Revision 49872 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๙๖ - ๑๐๐" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]]

(หน้าที่ 96)



:หากมีคำถามว่า  “อะไรเป็นอรรถแห่งสัจจะ ?”  ดังนี้ไซร้  คำตอบก็พึงมีว่า  “สภาวะใด เมื่อพระโยคาวจรทั้งหลาย  เข้าไปสอบดูด้วยปัญญาจักขุอยู่  ก็ไม่เป็นสภาวะที่วิปริต  (ผิดความจริง)  ไปเหมือนกล  ไม่เป็นสภาวะที่ลวงดุจพยับแดด  และไม่เป็นสภาวะที่ใคร ๆ  หาไม่ได้  (คือไม่มี)  ดังเช่นอัตตาของพวกเดียรถีย์  แต่เป็นโคจร  (คือเป็นอารมณ์)  แห่งอริยญาณโดยความเป็นสภาวะที่แท้ไม่วิปริตและเป็นจริงอันมีประการ(คืออาการ)เบียดเสียด  ก่อให้เกิดขึ้น  สงบ  และนำออกไปเท่านั้น  ความเป็นสภาวะที่แท้ไม่วิปริตและเป็นจริง  ดังลักษณะของไฟ  และดังปกติของโลกนั่น  บัณฑิตพึงทราบว่า  เป็นอรรถของสัจจะ  ดังพระบาลีว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คำว่านี่ทุกข์  นั่นเป็นคำจริงแท้  นั่นเป็น  คำไม่เท็จ  นั่นเป็นคำไม่  (แปรปรวน)  เป็นอื่น”  ดังนี้เป็นต้น  ความพิสดาร  บัณฑิตพึงนำมากล่าวเถิด  อีกนัยหนึ่ง



:'''เหตุใด  ทุกข์ไม่เบียดเบียน ไม่มี  สิ่งอื่น(นอก)จาก'''

:'''ทุกข์เบียดเบียนก็ไม่มี  เพราะเหตุนั้น  ทุกข์นี่  จึงตก'''

:'''ว่าเป็นสัจจะ  เพราะแน่นอนในความเป็นธรรมชาติที่'''

:'''เบียดเบียน'''


:'''เหตุใด  เว้นมัน  (คือตัณหา)  เสีย  ทุกข์สันตะ  (คือ'''

:'''นิพพาน)  ไม่มีความสงบนั้นก็ไม่มี  เพราะเหตุนั้น'''

:'''นิพพานนี่  จึงตกว่าเป็นสัจจะ  เพราะแน่นอนในความ'''

:'''เป็นธรรมสงบ'''


:'''เหตุใด  เครื่องนำออกอื่นจากมรรคไม่มีและนิยยานะ'''

:'''(คือมรรค)  ไม่มี  แม้ธรรมเครื่องนำออกนั้นก็ไม่มี  เพราะ'''

:'''เหตุนั้น  มรรคนั้นจึงตกว่าเป็นสัจจะ  เพราะความเป็น'''

:'''ธรรมเครื่องนำออก  แน่แท้'''


:'''บัณฑิตทั้งหลาย  กล่าวความแท้ความไม่คลาดเคลื่อน'''

:'''และความเป็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔  มีทุกข์เป็นต้นโดย'''

:'''แปลกกัน  ว่าเป็นอรรถแห่งสัจจะศัพท์  ด้วยประการฉะนี้'''



:วินิจฉัยโดยอรรถ  (แห่งสัจจะศัพท์)  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้





(หน้าที่ 97)




'''โดยอัตถุทธาระ'''

:วินิจฉัยโดยอัตถุทธาระ  (ระบุอรรถที่ประสงค์)  อย่างไร  ในข้อนี้สัจจศัพท์นี่ถือเอาในอรรถได้หลายอย่างคืออย่างไรบ้าง ?  คือสัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า  “'''สจฺจํ  ภเณ  กุชฺเฌยฺย'''  บุคคลพึงพูดคำจริง  ไม่พึงโกรธ”  ดังนี้  เป็นต้น  ถือเอาใน  (อรรถคือ)  วาจาสัจ  (จริงทางวาจา)  สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า  “'''สจฺเจ  ฐิตา  สมณพฺราหมณา  วา'''  สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในสัจจะก็ดี”  ดังนี้เป็นต้น  ถือเอาในวิรติสัจ  (จริงทางวิรัติ)  สัจจะศัพท์  ในคำทั้งหลายมีคำว่า



:'''กสฺมา  นุ  สจฺจานิ  วทนฺติ  นานา'''

:'''ปวาทิยาเส  กุสลาวทานา'''



:เหตุอะไรหนอ  เจ้าลัทธิทั้งหลาย  ผู้สำคัญว่าตนเป็นผู้มีวาทะเป็นกุศล  (คือถูกต้อง)  จึงกล่าวสัจจะหลายอย่างต่างกัน  ดังนี้  เป็นต้น  ถือเอาในทิฏฐิสัจ  (จริงทางความเห็น)  สัจจะศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า  '''เอกํ  หิ  สจฺจํ  น  ทุติยํ'''  สัจจะอันหนึ่งแลไม่มีที่สอง  ดังนี้  เป็นต้น  ถือเอาในนิพพานและมรรคด้วย  อันเป็นปรมัตถสัจ  (จริงโดยปรมัตถ์)  สัจจะศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า  '''จตุนฺนํ  สจฺจานํ  กตี  กุสลา'''  บรรดาสัจจะ ๔  สัจจะเท่าไรเป็นกุศล  ดังนี้  เป็นต้น  ถือเอาในอริยสัจ  (จริงอย่างอริยะ)  แม้สัจจะศัพท์นี่  ในข้อนี้นั้นก็เป็นไปใน  (อรรถคือ)  อริยสัจแล

:วินิจฉัยแม้โดยอัตถุทธาระในอริยสัจนี้  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง'''

:ข้อว่า  '''“โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง”'''   ความว่า  หากคำถามพึงมีว่า  ก็เพราะเหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอริยสัจแต่ ๔  เท่านั้น  ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ?  ดังนี้ไซร้  คำแก้ก็พึงมีว่า  เพราะไม่มีอริยสัจอื่นประการ ๑  เพราะลดออกข้อใดข้อหนึ่งก็มิได้ประการ ๑  แท้จริงอริยสัจอื่นจากอริยสัจ ๔  นั่นเป็นส่วนยิ่ง  (คือเกิน)  ก็ดี  อริยสัจ ๔  นั่นแม้สักข้อหนึ่งพึงลดออกเสียได้ก็ดีหามีไม่  ดังพระบาลีว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามในโลกนี้  จะพึงมากล่าวว่า  นี่ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ  ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่น  ข้าพเจ้าจักยกเลิกทุกขอริยสัจนี่เสียแล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่น  (ขึ้นใหม่)  ดังนี้  นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ดังนี้เป็น





(หน้าที่ 98)




:อาทิ  (และ)  ดังพระบาลี  (อีกข้อหนึ่ง)  ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  (และ)  ดังพระบาลี  (อีกข้อหนึ่ง)  ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  “ทุกขอริยสัจซึ่งพระสมณโคดมแสดงไว้นี่ ไม่ใช่อริยสัจข้อที่ ๑  ข้าพเจ้าจักบอกปัดทุกขอริยสัจที่  (ว่า)  เป็นอริยสัจข้อที่ ๑  นั่นเสีย   แล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่นเป็นอริยสัจข้อที่ ๑  (ขึ้นใหม่)  ดังนี้  นี่ไม่มีทางเป็นไปได้  ดังนี้เป็นต้น  

:อีกอย่างหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกปวัตติ  (ความหมุนไป)  ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งเหตุ  เมื่อตรัสบอกนิวัตติ  (ความหมุนกลับ)  เล่า  ก็ตรัสพร้อมทั้งอุบายด้วย  ดังนี้  จึงเป็นอันตรัสแต่ ๔  เท่านั้น  เพราะมีปวัตตินิวัตติและเหตุแห่งปวัตติและนิวัตติทั้งสองนั้นเพียงเท่านั้นนัยเดียวกันนั้น  ตรัสแต่ ๔  เท่านั้น  แม้ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่พึงกำหนดรู้  ธรรมที่พึงละ  ธรรมที่พึงทำให้แจ้งและธรรมที่พึงทำให้มีขึ้น ๑  แห่งวัตถุของตัณหา  (ตัว)  ตัณหา  ความดับตัณหาและอุบายดับตัณหา ๑  แห่งอาลัย  ความยินดีในอาลัย  ความถอนอาลัยเสียได้  และอุบายถอนอาลัย ๑  วินิจฉัยโดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่งในอริยสัจนี้  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''โดยลำดับ'''

:แม้ลำดับในข้อว่า  '''“โดยลำดับ”'''  นี้  ก็ได้แก่ลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน  ก็ในอริยสัจ ๔  นี้  ทุกขสัจ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นข้อแรก  เหตุว่ารู้ได้ง่าย  เพราะเป็นของหยาบและเป็นของสาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวง  สมุทยสัจ  ตรัสไว้ในลำดับนั้น  เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจนั้นแหละ  นิโรธสัจ  ตรัสต่อนั้นไป  เพื่อให้รู้ว่าความดับแห่งผลย่อมมีเพราะความดับแห่งเหตุ  มัคคสัจ  ตรัสไว้ในที่สุด  เพื่อแสดงอุบายบรรลุนิโรธสัจนั้นนัยหนึ่ง  ตรัสทุกข์ก่อนเพื่อ  ยังความสังเวชให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดใจในรสชาติแห่งความสุขในภพ  สมุทัยตรัสในลำดับนั้นเพื่อให้ทราบว่า  “ทุกข์นั้น  ตัณหามิได้แต่งขึ้นก็หาไม่  มันมีขึ้นเพราะเหตุภายนอก  มีพระอิศวรบันดาลเป็นต้นก็หาไม่  แต่มันมีขึ้นเพราะตัณหานี้”  ต่อนั้นตรัสนิโรธเพื่อยังความโล่งใจด้วยได้เห็นนิสสารณะ  ให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลาย  ผู้มีใจสลด  เพราะถูกทุกข์กับทั้งเหตุครอบงำแล้ว  แสวงหาความออกไปจากทุกข์  ต่อนั้น  จึงตรัสมรรคอันเป็นธรรมยังนิโรธให้ถึงพร้อม  เพื่อบรรลุนิโรธแล


:วินิจฉัยโดยลำดับในอริยสัจนี้  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้





(หน้าที่ 99)




'''โดยวินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น'''

:ข้อว่า  '''“โดยวินิจฉัย  คำว่าชาติเป็นต้น”'''  ความว่า  ธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้นใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เมื่อทรงแจกแจงอริยสัจทั้งหลาย  ได้ตรัสไว้ในนิเทศแห่งอริยสัจ ๔  ดังนี้  คือ  ธรรม  ๑๒ ประการตรัสไว้ในนิเทศแห่งทุกขสัจว่า  “ความเกิดก็เป็นทุกข์อย่าง ๑  ความแก่ก็เป็นทุกข์อย่าง ๑  ความเศร้า  ความคร่ำครวญ  ความไม่สบายกาย  ความไม่สบายใจ  ความคับแค้นใจ  ก็เป็นทุกข์แต่ละอย่าง  (นัย ๕)  ความประสบเข้ากับสิ่งอันไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์  (อย่าง ๑)  ความพรากไปจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์  (อย่าง ๑)  ความที่ปรารถนาอยู่แต่ไม่ได้ก็เป็นทุกข์อย่าง ๑  โดยย่อ  อุปาทานขันธ์ ๕  เป็นทุกข์  “ตัณหา ๓  ประการตรัสไว้ในนิเทศแห่งสมุทยสัจว่า  “ตัณหานี้ใด  มีการก่อภพ  (ใหม่)  อีกเป็นปกติ  ไปด้วยกันกับนันทิราคะ  มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ  ตัณหานี้คืออะไรบ้าง  คือ  กามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหา  “นิพพานอันมีประการเดียวโดยประสงค์  ตรัสไว้ในนิเทศแห่งนิโรธสัจ  ดังนี้ว่า  “ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ  อันใด  ความสละไป  ความสลัดทิ้งไป  ความหลุดไป  ความหมดเยื่อใยแห่งตัณหานั้นนั่นแหละอันใด”  ธรรม ๘  ประการ  ตรัสไว้ในนิเทศแห่งมัคคสัจดังนี้ว่า  “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน ?  คืออริยมรรคมีองค์ ๘  นี้แล  อริยมรรคมีองค์ ๘  นี้คืออะไรบ้าง  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ  “ดังนี้  โดยวินิจฉัยธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้น”



'''ทุกขนิเทศ'''

'''วินิจฉัยศัพท์ว่าชาติ'''

:วินิจฉัยในทุกขธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนี้  บัณฑิตพึงทราบ  (ต่อไป)  วินิจฉัยนี้เป็นอย่างไร ?  ก็ศัพท์ว่าชาตินี้  มีอรรถหลายอย่าง  จริงอย่างนั้น  ศัพท์ว่าชาตินั่น  ในคำว่า  “(ระลึกชาติได้) ๑ ชาติก็มี  ๒ ชาติก็มี”  ดังนี้  เป็นต้น  นี่มาใน  (อรรถคือ)  ภพ  ในคำว่า  “ดูกรวิสาขาสมณชาติชื่อนิครนถ์  มีอยู่”  นี้มาใน  (อรรถคือ)  นิกาย  (พวก)  ในคำว่า  “ชาติสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ ๒“  นี่มาใน  (อรรถคือ)  สังขตลักษณะ  ในคำว่า  “จิตดวงแรกเกิดขึ้น  วิญญาณดวงแรกปรากฏขึ้นในท้องของมารดาอันใด  ชาตินั้นแลอาศัยจิตดวงแรกนั้นจึงมี”  นี่มาใน  (อรรถคือ)





(หน้าที่ 100)




:ปฏิสนธิ  ในคำว่า  “ดูกรอานนท์  ทันทีที่พระโพธิสัตว์ชาตะ”  นี่มาใน  (อรรถคือ)  ประสูติ  (การคลอด)  ในคำว่า  “เป็นผู้ที่ไม่ถูกคัดค้านไม่ถูกติเตียนด้วยชาติวาทะ  (ถ้อยคำปรารภชาติ)” นี่มาใน  (อรรถคือ)  ตระกูล  ในคำว่า  “ดูกรน้องหญิง  เราเกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ  แต่กาลใด”  นี่มาใน  (อรรถคือ)  อริยศีล  ศัพท์ว่าชาตินี้นั้น  ในที่นี้พึงเห็นว่ามาในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นไปตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงออกจากท้องมารดาสำหรับสัตว์จำพวกคัพภเสยยกะ  (คืออัณฑชะและชลาพุชะ)  มาในปฏิสนธิขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นสำหรับสัตว์จำพวกนอกนี้  (คือสังเสทชะ  และโอปปาติกะ)  แม้วินิจฉัยกถาที่กล่าวมานี้เล่าก็ยังเป็นปริยายกถา  (ว่าโดยอ้อม)  อยู่

:เมื่อว่าโดยนิปริยาย  (โดยตรง)  ขันธ์ทั้งหลายใด ๆ  ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดอยู่ในภพนั้น ๆ  ความปรากฏขึ้นทีแรกแห่งขันธ์นั้น  ชื่อว่าชาติ

:ก็แลชาตินี้นั้น  มีความเกิดที่แรกในภพนั้น ๆ  เป็นลักษณะ  มีการมอบให้เป็นรส  มีความผุดขึ้นในภพนี้จากอดีตภพเป็นปัจจุปัฏฐาน  หรือมีความวิจิตรไปด้วยทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน



'''ชาติทุกข์'''

:หากคำถามพึงมีว่า  '''“ก็เหตุไฉน  ชาติจึงเป็นทุกข์ ?”'''  ดังนี้ไซร้  คำแก้พึงมีว่า  “เพราะความเป็นวัตถุ  (คือเป็นพื้นที่ตั้ง)  ของทุกข์เป็นเอนก”  จริงอยู่ทุกข์ทั้งหลายมีเป็นอเนก  เช่นอะไรบ้าง  เช่น  ทุกขทุกข์  วิปริณามทุกข์  สังขารทุกข์  ปฏิจฉันนทุกข์  อัปปฏิฉันนทุกข์  ปริยายทุกข์  นิปปริยายทุกข์

:ในทุกข์เหล่านั้น  ทุกขเวทนานั้นทางกายและทางใจ  เรียกว่าทุกขทุกข์  เพราะเป็นทุกข์  ทั้งโดยสภาวะและโดยชื่อ  สุขเวทนา  เรียกว่า  วิปริณามทุกข์  เพราะเป็นเหตุเกิดทุกข์โดยแปรเปลี่ยนไป  อุเบกขาเวทนาและสังขารทั้งหลายอันเป็นไปในภูมิ ๓  ที่เหลือ  เรียกว่า  สังขารทุกข์  เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น  ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ  มีปวดหู  ปวดฟัน  และความรุ่มร้อนเกิดแต่ราคะ  ความเดือดดาลเกิดแต่โทสะเป็นต้น  เรียกว่า  ปฏิจฉันนทุกข์  เพราะต้องถามจึงรู้และเพราะความไม่ปรากฏการกระทำ  ความเจ็บป่วยมี  ทวัตติงสกรรมกรณ์  (การลงอาชญา ๓๒  ประการ)  เป็นต้น  เป็นสมุฏฐาน  เรียกว่า


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๐๑ - ๑๐๕|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]]