Difference between revisions 87667 and 88011 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }} {{วสธมฉปส sidebar}} == ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ == <sub><small>''(หน้าที่ 127)''</small></sub> (contracted; show full) :ก็แลทุกะนี้ (คือปัจจัยคู่นี้) ตรัสด้วยเทศนาวิลาส (ความงดงามแห่งเทศนา) หรือด้วยอำนาจแห่งเวไนยที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาวิธีนี้ ดุจเหตุวิปปยุตตทุกะ แม้ตรัสอเหตุกะแล้วก็ยังตรัส (อีก) ฉะนั้นแล <sub><small>''(หน้าที่ 166)''</small></sub> '''ปฏิจจสมุปบาท''' '''===(อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขาร)'''=== :ในปัจจัย ๒๔ ที่กล่าวมานี้ อวิชชานี้นับเป็นปัจจัยแห่ง อภิสังขารคือบุญทั้งหลาย โดยประการ ๒ แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไป (คืออปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการ เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้าย (คืออเนญชาภิสังขาร) โดยประการเดียวแล (contracted; show full) :สมนันตระ อนันตระรูปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัยแห่งชวนจิตมีชวนะดวงที่ ๒ เป็นต้นไป เมื่อบุคคลทำอกุศลทุกอย่างมันก็เป็นเหตุ สหชาตะ อัญญะมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิและอวิคตปัจจัย :คำว่า “นับว่าเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้ายโดยประการเดียว” คืออวิชชานับว่าเป็นปัจจัยโดยประการเดียว คือโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแห่งอเนญชาภิสังขารทั้งหลาย ก็แลความที่มันเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในปุญญาภิสังขารนั่นเถิด '''===อวิชชาอย่างเดียวเป็นปัจจัยแห่งสังขาร'''=== :ในบทว่า “สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะปัจจัยเป็นอวิชชา” นี้ โจทกาจารย์กล่าว (ทัก) ว่า “ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลายหรือ หรือว่าเป็นปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มี ? พระอาจารย์กล่าวเฉลยว่า “ก็ในข้อนี้จะพึงกล่าวว่ากันอย่างไร (ดี) เล่า ผิว่าอวิชชาอย่างเดียว (เป็นปัจจัย) ไซร้ ก็ต้องเป็นพวกเอกการณวาทะ (กล่าวว่ามีเหตุอันเดียว) ซึ่งไม่ถูกต้องหากว่า ปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มีไซร้ เอกการณนิเทศ (คำบาลีที่แสดงเหตุไว้อันเดียว ว่า “อวิชชาปจจยา สงขารา - สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออ(contracted; show full) :เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด ไม่มีคนจูงบางที่ก็เดินไปตามทาง บางทีก็เดินไปนอกทางบ้าง ฉันใดก็ดี คนเขลาผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารไม่มีผู้ชักนำ บางคราวก็ทำบุญ บางคราวก็ทำกรรมที่ไม่ใช่บุญบ้าง ฉันนั้นต่อเมื่อใดเขาจักรู้ธรรมแล้วตรัสรู้สัจจะได้ เมื่อนั้นเพราะอวิชชาสงบไป เขาจึงจักเป็นอุปสันตบุคคลไปได้ นี่เป็นวิตถารกถาในบทว่า อวิชชาปจจยา สงขารา '''===สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ'''=== :(ต่อไปนี้เป็น) วิตถารในบท สงขารปจจยา วิญญาณํ :คำว่า วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น ในวิญญาณ ๖ นั้น จักขุวิญญาณ มี ๒ อย่าง คือ จิกขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากและที่เป็นอกุศลวิบาก โสตวิญญาณ <sub><small>''(หน้าที่ 172)''</small></sub> (contracted; show full) :แม้โจทกาจารย์ผู้ใดกล่าวว่า “แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้น เมื่อมีอยู่จึงเป็นปัจจัยแห่งผลหรือ หรือว่าไม่มีอยู่ก็เป็นปัจจัยแห่งผลได้เล่า ก็ถ้ามีอยู่จึงเป็นปัจจัยได้ไซร้ วิบากของมันก็จะพึงมีแต่ในปวัตติขณะ (คือในขณะที่สังขารเป็นไปอยู่) เท่านั้น ถ้าแม้นไม่มีมันก็เป็นปัจจัยได้เล่า มันก็จะพึงนำผลมาให้ได้เป็นนิตย์ไป ทั้งในขณะก่อนปวัตติ (คือในขณะทำกรรม) ทั้งภายหลังปวัตติ (คือเมื่อให้ผลสำเร็จแล้ว) ละซิ” ดังนี้ โจทกาจารย์ผู้นั้นพึงได้รับเฉลยดังนี้ '''===ความเป็นปัจจัยแห่งสังขาร'''=== :สังขารทั้งหลายนั้นเป็นปัจจัย (แห่งผล) เพราะทำ :(ผล) ขึ้น แต่มันนำผลมาให้เป็นนิตย์หามิได้ กิริยามีการ :ประกันเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในข้อนั้นได้ <sub><small>''(หน้าที่ 188)''</small></sub> '''ขยายความ''' :แท้จริง สังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เพราะมันมีอยู่หรือมันไม่มี ดังบาลีว่า “จักขุวิญญาณนั้นเป็นวิบาก ย่อมเป็นสิ่งเกิดขึ้นเพราะกุศลกรรมฝ่ายกามาวจรทำขึ้นก่อขึ้นดังนี้เป็นอาทิ และมันเป็นปัจจัยแห่งผลของตนตามที่ควรแล้วก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีก เพราะมันมีวิบากสุกแล้ว (คือให้ผลเสร็จแล้ว) กิริยามีการประกันเป็นต้น (ดังกล่าวต่อไปนี้) พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในการอธิบายความข้อนั้นได้ เหมือนอย่างทางโลก คนผู้ใดเป็นนายประกันเพื่อส่งผลประโยชน์อะไร ๆ (ให้เจ้าทรัพย์) หรือซื้อของก็ตาม กู้หนี้ก็ตาม ก็เพียบยังแต่การทำกิริยานั้น (คือประกันหรือซื้อหรือกู้) แห่งคนผู้นั้นเท่านั้นเป็นปัจจัยในการส่งผลประโยชน์เป็นต้น หาใช่มีความอยู่หรือไม่มีแห่งกิริยา (เป็นปัจจัย) ไม่ และเบื้องหน้าแต่ส่งผลประโยชน์ให้ (แล้ว) เป็นต้นไป เขาก็ไม่เป็นลูกหนี้อีกเลย เพราะอะไร เพราะการส่ง (ผลประโยชน์) ให้เป็นต้น เขาได้ทำแล้วฉันใด แม้สังขารทั้งหลายก็เป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้น และเบื้องหน้าแต่ให้ผลตามที่ควร (แล้ว) ไป มันก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีกต่อไป ฉันนั้นแล :ความเป็นไปแห่งปฏิสนธิวิญญาณอันเป็นไปทั้งสองส่วน โดยเป็นวิญญาณผสมและไม่ผสม เพราะปัจจัยคือสังขารเป็นอันแสดงแล้วด้วยนิเทศกถาเพียงเท่านี้ :บัดนี้ เพื่อกำจัดเสียซึ่งความเลือนหลงในวิปากวิญญาณ ๓๒ ทั้งหมดนั่น '''===สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ'''=== :บัณฑิตพึงเข้าใจสังขารทั้งหลายนั่น (ว่า) เป็น :ปัจจัยแห่งวิปากวิญญาณเหล่าไรและอย่างไร ในแหล่ง :เกิดทั้งหลายมีภพเป็นต้น ด้วยอำนาจ (คือหลักบังคับ) (contracted; show full) :เห็น” ดังนี้ ข้อว่า “วิญญาณเป็นปัจจัยปฏิสนธิรูปที่แม้ (มอง) ไม่เห็น” นั่นจึงทราบได้โดยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้ จริงอยู่ ความที่แม้รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็มีวิญญาณ เป็นปัจจัยได้ดังรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานมาในคัมภีร์ปัฏฐานแล :วินิจฉัยในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ นี้ โดยปัจจยนัย บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง แล :นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ '''===(นามรูปเป็นปัจจัยแห่งสฬายตนะ)'''=== :ในบทว่า นามรูปปจจยา สฬายตนํ :นามได้แก่ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่รูปมีภูตรูป และวัตถุ – รูป :(หทยวัตถุ) เป็นต้น นามรูปนั้นอันทำให้เป็นเอกเสสเช่นนั้น (contracted; show full)'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนาในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค''' '''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้''' ==ดูเพิ่ม== *'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]''' *'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)''' All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=88011.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|