Difference between revisions 87671 and 88552 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }} {{วสธมฉปส sidebar}} == <sub><small>''(หน้าที่ 254)''</small></sub>⏎ ⏎ ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ== '''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ด้วยการข้ามพ้นความสงสัย''' <sub><small>''(หน้าที่ 254)''</small></sub> '''(๒. ปัจจยปริคคหญาณ)''''''(๒. ปัจจยปริคคหญาณ)''' =วิธีแยกปัจจัยของนามรูป= ==วิธีแยกปัจจัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์== :ส่วนว่า ญาณซึ่งข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป (ดังกล่าวมาแล้ว) นั้นนั่นแล ชื่อว่า '''กังขาวิตรณวิสุทธิ''' คือ ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย :พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุ'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''นั้น รำพึงถึงการค้นหา'''เหตุ'''และ'''ปัจจัย'''ของนามและรูปนั้นอยู่ เหมือนนายแพทย์ผ่าตัดผู้ฉลาด ครั้นเห็นโรคก็ค้นหาสมุฏฐานของโรคนั้นอยู่ ก็หรือ เหมือนบุรุษผู้มีเมตตา ครั้นเห็นเด็กเล็กอ่อนวัยนอนหงายแบเบาะอยู่ในตรอก จึงรำพึงอยู่ว่า “เด็กนี้เป็นบุตรน้อยของใครหนอ” ฉะนั้นนั่นเทียว '''(กำหนดรู้เหตุและปัจจัยของนามและรูป)'''⏎ ⏎ :พระภิกษุนั้นเห็นเป็นแน่แท้มาแต่ต้นเลยดังนี้ว่า “ก่อนอื่น นามและรูปนี้จะไม่มีเหตุหามิได้ เพราะนามและรูปทุกอย่าง ถึงความเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันทั้งหมดในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ (นามและรูปนั้น) จะมีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นเป็นเหตุ หามิได้ เพราะนอกไปจากนามและรูปแล้ว หามีเทพเจ้าเช่นพระอิศวรเป็นต้นไม่ เพราะถึงแม้ศาสดาพวกใดจะกล่าว (ทึกทักเอา) ว่า นามรูปเป็นประมาณนั่นแหละ คือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้น นามและรูปที่เขากล่าวว่าคือเทพเจ้ามีพระอิศวรเป็นต้นของพวกศาสดาเหล่านั้น ก็ถึงภาวะเป็นของหาเหต(contracted; show full) '''(ละความสงสัย ๑๖ ประการ)''' :พระภิกษุนั้นครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า “นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน (ปัจจุบัน) บัดนี้ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัย ฉันนั้น” เมื่อพระภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยแม้ทุกอย่าง คือ ความสงสัยซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (คือ อดีตกาล) แล้ว [http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=16&A=590 กล่าวไว้] ๕ อย่างดังนี้ว่า :'''๑. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ?''' :'''๒. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ?''' :'''๓. ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ?''' (contracted; show full) :'''๔. ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรอยู่หนอ ?''' :'''๕. สัตว์นี้มาจากไหนหนอ ?''' :'''๖. สัตว์นั้นจักไปไหนหนอ ?<sup>๑</sup>''' '''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปอีกวิธีหนึ่ง)'''==วิธีแยกสาธารณะปัจจัยและอสาธารณปัจจัย== :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นปัจจัย ๒ อย่างของนาม โดยทางสาธารณปัจจัยและอสาธารณปัจจัย เห็นปัจจัย ๔ อย่างของรูป โดยทางเหตุมีกรรมเป็นต้นว่า “ความจริง ปัจจัยของนามมี ๒ อย่าง คือ สาธารณะ ๑ และอสาธารณะ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น ทวาร ๖ มีจักษุเป็นต้น (และ)อารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น เป็นสาธารณปัจจัยของนาม เพราะเป็นไปแก่นามแม้ทุกประการ ตามความแตกต่างมีนามที่เป็นกุศลเป็นต้น ส่วนธรรม (อื่น) มีมนสิการ (คือความใส่ใจ) '''<sup>๑</sup> ม. มู.๑๒/๑๔''' <sub><small>''(หน้าที่ 257)''</small></sub> '''เป็นต้น เป็นอสาธารณปัจจัย เพราะธรรมมีโยนิโสมนสิการและการฟังธรรมเป็นต้น เป็นปัจจัยของนามเฉพาะที่เป็นกุศลเท่านั้น ธรรมตรงกันข้ามเป็นปัจจัยของนามอกุศล แต่กรรมเป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นวิบาก และภวังค์เป็นต้นเป็นปัจจัยของนามที่เป็นกิริยา” “ส่วนกรรม จิต ฤดู อาหาร ๔ อย่าง ซึ่งมีกรรมเป็นต้นนี้เป็นปัจจัยของรูป ใน ๔ อย่างนั้น กรรมเฉพาะที่เป็นอดีตเท่านั้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน จิตเมื่อเกิดขึ้นเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ส่วนฤดูและอาหารเป็นปัจจัยของรูปที่มีฤดูและอาหารเป็นสมุฏฐานในขณะ (รูปนั้น) ตั้งอยู่” ดังนี้''' :พระภิกษุรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปด้วยอาการดังกล่าวนี้ ครั้นเธอเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยอย่างนี้แล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า “นามและรูปนี้ ในบัดนี้เป็นไปอยู่อย่างใด แม้ในอดีตกาลก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย แม้ในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดยปัจจัยอย่างนั้น” เมื่อพระภิกษุนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ ก็ละเสียได้ซึ่งความสงสัยในกาลแม้ทั้ง ๓ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล '''(กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทาง==วิธีทวนแยกทวนลำดับปฏิจจสมุปบาท)'''== :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งครั้นเห็นสังขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้นแล ถึงความชรา และเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนี้ว่า “ที่เรียกว่า ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมีนามและรูป นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชา” ดังนี้ ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยกล่าวแล้วนั่นแล ==วิธีแยกตามลำดับ[[ปฏิสัมภิทามรรค_มหาวรรค_2#ธรรมฐิติญาณนิทเทส|ปฏิจจสมุปบาท]]==⏎ ⏎ :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันแต่โดยอนุโลมซึ่งแสดงไว้พิสดารข้างต้นแล้ว<sup>๑</sup> (มีอาทิ) “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร” ด้วยประการฉะนี้แล ครั้นแล้วพระภิกษุนั้นก็ละความสงสัยได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล '''<sup>๑</sup> ในตอนกล่าวถึง '''ปฏิจจสมุปบาท''' ใน '''[[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๗_ปัญญาภูมินิทเทส|ปัญญาภูมินิเทศ]]''' ข้างต้น''' <sub><small>''(หน้าที่ 258)''</small></sub> '''(กำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์)'''==วิธีวัฏฏะ 3== :พระภิกษุอีกรูปหนึ่งทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์อย่างนี้ว่า “ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน ได้แก่สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ภพ ๑ ในกรรมภพก่อนเหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้ (contracted; show full) '''แปลความว่า''' :'''เพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจาก''' :'''กรรม ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้''' '''=เมื่อปัจจยปริคคหญาณเป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ= ==ละความสงสัยทั้ง ๑๖ สำเร็จ==⏎ ⏎ เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ อย่างนี้ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ? ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก (ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผลจึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า “มีผู้สร้าง” เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กล่าวว่า “มีผู้เสวย” ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า ''' :'''กมฺมสฺส การโก นตฺถิ วิปากสฺส จ เวทโก''' :'''สุทฺธธมฺมา ปวตฺตนฺติ เอเวตํ สมฺมทสฺสนํ.''' '''แปลความว่า''' (contracted; show full) :'''ผู้สร้างสังสารวัฏฏ์ ธรรมแท้ ๆ เป็นไปเอง เพราะการ''' :'''ประกอบกันของเหตุเป็นปัจจัย''' <sub><small>''(หน้าที่ 264)''</small></sub> ==สำเร็จญาตปริญญา==⏎ ⏎ :เมื่อพระภิกษุนั้นทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วละความสงสัยใน ๓ กาลได้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรมทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้นเป็น '''ญาตปริญญา''' คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ==พร้อมทำสัมมสนญาณ==⏎ ⏎ :พระภิกษุนั้นรู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า “ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จักดับ ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้ามิได้ ==เข้าใจอุปมาของทิฏฐิวิสุทธิ==⏎ ⏎ :อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือนการสาธยาย (การท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่ แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น จะไม่มีดำเนินไปเพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่มมิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่โรคของคนเป็นโรคนั้นจะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒) วิธีประดับตกแต่งใบหน้า ไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้ (ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลวประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัยหามิได้ (อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไร ๆ จากภพในอดีต มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า เหมือนกันฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่าขันธ์ อาตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัยหามิได้ ฉะนี้แล ==เข้าใจจิตตสันตติ==⏎ ⏎ :'''ยเถว จกขุวิญญาณํ มโนธาตุอนนตรํ''' :'''น เจว อาคตํ นาปิ น นิพฺพตฺตํ อนนฺตรํ.''' <sub><small>''(หน้าที่ 265)''</small></sub> :'''ตเถว ปฏิสนฺธิมฺหิ วตฺตเต จิตฺตสนฺตติ''' :'''ปุริมํ ภิชฺชตี จิตฺตํ ปจฺฉิมํ ชายตี ตโต.''' :'''เตสํ อนฺตริกา นตฺถิ วีจิ เตสํ น วิชฺชติ''' :'''น จิโต คจฺฉติ กิญฺจิ ปฏิสนฺธิ จ ชายติ.''' '''แปลความว่า''' :'''จักขุวิญญาณมาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มาอีก''' :'''ทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใด ความสืบ''' :'''เนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิ ฉันนั้นเช่นกัน''' :'''จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด (ต่อ) จากนั้น ไม่มี''' :'''ระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒ ดวงนั้นมีช่องว่างหา''' :'''มิได้ ทั้งจิตไร ๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจากจิตดวงนี้ และปฏิสนธิ''' :'''(จิต) ก็เกิดขึ้น ดังนี้''' '''(ปัจจยปริคคหญาณ ในชื่ออื่น)'''==เข้าใจชื่ออื่นๆ ของปัจจยปริคคหญาณ== :'''ปัจจยปริคคหญาณ''' (ญาณกำหนดรู้ปัจจัย) ของนามและรูป ของพระภิกษุผู้รู้แล้วซึ่งธรรมทุกอย่างโดยทางจุติและปฏิสนธิด้วยประการดังกล่าวมานี้ เป็นญาณถึงการมีกำลังโดยอาการทั้งปวง พระภิกษุนั้นก็ละความสงสัย ๑๖ อย่างได้ดียิ่ง และมิใช่ละได้แต่ความสงสัย ๑๖ อย่างเท่านั้น ถึงความสงสัย ๘ อย่างซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “สงสัยในพระบรมศาสดา” ดังนี้ เธอก็ละได้ด้วยเหมือนกัน ทิฏฐิ ๖๒ ประการก็ระงับไปด้วย :ญาณข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยนัยต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่าเป็น “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''” คำว่า “'''ธัมมฐิติญาณ''' - ญาณกำหนดรู้การตั้งอยู่ด้วยธรรมเป็นปัจจัย” ก็ดี คำว่า '''ยถาภูตญาณ''' – <sub><small>''(หน้าที่ 266)''</small></sub> '''ญาณกำหนดรู้ตามเป็นจริง” ก็ดี คำว่า “'''สัมมาทัสสนะ'''- ความเห็นโดยชอบ” ก็ดี เป็นไวพจน์ของคำว่า “'''กังขาวิตรณวิสุทธิ'''” นี้นั่นเอง''' ==เข้าใจปฏิสัมภิทามรรคของพระสารีบุตร==⏎ ⏎ :ความจริง ท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า “:⏎ ⏎ ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย (และ) สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากปัจจัย ถึงแม้ธรรมทั้งสอง (ทั้งอวิชชาและสังขาร) เหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัย” ดังนี้เป็น ธัมมฐิติญาณ” ดังนี้⏎ ⏎ และท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้อีกว่า: : '''ถามว่า''' (พระภิกษุนั้น) ⏎ : ⏎ ⏎ (๑) เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงอยู่ จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน ⏎ : ⏎ ⏎ ตามความเป็นจริง ? มี '''สัมมาทัสสนะ''' (ความเห็นโดยชอบ) อย่างไร ? เป็นอัน ⏎ : ⏎ ⏎ เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงด้วยการดำเนินไปตามสัมมา ⏎ : ⏎ ⏎ ทัสสนะนั้นอย่างไร ? ละความสงสัยในสิ่งที่เห็นเสียได้ ? ⏎ : ⏎ ⏎ (๒) เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์อยู่…. ⏎ : ⏎ ⏎ (๓) เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตาอยู่ จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน ⏎ : ⏎ ⏎ ตามความเป็นจริง ? ฯลฯ ละความสงสัยในที่ไหนเสียได้ ? ⏎ : ⏎ ⏎ '''ตอบว่า''' ⏎ : : ⏎ ⏎ (๑) เมื่อพระภิกษุนั้นมนสิการโดยความไม่เที่ยง ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตร (คือสังขาร) ⏎ ⏎ :ตามเป็นจริง ⏎ : ⏎ ⏎ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาทัสสนะ พระภิกษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดี ซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง ด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะนั้น ละความสงสัยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้ ⏎ : ⏎ ⏎ (๒) เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ก็รู้เองเห็นเอง ซึ่งความเป็นไป (ของสังขาร) ⏎ ⏎ :ตามเป็นจริง….. ⏎ ⏎ ⏎ ⏎ <sub><small>''(หน้าที่ 267)''</small></sub> ⏎ : ⏎ ⏎ (๓) เมื่อนมสิการโดยความไม่มีอัตตา ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตและความเป็นไป (ของสังขาร) ตาม⏎ ⏎ :เป็นจริง…… ⏎ : ⏎ ⏎ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาทัสสนะ พระภิษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดีซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่มีอัตตาด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะ ละความสงสัยในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้ :และท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้อีกว่า:⏎ ⏎ '''ถามว่า''' “ธรรมทั้งหลาย คือ ยถาภูตญาณ ๑ สัมมาทัสสนะ ๑ กังขาวิตรณะ (การข้ามพ้นความสงสัย) ๑ เหล่านี้ มีเนื้อความต่างกันมีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามีเนื้อความอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน” ⏎ : ⏎ ⏎ '''ตอบว่า''' “ธรรมทั้งหลาย คือ ยถาภูตญาณ ๑ สัมมาทัสสนะ ๑ กังขาวิตรณะ ๑ เหล่านี้มีเนื้อความอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน” ==สำเร็จจูฬโสดาบัน==⏎ ⏎ :อนึ่ง ท่านผู้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสก) ซึ่งประกอบด้วยญาณ (ดังกล่าวมา) นี้ เป็นผู้ได้ความเบาใจแล้ว ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นผู้มีคติ (ภูมิที่ดำเนินไปภายหน้า) แน่นอน มีนามว่า '''พระจูฬโสดาบัน''' :'''ตสมา ภิกฺขุ สทา สโต นามรูปสฺส สพฺพโส''' :'''ปจฺจเย ปริคฺคณฺเหยฺย กงฺขาวิตรณตฺถิโก'''. :'''เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้มีความประสงค์จะข้ามพ้น''' (contracted; show full)'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค''' '''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้''' ==ดูเพิ่ม== *'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]''' *'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)''' All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=88552.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|