Revision 49866 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๙๑ - ๙๕" on thwikisource::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]] (หน้าที่ 91) :ทั้งหลายให้มีความมุ่งหน้าต่อการละสังโยชน์ ๓ นั้นด้วย เป็นกิจแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ การละโดยทำสังโยชน์ที่เหลือ มีกามราคะและพยาบาทเป็นต้นให้เบาบางลงไป และการยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้เป็นไปในอำนาจของตนด้วยเป็นกิจแห่งอัญญินทรีย์ การละเลิกความขวนขวายในกิจ (ละสังโยชน์) ทั้งปวง และความเป็นปัจจัยให้สัมปยุตธรรมทั้งหลายมีความมุ่งหน้าต่ออมตธรรมด้วยเป็นกิจแห่งอัญญาตาวินทรีย์ :พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ โดยภูมิ :ข้อว่า โดยภูมิ ความว่า “ก็อินทรีย์ทั้งหลายนี้ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ (๑๐) เป็นกามาวจรแท้ มนินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ (๘) เนื่องไปในภูมิที่ ๔ โสมนัสสินทรีย์ เนื่องไปในภูมิ ๓ โดยเป็นกามาวจร (ก็มี) รูปาวจร (ก็มี) โลกุตตระ (ก็มี) อินทรีย์ ๓ ข้างท้าย เป็นโลกุตตระแท้” :บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยภูมิในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ด้วย ด้วยว่า :'''ภิกษุผู้ทราบอย่างนี้อยู่ จักเป็นผู้มากไปด้วยความ''' :'''สังเวช ตั้งอยู่ในอินทรียสังวร กำหนดรู้อินทรีย์ทั้งหลาย''' :'''แล้วทำที่สุดทุกข์ได้แล''' :นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย '''สัจจนิเทศ''' :ก็อริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่า สัจจะ อันมาในลำดับแห่งอินทรีย์นั้น (หน้าที่ 92) '''หัวข้อวินิจฉัย''' '''วินิจฉัยในอริยสัจอันเป็นที่ดำเนินไปแห่งพระ''' '''ศาสนานั้น ปราชญ์พึงทราบ โดยวิภาค (จำแนกอรรถ''' '''แห่งอริยสัจ ๔) ๑ โดยนิพจน์ (แยกคำ) ๑ โดยประเภท''' '''แห่งลักษณะเป็นต้น ๑ โดยอรรถ (แห่งสัจจศัพท์) ๑''' '''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง ๑ โดยลำดับ ๑ โดย''' '''วินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น ๑ โดยกิจแห่งฐาณ ๑ โดย''' '''ประเภทแห่งธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายใน (คือนับเข้าใน''' '''อริยสัจ) ๑ โดยอุปมา ๑ โดยจตุกกะ (เป็นและไม่เป็น''' '''อริยสัจ ๔ นัย) ๑ โดยว่าเปล่า ๑ โดยอย่างต่าง ๆ มี''' '''อย่างเดียว เป็นต้น ๑ โดย (สภาคและวิสภาค) มีส่วน''' '''เสมอกันและไม่เสมอกัน ๑''' '''โดยวิภาค''' :ในหัวข้อเหล่านั้น ข้อว่า '''โดยวิภาค''' ความว่า ก็อรรถแห่งอริยสัจมีทุกข์เป็นต้น ท่านจำแนกเป็นอย่างละ ๔ (คือสัจจะละ ๔) เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จไม่เป็นอื่น ซึ่งพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้นพึงรู้ได้ ดังบาลีว่า อรรถแห่งทุกข์คือความบีบคั้น (๑)….ความเป็นสังขตะ (๑)….ความเร่าร้อน (๑)….ความแปรเปลี่ยน (๑) อรรถ ๔ ประการนี้เป็นอรรถว่า ทุกแห่งทุกขสัจ เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น :อรรถแห่งสมุทัย คือ ความประมวลเอาไว้ (๑) ก่อเหตุเข้าไว้ (๑) ผูกไว้ (๑) พัวพันไว้ (๑) อรรถ ๔ ประการนี้ เป็นอรรถว่าสมุทัยแห่งสมุทยสัจ เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น :อรรถแห่งนิโรธ คือ ความออกไป (๑) ความว่าง (๑) ความเป็นอสังขตะ (๑) ความเป็นอมตะ (๑) อรรถ ๔ ประการนี้เป็นอรรถว่านิโรธแห่งนิโรธสัจ เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น :อรรถแห่งมรรค คือ ความนำออกไป (๑) ความเป็นเหตุ (๑) ความเห็น (ตามเป็นจริง) (๑)….ความเป็นอธิบดี (๑) อรรถ ๔ ประการนี้ เป็นอรรถว่า มรรคแห่งมัคคสัจ เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น (หน้าที่ 93) :บาลีที่กล่าวไว้ (ในที่อื่น) ว่า “อรรถแห่งทุกข์คือ ความบีบคั้น ความเป็นสังขตะ ความเร่าร้อน ความแปรเปลี่ยน ความเป็นสิ่งพึงตรัสรู้” ดังนี้เป็นต้น ก็อย่างเดียว :อริยสัจมีทุกข์เป็นต้น บัณฑิตทราบด้วยอำนาจแห่งอรรถอย่างละ ๔ ๆ ที่ท่านจำแนกไว้ดังกล่าวมาฉะนี้แล :นี่เป็นวินิจฉัยโดยวิภาคในอริยสัจนี้เป็นอันดับแรก '''โดยนิพจน์''' :ส่วนใน ๒ หัวข้อ คือ '''นิพฺพจจลกฺขณาทิปฺปเภทโต''' โดยนิพจน์และประเภทมีลักษณะ เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย โดยนิพจน์ (แยกคำ) ก่อน '''แยกคำศัพท์ทุกข์''' :ในคำว่า “ทุกฺขํ” นี้ ศัพท์ว่า “ทุ” นี้ ท่านถือเอาอรรถคือน่าเกลียด จริงอยู่ ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรที่น่าเกลียด (คือชั่ว) ว่า “ทุรบุตร” ส่วนคำว่า “'''ขํ'''” ถือเอาในอรรถคือที่ว่างเปล่า จริงอยู่ ที่ว่างเปล่า คืออากาศ เขาก็เรียกว่า “ขํ” อันสัจจะที่ ๑ นี้ จัดว่าน่าเกลียด เพราะเป็น ที่ตั้งแห่งสิ่งที่เลวทรามมีอุปัทวะเป็นต้นเป็นอเนก จัดว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความเป็นตนที่พาลชนคาดหมายเอา เหตุนั้น จึงเรียกว่า ทุกข์ เพราะน่าเกลียดและเพราะว่างเปล่าด้วย '''แยกคำศัพท์สมุทัย''' :ส่วน (ในคำว่าสมุทัย) ศัพท์ว่า “'''สํ'''” นี้ บ่งถึงความประกอบกันเข้า (พึงเห็น) ในคำว่า “สมาคมะ สเมตะ (ประชุมกัน)” เป็นต้น ศัพท์ว่า “อุ” นี่บ่งถึง ความเกิดขึ้น (พึงเห็น) ในคำว่า “อุปปันนะ อุทิตะ (เกิดขึ้น ขึ้นไป)” เป็นต้น ศัพท์ว่า “อยะ” บ่งถึงเหตุ อันสัจจะที่ ๒ นี้เล่า เมื่อความประกอบกันเข้ากับปัจจัยที่เหลือมีอยู่ ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เหตุนั้น จึงเรียกว่า ทุกขสมุทัย เพราะเมื่อมีความประกอบกันเข้า (แห่งปัจจัย) ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ (หน้าที่ 94) '''แยกคำศัพท์นิโรธ''' :ส่วนสัจจะที่ ๓ เพราะเหตุที่ '''นิ''' - ศัพท์บ่งถึงความไม่มี และ '''โรธ'''-ศัพท์ บ่งถึงคุก เหตุนั้น ความไม่มีแห่งที่คุมขังทุกข์ที่นับว่าคุกสังสาร(วัฏ) ในสัจจะข้อนี้ จึงเรียกว่าทุกขนิโรธ เพราะว่างเปล่าจากคติทั้งปวง หรือเมื่อสัจจะข้อนี้ พระโยคาวจรได้บรรลุแล้ว ก็เป็นอันที่ไม่มีที่คุมขัง ทุกข์ที่นับว่าคุกสังสาร(วัฏ) เพราะสัจจะนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์นั้น เหตุนี้อีกประการหนึ่งเรียกว่าทุกขนิโรธ หรือมิฉะนั้นเรียกว่า ทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแห่งความดับคือความไม่เกิดขึ้นแห่งทุกข์ '''แยกคำศัพท์นิโรธคามินีปฏิปทา''' :ส่วนสัจจะที่ ๔ เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหตุที่สัจจะนี้ชื่อว่า (ดำเนิน) ไปสู่ทุกขนิโรธ เพราะเป็นธรรมมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยที่ (มีทุกข์นิโรธนั้น) เป็นอารมณ์ และเป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธด้วย '''แยกคำศัพท์อริยสัจ''' :ก็แลสัจจะทั้งหลายนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นธรรมที่พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นแทงตลอด ดังบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ นี้ อริยสัจ ๔ คืออะไรบ้าง ฯลฯ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ พระอริยทั้งหลายย่อมแทงตลอดซึ่งสัจจะเหล่านี้ เหตุนั้น สัจจะทั้งหลายนี้เรียกว่า อริยสัจ” :อีกนัยหนึ่ง เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสัจจะของพระอริยะก็ได้ ดังบาลีว่า “ตถาคตเป็นพระอริยะในโลกกับทั้งเทวโลก ฯลฯ ในหมู่สัตว์กับทั้งสมณะ พราหมณ์ ทั้งที่เป็นเทวดาและมนุษย์ เพราะเหตุ (ตถาคตเป็นพระอริยะ) นั้น สัจจะทั้งหลายนี้ (ของตถาคต) จึงเรียกอริยสัจ” :หรือนัยหนึ่ง เรียกอริยสัจ โดยที่ความสำเร็จเป็นพระอริยะ (มิได้) ก็เพราะได้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายนั้นก็ได้ ดังบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ นี้ตามจริงแล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้นามว่าพระอริยะ” (หน้าที่ 95) :อนึ่งโสด เรียกอริยสัจ เพราะเป็นสัจจะอย่างอริยะก็ได้ คำว่าอริยะ (ในอรรถนี้) มีความหมายว่าจริงแท้ ไม่เท็จ ไม่ลวง ดังบาลีว่า “นี้แล ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เป็นความจริงแท้ ไม่เท็จ ไม่เป็นอื่น เพราะเหตุนั้น สัจจะทั้งหลายนี้จึงเรียกว่า อริยสัจ” :วินิจฉัยโดยนิพจน์ (แยกคำ) ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ โดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น :ถามว่า “วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะ เป็นต้นอย่างไร ?” เฉลยว่า “ก็ในสัจจะ ๔ นี้ทุกขสัจ มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะ มีความทำให้เร่าร้อนเป็นกิจ มีปวัตติ (ความเป็นไปไม่แล้วไม่รอด) เป็นผล :สมุทยสัจมีความก่อให้เกิดขึ้นเป็นลักษณะ มีอันทำไม่ให้ขาดสายเป็นกิจ มีความห่วงใยเป็นผล :นิโรธสัจมีความสงบเป็นลักษณะ มีความไม่เคลื่อน (คือไม่เปลี่ยนสภาพ) เป็นกิจ มีความไม่มีนิมิต (เครื่องหมายแห่งทุกข์) เป็นผล :มัคคสัจ มีความนำออก (จากคุกสังสารวัฏ) เป็นลักษณะ มีการทำความละกิเลสเป็นกิจ มีความออก (จากนิมิตและปวัตติ) เป็นผล :อีกนัยหนึ่ง สัจจะ ๔ มีปวัตติ (ความหมุนไป) ปวัตตนะ (เหตุให้หมุนไป) และนิวัตติ (ความหมุนกลับ) เป็นลักษณะโดยลำดับกัน อนึ่ง มีความเป็นสังขตตัณหา (ความกระหาย) และความเป็นอสังขตะ ทัสสนะ (ความเห็นตามเป็นจริง) เป็นลักษณะโดยลำดับกันอย่างนั้น” :วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น ในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ '''โดยอรรถ''' :ส่วนใน ๒ หัวข้อคือ '''อตฺถตฺถุทฺธารโต เจว''' –โดยอรรถและโดยอัตถุทธาระนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจะศัพท์) ก่อน ::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๙๖ - ๑๐๐|>>]] ==ดูเพิ่ม== **[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก) **[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?oldid=49866.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|