Revision 117722 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๔๑ - ๔๕" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|<<]]
{{delete|ท6 – ละเมิดลิขสิทธิ์: {{w|สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)|อาจ อาสโภ}} ผู้สร้างสรรค์ ตาย พ.ศ. 2532}}
(หน้าที่ 41)




'''๒.  เจตนา'''

:ธรรมชาติใดย่อมคิด  อธิบายว่าย่อมพัวพัน  (อารมณ์)  เหตุนั้นธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่าเจตนา  (ธรรมชาติผู้คิด)  เจตนานั้น  มีภาวะคือความจงใจเป็นลักษณะ  มีความเคลื่อนไหวเป็นกิจ  มีความจัดแจงเป็นผล  คือยังกิจของตนและกิจของผู้อื่นให้สำเร็จ  ดุจคนผู้ใหญ่มีศิษย์ผู้ใหญ่  (ของทิศาปาโมกข์)  และนายช่างไม้ใหญ่เป็นต้น  ก็แลเจตนานี้  เมื่อเป็นโดยภาวะที่ยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้แข็งขันขึ้น  ย่อมปรากฏในเมื่อนึกถึงงานรีบด่วนเป็นต้น



'''๓ - ๔ - ๕ .  วิตก  วิจาร  ปีติ'''

:คำใดพึงเป็นข้อที่ควรกล่าวในวิตก  วิจาร  และปีติ  คำนั้นทั้งหมด  ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว  ในตอนพรรณนาปฐมฌานในปฐวีกสิณนิเทศ



'''๖.  วิริยะ'''

:ความกล้าชื่อว่าวิริยะ  วิริยะนั้นมีความแข็งขันเป็นลักษณะ  มีการค้ำจุนสหชาตธรรมทั้งหลายเป็นกิจ  มีภาวะไม่จมลงเป็นผล  มีความสังเวชเป็นเหตุใกล้  ตามบาลีว่า  “ผู้มีความสังเวชแล้วย่อมทำความเพียรโดยแยบคาย”  หรือว่ามีวัตถุแห่งวิริยารัมภะ  (เรื่องที่จะต้องใช้ความเพียร)  เป็นเหตุใกล้ก็ได้

:วิริยะนี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  บุคคลทำโดยถูกทางแล้ว  ย่อมเป็นมูลแห่งสมบัติทั้งปวง



'''๗.  ชีวิต'''

:สหชาตธรรมทั้งหลาย  ย่อมเป็นอยู่ด้วยธรรมชาตินั้น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าชีวิต  (แปลว่าธรรมชาติเครื่องเป็นอยู่แห่งสหชาตธรรม)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั้นเป็นอยู่เอง  เหตุนั้น  จึงชื่อว่าชีวิต  (แปลว่าธรรมชาติผู้เป็นอยู่)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั้นเป็นเพียงความเป็นอยู่เท่านั้น  เหตุนั้น  จึงชื่อว่าชีวิต  (แปลว่าความเป็นอยู่)  ส่วนลักษณะเป็นต้นแห่งชีวิตนั้น  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในชีวิตแห่งรูปเถิด  ความต่างกันในชีวิต ๒ นั่น  ก็คืออันนั้นเป็นชีวิตแห่งรูปธรรมทั้งหลาย  อันนี้เป็นชีวิตแห่งอรูปธรรมทั้งหลายเท่านั้นเอง





(หน้าที่ 42)




'''๘.  สมาธิ'''

:อรรถแห่งสมาธิศัพท์

:ธรรมใดตั้งจิตไว้เสมอในอารมณ์  เหตุนั้น  ธรรมนั้นชื่อว่าสมาธิ  (ธรรมผู้ตั้ง  (จิต)  ไว้เสมอ)  นัยหนึ่ง  ธรรมใดตั้งจิตไว้โดยชอบในอารมณ์  เหตุนั้น  ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสมาธิ  (ธรรมผู้ตั้ง (จิต) ไว้โดยชอบ)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาติที่ชื่อว่าสมาธินั้น  ก็คือความตั้งมั่นแห่งจิตเท่านั้นเอง


ลักษณะแห่งสมาธิ

:สมาธินั้นมีความไม่พล่านไปเป็นลักษณะ  หรือว่ามีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะก็ได้  มีการประมวลสหชาตธรรมทั้งหลายไว้  (ให้เป็นกลุ่ม)  เป็นกิจ  ดุจน้ำผนึกเอาจุณสำหรับสนานไว้  (ให้เป็นก้อน)  ฉะนั้น  มีความสงบระงับเป็นผล  มีความสุขเป็นเหตุใกล้โดยพิเศษ

:สมาธินี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  เป็นความตั้งอยู่แห่งจิต  ดุจความตั้งอยู่แห่งเปลวประทีปในที่ไม่มีลม  ฉะนั้น



'''๙.  สัทธา'''

:บุคคลทั้งหลาย  ย่อมเชื่อด้วยธรรมชาตินั้น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสัทธา  (แปลว่าธรรมชาติเป็นเหตุเชื่อ)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั้นย่อมเชื่อเอง  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสัทธา  (แปลว่าธรรมชาติผู้เชื่อ)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั่นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสัทธา  (แปลว่าความเชื่อ)


'''ลักษณะแห่งสัทธา'''

:สัทธานั้น  มีความเชื่อเป็นลักษณะ  หรือว่ามีความวางใจเป็นลักษณะก็ได้  มีการทำให้ใสเป็นกิจ  ดังแก้วอุทกปสาทกะ  (แก้วทำน้ำให้ใส)  หรือว่ามีความแล่นไป  (ตามอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ)  เป็นกิจ  ดุจแล่นไป  (คือไหลลอยตามกระแสน้ำอันเชี่ยว)  ในการ





(หน้าที่ 43)




:ข้ามห้วงน้ำ  (ที่บ่ามา)  ฉะนั้น  มีความไม่ขุนมัวเป็นผล  หรือว่า  มีอธิมุติ  (ความตัดสินใจ)  เป็นผลก็ได้  มีสัทไธยวัตถุ  (วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ)  เป็นเหตุใกล้  หรือว่ามีโสตาปัตติยังคะมีสัทธัมมสวนะเป็นต้นเป็นเหตุใกล้ก็ได้

:สัทธานี้  บัณฑิตพึงเหมือนว่าเป็นเหมือนมือ  เหมือนทรัพย์เครื่องปลื้มใจ  และเหมือนพืชฉะนั้น



'''๑๐.  สติ'''

:บุคคลทั้งหลายย่อมระลึกได้ด้วยธรรมชาตินั้น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสติ  (แปลว่าธรรมชาติเป็นเหตุระลึกได้)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั่นย่อมระลึกได้เอง  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสติ  (แปลว่าธรรมชาติอันระลึกได้)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั้น  สักว่าเป็นอันระลึกได้เท่านั้น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสติ  (แปลว่าความระลึกได้)

:สตินั้น  มีความไม่ใจลอยเป็นลักษณะ  มีอันทำให้ไม่หลงลืมเป็นกิจ  มีอันคุ้มครอง  (ใจ)  ไว้ได้เป็นผล  หรือมีความเป็นเหตุมุ่งหน้า  (จดจ่อ)  ต่ออารมณ์  (ของจิต)  เป็นผลก็ได้  มีความจำมั่นคงเป็นเหตุใกล้  หรือว่ามีสติปัฏฐานมีกายเป็นต้น  เป็นเหตุใกล้ก็ได้

:อันสตินี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  เป็นเหมือนเสาเขื่อน  เพราะปักลงไปมั่นคงในอารมณ์  และเป็นเหมือนนายประตู  เพราะรักษาทวารมีจักขุทวารเป็นอาทิ



'''๑๑ - ๑๒.  หิริ  โอตตัปปะ'''

:ธรรมชาติใดย่อมละอาย  เพราะความประพฤติชั่วมีกายทุจริตเป็นต้น  เหตุนั้นธรรมชาตินั้น  จึงชื่อว่าหิริ  คำว่า  หิรินั่นเป็นคำเรียกความละอาย

:ธรรมชาติใดย่อมกลัว  เพราะความประพฤติชั่วเหล่านั้นแหละ  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าโอตตัปปะ  คำว่า  โอตตัปปะนั้นเป็นคำเรียกความหวาดกลัวแต่บาป

'''ลักษณะแห่งหิริ  โอตตัปปะ'''

:ในหิริและโอตตัปปะนั้น  หิริมีความเกลียดแต่บาปเป็นลักษณะ  โอตตัปปะมีความสะดุ้งกลัวแต่บาปเป็นลักษณะ  หิริมีความไม่ทำบาปทั้งหลาย  โดยอาการละอายเป็นกิจ  โอตตัปปะ





(หน้าที่ 44)




:มีความไม่ทำบาปทั้งหลายโดยอาการสะดุ้งกลัวเป็นกิจ  อนึ่ง  ทั้งสองอย่างนั้น  มีอันหดกลับจากบาปโดยประการที่กล่าวแล้วนั้นเป็นผล  มีความเคารพตนและเคารพผู้อื่นเป็นเหตุใกล้  จริงอยู่  บุคคลทำตนให้เป็นที่เคารพ  จึงละบาปได้ ด้วยความละอาย ดุจกลุพธู  ทำคนอื่นให้เป็นที่เคารพ จึงละบาปได้ด้วยความสะดุ้งกลัว  ดุจหญิงแพศยา  ฉะนั้น

:ก็แลธรรม ๒  ประการนี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  เป็นโลกปาลกธรรม



'''๑๓ - ๑๔ - ๑๕.  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ'''

:สัตว์ทั้งหลายไม่โลภด้วยธรรมนั้นเป็นเหตุ  ธรรมนั้นจึงชื่อว่าอโลภะ  (แปลว่าธรรมเป็นเหตุไม่โลภแห่งสัตว์ทั้งหลาย)  นัยหนึ่ง  ธรรมใดไม่โลภอยู่เอง  ธรรมนั้นชื่อว่าอโลภะ  (แปลว่าธรรมอันไม่โลภ)  นัยหนึ่ง  ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันไม่โลภเท่านั้น  เหตุนั้นจึงชื่อว่าอโลภะ  (แปลว่าความไม่โลภ)  นัยหนึ่ง  แม้อโทสะ  และอโมหะ  ก็นัยเดียวกัน


'''ลักษณะแห่งอโลภะ  อโทสะ  อโมหะ'''

:ในธรรม ๓  ประการนั้น  อโลภะมีความที่จิตไม่กำหนัด  (ไม่อยากได้)  ในอารมณ์เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความที่จิตไม่ติดข้องอยู่ในอารมณ์เป็นลักษณะ ประหนึ่งหยาดน้ำ  ไม่ติดในกลีบบัวฉะนั้น  มีความไม่หวงแหน  (ในอารมณ์)  เป็นกิจ  ประหนึ่งภิกษุผู้พ้นแล้ว  (จากฆราวาสกิจ  ไม่หวงแหนวัตถุแห่งฆราวาส)  ฉะนั้น  มีความต้องการในอันไม่ติดแช่อยู่ในอารมณ์)  เป็นผล  ประหนึ่งคนที่ตกอยู่ในที่โสโครก  (ไม่ต้องการจะติดแช่อยู่ในที่โสโครกนั้น)  ฉะนั้น

:อโทสะ  มีความไม่ดุร้ายเป็นลักษณะ  นัยหนึ่ง  มีความไม่ถือผิดเป็นลักษณะ  ประหนึ่งมิตรผู้อารีฉะนั้น  มีอันขจัดความอาฆาตเสียได้เป็นกิจ  นัยหนึ่ง  มีอันขจัดความรุ่มร้อนเสียได้เป็นกิจ  ประหนึ่งไม้จันทน์  (อันมีรสเย็น)  ฉะนั้น  มีโสมภาพ  (ความสุภาพ  ความเยือกเย็น)  เป็นผล  ประหนึ่งพระจันทร์เพ็ญ  (มีรัศมีเย็น)  ฉะนั้น

:อโมหะ  มีความ  (รู้แจ้ง)  แทงตลอดตามสภาพ  (แห่งธรรม)  เป็นลักษณะ  นัยหนึ่ง  มีความ  (รู้แจ้ง)  แทงตลอดไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ  ประหนึ่งการแทงทะลุ  (ตรงเป้า)  แห่ง





(หน้าที่ 45)




:ลูกธนูที่นายขมังธนูผู้ฉลาดยิงไปฉะนั้น  มีอันส่องอารมณ์  (ให้เห็นตามสภาพ)เป็นกิจประหนึ่งประทีปฉะนั้น  มีความไม่หลงลืมเป็นผล  ประหนึ่งผู้ชี้ทางที่ชำนาญชี้ทางแก่คนไปป่าฉะนั้น

:อันธรรมทั้ง ๓  นี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  เป็นมูลแห่งกุศลธรรมทั้งปวง



'''๑๖ - ๑๗.  กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ'''

:ความระงับแห่งกาย  ชื่อว่ากายปัสสัทธิ  ความระงับแห่งจิต  ชื่อว่าจิตตปัสสัทธิ  แต่คำว่ากายในบทกายปัสสัทธินี้  ประสงค์เอาขันธ์ ๓  มีเวทนาเป็นต้น  ก็แลกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิ  รวมเข้าด้วยกันทั้งสองนั้น  มีความระงับไปแห่งความเร่าร้อนกายและจิตเป็นลักษณะ  มีอันบีบเอาความเร่าร้อนกายและจิตออกไปเป็นกิจ  มีความเยือกเย็นโดยไม่มีความกระวนกระวายกายและจิตเป็นผล  มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้

:กายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธินี้  บัณฑิตพึงทราบว่า  เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีอุทธัจจะเป็นอาทิ  อันทำความไม่ระงับแห่งกายและจิต



'''๑๘ - ๑๙.  กายลหุตา  จิตตลหุตา'''

:ความเบาแห่งกายชื่อว่ากายลหุตา  ความเบาแห่งจิตชื่อว่าจิตตลหุตา  กายลหุตาและจิตตลหุตานั้น  มีความเข้าไประงับแห่งความหนักของกายและจิตเป็นลักษณะ  มีอันบีบเอาความหนักแห่งกายและจิตออกไปเป็นกิจ  มีความไม่อืดอาดแห่งกายและจิตเป็นผล  มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้

:ลหุตานี้  บัณฑิตพึงทราบว่า  เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีถีนมิทธะเป็นต้นที่ทำความหนักแห่งกายและจิต



'''๒๐ - ๒๑.  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา'''

:ความอ่อนแห่งกายชื่อว่ากายมุทุตา  ความอ่อนแห่งจิตชื่อว่าจิตตมุทุตา  กายมุทุตาและจิตตมุทุตานั้น  มีความเข้าไประงับแห่งความกระด้างของกายและจิตเป็นลักษณะ  มีอันบีบเอา


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๔๖ - ๕๐|>>]]



==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ]] (หน้าก่อน)