Revision 50210 of "พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง/๒๕" on thwikisource

{{center|<big><big>'''ภาค ๒'''</big></big>}}


{{center|<big>'''ตราประจำตัวประจำตำแหน่ง'''</big>}}


{{center|_________________}}



ตราประจำตัวประจำตำแหน่ง แต่เดิมมีประเพณีพระราชทานพระราชลัญจกรไปเป็นเกียรติยศ พระราชลัญจกรที่พระราชทานไปนี้เคยเป็นพระตราอันเคยใช้ทรงประทับหรือโปรดให้ทำขึ้นใหม่ก็ได้ เมื่อพระราชทานไปแล้วก็ไม่เรียกว่า พระราชลัญจกร จะเรียกจำเพาะแต่ที่ใช้ทรงประทับเท่านั้น ผู้ที่ได้รับตราพระราชทาน ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน ถ้าเป็นตราประจำตำแหน่ง เมื่อเลิกตำแหน่งแล้วก็ต้องส่งคืนเช่นเดียวกัน ใครจะไปกดหรือใช้ต่อไปหาได้ไม่ ต่อมา ตราประจำตำแหน่งมักเป็นตราที่สร้างเองและขอพระบรมราชานุญาตใช้ หาใช่เป็นตราที่โปรดพระราชทานเหมือนแต่ก่อนไม่

อนึ่ง เมื่อครั้งยังมีพระราชประเพณีทรงตั้งฐานันดรยศเจ้านายและข้าราชการก่อนมีสุบรรณบัฏ หิรัญบัฏ และสัญญาบัตร ได้ทราบว่า ใช้หมายสั่งตั้งให้ใครเป็นอะไร จึงทำให้เข้าใจว่า การตั้งเสนาบดีย่อมสำเร็จด้วยพระราชทานพระราชลัญจกรเป็นตราตำแหน่ง เป็นอันเสนาบดีได้รับพระราชทานอำนาจเต็มตามหน้าที่อันมีในกฎพระธรรมนูญ การที่เสนาบดีบังคับบัญชากิจราชการก็สิทธิ์ขาดด้วยท้องตราดำเนินกระแสพระบรมราชโองการเป็นสำคัญสืบมาดั่งนี้ ครั้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ มีพระราชประเพณีทรงตั้งข้าราชการด้วยพระราชทินนามอันจารึกในสุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ และสัญญาบัตรเป็นสำคัญแล้ว ส่วนพระราชลัญจกรสำหรับตำแหน่งเสนาบดีนั้นก็รับมอบกันเสียเอง หาได้พระราชทานพร้อมกับราชทินนามทุกคราวไม่ เพราะเหตุที่ไปรับมอบตราตำแหน่งกันเอาเอง ด้วยตัวเสนาบดีตายไม่มีใครจะถวายตราตำแหน่งคืน เสมียนตราอันมีตำแหน่งได้รักษาตราก็เฝ้าไม่ได้ ความเป็นไปบังคับให้ต้องเป็นเช่นนั้น มาในรัชกาลที่ ๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาไว้ว่า ถ้าและเสนาบดีผู้ใดต้องออกจากตำแหน่งกระทรวงใด ๆ ด้วยการย้ายกระทรวงก็ดี หรือด้วยเหตุอย่างอื่นก็ดี ให้เสนาบดีผู้นั้นนำตราตำแหน่งของตนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อจะได้พระราชทานแก่ผู้ที่รับตำแหน่งใหม่ต่อไป ถ้าเสนาบดีผู้จะต้องออกจากกระทรวงนั้นป่วยหนัก หรือถึงแก่มรณภาพ หรือด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะนำดวงตรามาทูลเกล้าฯ ถวายมิได้ไซร้ ให้เป็นหน้าที่เสนาบดีมุรธาธรเรียกและนำตราตำแหน่งนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย (พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยตำแหน่งเสนาบดี พ.ศ. ๒๔๕๗<ref>ที่ถูกคือ “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยตราตำแหน่งเสนาบดี (ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๗)”, ดู “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยตราตำแหน่งเสนาบดี”. (๒๔๕๗, ๑๐ มกราคม). [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2457/A/485_1.PDF ''ราชกิจจานุเบกษา,'' (เล่ม ๓๑, หน้า ๔๘๕ ก).] [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ: ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔. ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>)



<div id="๒๖"/>

{{center|'''ตราเครื่องหมายประจำกระทรวง'''}}


{{center|_________________}}



ตราเครื่องหมายประจำกระทรวงต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ คือ


{{พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง/๒๗}}

บรรดาตราที่กล่าวมานี้เป็นตราเดิมที่ได้รับพระราชทานตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็ดี เป็นตราที่สร้างขึ้นใหม่ก็ได้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ ตราตำแหน่งเสนาบดีเหล่านี้ไม่ปรากฏว่าใช้ประทับอีกต่อไป นอกจากใช้เป็นตราเครื่องหมายประจำกระทรวง แต่เดิมมา บรรดาตราประจำตำแหน่งมีระบุไว้ในลักษณะพระธรรมนูญใช้ตราในพระราชกฤษฎีกาเดิม<ref>คือ พระธรรมนูญ อันเป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมศาสตร์, ดู ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ว่าเฉพาะตราเสนาบดี หรือรัฐมนตรีในเวลานี้ ก็มีตราพระราชสีห์ประจำตำแหน่งสมุหนายก<ref>พระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote>“ตราพระราชสีหะ เจ้าพญาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาธิบดีอภัยพิรีบรากรมพาหุ ได้ใช้ คือ ผู้มีอรรถคดีมิเต็มใจในคำพิพากษา ณ กรมใด ๆ แลกระลาการ ณ โรงศาลทั้งปวง มาฟ้องหาอุทธรณ์แก่กระลาการ ณ กรมใด ๆ ก็ดี ในโรงศาลทั้งปวงก็ดี ว่ากระลาการยังมิได้ถามเป็นสำนวนก็ดี ถามแล้วกระลาการยังมิได้พิพากษาสำนวนนั้นให้สำเร็จก็ดี แลทำอุบาทว์ขาดเหลือแก่สำนวนเขาประการใดก็ดี แลพิจารณาพิพากษามิเป็นสัจเป็นธรรมก็ดี เป็นใจด้วยลูกความก็ดี แลเรียกค่าฤชาล้ำเหลือก็ดี อำนวยคามไว้ให้เนิ่นนานก็ดี ให้เรียกกระลาการแลเบิกสำนวนมาพิจารณา ถ้าโจทก์จำเลยอยู่ ณ หัวเมืองทั้งปวง แลแขวงจังหวัด ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหะไปเอาคู่ความ อนึ่ง หาว่ากระลาการบังอาจเอาทรัพย์สินท่านมาเป็นประโยชน์แห่งตน แลยื้อชักฉุดคร่าลูกเมียข้าคนท่านมาเป็นข้าคนตนก็ดี มัดผูกตบถองตีด่า จำใส่ตรวนขื่อคาใส่กลัง เอาเชือกเอาผ้าเอาเถาวัลย์เอาหนังมัด ผูก ใส่ปลอก ผูกเท้า ผูกมือลงเอาเงินทอง ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหะไปให้กรมการแลแขวงส่งมาพิจารณา อนึ่ง ถ้าโจรตีปล้นสะดมก็ดี ตีด่าฟันแทงกันตายก็ดี ลักวัวควายช้างม้าข้าคนเรือเกวียนก็ดี ข้าหนีเจ้าไพร่หนีนายกู้หนี้มรดกว่ากันประการใด ๆ ก็ดี แลมีหนังสือร้องฟ้องไซร้ ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหะไปเอาคู่ความมาพิจารณา อนึ่ง ถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไปรั้งไปครองเมือง ณ หัวเมืองทั้งปวงบรรดาขึ้นแก่เจ้าพญาจักรี คือ เมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร เมืองพิชัย เมืองนครสวรรค์ เมืองพิจิตร เมืองมโนรมย์ เมืองชัยนาท เมืองอุทัยธานี เมืองอินทบุรี เมืองพรหมบุรี เมืองสิงคบุรี เมืองสรรคบุรี เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี เมืองวิเศษชัยชาญ กรุงเก่า เมืองนครนายก เมืองปราจิม เมืองฉะเชิงเทรา เมืองสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองเพชรบูรณ์ เมืองท่าโรง เมืองบัวชุม เมืองชัยบาดาล เมืองกำพราน เมืองนครราชสีมา ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหะ แลใช้ไปหัวเมืองทั้งปวงบรรดาขึ้นแก่มหาดไทยส่งคู่ความมาพิจารณา แลไปด้วยกิจราชการทั้งปวง แลมีตราพระราชสีหะไปตั้งเจ้าเมือง แลปลัด รองปลัด นำตราเจ้าพนักงานซึ่งตั้งกรมการแลตั้งนายอากรขนอนทั้งปวงบรรดาขึ้นแก่กรมมหาดไทย แลตราพระราชสีหะ เจ้าพญาจักรีได้ใช้แต่เท่านี้ อนึ่ง ตราจักร เจ้าพญาจักรีนั้นได้ใช้ประทับตราพระราชสีหะ ตราพระคชสีหะ ตราบัวแก้ว ไปลงพระราชอาชญาประหารชีวิตกรมการแลผู้ต้องโทษถึงตาย ณ หัวเมืองทั้งปวงบรรดาขึ้นแก่มหาดไทย แก่กลาโหม แก่กรมท่า ตราจักร เจ้าพญาจักรีได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๑๑.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ตราพระคชสีห์ประจำแหน่งสมุหพระกลาโหม<ref>พระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote>“ตราพระคชสีห์ พญามหาเสนาธิบดีวิริยภักดีบดินทรสุรินทรลือชัยอภัยพิริยบรากรมพาหุ สมุหพระกลาโหม ได้ใช้ คือ โจทก์หาว่ามิได้มีหนังสือร้องฟ้องหาสมภักนักการมิได้ แลเกาะกุมไปลงเอาทรัพย์สิ่งของใด ๆ เป็นอุกเข้าระวางข่มเหง ก็ได้ใช้ตราพระราชสีห์ไปเอาลูกความมาพิจารณา อนึ่ง ถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไปรั้งไปครองเมือง ณ หัวเมืองบรรดาขึ้นแก่กรมพระกลาโหม คือ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไชยา เมืองชุมพร เมืองเพชรบุรี เมืองกุย เมืองปราน เมืองคลองวาน เมืองบางตะพาน เมืองถลาง เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวาย แลเมืองสามโคก ก็ได้ใช้ตราพระคชสีห์ ไปให้กรมการส่งกระทงความหมู่แลไพร่ในกรมวิวาทแก่กัน แลเรียกเงินหาทรัพย์มรดกมาพิจารณาตามตระทรวง อนึ่ง ใช้ตราไปตั้งเจ้าเมือง ปลัด รองปลัด แลนำตราเจ้าพนักงานไปตั้งกรมการแลตั้งนายอากรนายขนอนทุกหัวเมืองบรรดาขึ้นแก่กรมพระกลาโหม แลตราพระคชสีห์ เจ้าพญากลาโหมได้ใช้แต่เท่านี้” </blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๑๘.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ถัดมาก็มีตราตำแหน่งเสนาบดีจตุสดมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิษฐานว่า

<blockquote>“ตราพระราชสีห์เห็นจะมีก่อนอื่นหมด เพราะว่า เดิมเสนาบดีคงมีตำแหน่งเดียว เป็นผู้รองพระเจ้าแผ่นดินในที่ว่าราชการต่าง ๆ แต่การรบคงมากกว่าอย่างอื่น ตามตำแหน่งที่เรียก เสนาบดี ก็หมายความว่า เป็นใหญ่ในเสนา (คือ ทหาร) ให้ใช้ตราราชสีห์ เป็นการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญตามคำที่ใช้เรียกคนกล้าว่า นรสิงห์ ภายหลังการมากขึ้น คนเดียวบังคับไม่ไหว จึงตั้งเติมอีกตำแหน่งหนึ่งแบ่งกันบังคับการ คนหนึ่งให้บังคับพลทหารที่ประจำการสงคราม อีกคนหนึ่งให้บังคับพลเรือน คือ พลที่อยู่เรือน ไม่ไปสงคราม ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่นั้นจะให้ใช้ตราอะไรเป็นคู่กัน ก็เลือกได้คชสีห์ แต่ที่จริงคลาดไปหน่อย คำว่า คชสีห์ เห็นจะเป็นคำยกย่องช้างตัวกล้าว่าดุเหมือนราชสีห์ ไต่มาจากคำว่า นรสิงห์ นั้นเอง ทีหลังนี้ท่านทั้งสองนี้ไม่ไหวเข้า จึงเกิดตั้งเสนาบดีขึ้นอีกสี่ตำแหน่งที่เรียกว่า จตุสดมภ์ สำหรับช่วยบังคับการงาน ท่านทั้งสองก่อนนั้นจึงเลื่อนเกียรติยศเป็นอัครมหาเสนาบดี แต่จตุสดมภ์นั้นน่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งของประเทศหนึ่งซึ่งจัดตั้งเสนาบดีสี่ตำแหน่ง เราเอาอย่างมาแล้วเก่าก็ไม่ทิ้ง จึงตกลงเป็นแย่งกันทำ หน้าที่ก็ก้าวก่ายไป จนในทีหลังเลอะเลือนไปหมด ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะกะหน้าที่ให้ใหม่ เสนาบดีเวียงมีหน้าที่รักษาเมืองทั่วพระราชอาณาเขต คือ คุมพลทหารรักษาบ้านเมือง ได้แก่ เสนาบดีกลาโหม, เสนาบดีวังมีหน้าที่ตัดสินความทั่วพระราชอาณาเขต เพราะเหตุเดิมเมื่อบ้านเมืองยังไม่กว้างใหญ่ มีแต่ความฎีกา พระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เองในท้องพระโรง ภายหลัง บ้านเมืองใหญ่ออกไป ก็ตั้งขุนศาลตุลาการรายไปทำการ แต่คงต้องนำความกราบบังคมทูล เสนาบดีวังเป็นผู้รับสั่ง จึงได้เป็นใหญ่ในการพิพากษาคดี ชื่อยังปรากฏอยู่ว่า เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี, เสนาบดีคลังมีหน้าที่สำหรับเก็บส่วย จ่ายของ, เสนาบดีนามีหน้าที่สำหรับปกครองให้ราษฎรทำกิน คลังและนาทั้งสองตำแหน่งนี้รวมกันได้แก่เสนาบดีมหาดไทย ตราของท่านทั้งสองนี้อยู่ข้างจะยุ่ง คิดแปลไม่ใคร่ออก ตราเสนาบดีวังเป็นเทพยดาทรงพระนนทิการ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๒|รูปที่ ๒๒]]) นี่เห็นจะพอแปลได้ ในหนังสือนารายณ์สิบปางข้างไทยว่า พระนารายณ์จะฆ่ากรุงพาณ พระอิศวรขอไว้เอาไปเป็นนนทรีเฝ้าประตูไกรลาส ในดิกชันนารีเทวดาฮินดูที่ฝรั่งตีพิมพ์ว่า นนทรีนั้นคือที่พระอิศวรทรง อีกนัยหนึ่งว่าเป็นอธิบดีกรมวังของพระอิศวร ก็เห็นจะยุติได้ว่า ตั้งใจจะใช้ตัวอธิบดีกรมวังของพระเจ้าเป็นเครื่องหมาย ตราพระยมของเสนาบดีเมือง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๓|รูปที่ ๒๓]]) นั้นกระไรอยู่ ที่ควรแล้ว ตราพระยมน่าจะเป็นของเสนาบดีเมือง ก็เพราะชื่อว่า เจ้าพระยายมราช แต่ที่จริงก็ซ้ำกับเสนาบดีวัง ธรรมะก็เป็นชื่อพระยมนั่นเอง เวลาที่ตั้งชื่อเสนาบดีเมืองเป็นเจ้าพระยายมราชนั้น คงเป็นเวลาที่เสนาบดีคนนั้นได้ดูแลในการถ้อยความทั้งสิ้น เจ้าพระยาธรรมาเวลานั้นคงจะเหลวไหลไปอย่างไรอย่างหนึ่ง ตราพระยมคงเกิดทีหลังพระนนทิการ ตราบัวแก้วเสนาบดีคลังนี้เหลือแปลก จะเป็นดอกบัวทำตามบุญตามกรรมอย่างนั้นหรือประการใด หรือจะหมายเป็นกมลาสน์ ถ้ากระนั้นทำไมไม่ทำพรหมนั่งบนดอกบัว นี่เอาเทวดาหน้าเดียวบรรจุลงในเกสรบัว (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๒|รูปที่ ๓๒]]) จะเป็นกมลาสน์ไม่ได้ และถ้าเป็นดอกบัวเปล่าก็ดี หรือเป็นกมลาสน์ก็ดี ควรจะเป็นเครื่องหมายพนักงานคลังได้อย่างไร ตกลงยังแลไม่เห็นในดวงตรานี้<ref>ราชบัณฑิตประชุมในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๓ และเสนอความเห็นว่า<br>
<blockquote>	“พลตรี ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี: ตราบัวแก้วอาจมีที่มาจากขุนคลังแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในรัตนะเจ็ดประการของจักรพรรดิ และเป็นตราที่ใช้ประทับในหนังสือของพระยาโกษาธิบดี (ปาน)</blockquote>
<blockquote>		“ศ. ด.ร.ประเสริฐ ณ นคร: คำว่า บัวแก้ว ในภาษาเหนืออาจเป็นชื่อบัวชนิดหนึ่ง เช่น บัวผัน บัวเผื่อน บัวแก้ว</blockquote>
<blockquote>	“ผศ. ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา: ดอกบัวมีความเกี่ยวข้องกับพระลักษมี เนื่องจากพระลักษมีมีบัลลังก์เป็นดอกบัว และเป็นเทพเจ้าของความร่ำรวย เป็นที่นับถือกันมาตั้งแต่ต้นของศาสนาพุทธ ตามความเชื่อของคนอินเดีย สิ่งที่โชคดีทั้งหลายมาจากดอกบัว และถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก”</blockquote>
[ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๒๔.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''
</ref> ส่วนตราเสนาบดีกระทรวงนามีถึงเก้าดวง ช่างเกินต้องการจริง สำหรับใช้ไปเอาอะไรต่ออะไรจำหน่ายออกเปรอะ ที่แท้ตราเสนาบดีเห็นจะเป็นพระพิรุณทรงนาคที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ด้วยเป็นเทวดาผู้เป็นเจ้าน้ำอันต้องการสำหรับเพาะปลูก ตราอื่นอีกแปดดวง มีตราพิทยาธรถือดอกจงกลนี ตรานักคลีอังคัน<ref>ต้นฉบับว่า “นัคลีนังคัล” ทั้งนี้ แก้เป็น “นักคลีอังคัน” ตามที่ใช้ในพระธรรมนูญ และราชบัณฑิตประชุมในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๓ แล้วเสนอความเห็นเกี่ยวกับคำนี้ว่า<br>
<blockquote>	“ผศ. ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา: นักคลีอังคัน อาจจะมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ว่า นงฺคล (บาลี) + ลางฺคล (สันสกฤต) นงฺคลี น่าจะหมายถึง เทพที่แบกไถ ตรงกับ ลางฺคลี ในภาษาสันสกฤต คือ พลรามที่มีไถเป็นอาวุธ ซึ่งหมายถึง เทพที่เกี่ยวกับการทำไร่ไถนา</blockquote>
<blockquote>	“ดร.ใกล้รุ่ง อามระดิษ: คำว่า องฺคล, องคาล ในภาษาเขมรโบราณ หมายถึง ไถ มาจากคำสันสกฤตว่า ลางฺคล ในภาษาเขมรปัจจุบันใช้ว่า นงฺคัล”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๓๙-๑๔๐.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ถือไถ เป็นต้น ไม่ใช่เทวดา ควรเป็นตราเจ้าพนักงาน เมื่อไม่มีตัวแล้ว เสนาบดีกวาดเอาไปรวมเก็บไว้ ภายหลังก็เลยหลงเป็นตราเสนาบดีไปทั้งหมด ก็อาจจะเป็นได้ (ดูลายของตราเก้าดวงนี้ในหนังสือเรื่องประวัติกระทรวงเกษตราธิการ)</blockquote>

<blockquote>“เมื่อสังเกตตามแนวเก่า ท่านย่อมใช้ตราเทวราชสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ตราเทวดาผู้มีหน้าที่สำหรับเสนาบดี ดูก็เป็นการสมควร ตราเก่ามีเอาเทวราชมาทำให้เสนาบดีอยู่ดวงหนึ่ง คือ ตราจักร (ดู รูปที่ ๒๔) คิดด้วยเกล้าฯ ว่า สำหรับเจ้าพระยาจักรี ไม่ใช่สำหรับเสนาบดีมหาดไทย เจ้าพระยาจักรีคนแรกคงเป็นที่ทรงพระกรุณาไว้วางพระราชหฤทัยให้ทำการต่างพระองค์ถึงประหารชีวิตได้โดยลำพัง จึงตั้งชื่อเป็นนารายณ์ และพระราชทานตราจักราวุธนารายณ์เป็นเครื่องหมาย เป็นการควรแก่ตำแหน่ง เมื่อเจ้าพระยาจักรีว่าที่สมุหนายกด้วย จึงถือตราสองดวง คือ จักร กับราชสีห์ ย่อมปรากฏเห็นได้โดยธรรมเนียมที่บังคับการธรรมดาใช้แต่ตราพระราชสีห์ ถ้าสั่งประหารชีวิตจึงจะประทับตราจักรด้วย สำแดงคำสั่งเจ้าพระยาจักรี เพราะอำนาจสมุหนายกประหารชีวิตคนไม่ได้ ตามความเห็นข้าพระพุทธเจ้า รักจะใคร่ให้เก็บตราจักราวุธเข้ามารักษาไว้ในออฟฟิศหลวงเป็นพระลัญจกร เพราะเป็นตราของปฐมบรมกษัตริย์ต้นราชวงศ์นี้ จนได้ใช้ลงในตราแผ่นดินและอะไร ๆ เป็นอันมาก (ตรีนั้นเกินไป ด้วยไม่รู้หนังสือกรีกับตรี เห็นผิดกันไม่ได้) ไม่สมควรจะให้ผู้หนึ่งผู้ใดถือต่อไป เวลาจะประการชีวิตคนตามหัวเมือง ให้กระทรวงมหาดไทยนำท้องตรามาประทับพระราชลัญจกรจักราวุธที่ออฟฟิศหลวงเป็นอันสำเร็จกันเหมือนดั่งก่อน ตราเทวราชอีกดวงหนึ่งก็คือ นารายณ์เกษียษสมุทร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระราชทานกรมหลวงวงศาฯ ใช้ ไม่ทราบเกล้าฯ ว่าพระราชทานเมื่อใด แต่ได้เห็นใช้ประทับในหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีต่างประเทศ บางทีจะพระราชทานสำหรับการนั้นเอง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นเป็นที่ทำการต่างพระองค์ ใช้ตราเทวราชควรอยู่ ตราเทวราชซึ่งผู้ใช้มิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนึกได้หรือได้ทราบเกล้าฯ แต่สามดวงเท่านี้” (ลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๙ กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)</blockquote>

ต่อมา ในรัชกาลที่ ๕ ทรงจัดระเบียบปกครองใหม่ แบ่งส่วนใหญ่ของราชการออกเป็นกระทรวง มีเสนาบดีบังคับบัญชา ตราพระราชสีห์ประจำตำแหน่งสมุหนายกเดิมจึงมาเป็นตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ตราพระคชสีห์ประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ภายหลังเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ จึงนำเอาตราพระคชสีห์และพระราชสีห์นี้มาประกอบเป็นรูปรักษารัฐธรรมนูญใช้เป็นตราเครื่องหมายตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๕|รูปที่ ๒๕]])



<div id="๓๒"/>

{{center|'''ตรากระทรวงมหาดไทย'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงมหาดไทย คือ ตราพระราชสีห์ดั่งกล่าวมาแล้ว ตราสำหรับกระทรวงมักมีตราใหญ่ดวงหนึ่ง และตราน้อยดวงหนึ่ง ลางกระทรวงมีตรากลางอีกดวงหนึ่ง

ตราใหญ่ใช้สำหรับประทับสารตราเจ้าพระยาจักรีดำเนินกระแสพระบรมราชโองการและการใหญ่ ๆ ทั้งปวงอันเกี่ยวข้องอ้างถึงกระแสพระบรมราชโองการ

ตรากลางเดิมใช้ประจำผนึก และสำหรับผู้แทนเสนาบดีประทับหนังสือถึงหัวเมืองในเวลาเสนาบดีไม่อยู่ ภายหลังไม่ใช้ประจำผนึก เพราะใช้ตรากระดาษสีปิดแทน

ตราน้อยใช้ประทับหนังสือรองเสนาบดีถึงหัวเมืองอันไม่ได้อ้างกระแสพระบรมราชโองการ และสำหรับเสนาบดีพาติดตัวไปราชการหัวเมือง และใช้ประทับหนังสือราชการทั้งปวงในเวลาที่ต้องสั่งต้องทำหรือมีใบบอกเป็นการเฉพาะตัวเสนาบดีนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสเล่าว่า “อันตราน้อยนั้น เสนาบดีกรมมหาดไทยทำตัวอย่างขึ้นใช้ประทับหนังสือส่วนตัว ตราใหญ่ใช้ประทับท้องตราดำเนินกระแสพระบรมราชโองการ ทีหลังใครที่เป็นคนใหญ่คนโต ถึงจะไม่มีหน้าที่ต้องมีหนังสือส่วนตัว ก็ต้องมีตราน้อย”

ตราพระราชสีห์ตามที่ปรากฏลายประทับอยู่ใน “กฎหมายตราสามดวง” ครั้งรัชกาลที่ ๑ ไม่เหมือนกับตราพระราชสีห์ที่ใช้อยู่ คงจะเป็นเพราะดวงเดิมใช้จนลายตราสึกตื้นขึ้น ต้องแกะรุกใหม่ แต่เห็นจะรุกได้น้อยหน จนต้องทำใหม่ (รุก คือ แกะร่องระหว่างลายให้ลึกลงไป ลายจะได้เด่นขึ้น พิธีรุกตราทำอย่างเดียวกับพิธีแกะตรา คือ มีฤกษ์และพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และมีสมโภชตั้งดวงตราในพิธีมณฑล เป็นทำนองเดียวกับพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ จะต่างกันที่พิธีรุกตราไม่มีอาลักษณ์อยู่ด้วยเท่านั้น) ช่างผู้เขียนดวงใหม่จะไม่ได้เลียนดวงเก่า หรือลางทีจะไม่ได้เห็นดวงเก่าเลยก็เป็นได้ จึงได้มีลายไม่เหมือนกัน (พระดำรัสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ต่อมา เมื่อเปลี่ยนการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ ตราพระราชสีห์นี้ยังใช้เป็นตรากระทรวงมหาดไทยอยู่ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๖|รูปที่ ๒๖]])

ในลักษณะพระธรรมนูญใช้ตราในพระราชกฤษฎีกาเดิม นอกจากตราพระราชสีห์สำหรับตำแหน่งเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีแล้ว ยังมีตราพระราชสีห์สำหรับหลวงอำมาตยาธิบดี<ref>ที่ถูกคือ “ตราราชสีหะ” โดยพระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote>“ตราราชสีหะ หลวงอำมาตยาธิบดีได้ใช้ไปเอาบ่าวไพร่ ลูกหมู่ ม่ายหมู่ ณ กรมมหาดไทยนอกไปแก่กรมการหัวเมืองเล็กทั้งปวงแลแขวงจังหวัด ตราหลวงอำมาตย์ได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๔๙.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ที่มหาดไทยฝ่ายเหนือ ตราดวงนี้จะอยู่ที่ไหนไม่ทราบ แต่ที่ในราชพิพิธภัณฑ์มีตราราชสีห์อยู่สองดวง เป็นรูปราชสีห์เผ่น อาจเป็นตราพระราชสีห์ที่กล่าวนี้ก็ได้



<div id="๓๔ (๑)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงกลาโหม'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงกลาโหม คือ ตราพระคชสีห์ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๗|รูปที่ ๒๗]]) ในพระธรรมนูญใช้ตรากล่าวไว้ว่า เป็นตราเจ้าพระยามหาเสนาบดีฯ สมุหพระกลาโหม ตรานี้ยังสืบมาจนปัจจุบัน มีทั้งตราใหม่ ตรากลาง และตราน้อย ในราชพิพิธภัณฑ์มีตราพระคชสีห์อยู่ชุดหนึ่งครบทั้งสามดวง ลวดลายคล้ายคลึงกับชุดที่เก็บรักษาไว้ที่กระทรวงกลาโหมซึ่งคงทำขึ้นใหม่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริสรานุวัดติวงศ์ ตรัสว่า “ขาดตรา ‘คชสีห์เดินดง’ อันเป็นรูปคชสีห์เดินบุกอยู่ในหมู่ไม้ ไม่ใช่กนก เป็นตราประจำตัวเสนาบดีกรมพระกลาโหมอย่างตราพระราชสีห์น้อยของเสนาบดีมหาดไทย” นอกนี้ ยังมีตราพระคชสีห์ฝ่ายเหนือ ซึ่งในพระธรรมนูญใช้ตราว่า เป็นตราหลวงธรรมไตรโลกเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหม<ref>ที่ถูกคือ “ตราคชสีหะ” โดยพระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote> “ตราคชสีหะ หลวงธรรมไตรโลกเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหมได้ใช้ไปเอาบ่าวไพร่ ณ หมู่องครักษ์ แลลูกหมู่ ม่ายหมู่ ตำรวจนอกซ้ายขวา แลกรมพระกลาโหมนอกทั้งปวงไปแก่กรมการแลหัวเมืองทั้งปวงแลแขวงจังหวัด ตราหลวงธรรมไตรโลกได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๕๒.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ตราดวงนี้จะอยู่ที่ไหนไม่ทราบ



<div id="๓๔ (๒)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงการคลัง'''}}


{{center|_________________}}



ในพระธรรมนูญใช้ตรากล่าวว่า “ตราเจ้าพระยาศรีธรรมราชาโกษาธิบดี ใช้ตราบัวแก้ว”<ref>พระธรรมนูญว่า<br>
<blockquote>“ตราเจ้าพญาธรรมราชเดชชาติอำมาตยานุชิตพิพิธวรวงศพงศภักดียาธิเบศวราธิบดี ศรีรัตนราชโกษาธิบดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ ได้ใช้ตราบัวแก้ว ถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไปรั้งไปครองเมือง ณ หัวเมืองขึ้นแก่โกษาธิบดี คือ เมืองจันทบูรณ์ เมืองตราด เมืองระยอง เมืองบางละมุง เมืองนนทบุรี เมืองสมุทรปราการ เมืองสมุทรสงคราม เมืองสาครบุรี มีตราไปตั้งเจ้าเมือง ปลัด รองปลัด ณ หัวเมืองซึ่งขึ้นแก่โกษาธิบดีนั้น แลนำตราเจ้าพนักงานไปตั้งกรมการ แลตั้งนายอากรขนอนทั้งปวง แลมีตราไปเอากระทงความอันวิวาทด้วยอากร ขนอน หัวป่า ค่าที่ เชิงเรือน น้ำละหานทั้งปวงแก่ผู้ใดได้ใช้ตราโกษาธิบดีแลนำตราพระอุเทนไปพระราชทานอากรให้นั้น อนึ่ง ฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา จีน ญวน ญี่ปุ่น แขกประเทศ มลายู แลต่างประเทศทั้งปวงซึ่งบรรดาขึ้นแก่โกษาธิบดี แลมีกิจถ้อยความโรงศาลใด ๆ ณ หัวเมืองขึ้นแก่โกษาธิบดีทั้งปวง โจทก์ก็ดี จำเลยก็ดี มิยอมให้ว่า แลทำหนังสือร้องฟ้อง ให้เบิกมาว่า ณ กรมพระคลังตามตระทรวงได้ ใช้เบิกสำนวนแลคู่ความมา อนึ่ง พระราชทานจังกอบขนอนแก่ผู้ใด ๆ ไซร้ มีตราโกษาธิบดีไปห้ามมิให้เอาจังกอบขนอนตามพระราชทานนั้น ตราโกษาธิบดีได้ใช้แต่เท่านี้ อนึ่ง เบิกสำเภาเรือใหญ่ทั้งปวงไปมา ณ ปักษ์ใต้ แลมีตราพระจุฬาราชมนตรีแลตราพระโชดึกราชเศรษฐีเบิกไปมาตามได้พนักงานนั้น”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๒๒.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ซึ่งบัดนี้เป็นตรากระทรวงการต่างประเทศ แต่ก่อนนี้การคลังและการต่างประเทศอยู่รวมกัน ในรัชกาลที่ ๕ จัดระเบียบการปกครอง แยกหน้าที่ทั้งสองนี้ออกเป็นคนละส่วน คือ ตั้งเป็นกระทรวงการต่างประเทศ ถือตราบัวแก้ว และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ถือตราพระสุริยมณฑล (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๘|รูปที่ ๒๘]] และ [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๒๙|รูปที่ ๒๙]]) ตราพระสุริยมณฑลนี้ทรงพระกรุณาโปรดให้ใช้เป็นตราตำแหน่งเสนาบดีพระคลังมหาสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ แต่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติแยกเป็นกระทรวงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นระยะเวลาห่างกันถึงสิบเจ็ดปี ระหว่างระยะเวลาที่กล่าวนี้จะใช้ตราอะไรประจำตำแหน่ง ยังไม่ได้ความแน่ชัด ตราดวงนี้เคยพระราชทานเป็นตราประจำตัวแก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ภายหลังพระราชทานให้เป็นตราประจำกระทรวงการคลัง แล้วต่อมาเป็นประจำกระทรวงการคลัง ตราพระสุริยมณฑลจะเป็นพระราชลัญจกรอันได้เคยทรงประทับหรือโปรดให้ทำขึ้นใหม่พระราชทานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์หรืออย่างไรไม่ทราบ ส่วนตราน้อยมีลายผิดกว่าดวงใหญ่



<div id="๓๕"/>

{{center|'''ตราปักษาวายุภักษ์'''}}



ในพระธรรมนูญใช้ตราว่า ตราปักษาวายุภักษ์เป็นตราของพระยาราชภักดีฯ เจ้ากรมพระจำนวน ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีอากร<ref>พระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote>“ตราปักษาวายุภักษ์ พญาราชภักดีศรีรัตนราชสมบัติบดีพิรียพาหะได้ใช้ตั้งนายระวางหัวเมือง แลได้มีตรากำกับตราเจ้าจำนวน ตั้งนายอากรในกรุง แขวง จังหวัด แลหัวเมือง สุรา บ่อน เบี้ย สมพัตสร ขนอนตลาด ค่าน้ำ เตาน้ำตาล เรือจ้าง แลเร่งเงินติดค้างนายอากรหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง ตราพญาราชภักดีได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
อนึ่ง พระธรรมนูญบทข้างต้นมิได้ว่า พระยาราชภักดีฯ เป็นเจ้ากรมพระจำนวน พระยาราชภักดีฯ นั้นเป็นเจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติ ส่วนคำ “เจ้าจำนวน” ที่ปรากฏในพระธรรมนูญบทดังกล่าว เป็นชื่อเรียกเจ้าพนักงานประเภทหนึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเก็บภาษีอากร โดยพระธรรมนูญบทนี้ว่า เมื่อเจ้าจำนวนตั้งนายอากรประจำท้องที่ต่าง ๆ แล้ว ให้พระยาราชภักดีฯ ประทับตราปักษาวายุภักษ์กำกับหนังสือแต่งตั้งด้วย <br>
{{gap}}	[ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๕๓-๑๕๕.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> [ตราดวงนี้ได้แต่ลายตราในท้องตราเก่า (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๐|รูปที่ ๓๐]]) ตัวตราจะเก็บรักษาไว้ที่ใด เห็นจะสูญหายเสียนานแล้ว] ต่อมา เมื่อโปรดให้ตั้งกระทรวงการคลัง และใช้ตราพระสุริยมณฑลแล้ว ตราปักษาวายุภักษ์ก็เลิกใช้ แต่นำเอามาใช้เป็นเครื่องหมายกระทรวงการคลัง แต่รูปนกวายุภักษ์ที่เขียนใหม่ไม่เหมือนนกวายุภักษ์ในตราตำแหน่งพระยาราชภักดีฯ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๑|รูปที่ ๓๑]]) เรื่องนกวายุภักษ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสอธิบายไว้ดังนี้

นกวายุภักษ์ ถ้าแปลตามคำก็ว่า นกกินลม ข้อยากในนกนี้เกิดขึ้นในที่ประชุมเสนาบดีสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนผูกตรากระทรวงต่าง ๆ เป็นลายข้อมือเสื้อเครื่องแบบ หากเป็นกระทรวงเก่าซึ่งมีตราประจำกระทรวงอยู่แล้ว จะเอามาใช้ได้ก็ให้ใช้ตราเก่า ที่เป็นกระทรวงใหม่ไม่มีตรามาแต่เดิมจึงคิดผูกขึ้นใหม่ โดยคำสั่งอย่างนี้ กระทรวงใดก็ไม่ยากเท่ากระทรวงคลังซึ่งเดิมพระยาราชภักดีฯ ทำการในหน้าที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังถือตรานกวายุภักษ์ รูปนกวายุภักษ์ในตรานั้นก็เป็นนกแบบสัตว์หิมพานต์เหมือนกับนกอินทรีฉะนั้น ไม่ทรงเชื่อว่าถูก จึงได้ทรงรำลึกต่อไป ก็ทรงรำลึกได้ว่า มี ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งมีความว่า ทรงพระมาลาปักขนนกวายุภักษ์ ก็ทรงค้นหา ก็พบในหมายท้ายหนังสือพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี เมื่อมีคำปรากฏอยู่เช่นนั้น นกวายุภักษ์ก็คือนกการเวก เพราะพระมาลาทุกชนิดที่ปักขนนกย่อมใช้ขนนกการเวกอย่างเดียวเป็นปรกติ เมื่อทรงพระดำริปรับนกวายุภักษ์กับนกการเวกเข้ากันก็เห็นลงกันได้ โดยทางที่เราพูดกันว่า นกการเวกนั้นมีปรกติอยู่ในเมฆบนฟ้า กินลมเป็นภักษาหาร ตามที่ว่าพิสดารเช่นนั้นก็เพราะนกชนิดนั้นในเมืองเราไม่มี และที่ว่ากินลมก็เพราะในเมฆไม่มีอะไรนอกจากลม จึงให้กินลมเป็นอาหาร แต่เมื่อปรกติของมันอยู่ในเมฆแล้ว ก็ไฉนเล่ามนุษย์จึงได้ขนมันมาปักหมวก เชื่อว่า เพราะเหตุที่น่าสงสัยเช่นนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตรัสสั่งไปต่างประเทศที่ส่งขนนกชนิดนั้นเข้ามาให้ส่งตัวนกมาถวาย จึงได้ตัวจริง เป็นนกยัดไส้มีขนติดบริบูรณ์เข้ามา ก็เป็นนกที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า paradise bird<ref>คือ bird of paradise หรือชื่อไทยว่า การเวก ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า เป็น “...นกในวงศ์ Paradisaeidae มีหลายสกุล หลายชนิด ทุกชนิดมีสีสันสวยงาม พบเฉพาะในเกาะนิวกินี เกาะใกล้เคียง และตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ที่รู้จักกันมากที่สุด คือ ชนิด ''Paradisaea apoda''” ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ซึ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษเช่นนี้นึกว่าแปลมาจากภาษาแขก ความก็ว่าเป็นนกฟ้า เราคงได้ฟังแขกเขาว่า จึงละเมอตามไป เมื่อได้นกยัดไส้เข้ามาแล้ว จึงทรงจัดเอาขึ้นเกาะคอน มีด้าม ให้เด็กถือนำพระยานุมาศในงานสมเด็จเจ้าฟ้าโสกันต์ ตามที่ได้พยานมาว่า เป็นนกอยู่ในแผ่นดิน ไม่ใช่นกอยู่ในฟ้าเช่นนั้น ใครจะเชื่อกันหรือไม่ก็หาทราบไม่ แม้ราชสีห์เมื่อได้ตัวจริงมาบอกใครว่า นี่แหละราชสีห์ ก็ไม่มีใครเชื่อ ด้วยไม่เหมือนกับที่เราปั้นเขียนกัน ตามที่เราปั้นเขียนกันนั้นขาดสิ่งสำคัญที่ไม่มีสร้อยคออันจะพึงสมชื่อว่า “ไกรสร” หรือ “ไกรสรสีห์,” “ไกรสรราชสีห์”

เรื่องตรานกวายุภักษ์กระทรวงการคลังมีต้นเหตุดังเล่ามานี้ ต่อมา เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้ทอดพระเนตรลายตราเก่าปักษาวายุภักษ์ของพระยาราชภักดีฯ ซึ่งคัดมาไว้ ก็นึกเสียใจว่า ถ้าทำเป็นรูปอย่างเก่า แต่ทำขนเป็นอย่างใหม่ ก็จะดีกว่านั้น ตามที่ทำไว้เป็นธรรมดามากเกินไป



<div id="๓๘ (๑)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงการต่างประเทศ'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงการต่างประเทศ คือ ตราบัวแก้ว (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๒|รูปที่ ๓๒]]) ซึ่งเดิมเป็นตราประจำตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลัง ที่โกษาธิบดี ครั้นเมื่อจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ แล้วยกกรมพระคลังมหาสมบัติขึ้นเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แยกออกจากกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ตราบัวแก้วจึงตกไปเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยลำดับมาจนบัดนี้ มีตราใหญ่หนึ่ง และตราน้อยหนึ่ง

นอกจากตราบัวแก้ว ยังมีตราบัวบานประจำตำแหน่งปลัดทูลฉลอง ตราบัวแย้มประจำตำแหน่งสมุหบัญชี ตราบัวผันเป็นตราประจำครั่ง และตราบัวแก้วเป็นกระดาษสีลายดุนสำหรับปิดผนึก ตราเหล่านี้เลิกใช้แล้วนอกจากตราบัวแก้วดุน มีขึ้นเมื่อครั้งเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นเสนาบดีในกระทรวงเมื่อครั้งยังเป็นกรมต่างประเทศ



<div id="๓๘ (๒)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงเกษตราธิการ'''}}


{{center|_________________}}



ตราประจำกระทรวงเกษตราธิการ คือ ตราพระพิรุณทรงนาค (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๓|รูปที่ ๓๓]]) ในพระธรรมนูญใช้ตราว่า ตราเจ้าพระยาพลเทพเสนาบดีศรีชัยนพรัตนเกษตราธิการใช้เก้าดวง คือ<ref>พระธรรมนูญว่า<br>
<blockquote>	“ตราพญาพลเทพเสนาบดีศรีชัยนพรัตนกระเษตราธิบดีอภัยพิรียบรากรมพาหุได้ใช้ ๙ ดวง ตราพิทยาธรถือดอกจงกลนีดวง ๑ สำหรับใช้ไปเป็นตรานำสัตว์ แลใช้ไปจ่ายนาซึ่งพระราชทานนั้น อนึ่ง ใช้ไปตั้งขุนหมื่นเสนาหมื่นนาพันนาทั้งปวง แลใช้ไปเอาลูกความซึ่งวิวาทกันด้วยนา แลใช้ไปเร่งข้าวเร่งเบี้ยหลวง แลใช้ไปตั้งกรมการในกรมนา ตราพระไพสพราชทรงเครื่องยืนบนแท่นดวง ๑ สำหรับใช้ไปด้วยพระราชทานที่กัลปนา ตราพระพิรุณขี่นาคทรงเครื่องยืนหลังนาคราชดวง ๑ สำหรับใช้ไปวิดน้ำเข้านา ไปขุดบึงบางคลองไขน้ำ ตราเทพยุดาทรงเครื่องยืนบนท่านถือเส้นเชือกใช้ไปรังวัดนา แลชันสูตรนาซึ่งวิวาทกัน แลใช้ไปพระราชทานนาให้แก่ผู้มีบำเหน็จความชอบ ตรานักคลีอังคันรูปพราหมณ์ทรงเครื่องแบกไถดวง ๑ สำหรับใช้ไปเลิกรั้งป่าดงพงแขม ตราเทพยุดาทรงเครื่องถือไม้กะตักยืนบนแท่นใช้ไปเอาโคเอากระบือจ่ายหญ้า ตราเทพยุดาทรงเครื่องนั่งในบุษบกหลังหงส์ใช้ปลงกฎ เรียกหางข้าว เร่งข้าวค้าง บรรดาข้าวเบี้ย ๔ แขวงหัวเมือง ตราพระกาฬทรงเครื่องขี่นาคราช มือขวาถือจักร มือซ้ายถือพระขรรค์ ใช้ไปประหารชีวิตกรมนาเสนาหัวเมือง ตราดอกจงกลนีปิดประจำปากบอก ตราเจ้าพญาพลเทพได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
{{gap}} [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๓๗.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>

๑.	{{gap|0.5em}} ตราพิทยาธรถือดอกจงกลนี

๒.	{{gap|0.5em}} ตราพระไพสพราชทรงเครื่องยืนบนแท่น

๓.	{{gap|0.5em}} ตราพระพิรุณขี่นาค

๔.	{{gap|0.5em}} ตราเทพยดาทรงเครื่องยืนบนแท่นถือเส้นเชือก

๕.	{{gap|0.5em}} ตรานักคลีอังคัน เป็นรูปพราหมณ์ทรงเครื่องแบกไถ

๖.	{{gap|0.5em}} ตราเทพยดาทรงเครื่องถือไม้กะตักยืนบนแท่น

๗.	{{gap|0.5em}} ตราเทพยดาทรงเครื่องนั่งในบุษบกหลังหงส์

๘.	{{gap|0.5em}} ตราพระกาฬทรงเครื่องขี่นาคราช

๙.	{{gap|0.5em}} ตราดอกจงกลนี

ตราเหล่านี้ใช้ในลักษณะอย่างไร แจ้งอยู่ในพระธรรมนูญใช้ตรานั้นแล้ว ในรายการสมโภชพระราชลัญจกรและตราตำแหน่งเรียกชื่อรวมตราทั้งเก้าดวงนี้ว่า “นพมุรธา” เหตุไรเจ้าพระยาพลเทพฯ ที่เกษตราธิการ ถือตราถึงเก้าดวง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิษฐานไว้ดั่งแจ้งอยู่ข้างต้นนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ในลายพระหัตถเลขา ลงวันที่ ๙ กันยายน ร.ศ. ๑๐๘ ว่า “ในชั้นหลัง ๆ นี้ ถึงว่ามีตรามาก ก็เป็นแต่มีไว้ตามแบบโบราณ ได้ตกลงกำหนดแต่ครั้งเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์  เป็นเสนาบดี ใช้ตราพระพิรุณเป็นตราใหญ่ ตราพิทยาธรเป็นตราน้อย เห็นว่า ควรจะคงอยู่เท่านั้น ตราอีกเจ็ดดวงควรจะรักษาไว้สำหรับกระทรวง จะได้ลงแบบธรรมเนียมเป็นนิทานเก่า” ต่อมา เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ ปรากฏในรายงานกราบบังคมทูลออฟฟิศไปรเวตสิเกรตารี<ref>คือ ราชเลขาธิการ (Private Secretary) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> หลวง ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๑ ว่า “กระทรวงนายกเลิกใช้ตราเก้าดวง ใช้ตราพลเทพทรงไถเป็นตราใหญ่ พระพิรุณทรงนาคเป็นตราน้อย”

ตราเก้าดวงของกระทรวงเกษตราธิการคงรักษาอยู่ที่ในนั้นจนบัดนี้ ส่วนตราพลเทพทรงไถ เคยเห็นดวงตราตัวจริง เข้าใจว่า จะยังอยู่ในกระทรวงนั้น



<div id="๔๐"/>

{{center|'''ตรากระทรวงศึกษาธิการ'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงศึกษาธิการ คือ ตราเสมาธรรมจักร (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๗|รูปที่ ๓๗]]) แต่เดิม เมื่อกระทรวงศึกษาธิการยังเป็นกระทรวงธรรมการอยู่ พระราชทานตราบุษบกประทีป (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๔|รูปที่ ๓๔]]) ซึ่งเป็นพระราชลัญจกรเก่า เป็นตาตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ตราดวงนี้เดิมเป็นตราประจำตำแหน่งหรือประจำพระองค์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส<ref>คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัติยวงศ์ ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> แต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเห็นว่า ลายตราที่ประทับและจดชื่อว่า บุษบกตามประทัป เห็นมีแต่ตะเกียงอยู่ในบุษบก ไม่มีดวงประทีป ทรงเกรงว่า จะไม่ใช่ตราบุษบกตามประทีปสำหรับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ตราบุษบกตามประทีปเวลานี้อยู่ที่ราชพิพิธภัณฑ์ และได้เคยผูกลายขึ้นใหม่ตามเค้าเดิมใช้เป็นตราประจำสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้เลื่อนตราบุษบกตามประทีปไปเป็นตราตำแหน่งอธิบดีกรมศึกษาธิการ จึงพระราชทานตราพระเพลิงทรงระมาด (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๕|รูปที่ ๓๕]]) ซึ่งเป็นตราเก่าให้เป็นตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการใช้ดำเนินกระแสพระบรมราชโองการไปในที่ต่าง ๆ คู่กับตราเสมาธรรมจักรซึ่งใช้ดำเนินกระแสพระบรมราชโองการที่มีถึงพระสงฆ์ (ตราพระเพลิงทรงระมาดบัดนี้อยู่ที่ราชพิพิธภัณฑ์)

ถึงรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ยกเลิกตราพระเพลิงทรงระมาด แล้วให้สร้างตราเสมาธรรมจักร เหตุที่ทรงเปลี่ยน โดยที่ทรงพระราชดำริว่า นามเสนาบดีกระทรวงธรรมการก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นไว้ตามนามในตำแหน่งเดิมแล้ว (คือ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีซึ่งในพระธรรมนูญใช้ตรากล่าวว่า ถือตราเสมาธรรมจักร<ref>พระธรรมนูญว่า <br>
<blockquote>	“ตราพระเสด็จสุรินทราธิบดีศรีศุภราชพิริยพาหุได้ใช้ตราเสมาธรรมจักรไปด้วยพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี เอาสงฆ์รูปใดเป็นสังฆราช แลเป็นสังฆราชา แลพระครูหัวเมือง ก็ได้ใช้ไปแก่กรมการหัวเมืองใหญ่หัวเมืองเล็กทั้งปวง อนึ่ง ด้วยพระราชทานสวนแลอากร แลมีตราพระอุเทนประกับไปถึงกรรมการ แลหลวงแก้วคฤหบดีรัตน์มีตราเสมาธรรมจักรไปแก่กรมการตั้งขุนหมื่นธรรมการ อนึ่ง คฤหัสถ์หาความแก่ภิกษุก็ดี ราษฎรวิวาทแก่กันด้วยภิกษุก็ดี อนึ่ง ภิกษุต้องอธิกรณ์ด้วยสตรีภาพก็ดี ก็มีตราเสมาธรรมจักรไปแก่กรมการแลแขวงจังหวัดให้ส่งมาพิจารณา ตราพระเสด็จได้ใช้แต่เท่านี้”</blockquote>
{{gap}}	[ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๔๓.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>) แต่ตราเก่าเป็นรูปจักราวุธ<ref>ราชบัณฑิตยสถานเห็นว่า ไม่ใช่จักราวุธ แต่เป็นธรรมจักร โดยศาสตราจารย์วิสุทธิ์ บุษยกุล ว่า “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร หมายถึง สูตรการหมุนวงล้อพระธรรม เพราะก่อนหน้านั้น วงล้อพระธรรมยังไม่ได้ดำเนินไป จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทำให้วงล้อนั้นเริ่มหมุนไปได้อีกครั้ง จักร คือ วงล้อแห่งธรรม ไม่ใช่จักรที่จักรพรรดิใช้ไปฆ่าผู้อื่น ตามคติทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักร คือ จักรแห่งธรรมะ ซึ่งตามความคิดของตะวันตก ธรรมจักรเป็นรัศมีของพระพุทธเจ้า มาจากดวงอาทิตย์ ส่วนคำว่า จักรพรรดิ หมายถึง ผู้หมุนวงล้อ และ ล้อ ในที่นี้หมายถึง จักรที่เป็นอาวุธของพระนารายณ์ตามคติของพราหมณ์ฮินดู” [ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). ''กฎหมายตราสามดวง: พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.'' กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 9786167073118. หน้า ๑๔๔.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> อยู่ในบุษบก แล้วมีใบเสมาขนาบอยู่สองข้าง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๖|รูปที่ ๓๖]]) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ชอบพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ทำตราเสมาธรรมจักรขึ้นใหม่ ตราเสมาธรรมจักรที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่รูปกลม มีลายเสมาตั้งบนฐาน มีอักษรขอม ทุ. ส. นิ. ม. หัวใจพระอริยสัจ อยู่ที่ขอบเบื้องบนเสมา (ประกาศตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังและเสนาบดีกระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๕๖<ref>ที่ถูก คือ “ประกาศตราสำหรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังแลเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๖”, ดู “ประกาศตราสำหรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังแลเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๖”. (๒๔๕๖, ๓๐ พฤศจิกายน). [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2456/A/379.PDF ''ราชกิจจานุเบกษา,'' (เล่ม ๓๐, หน้า ๓๗๙).] [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ: ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔. ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref>)



<div id="๔๒ (๑)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงคมนาคม'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงคมนาคม คือ ตราพระรามทรงรถ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๘|รูปที่ ๓๘]]) ตราดวงนี้เดิมเป็นตราใหญ่ของกระทรวงโยธาธิการ เดิมกระทรวงนี้ใช้ตราพระอินทร์ทรงช้าง แต่มีขนาดโตไป จึงโปรดให้เปลี่ยนเป็นตราพระรามทรงรถให้เข้าเรื่องตรวจถนนหรือสร้างเมือง ครั้นเลิกกระทรวงโยธาธิการมารวมกันกับราชการส่วนอื่นตั้งเป็นกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมขึ้นในรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ตราดวงนี้จึงตกมาเป็นตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ครั้นเมื่อปรับปรุงกระทรวงนี้ขึ้นใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงเศรษฐการ ตราพระรามทรงรถยังใช้เป็นตราตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ภายหลังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ยุบกระทรวงเศรษฐการแยกเป็นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ตราพระรามทรงรถจึงตกไปเป็นตราของกระทรวงคมนาคมมาจนบัดนี้ (ตราพระรามทรงรถมีอยู่ที่ราชพิพิธภัณฑ์ดวงหนึ่ง เห็นจะเป็นตราเดิม เข้าใจว่า จะได้ส่งคืนเมื่อครั้งยุบกระทรวงโยธาธิการ ส่วนดวงที่ใช้อยู่ในเวลานี้จะเป็นสร้างขึ้นใหม่)



<div id="๔๒ (๒)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงพาณิชย์'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงพาณิชย์ คือ ตราพระวิสสุกรรม (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๓๙|รูปที่ ๓๙]]) ตราดวงนี้เดิมเป็นตราน้อยของกระทรวงโยธาธิการ สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๑๑๗ เป็นรูปเทวดาหัวโล้น ถือหางนกยูง ยืนแท่นเท้าเดียว เมื่อยุบกระทรวงเศรษฐการและตั้งเป็นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ตราอันนี้จึงมาเป็นตราประจำกระทรวงพาณิชย์ แต่เขียนลายและสร้างขึ้นใหม่ผิดกับลายในดวงตราเดิม และเรียกว่า ตราพระวิสสุกรรม



<div id="๔๓"/>

{{center|'''ตรากระทรวงยุติธรรม'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงยุติธรรมเดิมใช้ตราจันทรมณฑลซึ่งเป็นตราพระราชทานเป็นตราประจำตัวของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ<ref>คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ภายหลังพระราชทานเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มีทั้งตราใหญ่และตราน้อย ตราใหญ่เดิมเป็นรูปรถบุษบก มีอุณาโลมอยู่กลาง และมีรูปกระต่ายอยู่ท้ายรถ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔๐|รูปที่ ๔๐]]) ลางทีจึงเรียกเพี้ยนเป็นตราบุษบกอุณาโลม เข้าใจว่า ภายหลังโปรดให้ทำใหม่ เพราะอุณาโลมนั้นเกินไป จึงเอาอุณาโลมในบุษบกออกเสีย ตราน้อยมีลายเป็นพระจันทร์ดั้นเมฆ (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔๑|รูปที่ ๔๑]]) ตราใหญ่และตราน้อยของเดิมอยู่ที่ในราชพิพิธภัณฑ์

มาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ เปลี่ยนตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นตราพระดุลพ่าห์ ตราใหญ่เป็นลายรูปพระแสงขรรค์ กับรูปดุลหรือตราชู ประดิษฐานอยู่เหนือพานสองชั้น (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔๒|รูปที่ ๔๒]]) ตราน้อยเป็นลายรูปพระแสงขรรค์กับรูปดุลเฉย ๆ ไม่มีพาน



<div id="๔๔ (๑)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงอุตสาหกรรม'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงอุตสาหกรรม คือ ตรานารายณ์เกษียรสมุทร (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔๓|รูปที่ ๔๓]]) ตราดวงนี้สร้างขึ้นใหม่เมื่อตั้งกระทรวงการอุตสาหกรรม เป็นคนละดวงกับตรานารายณ์เกษียรสมุทรของเดิมซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งกรมยุทธนาธิการทหารบก



<div id="๔๔ (๒)"/>

{{center|'''ตรากระทรวงสาธารณสุข'''}}


{{center|_________________}}



ตรากระทรวงสาธารณสุขแปลกกว่าตราของกระทรวงอื่น คือ เป็นรูปคบเพลิงมีปีกและมีงูพันคบเพลิง (ดู [[พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง#รูป ๔๔|รูปที่ ๔๔]]) อันเป็นไม้เท้าของเทพเมอร์คิวรีของชาติโรมัน เรียกชื่อว่า Caduceus ใช้เป็นเครื่องหมายแห่งศานติของฝรั่ง ต่อมาใช้เป็นเครื่องหมายแพทย์หรือพาณิชย์ได้ทั้งสองสถาน<ref>เคอดูเชิส (Caduceus) อันเป็นธารพระกรของเทพเฮอร์มีส (Hermes) ในเทพปกรณัมกรีก หรือเทพเมอร์คิวรี (Mercury) ในเทพปกรณัมโรมันนั้น มีรูปเป็นไม้เท้ามีปีกหนึ่งคู่ และมีอสรพิษหนึ่งคู่เลื้อยกระวัดพันอยู่ตั้งแต่ด้ามจนปลาย เป็นสัญลักษณ์ของการค้า การอาชีพ และกิจการอื่น ๆ ที่เนื่องด้วยเทพเฮอร์มีส แต่ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์นั้นผิด อเมริกันใช้ผิด แล้วไทยก็ใช้ผิดตามมา สัญลักษณ์ทางการแพทย์ที่ถูกคือ ปฏักแห่งเอิสกลีเปียส (Rod of Asclepius) ของเทพเอิสกลีเปียส ซึ่งตามเทพปกรณัมกรีกเป็นโอรสของสุริยเทพอะพอลโล (Apollo) และเป็นหมอเทวดา ปฏักนี้ไม่มีปีก และมีงูพันอยู่ตัวเดียว [Walter J. Friedlander. (1992). ''The Golden Wand of Medicine: A History of the Caduceus Symbol in Medicine.'' Connecticut: Greenwood Press. ISBN 9780313280238.] ''— [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].''</ref> ตราดวงนี้เดิมเป็นของกรมสาธารณสุข เมื่อยกกรมสาธารณสุขและกิจการเกี่ยวกับแพทย์ตั้งขึ้นเป็นกระทรวงสาธารณสุข จึงใช้ตรารูปไม้เท้า Caduceus เป็นตรากระทรวง





{{center|_________________}}

<noinclude>[[หมวดหมู่:พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง]]</noinclude>