Difference between revisions 87647 and 89206 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }} {{วสธมฉปส sidebar}}⏎ =อนุสสติ ๑๐ ประการ= <sub><small>''(หน้าที่ 329)''</small></sub> '''ฉอนุสสตินิเทศ ปริจเฉทที่ ๗''' '''อนุสสติ ๑๐ ประการ'''⏎ ⏎ :ก็แหละ นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายในอนุสสติ ๑๐ ประการ ที่ทรงแสดงไว้ในลำดับอสุภกัมมัฏฐาน ดังต่อไปนี้ :สตินั่นเอง ชื่อว่า อนุสสติ เพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ อีกอย่างหนึ่ง สติอันสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานอันควรที่จะเป็นไป แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนุสสติ :๑. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ (contracted; show full) :๙. ความระลึกเกิดขึ้นปรารภลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ชื่อว่า อานาปานสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีนิมิตคือลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นอารมณ์ :๑๐. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภความสงบ ชื่อว่า อุปสมานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสติอันมีนิพพานอันเป็นที่สงบทุกข์ทั้งปวงเป็นอารมณ์ <sub><small>''(หน้าที่ 331)''</small></sub> '''๑. ==พุทธานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน''' :ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ อันโยคีบุคคลผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว มีความประสงค์เพื่อที่จะเจริญพุทธานุสสติเป็นประการแรก พึงไป ณ ที่อันสงัด หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร แล้วพึงระลึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเนือง ๆ โดยนัยที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า :พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น – :๑. อิติปิ อรหํ เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ :๒. อิติปิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ :๓. อิติปิ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ แม้เพราะเหตุนี้ :๔. อิติปิ สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดี แม้เพราะเหตุนี้ :๕. อิติปิ โลกวิทู เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก แม้เพราะเหตุนี้ :๖. อิติปิ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นยอดเยี่ยม แม้เพราะเหตุนี้ :๗. อิติปิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนี้ :๘. อิติปิ พุทฺโธ ทรงเป็นพุทธ แม้เพราะเหตุนี้ :๙. อิติปิ ภควา ทรงเป็นภควา แม้เพราะเหตุนี้ '''ด้วยประการฉะนี้''' <sub><small>''(หน้าที่ 332)''</small></sub> '''อนุสสรณนัย''' :นัยสำหรับระลึกเนือง ๆ ในพระพุทธคุณเหล่านั้น ดังนี้ คือ โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ (อธิบายว่า ให้ยกเอาคำว่า อิติปิ ที่แปลว่า แม้เพราะเหตุนี้ มาประกอบเข้ากับพุทธคุณทั้ง ๙ บท) == ๑. อธิบายบท อรหํ == :ในพุทธคุณ ๙ นั้น โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงได้พระนามว่า พระอรหํ เป็นประการแรก เพราะเหตุเหล่านี้ คือ เพราะเป็นผู้ไกล ๑ เพราะเป็นผู้กำจัดอริทั้งหลาย ๑ เพราะเป็นผู้หักซึ่งกำทั้งหลาย ๑ เพราะเป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะเป็นผู้ไม่มีที่ลับในการกระทำบาป ๑ '''๑. ข้อว่าเป็นผู้ไกล''' (contracted; show full) :เพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าที่ลับในการทำบาปทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคผู้คงที่ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงปรากฏพระนามว่า พระอรหํ เพราะไม่มีที่ลับนั้น :พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนีพระองค์นั้น เพราะเหตุเป็นผู้ไกล ๑ เพราะเหตุเป็นผู้กำจัดอริคือกิเลสทั้งหลาย ๑ เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร ๑ เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑ ไม่ทรงกระทำบาปทั้งหลายในที่ลับ ๑ บัณฑิตจึงถวายพระนามว่า พระอรหํ คือเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น == ๒. อธิบายบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ == :ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะเหตุที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย เป็นความจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย คือตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยความเป็นธรรมอันควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรกำหนรรู้ โดยความเป็นธรรมอันควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรละ โดยความเป็นธรรมอันควรละ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรทำให้แจ้ง (contracted; show full)เป็นสมุทยสัจ ความสลัดออกซึ่งทุกขสัจและสมุทยสัจแมัทั้ง ๒ เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาเป็นเหตุรู้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ เป็นมัคคสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ คือทรงรู้โดยอนุโลม ทรงรู้โดยปฏิโลม ซึ่งสรรพธรรมทั้งหลายโดยการยกขึ้นทีละบท ๆ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้ พระนามว่า สัมมาสัมพุทโธ เพราะเหตุที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วยพระองค์เองด้วย ฉะนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 339)''</small></sub> == ๓. อธิบายบท วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน == :ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เพราะเหตุ ที่พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาทั้งหลายด้วย ด้วยจรณะด้วย ใน ๒ ประการนี้ วิชชา ๓ ก็ดี วิชชา ๘ ก็ดี ชื่อว่า วิชชา วิชชา ๓ นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในภยเภรวสูตร วิชชา ๘ พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร นั่นเถิด จริงอยู่ ในอัมพัฏฐสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสวิชชา ๘ โดยกำหนดเอาอภิญญา ๖ บวกด้วยวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิธรรม ๑๕ ประการนี้คือ สีลสังวร ๑ ความรักษาทวารที่อินทรีย์หก ๑ คว(contracted; show full)ทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ของสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยพระสรรพพัญญุตญาณแล้ว ทรงชักนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วยความเป็นผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา เหมือนดังศาสดาอื่น ๆ ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงเป็นผู้ปฏิบัติดี ไม่เป็นผู้ปฏิบัติชั่ว เหมือนอย่างพวกสาวกของศาสดาทั้งผู้มีวิชาและจรณะวิบัติ ซึ่งมีแต่ทำตนให้เดือดร้อนเป็นต้น <sub><small>''(หน้าที่ 340)''</small></sub> == ๔. อธิบายบท สุคโต == :พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สุคโต เพราะมีการทรงดำเนินไปงามอย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปสู้ฐานะอันดีอย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปโดยชอบอย่างหนึ่ง เพราะตรัสโดยชอบอย่างหนึ่ง :จริงอยู่ แม้การดำเนินไป ท่านเรียกว่า คตะ แหละการดำเนินไปนั้นของพระผู้มีพระภาค เป็นการงาม คือบริสุทธิ์ หาโทษมิได้ :ก็แหละ การดำเนินไปงามนั้น ได้แก่อะไร ? (contracted; show full) :อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลในอันที่จะใช้วาจานั้น :นักศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะตรัสโดยชอบ ด้วยประการดังพรรณนามานี้ <sub><small>''(หน้าที่ 342)''</small></sub> == ๕. อธิบายบท โลกวิทู == :ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า โลกวิทู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งโลกแม้โดยทุก ๆ ประการ เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงรู้แจ้ง ทรงเข้าพระทัย ทรงทะลุปรุโปร่ง ซึ่งโลกโดยทุก ๆ ประการ คือ โดยสภาวะ ได้แก่ความเป็นจริง โดยสมุทัย ได้แก่เหตุเป็นแดนเกิด โดยนิโรธ ได้แก่ความดับ โดยนิโรธุบาย ได้แก่อุบาย บรรลุถึงซึ่งความดับ (contracted; show full) :เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในพุทธานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อย่างพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อเทอญ '''กถามุขพิสดารในพุทธานุสสติกัมมัฏฐานประการแรก ยุติลงเพียงเท่านี้''' <sub><small>''(หน้าที่ 355)''</small></sub> '''๒. ==ธัมมานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน''' :แม้อันโยคีบุคคลผู้ปรารถนาเพื่อที่จะเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน ไปอยู่ในมี่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกถึงเนือง ๆ ซึ่งคุณทั้งหลายของปริยัติธรรมและโลกุตตรธรรม ๙ อย่างนี้ว่า :๑. สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว (contracted; show full) :เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในธัมมานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อเทอญ '''กถามุขพิสดารในธัมมานุสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้''' <sub><small>''(หน้าที่ 365)''</small></sub> '''๓. ==สังฆานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน''' :เมื่อโยคีบุคคลผู้ประสงค์ที่จะเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของพระอริยสงฆ์ อย่างนี้ว่า :คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค – (contracted; show full) :เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี บำเพ็ญความไม่ประมาทในสังฆานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ :กถามุขพิศดารในสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้ <sub><small>''(หน้าที่ 371)''</small></sub> '''๔. ==สีลานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน''' :ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงศีลทั้งหลายของตน ด้วยสามารถแห่งคุณมีความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้น อย่างนี้ :โอหนอ ! ศีลทั้งหลายของเรา – (contracted; show full) :เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในสีลานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ '''กถามุขพิสดารในสีลานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้''' <sub><small>''(หน้าที่ 374)''</small></sub> '''๕. ==จาคานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐาน''' :ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐาน พึงเป็นผู้น้อมใจไปในการบริจาคเป็นปกติ มีทานและการแบ่งปันดำเนินไปอยู่เป็นประจำ แหละเมื่อจะเริ่มภาวนาพึงทำการสมาทานไว้ว่า บัดนี้ นับจำเดิมแต่นี้ ครั้นปฏิคาหกมีอยู่ยังมิได้ให้ทานแม้อย่างน้อยเพียงคำข้าวคำหนึ่งแล้ว เราจักไม่ยอมบริโภค ครั้นแล้วพึงให้ทานตามสัตติตามกำลังในปฏิคาหกผู้ประเสริฐโดยคุณทั้งหลายในวันนั้น ถือเอานิมิตในทานนั้นแล้ว ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสน(contracted; show full) :เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในจาคานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในการทุกเมื่อ เทอญ '''กถามุขพิสดารในจาคานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้''' <sub><small>''(หน้าที่ 377)''</small></sub> '''๖. ==เทวตานุสสติกถา'''== '''วิธีเจริญเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน''' :ก็แหละ โยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญเทวตานุสสติกัมมัฏฐาน พึงเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น อันสำเร็จมาด้วยอำนาจอริยมรรค แต่นั้นพึงไปในที่ลับ หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นของตน โดยตั้งเทวดาทั้งหลาย ไว้ในฐานะเป็นพยานอย่างนี้ว่า – (contracted; show full)'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้''' '''………………………………..''' ==ดูเพิ่ม== *'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]''' *'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)''' All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=89206.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|