Revision 49845 of "ชินกาลมาลีปกรณ์ หน้าที่ ๑ - ๕" on thwikisource

::::::::::::::[[ชินกาลมาลีปกรณ์|<<]]



(หน้าที่  1)



''' <big>(นมัสการพระรัตนตรัย)</big>''' 




:'''โมหนฺธการํ  ติฆนํ  ปหนฺตฺวา'''
:'''ญาณงฺสุนา  ธมฺมวรงฺสุนา  โย'''
:'''เวเนยฺยพนฺธุตฺตยปงฺกชนฺตํ'''
:'''โพเธสิ  วนฺเท  ชินํปสุมาลี ฯ'''


:	พระพุทธองค์ใด  ละความมืดคือโมหะอันหนาทึบในภพทั้งสาม  ด้วย
:	พระรัศมี  คือพระปัญญาตรัสรู้  ยังเผ่าพันธุ์เวไนยชน  เปรียบเหมือน
:	ดอกบัวสามเหล่า  ให้คลี่บานคือให้ตรัสรู้ด้วยพระรัศมีอันประเสริฐ
:	คือพระธรรม  ข้าพเจ้า  (ผู้ชื่อว่ารตนปัญญาเถร) ขอนมัสการพระพุทธ
:	พระองค์นั้น  ผู้ทรงชนะแล้ว  มีละอองพระบาทเป็นระเบียบ ฯ





(หน้าที่  2)



:		'''ราคาตุเร  เสฎฺฐคโท  ติโลเก'''
:		'''โมหนฺธกาเร  วรทีปมาลี'''
:		'''โทสคฺคิโต  โย  รตนาวลีว'''
:		'''ฆมฺมาภิตตฺเต  ปณมามิ  ธมฺมํ ฯ'''


:สภาพใด  เหมือนยาอันประเสริฐ  บำบัดความกระวนกระวาย  
:มีราคะเป็นต้น  ทั้งสามโลก.  เหมือนแสงประทีปอันประเสริฐ
:ส่องสว่างในที่มืดคือโมหะ.  เหมือนสายพานแก้ว  ซึ่งพาออก
:จากไฟคือ  โทสะ  เป็นต้น  ในภาวะตั้งว่า  ความรุ่มร้อนในฤดูแล้ง  
:ข้าพเจ้าขอนมัสการสภาพนั้น  คือ  พระธรรม ฯ


:		'''เขตฺตํ  ว  ปุญฺเญสุนุพุทฺธวํโส'''
:		'''พุทฺธสฺส  พิมฺพาว  สมินฺทฺริโย  โย'''
:		'''นรมรูนํ  วรทกฺขิเณยโย'''
:		'''คณุตฺตโม  ตํ  ปณมามิ  สํฆํ ฯ'''


:บุคคลใดสืบเนื่องมาแต่พระพุทธ  เหมือนเนื้อนาบุญ.  
:มีอินทรีย์สงบเหมือนพระพุทธรูป. เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา  
:อันประเสริฐของเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย,  เป็นผู้สูงสุด  
:แก่มนุษย์ทั้งหลาย  ข้าพเจ้าขอนมัสการซึ่งบุคคลนั้น ผู้เป็นพระสงฆ์ ฯ  



:แม้พระพุทธก็ได้ทรงตรัสสรรเสริญพระพุทธ  (ด้วยกัน)  และตรัสชี้แจงลำดับ,  กาล  และ  เทศ  ซึ่งเป็นดังพวงมาลามากมายสวยงามต่างๆ กัน  พระองค์สามารถที่จะทำให้นักปราชญ์ทั้งหลายทราบแนวความคิดเห็นได้โดยง่าย ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธ,  พระธรรม,  พระสงฆ์แล้ว  ขอให้ได้อานิสงส์ส่วนบุญ  มากพอที่จะเป็นการกำจัดอันตรายต่างๆ  ได้ด้วยบุญกุศลนั้น  จะได้กล่าวถึง  คัมภีร์ชินกาลมาลี  เรื่องราวอันเป็นระเบียบกาลแห่งพระพุทธ)  ต่อไป


	
:ในเรื่องกาลและเทศนั้น  กาลที่สืบเนื่องติดต่อกันมาแห่งพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคโคดมผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย  นับตั้งแต่กาลที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเป็นต้นมา  ชื่อว่า  ชินกาล  คือ  กาลแห่งพระชินหรือพระพุทธผู้ชนะแล้ว  และชินกาลนั้น  มีหลายอย่าง  พึงทราบตามลำดับดังต่อไปนี้




(หน้าที่  3)





'''<big>(พระโพธิสัตว์ ๓)</big>''' 


:	พระโพธิสัตว์มี ๓  จำพวก  โดยยึดหลักการที่บำเพ็ญบารมี  คือ  พระโพธิสัตว์  จำพวกปัญญาธิก ๑  พระโพธิสัตว์จำพวกสัทธาธิก ๑  และพระโพธิสัตว์จำพวกวิริยาธิก ๑


:	พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย  ทรงบำเพ็ญบารมี  ๔  อสงไขยแสนกัปจึงสำเร็จเป็นพระพุทธ  จัดเป็นจำพวกปัญญาธิก  เพราะกำลังพระปัญญินทรีย์แรงมากต่อไปนี้เป็นกาลที่ทรงปรารถนา  โดยแสดงออกทางพระกายและพระวาจา


:(จิตตุปบาทกาล)


:	จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย  ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธ  ด้วยใจ  ๗  อสงไขย  ด้วยวาจา  ๙  อสงไขย  ด้วยกายและวาจา  ๔  อสงไขยและแสนกัป  พระโพธิสัตว์ของเรามีขณะจิตที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธครั้งแรก  แต่ยังมิได้เคยพบเห็นพระพุทธองค์ใด ๆ  เลยนั้น  นับชาติไม่ถ้วนมาแล้ว  เรื่องนี้โปรดทราบดั่งต่อไปนี้


:	ในครั้งอดีตกาล  พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนยากจนคนหนึ่ง  อยู่ในเมืองคันธารเก็บผักหักฟืนด้วยตนเองจากป่ามาขายเลี้ยงมารดา  อยู่มาวันหนึ่ง  กำลังแบกของหนักมาถูกแดดแผดเผากระหายน้ำ  จึงนั่งพักที่โคนต้นนิโครธ  (ต้นไทรหรือต้นกร่าง)  แห่งหนึ่ง  รำพึงว่าขณะนี้เรามีเรี่ยวแรงกำลังอยู่  ก็พอทนความทุกข์ร้อนได้  เมื่อเวลาแก่เฒ่าลงไปแล้วหรือในเวลาเจ็บไข้  เราจะไม่อาจทนความทุกข์ได้  อย่ากระนั้นเลย  เราไปเมืองสุวรรณภูมิขนเอาทองมาเลี้ยงมารดาให้มีความสุขเถิด  เมื่อคิดดั่งนี้แล้ว  จึงพามารดาไปลงเรือสำเภาโดยขอเป็นลูกจ้างประจำเรือ  แล้วไปเมืองสุวรรณภูมิพร้อมกับพ่อค้าทั้งหลายเรือสำเภาได้อับปางลงในวันที่  ๗  ครั้งนั้นพวกพ่อค้าได้ถึงมหาวินาศกันสิ้น  พระโพธิสัตว์แบกมารดาของตนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร  ครั้งนั้น  ท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาสเล็งแลดูสัตว์โลกทั่วไปคิดว่าล่วง  ๑  อสงไขยมาแล้ว  บุรุษใดที่จะบังเกิดเป็นพระพุทธแม้สักองค์หนึ่งสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธ  จะมีไหม  จึงเห็นพระโพธิสัตว์กำลังสละชีวิตพามารดาของตนว่ายข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำกว้างใหญ่หาที่สุดมิได้  ก็รู้ว่า  มหาบุรุษผู้นี้  มีความเพียรมั่งคงนักมีอัธยาศัยช่วยเหลือผู้อื่น  พระโพธิสัตว์โดยพรหมดลใจ  เกิดความคิดขึ้นในใจว่าเราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสด้วย  เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย  เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย  ดั่งนี้  ว่ายข้ามมหาสมุทร  ๒-๓  วัน  ก็ถึงฝั่งพร้อมด้วยมารดา  ตั้งแต่นั้น




(หน้าที่ 4)




:
:พระโพธิสัตว์เลี้ยงดูมารดาจนสิ้นชีพ  ก็ได้ไปเกิดในเทวโลก  ฝ่ายมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ไปตามยถากรรม	


	
:นี้คือกาลที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธขึ้นในใจเป็นครั้งแรก  เรียกว่าปฐมจิตตุปบาทกาล


<big>'''(มโนปณิธาน)'''</big>


:ในพระชาติอื่น  ต่อแต่นั้นมา  พระมหาบุรุษจุติจากเทวโลก  เป็นพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าสัตตุตาปน  ในเมืองสิริมดี  เมืองสิริมดีในครั้งนั้นก็เหมือนเมืองพาราณสี  เป็นที่รู้กันว่า  พระเจ้ากรุงสิริมดีนั้น  โปรดประพาสคล้องช้าง  ทรงทราบข่าวช้างที่พรานป่าป่าทูลบอกเล่า  จึงเสด็จไปกับเสนาข้าราชการ  คล้องช้างเชือกนั้นได้แล้ว  โปรดให้นำมาขึ้นระวางเป็นช้างหลวง  ครั้นหมอควาญผู้เชี่ยวชาญตำราคชเวทฝึกหัดช้างเชือกนั้นดีแล้ว  ในวันที่  ๘  (หลังจากฝึกหัดแล้ว)  พระองค์ทรงขี่เลียบพระนคร  ครั้งนั้นโขลงช้าง  เป็นอันมากมาจากป่าในเวลากลางคืน  เข้าไปในอุทยาน  หักทำลายพืชพันธุ์ต้นไม้  ถ่ายมูลตรคูณแล้วพากันกลับไป  พระราชาเมื่อเสด็จเลียบพระนคร  ทรงทราบข่าวนั้นจากพนักงานเฝ้าสวน  จึงเสด็จไปทอดพระเนตร  (ความเสียหาย)  สวน  เสด็จเลยเข้าไปในสวน  ทรงตรวจตราดูบริเวณสถานที่ต่าง ๆ  ครั้นช้างพระที่นั่งได้กลิ่นช้างพัง  ก็เกิดอาละวาดเมามันขึ้นด้วยกามราคะ  สลัดควาญช้างตกลงแล้วหนีเตลิดไป  พระราชายังประทับอยู่บนช้างตัวนั้น  แม้ทรงกระชากชัปไว้ด้วยขอแก้วก็ไม่อาจทำให้มันกลับได้ถูกมันพาไป  ทรงเหนี่ยวกิ่งมะเดื่อไว้ได้  จึงประทับนั่งอยู่บนยอดไม้  ฝ่ายเสนาข้าราชการทั้งหลาย  ติดตามรอยช้างนั้นพากันไปรับพระองค์คืนเข้าพระนคร  พระราชาตรัสเรียกหมอควาญนั้นมาแล้วตรัสว่า  “ตาหมอแกลวงเอาเราไปฆ่าหรือ ?”  หมอควาญกราบทูลว่า  “ขอเดชะ  ไฉนตรัสอย่างนี้?  ช้างเชือกนี้  ข้าพระพุทธเจ้าหัดไว้อย่างดีที่สุดแล้ว  มันไปด้วยความเร่าร้อนราคะ  เมื่อสมใจมันแล้ว  มันก็จะกลับมาอีก”  ช้างนั้นเข้าป่าไปรื่นรมย์กับนางช้างเสด็จแล้ว  ในวันที่  ๗  ก็กลับมายืนอยู่ในโรงของตน  พระราชาทรงทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว  เสด็จไปสู่โรงช้าง  ทรงลูบงวงมันแล้วตรัสว่า  “ตาหมอ  ช้างเชื่องออกอย่างนี้ทำไมเราเอาขอรั้งมันไว้ไม่อยู่?”  หมอควาญกราบทูลว่า  “ขอเดชะ  ไฉนตรัสอย่างนี้?  ขึ้นชื่อว่าราคะ  ร้ายแรงยิ่งกว่าขอแก้วนัก  ร้อนยิ่งกว่าไฟนัก  มีพิษยิ่งกว่างูนัก  เพราะฉะนั้น




(หน้าที่ 5)


:
:
:
:พระองค์จึงไม่อาจเอามันอยู่  มันไปด้วยกำลังราคะของช้าง  แล้วมันกลับด้วยกำลังมนต์ของข้าพระพุทธเจ้า”  “ถ้ากระนั้นแกแสดงกำลังยาคือมนต์ของแกให้เราดูได้ไหม?”  พระราชาตรัสถาม  “ได้  พระเจ้าข้า”  หมอควาญทูลรับแล้ว  ใช้กำลังมนต์บังคับช้างให้จับก้อนเหล็กใหญ่ที่เผาไฟลุกแดง  ช้างเอางวงจับเหล็กก้อนแดงนั้นแน่นไม่ปล่อย  เพราะกลัวหมอควาญ  พระราชาทรงกลัวช้างจะตายตรัสสั่งให้หมอควาญบอกช้างให้ปล่อยก้อนเหล็กนั้นแล้วทรงสลดพระทัย  ทรงรำพึงว่า  “ราคะนี้หนอ  ร้อนยิ่งนัก  สัตว์บุคคลเหล่านี้  อาศัยราคะแล้วเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ  อย่ากระนั้นเลย  เราขอเป็นพระพุทธเปลื้องตนให้พ้นจากราคะเถิด”  ความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธได้บังเกิดขึ้นแล้ว  พระโพธิสัตว์ตรัสว่า



:	'''เราตรัสรู้แล้ว  จะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย  เราพ้นจากกิเลสแล้ว  จะให้ผู้อื่นพ้นด้วย'''
:
:	'''เราข้ามโลกได้แล้ว  จะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย  มหาสมุทรคือวัฏสงสารมีภัยมาก ฯ'''



:	พระองค์ตั้งพระทัยอย่างนี้แล้ว  สละราชสมบัติ  เสด็จเข้าป่าหิมพานต์  ทรงบรรพชาเป็นพระฤษี  ดำรงอยู่ตลอดพระชนมชีพมายุ  เมื่อสิ้นพระชนมชีพ  ก็ได้ไปบังเกิดในโลกสวรรค์


:	แต่นั้น  ในเวลาต่อมา  พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก  บังเกิดเป็นคนตระกูลพราหมณ์  นับถือพรหม  ณ  ตำบลสาลัททิยพราหมณ์แคว้นมคธ  สอนไตรเพทแก่พราหมณ์มานพ  ๕๐๐  คน  เมื่อบิดามารดาสิ้นชีพแล้ว  ได้บริจาคทรัพย์จนหมด  ออกบวชเป็นพระฤษีอยู่ที่ภูเขาปัณฑร  ภูเขาปัณฑรในครั้งนั้นก็เหมือนภูเขาเอรกะ  พระเมตไตรย-โพธิสัตว์ได้เป็นหัวหน้าศิษย์ฤษีของพระมหาสัตว์  อยู่มาวันหนึ่ง  พระโพธิสัตว์เห็นแม่เสือตัวหนึ่งทำท่าจะกินลูกของตนที่เชิงภูเขาแห่งหนึ่ง  จึงมาคิดว่า  “ทุด ! ทุด  ! โลกเอ๋ยโลก”  แล้วพูดกับหัวหน้าศิษย์ว่า  “เราช่วยกันไปแสวงหาอาหารที่เป็นเดนสิงโต  เป็นต้น  เอามาให้แก่แม่เสือนี้เถอะ”  เมื่อหัวหน้าศิษย์ไปแล้ว  พระโพธิสัตว์เล็งเห็นว่า  “ร่างกายของตนเกลือกกลั้วบาปมิใช่น้อย  และเห็นว่าร่างกายเป็นเหตุแห่งทุกข์  คันหาอุบายที่จะปลดเปลื้องทุกข์นั้นเห็นอยู่แต่พุทธการกธรรม  คือ  ธรรมที่จะให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธ”  ครั้นเล็งเห็นดังนั้นแล้วจึงคิดว่า  “ผู้ที่ไม่ปฏิบัติพุทธการกธรรมอันยากยิ่ง  ไม่สละสิ่งที่สละยาก  ไม่ได้บริจาคสิ่งที่บริจาคยาก  ไม่อาจบรรลุพุทธภูมิได้”  แล้วเกิดความคิดขึ้นในใจว่า



::::::::::::::[[ชินกาลมาลีปกรณ์ หน้าที่ ๖ - ๑๐|>>]]



== ดูเพิ่ม ==

**[[ชินกาลมาลีปกรณ์]] (หน้าหลัก)