Revision 49964 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๐๖ - ๑๑๐" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]]

(หน้าที่ 106)



:'''ปาปสฺส  ปาปกมฺมาทิ  ฯเปฯ  ทุกฺขมิจฺเจว  ภาสิตํ'''


:'''ทุกข์ทางใจอันใดมีขึ้นโดยไม่แปลก  แก่คนที่กำลังจะ'''

:'''ตายที่เป็นคนชั่ว  เห็นนิมิตมีกรรมนิมิตฝ่ายบาปเป็นต้น'''

:'''แม้ที่เป็นคนดี  (แต่)  ทนทาน  พลัดพรากอันมีของรัก'''

:'''เป็นที่ตั้งไม่ไหว  อนึ่ง  ทุกข์ทางกายอันใด  มีข้อและ'''

:'''เส้นเอ็นขาดเป็นต้น  มีขึ้นแก่คนทุกคนที่มีกัมมัฏฐาน'''

:'''(ตำแหน่งสำคัญของร่างกาย)  ถูกลมร้ายแทงเอา  ทุกข์นี้'''

:'''เป็นทุกข์  คนทนไม่ไหว  แก้ไขไม่ได้  เพราะเหตุที่'''

:'''มรณะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์  (ที่กล่าวมาทั้งหมด)  นั่น  เพราะ'''

:'''เหตุนั้น  มรณะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  เป็น'''

:'''ทุกข์แท้'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในมรณะ




'''โสกะ'''

:ในปกิณกทุกข์มีโศกเป็นต้น  ความเร่าร้อนจิตแห่งบุคคลผู้ถูกทุกข์  มีเสียญาติไปเป็นต้น  ชื่อว่าโศก  โศกนั้น  โดยความก็เป็นโทมนัสนั่นเอง  ก็จริงแล  แม้เป็นเช่นนั้น  ก็  (มีลักษณะประจำตัวคือ)  มีความตรอมตรมภายในเป็นลักษณะ  มีความเกรียมใจเป็นกิจ  มีความละห้อยหาเป็นผล  ส่วนที่ว่า  โศกเป็นทุกข์  พึงทราบว่าเพราะเป็นทุกขทุกข์  (คือเป็นตัวทุกข์)  และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ด้วย  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า  


:'''สตฺตานํ  หทยํ  โสโก  ฯเปฯ  ตสฺมา  ทุกฺโขติ  วุจฺจติ'''


:'''โศกย่อมทิ่มแทงหัวใจของสัตว์ทั้งหลาย  ดังลูกศรอาบยา'''

:'''พิษแทงเอา  และยังเผาหัวใจอย่างร้ายแรงอีกด้วย  ราว'''

:'''กะหลาวเหล็กเผาไฟ  (ทิ่มเข้าไป)  เผาเอา  และยังนำวิวิธ'''

:'''ทุกข์ต่างโดยความเจ็บไข้  ความแก่และความตายมาอีก'''

:'''ด้วย  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น  โศกนั่น  พระผู้มีพระภาคเจ้า'''

:'''จึงตรัสว่า  เป็นทุกข์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในโศก





(หน้าที่ 107)




'''ปริเทวะ'''

:ความคร่ำครวญแห่งบุคคลผู้ถูกทุกข์มีเสียญาติไปเป็นต้น  ชื่อว่าปริเทวะ  ปริเทวะนั้น  มีความพร่ำบ่นเป็นลักษณะ  มีการบอก  (รำพัน)  ความดีความเสียเป็นรส  มีความกลิ้งเกลือกไป  เป็นปัจจุปัฏฐาน  ส่วนที่ว่าปริเทวะเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะเป็นสังขารทุกข์และเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ด้วย  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์  จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า


:'''ยํ  โสกสลฺลวิหโต  ปริเทวมาโน'''

:'''ฯเปฯ'''

:'''ทุกฺโขติ  เตน  ภควา  ปริเทวมาห'''


:'''บุคคลผู้ต้องศรคือโศกประหารเอาแล้ว  ยังมาคร่ำครวญ'''

:'''(อีก) ย่อมได้รับทุกข์หนักยิ่งขึ้นไป  ซึ่งเป็นทุกข์  เกิดแต่'''

:'''ความแห้งผากแห่งคอ  ริมฝีปากและเพดานปากเหลือจะ'''

:'''ทน  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส'''

:'''ปริเทวะว่า  เป็นทุก์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในปริเทวะ




'''ทุกขะ'''

:ความทุกข์อันเป็นไปทางกาย  ชื่อว่าทุกขะ  ทุกขะนั้นมีความบีบคั้นกายเป็นลักษณะ มีอันทำความโทมนัสแก่บุคคลผู้ทรามปัญญาทั้งหลายเป็นกิจ  มีความเจ็บป่วยทางกายเป็นผล  ส่วนที่ว่าทุกขะ  เป็นทุกข์  พึงทราบว่าเพราะเป็นทุกขทุกข์  (คือเป็นตัวทุกข์)  และเพราะนำความทุกข์ทางใจมาให้ด้วย  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า  


:'''ปีเฬติ  กายิกมิทํ  ฯเปฯ  ทุกฺขนฺติ  วิเสสโต  วุตฺตํ'''


:'''ทุกข์ทางกายนี้  ย่อมบีบคั้น  (กาย) ซ้ำยังทำทุกข์ทางใจ'''

:'''ให้เกิดด้วย  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น  ทุกข์ทางกายนี้  พระ'''

:'''ผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสว่า  เป็นทุกข์โดยพิเศษ  (คือเป็น'''

:'''อย่างหนึ่งต่างหาก)'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในทุกขะ





(หน้าที่ 108)




'''โทมนัส'''

:ความทุกข์อันเป็นไปในใจ  ชื่อว่าโทมนัส  โทมนัสนั้นมีความเป็นปัจจุปัฏฐาน  ส่วนที่ว่าโทมนัสเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะเป็นทุกขทุกข์  เพราะนำทุกข์ทางกายมาให้ด้วย  จริงอยู่ คนทั้งหลายที่เพียงด้วยความทุกข์ใจแล้วย่อมเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ  เช่น  สยายผม  (ที่ขมวดไว้)  ร้องไห้  ทุบอก  หมุนตัวไปมา  ทอดกาย  ยกเท้า  (ไขว่ขึ้นลง)  จับศัตรา  (ทำร้ายตัวเอง)  กินยาพิษ  แขวน  (คอ)  ด้วยเชือก  (โจน)  เข้า  (กอง)  ไฟ  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า



:'''ปีเฬติ  ยโส  จิตฺตํ  ฯเปฯ  ตโต  อาหุ'''


:'''โทมนัสย่อมบีบคั้นจิต  และยังนำความลำบากกายมาให้'''

:'''ด้วยเหตุใด  เพราะเหตุนั้น  พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปราศ-'''

:'''จากโทมนัส  จึงตรัสโทมนัสว่า  เป็นทุกข์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในโทมนัส



'''อุปายาส'''

:โทสะ  อันความทุกข์ใจอย่างหนักบันดาลขึ้นแห่งบุคคลที่ถูกทุกข์มีเสียญาติเป็นต้น  ต้องเอานั่นเอง  ชื่อว่าอุปายาส  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  อุปายาสเป็น  (เจตสิก)  ธรรมอันหนึ่งนับเข้าในสังขารขันธ์  อุปายาสนั้นมีความแผดเผาจิตเป็นลักษณะ  มีการทอดถอนเป็นกิจ  มีความตรมครอบเป็นผล  ส่วนที่ว่า  อุปายาสเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะความเป็นสังขารทุกข์  เพราะแผดเผาจิตและเพราะทำร่างกายให้เผือดซีดด้วย  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า


:'''จิตฺตสฺส  จ  ปริทหนา  ฯเปฯ  ทุกฺขโต  ตโต  วุตฺโต'''


:'''อุปายาส  ย่อมยังทุกข์ใดให้เกิด  ทุกข์นั้นจัดว่ามีประมาณ'''

:'''ยิ่ง  เพราะทั้งแผดเผาจิต  ทั้งทำกายให้เผือดซีด  เหตุนั้น''' 

:'''อุปายาส  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสว่า  เป็นทุกข์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในอุปายาส





(หน้าที่ 109)




'''เปรียบเทียบในโสกะ  ปริเทวะ  อุปายาส'''

:ก็แล  ในโสกะ  ปริเทวะ  และอุปายาสนี้  โสกะ  พึงเห็นเหมือนการที่  (น้ำ)  เดือดอยู่ภายในภาชนะด้วยไฟอ่อนๆ  ปริเทวะ  พึงเห็นดังการ  (ล้น)  ออกนอกภาชนะแห่งน้ำที่เดือดด้วยไฟแรง  อุปายาส  พึงเห็นเช่นการเดือดจนแห้งไปอยู่ในภาชนะนั่นเอง  แห่งน้ำที่เหลือจากที่  (ล้น)  ออกข้างนอกแล้ว  ไม่พอจะ  (ล้น)  ออกอีก



'''อัปปิยสัมปโยคทุกข์'''

:การร่วมเข้ากับสัตว์และสังขารทั้งหลายที่ไม่ชอบใจ  ชื่อว่า  อัปปิยสัมปโยค  อัปปิยสัมปโยคนั้น  มีการพบปะกับสัตว์และสังขารที่ไม่ปรารถนาเป็นลักษณะ  มีการทำความคับใจเป็นกิจ  มีความเกิดอนัตถะเป็นผล  ส่วนที่ว่าอัปปิยสัมปโยคเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์  เหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า


:'''ทิสฺวาน  อปฺปิเย  ทุกฺขํ  ฯเปฯ  อปฺปิเยหิ  สมาคโม'''


:'''เพราะพบคนที่เกลียดเข้า  ทีแรกทุกข์ก็มีขึ้นในใจ  ต่อไป'''

:'''ทุกข์อันเกิดแต่การทำร้ายเขาเข้า  (ด้วยกายและวาจา)  ก็'''

:'''มีขึ้นในกาย  (ของบุคคล)  ในโลกนี้  (ด้วย)  เหตุใด'''

:'''เพราะเหตุนั้น  การพบปะกับสิ่งที่เกลียดนั้น  พึงทราบว่า'''

:'''พระมหาฤษีเจ้า  ตรัสว่า  เป็นทุกข์  เหตุว่าเป็นที่ตั้งแห่ง'''

:'''ทุกข์ทั้งสอง  (คือทั้งทางใจและทางกาย)'''



'''ปิยวิปโยคทุกข์'''

:ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารทั้งหลายที่ชอบใจ  ชื่อว่า  ปิยวิปโยค  ปิยวิปโยคนั้น  มีความพรากจากวัตถุที่พอใจเป็นลักษณะ  มีอันยังความโศกให้เกิดขึ้นเป็นกิจ  มีความเสียหายไปเป็นผล  ส่วนที่ว่า  ปิยวิปโยคเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์คือความโศก  เหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า





(หน้าที่ 110)




:'''ญาติธนาทิวิโยคา  ฯลฯ  มโต  ปิยวิปฺปโยโค'''


:'''คนเขลาทั้งหลายผู้เพรียบพร้อมด้วยศรคือโศก  เพราะ'''

:'''พลัดพรากจากสัตว์และสังขารที่รัก  มีญาติและทรัพย์'''

:'''เป็นต้น  ย่อมเจ็บปวด  (ใจ)  เหตุใด  เพราะเหตุนั้น'''

:'''ปิยวิปโยคนี้  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  เป็นทุกข์'''


:นี่เป็นวินิจฉัยในปิยวิปโยคทุกข์



'''อิจฉิตาลาภทุกข์'''

:ในข้อว่า  '''“ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา”'''  นี้  มีวินิจฉัยว่า  ความปรารถนาใน  (อลัพภไนยวัตถุ)  สิ่งที่ไม่มีทางจะได้ทั้งหลาย  เช่นปรารถนาว่า  “โอ  หนอ  เราทั้งหลายจักไม่เป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา” เป็นต้น  นั่นแล  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  '''“ยมฺปิจฺฉํ  น  ลภติ  ตมปิ  ทุกฺขํ'''  ปรารถนาอยู่แต่ไม่ได้แม้อันใด  แม้ความไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาอันนั้น  ก็เป็นทุกข์”ดังนี้  ความปรารถนานั้น  มีความต้องการสิ่งที่ไม่มีทางจะได้เป็นลักษณะ  มีการแสวงหาสิ่งที่ไม่มีทางจะได้นั้นเป็นกิจ  มีความไม่ได้สิ่งเหล่านั้นเป็นผล  ส่วนที่ว่า  ความปรารถนานั้นเป็นทุกข์  พึงทราบว่า  เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์  เหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า


:'''ตํ  ตํ  ปฏฺฐิยมานานํ  ฯเปฯ  อิจฺฉิตาลาภมพฺรวิ'''


:'''ทุกข์อันประกอบไปด้วยความขุ่นเคืองอันใด  เกิดแก่สัตว์'''

:'''ทั้งหลายในโลกนี้  เพราะเมื่อเขาทั้งหลาย  ปรารถนาสิ่ง'''

:'''นั้น ๆ อยู่ แต่ไม่ได้สิ่งนั้น ๆ  ความปราถนาสิ่งที่ไม่มีทาง'''

:'''จะได้ทั้งหลาย(นั่นแหละ)  เป็นเหตุของทุกข์อันนั้น  เหตุ'''

:'''ใด  เพราะเหตุนั้น  พระชินะเจ้าจึงตรัสความไม่ได้สิ่งที่'''

:'''ปรารถนาว่า  เป็นทุกข์'''  


:นี่เป็นวินิจฉัยในอิจฉิตาลาภทุกข์


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๑๑ - ๑๑๕|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]]  (หน้าก่อน)