Difference between revisions 95766 and 95767 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }} {{วสธมฉปส sidebar}} ⏎ ⏎ == =วิสุทธิ 7 ย่อ= '''ปริจเฉทที่ ๑๘ ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ ==''' <sub><small>''(หน้าที่ 237)''</small></sub> '''แสดงบรรยายความเห็นบริสุทธิ์''' (contracted; show full)้วยข้ามพ้นความสงสัย) ๑ '''มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ''' (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติถูกและทางปฏิบัติไม่ถูก) ๑ '''ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ''' (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นในทางปฏิบัติถูก) ๑ '''ญาณทัสสนวิสุทธิ''' (ความบริสุทธิ์ของความรู้ความเห็น) ๑ เป็นสรีระ (ร่างกาย)” นั้น :ณ บัดนี้ (พึงทราบว่า) ความเห็นนามและรูป ตามเป็นจริงเรียกว่า '''ทิฏฐิวิสุทธิ''' =ทิฏฐิวิสุทธิ= ==สมถยานิก==⏎ ⏎ '''(๑. '''สังขารปริเฉทและนามรูปววัฏฐาน''')<sup>๑</sup>''' :โยคาวจรผู้ปรารถนาจะบรรลุ '''ทิฏฐิวิสุทธิ''' นั้น จะกล่าว '''สมถะยานิกะ''' (ผู้มีสมถะเป็นทางดำเนิน) ก่อน, ครั้นออกจากรูปาวจรฌาน ฌานใดฌานหนึ่ง เว้นแต่เนวสัญญา- '''<sup>๑</sup> คือ นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณอันดับที่ ๑ ในญาณ ๑๖ ''' (contracted; show full)ธาตุ เหมือนในการกำหนดสภาคปริจเฉทและวิสภาคปริจเฉทในจตุธาตุววัตถาน ซึ่งในที่นั้น ฉบับแปลไทยเองก็ยังแปลว่า "กำหนดตัดตอน" ซึ่งมีความสอดคล้องกับที่ข้าพเจ้าเลือกใช้คำว่า "แยก" ในที่นี้, ส่วน "ววตฺถาน[แต่งตั้ง]" ท่านอธิบายโดยใช้ ฐปนะ ซึ่งเป็นศัพท์เดียวกับเรื่องนามบัญญัติในธัมมสังคณี. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เกลาสำนวนจึงได้แปลตรงตัวตามฏีกา ต่างจากของเดิมที่แปลเหมือนกันไปหมดว่า "กำหนด" ซึ่งมีความหมายกำกวม ขัดกับที่ท่านแยกความหมายไว้อย่างชัดเจนในตัวบาลีเดิม.)''' ==วิปัสสนายานิก== ===แยกแยะและตัดสินธาตุ 4 ลงนามรูปปฏิจจสมุปบาท===⏎ '''(๑. กำหนดนามและรูปทางธาตุ ๔)<sup>๑</sup>''' :ส่วนโยคาวจรผู้เป็น '''วิปัสสนายานิกะ''' (ผู้มีวิปัสสนาเป็นทางดำเนิน) ล้วน ๆ หรือผู้เป็นสมถยานิกะนั้นก็ได้ แยกธาตุ ๔ โดยสังเขปหรือโดยพิสดาร ด้วยวิธีแยกธาตุเหล่านั้นๆ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วใน '''จตุธาตุววัฏฐานกถา'''(เทสนากรรมฐานที่ว่าด้วยการแต่งตั้งธาตุ 4) วิธีใดวิธีหนึ่ง ต่อจากนั้น ในบรรดาธาตุทั้งหลายที่ปรากฏชัดเจนแก่โยคาวจรผู้นั้นโดยรสะและโดยลักษณะ(contracted; show full) '''<sup>๑</sup> ๒๔ คือ โอชัฏฐมกรูป ๘ x ๓ = ๒๔''' <sub><small>''(หน้าที่ 240)''</small></sub> :โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนด '''นาม''' และ '''รูป''' โดยละเอียดพิสดาร ด้วยวิธีกำหนดธาตุ ๔ (จตุธาตุววัตถาน) ด้วยอาการดังกล่าวมานี้ '''(๒. กำหนดนามและรูปทางธาตุ ๑๘)'''===แยกแยะและตัดสินธาตุ 18 ลงนามรูปปฏิจจสมุปบาท=== :โยคาวจรอีกผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยธาตุ ๑๘ กำหนดอย่างไร ? คือ ภิกษุในพระศาสนานี้คำนึงถึงธาตุทั้งหลายว่า “ในอัตภาพนี้ มีจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ มี โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ มีมโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ” ดังนี้แล้วไม่ยึดถือก้อนเนื้อที่สายเอ็นรึงรัดไว้ในเบ้าตา รูปยาวและกว้าง วิจิตรด้วยวงสีขาวสีดำและสีดำมาก ซึ่งชาวโลกหมายรู้กันว่า '''“จักขุ”''' แต่กำหนดเอาจักขุประสาทมีประการดังกล่าวแล้วในอุปาทายรูปทั้งหลายใน'''ขันธนิเทศ(contracted; show full) :โลกียจิตแม้ทั้งหมด ๘๑ เป็นวิญญาณธาตุ ๗ ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ซึ่งสัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุ ๗ นั้น เป็นธรรมธาตุ ฉะนี้ ในธาตุ ๑๘ นี้ ธาตุ ๑๐ กับครึ่ง เป็นรูป ธาตุอีก ๗ กับครึ่ง เป็นนาม (รวมเป็นธาตุ ๑๘) ฉะนี้แล :โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยธาตุ ๑๘ ด้วยอาการดังกล่าวนี้ ===แยกแยะและตัดสินอายตนะ 12 ลงนามรูปปฏิจจสมุปบาท===⏎ ⏎ <sub><small>''(หน้าที่ 241)''</small></sub> '''(๓. กำหนดนามและรูปทางอายตนะ ๑๒)''' ⏎ ⏎ :โยคาวจรอีกผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยอายตนะ ๑๒ กำหนดอย่างไร ? โยคาวจรผู้นั้นเว้นรูป ๕๓ ตามนัยที่กล่าวแล้วใน (ตอนว่าด้วย) จักขุธาตุนั่นแล แล้วกำหนดจักขุประสาทว่า “จักขายตนะ” และกำหนดโสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหาธาตุและกายธาตุ ตามนัยที่กล่าวแล้วใน (ตอนว่าด้วย) จักขุธาตุนั้นเช่นกัน ว่าโสตายตนะ ว่าฆานายตนะ ว่าชิวหายตนะ ว่ากายายตนะ กำหนดธรรม ๕ ซึ่งเป็นวิสัยของอายตนะเหล่านั้นว่ารูปายตนะ ว่าสัททายตนะ ว่าคันธายตนะ ว่ารสายตนะ ว่าโผฏฐัพพายตนะ กำหนดโลกียจิตและวิญญาณธาตุ ๗ ว่ามนายตนะ กำหนดธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ซึ่งสัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุและรูปนอกนั้นว่าธัมมายตนะในอายตนะ ๑๒ นี้ โยคาวจรกำหนดอายตนะ ๑๐ กับครึ่ง (๑๐ ๑/๒ ) ว่ารูปกำหนดอายตนะ ๑ กับครึ่ง (๑ ๑/๒) ว่านาม ด้วยประการดังกล่าวนี้ :โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยอายตนะ ๑๒ ด้วยอาการดังกล่าวนี้ '''(๔. กำหนดนามและรูปทางขันธ์ ๕)''' ===แยกแยะและตัดสินขันธ์ 5 ลงนามรูปปฏิจจสมุปบาท=== :โยคาวจรอีกผู้หนึ่งกำหนดย่นย่อกว่านั้น (คือกำหนด) ทางขันธ์ (๕) กำหนดอย่างไร ? ภิกษุในพระศาสนานี้กำหนดรูป ๒๗ คือ รูป ๑๗ ในสรีรกายนี้ ได้แก่ ธาตุ ๔ ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔ (และ) สี ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โอชา ๑ ซึ่งอาศัยธาตุ ๔ นั้น กับประสาท ๕ มีจักขุประสาทเป็นต้นและวัตถุรูป (คือหทยรูป) ๑ ภาวะ (เพศ) ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ เสียงซึ่งมีสมุฏฐานสอง ๑ เหล่านี้ซึ่งเป็นรูปแท้ เป็นรูปสำเร็จ ควรแก่การกำหนด ส่วนรูป (อีก) ๑๐ คือ กายวิญญัติ (เคลื่อนไหวกาย) ๑ วจีวิญญัติ (เคลื่อนไหววาจา) ๑ อากาสธาตุ (ช่องว่าง) ๑ ความเบา (ลหุตา) ของรูป ๑ ความอ่อน (มุทุตา) ของรูป ๑ ความควรแก่การงาน (กัมมัญญตา) ของรูป ๑ ความเติบโตของรูป ๑ ความสืบต่อของรูป ๑ ความชรา ๑ ความไม่เที่ยง ๑ เหล่านี้มิใช่รูปแท้ มิใช่รูปสำเร็จเป็นแต่เพียงอาการ วิการและขอบเขตในระหว่าง (ของรูป) ไม่ควรแก่การกำหนด แม้กระนั้นก็นับว่า “รูป” โดยเพียงแต่เป็นอาการ วิการและขอบเขตในระหว่างของรูปทั้งหลาย กำหนดรูปแม้ทั้งหมดเหล่านี้ว่า “รูปขันธ์” ด้วยประการฉะนี้ กำหนดเวทนาซึ่งเกิดร่วมกับโลกียจิต ๘๑ ดวงว่า “เวทนาขันธ์” กำหนดสัญญาซึ่งสัมปยุตด้วยโลกียจิตนั้นว่า “สัญญาขันธ์” กำหนด <sub><small>''(หน้าที่ 242)''</small></sub> :สังขารทั้งหลายซึ่งสัมปยุตด้วยโลกียจิตนั้นว่า “สังขารขันธ์” กำหนดวิญญาณว่า “วิญญาณขันธ์” โยคาวจรกำหนดรูปขันธ์ว่า “รูป” กำหนดขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปว่า “นาม” ด้วยประการฉะนี้ :โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปโดยทางขันธ์ ๕ ด้วยอาการดังกล่าวนี้ '''(๕. กำหนดนามและรูปโดยสังเขป)'''===แยกแยะและตัดสินอัตภาพลงนามรูปปฏิจจสมุปบาท=== :โยคาวจรอีกผู้หนึ่ง ครั้นกำหนดรูปในอัตภาพร่างกายนี้โดยย่นย่อแต่อย่างเดียวอย่างนี้ว่า “รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง ก็คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔" ดังนี้ แล้วกำหนด '''มนายตนะ''' ด้วย และเอกเทศของ '''ธัมมายตนะ''' ด้วยว่า '''“นาม”''' แล้วกำหนดนามและรูปโดยสังเขปว่า '''นาม''' นี้ด้วย '''รูป''' นี้ด้วย นี้ท่านเรียกว่า “นาม – รูป” ด้วยประการฉะนี้ '''(กำหนดรูปให้อรูปปรากฏ)'''==วิธีทำอรูปให้ปรากฎ== (ปรากฎ แปลว่า ชัดเจนเหมือนปรากฎทางทวาร 5) :แต่หากว่า เมื่อโยคาวจรผู้นั้นกำหนดรูปโดยมุขนั้น ๆ แล้วกำหนดอรูป (นาม) อยู่ แต่อรูปยังไม่ปรากฏขึ้นมา เพราะ (อรูป) เป็นของละเอียดอ่อน โยคาวจรผู้นั้นมิควรละเลิกกำหนดเสีย ควรพิจารณาใส่ใจใคร่ครวญกำหนดรูปนั่นแหละ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่า รูปของโยคาวจรนั้นที่ชำระล้างดีแล้ว สะสางออกแล้ว บริสุทธิ์ดีแล้ว ด้วยอาการใด ๆ สิ่งที่เป็นอรูปทั้งหลาย ซึ่งมีรูปนั้นเป็นอารมณ์ ก็จะปรากฏขึ้นมาเองด้วยอาการนั้น ๆ โดยแท้ เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มีดวงตา เมื่อมองดูเงาหน้าในกระจกที่มัว เงาก็จะไม่ปรากฏ บุรุษผู้นั(contracted; show full) '''<sup>๑</sup> '''นามรูปววัฏฐาน''' และ '''สังขารปริจเฉท''' นี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า '''นามรูปปริจเฉทญาณ''' เป็นญาณอันดับแรก หรือ ญาณที่ ๑ ใน ญาณ ๑๖''' ==ดูเพิ่ม== *'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]''' *'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)''' All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=95767.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|