Revision 50207 of "พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง/๒" on thwikisource

{{center|<big><big>'''ภาค ๑'''</big></big>}}


{{center|<big>'''พระราชลัญจกรลางองค์'''</big>}}


{{center|<big>'''พระราชลัญจกรซึ่งคงใช้อยู่'''</big>}}


{{center|_________________}}


{{center|<big>'''ก. พระราชลัญจกรที่เป็นของเก่า'''</big>}}


{{center|_________________}}



พระราชลัญจกรสำหรับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นของเก่าและยังคงใช้ประทับในราชการต่าง ๆ อยู่ มีองค์ที่สำคัญ คือ

๑.	{{gap|0.5em}} พระราชลัญจกรมหาโองการ

๒.	{{gap|0.5em}} พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์<ref>ต้นฉบับว่า “ครุฑพาหะ” (โดยสะกดว่า “ครุฑพาห”) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>

๓.	{{gap|0.5em}} พระราชลัญจกรหงสพิมาน

๔.	{{gap|0.5em}} พระราชลัญจกรไอราพต<ref>ต้นฉบับสะกดว่า “ไอยราพต” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>

พระราชลัญจกรเก่าสำหรับแผ่นดินสี่ดวงนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิฐานว่า “หมายเอาองค์เทวราช เดิมทีจะไม่กล้าทำองค์เทวรูป จึงทำแต่เครื่องหมาย คือ ‘มหาโองการ’ หมายองค์พระอิศวร เอาตาที่สามของพระองค์ซึ่งอยู่กลางหน้าผากมาใช้เป็นเครื่องหมาย ‘พระครุฑพ่าห์’ ตามความเชื่อควรมีแต่รูปครุฑเปล่า ที่ทำมีรูปนารายณ์ด้วยนั้น เห็นจะทำชั้นหลังที่คลายความนับถือเสียแล้ว ‘หงสพิมาน’ คงหมายพระพรหม ใช้รูปหงสพาหนะ และ ‘ไอราพต’ ที่มีรูปพระอินทร์ด้วย ก็อย่างเดียวกับพระครุฑพ่าห์”<ref>ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๙ กราบบังคมทูลเรื่องพระราชลัญจกร (ต่อไปจะย่อว่า “ลายพระหัตถ์”) ''— [เชิงอรรถดั้งเดิม].''</ref>



<div id="๓"/>

{{center|'''๑. พระราชลัญจกรมหาโองการ'''}}


{{center|_________________}}



พระราชลัญจกรองค์นี้เป็นของสำหรับพระเจ้าแผ่นดินแต่โบราณมาองค์หนึ่ง เป็นตราประจำชาด สำหรับประทับพระราชสาส์น และกำกับพระสุพรรณบัฏดำเนินพระราชโองการตั้งเจ้าประเทศราช [ดู พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)<ref>ดู “พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร”. (๒๔๔๖, ๔ ตุลาคม). [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2446/027/428.PDF ''ราชกิจจานุเบกษา,'' (เล่ม ๒๐, หน้า ๔๒๘).] [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ: ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔. ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>] ลายในดวงตราเป็นรูปบุษบกมีเกริน บนเกรินตั้งฉัตรขนาบบุษบกอยู่สองข้าง ในบุษบกมีรูปอุณาโลมอยู่เบื้องบน ใต้นั้นมีรูปวงกลม ใต้วงกลมเป็นรูปพาลจันทร์ ใต้พาลจันทร์เป็นตัว “อุ” หนังสือขอม เข้าใจว่าเป็นหนังสือรวมกัน อ่านว่า โอม ได้แก่ โอมการ หรือเปลี่ยนนิคหิตตามพยัญชนะตัวหลังเป็น โองการ รูปเป็นดังนี้ [[File:Ongkan - 001.jpg|20px|โองการ]] ตราดวงนี้เลิกใช้มานาน เพราะใช้ตราพระบรมราชโองการซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔ แทน ในรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างพระราชลัญจกรมหาโองการประจำชาดใหม่องค์หนึ่ง ลวดลายในดวงตราคล้ายองค์เดิม แต่ย่อกว่า เป็นรูปกลมรี ผิดกับองค์เดิมซึ่งเป็นวงกลม (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑|รูปที่ ๑]]) สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนตามพระบรมราชโองการตรัสสั่งในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ มีความว่า “ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชลัญจกรมหาโองการประจำชาดองค์หนึ่ง พระครุฑพ่าห์ประจำชาดองค์หนึ่ง ขนาดเดียวกับพระราชลัญจกรไอราพตกลาง เหตุว่า พระราชลัญจกรเดิมนั้นใหญ่มาก จะประทับในที่แคบไม่ได้ และเป็นหน้านูน จะประทับกระดาษแข็งไม่สะดวก” ในพระราชบัญญัตินี้ กำหนดการใช้ประทับพระราชลัญจกรมหาโองการไว้ว่า “พระราชลัญจกรมหาโองการประจำชาดองค์กลางสำหรับประทับประกาศใหญ่ อยู่เบื้องซ้ายพระราชลัญจกรไอราพตใหญ่, ประทับประกาศพระราชบัญญัติทั้งปวง และใบกำกับสุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ และประกาศนียบัตรนพรัตนราชวราภรณ์ อยู่เบื้องซ้ายพระราชลัญจกรไอราพตกลาง, ประทับสัญญาบัตร อยู่เบื้องซ้าย (ที่ถูกเป็นขวา) พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์”

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐<ref>ดู “พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐”. (๒๔๕๔, ๕ พฤศจิกายน). [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2454/A/303.PDF ''ราชกิจจานุเบกษา,'' (เล่ม ๒๘, หน้า ๓๐๓).] [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ: ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔. ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ความในมาตรา ๒ ซึ่งกำหนดใช้ประทับพระราชลัญจกรมหาโองการประจำชาดองค์กลางยังคงเดิมอยู่ ไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างไร เป็นแต่เติมคำว่า กลาง ในที่สุดท้ายของคำว่า พระราชลัญจกรมหาโองการ แสดงว่า ตรามหาโองการที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เป็นองค์กลาง ส่วนองค์ใหญ่ คือ องค์เดิมที่เลิกใช้มาแต่ในรัชกาลที่ ๔ พระราชลัญจกรมหาโองการลงทีก็เรียกว่า “มหาอุณาโลม” เพราะเปลี่ยนตาที่สามของพระอิศวรให้เป็นขนหว่างคิ้วของพระพุทธเจ้า (อุณาโลม) เป็นชื่อทีหลัง เรียกตามที่เปลี่ยน (พระราชลัญจกรมหาโองการองค์กลางยังใช้อยู่ กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รักษา อนึ่ง เมื่อมีพระราชลัญจกรมหาโองการองค์ใหญ่และองค์กลาง ก็น่าจะมีองค์น้อยหรือองค์เล็กด้วย แต่ไม่ปรากฏมี)



<div id="๕"/>

{{center|'''๒. พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์'''}}


{{center|_________________}}



พระราชลัญจกรองค์นี้เดิมเป็นพระราชลัญจกรประจำชาดและประจำครั่ง ว่าสำหรับผนึกพระราชสาส์นและหนังสือสัญญานานาประเทศ (ดู พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ คำปรารภ ข้อ ๑) ในรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำชาดขึ้นองค์หนึ่ง (คราวเดียวกันกับที่ทรงสร้างพระราชลัญจกรมหาโองการองค์กลาง) พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์องค์นี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนทูลเกล้าฯ ถวายตามพระบรมราชโองการ เรียกกันว่า พระครุฑพ่าห์องค์กลาง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓|รูปที่ ๓]]) สำหรับใช้ประทับเป็นตราอย่างเดียวกับพระราชลัญจกรมหาโองการ แต่ประทับเบื้องขวาพระราชลัญจกรไอราพต (ดู พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ มาตรา ๒) พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำชาดองค์ใหญ่เป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ รูปนอกเป็นวงกลม (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒|รูปที่ ๒]]) เรียกกันว่า องค์เดิม และมีองค์กลางลายคล้ายกันแต่ย่อมกว่า รูปกลมรี นอกนี้ ยังมีพระครุฑพ่าห์ประจำครึ่งอยู่สององค์ ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง จะสร้างขึ้นเมื่อไรไม่ปรากฏ (ตราพระครุฑพ่าห์ทั้งหมดที่กล่าวนี้อยู่ในราชพิพิธภัณฑ์)

ต่อมา ในรัชกาลเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ตราประทับพระนามด้วยตราอาร์ม ไม่โปรด ตรัสว่า เป็นฝรั่งไป ควรจะใช้ตราพระครุฑพ่าห์ประจำตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนถวายใหม่ และทรงพระราชดำริว่า ไม่ควรมีองค์พระนารายณ์ ควรจะมีแต่ครุฑ จึงจะสมด้วยชื่อพระครุฑพ่าห์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์รับพระบรมราชโองการไปเขียน ทรงพระดำริเห็นว่า รูปครุฑของเดิมเป็นครุฑจับนาค นาคที่ครุฑจับนั้นเป็นอะไร เป็นอาหารครุฑเท่านั้น ดูตะกลามเต็มที จะไปไหนนิดก็ต้องหิ้วของกินไปด้วย จึงทรงเขียนยกนาคออกเสีย มือที่กางอยู่นั้นให้รำตามแบบครุฑนารายณ์ทรงของเขมร (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔|รูปที่ ๔]]) ทูลเกล้าฯ ถวาย ก็ชอบพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ทำขึ้นใช้ประทับพระปรมาภิไธย ตราดวงนี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยในหนังสือสำคัญทั่วไป (พระราชลัญจกรองค์เดิมที่มีรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่จริง ๆ ควรจะเรียกว่า “นารายณ์ทรงครุฑ” เพื่อให้ผิดกันกับพระครุฑพ่าห์องค์ที่ใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธย)

มาในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้สร้างตราพระครุฑพ่าห์องค์ใหญ่ สำหรับประทับประจำพระนามในรัชกาลขึ้นใหม่ มีลวดลายเอาอย่างพระคุรฑพ่าห์องค์ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ ๕ แต่ที่ขอบมีหนังสือว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ” แสดงว่า ทรงสร้างพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์องค์นี้เพื่อเปลี่ยนองค์เก่าคราวเปลี่ยนพระนามมีคำว่า “รามาธิบดี” นำ [ตราพระครุฑพ่าห์องค์นี้ พระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทวาภินิมมิต)<ref>คือ พระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปะชัย) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> เป็นผู้เขียนทูลเกล้าฯ ถวาย ยังอยู่ในราชพิพิธภัณฑ์ ส่วนองค์เก่าที่อ้างถึงจะอยู่ที่ใดไม่ปรากฏ]

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ โปรดให้ใช้ตราพระคุรฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยในหนังสือสำคัญทั่วไป (คือ ตราครุฑที่ใช้กันอยู่ในบัดนี้) ได้มีพระราชปรารภในการที่เปลี่ยนนี้อยู่ในความแห่งพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) ว่า พระราชลัญจกรประจำแผ่นดินซึ่งสำหรับประทับกำกับพระบรมนามาภิไธยในหนังสือสำคัญต่าง ๆ และพระราชลัญจกรในพระองค์พระเจ้าแผ่นดินต้องสร้างใหม่ทุกคราวที่เปลี่ยนรัชกาล ทรงพระราชดำริว่า พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินสืบมาแต่กรุงศรีอยุธยาโบราณ ในครั้งนี้ จะต้องเปลี่ยนพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินตามที่เปลี่ยนรัชกาล สมควรจะใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ต่อไป แต่ตามพระราชบัญญัติพระราชลัญจกรซึ่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตราไว้แต่วันที่ ๓ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖) นั้น พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เดิมสำหรับใช้ประทับเบื้องบนประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ เมื่อจะใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินประทับพระบรมนามาภิไธยก็จะซ้ำกัน จึงทรงพระราชดำริว่า ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชลัญจกรมหาโองการองค์กลางและพระครุฑพ่าห์องค์กลางขึ้นนั้น ก็มีพระราชปรารภจะทรงสร้างพระราชลัญจกรหงสพิมานขึ้นให้ครบพระเป็นเจ้าทั้งสาม แต่ยังหาได้ทรงสร้างขึ้นไม่ ในครั้งนี้ จะใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินแล้ว สมควรจะมีพระราชลัญจกรขึ้นใหม่แทนที่ใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์องค์กลางขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ขึ้นใหม่ ขนาดเท่าพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินของเดิมเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินสืบไป และทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างพระราชลัญจกรหงสพิมานสำหรับใช้แทนที่ประทับพระครุฑพ่าห์องค์กลางในที่ประทับพระราชลัญจกรเบื้องบนสามดวง แต่ในที่ใช้พระราชลัญจกรเบื้องบนแต่สองดวงแล้ว ใช้ประทับพระราชลัญจกรมหาโองการเบื้องซ้าย ประทับพระราชลัญจกรไอราพตเบื้องขวา ส่วนพระราชลัญจกรในพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างขึ้นใหม่เป็นรูปวชิระ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๕|รูปที่ ๕]])

พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ได้เปลี่ยนแปลงรูปและการใช้มาโดยลำดับ เดิมมีลายเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑ ใช้ประทับประกาศต่าง ๆ อยู่ทางเบื้องขวาของพระราชลัญจกรไอราพต แล้วเปลี่ยนลายให้เหลือแต่ครุฑ ไม่มีองค์พระนารายณ์ สำหรับใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยแทนตราอาร์มแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ ส่วนที่ใช้ประทับประกาศต่าง ๆ อยู่ทางเบื้องขวาของพระราชลัญจกรไอราพต เปลี่ยนเป็นใช้พระราชลัญจกรหงสพิมานแทน มาในรัชกาลที่ ๖ ทรงใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นตราประจำรัชกาล แล้วเปลี่ยนมาใช้เป็นตราแผ่นดินตลอดมาจนบัดนี้



<div id="๙"/>

{{center|'''๓. พระราชลัญจกรหงสพิมาน'''}}


{{center|_________________}}



พระราชลัญจกรหงสพิมานเป็นตราเก่าองค์หนึ่ง แต่เห็นจะเลิกใช้มาแล้วช้านาน เพราะคำปรารภในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ อ้างว่า “ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชลัญจกรมหาโองการองค์กลางและพระครุฑพ่าห์องค์กลางขึ้นนั้น มีพระราชปรารภจะทรงสร้างพระราชลัญจกรหงสพิมานขึ้นให้ครบพระเป็นเจ้าทั้งสาม แต่ยังหาได้ทรงสร้างขึ้นไม่” ความในพระราชบัญญัติว่า มาในรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงสร้างพระราชลัญจกรหงสพิมานประจำชาดนี้สำหรับใช้แทนที่ประทัพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์องค์กลางซึ่งโปรดให้โอนไปใช้เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ในพระราชบัญญัติลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๓ กำหนดการใช้พระราชลัญจกรหงสพิมานเป็นทำนองเดียวกับที่เดิมใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ฉะนั้น พระราชลัญจกรหงสพิมานที่ว่าทรงสร้างในรัชกาลที่ ๖ นั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนเป็นรูปหงส์มีบุษบกบนหลัง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๖|รูปที่ ๖]]) พระราชลัญจกรองค์นี้ทรงเขียนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ หากมาประกาศในรัชกาลที่ ๖ ตราองค์นี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสอธิบายว่า ตราเก่ามีหงสพิมานอยู่องค์หนึ่ง แต่ไม่ทรงเคยเห็นองค์ตรา เห็นแต่เขียนรูปไว้ที่บานแผละพระทวารพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นหงส์สามตัวอยู่ในวิมานสามช่อง เห็นว่า ใช้ไม่ได้ เอาอย่างพระราชลัญจกรไตรสารเศวต (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๕|รูปที่ ๑๕]]) รู้ได้ว่า ไม่มีใครเห็นเสียนานแล้ว รูปเขียนนั้นเขียนในรัชกาลที่ ๒ ซ่อมเขียนในรัชกาลที่ ๓ แต่เดี๋ยวนี้ทาแดงทับเสียแล้ว จึงได้ทรงเดาเขียนถวายดั่งรูปที่แจ้งมาข้างบนนี้ ลางตราพรหมทรงหงส์ของเก่าซึ่งมีอยู่สององค์จะเป็นตราหงสพิมานก็เป็นได้ [อยู่ในราชพิพิธภัณฑ์ จดไว้ว่า หงสพิมานองค์เดิมดวงหนึ่ง กับจดไว้ในบัญชีว่า พรหมทรงหงส์ด้วงหนึ่ง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๗|รูปที่ ๗]] และ[[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๘|ที่ ๘]]) แต่เห็นไม่ใช่พรหม อาจไม่ใช่ตราหงสพิมาน]

กล่าวมาแล้วว่า ตราประจำตัวหรือประจำตำแหน่งใช้สำหรับประทับแทนเซ็นชื่อ แต่เหตุไฉนพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนจึงมีพระราชลัญจกรประจำพระองค์มากดวง ที่ยังเหลือสืบมาถึงปัจจุบัน คือ พระราชลัญจกรสี่องค์ดั่งได้กล่าวมาข้างต้น เหตุที่พระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมีพระราชลัญจกรสี่องค์นี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เคยทรงสันนิษฐานและกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แจ้งอยู่ในลายพระหัตถ์ที่กราบบังคมทูล ลงวันที่ ๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓) ข้อที่ทรงสันนิษฐานไว้นี้ แม้พระองค์ท่านไม่โปรดจะให้นำมากล่าวไว้ในที่นี้ เพราะเป็นเรื่อง “มีความเห็นเถียงกันอยู่มาก ไม่พูดดีกว่า” ก็จริงอยู่ แต่เป็นข้อสันนิษฐานที่น่าฟัง เป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าทางพระราชพงศาวดารมากอยู่ จึงขอนำมาลงไว้ที่นี้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่โปรด เพื่อไม่ให้ข้อทรงสันนิษฐานนี้ต้องลี้ลับสูญไป ดั่งมีข้อความต่อไปนี้

<blockquote>“วิธีการปกครองแต่ก่อน แบ่งแผ่นดินเป็นสี่ส่วน คือ ส่วนกลางนั้น กรุงศรีอยุธยาเป็นที่ตั้ง ส่วนตะวันออกนั้น พระนครหลวง (คือ นครธม) เป็นที่ตั้ง ส่วนเหนือนั้น เมืองพิษณุโลกเป็นที่ตั้ง ส่วนตะวันตกนั้น เมืองสุพรรณเป็นที่ตั้ง พระราชาก็มีสี่ คือ พระอินทรราชา หรือพระนครินทรราชา ครองฝ่ายตะวันออก พระธรรมราชา ครองฝ่ายเหนือ พระบรมราชา ครองฝ่ายตะวันตก พระรามาธิบดี หรือราเมศวร หรือพระรามราชาธิราช ครองส่วนกลาง เป็นราชาธิราช ในพระราชพงศาวดารว่า ได้เสวยราชสมบัติทรงพระนาม พระบรมราชา บ้าง พระอินทรราชา บ้างนั้นหลง เพราะเห็นที่จดย่อ แท้จริงคงเป็นบรมราชาและอินทรราชาอยู่แล้ว เข้ามาเสวยราชสมบัติเปลี่ยนพระนามเป็นรามาธิบดีทุกพระองค์ พระรามาธิบดีถือตราครุฑ พระอินทรราชาถือตราไอราพต สองดวงนี้แน่ ไม่มีที่สงสัย ธรรมราชาและบรมราชาใครจะถืออะไรนั้นเดายาก หลักมีอยู่หน่อยที่เขาขุดเงินเก่าแขวงนครชัยศรีได้เป็นตรามหาโองการ น่าจะยกให้พระบรมราชาถือตรามหาโองการ โดยเหตุที่กษัตริย์วงศ์สุพรรณคงจะสืบเนื่องมาจากนครชัยศรีนั้นเองเป็นเมืองที่ตั้งก่อน คงได้เลือกเอาเทวราชองค์เอก คือ พระอิศวร ไว้ใช้เป็นตราเสียก่อน กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองตั้งทีหลัง จึงถือเอาเทวราชองค์ถัด คือ นารายณ์ ถ้าความคาดคะเนนี้ถูก ก็เหลือแต่หงสพิมานองค์เดียวต้องตกเป็นของพระธรรมราชา ครั้นต่อมา การปกครองแคบเข้า เกิดจากจลาจล ไว้ใจกันไม่ได้ จึงเลิกตั้งพระราชาครองเมืองภายนอก กวาดเอาตราเข้ามาไว้หมด จึงมารวมกันไว้มาก”</blockquote>



<div id="๙"/>

{{center|'''๔. พระราชลัญจกรไอราพต'''}}


{{center|_________________}}




พระราชลัญจกรไอราพตเป็นตราเก่าองค์หนึ่ง เป็นรูปช้างสามเศียร มีอยู่หลายองค์ มีรูปพระอินทร์ทรงก็มี ไม่มีก็มี (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๙|รูปที่ ๙]] และ[[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๐|รูปที่ ๑๐]]) ใช้สำหรับประทับพระราชสาส์นและประกาศตั้งกรม เดิมเป็นตราประจำชาด ในรัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างใหม่เป็นตราประจำชาดสามองค์ คือ องค์ใหญ่หนึ่ง องค์กลางหนึ่ง และองค์น้อยหนึ่ง (ดู พระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ ปรารภ ๓) องค์ใหญ่รูปกลม ทำด้วยโลหะสีเงิน เป็นรูปช้างสามเศียร บนหลังช้างมีบุษบก ในบุษบกมีอุณาโลมแวดล้อมด้วยฉัตรสี่คัน (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๑|รูปที่ ๑๑]]) ด้ามไม้ดำ แล้วเปลี่ยนเป็นงาช้าง องค์กลางรูปกลมรี ทำด้วยหินโมราสีน้ำผึ้ง แกะสองด้าน ด้านหน้าเป็นรูปไอราพตอย่างที่กล่าวมาข้างต้น (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๒|รูปที่ ๑๒]]) ด้านหลังเป็นหนังสือฝรั่งหลายบรรทัด ด้ามโลหะสีทองกุดั่น มีควงขันคาบโมราไว้ เป็นฝีมือฝรั่งทำ ทั้งสองด้วงนี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่วนองค์น้อยทำด้วยทองคำ รูปกลมรี (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๓|รูปที่ ๑๓]]) ด้ามแก้วขาว อยู่ในราชพิพิธภัณฑ์ นอกจากที่กล่าวมานี้ ในราชพิพิธภัณฑ์ยังมีพระราชลัญจกรไอราพตของเก่าอยู่อีกสามองค์ องค์หนึ่งเป็นรูปช้างสามเศียร บนหลังมีบุษบก มีฉัตรขนาบสองข้าง องค์หนึ่งเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณมากเศียรอยู่บนวิมาน (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๔|รูปที่ ๑๔]]) อีกองค์หนึ่งเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างสามเศียร มีฉัตรขนาบสองข้าง

ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ กำหนดใช้พระราชลัญจกรไอราพตองค์ใหญ่สำหรับประทับประกาศใหญ่ อยู่ในระหว่างกลางพระราชลัญจกรมหาโองการและพระครุฑพ่าห์ พระราชลัญจกรองค์กลางสำหรับประทับประกาศพระราชบัญญัติทั้งปวง และใบกำกับสุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ และประกาศนียบัตรนพรัตนราชวราภรณ์ อยู่ในระหว่างกลางพระราชลัญจกรมหาโองกรและพระครุฑพ่าห์ ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) มาตรา ๔ มีข้อความเหมือนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แต่เปลี่ยนพระครุฑพ่าห์เป็นหงสพิมาน เพราะเหตุที่ทรงพระราชดำริว่า ตราพระครุฑพ่าห์ใช้เป็นตราประจำรัชกาลและประจำแผ่นดินซ้ำกัน



{{center|'''พระราชลัญจกรไตรสารเศวต'''}}


{{center|_________________}}



พระราชลัญจกรองค์นี้ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๑๕|รูปที่ ๑๕]]) พบประทับกระดาษปลิว สอดไว้ในหนังสือสัญญาค้าขายกับต่างประเทศของเก่า เข้าใจว่า สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๒ หมายถึง พระยาเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา พระยาเศวตคชลักษณ์ ซึ่งได้มาในรัชกาลนั้น (จ.ศ. ๑๑๗๙) ใช้เป็นตราประจำพระองค์

<noinclude>[[หมวดหมู่:พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง]]</noinclude>