวตนของสังขารทั้งหลายแล้ว  จะพึงยังความหลงงมงายให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

:ด้วยเหตุดังพรรณนามานี้  ท่านฏีกาจารย์จึงให้อรรถาธิบายคำว่าผู้มีอัฌชาสัยสมบูรณ์ไว้ว่า  อัฌชาสัยของบุคคลนี้สมบูรณ์แล้ว  ด้วยอำนาจการยังศีลสมบัติเป็นต้นอันเป็นส่วนเบื้องต้นให้สำเร็จ  และด้วยความเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่โลกุตตรธรรมทั้งหลาย  เหตุนั้น  บุคคลนี้จึงชื่อว่า  สมฺปนฺนชฺฌาสโย  ผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์แล้ว  ฉะนี้

'''อัชฌาสัย  ๖  ประการ'''

:มีความจริงอยู่ว่า  โยคีบุคคลผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์เห็นปานฉะนี้  ย่อมจะบรรลุพระโพธิญาณ ๓  ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง  สมกับที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า –

:อัชฌาสัย ๖  ประการ  ย่อมเป็นไปด้วยความแก่แห่งโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  คือ

:๑.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ    เห็นโทษในความโลภ

:๒.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่โกรธ    เห็นโทษในความโกรธ

:๓.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยไม่หลง    เห็นโทษในความหลง

:๔.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในการออกบวช  เห็นโทษในฆราวาส

<sub><small>''(หน้าที่ 193)''</small></sub>

:๕.      พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยชอบความสงัด  เห็นโทษในการคลุกคลีกับหมู่คณะ  และ

:๖.      พระโพธิสัตว์ทังหลาย    ผู้มีอัชฌาสัยในพระนิพพาน  เห็นโทษในภพและคติทั้งปวง

:ก็แหละ  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  พระขีณาสพ  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายจำพวกใดจำพวกหนึ่ง  ทั้งที่ล่วงไปแล้ว  ทั้งที่จะมีมาในอนาคต  ทั้งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งหมดนั้นได้บรรลุแล้วซึ่งคุณวิเศษอันตนและตน  พึงบรรลุด้วยอาการทั้งหลาย  ๖  ประการนี้นั่นเทียว  เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลพึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยสมบูรณ์ด้วยอาการ ๖  ประการเหล่านี้

'''โยคีผู้มีอธิมุติสมบูรณ์'''

:ก็แหละ  อันโยคีบุคคลนั้น  พึงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอธิมุติ  ด้วยความเป็นผู้น้อมจิตไปเพื่อประโยชน์นั้น  อธิบายว่า  พึงเป็นผู้น้อมจิตไปในสมาธิ  เป็นผู้หนักในสมาธิ  เป็นผู้โน้มจิตไปในสมาธิ  และพึงเป็นผู้น้อมจิตไปในนิพพาน  เป็นผู้หนักในนิพพาน  เป็นผู้โน้มจิตไปในนิพพาน

'''วิธีสอนกัมมัฏฐาน'''

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลนั้นซึ่งมีอัชฌาสัยและอธิมุติสมบูรณ์ได้ที่แล้วดังพรรณนามานี้ขอเอากัมมัฏฐาน  อันอาจารย์ผู้ได้สำเร็จเจโตปริยญาณ  พึงตรวจสอบวารจิตให้ทราบจริยาเสียก่อน  สำหรับอาจารย์ที่ไม่ได้สำเร็จเจโตปริยญาณนอกนี้  พึงทราบจริยาโดยสอบถามโยคีบุคคลโดยนัยมีอาทิว่า  เธอเป็นคนจริตอะไร  หรือธรรมอะไรบ้างรบกวนเธอมาก  หรือเมื่อเธอพิจารณาถึงกัมมัฏฐานข้อไหน  จึงมีความผาสุกสบาย  หรือจิตของเธอน้อมไปในกัมมัฏฐานข้อไหน  ครั้นทราบจริยาอย่างนี่แล้ว  จึงสอนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยาต่อไป

'''พึงสอนกัมมัฏฐานด้วย  ๓  วิธี'''

:ก็แหละ  อันอาจารย์นั้น  เมื่อจะสอนกัมมัฏฐานพึงสอนด้วยวิธี ๓  ประการ  คือ  สำหรับโยคีบุคคลผู้เรียนกัมมัฏฐานอยู่แล้วตามปกติ  พึงให้สาธยายให้ฟังต่อหน้าสัก ๑  หรือ ๒  ที่นั่ง  (๑-๒ จบ)  แล้วจึงมอบให้  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่อยู่ประจำในสำนัก  พึงสอนให้ทุก ๆครั้งที่เธอมาหา  อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ที่เรียนเอาแล้วประสงค์จะไปปฏิบัติ  ณ  ที่อื่น  พึงสอนอย่าให้ย่อเกินไป  อย่าให้พิสดารเกินไป  อย่างหนึ่ง

<sub><small>''(หน้าที่ 194)''</small></sub>

'''พึงสอนให้ทราบอาการ  ๙  อย่าง'''

:ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  เมื่ออาจารย์จะสอนปถวีกสิณกัมมัฏฐานเป็นประการแรก  พึงสอนให้ทราบอาการ ๙  เหล่านั้น  คือ  โทษแห่งกสิณ ๔  อย่าง ๑  วิธีทำดวงกสิณ ๑  วิธีภาวนาซึ่งกสิณที่ทำแล้ว ๑  นิมิต  ๒  อย่าง  สมาธิ  ๒  อย่าง ๑  ธรรมเป็นที่สบายและไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่าง ๑  ความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐  อย่าง  ๑  การทำความเพียรให้สม่ำเสมอ ๑  วิธีแห่งอัปปนา ๑

:แม้ในกัมมัฏฐานที่เหลือทั้งหลาย  ก็พึงสอนอาการอันสมควรแก่กัมมัฏฐานนั้น ๆ  อาการทั้งหมดนั้นจักแจ้งชัดในวิธีภาวนาของกัมมัฏฐานทั้งหลายเหล่านั้น

====โยคีบุคคลต้องจำให้แม่นยำ====

:ก็แหละ  เมื่ออาจารย์สอนกัมมัฏฐานให้อยู่ด้วยอาการอย่างนี้  อันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งใจฟัง  จำเอานิมิตนั้นให้ได้  คือเอาอาการนั้น ๆ  มาผูกไว้ในใจอย่างนี้ว่า  นี้เป็นบทหลังนี้เป็นบทหน้า  นี้เป็นใจความของบทนั้น  นี้เป็นอธิบายของบทนั้น  และบทนี้เป็นคำอุปมา

:แหละ  เมื่อโยคีบุคคลฟังอยู่โดยความเคารพ  จำเอานิมิตได้อย่างนี้แล้ว  ย่อมเป็นอันชื่อว่า  เรียนเอากัมมัฏฐานด้วยดีแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้  การบรรลุคุณวิเศษ  ก็จะสำเร็จแก่เธอ  เพราะอาศัยการเรียนเอาด้วยดีแล้วนั้น  แต่ย่อมจะไม่สำเร็จแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ได้เรียนเอาด้วยดีนอกนี้

:อรรถาธิบายความแห่งคำว่า   เรียน  นี้  ยุติเพียงเท่านี้

:ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าบทอันเป็นหัวข้อสังเขปว่า  พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรแล้ว  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐  ประการ  อันเหมาะสมแก่จริตจริยาของตน  ดังนี้  อันข้าพเจ้าได้อธิบายให้พิสดารแล้วโดยสิ้นเชิง  ด้วยประการฉะนี้แล

'''กัมมัฏฐานคหณนิเทศ  ปริเฉทที่  ๓'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นเพื่อความปราโมชแห่สาธุชน'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''