Difference between revisions 87655 and 88124 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}



'''สมาธินิเทศ  ปริจเฉทที่ ๑๑'''=๑.  อาหาเรปฏิกูลสัญญากถา=

<sub><small>''(หน้าที่  198)''</small></sub>

'''๑.  อาหาเรปฏิกูลสัญญากถา'''

:บัดนี้    ถึงลำดับการแสดงวิธีเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา  ซึ่งได้ยกขึ้นแสดงไว้อย่างนี้ว่า  สัญญาอย่างหนึ่งซึ่งรองลำดับอรูปสมาบัติ  ดังนี้

'''==อาหาร ๔  อย่าง'''==

:ในคำเหล่านั้น  คำว่าอาหาร  ได้แก่สภาพซึ่งนำกำลังมาให้  อาหารนั้นมี ๔  อย่างคือ  

:๑.  กวฬิงการาหาร  อาหารที่ทำเป็นคำ ๆ

:๒.  ผัสสาหาร  อาหารคือผัสสะ

:๓.  มโนสัญเจตนาหาร  อาหารคือมโนสัญเจตนา

:๔.  วิญญาณาหาร  อาหารคือวิญญาณ

'''===ผลที่อาหารนำมา'''===

:ถามว่า  ก็ในอาหารทั้ง ๔  นี้  อาหารอะไรนำผลอะไรมาให้ ?  แก้ว่า  กวฬิงการาหารนำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘  มาให้  ผัสสาหารนำเวทนาทั้ง ๓  มาให้  มโนสัญเจตนาหารนำปฏิสนธิในภพทั้ง ๓  มาให้  วิญญาณาหารนำนามรูปในขณะถือปฏิสนธิมาให้  

'''===ภัยของอาหาร'''===

:ในอาหารเหล่านั้น  ความใคร่เป็นภัยสำหรับกวฬิงการาหาร  การเข้าไปใกล้เป็น  ภัยในผัสสาหาร  การก่อให้เกิดเป็นภัยในมโนสัญเจตนาหาร ปฏิสนธิเป็นภัยในวิญญาณาหาร

'''===อุปมาของอาหาร'''===

:ก็บรรดาอาหารซึ่งมีภัยอยู่ประจำอย่างนี้นั้น  กวฬิงการาหารพึงแสดงโดยพระโอวาทอันเปรียบเหมือนเนื้อบุตร  ผัสสาหารพึงแสดงโดยพระโอวาทอันเปรียบเหมือนโคไม่มีหนัง  มโนสัญเจตนาหารพึงแสดงโดยพระโอวาทอันเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง  วิญญาณาหารพึงแสดงโดยพระโอวาทอันเปรียบเหมือนหอกหลาว

<sub><small>''(หน้าที่  199)''</small></sub>

'''===กวฬิงการาหารประสงค์ในที่นี้'''===

:ก็ในบรรดาอาหารทั้ง ๔  เหล่านี้  กวฬิงการาหารอย่างเดียวซึ่งแยกเป็นชนิดได้แก่อาหารที่ใช้บริโภค  ใช้ดื่ม  ใช้เคี้ยว  และใช้ลิ้ม  ท่านประสงค์เอาว่าอาหารในที่นี้

'''อาหาเรปฏิกูลสัญญา'''

:ความสำคัญหมาย  ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจการถือเอาอาการน่าเกลียดในอาหารนั้น  ชื่อว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา

'''==พิจารณาความปฏิกูลโดยอาการ  ๑๐'''==

:พระโยคีผู้ต้องการเจริญปฏิกูลสัญญาในอาหารนั้น  ทั้งนี้จำต้องเรียนกรรมฐานแม้บทเดียวไม่ให้คลาดเคลื่อนจากที่เรียนมา  ไปในที่ลับเร้นอยู่  พึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลในกวฬิงการาหาร  ซึ่งมีประเภทได้แก่อาหารที่ใช้บริโภค  ใช้ดื่ม  ใช้เคี้ยว  และใช้ลิ้ม  โดยอาการ ๑๐  อย่าง  คืออย่างไร ?  คือ

:๑.  โดยการไป

:๒.  โดยการแสวงหา

:๓.  โดยการบริโภค

:๔.  โดยที่อยู่

:๕.  โดยหมักหมม

:๖.  โดยยังไม่ย่อย

:๗.  โดยย่อยแล้ว

:๘.  โดยผล

:๙.  โดยหลั่งไหลออก

:๑๐  โดยเปื้อน

'''===๑.  โดยการไป'''===

:ในอาการทั้ง ๑๐  นั้น  ข้อว่า  โดยการไป  อธิบายว่า  พระโยคีพิจารณาว่า  ผู้บวชในพระศาสนาซึ่งชื่อว่ามีอานุภาพมากอย่างนี้  ทำการสาธยายพุทธพจน์หรือทำสมณธรรม

<sub><small>''(หน้าที่  200)''</small></sub>

(contracted; show full)

:ก็ไม่ใช่พึงเป็นแต่เห็นเท่านั้น  แม้กลิ่นของซากเหล่านั้นกระทบจมูกอยู่อันเธอต้องจำอดกลั้น  แต่นั้นเธอครั้นยืนที่หน้าประตูบ้านต้องแลดูตรอกตามบ้าน  เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายมีช้างม้าที่ดุเป็นต้น

<sub><small>''(หน้าที่  201)''</small></sub>

:ของปฏิกูลซึ่งมีเครื่องลาดเป็นต้น  มีซากศพเป็นอเนกเป็นที่สุดดังว่ามานี้  เป็นสิ่งที่พระโยคีจำต้องเหยียบจำต้องดมเพราะอาหารเป็นเหตุ  เราพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการไปอย่างนี้ว่า  แน่ะท่านผู้เจริญ  อาหารน่าเกลียดแท้หนอ  


'''===๒.  โดยการแสวงหา'''===

:จะพิจารณาความเป็นของน่ารังเกียจโดยการแสวงหาอย่างไร ?  ก็เราแม้อดกลั้นสิ่งที่น่าเกลียดโดยการไปอย่างนี้แล้ว  เข้าไปสู่บ้านแล้วห่มผ้าสังฆาฏิ  มือถือกระเบื้องเที่ยวไป  ในถนนในบ้านโดยลำดับเรือนดุจคนกำพร้า  ที่ในฐานที่เหยียบลงแล้ว ๆ ในฤดูฝน  เท้าทั้งหลายต้องจมลงไปในโคลนเลนจนถึงเนื้อปลีแข้ง  ต้องเอามือหนึ่งถือบาตรเอามือหนึ่งยกจีวร  ในฤดูร้อนก็จำต้องเที่ยวไปด้วยทั้งสรีระอันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝุ่นและละอองหญ้า  อันตั้งขึ้นแล้วเพราะกำลังลมพัด  ครั้นถึงประตูบ้านนั้น ๆ จำต้องเห็นและบางทีก็เหยียบหลุมโสโครกและบ่อน้ำครำ  อันเจือปนด้วยน้ำล้างปลา,  น้ำล้างเนื้อ,  น้ำซาวข้าว,  น้ำลาย,  น้ำมูก, มูลสนุขและสุกรเป็นต้น  เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่หนอนและแมลงวันหัวเขียว  เป็นแดนซึ่งแมลงวันบ้านตั้งขึ้นเที่ยวจับเกาะที่ผ้าสังฆาฏิบ้าง    ที่บาตรบ้าง  ที่ศีรษะบ้าง  แม้เมื่อพระโยคีเข้าไปสู่เรือนแล้ว  บางพวกก็ถวายบางพวกก็ไม่ถวาย  แม้เมื่อถวาย  บางพวกก็ถวายภัตที่สุก  แต่วานนี้บ้าง  ของเคี้ยวที่เก่าบ้าง  ขนมถั่วและแกงเป็นต้นที่บูดแล้วบ้าง  ฝ่ายพวกที่ไม่ให้บางพวกก็พูดว่านิมนต์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า  บางพวกก็นิ่งเสียเป็นดุจไม่เห็น    บางพวกก็ทำทีพูดกับคนอื่นเสีย  บางพวกซ้ำด่าด้วยคำหยาบ  เป็นต้นว่า  เฮ้ย ! ไอ้หัวโล้นจงไปเสีย  ถึงเป็นอย่างนี้พระโยคีจำต้องเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้าน  แล้วจึงออกมา  พระโยคีจำต้องเหยียบ  จำต้องเห็น  จำต้องอดกลั้น  ซึ่งของปฏิกูลมีน้ำและโคลนตมเป็นต้นนี้  จำเดิมแต่เข้าไปสู่บ้านจนกระทั่งออก  ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้  เธอพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการแสวงหาอย่างนี้ว่า  แน่ะท่านผู้เจริญ  อาหารน่าเกลียดแท้หนอ  ดังนี้  

'''===๓.  โดยการบริโภค'''
===
:จะพิจารณาความเป็นของน่าเกลียดโดยการบริโภคอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  ก็พระโยคีผู้แสวงหาอาหารอย่างนี้แล้ว  นั่งอย่างสบายในที่สะดวกภายนอกบ้าน  ตราบใดที่ยัง

<sub><small>''(หน้าที่  202)''</small></sub>

:มิได้หย่อนมือลงไปในอาหารนั้น  แลเห็นภิกษุผู้อยู่ในฐานะเป็นครูหรือมนุษย์ผู้ละอายบาปเห็นบาปนั้น  ก็ยังพออาจเพื่อนิมนต์ให้ฉันอาหารเช่นนั้นได้อยู่ตราบนั้น    เพราะยังไม่เป็นของปฏิกูล  แต่เมื่อหย่อนมือลงไปในอาหารนี้ด้วยความเป็นผู้ต้องการฉันแล้ว  เธอจะกล่าวว่าท่านจงรับเอาดังนี้  ต้องละอาย  เพราะเป็นของปฏิกูลแล้ว  อนึ่ง เหงื่อหลั่งออกตามง่ามนิ้วมือทั้ง ๕  ของพระโยคีผู้หย่อนมือลงไปขยำอยู่  แม้ภัตที่แห้งแข็งก็ให้ชุ่มทำให้อ่อนได้  ภายหลัง  เมื่ออาหารนั้นมีความงามอันสลายแล้ว  แม้เพราะเหตุสักว่าขยำทำเป็นคำ ๆ ใส่วางไว้ในปาก  ฟันล่างก็ทำกิจต่างครก  ฟันบนทำกิจต่างสาก  ลิ้นทำกิจต่างมือ  อาหารนั้นอันสากคือฟันตำแล้วอันลิ้นคลุกเคล้าแล้วในปากนั้น เป็นดุจก้อนรากสุนัขในรางสุนัข  น้ำลายจางใส  ที่ปลายลิ้นเปื้อน  แต่กลางลิ้นเข้าไปน้ำลายข้นเปื้อน  มูลฟันในที่ซึ่งไม้ชำระไม่ถึงเปื้อน  อาหารนั้นทั้งถูกบดถูกเปื้อนอย่างนี้  หมดสีกลิ่นและเครื่องปรุงอันวิเศษในทันทีนั้น  เข้าถึงความเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่ง  ดุจรากสุนัขอันอยู่ในรางสุนัข  แม้เป็นเช่นนั้นยังกลืนกินได้  เพราะล่วงคลองจักษุไปแล้ว  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการบริโภคอย่างที่ว่ามานั่นแหละ  

'''===๔. โดยที่อยู่'''===

:จะพิจารณาความเป็นของน่ารังเกียจโดยที่อยู่อย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  ก็แหละอาหารนี้เข้าถึงการบริโภคอย่างนี้แล้ว  เมื่อเข้าไปข้างใน  เพราะเหตุที่จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า  หรือพระเจ้าจักรพรรดิก็ตามที  ย่อมมีที่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาที่อาศัย ๔  อย่าง  คือ ปิตตาสัย  ที่อาศัยคือดี  เสมหาสัย  ที่อาศัยคือเสลด  ปุพพาสัย  ที่อาศัยคือหนอง  โลหิตาสัย  ที่อาศัยคือเลือด  แต่สำหรับคนมีปัญญาน้อยมีที่อาศัยครบทั้ง ๔  เพราะเหตุนั้น  อาหารใดที่อาศัยคือดีมาก  อาหารนั้นน่าเกลียดยิ่งนักดุจเปื้อนด้วยนำมันมะพร้าวข้น  อาหารใดที่อาศัยคือเสลดมาก  อาหารนั้นดุจระคนด้วยน้ำใบกากะทิง  อาหารใดที่อาศัยคือหนองมาก  อาหารนั้นดุจระคนด้วยเปรียงเน่า  อาหารใดที่อาศัยคือโลหิตมาก  อาหารนั้นน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนักดุจระคนด้วยน้ำย้อม  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยที่อาศัยอย่างพรรณนามาฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่  203)''</small></sub>

'''===๕. โดยหมักหมม'''===

:จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยหมักหมมอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  อาหารนั้นระคนด้วยที่อาศัย  ในบรรดาที่อาศัยทั้ง ๔  เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเข้าไปสู่ภายในท้องไม่ใช่ไปหมักหมมอยู่ในภาชนะทองหรือภาชนะแก้วมณีหรือภาชนะเงินเป็นต้น  ก็หากคนมีอายุ ๑๐  ปีกลืนกิน  ก็ย่อมตั้งอยู่ในโอกาสอันเช่นเดียวกับหลุมคูถที่ไม่ได้ชำระตลอด ๑๐  ปี ถ้าหากคนมีอายุ ๒๐  ปี  ๓๐ ปี  ๔๐ ปี  ๕๐ ปี  ๖๐ ปี  ๗๐ ปี  ๘๐ ปี  ๙๐ ปีกลืนกิน  ก็ย่อมตั้งอยู่ในโอกาสอันเป็นหลุมคูถที่ไม้ได้ชำระตั้ง  ๒๐-๓๐-๔๐-๕๐-๖๐-๗๐-๘๐-๙๐ ปี  ถ้าหากคนมีอายุตั้ง ๑๐๐ ปีกลืนกิน  ก็ย่อมตั้งอยู่ในโอกาสเช่นเดียวกับหลุมคูถซึ่งมิได้ชำระตั้ง ๑๐๐ ปี  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลความเป็นของปฏิกูลโดยความหมักหมม  อย่างพรรณนามาฉะนี้

'''===๖. โดยยังไม่ย่อย'''===

:จะพิจารณาความเป็นของน่ารังเกียจโดยยังไม่ย่อยอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  ก็อาหารนี้นั้นเข้าถึงความหมักหมมในโอกาสเช่นนี้ยังไม่ย่อยตราบใด  ที่กลืนกินในวันนั้นก็ดี ในวันวานก็ดี ในวันก่อนแต่นั้นก็ดี  ทั้งหมดถูกแผ่นเสมหะห่อหุ้มเป็นอันเดียวกันปุดเป็นฟองฟอด  ซึ่งเกิดแต่ความย่อยยับ  อันความร้อนแห่งไฟในกายให้ย่อยแล้วเข้าถึงความเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งแล้วตั้งอยู่ในประเทศที่มืดมิดอย่างยิ่ง  ที่ถูกอบด้วยกลิ่นแห่งซากศพต่าง ๆ ดุจเที่ยวไปในป่าทึบที่น่าเกลียดมีกลิ่นเหม็นยิ่งนัก  ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนั้นนั่นเทียวอยู่ตราบนั้น  เปรียบดุหญ้า ใบไม้  ท่อนเสื่อลำแพน  ซากงู  สุนัข  และมนุษย์เป็นต้น  ซึ่งตกลงในหลุมใกล้ประตูบ้านคนจัณฑาลอันฝนไม่ใช่การตกรดแล้วในฤดูแล้ง  ฤดูความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผา  เดือดเป็นฟองฟอดแล้วตั้งอยู่ฉะนั้น  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยยังไม่ย่อยอย่างนี้

'''===๗. โดยย่อยแล้ว'''===

:จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยย่อยแล้วอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  อาหารนั้นเป็นสภาพอันไฟในกายให้ย่อยแล้วในโอกาสนั้น  และมิใช่จะให้เข้าถึงความเป็นทองเป็นเงิน

<sub><small>''(หน้าที่  204)''</small></sub>

:เป็นต้น  ดุจดังธาตุทองและธาตุเงินเป็นต้นได้  แต่ก็เมื่อผุดเป็นฟองฟอดอยู่  เข้าถึงความเป็นอุจจาระ  ยังกระเพาะอาหารเก่าให้เต็ม  เปรียบดุจดินเหลืองซึ่งบุคคลบดดินที่ควรทำให้ละเอียดแล้วใส่เข้าในกระบอกไม้ไผ่  เข้าถึงความเป็นมูตรยังกระเพาะปัสสาวะให้เต็มอยู่  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยย่อยแล้วอย่างที่พรรณนามานี้

'''===๘.  โดยผล'''===

:จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยผลอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  ก็อาหารนี้อันไฟธาตุย่อยอยู่โดยชอบเทียว  ย่อมสำเร็จเป็นซากต่าง ๆ  มี  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  เป็นต้น ที่ไม่ย่อยอยู่โดยชอบ  ย่อมให้สำเร็จเป็นโรคตั้ง ๑๐๐ ชนิด  มีหิดเปื่อย  หิดด้าน  คุดทะลาด  โรคเรื้อน  ขี้กลาก  หืด  ไอลงแดง  เป็นต้น  นี้เป็นผลของอาหารนั้น  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยผลอย่างนี้

'''===๙.  โดยหลั่งไหลออก'''===

:จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยหลั่งไหลออกอย่างไร?  คือพิจารณาว่า  ก็อาหารนี้อันบุคคลกลืนกินอยู่  เข้าไปโดยทวารช่องเดียว  เมื่อจะหลั่งออกย่อมออกโดยทวารเป็นอเนก  โดยประการเป็นต้นว่า  ขี้ตาไหลจากตา  ขี้หูไหลจากหู  อนึ่ง  อาหารนี้ในเวลาที่กลืนกิน  บุคคลย่อมกลืนกินแม้ด้วยทั้งบริวารมาก แต่ในเวลาที่ถ่ายออก  เข้าถึงความเป็นอุจจาระและปัสสาวะ  เป็นต้น  เฉพาะคน ๆ เดียวย่อมถ่ายออก  ก็เมื่อบริโภคอาหารนั้นในวันแรกทั้งยินดีทั้งร่าเริง  ปลื้มจิตโปร่งใจเกิดปีติโสมนัส  พอวันที่ ๒  เมื่อจะถ่ายออกย่อมปิดจมูกสยิ้วหน้าสะอิดสะเอียนเก้อเขิน  อนึ่ง  ในวันแรกเขากำหนัดแล้วชอบใจจดจ่อ  แม้สยบหมกมุ่นกลืนกินอาหารนั้น  ครั้นวันที่ ๒  ค้างอยู่เพียงคืนเดียวก็เบื่อหน่ายอึดอัดระอารังเกียจจึงต้องถ่ายออก  เพราะเหตุนั้นท่านอาจารย์ดึกดำบรรพ์จึงกล่าวว่า

:อาหารเครื่องดื่มของเคี้ยวและโภชนะซึ่งมีค่ามาก  เข้าโดยทวารช่องเดียว  แต่หลั่งออกโดยทวารตั้ง ๙  ช่อง  อาหารเครื่องดื่มของเคี้ยวและโภชนะซึ่งมีค่ามาก  บุคคลมีบริวารแวดล้อมบริโภคอยู่  แต่เวลาเขาจะถ่ายออกย่อมแอบแฝง อาหารเครื่องดื่มของเคี้ยวและโภชนะซึ่งมีค่ามาก  บุคคลชื่นชมบริโภคอยู่แต่เมื่อ

<sub><small>''(หน้าที่  205)''</small></sub>

:จะให้ถ่ายออก  กลับเกลียดอาหารเครื่องดื่มของเคี้ยวซึ่งมีค่ามาก  โดยขังอยู่เพียงคืนเดียวเท่านั้น  กลายเป็นของเน่าไปหมด  ฉะนี้

:พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยหลั่งไหลออกอย่างนี้

'''===๑๐. โดยเปื้อน'''===

:จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการเปื้อนอย่างไร ?  คือพิจารณาว่า  ก็อาหารนี้ แม้ในเวลาบริโภค  ย่อมยังมือปากลิ้นและเพดานให้เปื้อน  เพราะถูกอาหารนั้นเปื้อน  อวัยะเหล่านั้นจึงเป็นของปฏิกูล  ซึ่งแม้จะล้างแล้วก็จำต้องล้างบ่อย ๆ เพื่อขจัดกลิ่น  อาหารเมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว  เช่นเดียวกับเมื่อหุงข้าวสุกแกลบรำปลายข้าวเป็นต้นเดือดปุดขึ้นแล้ว  ย่อมเปื้อนขอบปากหม้อและฝาหม้อ  ฉันใด  อาหารอันไฟประจำกายซึ่งไปตามสรีระทั้งร่าง  เผาให้เดือดปุดเป็นฟองฟูดขึ้นมาอยู่  ย่อมยังฟันให้เปื้อนโดยความเป็นมลทินฟัน  ย่อมยังอวัยวะมีลิ้นและเพดานเป็นต้นให้เปื้อนโดยความเป็นน้ำลายและเสมหะเป็นต้น  ยัง  ตา  หู  จมูก  ทวารหนักเป็นต้นให้เปื้อนโดยความเป็นขี้ตา  ขี้หู  น้ำมูก  ปัสสาวะ  และอุจจาระเป็นต้น  อันเป็นเหตุให้บรรดาทวารที่ถูกเปื้อนแล้ว  แม้บุคคลล้างอยู่ทุก ๆ วันก็ไม่เป็นของสะอาด  ไม่เป็นของน่าฟูใจ  ซึ่งเป็นที่ ๆ บุคคลล้างทวารบางทวารแล้วจำต้องล้างมือด้วยน้ำอีก  บุคคลล้างทวารบางทวารแล้ว ล้างมือด้วยโคมัยก็ดี  ดินเหนียวก็ดี  จุณหอมก็ดี  ตั้ง ๒  ครั้ง  ความเป็นของปฏิกูลก็ยังไม่ไปปราศ  พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการเปื้อนอย่างนี้

'''==การบรรลุอุปจารฌาน'''==

:เมื่อพระโยคีนั้น  พิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยอาการ ๑๐  อย่าง  ดังบรรยายมานี้อยู่  ทำให้เป็นคุณชาติอันความตรึกและวิตกคร่ามาแล้ว  กวฬิงการาหารย่อมปรากฏด้วยสามารถอาการเป็นของปฏิกูล  เธอย่อมหมั่นเสพเจริญเพิ่มพูนนิมิตนั้นบ่อย ๆ เมื่อเธอทำอย่างนั้น  นิวรณ์ย่อมสงบ  แต่เพราะเหตุที่กวฬิงการาหารเป็นของลึกโดยความเป็นสภาวธรรม  จิตจึงขึ้นถึงเพียงอุปจารสมาธิ  ซึ่งไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ  อนึ่ง  สัญญาในอธิการนี้ย่อมเป็นคุณชาติปรากฏด้วยอำนาจการถือเอาโดยอาการเป็นของปฏิกูล เหตุนั้น  กรรมฐานนี้จึงถึงการนับว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญ(contracted; show full)'''เพื่อพยุงความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''

'''ยุติเพียงเท่านี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''