Revision 49328 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๒๘๐ - ๒๘๕" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ|<<]]

(หน้าที่  280)

== อภิญญานิเทศ  ปริจเฉทที่ ๑๓ ==

:บัดนี้  ถึงวาระแสดงเรื่องทิพพโสตธาตุต่อไป  นักศึกษาพึงทราบความแห่งพระบาลี  เป็นต้นว่า  พระโยคีนั้นเมื่อมีจิตตั้งมั่นอย่างนี้  ดังในทิพพโสตธาตุนิเทศนั้นก็ดี  ในอภิญญา ๓  ต่อนั้นไปก็ดี  ด้วยความหมายดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนว่าด้วยอิทธิวิธนิเทศเถิด  ในพระบาลีว่าด้วยเรื่องอภิญญาทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าจักขยายเฉพาะข้อความที่แปลกกันเท่านั้น


ทิพพโสตธาตุกถา

:บรรดาคำเหล่านั้น  ในคำว่า  ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์  นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้

:โสตธาตุชื่อว่าเป็นทิพย์  เพราะเป็นเช่นเดียวกับของทิพย์  ความจริงเป็นเรื่องธรรมดาที่ธาตุคือประสาทหูของพวกเทวดาเป็นธรรมชาติที่เกิดจากสุจริตกรรม  มิได้เกลือกกลั้วด้วยโทษมีน้ำดี,  เสมหะ  และโลหิตเป็นต้น  จึงสามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้  เพราะพ้นจากสิ่งที่เข้าไปทำให้ขุ่นมัว  แม้ธาตุคือประสาทหูอันสำเร็จด้วยญาณ  ซึ่งบังเกิดขึ้นได้ด้วย  กำลังแห่งวิริยภาวนาของภิกษุนี้เล่า  ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน  เพราะเหตุนั้น  จึงชื่อว่า  ทิพย์  เพราะเป็นเหมือนของทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  ชื่อว่าเป็นทิพย์  เพราะพระโยคีได้ด้วยอำนาจทิพยวิหารและเพราะเหตุที่อิงอาศัยทิพยวิหารของตนชื่อว่า  โสตธาตุ  เพราะอรรถว่าได้ยิน  และเพราะอรรถว่ามิใช่ชีวะ  เป็นแต่เพียงธาตุเท่านั้น  อนึ่ง  ชื่อว่า  โสตธาตุ  แม้เพราะเป็นเพียงดัง  โสตธาตุ  เพราะทำกิจของโสตธาตุได้ด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์นั้น คำว่า  หมดจด  คือบริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเข้าไปเศร้าหมอง  คำว่า   ล่วงวิสัยของมนุษย์  คือล่วง  ได้แก่  ดำรงอยู่ล่วงเลยหูเนื้อซึ่งเป็นวิสัยของมนุษย์  เพราะได้ยินเสียงล่วงอุปจารของมนุษย์ไป  คำว่า   ฟังได้ ๒  เสียง  คือฟังเสียงได้ ๒  ชนิด ๒ ชนิดอะไรบ้าง ?  คือเสียงทิพย์ ๑  เสียงมนุษย์ ๑  มีอธิบายว่า  เสียงของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ด้วยคำว่า  ฟังได้ทั้ง ๒  เสียงนี้  พึงทราบการกำหนดส่วนที่จะได้ยินเสียงดังนี้  คำว่า  เสียงเหล่าใดทั้งไกลและใกล้  นั้นมีอธิบายว่า  เสียงเหล่าใดอยู่ที่ไกล  คือแม้จะอยู่ในจักรวาลอื่น  และเสียงเหล่าใดอยู่ที่ใกล้จนชั้นที่สุดแม้แต่เสียงของสัตว์ตัวเล็ก ๆ  ที่อยู่อาศัยในร่างกายของตน  เธอย่อมได้ยินเสียงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนด้วยคำว่า  เสียงเหล่าใดทั้งไกลและใกล้  นั้น  พึงทราบการกำหนดอย่างไม่มีเขตแดน  ดังนี้  





(หน้าที่  281)




:ก็ทิพพโสตธาตุนี้  จะพึงให้เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการอย่างไร ?   คือภิกษุนั้นต้องเข้าฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท  พอออกแล้วมีจิตตั้งมั่นด้วยบริกรรมสมาธิ  ตอนแรก ๆ พึงนึกถึงเสียงที่หยาบ  มีเสียงราชสีห์ในป่าเป็นต้น  ซึ่งอยู่ในที่ไกลที่มาปรากฏทางโสตประสาทตามปกติพึงนึกถึงเสียงที่ละเอียดเป็นชั้น ๆ ไปโดยลำดับ  เริ่มต้นแต่เสียงที่หยาบกว่าเขาทั้งหมดอย่างนี้  คือ  เสียงระฆังในวิหาร  เสียงกลอง  เสียงสังข์  เสียงที่พวกภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยพากันท่องบ่นอยู่อย่างเต็มกำลัง เสียงที่พวกคนผู้พูดอยู่ตามปกติเช่นว่า  อะไรนะขอรับ  อะไรกันคุณ  เป็นต้น  เสียงนก  เสียงลม  เสียงเท้า  เสียงน้ำเดือดดังคลัก ๆ  เสียงใบตาลที่แห้งกรอบอยู่ที่แดด  เสียงมดดำ  และมดแดง  พระโยคีนั้นพึงสนใจสัททนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายในทิศตะวันออก  ในทิศตะวันตก  ในทิศเหนือทิศใต้  ในทิศเบื้องล่าง  ในทิศเบื้องบน  ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ในทิศตะวันออกเฉียงใต้  ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  ในทิศตะวันตกเฉียงใต้  พระโยคีนั้นพึงสนใจสัททนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายทั้งที่หยาบทั้งที่ละเอียด  เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏชัดแก่พระโยคีนั้นผู้มีจิตดำรงอยู่ตามปกติ  ก็เมื่อเธอมีจิตเป็นสมาธิด้วยการบริกรรม  เสียงย่อมปรากฏชัดเป็นอย่างยิ่ง    เมื่อเธอมนสิการถึงสัททนิมิตอยู่นั่นแล  มโนทวาราวัชชนะทำเสียงเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นว่า  ทิพพโสตธาตุ  จักเกิดขึ้นในบัดนี้  เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนะ ๔  หรือ ๕  ดวงที่มีชวนะ ๓  หรือ ๔  ดวงข้างต้นมีกามาวจร  มีชื่อว่า  บริกรรม,  อุปจาร,  อนุโลม  และโคตรภู  ดวงที่ ๔  หรือ ๕  เป็นอัปปนาจิตชั้นรูปาวจร  นับเข้าฌานหมวด ๔  ย่อมแล่นไป  ญาณใดซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับอัปปนาจิตนั้นในอัปปนาวิถีนั้นนี้พึงทราบว่าทิพพโสตธาตุ  เบื้องหน้าแต่นั้น  ทิพพโสตธาตุก็ตกไปในกระแสนั้น  พระโยคีเมื่อทำทิพพโสตธาตุนั้นให้เกิดขึ้น  กำลังกำหนดที่ระยะเพียงชั่วองคุลีเดียวว่าจะฟังเสียงในระยะนี้แล้วพึงให้ขยาย  แต่นั้นพึงกำหนดด้วยอำนาจ ๒  องคุลี  ๔ องคุลี  ๘ องคุลี  คืบ  ศอก  ภายในห้องหน้ามุข  ปราสาท  บริเวณ  สังฆาราม  โคจรคาม  และชนบท  เป็นต้น  จนตลอดถึงจักรวาล  หรือกำหนดให้ยิ่งกว่านั้นก็ได้  กำหนดแล้วพึงให้ขยายออกไป  พระโยคีนี้ได้บรรลุอภิญญาแล้วอย่างนี้  ย่อมได้ยินเสียงแม้ที่อยู่ภายในระยะโอกาสที่ทิพพโสตธาตุญาณที่มีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ถูกต้องแล้ว  ก็เมื่อฟังอย่างนี้  แม้หากจะมีเสียงกึกก้องเป็นอย่างเดียวกัน





(หน้าที่  282)




:กับเสียงสังข์กลอง  และบัณเฑาะว์เป็นต้นดังขึ้นไปจนกระทั่งพรหมโลก  เมื่อมีความมุ่งหมายจะกำหนดเฉพาะเสียงเดียว  เธอก็อาจจะกำหนดแยกเสียงได้ว่านี้เสียงสังข์  นี้เสียงกลองได้ทีเดียว

:จบทิพพโสตธาตุกถา



เจโตปริยญาณกถา

:คำว่า  ด้วยเจโตปริยญาณ  ในเจโตปริญาณกถานี้  มีอธิบายดังต่อไปนี้  ญาณชื่อว่า  ปริยะ  เพราะอรรถว่าไปรอบ  อธิบายว่า  ย่อมกำหนดด้วยญาณอันกำหนดใจของผู้อื่นได้  ชื่อว่า  เจโตปริยะ  ญาณนั้นด้วย  กำหนดใจของผู้อื่นได้ด้วย  เหตุนั้นชื่อว่า  เจโตปริยญาณ  อธิบายว่าเพื่อประโยชน์แก่เจโตปริยญาณนั้น  คำว่า ของสัตว์อื่น  คือของสัตว์พวกที่เหลือ  เว้นตนเสีย  แม้คำว่า  แห่งบุคคลอื่นนี้  ก็มีความหมายเป็นอันเดียวกันกับบทว่าของสัตว์พวกอื่นนี้เหมือนกัน  แต่ที่ท่านทำพยัญชนะให้ต่างกัน  ก็ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์และด้วยความไพเราะแห่งเทศนา  คำว่า  กำหนดใจด้วยใจ  คือ  กำหนดใจเหล่านั้นของสัตว์ด้วยใจของตนเอง คำว่า  รู้ชัด  คือรู้ทุกสิ่งทุกประการ  ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้มีราคะเป็นต้น  

:ถามว่า  ก็ญาณนี้จะพึงให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

:ตอบว่า  ก็ญาณนี้ย่อมสำเร็จด้วยอำนาจทิพยจักษุ  ทิพยจักษุญาณนั้นเป็นบริกรรมแห่งเจโตปริยญาณนี้เอง  เพราะเหตุนั้น  ภิกษุนั้นเจริญอาโลกกสิณแล้วมองเห็นสีแห่งโลหิตซึ่งเป็นไปอาศัยหทัยรูปของผู้อื่นด้วยจักษุดุจทิพย์แล้ว  พึงสอบสวนดูจิต  ก็เมื่อใดโสมนัสจิตเป็นไป  เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมมีสีแดงเป็นเช่นเดียวกับผลไทรสุกปลั่ง  เมื่อใดโทมนัสจิตเป็นไป  เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมมีสีดำเช่นเดียวกับผลหว้าสุก  เมื่อใดอุเบกขาจิตเป็นไป  เมื่อนั้นหทัยรูปย่อมผ่องใสเช่นเดียวกับน้ำมันงา  เหตุนั้นเธอเห็นสีเลือดหัวใจผู้อื่นว่า  รูปนี้มีอินทรีย์คือ  โสมนัสเป็นสมุฏฐาน  รูปนี้มีอินทรีย์คือโทมนัสเป็นสมุฏฐาน  รูปนี้มีอินทรีย์คืออุเบกขาเป็นสมุฏฐาน  ดังนี้แล้ว  เมื่อจะสอบสวน  พึงทำเจโตปริญาณให้ถึงความแรงกล้าเถิด  แม้เมื่อเจโตปริยญาณนั้นถึงความมีกำลังแรงกล้าอย่างนี้แล้ว  เธอย่อมรู้ชัดถึงกามาวจรจิตและรูปาวจรจิต  อรูปาวจรจิต  ทั้งหมดอยู่  จึงดำเนินเข้าหาจิตอื่นนั่นแลจากจิตนั้นได้โดยลำดับแม้เว้นการดูหทัยรูป  จริงอยู่  แม้คำนี้ท่านก็กล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

:ถามว่า  สำหรับอรูปสมาบัติ  พระโยคีต้องการจะรู้จิตของผู้อื่นจะดูหทัยรูปของใคร ?  จะมองอินทรีย์อันแปลก ๆ ของใคร ?





(หน้าที่  283)




:ตอบว่า  ไม่ต้องดูของใคร  อันนี้เป็นวิสัยของท่านผู้มีฤทธิ์  คือการที่จะนึกถึงจิตในแห่งใดแห่งหนึ่ง  จึงรู้จักจิต ๑๖  ประเภท  ก็ถ้อยคำนี้ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่ไม่ได้ทำการสั่งสมไว้  

:ก็ในคำเป็นต้นว่า  จิตมีราคะหรือ  ดังนี้  มีอธิบายว่าจิตที่สหรคตด้วยโลภมูลจิต ๘  ดวง  พึงทราบว่าจิตมีราคะ  จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ที่เหลือชื่อว่าจิตที่ปราศจากราคะ  ก็จิต ๔  ดวงเหล่านี้คือ  จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒  ดวง  จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ๑  ดวง  จิตที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ๑  ดวง ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกะนี้  แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมทั้งจิต ๔  ดวงนี้นั้นเข้าด้วย  ก็จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒  ดวง  ชื่อว่า  จิตมีโทสะ  แม้จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปในภูมิ  ๔  แม้ทั้งมวลชื่อว่า  จิตที่ปราศจากโทสะ  อกุศลจิต ๑๐  ดวง  ที่เหลือ ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกะนี้  แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมอกุศลจิต ๑๐  ดวงนั้นเข้าด้วย  ก็ในคำว่า  มีโมหะ ปราศจากโมหะ  นี้มีอธิบายว่า  จิต ๒  ดวง  คือจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ๑  ที่สหรคตด้วย  อุจธัจจะ ๑  ชื่อว่า จิตมีโมหะ  ตามนัยที่เป็นไปเฉพาะ  คือเป็นโมหะแท้ ๆ  ไม่ปนด้วยโลภะ  โทสะ  ฝ่ายอกุศลจิตทั้ง ๑๒  ดวง  พึงทราบว่า  จิตมีโมหะ  เพราะโมหะเกิดในอกุศลทั้งปวง  จิตที่เหลือชื่อว่าจิตปราศจากโมหะ  ส่วนจิตที่คล้อยไปตามถิ่นเจตสิกและมิทธเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่หดหู่  จิตที่คล้อยไปตามอุทธัจจเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่ฟุ้งซ่าน  จิตที่เป็นรูปาวจร  และอรูปาวจรพึงทราบว่าเป็น  มหัคคตจิต  จิตที่เหลือจากนั้นพึงทราบว่ามิใช่  มหัคคตจิต  จิตที่เป็นไปในภูมิ ๓  แม้ทุกดวง  พึงทาบว่า สอุตตรจิต  จิตที่เป็น  โลกุตตระ  พึงทราบว่าเป็น  อนุตตรจิต  จิตที่บรรลุ  อุปจาร  และ  อัปปนา  พึงทราบว่าเป็น จิตที่ตั้งมั่น  จิตที่ไม่บรรลุถึง  อุปจาร  และ  อัปปนา  ทั้ง ๒  อย่างนั้นพึงทราบว่า จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น  จิตที่บรรลุถึง  ตทังควิมุตติ  วิกขัมภนวิมุตติ  สมุจเฉทวิมุตติ  ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ  และ  นิสสรณวิมุตติ  พึงทราบว่าเป็น  วิมุตติจิต  จิตที่ยังไม่ถึงวิมุตติทั้ง ๕  อย่างนี้ พึงทราบว่ายังไม่เป็น  วิมุตติจิต  ภิกษุผู้ได้  เจโตปริยญาณ  ดังที่ว่ามาทั้งหมดนี้ย่อมรู้ชัดแม้ทุกสิ่งทุกอย่างว่า  จิตนี้มีราคะ  ฯลฯ  หรือยังไม่หลุดพ้น  ดังนี้ได้


จบ เจโตปริยญาณกถา


(หน้าที่  284)




ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา

:นักศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน  ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา  ดังต่อไปนี้  คำว่า  เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณกถา  นี้คือเพื่อประโยชน์แก่ญาณในการนึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน  ที่ชื่อว่า  ขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน  ก็คือขันธ์ที่เคยอยู่ครอบครองในกาลก่อน  ได้แก่ชาติที่ล่วงไปแล้วนับไม่ถ้วน  คำว่า  อยู่ครอง คือ  ที่ตนได้เคยครอบครองมา  ที่ตนได้เคยเสวยผลมา  ได้แก่ที่เกิดดับในสันดานของตน  หรืออาการต่าง ๆ ที่อาศัยขันธ์  คำว่า  อยู่ครอบครอง  คือ  อยู่ประจำโดยการอยู่อาศัยเป็นโคจร  ได้แก่ที่กำหนดรู้ชัดด้วยวิญญาณของตน  หรือ  ที่กำหนดรู้ชัดได้ด้วยวิญญาณของผู้อื่น  ในเวลาที่อนุสรณ์ถึงท่านผู้ตัดขาดวัฏสงสารถึงนิพพานแล้ว  พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นจึงจะมีนิวุฏฐธรรมเหล่านั้นได้  คำว่า  นึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในกาลก่อน  คือ  พระโยคีนึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อนได้ด้วยสติใด  สตินั้นชื่อว่า  ปุพเพนิวาสานุสสติ  ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้นชื่อว่า  ญาณ  เพื่อประโยชน์แก่ญาณอันสัมปยุตด้วยสติ  นึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อนนี้ดังบรรยายมานี้  มีอธิบายว่า  เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  คือเพื่อการบรรลุถึงซึ่งญาณนี้  คำว่า  มิใช่อย่างเดียว   คือหลายอย่าง  หรือที่ท่านให้เป็นไป  คือพรรณนาได้หลายอย่าง  คำว่า  ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาในกาลก่อน  คือ  สันดานที่ตนเคยอาศัยอยู่อาศัยครอบครองในภพนั้น ๆ  ตั้งต้นแต่ภพที่เป็นอดีตล่วงมานี่เอง  คำว่า  นึกได้  คือระลึกย้อนไปตามลำดับแห่งขันธ์  หรือว่าตามลำดับจุติและปฏิสนธิ

:ความจริง  ชน ๖ จำพวกย่อมระลึกถึงปุพเพสันนิวาสนี้ได้  คือ  พวกเดียรถีย์ ๑  พระสาวกปกติทั้งหลาย ๑  พระมหาสาวกทั้งหลาย ๑  พระอัครสาวกทั้งหลาย ๑  พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑  พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ๑  ในชน ๖  จำพวกนั้น  พวกเดียรถีย์ระลึกได้เพียง ๔๐  กัล์ปเท่านั้น  ไม่ยิ่งไปกว่านั้นได้เลย  เพราะเหตุไร ?  เพราะมีปัญญาน้อย  จริงอยู่  พวกเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้มีปัญญาน้อย  เพราะยังกำหนดนามรูปไม่ได้  พระสาวกปกติทั้งหลายระลึกได้ ๑๐๐  กัล์ปก็ได้  ๑,๐๐๐  กัล์ปก็ได้  เพราะมีปัญญามาก  พระมหาสาวก ๘๐  องค์ระลึกได้แสนกัล์ป  พระอัครสาวกทั้งสองระลึกได้ ๑  อสงไขย  กำไรแสนกัล์ป  พระ





(หน้าที่  285)




:ปัจเจกพระพุทธเจ้าระลึกได้ ๒  อสงไขย  กำไรแสนกัล์ป  ก็อภินิหารของท่านเหล่านั้นมีกำหนด ประมาณไว้เท่านี้  ส่วนอภินิหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ไม่มีกำหนดกาล 

:อนึ่ง  พวกเดียรถีย์ระลึกได้เฉพาะลำดับแห่งขันธ์เท่านั้น  ไม่สามารถจะละลำดับขันธ์แล้วมาระลึกโดยจุติและปฏิสนธิได้เลย  จริงอยู่  เดียรถีย์เหล่านั้นไม่มีการแวะลงสู่ที่ที่ตนปรารถนาได้  เช่นเดียวกับคนตาบอด  คือคนตาบอดละไม้เท้าเสียแล้วย่อมเดินไปไม่ได้ฉันใด  พวกเดียรถีย์ละลำดับแห่งขันธ์แล้วย่อมระลึกไม่ได้  ฉันนั้น  พระสาวกปกติทั้งหลายย่อมระลึกตามลำดับขันธ์ได้  ทั้งระลึกต่อไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิก็ได้  พระมหาสาวก ๘๐  ก็เหมือนกัน  ส่วนพระอัครสาวกทั้งสองไม่ต้องมีการระลึกตามลำดับขันธ์  เพราะว่า  ท่านเห็นจุติแห่งอัตภาพหนึ่งแล้วเห็นปฏิสนธิและเห็นจุติแห่งอัตภาพอื่นอีกแล้วจึงเห็นปฏิสนธิ  ท่านก้าวข้ามไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ  ด้วยอาการอย่างนี้แล  พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  แต่สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  กิจด้วยการระลึกตามลำดับขันธ์ไม่มีเลย  กิจด้วยการระลึกข้ามไปด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิก็ไม่มี  จริงอยู่  พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงมีพระประสงค์จะทราบถึงที่ใด ๆ  ในเบื้องต่ำหรือเบื้องบนก็ตาม  ถึงเวลาจะผ่านไปตั้งหลายโกฏิกัล์ป  ที่นั้น ๆ ก็ย่อมปรากฏขึ้นทันที  เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นจึงทรงย่นย่อได้หลาย ๆ โกฏิกัล์ป  ดุจย่นย่อบาลีด้วยมีเปยยาล  (ฯเปฯ)  ฉะนั้น  ทรงพระประสงค์จะทรงทราบตรงที่ใด ๆ ในกัล์ปใดในภพใด  ก็ก้าวเจาะลงในพระญาณในที่นั้น ๆ  ในกัล์ปนั้นในภพนั้นได้เลย  ทรงดำเนินพระญาณไปได้อย่างแม่นยำ  ปานดังราชสีห์ปบสัตว์ในที่นั้น ๆ ฉะนั้น  ก็พระญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นซึ่งดำเนินไปอย่างนี้ย่อมไม่ผิดพลาดในชาติอันเป็นระหว่าง ๆ  เมื่อไม่ผิด  ไม่พลาด  ย่อมจับเอาเฉพาะที่ซึ่งพระองค์ปรารถนา ๆ  ทีเดียว เปรียบเหมือนอย่างลูกศรที่นายขมังธนู  เช่นท่านสรภังคาจารย์ผู้ทำการอบรมยิงขนทราย  ยิงไปแล้วมิได้กระทบต้นไม้  และเครือเถาเป็นต้นในระหว่าง  ย่อมถูกต้องเป้าหมายไม่ผิดไม่พลาด  ฉันนั้น

:ก็ในพวกชนผู้นึกถึงปุพเพสันนิวาสได้เหล่านี้  การเห็นปุพเพสันนิวาส  (ระลึกชาติได้)  ของพวกเดียรถีย์  ย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงสว่างแห่งหิ่งห้อย  การระลึกชาติได้ของพระสาวกปกติย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงประทีป  การระลึกชาติได้ของพระมหาสาวก


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๒๘๖ - ๒๙๐|>>]]


==ดูเพิ่ม==


**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ]]  (หน้าก่อน)