Revision 49896 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๐๑ - ๑๐๕" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]]

(หน้าที่ 101)



:อัปปฏิจฉันนทุกข์  เพราะไม่ต้องถามก็รู้  และเพราะปรากฏการกระทำด้วย  เว้นทุกขทุกข์เสีย  ทุกข์ที่เหลือมีชาติเป็นอาทิ  ซึ่งมาในวิภังค์แห่งทุกขสัจทั้งหมด  เรียกว่า  ปริยายทุกข์  เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์นั้น ๆ  ส่วนทุกขทุกข์  เรียกว่า  นิปปริยายทุกข์



'''คัพโภกกันติมูลกทุกข์'''

:ในทุกข์เหล่านั้น  ชาติจัดเป็นทุกข์  เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์อันมีในอบาย  ที่แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ได้ทรงประกาศไว้ในสูตรทั้งหลายมีพาลบัณฑิตสูตรเป็นอาทิ  โดยเป็นข้ออุปมา  (มีอุปมาโดยหลุมถ่านเพลิงเป็นต้น)  และแห่งทุกข์อันต่างโดยทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลเป็นต้น  ในมนุษย์โลกซึ่งเกิดขึ้นแม้ในสุคติ

:ในทุกข์เหล่านั้น  (ต่อไปนี้)  เป็นทุกข์อันต่างโดยทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลเป็นต้น

:ก็แลสัตว์นี้  เมื่อเกิดในท้องมารดา  ก็หาใช่เกิดในกลีบดอกไม้มี  อุบล  ปทุม  และบุณฑริก  เป็นต้นไม่  ที่แท้ย่อมเกิดในกุจฉิประเทศ  (ส่วนหนึ่งของท้อง)  ใต้กระเพาะอาหารใหม่  เหนือกระเพาะอาหารเก่าท่ามกลางแห่งหน้าท้องและกระดูกสันหลัง  เป็นที่คับแคบอย่างยิ่ง  มึดมิดอบอวลด้วยกลิ่นอายอันเหม็นยิ่งซึ่งกลิ่นซากสัตว์  (ที่กินเข้าไป)  ต่าง ๆ  ทำให้เกิดขึ้นน่าเกลียดยิ่งนัก  ราวกับตัวหนอนเกิดอยู่ในปลาเน่า   ขนมบูด  และหลุมน้ำครำเป็นต้นฉะนั้น  สัตว์ที่เกิดอยู่ในท้องมารดานั้นร้อนอบอยู่ด้วยสัมภวะ  (น้ำ  กำเนิด  น้ำเลี้ยง)  ในท้องของมารดา  (เท่ากัน)  ถูกต้อนอยู่เหมือนปุฏปากะ  (ข้าวต้มมัด)  (เท่ากัน)  ถูกนึ่งอยู่เหมือน  ปิฏฐปิณฑิ  (ขนมก้อนแป้ง)  ปราศจากความไหวกายมีคู้เหยียด  (อวัยวะ)  เป็นต้น  เสวยทุกข์ขนาดหนักอยู่ตลอดทศมาส  นี้เป็นคัพโภกกันติมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล)  เป็นอันดับแรก



'''คัพภปริหรณมูลกทุกข์'''

:ประการหนึ่ง  สัตว์นั้นได้เสวยทุกข์ขนาดหนักอันใด  ในเพราะการลื่นล้ม  การเดิน การนั่ลง  การลุกขึ้นและการพลิกตัวโดยเร็วของมารดาเป็นต้น  (ก็ดี)  เพราะการกระทำ  (ของคนอื่น)  มีการฉุดกระชากลากถู  การกระแทกและการผลักเป็นต้น  เหมือนลูกแกะอยู่ในมือ





(หน้าที่ 102)




:นักเลงสุรา  และเหมือนลูกงูอยู่ในมือหมองู  (ก็ดี)  อนึ่ง  สัตว์นั้นได้เสวยทุกข์กล้าอันใด  ในเวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็นเป็นเหมือนสัตว์ที่ตกนรกหนาว  ในเวลาที่มารดากลืนข้าวต้มและข้าวสวยร้อนลงไป   เหมือนถูกปรายด้วยเม็ดฝนถ่านเพลิง  ในเวลาที่มารดากลืนอาหารรสจัด  เช่นเค็มและเปรี้ยวเป็นต้นลงไป  ก็เหมือนได้รับการลงโทษมีวิธีขาราวตัจฉิกะ  (สับร่างกายแล้วราดด้วยน้ำกรด)  เป็นต้น  ทุกข์นี้เป็นคัพภปริหรณมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการบริหารครรภ์เป็นมูล)



'''คัพภวิปัตติมูลกทุกข์'''

:(ประการหนึ่ง)  ทุกข์อันใดเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น  ผู้ถูก  (ลม)  กรรมชวาตของมารดาเมื่อจะคลอดผัดผัน  (ศรีษะ)  ให้กลับลงตรงช่องคลอดอันน่ากลัวยิ่งประดุจปล่องเหว  ถูกเบ่งออกทางช่องคลอดอันแคบยิ่งนัก  ประดุจช้างใหญ่ถูกดันออกทางช่องดาล  และถูกบีบด้วยภูเขาคือขื่อ  (เชิงกราน)  เหมือนสัตว์นรก  ถูกบดด้วยสังฆาตบรรพต  ทุกข์นี้เป็นวิชายนมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการคลอดเป็นมูล)



'''พหินิกขมนมูลกทุกข์'''

:ประการหนึ่ง  ทุกข์อันใดที่เป็นเช่นกับการแทงและผ่าด้วยปลายเข็มและคมมีดโกน  ในเวลาที่เขาลับด้วยมือให้อาบน้ำล้าง  (ครรภ์มลทิน)  และเช็ดด้วยผ้าเป็นต้น  เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว  ซึ่งมีร่างกายยังละเอียดอ่อนเช่นกับแผลใหม่  ทุกข์นี้เป็น  มาตุกุจฉิโตพหินิกขมนมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการออกมานอกท้องมารดาเป็นมูล)



อัตตุปักกมมูลกทุกข์

:(ประการหนึ่ง)  ในความเป็นไปต่อแต่นั้นไป  ทุกข์อันใดเกิดมีแก่สัตว์นั้นผู้ทำร้ายตนเองก็ดี  ผู้ประกอบอาตาปนปริตาปนานุโยค  (ประกอบการทรมานตัวเพื่อย่างกิเลส)  ตามทำนองวัตรของเดียรถีย์  มีเจลกวัตร  (วัตรของชีเปลือย)  เป็นต้นก็ดี  ผู้ไม่กิน  (อาหาร)  และแขวนคอตายด้วยอำนาจความโกรธก็ดี  ทุกข์นี้  เป็นอัตตุปักกมมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการทำตัวเองเป็นมูล)





(หน้าที่ 103)




'''ปรุปักกมมูลกทุกข์'''

:ประการหนึ่ง  ทุกอันใดเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นผู้ได้รับการกระทำมีฆ่าและจองจำเป็นต้น  แก่คนอื่น  ทุกข์นี้เป็นปรุปักกมมูลกทุกข์  (ทุกข์มีการถูกคนอื่นทำเอาเป็นมูล)  แล



สรูปชาติทุกข์

:ชาตินี้เป็นพื้น  (ที่ตั้ง)  แห่งทุกข์ทั้งปวงนี้แท้  ดังกล่าวมา  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์  จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า



:'''ชาเยถ  โน  เจ  นรเกสุ  สตโต'''

:ฯลฯ

:'''ทุกขาติ  สพพปฐมํ  อิมมาห  ชาตึ'''



:'''หากว่า  สัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลายไซร้  เขาก็ไม่'''

:'''พึงได้รับทุกข์เหลือทนมีเผาด้วยไฟเป็นต้น  ในนรกนั้น'''

:'''(ถ้าไม่เกิด  ทุกข์จะพึงได้ที่ตั้งที่ไหนเล่า)  เพราะเหตุนั้น'''

:'''พระมุนีเจ้าจึงตรัสความเกิดในนรกนี้  ว่าเป็นทุกข์'''



:'''ทุกข์ในพวกสัตว์ดิรัจฉานเป็นอันมาก  เกิดเพราะ'''

:'''ถูกฆาตด้วยแส้  ปฏัก  และท่อนไม้เป็นต้น  อันใด  ทุกข์'''

:'''อันนั้น  เว้นความเกิดในพวกดิรัจฉานนั้นเสีย  จะพึง'''

:'''มีอย่างไรเล่า  เพราะเหตุนั้น  แม้ความเกิดในพวก'''

:'''ดิรัจฉานนั้น  จึงเป็นทุกข์'''



:'''อนึ่ง  ทุกข์ในพวกเปรตหลายหลาก  เกิดเพราะ'''

:'''ความหิวกระหายลมแดดเป็นต้น  ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้ไม่'''

:'''เกิดในพวกเปรตนั้น  เหตุใด  แม้เพราะเหตุนั้น  พระมุนี'''

:'''เจ้าจึงตรัสความเกิด  (ในพวกเปรตนั้น)  ว่าเป็นทุกข์'''





(หน้าที่ 104)




:'''อนึ่ง  ทุกข์ในพวกอสูรในโลกันตร์อันเป็นที่มืดและ'''

:'''เย็นเหลือทน  หากความเกิดในโลกันตร์  นั้นไม่มีไซร้'''

:'''ทุกข์นั้นก็ไม่พึงมี  เหตุใด  แม้เพราะเหตุนั้น  ความเกิดนี้'''

:'''จึงเป็นทุกข์'''



:'''อนึ่ง  สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา  ซึ่งเป็นเหมือนคูถ'''

:'''นรกเป็นเวลานาน  และออกมานอกครรภ์นั้นย่อมได้รับ'''

:'''ทุกข์อันร้ายกาจแม้ใด  แม้ทุกข์นี้เว้นความเกิดเสีย  ก็หา'''

:'''มีไม่  แม้เพราะเหตุนั้น  ความเกิดนี้จึงเป็นทุกข์แท้'''



:'''ต้องการอะไรที่จะกล่าวไปมาก  ทุกใดแม้เล็กน้อย'''

:'''มีอยู่ในที่ไหน ๆ  ในโลกนี้ก็ดี  ทุกข์นี้  เพราะเว้นความ'''

:'''เกิดเสีย  ก็ไม่มีในกาลไหน ๆ เลย  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น'''  

:'''พระมหาฤาษีเจ้าจึงตรัสความเกิดนี้ว่า  เป็นทุกข์ก่อนทุกข์'''

:'''ทั้งปวง  นี่เป็นวินิจฉัยในชาติ  เป็นข้อแรก'''




'''ชราทุกข์'''

:ในข้อว่า  '''“แม้ชราก็เป็นทุกข์”'''  นี้  มีวินิจฉัยว่า  ชรามี ๒  อย่าง  คือ  สังขตลักษณะ ๑  ความเก่าไปแห่งขันธ์ที่เนื่องอยู่ในภพอันหนึ่ง  ใน(รูป)สันตติซึ่งรู้กันโดยอาการ  มีฟันหักเป็นต้น ๑  ชรา  (อันปรากฏ)  คือความเก่าไปแห่งขันธ์นั้น  (แหละ)  หมายเอาในที่นี้

:ก็แล  ชรานี้นั้น  มีความแก่แห่งขันธ์เป็นลักษณะ  มีการนำไปสู่ความตายเป็นกิจ  มีความเสื่อมหายไปจากความเป็นหนุ่มเป็นปัจจุปัฏฐาน  ชื่อว่าทุกข์  เพราะเป็นสังขารทุกข์  และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ด้วย  จริงอยู่ทุกข์อันเป็นไปทางกายและทางใจนี้ใด  มีปัจจัยเป็นอเนก  เช่นความหย่อนยานแห่งอวัยวะใหญ่น้อย  ความพิการแห่งอินทรีย์  ความมีรูปร่างวิกลไปความเป็นหนุ่มหายไป  ความเพียร  (ความกล้า)  ตกไป  สติ  (ความจำ)  และมติ  (ความคิดอ่าน)จากไป  และเป็นที่ดูแคลนของคนอื่นเป็นต้น  เกิดขึ้น  ชราเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น  เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ว่า





(หน้าที่ 105)




:'''องคานํ  สิถีลีภาวา  ฯเปฯ  ยสฺมา  ตสมา  ชรา  ทุกฺขา'''

:'''มัจจะ  (สัตว์ที่จะต้องตาย)  ได้รับทุกข์ทางกาย  และทาง'''

:'''ใจอันใด  (เพราะความหย่อนยานไปแห่งองคาพยพ'''

:'''เพราะความวิการไปแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย  เพราะความ'''

:'''เสื่อมหายไปจากความเป็นหนุ่ม  เพราะความถดถอยไป'''

:'''แห่งกำลัง  เพราะความจากไปแห่งสติ  (ความจำ)  เป็นต้น'''

:'''เพราะลูกเมียของตนเองก็ไม่พึงใจ  และเพราะ  (มีแต่จะ)'''

:'''ถึงซึ่งความอ่อนเพลียยิ่งขึ้น  เพราะเหตุที่ทุกข์  (ที่กล่าวมา)'''

:'''นั่น  ล้วนแต่มีชราเป็นเหตุ  เพราะเหตุนั้น  ชราจึงเป็นทุกข์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในชรา



'''มรณทุกข์'''

:แม้ในข้อว่า  '''“แม้มรณะก็เป็นทุกข์”'''  นี้  มรณะก็มี ๒  คือ  สังขตลักษณะ  ซึ่งท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า  “ชรามรณะ  สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒“ ดังนี้ ๑  ความขาดการติดต่อกันไปแห่งชีวิตินทรีย์ที่เนื่องอยู่ในภพอันหนึ่ง  ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงตรัสไว้ว่า  “ความกลัวตายมีอยู่เป็นนิจ” ดังนี้ ๑  มรณะคือความขาดชีวิตินทรีย์นั้น  (แหละ)  ประสงค์เอาในที่นี้ แม้คำว่า  ชาติปัจจยามรณะ  (ความตายมี  เพราะความเกิดเป็นปัจจัย)  อุปักกมมรณะ  (ความตายเพราะการกระทำ)  สรสมรณะ  (ความตายโดยสภาพคือตายเอง)  อายุกขยมรณะ  (ความตายเพราะสิ้นอายุ)  ปุญญขยมรณะ  (ความตายเพราะสิ้นบุญ)  ดังนี้  ก็เป็นชื่อของมรณะ  คือ  ความขาดชีวิตินทรีย์นั่นเอง

:มรณะนี้นั้น  มีจุติ  (ความเคลื่อนไปจากปัจจุบันภพ)  เป็นลักษณะ  มีวิโยค  (ความพรากไปจากสัตว์  และสังขารตามที่ตนได้ไว้)  เป็นกิจ  มีคติวิปวาส  (ความพลัดจากคติตามที่ตนเข้าถึงแล้วไป)  เป็นผล  ส่วนที่ว่า  (มรณะ)  เป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์  เหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๐๖ - ๑๑๐|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]] (หน้าก่อน)