Difference between revisions 87643 and 107812 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

<sub><small>''(หน้าที่ 288)''</small></sub>

'''เสสกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๕'''

'''=๒.  อาโปกสิณภาวนา'''=

:ณ  วาระนี้  จะอรรถาธิบายความในอาโปกสิณภาวนาโดยพิสดารต่อจากปถวีกสิณภาวนาเป็นลำดับไป  ดังนี้ –

:ก็แหละ  ปถวีกสิณกัมมัฏฐาน  ฉันใด  แม้อาโปกสิณกัมมัฏฐานก็ทำนองเดียวกันกล่าวคือ  โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาอาโปกสิณกัมมัฏฐานนั้น  พึงนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรงแล้วจับเอานิมิตในน้ำ

:วิธีการทั้งปวงในอาโปกสิณนี้  เช่นอาโปกสิณที่สร้างขึ้น  หรืออาโปกสิณที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาเป็นต้น  นักศึกษาพึงทราบความพิสดารโดยนัยดังที่พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณนั้นทุกประการ

(contracted; show full)รณนามาแล้วในปถวีกสิณนั้นนั่นแล  แต่ว่าในอาโปกสิณนี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นดุจกระเพื่อมอยู่  ถ้าน้ำมีฟองและต่อมเจือปน  อุคคหนิมิตจะปรากฏเป็นเช่นนั้นนั่นเทียว  โทษแห่งกสิณย่อมปรากฏให้เห็น  ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้นย่อมปรากฏเป็นสภาพที่นิ่ง  เหมือนตาลปัตรแก้วมณีที่ปักไว้กลางแจ้ง  และเหมือนวงกลมกระจกเงาที่ทำด้วยแก้วมณี  ฉะนั้น  โยคีบุคคลนั้น  ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งอุปจารฌานพร้อมกับด้วยการปรากฏขึ้นแห่งปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแล  และย่อมจะบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔  และฌาน ๕  โดยทำนองดังที่พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณนั่นเทียว

''
'จบอาโปกสิณ'''

<sub><small>''(หน้าที่ 290)''</small></sub>

'''๓.  เตโชกสิณภาวนา  '''

:แม้โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาซึ่งเตโชกสิณกัมมัฏฐานนั้น  ก็พึงจับเอานิมิตในไฟ  ในโยคีบุคคล ๒  จำพวกนั้น  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ในชาติปางก่อน  เมื่อจับตาเอานิมิตในไฟที่เป็นอยู่เองตามธรรมดา  คือเพ่งดูเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง  คือ  ที่เปลวตะเกียง  ที่เตาไฟ  ที่กองไฟสำหรับระบมบาตร  หรือที่ไฟไหม้ป่า  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้  เหมือนกับ(contracted; show full)อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นเหมือนเปลวไฟขาดตกหายไป ๆ แต่เมื่อจับเอานิมิตในไฟที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาแล้ว  โทษแห่งกสิณย่อมปรากฏให้เห็น  กล่าวคือ  ลูกไฟบ้าง  ก้อนถ่านบ้าง  ขี้เถ้าบ้าง  ควันบ้าง  ก็จะปรากฏขึ้น  ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น  เป็นสภาวะที่ไม่เคลื่อนไหว  ย่อมปรากฏเหมือนท่อนผ้ากัมพลแดงที่อยู่กลางแจ้ง  และเหมือนตาลปัตรทองคำ  หรือเหมือนเสาทอง  โยคีบุคคลนั้นย่อมจะบรรลุถึงซึ่งอุปจารฌานพร้อมกับการปรากฏขึ้นแห่งปฏิภาคนิมิตนั้นทีเดียว  และย่อมจะบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔  และฌาน ๕  โดยนัยดังที่ได้พรรณนามาแล้วนั่นแล

''
'จบเตโชกสิณ'''

'''=๔.  วาโยกสิณภาวนา'''=

:แม้โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาซึ่งวาโยกสิณกัมมัฏฐานนั้น  พึงพยายามจับเอาซึ่งนิมิตในลม  ก็แหละ  นิมิตนั้นจะพึงจับเอาได้ด้วยสามารถที่ได้เห็นหรือได้ถูกต้อง  เพราะเหตุที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลายว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาวาโยกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในลม  คือ  ย่อมกำหนดยอดอ้อยที่ลมพัดเอนไปเอนราบไปพร้อม ๆ กัน  หรือกำหนดยอดไผ่ที่ลมพัดเอนไป  เอนราบไปพร้อม ๆ กัน  หรือกำหนดยอดไม้ที่ลมพัดเอนไป  เอนราบไป  หรือกำหนดปลายผมที่ลมพัดให้ล้มลงให้ล้มราบลง  หรือกำหนดตรงที่ลมมาถูกต้องกาย  ฉะนั้น  โยคีบุคคลครั้นได้เห็นอ้อยหรือไผ่  หรือต้นไม้ซึ่งมีใบหนาขึ้นอยู่อย่างมียอดเสมอกัน  ถูกลมพัดอยู่ก็ดี  หรือได้เห็นศรีษะของบุรุษผู้มีผมดกยาวประมาณ ๔  องคุลี  ถูกลมพัดอยู่ก็ดี  พึงตั้งสติไว้ว่า  ลมนี้ย่อมพัดถูก  ณ  ที่ตรงนั้น หรือพึงตั้งสติไว้ตรงที่ที่ลมพัดเข้าทางช่องหน้าต่างหรือทางรูฝาแล้วมากระทบประเทศของกายครั้นแล้วพึงภาวนาในบรรดาชื่อของลมทั้งหลาย  เช่น  วาโต,  มาลุโต,  อนิลํ  เป็นต้น  พึงภาวนาด้วยสามารถแห่งชื่อที่ปรากฏรู้จักกันเป็นส่วนมากเท่านั้นว่า  วาโต – วาโต  หรือ  ลม – ลม  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป

<sub><small>''(หน้าที่ 292)''</small></sub>

'''ลักษณะอุคคห – ปฏิภาคนิมิต'''

:ในวาโยกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตมีลักษณะคล้าย ๆ  กับเกลียวไอของข้าวต้มที่ปลงลงจากเตาใหม่ ๆ ย่อมปรากฏเป็นสภาพเคลื่อนไหวได้  ส่วนปฏิภาคนิมิตเป็นสภาพสงบนิ่ง  ไม่มีการเคลื่อนไหวเหมือนอุคคหนิมิต  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั้นนั่นเทียว

'''จบวาโยกสิณ'''

'''=๕.  นีลกสิณภาวนา'''=

:ก็แหละ  ลำดับต่อจากวาโยกสิณภาวนานั้น  เพราะมีคำบาลีของโบราณอรรถกถาอยู่ว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอานีลกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุมีสีเขียว  คือ  ในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ชาติปางก่อน  เพียงแต่ได้เห็นกอดอกไม้ซึ่งมีดอกบานสะพรั่งเห็นปานนั้น  หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้  ณ  สถานที่บูชา  หรือผ้าเขียวหรือแก้วเขียวอย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้  

(contracted; show full)

'''วิธีภาวนานีลกสิณ'''

:ครั้นทำกสิณเสร็จแล้ว  แต่นั้นโยคีบุคคลพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  นีลํ – นีลํ  หรือ  สีเขียว – สีเขียว  ฉะนี้  โดยนัยดังที่ได้แสดงไว้แล้วในปถวีกสิณ  แม้ในนีลกสิณภาวนานี้  ในขั้นอุคคหนิมิต  โทษแห่งกสิณยังปรากฏให้เห็นอยู่  คือ  เกสร,  ก้าน  และระหว่างกลีบเป็นต้นย่อมจะปรากฏ  ส่วนปฏิภาคนิมิตพ้นไปจากโทษกสิณ  ย่อมปรากฏเป็นเช่นกับตาลปัตรแก้วมณีที่อยู่กลางแจ้ง  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังที่ได้ภาวนามาแล้วข้างต้นนั่นเทียว

''
'จบนีลกสิณ'''

'''=๖.  ปีตกสิณภาวนา'''=

:แม้ในปีตกสิณภาวนาก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้  เพราะเหตุที่ท่านโบราณอรรถกถาจารย์แสดงไว้ว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาปีตกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุมีสีเหลือง  คือในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ฉะนั้น  แม้ในปีตกสิณภาวนานี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ชาติปางก่อนนั้น เพียงแต่ได้เห็นกอไม้ดอกซึ่งมีดอกบานสะพรั่งเห็นปานนั้น  หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้ในที่บูชา  หรือเห็นผ้าหรือธาตุสีเหลือง  อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น  เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นแก่ท่านจิตตคุตตเถระ

:ได้ยินว่า  เมื่อท่านจิตตคุตตเถระนั้นเห็นอาสนะบูชาที่ทำด้วยดอกจันทน์เหลืองใน  วัดจิตตลบรรพตวิหาร  อุคคหนิมิตประมาณเท่ากับอาสนะบูชาได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านพร้อมกับการที่ได้เห็นนั่นเทียว  

'''วิธีทำปีตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้น  พึงสร้างดวงกสิณขึ้นด้วยดอกกรรณิการ์  หรือด้วยผ้าสีเหลืองหรือด้วยธาตุสีธรรมชาติ  โดยนัยดังที่ได้แสดงมาแล้วในนีลกสิณภาวนา

<sub><small>''(หน้าที่ 294)''</small></sub>

:นั่นแล  แต่นั้นพึงลงมือภาวนา  คือยังมนสิการให้เป็นไปว่า  ปีตกํ -  ปีตกํ  หรือว่า  สีเหลือง – สีเหลือง  ฉะนี้

:คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณทุกประการนั่นแล

'''จบปีตกสีณ'''

'''=๗.  โลหิตกสิณภาวนา'''=

:แม้ในโลหิตกสิณภาวนาก็มีนัยเช่นเดียวกันนั่นแล  เพราะเหตุที่ท่านโบราณอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโลหิตกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุที่มีสีแดง  คือ  ในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีโดยธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  ฉะนั้น  แม้ในโลหิตกสิณภาวนานี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ในชาติปางก่อนนั้น  เพียงแต่ได้เห็นกอไม้ดอกซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่ง  เช่น  ดอกชบาเป็นต้นเห็นปานฉะนั้น  หรือเห็นเครื่องตกแต่งดอกไม้ในที่บูชาหรือเห็นสีธรรมชาติ  คือ  ผ้าและแก้วสีแดง  อย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น

'''วิธีภาวนาโลหิตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้นต้องสร้างกสิณขึ้นเอง  คือ  เอาดอกไม้  เช่น  ดอกชัยพฤกษ์  ดอกชบา  และดอกไม้ที่มีสีแดง  หรือเอาผ้าแดง  หรือเอาสีธรรมชาติ  เช่น  ดินสอแดงหรือสีแดงชาดมาทำเป็นดวงกสิณ  โดยนัยดังที่ได้แสดงไว้ในนีลกสิณภาวนานั่นแล  ครั้นทำกสิณเสร็จแล้ว  แต่นั้นพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  โลหิตกํ – โลหิตกํ  หรือว่า  สีแดง – สีแดง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  จนกว่าอุคคหนิมิตจะเกิดขึ้น

:คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณภาวนานั่นแล

'''จบโลหิตกสิณ'''

'''=๘.  โอทาตกสิณภาวนา'''=

:แม้ในโอทาตกสิณภาวนานี้  เพราะคำบาลีในโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโอทาตกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตที่มีวัตถุสีขาว  คือ  ใน

<sub><small>''(หน้าที่ 295)''</small></sub>

:ดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการ  อันได้สร้างสมอบรมมาแต่ชาติปางก่อนนั้น  เพียงแต่ได้เห็นพุ่มไม้ดอกซึ่งกำลังมีดอกบานสะพรั่งอยู่เห็นปานนั้น  หรือเห็นเครื่องตกแต่งด้วยดอกไม้  เช่นดอกมะลิ  เป็นต้น  หรือเห็นกองแห่งดอกบัวขาว  หรือเห็นผ้าขาว  และสีขาวธรรมชาติ  อย่างใดอย่างหนึ่ง   อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น  แม้ในแผ่นกลมแห่งดีบุก,  แผ่นกลมแห่งเงิน  หรือในดวงจันทร์  อุคคหนิมิตก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันนั่นเทียว  

'''วิธีภาวนาโอทาตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้น  ต้องสร้างกสิณขึ้นเอง  คือ  เอาดอกไม้สีขาวซึ่งมีประการดังกล่าวมาแล้ว  เอาผ้าขาว  หรือเอาสีขาวธรรมชาติ  มาทำให้เป็นดวงกสิณตามนัยดังที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณภาวนานั่นแล  ครั้นทำกสิณเสร็จแล้วพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  โอทาตํ – โอทาตํ  หรือว่า  สีขาว – สีขาว  ดังนี้เรื่อย ๆ  ไปร้อยครั้ง  หรือพันครั้ง  หรือมากกว่านั้น  ทั้งนี้  จนกว่าอุคคหนิมิตจะเกิดขึ้นนั่นเทียว  คำที่เหลือเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณทุกประการ

'''จบโอทาตกสิณ'''

'''=๙.  อาโลกกสิณภาวนา'''=

:ก็แหละ  ในอาโลกกสิณภาวนานี้  เพราะมีคำบาลีโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโลกกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในแสงสว่าง  คือ  ที่ฝาบ้าง  ที่รูลูกดานบ้าง  ที่ช่องหน้าต่างบ้าง  ฉะนี้  ดังนั้นสำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ในชาติปางก่อน  เพียงแต่ได้เห็นดวงกลม ๆ  ที่แสงพระอาทิตย์หรือ  แสงพระจันทร์ส่องฉายเข้าไปตามรูฝาเป็นต้น  แล้วไปปรากฏติดอยู่กับฝาหรือที่พื้นนั้น ๆ  หรือดวงกลม ๆ  ที่แสงพระอาทิตย์หรือแสงพระจันทร์ส่องทะลุออกมาตามระหว่างกิ่งไม้ที่มีใบหนาทึบหรือตามระหว่า(contracted; show full)กียงก็จะส่องออกจากรูหม้อนั้น  ไปติดอยู่ที่รูปวงกลมอยู่ที่ฝา  โยคีบุคคลพึงภาวนาซึ่งดวงกลมนั้นนั่นแลว่า  อาโลโก – อาโลโก  หรือว่า  ความสว่าง – ความสว่าง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  ดวงกลมของแสงตะเกียงนี้ย่อมตั้งอยู่ได้นานมากกว่าดวงกลมของแสงพระอาทิตย์หรือแสงพระจันทร์นั้น  ในอาโลกกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพเหมือนกับดวงกลมซึ่งติดอยู่ที่ฝาหรือที่พื้นนั่นแล  ส่วนปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพที่ใหญ่โตและสดใสมาก  คล้าย ๆ กับก้อนแห่งแสงสว่าง  คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณแล

''
'จบอาโลกกสิณ'''

'''=๑๐.  ปริจฉินนากาสกสิณภาวนา'''=

:แม้ในปริจฉินนากาสกสิณภาวนานี้  เพราะมีคำบาลีโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาซึ่งอากาสกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอาซึ่งนิมิตในที่ว่าง ๆ  คือ  ที่รูฝาบ้าง  ที่รูลูกดานบ้าง ที่ช่องหน้าต่างบ้าง ดังนี้  ฉะนั้น  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ในชาติปางก่อน  เพียงแต่ที่ได้เห็นรูฝาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ในทันที

'''วิธีภาวนาอากาสกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการเช่นนั้น  ต้องเจาะที่หลังคาปะรำซึ่งมุงอย่างสนิท  หรือเจาะช่องที่ผืนหนังและที่เสื่อลำแพนเป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ให้เป็นช่องกว้าง

<sub><small>''(หน้าที่ 297)''</small></sub>

:ประมาณ ๑  คืบ ๔  นิ้ว  แล้วพึงลงมือภาวนาซึ่งช่องนั้นนั่นแหละ  หรือช่องชนิดอื่นอันต่างด้วยช่องฝาเป็นต้น  ด้วยบทภาวนาว่า  อากาโส – อากาโส  หรือว่า  ที่ว่าง – ที่ว่าง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  ในอากาสกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นเหมือนช่องที่กำหนดด้วยที่สุดรอบของฝา  และอุคคหนิมิตนี้แม้จะขยายก็ขยายไม่ได้  เพราะภาวนายังมีกำลังน้อยอยู่  ส่วนปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพคล้ายดวงกลมของช่องว่างนั้น  และเมื่อขยายก็ขยายได้  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังที่ได้พรรณนาไว้ในปถวีกสิณนั้นทุกประการ

'''จบปริจฉินนากาสกสิณ'''

'''อธิบายหัวข้อเบ็ดเตล็ด'''

:อันนักศึกษาเมื่อได้ศึกษาเข้าใจถึงกสิณ ๑๐ประการ  อันเป็นเหตุให้ได้ฌาน ๔  และฌาน ๕  ในรูปาวจรภูมิ  ที่สมเด็จพระทศพลพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวงได้ทรงแสดงไว้แล้วด้วยประการฉะนี้  และเข้าใจถึงนัยแห่งการภาวนาซึ่งกสิณ ๑๐  ประการนั้นให้เข้าใจดียิ่งขึ้นไปอีกสักเล็กน้อยดังต่อไปนี้ –

'''๑.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปถวีกสิณ'''

(contracted; show full)'''เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''