Difference between revisions 87671 and 88552 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== <sub><small>''(หน้าที่  254)''</small></sub>

ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ==

'''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ด้วยการข้ามพ้นความสงสัย'''

<sub><small>''(หน้าที่  254)''</small></sub>

'''(๒.  ปัจจยปริคคหญาณ)''''''(๒.  ปัจจยปริคคหญาณ)'''

=วิธีแยกปัจจัยของนามรูป=

==วิธีแยกปัจจัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์==

:ส่วนว่า  ญาณซึ่งข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป  (ดังกล่าวมาแล้ว)  นั้นนั่นแล  ชื่อว่า  '''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''  คือ  ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย

:พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุ'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''นั้น  รำพึงถึงการค้นหา'''เหตุ'''และ'''ปัจจัย'''ของนามและรูปนั้นอยู่  เหมือนนายแพทย์ผ่าตัดผู้ฉลาด  ครั้นเห็นโรคก็ค้นหาสมุฏฐานของโรคนั้นอยู่  ก็หรือ  เหมือนบุรุษผู้มีเมตตา  ครั้นเห็นเด็กเล็กอ่อนวัยนอนหงายแบเบาะอยู่ในตรอก  จึงรำพึงอยู่ว่า  “เด็กนี้เป็นบุตรน้อยของใครหนอ”  ฉะนั้นนั่นเทียว

'''(กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของนามและรูป)'''

:พระภิกษุนั้นเห็นเป็นแน่แท้มาแต่ต้นเลยดังนี้ว่า  “ก่อนอื่น  นามและรูปนี้จะไม่มีเหตุหามิได้  เพราะนามและรูปทุกอย่าง   ถึงความเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันทั้งหมดในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ  (นามและรูปนั้น)  จะมีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นเป็นเหตุ  หามิได้  เพราะนอกไปจากนามและรูปแล้ว  หามีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นไม่  เพราะถึงแม้ศาสดาพวกใดจะกล่าว  (ทึกทักเอา)  ว่า  นามรูปเป็นประมาณนั่นแหละ  คือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้น นามและรูปที่เขากล่าวว่าคือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้นของพวกศาสดาเหล่านั้น  ก็ถึงภาวะเป็นของหาเหต(contracted; show full)

'''(ละความสงสัย ๑๖  ประการ)'''

:พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน  (ปัจจุบัน)  บัดนี้  ฉันใด  ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัย  ฉันนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ  อย่างนี้  ก็ละความสงสัยแม้ทุกอย่าง  คือ  ความสงสัยซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (คือ  อดีตกาล)  แล้ว
[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=16&A=590 กล่าวไว้] ๕  อย่างดังนี้ว่า

:'''๑.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๒.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?'''

:'''๓.    ในอดีตกาล    ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?'''

(contracted; show full)
:'''๔.    ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรอยู่หนอ ?'''

:'''๕.   สัตว์นี้มาจากไหนหนอ ?'''

:'''๖.    สัตว์นั้นจักไปไหนหนอ ?<sup>๑</sup>'''


'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปอีกวิธีหนึ่ง)'''==วิธีแยกสาธารณะปัจจัยและอสาธารณปัจจัย==

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นปัจจัย ๒  อย่างของนาม  โดยทางสาธารณปัจจัยและอสาธารณปัจจัย  เห็นปัจจัย ๔  อย่างของรูป  โดยทางเหตุมีกรรมเป็นต้นว่า  “ความจริง  ปัจจัยของนามมี ๒  อย่าง  คือ  สาธารณะ ๑  และอสาธารณะ ๑  ใน ๒  อย่างนั้น  ทวาร ๖  มีจักษุเป็นต้น  (และ)อารมณ์ ๖  มีรูปเป็นต้น  เป็นสาธารณปัจจัยของนาม  เพราะเป็นไปแก่นามแม้ทุกประการ  ตามความแตกต่างมีนามที่เป็นกุศลเป็นต้น  ส่วนธรรม  (อื่น)  มีมนสิการ (คือความใส่ใจ)

'''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๑๔'''

<sub><small>''(หน้าที่  257)''</small></sub>

'''เป็นต้น  เป็นอสาธารณปัจจัย  เพราะธรรมมีโยนิโสมนสิการและการฟังธรรมเป็นต้น  เป็นปัจจัยของนามเฉพาะที่เป็นกุศลเท่านั้น  ธรรมตรงกันข้ามเป็นปัจจัยของนามอกุศล  แต่กรรมเป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นวิบาก  และภวังค์เป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นกิริยา”  “ส่วนกรรม  จิต  ฤดู  อาหาร  ๔  อย่าง  ซึ่งมีกรรมเป็นต้นนี้เป็นปัจจัยของรูป  ใน ๔  อย่างนั้น  กรรมเฉพาะที่เป็นอดีตเท่านั้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน  จิตเมื่อเกิดขึ้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน  ส่วนฤดูและอาหารเป็นปัจจัยของรูปที่มีฤดูและอาหารเป็นสมุฏฐานในขณะ  (รูปนั้น)  ตั้งอยู่”  ดังนี้'''

:พระภิกษุรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปด้วยอาการดังกล่าวนี้  ครั้นเธอเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยอย่างนี้แล้ว  ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า  “นามและรูปนี้  ในบัดนี้เป็นไปอยู่อย่างใด  แม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย  แม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยอย่างนั้น”  เมื่อพระภิกษุนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้  ก็ละเสียได้ซึ่งความสงสัยในกาลแม้ทั้ง ๓  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทาง==วิธีทวนแยกทวนลำดับปฏิจจสมุปบาท)'''==

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งครั้นเห็นสังขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้นแล  ถึงความชรา  และเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว  จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนี้ว่า  “ที่เรียกว่า  ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด  ความเกิดมีเพราะมีภพ  ภพมีเพราะมีอุปาทาน  อุปาทานมีเพราะมีตัณหา  ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ  ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖  อายตนะ ๖  มีเพราะมีนามและรูป  นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ  วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชา”  ดังนี้  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยกล่าวแล้วนั่นแล

==วิธีแยกตามลำดับ[[ปฏิสัมภิทามรรค_มหาวรรค_2#ธรรมฐิติญาณนิทเทส|ปฏิจจสมุปบาท]]==

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันแต่โดยอนุโลมซึ่งแสดงไว้พิสดารข้างต้นแล้ว<sup>๑</sup>  (มีอาทิ)  “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร”  ด้วยประการฉะนี้แล  ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

'''<sup>๑</sup> ในตอนกล่าวถึง '''ปฏิจจสมุปบาท''' ใน '''[[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๗_ปัญญาภูมินิทเทส|ปัญญาภูมินิเทศ]]''' ข้างต้น'''

<sub><small>''(หน้าที่  258)''</small></sub>

'''(กำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์)'''==วิธีวัฏฏะ 3==

:พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์อย่างนี้ว่า  “ธรรม ๕  อย่าง  คือ  โมหะในกรรมภพก่อน  ได้แก่อวิชชา ๑  ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน  ได้แก่สังขาร ๑  ความใคร่  ได้แก่ตัณหา ๑  ความยึดมั่นถือมั่น  ได้แก่อุปาทาน ๑  เจตนา  ได้แก่ภพ ๑  ในกรรมภพก่อนเหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้

(contracted; show full)
'''แปลความว่า'''

:'''เพราะกรรม  วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป  วิบากเกิดจาก'''

:'''กรรม  ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม  โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้'''


'''=เมื่อปัจจยปริคคหญาณเป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ=
==ละความสงสัยทั้ง ๑๖ สำเร็จ==

เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ  อย่างนี้ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖  ประการซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น  (อดีตกาล)  เป็นต้น  แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?  ในภพ  (๓)  โยนิ  (๔)  คติ  (๕)  ฐิติ  (๗)  และนิวาส  (๙)  ทั่วทั้งหมด  ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น  นอกเหนือไปจากเหตุ  พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก  (ผู้สร้าง)   นอกเหนือจากความเป็นไปของผล  ก็มิได้เห็นผู้เสวยผลจึงเป็นอันว่า  พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า  เมื่อมีเหตุ  บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า  “มีผู้สร้าง”  เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก  ก็กล่าวว่า  “มีผู้เสวย”  ดังนี้เท่านั้น  เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า '''

:'''กมฺมสฺส  การโก  นตฺถิ    วิปากสฺส  จ  เวทโก'''

:'''สุทฺธธมฺมา  ปวตฺตนฺติ    เอเวตํ  สมฺมทสฺสนํ.'''

'''แปลความว่า'''

(contracted; show full)
:'''ผู้สร้างสังสารวัฏฏ์  ธรรมแท้ ๆ  เป็นไปเอง  เพราะการ'''

:'''ประกอบกันของเหตุเป็นปัจจัย'''

<sub><small>''(หน้าที่  264)''</small></sub>


==สำเร็จญาตปริญญา==

:เมื่อพระภิกษุนั้นทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วละความสงสัยใน ๓  กาลได้ด้วยประการฉะนี้แล้ว  ก็เป็นอันได้รู้ธรรมทั้งที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน  สิ้นทั้งปวงแล้ว  โดยทางจุติและปฏิสนธิ  ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้นเป็น  '''ญาตปริญญา'''  คือ  การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว

==พร้อมทำสัมมสนญาณ==

:พระภิกษุนั้นรู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า  “ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดแล้วในอดีต  เพราะกรรม  (ในอดีต)  เป็นปัจจัย  ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง  ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดในภพนี้  เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย  ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง  หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่  ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้  เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จักดับ  ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า  ก็เป็นพวกอื่น  หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้ามิได้  

==เข้าใจอุปมาของทิฏฐิวิสุทธิ==

:อีกประการหนึ่งแล  เปรียบเหมือนการสาธยาย  (การท่องบ่น)  จากปากของอาจารย์  หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่  แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น  จะไม่มีดำเนินไปเพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย  ก็หามิได้  (อุปมา ๑)  เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่มมิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค  แต่โรคของคนเป็นโรคนั้นจะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น  หามิได้  (อุปมา ๒)  วิธีประดับตกแต่งใบหน้า  ไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น  แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น  เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย  หามิได้  (อุปมา ๓)  เปลวประทีปของไส้  (ตะเกียง)  ไส้หนึ่ง  จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง  แต่เปลวประทีปในไส้  (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง)  นั้นจะไม่เกิดขึ้น  เพราะไส้  (ตะเกียงอันก่อน)  นั้นเป็นปัจจัยหามิได้  (อุปมา ๔)  ฉันใด  ธรรมอะไร ๆ  จากภพในอดีต  มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้  หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า  เหมือนกันฉันนั้นนั่นแล  แต่ขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นในภพนี้  เพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้  หรือว่าขันธ์  อาตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์  อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัยหามิได้  ฉะนี้แล

==เข้าใจจิตตสันตติ==

:'''ยเถว  จกขุวิญญาณํ    มโนธาตุอนนตรํ'''

:'''น  เจว  อาคตํ  นาปิ    น  นิพฺพตฺตํ  อนนฺตรํ.'''

<sub><small>''(หน้าที่  265)''</small></sub>

:'''ตเถว  ปฏิสนฺธิมฺหิ    วตฺตเต  จิตฺตสนฺตติ'''

:'''ปุริมํ  ภิชฺชตี  จิตฺตํ    ปจฺฉิมํ  ชายตี  ตโต.'''

:'''เตสํ  อนฺตริกา  นตฺถิ    วีจิ  เตสํ  น  วิชฺชติ'''

:'''น  จิโต  คจฺฉติ  กิญฺจิ    ปฏิสนฺธิ  จ  ชายติ.'''

'''แปลความว่า'''

:'''จักขุวิญญาณมาในลำดับของมโนธาตุ  และมิได้มาอีก'''

:'''ทั้งมิได้เกิดในลำดับ  (แห่งมโนธาตุ)  หามิได้  ฉันใด  ความสืบ'''

:'''เนื่องของจิตเป็นไปใน  (ลำดับของ)  ปฏิสนธิ  ฉันนั้นเช่นกัน'''

:'''จิตดวงก่อนแตกดับไป  จิตดวงหลังก็เกิด  (ต่อ)  จากนั้น  ไม่มี'''

:'''ระหว่างคั่นของจิต  ๒  ดวงนั้น  จิต ๒  ดวงนั้นมีช่องว่างหา'''

:'''มิได้  ทั้งจิตไร ๆ  ก็มิได้  (จุติ)  ไปจากจิตดวงนี้  และปฏิสนธิ'''

:'''(จิต)  ก็เกิดขึ้น  ดังนี้'''

'''(ปัจจยปริคคหญาณ  ในชื่ออื่น)'''==เข้าใจชื่ออื่นๆ ของปัจจยปริคคหญาณ==

:'''ปัจจยปริคคหญาณ'''  (ญาณกำหนดรู้ปัจจัย)  ของนามและรูป  ของพระภิกษุผู้รู้แล้วซึ่งธรรมทุกอย่างโดยทางจุติและปฏิสนธิด้วยประการดังกล่าวมานี้  เป็นญาณถึงการมีกำลังโดยอาการทั้งปวง  พระภิกษุนั้นก็ละความสงสัย ๑๖  อย่างได้ดียิ่ง  และมิใช่ละได้แต่ความสงสัย ๑๖ อย่างเท่านั้น  ถึงความสงสัย ๘  อย่างซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า  “สงสัยในพระบรมศาสดา”  ดังนี้  เธอก็ละได้ด้วยเหมือนกัน  ทิฏฐิ  ๖๒  ประการก็ระงับไปด้วย

:ญาณข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓  (อดีต  อนาคต  ปัจจุบัน)  ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยนัยต่าง ๆ  ดังกล่าวมานี้  พึงทราบว่าเป็น  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  คำว่า  “'''ธัมมฐิติญาณ''' -  ญาณกำหนดรู้การตั้งอยู่ด้วยธรรมเป็นปัจจัย”  ก็ดี  คำว่า  '''ยถาภูตญาณ''' –

<sub><small>''(หน้าที่  266)''</small></sub>

'''ญาณกำหนดรู้ตามเป็นจริง”  ก็ดี  คำว่า  “'''สัมมาทัสสนะ'''-  ความเห็นโดยชอบ”  ก็ดี  เป็นไวพจน์ของคำว่า  “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''”  นี้นั่นเอง'''

==เข้าใจปฏิสัมภิทามรรคของพระสารีบุตร==

:ความจริง  ท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า:

 ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัยว่า  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย  (และ)  สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากปัจจัย   ถึงแม้ธรรมทั้งสอง  (ทั้งอวิชชาและสังขาร)  เหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัย”  ดังนี้เป็น  ธัมมฐิติญาณ”  ดังนี้

และท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้อีกว่า:

:  '''ถามว่า'''  (พระภิกษุนั้น)

: 
  
 (๑)    เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน    

: 
  
 ตามความเป็นจริง ?  มี  '''สัมมาทัสสนะ'''  (ความเห็นโดยชอบ)  อย่างไร ?  เป็นอัน

: 
  
 เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงด้วยการดำเนินไปตามสัมมา

: 
  
 ทัสสนะนั้นอย่างไร ?  ละความสงสัยในสิ่งที่เห็นเสียได้ ?

: 
  
 (๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์อยู่….

: 
  
 (๓)    เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตาอยู่  จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน

: 
  
 ตามความเป็นจริง ?  ฯลฯ  ละความสงสัยในที่ไหนเสียได้ ?

: 
  
 '''ตอบว่า'''

:

: 
  
 (๑)    เมื่อพระภิกษุนั้นมนสิการโดยความไม่เที่ยง  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตร  (คือสังขาร)  

:ตามเป็นจริง

: 
  
 เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิกษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดี  ซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง  ด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะนั้น  ละความสงสัยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

: 
  
 (๒)    เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์  ก็รู้เองเห็นเอง  ซึ่งความเป็นไป  (ของสังขาร)  

:ตามเป็นจริง…..


 
  
 <sub><small>''(หน้าที่  267)''</small></sub>

: 
  
 (๓)    เมื่อนมสิการโดยความไม่มีอัตตา  ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตและความเป็นไป  (ของสังขาร)  ตาม

:เป็นจริง……

: 
  
 เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  สัมมาทัสสนะ  พระภิษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดีซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่มีอัตตาด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะ  ละความสงสัยในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้

:และท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้อีกว่า:

 '''ถามว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ  (การข้ามพ้นความสงสัย) ๑  เหล่านี้  มีเนื้อความต่างกันมีพยัญชนะต่างกัน  หรือว่ามีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน”

: 
  
 '''ตอบว่า'''  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  ยถาภูตญาณ ๑  สัมมาทัสสนะ ๑  กังขาวิตรณะ ๑  เหล่านี้มีเนื้อความอย่างเดียวกัน  พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”

==สำเร็จจูฬโสดาบัน==

:อนึ่ง  ท่านผู้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสก)  ซึ่งประกอบด้วยญาณ  (ดังกล่าวมา)  นี้  เป็นผู้ได้ความเบาใจแล้ว  ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้มีคติ  (ภูมิที่ดำเนินไปภายหน้า)  แน่นอน   มีนามว่า  '''พระจูฬโสดาบัน''' 

:'''ตสมา  ภิกฺขุ  สทา  สโต    นามรูปสฺส  สพฺพโส'''

:'''ปจฺจเย  ปริคฺคณฺเหยฺย    กงฺขาวิตรณตฺถิโก'''.

:'''เพราะฉะนั้น  พระภิกษุผู้มีความประสงค์จะข้ามพ้น'''

(contracted; show full)'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''