Revision 65425 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ หน้าที่ ๒๖ - ๓๐" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล    ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ|<<]]

(หน้าที่ 26)

:ไว้  ตระกูลที่ด่าที่บริภาษ  ตระกูลที่ไม่ใคร่ประโยชน์  ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกื้อกูล  ตระกูลที่ไม่ใคร่ความผาสุก  ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกษมจากโยคธรรม  แก่ภิกษุภิกษุณีอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  อโคจร



โคจร

:ในโคจรและอโคจรนั้น  โคจร  เป็นอย่างไร ?

:ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  เป็นผู้ไม่มีหญิงแพศยาเป็นที่โคจร  เป็นผู้ไม่มีหญิงหม้าย,  สาวเทื้อ,  บัณเฑาะก์,  ภิกษุณีและร้านสุราเป็นที่โคจร  เป็นผู้ไม่คลุกคลีกับพระราชามหาอำมาตย์ของพระราชา  กับพวกเดียรถีย์  ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์  อันไม่สมควร  แหละหรือ  ย่อมส้องเสพคบหา  ย่อมเข้าไปนั่งใกล้  ซึ่งตระกูลทั้งหลายเห็นปานฉะนี้  คือตระกูลมีศรัทธา  ตระกูลเลื่อมใส  ตระกูลเตรียมตั้งเครื่องดื่มไว้  ตระกูลรุ่งเรืองไป ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์  ตระกูลฟุ้งตลบไปด้วยกลิ่นฤาษี  ตระกูลใคร่ประโยชน์ตระกูลใคร่ความเกื้อกูล  ตระกูลใคร่ความผาสุก  ตระกูลใคร่ความเกษมจากโยคธรรม  แก่ภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  โคจร

:ภิกษุเป็นผู้ประกอบแล้ว  ประกอบพร้อมแล้ว  เข้าไปแล้ว  เข้าไปพร้อมแล้ว  เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้ว  มาตามพร้อมแล้ว  ด้วยอาจารนี้และด้วยโคจรนี้  ด้วยประการดังอรรถาธิบายมา  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  แปลว่า  ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจารและโคจร  ฉะนี้

:อีกประการหนึ่ง  ในอธิการแห่ง  ปาติโมกขสังวรศีล  นี้  นักศึกษาพึงทราบ  อาจารและโคจร  แม้โดยนัยดังพรรณนาโดยต่อไปนี้ – 



อนาจารทางกาย

:ก็แหละ  อนาจาร  มี ๒ ประการ  คือ  อนาจารทางกาย ๑  อนาจารทางวาจา ๑

:ใน ๒  ประการนั้น  อนาจารทางกาย  เป็นอย่างไร ?




(หน้าที่ 27)




:คือ  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  แม้เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ก็ไม่ทำความเคารพ  ยืนเบียดบ้าง  นั่งเบียดบ้าง  ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  ยืนข้างหน้าบ้าง  นั่งข้างหน้าบ้าง  นั่งบนอาสนะสูงบ้าง  นั่งคลุมศีรษะบ้าง  ยืนพูดบ้าง  กวักมือพูดบ้าง  เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินไม่สวมรองเท้า  ก็เดินสวมรองเท้า  เมื่อภิกษุชั้นเถระเดินจงกรมอยู่  ณ  ที่จงกรมต่ำ  ไพล่ไปเดินที่จงกรมสูง  เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินจงกรมอยู่ที่พื้นดิน  ไพล่ไปเดินจงกรมเสียบนที่จงกรม  ยืนแทรกบ้างนั่งแทรกบ้าง  ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  ย่อมกีดกันแม้พวกภิกษุใหม่ด้วยอาสนะ  แม้อยู่ในเรือนไฟ  ไปอาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  ก็ใส่ฟืน  ปิดประตูแม้  ณ  ที่ท่าน้ำ  ก็ลงเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  ลงไปข้างหน้าเสียบ้าง  สรงเบียดบ้าง  สรงอยู่ข้างหน้าบ้าง  ขึ้นเบียดบ้าง  ขึ้นไปข้างหน้าบ้าง  แม้เมื่อเข้าไปสู่ละแวกบ้าน  เดินเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระบ้าง  เดินไปข้างหน้าบ้าง  และเดินแซงไปข้างหน้า ๆ  ของภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  แม้  ณ  ห้องลับและห้องปิดบังสำหรับตระกูลทั้งหลายที่กุลสตรีและกุลกุมารีทั้งหลายพากันนั่งเล่นเช่นนั้น  เธอก็จู่โจมเข้าไปลูบศรีษะเด็กบ้าง  อันว่าพฤติการเช่นนี้  เรียกว่า  อนาจารทางกาย



อนาจารทางวาจา

:ในอนาจาร ๒  ประการนั้น  อนาจารทางวาจา  เป็นอย่างไร ?

:คือ  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  แม้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้วก็ไม่ทำความเคารพ  ไม่อาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  พูดธรรม  วิสัชนาปัญหา  แสดงพระปาติโมกข์  ยืนพูดบ้าง  กวักมือพูดบ้าง  แม้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว  ย่อมพล่ามพูดกับสตรีบ้าง  กับกุมารีบ้าง  อย่างนี้ว่า  “คุณโยมผู้นี้มีชื่ออย่างนี้  มีนามสกุลอย่างนี้  มีอะไรไหม?  มีข้าวยาคูไหม?  มีข้าวสวยไหม?  มีของเคี้ยวไหม?  อาตมาจักดื่มอะไร?  จักเคี้ยวอะไร?  จักฉันอะไร?  คุณโยมจักถวายอะไรแก่อาตมาหรือ ?”  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  อนาจารทางวาจา

:ส่วน  อาจาร  นักศึกษาพึงทราบด้วยสามารถข้อความอันตรงกันข้ามกับ  อนาจาร  นั้นเถิด




(หน้าที่ 28)




อาจารตามนัยแห่งอรรถกถา

:อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเป็นผู้มีความคารวะ  มีความเคารพ  สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ  นุ่งสบงห่มจีวรเรียบร้อย  มีการเดินหน้าถอยหลัง  มีการเหลียวไปแลมา  มีการคู้เหยียด  อันน่าเลื่อมใส  มีจักษุทอดลงประมาณชั่วแอก  มีอิริยาบทเรียบร้อย  รักษาทวารในอินทรีย์ ๖  รู้จักประมาณในโภชนะ  หมั่นประกอบความเพียร  ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะ  มักน้อย  สันโดษ  ปรารถความเพียร  มีปกติทำความเคารพในอาภิสมาจาริกศีลทั้งหลาย  เป็นผู้มากด้วยการทำความเคารพในฐานแห่งความเคารพ

:นักศึกษาพึงทราบ  อาจาร  อันเป็นประการแรก  ด้วยประกาศดังพรรณนามานี้



โคจร ๓  อย่าง

:ส่วน  โคจร  มี ๓  อย่าง  คือ  อุปนิสสยโคจร ๑  อารักขโคจร ๑  อุปนิพันธโคจร ๑



อุปนิสสยโคจร 

:ในโคจร ๓อย่างนั้น  อุปนิสสยโคจร  เป็นอย่างไร ?

:กัลยาณมิตร  ซึ่งประกอบด้วยคุณคือกถาวัตถุ ๑๐  ที่ภิกษุพึ่งพิงแล้ว  ย่อมได้ฟังพุทธวจนะที่ฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง  ย่อมสิ้นความสงสัย  ย่อมทำทฤษฎีให้ถูกต้อง  ย่อมทำจิตใจให้ผ่องใส  แหละหรือ  กัลยาณมิตรผู้ที่ภิกษุศึกษาสำเหนียกตามอยู่  ย่อมเจริญด้วยศรัทธา,  ศีล,  สุตะ,  จาคะ,  และปัญญา  กัลยาณมิตรนี้  เรียกว่า  อุปนิสัสยโคจร



อารักขโคจร

:อารักขโคจร  เป็นอย่างไร ?

:ภิกษุในศาสนานี้  เข้าไปสู่ละแวกบ้าน  เดินไปตามถนน  ทอดสายตาลงมองดูประมาณชั่วแอก  เดินไปอย่างสำรวม  ไม่เหลียวดูพลช้าง  ไม่เหลียวดูพลม้า  ไม่เหลียวดูพลรถ  ไม่เหลียวดูพลเดินเท้า  ไม่เหลียวดูสตรี  ไม่เหลียวดูบุรุษ  ไม่แหงนขึ้นข้างบน  ไม่เหลียวลงข้างล่าง  ไม่เดินมองทิศใหญ่ทิศน้อย  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  อารักขโคจร



(หน้าที่ 29)




อุปนิพันธโคจร

:อุปนิพันธโคจร  เป็นอย่างไร

:คือ  สติปัฏฐาน ๔  อันเป็นที่ผูกจิตไว้  สมดังพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็โคจรของภิกษุได้แก่อะไร ?  ได้แก่วิสัยอันเป็นสมบัติของพุทธบิดาของตน  คือ  สติปัฏฐาน ๔  นี้เรียกว่า  อุปนิพันธโคจร

:ภิกษุ  เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว  เข้าไปแล้ว  เข้าไปพร้อมแล้ว เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้ว  มาตามพร้อมแล้ว  ด้วยอาจารนี้และด้วยโคจรนี้  ด้วยประการดังอรรถาธิบายมา  แม้ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  แปลว่า  ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจารและโคจร  ฉะนี้

:คำว่า  มีปกติมองเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย  คือมีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณเล็กน้อย  อันต่างด้วยโทษ  เช่น  การต้องอาบัติเสขิยวัตรโดยไม่ได้แกล้งและเกิดอกุศลจิตเป็นต้น

:คำว่า  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย  ความว่า  ศีลอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย  ศีลนั้นทั้งหมดเธอถือเอามาศึกษาสำเหนียกอยู่ในความเคารพ

:นักศึกษาพึงทราบว่า  ปาติโมกขสังวรศีล  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วในบทว่า  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  ที่แปลว่า  ผู้สำรวมด้วยสังวรคือปาติโมกข์นี้  และด้วยเทศนาปุคลาธิษฐานมีประมาณเท่านี้  ส่วนบทว่า  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  ที่แปลว่า  ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร  เป็นต้น  พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงข้อปฏิบัติโดยประการที่ศีลนั้นทั้งหมดจะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ



อธิบายอินทรียสังวรศีล

:ก็แหละ  ในอินทรียสังวรศีล  ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งปาติโมกขสังวรศีลโดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุ  ดังนี้นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อ




(หน้าที่ 30)




:ไปนี้ –  คำว่า  ภิกษุนั้น  ได้แก่ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในปาติโมกขสังวรศีล  คำว่า  เห็นรูปด้วยจักษุ  อธิบายว่า  เห็นรูปด้วยจักขุวิญญานอันสามารถเห็นรูปได้  ซึ่งได้โวหารว่า  จักษุ  ด้วยอำนาจแห่งเหตุ  ส่วนท่านโราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า  จักษุเห็นรูปไม่ได้เพราะไม่มีจิต  จิตเห็นรูปไม่ได้เพราะไม่มีจักษุแต่เพราะทวารกับอารมณ์กระทบกัน  บุคคลจึงเห็นรูปได้ด้วยจิตซึ่มีจักษุปสาทเป็นวัตถุ  ก็แหละ  การพูดที่ประกอบด้วยเหตุเช่นนี้  ย่อมมีได้เหมือนอย่างในคำมีอาทิว่า  คนยิงด้วยธนู  เพราะฉะนั้น  อรรถาธิบายในคำว่า  เห็นรูปด้วยจักษุนี้  ได้แก่  เห็นรูปด้วยจักขุวิญญานนั่นเทียว

:คำว่า  ไม่ยืดถือซึ่งนิมิต  อธิบายว่า  ไม่ยืดถือด้วยนิมิตที่เป็นหญิงและนิมิตเป็นชาย  หรือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีนิมิตสวยงามเป็นต้น  หยุดอยู่เพียงแค่เห็นเท่านั้น

:คำว่า  ไม่ยืดถือซึ่งอนุพยัญชนะ  อธิบายว่า  ไม่ยืดถือซึ่งอาการอันต่างด้วย  มือ,  เท้า,  การยิ้ม,  การหัวเราะ,  การพูดและการเหลียวแลเป็นต้น  ซึ่งได้โวหารว่า  อนุพยัญชนะ  เพราะกระทำความปรากฎ  โดยเป็นที่ปรากฏเนือง ๆ  ของกิเลสทั้งหลาย  อาการใดปรากฏในสรีระนั้น  ก็ถือเอาเพียงอาการนั้น  เหมือนพระติสสเถระผู้อยู่ที่เจติยบรรพต



เรื่องพระติสสเถระ

:ได้ยินว่า  ขณะที่พระเถระจากเจติยบรรพตมายังเมืองอนุราธบุรี  เพื่อเที่ยวบิณฑบาตนั้น  ยังมีหญิงสะใภ้แห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง  เกิดทะเลาะกับสามีแล้วประดับตกแต่งตนอย่างสวยงามเป็นเสมือนเทพกัญญา  แล้วหนีออกจากเมืองอนุราธบุรีไปแต่เช้ามืดทีเดียวเมื่อเดินไปเรือนญาติ  ได้พบพระเถระเข้าระหว่างทางพอดี  เกิดมีจิตวิปลาสขึ้น  จึงหัวเราะอย่างเสียงดัง  พระเถระมองดูด้วยคิดว่า  นี่อะไรกัน  แล้วได้อสุภสัญญากัมมัฏฐานที่กระดูกฟันของหญิงนั้น  เลยได้บรรลุพระอรหัต  ด้วยเหตุนั้น  ท่านโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า  พระเถระนั้นเห็นกระดูกฟันของหญิงสะใภ้นั้นแล้วก็ระลึกขึ้นได้ซึ่งอสุภกัมมัฏฐานที่ตนเคยได้มาแล้วในกาลก่อน  ได้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตทั้งยืน  ณ  ที่ตรงนั้นนั่นเทียว  ฝ่ายสามีของนางตามหาไปโดยทางนั้น  เห็นพระเถระเข้า  จึงเรียนถามว่า  “ท่านขอรับ  ท่านเห็นสตรีอะไร ๆ บ้างไหม? ”  พระเถระได้ตอบกับชายสามีนั้นว่า  “จะเป็นหญิงหรือเป็นชายอาตมาไม่ทราบ  แต่ว่าโครงกระดูกนี้เดินไปในทางใหญ่”  ฉะนี้



::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ หน้าที่ ๓๑ - ๓๕|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล    ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ]] (หน้าก่อน)
[[หมวดหมู่:คัมภีร์วิสุทธิมรรค]]