Revision 50455 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๒๑ - ๑๒๖" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|<<]]

(หน้าที่ 121)



'''โดยอุปมา'''

:ข้อว่า  '''โดยอุปมา'''  ความว่า  ก็แลทุกขสัจ  พึงเห็นเหมือนของหนัก  สมุทยสัจเหมือนการถือของหนัก  นิโรธสัจเหมือนการวางของหนัก  มัคคสัจเหมือนอุบาย  (คือวิธี)  วางของหนัก  อนึ่ง  ทุกขสัจเหมือนโรค  สมุทยสัจเหมือนเหตุของโรค  นิโรธสัจเหมือนความหายโรค  มัคคสัจเหมือนยา  หรือว่าทุกขสัจเหมือนขาดแคลนอาหาร  สมุทยสัจเหมือนฝนไม่ดี  นิโรธสัจเหมือนมีอาหารสมบูรณ์  มัคคสัจเหมือนฝนดี

:สัจจะ ๔  นี้  บัณฑิตพึงทราบโดยประกอบ  (ความ)  อุปมาด้วยคนมีเวร  มูลแห่งเวรภัย  ความถอนเวรและอุบายถอนเวร  ด้วยต้นไม้มีพิษ  รากของต้นไม้  และอุบายตัดรากนั้นด้วยภัย  มูลแห่งภัย  ความปราศจากภัย  และอุบายบรรลุความปราศจากภัยนั้นด้วยฝั่งในห้วงน้ำใหญ่  ฝั่งนอก  และความพยามที่ให้  (ข้ามห้วงน้ำไป)  ถึงฝั่งนอกนั้นบ้างก็ได้

:วินิจฉัยโดยอุปมาในอริยสัจนี้  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''โดยจตุกกะ – เป็นและไม่เป็นอริยสัจ ๔'''

:ข้อว่า  โดยจตุกกะ  ความว่า  ก็ในอริยสัจ ๔  นี้  สิ่งที่เป็นทุกข์  (แต่)  ไม่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจก็มี  สิ่งที่เป็นอริยสัจ  (แต่)  ไม่เป็นทุกข์ก็มี  สิ่งที่เป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจก็มีสิ่งที่ไม่เป็นทุกข์  ไม่เป็นอริยสัจก็มี  ในอริยสัจที่เหลือมีสมุทัยเป็นต้นก็นัยนี้

:ในจตุกกะนั้น  ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย  ชื่อว่าเป็นทุกข์  เพราะเป็นสังขารทุกข์  ตามพระบาลีว่า  “สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์”  แต่ไม่เป็นอริยสัจ  นิโรธเป็นอริยสัจ  แต่ไม่เป็นทุกข์  ส่วนอริยสัจ ๒ นอกนี้  (คือสมุทัยและมรรค)  พึงเป็นทุกข์ก็ได้เพราะไม่เที่ยง  แต่ว่าพระโยคาวจรอยู่  (ประพฤติ)  พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ใด  มิใช่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์อย่างนั้น  (คือว่าเป็นทุกข์เพราะไม่เที่ยง มิใช่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยยธรรม)  ส่วนอุปทานขันธ์ ๕  เว้นแต่ตัณหาเป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจโดยอาการทั้งปวง  ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย  ไม่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์สำหรับกำหนดรู้แห่งพระโยคาวจรผู้อยู่  (ประพฤติ)  พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า





(หน้าที่ 122)




:(คือไม่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยยธรรม  แต่เป็นทุกข์โดยเป็นสังขารทุกข์  ดังกล่าวในบทแรก)  (ทั้ง)  ไม่เป็นอริยสัจ

:วินิจฉัยในอริยสัจนี้โดยจตุกกะ  โดยประกอบความเข้าตามควรในอริยสัจอื่นมีสมุทัยเป็นต้นด้วย  บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง




'''โดยว่างเปล่า'''

:ในสองข้อว่า  '''“โดยว่างเปล่าและโดยอย่างต่าง  ๆ  มีอย่างเดียวเป็นต้น”'''  นี้  พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าก่อน  เพราะ  (เมื่อว่า)  โดยปรมัตถ์   สัจจะทั้งสิ้น  บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นของว่างเปล่า  เพราะไม่มีผู้รู้  ผู้ทำ  (คือผู้สร้าง)  ผู้ดับ  และผู้เดิน  เหตุนั้นนักปราชญ์  จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า


::'''“อันทุกข์มีอยู่แท้  แต่ใคร  ๆ  ผู้รับทุกข์ไม่มี  ผู้ทำ'''

::'''ไม่มี  แต่การกระทำมีอยู่แท้  ความดับมีอยู่  แต่คนผู้ดับ'''

::'''ไม่มี  ทางมีอยู่  แต่ผู้เดินไม่มี”'''


:'''อีกนัยหนึ่ง ความว่างในสัจจะ ๔ นั้น พึงทราบดังนี้'''

:'''คือสัจจะสองข้างต้น  ว่างจากความยั่งยืน  ความงาม'''

:'''ความสุข  และความเป็นตัวตน  อมตบท  (คือ  นิโรธ)  ว่าง'''

:'''จากความเป็นตัวตน  มรรคเว้นจากความยั่งยืน  ความสุข'''

:'''และความเป็นตัวตน'''


:หรือว่าสัจจะ  ๓ ว่างจากนิโรธ  และนิโรธก็ว่างจากสัจจะ ๓  ที่เหลือ หรือว่าในสัจจะ  ๔  นี้  สัจจะ  ที่เป็นเหตุ  ว่างจากสัจจะที่เป็นผล  เพราะไม่มีทุกข์ในสมุทัย  และไม่มีนิโรธในมรรค  (เหตุ) หาร่วมครรภ์กับผล  ดังเช่นปกติ  (หรือประพฤติ)  ของพวกปกติวาทีไม่  และผลเล่าก็ว่างจากเหตุ   เพราะทุกข์กับสมุทัยและนิโรธกับมรรคร่วมกลุ่มกันไม่ได้  (ผล)  หาร่วมอยู่ในเหตุ  เป็นเหตุผล  ผลร่วมเหตุ  ดังเช่น  ทวิอณุกผล  (ผลเกิดแต่อนู ๒)  เป็นต้นของพวกสมวายวาทีไม่  เพราะเหตุนั้น  นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า





(หน้าที่ 123)




:'''ในสัจจะ ๔  นี้  สัจจะ  ๓ ว่างจากนิโรธ  นิพพุติ  (คือ'''

:'''นิโรธ)  เล่า  ก็ว่างจากสัจจะ   ๓    นั้น  สัจจะที่เป็นเหตุว่าง'''

:'''จากสัจจะที่เป็นผล  สัจจะที่เป็นผลนั้นเล่าก็ว่างจากสัจจะ'''

:'''ที่เป็นเหตุ'''

:พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน



'''โดยอย่างต่าง  ๆ  มีอย่างเดียวเป็นต้น'''

:ข้อว่า  '''โดยอย่างต่าง  ๆ  มีอย่างเดียว'''เป็นต้น  ความว่า  ก็แลในสัจจะ  ๔  นี้  ทุกข์ทั้งหมดเป็นอย่างเดียว โดยเป็นปวัตติ  (ความหมุนไปแห่งสงสาร)  เป็น  ๒ โดยเป็นนามและรูป  เป็น ๓  โดยต่างแห่งอุปปัติภพ  คือ  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ  เป็น  ๔  โดยแยกตามอาหาร  ๔  (ที่เป็นปัจจัย)  เป็น  ๕  โดยแยกเป็นอุปาทานขันธ์  ๕

:แม้สมุทัย  ก็เป็นอย่างเดียวกัน  โดยเป็นปวัตตกะ  (ผู้ยังสงสารให้หมุนไป)  เป็น  ๒  โดยเป็นสัมปยุตกับทิฎฐิและไม่สัมปยุตกับทิฎฐิ   เป็น  ๓  โดยต่างแห่งกามตัณหา   ภวตัณหา  วิภวตัณหา  เป็น  ๔  โดยเป็นโทษที่พึงละด้วยมรรค  ๔  เป็น  ๕  โดยแยกเป็นความมุ่งยินดีในอารมณ์  ๕  มีมุ่งยินดีในรูปเป็นต้น  เป็น  ๖  โดยแยกเป็นกองตัณหา  ๖

:ส่วนนิโรธเป็นอย่างเดียว   โดยเป็นอสังขตธาตุ   แต่โดยปริยายเป็น   ๒   โดยเป็นสอุปาทิเสสและอนุปาทิเสส  เป็น  ๓   โดยเป็นความสูญไปแห่งภพ  ๓  เป็น  ๔  โดยเป็นธรรมที่พึงบรรลุด้วยมรรค  ๔  เป็น  ๕  โดยเป็นความหายไปแห่งความมุ่งยินดี  ๕  เป็น  ๖  โดยเป็นความทำลายไปแห่งกองตัณหา  ๖

:ส่วนมรรคเป็นอย่างเดียวโดยเป็นภาเวตัพพธรรม  เป็น  ๒  โดยแยกเป็นสมถะและวิปัสสนา  หรือโดยแยกเป็นทัสสนะ  (คือโสดาปัตติมรรค)  และภาวนา  (คือสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค  อรหัตตมรรค)  เป็น  ๓  โดยต่างแห่ง  (ธรรม)  ขันธ์  ๓  แท้จริง  มรรคนี้เพราะเหตุที่มีองค์เป็นส่วนย่อย   ท่านจึงสงเคราะห์   (คือรวมเข้า)   ด้วย  (ธรรม)  ขันธ์   ๓   ซึ่งเป็นส่วนรวม  เหมือนเมืองรวมเข้าด้วยแคว้นฉะนี้  ดังพระธรรมทินนาเถรีกล่าว  (แก้ปัญหาของวิสาขอุบาสก)  ว่า  “ดูกรอาวุโส  วิสาขะ  ขันธ์  ๓  ท่านมิได้สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรคมีองค์  ๘  ดอก  แต่ว่าอริยมรรคมีองค์  ๘  ต่างหากท่านสงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์  ๓  ดูกรอาวุโส   วิสาขะ สัมมาวาจาใดด้วย    สัมมากัมมันตะใดด้วย   สัมมาอาชีวะใดด้วย  ธรรม 





(หน้าที่ 124)




:๓ ประการนี้  ท่านสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์  สัมมาวายามะใดด้วย  สัมมาสติใดด้วย  สัมมาสมาธิใดด้วย  ธรรม ๓  นี้  ท่านสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์  สัมมาทิฏฐิใดด้วย  สัมมาสังกัปปะใดด้วย  ธรรม  (๒)  นี้  ท่านสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์  ดังนี้


:เพราะในอริยมรรคนี้  ธรรม  ๓  ประการ  มีสัมมาวาจาเป็นต้น  เป็นศีลแท้  เพราะเหตุนั้น  ธรรม ๓  ประการนั้น  ท่านจึงสงเคราะห์เข้าด้วยศีลขันธ์โดยความมีชาติเสมอกัน


:ก็แลในบาลี  ท่านทำนิเทศไว้โดยภุมมวจนะว่า  '''“สีลกฺขนฺเธ”'''  ก็จริง  แต่ก็พึงทราบเนื้อความโดยเป็นกรณวจนะ  (คือเป็น'''สีลกฺขนฺเธน''')  เถิด

:ส่วนในธรรม  ๓  ประการ  มีสัมมายาวามะเป็นต้น  สมาธิมิอาจแนบแน่นโดยความเป็นหนึ่ง  ในอารมณ์โดยธรรมดาของตนได้  ต่อเมื่อวิริยะทำกิจคือประคอง  (จิต)  ไว้ให้สำเร็จ  และสติทำกิจคือไม่ฟั่นเฟือนไปให้สำเร็จอยู่  (สมาธิ)  เป็นธรรมได้รับอุปการะ (ดังนั้น) แล้ว จึงอาจ  (แนบแน่นได้)

:(ต่อไป) นี้เป็นอุปมาในธรรม ๓ ประการนั้น  เหมือนอย่างว่าในสหาย ๓ คน ผู้เข้าไปสู่อุทยานด้วยประสงค์ว่า  จักเล่นนักขัตฤกษ์  ต่างว่าสหายผู้หนึ่งเห็นต้นจำปามีดอกบานงาม  ก็เอื้อมมือขึ้นไป  แต่เก็บไม่ถึง  คนที่สองจึงก้มตัวลงให้หลังแก่สหายผู้นั้น  สหายผู้นั้นแม้ยืนอยู่บนหลังสหายผู้หนึ่ง  เหยียบยันไหล่สหายผู้หนึ่ง  จึงเลือกเก็บดอกไม้ตามชอบใจมาประดับกายเล่นนักขัตฤกษ์ได้ฉันใด  ข้ออุปไมยนี้ก็พึงเห็นฉันนั้น  อันธรรม ๓  ประการ  มีสัมมาวายามะเป็นต้น  เป็นธรรมเกิดร่วมกัน  เปรียบเหมือนสหาย ๓  คน  ผู้เข้าสู่อุทยานด้วยกัน  อารมณ์  (ของสมาธิ)  เหมือนต้นจำปามีดอกบานงาม  สมาธิที่ไม่อาจแนบแน่น  โดยความเป็นหนึ่งแน่ในอารมณ์  โดยธรรมดาของตนได้เหมือนสหายผู้แม้เอื้อมมือขึ้นไปแล้วแต่เก็บไม่ถึง  วายามะเหมือนสหายผู้ก้มหลังให้  สติเหมือนสหายผู้ยืนเอียงไหล่ให้  เมื่อวิริยะยังกิจคือการประคอง  (จิต)  ให้สำเร็จ  และเมื่อสติยังกิจคือไม่ฟั่นเฟือนไปให้สำเร็จอยู่  สมาธิเป็นธรรมได้รับอุปการะ  (ดังนั้น)  แล้ว  จึงอาจแนบแน่นโดยความเป็นหนึ่งแน่ในอารมณ์ได้  เปรียบเหมือนในสหาย ๓  คนนั้น  อีกผู้หนึ่งยืนหลัง  อีกคนหนึ่งเหยียบยันไหล่ของคนหนึ่ง  จึงสามารถเก็บดอกไม้ได้ตามชอบใจฉะนั้น  เพราะเหตุนั้น  ในธรรม ๓  ประการนั้น  สมาธิอย่างเดียวท่านสงเคราะห์เข้าด้วยสมาธิขันธ์โดยความมีชาติเสมอกัน  ส่วนวายามะและสติเป็นธรรมที่ท่านสงเคราะห์เข้าโดยกิริยา  (คือเป็นธรรมอุดหนุนสมาธิ)





(หน้าที่ 125)




:แม้ในสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเล่า  ปัญญาก็มิอาจตัดสินอารมณ์ว่า  ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตาโดยธรรมดาของตนได้  ต่อเมื่อวิตกแคะ ๆ  ให้จึงอาจตัดสินได้  ข้อนี้อย่างไร ?  เหมือนอย่างว่าเหรัญญิกวางเหรียญกษาปณ์ลงที่  (ฝ่า)  มือแล้ว  แม้เป็นผู้ใคร่จะตรวจดูในทุกส่วน  (ของเหรียญ)  ก็มิอาจใช้เปลือกตาพลิก  (ดู)  ได้เลย  ต่อใช้ข้อนิ้วมือ  (จับ)  พลิกไปมา  จึงอาจดูส่วนนั้นส่วนนี้ได้  ฉันใด  ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน  มิอาจตัดสินอารมณ์โดยว่าไม่เที่ยงเป็นต้นโดยธรรมดาของตนได้  ต่อวิตกซึ่งมีการปัก  (จิต)  ลงไปเฉพาะ  (ในอารมณ์)  เป็นลักษณะ  มีการกระทบ  (อารมณ์)  เป็นรสดังว่าแคะเอามาให้  และดังว่าพลิกเอามาให้นั่นแหละ  จึงอาจตัดสินได้เพราะเหตุนั้น  แม้ในองค์มรรคทั้ง ๒  นี้  ก็สัมมาทิฏฐิเท่านั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยปัญญาขันธ์โดยมีชาติเสมอกัน  ส่วนสัมมาสังกัปปะ  เป็นธรรมที่ท่านสงเคราะห์เข้าโดยเป็นกิริยา  (คือเป็นองค์อุดหนุน)

:มรรคถึงความสงเคราะห์เข้าด้วย  (ธรรม)  ขันธ์ ๓  นี้  ด้วยประการฉะนี้  เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่า  “มรรคเป็น ๓  โดยต่างแห่ง  (ธรรม)  ขันธ์ ๓“

:มรรคนั้นเป็น ๔  ด้วยอำนาจแห่งมรรค ๔  มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น

:อีกนัยหนึ่ง  สัจจะทุกข้อจัดว่าเป็นอย่างเดียว  เพราะเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง  หรือ  เพราะเป็นอภิญเญยยธรรม  เป็น ๒  โดยโลกิยะและโลกุตตระ  หรือโดยเป็นสังขตะและอสังขตะ  เป็น ๓  โดยเป็นธรรมที่ต้องละด้วยทัสสนะและภาวนา  และโดยเป็นธรรมที่ไม่ต้องละ  เป็น ๔  โดยต่างแห่งกิจมีเป็นธรรมที่พึงกำหนดรู้เป็นต้นแล

:วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ  มีอย่างเดียวเป็นต้นในอริยสัจนี้  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



'''โดยมีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน'''

:ข้อว่า  '''“โดย  (สภาคและวิสภาค)  มีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน”'''  ความว่า  สัจจะทุกข้อมีส่วนเสมอกันและกัน  โดยเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง ๑  โดยเป็นธรรมว่าเปล่าจากอัตตา ๑  และโดยการแทงตลอดที่ทำได้ยาก  ดังพระผู้มีพระภาคตรัส  (ถามพระอานนท์)  ว่า  “ดูกรอานนท์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗  ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์  (ที่เป็นเป้า)  ข้อไหนทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า”  พระอานนท์กราบทูลว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้อที่บุคคลพึงจะใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗  ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์





(หน้าที่ 126)




:(ที่เป็นเป้า) นั่นแหละ  ทำได้ยากกว่าสำเร็จได้ยากกว่า”  ตรัสว่า  “ดูกรอานนท์  บุคคลผู้ที่แทงทะลุตามเป็นจริงว่านี่ทุกข์  ฯลฯ  นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  ยังแทงให้ทะลุได้ยากยิ่งกว่ายิงขนสัตว์ด้วยขนสัตว์นั้นไปอีกนะ” ดังนี้  (แต่)  สัจจะทุกข้อนั้นมีส่วนไม่เสมอกัน  โดยกำหนดต่างกันไปตามลักษณะของตน ๆ  อนึ่งสัจจะ ๒  ข้างต้นจัดว่ามีส่วนเสมอกัน  เหตุเป็นสภาพลึก  เพราะอรรถว่ายากที่จะหยั่ง  เหตุเป็นโลกียธรรมและเป็นสาสวธรรมด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกัน  โดยแยกกันเป็นผล  (ฝ่ายหนึ่ง)  และโดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นปริญเญยยธรรม  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นปหาตัพพธรรม  สัจจะ ๒  ข้างปลายเล่า  นับว่ามีส่วนเสมอกัน  เหตุเป็นธรรมหยั่งได้ยาก  เพราะเป็นธรรมลึก  เหตุเป็นโลกุตตรธรรมและเป็นอนาสวธรรมด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกัน  โดยแยกกันเป็นวิสยะ  (คือแดนดับทุกข์ฝ่ายหนึ่ง)  และเป็นวิสยี  (คือทางไปสู่แดนนั้น  ฝ่ายหนึ่ง)  และโดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นภาเวตัพพธรรม  อนึ่งเล่าสัจจะที่ ๑  กับที่ ๓  มีส่วนเสมอกันโดยเป็นข้อนี้ว่า  เป็นผลด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกันโดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นสังขตธรรม  และ  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นอสังขตธรรม  ข้างฝ่ายสัจจะที่ ๒  กับที่ ๔  มีส่วนเสมอกัน  โดยเป็นข้อที่ถูกชี้ว่าเป็นเหตุด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกัน  โดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นกุศลส่วนเดียว  และ  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นอกุศลส่วนเดียว  ฝ่ายข้างสัจจะที่ ๑  กับที่ ๔  มีส่วนเสมอกัน  โดยเป็นสังขตธรรมด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกัน  โดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นโลกียธรรมและ  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นโลกุตตรธรรม  แม้สัจจะที่ ๒  กับที่ ๓  เล่า  ก็มีส่วนเสมอกัน  โดยเป็นเนวเสกขธรรม  (ธรรมของเสกขะก็มิใช่ของพระอเสกขะก็มิใช่)  ด้วยกัน  (แต่)  มีส่วนไม่เสมอกัน  โดย  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นสารัมมณธรรม  (ธรรมมีอารมณ์)  และ  (ฝ่ายหนึ่ง)  เป็นอนารัมมณธรรม  (ธรรมไม่มีอารมณ์)



:'''ผู้มีสติปัญญาพึงทราบความที่อริยสัจมีส่วนเสมอกัน'''

:'''และไม่เหมือนกัน  โดยประการและโดยนัยดังกล่าวมา'''

:'''ฉะนี้แล'''




'''ปริเฉทที่ ๑๖  ชื่ออินทรียสัจจนิเทศ'''

'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''
'''
อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่  ๑๒๗  - ๑๓๐|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ]]  (หน้าก่อน)