Revision 67847 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ หน้าที่ ๒๒๖ - ๒๓๐" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ|<<]]

(หน้าที่  226)



:ส่วนเตโชธาตุในร่างกายนี้   มีอาการร้อนอ้าว  มีลักษณะร้อนอ้าวสำหรับย่อยสิ่งที่รับประทานและสิ่งที่ดื่มเป็นต้น  ตั้งอยู่ในดินอันน้ำยึดไว้  อันลมพัดให้เคลื่อนไหวย่อมยังกายนี้ให้อบอุ่น  และนำมาซึ่งวรรณสมบัติแก่กายนั้น  อนึ่ง  กายนี้อันเตโชธาตุนั้นให้อบอุ่นแล้วย่อมไม่แสดงอาการเน่า 

:ก็วาโยธาตุในสรีระนี้ซ่านไปตามอวัยวะน้อยใหญ่  มีลักษณะเบ่งขึ้นและให้ไหวได้ ตั้งอยู่ในดินอันน้ำยึดไว้ อันไฟตามรักษา ย่อมยังกายนี้ให้เคลื่อนไหวได้

:อนึ่ง  กายนี้อันธาตุลมนั้นอุ้มแล้วจึงไม่ซวนเซไป ตั้งอยู่ตรง ๆ  ได้อาศัยวาโยธาตุอื่นอีกพัดสม่ำเสมอแล้ว  ย่อมแสดงวิญญัติในอิริยาบถคือ  เดิน  ยืน  นั่ง  นอน  ย่อมคู้เข้าเหยียดออก  ยังมือและเท้าให้เคลื่อนไหวได้  ยนต์คือธาตุนี้เช่นเดียวกับรูปกล  มีมายา สำหรับล่อลวงชนพาลโดยความเป็นหญิงและชายเป็นต้น  เป็นไปอยู่ดังแถลงมานี้  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยละเอียด  ดังบรรยายมานี้แล

:พึงทราบวินิจฉัยในมาติกาว่า  โดยลักษณะเป็นต้นว่า  พระโยคีนึกถึงธาตุทั้ง ๔  อย่างนี้ว่า  ปฐวีธาตุมีลักษณะอย่างไร ?  มีอะไรเป็นรส ?  มีอะไรเป็นเครื่องปรากฏ ?  ดังนี้แล้ว  พึงใส่ใจโดยลักษณะเป็นต้นอย่างนี้ว่า  ปฐวีธาตุมีลักษณะแข้นแข็งมีการตั้งอยู่เป็นรส  มีการรับไว้เป็นเครื่องปรากฏ  อาโปธาตุ  มีความหลั่งไหลเป็นลักษณะ  มีการพอกพูนเป็นรส  มีการยึดไว้เป็นเครื่องปรากฏ  เตโชธาตุ  มีความร้อนเป็นลักษณะ  มีการให้อบอุ่นเป็นรส  มีการเพิ่มให้ถึงซึ่งความอ่อนนุ่มเป็นเครื่องปรากฏ  วาโยธาตุมีการเคลื่อนไหวเป็นลักษณะมีการเบ่งขึ้นได้เป็นรส มีการยักย้ายเป็นเครื่องปรากฏ

:ในมาติกาว่าโดยสมุฏฐาน  พึงทราบวินิจฉัยว่า  ส่วน ๓๒  มีผมเป็นต้นเหล่านี้ใด ท่านแสดงแล้วด้วยสามารถแสดงปฐวีธาตุเป็นต้นโดยพิสดาร  ในส่วนเหล่านั้น  ส่วน ๔  เหล่านี้  อาหารใหม่  อาหารเก่า หนอง  มูตร  มีฤดูเป็นสมุฏฐานแล  ส่วน ๔  เหล่านี้  คือ  น้ำตา  เหงื่อ  น้ำลาย  น้ำมูก  มีฤดูและจิตเป็นสมุฏฐาน  ไฟซึ่งเป็นตัวย่อยอาหารที่บริโภคเป็นต้น  มีกรรมเป็นสมุฏฐานแล  ลมหายใจออกเข้ามีจิตเป็นสมุฏฐาน  ที่เหลือนอกนั้นทั้งหมด มีสมุฏฐาน ๔  พึงใฝ่ใจโดยสมุฏฐาน  ด้วยอาการอย่างนี้





(หน้าที่  227)




:ในมาติกาว่าโดยเป็นสภาพต่างกันและเหมือนกัน  พึงทราบวินิจฉัยว่า  ธาตุทั้งหมดต่างกันโดยลักษณะของตนเป็นต้น  คือปฐวีธาตุก็มีลักษณะ  รส  และการปรากฏอันหนึ่งต่างหาก อาโปธาตุเป็นต้นก็มีลักษณะ,  รส  และอาการปรากฏอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

:ก็ธาตุเหล่านี้แม้จะเป็นสภาพต่างกัน  ด้วยสามารถลักษณะเป็นอย่างนี้ก็ดี  และด้วยสามารถแห่งสมุฏฐาน  มีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้นก็ดี  ย่อมชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน  ด้วยสามารถเป็นรูป,  มหาภูต,  ธาตุ,  ธรรม  และเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น

:จริงอยู่  ธาตุทุกอย่างชื่อว่าเป็นรูป  เพราะไม่ต้องลักษณะจำต้องอวด

:ชื่อว่ามหาภูตรูป  เพราะเหตุมีความปรากฏ  โดยความเป็นของใหญ่เป็นต้น

:ก็ในคำว่า  มีความปรากฏเป็นของใหญ่เป็นต้น  อธิบายว่า  ก็ธาตุเหล่านี้  ท่านเรียกว่ามหาภูต  เพราะเหตุเหล่านี้  คือ –



:๑.    เพราะความปรากฏเป็นของใหญ่

:๒.    เพราะความเป็นสภาพเหมือนกับมหาภูต

:๓.    เพราะจำต้องบริหารมาก

:๔.    เพราะมีวิการมาก

:๕.    เพราะเป็นของมีจริงโดยความเป็นของใหญ่



:ในอาการเหล่านั้น  คำว่าเพราะความปรากฏเป็นของใหญ่  คือธาตุนี้เป็นธรรมชาติปรากฏเป็นของใหญ่  ทั้งในสันดานที่ไม่มีใจครอง  ทั้งในสันดานที่มีใจครอง

:บรรดาสันดานทั้ง ๒  เหล่านั้น  ความเป็นของปรากฏความเป็นของใหญ่แห่งมหาภูตเหล่านั้น  ในสันดานที่ไม่มีใจครอง  ข้าพเจ้าอธิบายมาแล้วแล  ในพุทธานุสตินิเทศโดยนัยเป็นต้นว่า

:แผ่นดินนี้  ท่านคำนวณแล้ว  โดยกำหนดส่วนหนาได้เท่านี้

:คือ ๒  แสน  กับอีก ๔  หมื่นโยชน์ ฯ

:ฝ่ายในสันดานที่มีใจครอง  เป็นสภาพปรากฏเป็นของใหญ่จริงด้วยสามารถสรีระแห่งปลา,  เต่า,  เทวดา,  มานพ,  อสูรเป็นต้น  สมดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในมหาสมุทรมีอัตภาพยาวประมาณตั้ง ๑๐๐  โยชน์  ดังนี้เป็นต้น





(หน้าที่  228)




ธาตุ ๔  เป็นมหาภูต

:ในมาติกาว่า  เพราะเป็นสภาพเหมือนกับมหาภูต  มีวินิจฉัยว่า  ก็ธาตุเหล่านี้ตัวเองเป็นของไม่เขียวเลย  แต่แสดงอุปาทายรูปที่เขียวได้  ตัวเองเป็นสภาพไม่เหลือง  แต่แสดงอุปาทายรูปที่เหลืองได้  ตัวเองเป็นสภาพไม่แดงแต่แสดงอุปาทายรูปที่แดงได้  ตัวเองเป็นภาพไม่ขาวเลย  แต่แสดงอุปาทายรูปที่ขาวได้  เปรียบดุจนักเล่นกลแสดงน้ำซึ่งไม่ใช่แก้วมณีแท้ๆให้เป็นแก้วมณีได้  แสดงก้อนดินซึ่งไม่ใช่ทองจริงๆให้เป็นทองได้ และเหมือนอย่างตัวเองไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่นกก็แสดงเป็นยักษ์เป็นนกบ้าง เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่ามหาภูต  เพราะเป็นเหมือนมหาภูตนักเล่นกล

:อนึ่ง  เปรียบดุจมหาภูตมียักษ์เป็นต้น  เข้าสิงผู้ใดภายในภายนอกผู้นั้น อันมหาภูตเหล่านั้น  จะเข้าไปได้ก็หาไม่  และมหาภูตเหล่านั้นจะไม่สิงผู้นั้นตั้งอยู่ก็หาไม่  ฉันใดแม้มหาภูตเหล่านี้ก็ฉันนั้น  อันกันและกันย่อมเข้าได้  เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ภายในภายนอกของกันและกันก็หาไม่  และมหาภูตรูปเหล่านี้  มิใช่จะไม่อาศัยกันและกันตั้งอยู่ก็หาไม่ฉันนั้น  อีกอย่างหนึ่ง  ธาตุชื่อว่าเป็นมหาภูต  แม้เพราะเป็นธรรมชาติที่เสมอกับมหาภูตมียักษ์เป็นต้นโดยความเป็นฐานะที่ไม่ควรคิด

:อนึ่ง  เปรียบดุจมหาภูต  กล่าวคือยักษิณี  ปกปิดภาวะอันน่ากลัวของตนไว้  โดยการปลอมแปลงสีและสัณฐานที่น่าพึงใจ  ลวงสัตว์ทั้งหลาย  ฉันใด  แม้มหาภูตรูปเหล่านี้ก็ฉันนั้น  ปิดลักษณะตามธรรมดาของตัว  อันต่างด้วยอาการมีอาการที่ตนเป็นของแข้นแข็งเป็นต้น  ด้วยผิวพรรณที่น่าพึงใจ  ด้วยสัณฐานแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ที่น่าพึงใจ  และด้วยการกระดุกกระดิกได้แห่งมือเท้าและนิ้วที่น่าพึงใจในสรีระหญิงและชายเป็นต้น  ลวงพาลชนอยู่มิให้เห็นความเป็นจริงของตน  เพราะเหตุนั้น  จึงเชื่อว่ามหาภูตแม้เพราะเป็นของเสมอกับมหาภูต  คือนางยักษิณีเพราะเป็นสภาพที่ลวง

:ในคำว่า  เพราะจำต้องบริหารมาก  มีอธิบายว่า  เพราะเป็นสิ่งที่จำต้องรักษาด้วยปัจจัยเป็นอันมาก  จริงอยู่  มหาภูตเหล่านี้เป็นแล้ว  คือเป็นไปแล้วด้วยปัจจัยทั้งหลายมีเครื่องกิน  และเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นเป็นอันมาก  เพราะจำต้องนำเข้าไปทุก ๆ วัน  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  มหาภูตอีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่าเป็นมหาภูต  แม้เพราะเป็นภูตที่จำต้องบริหารมาก





(หน้าที่  229)




:จริงอยู่  มหาภูตเหล่านี้  ที่เป็นอุปาทินนกะก็ดี  อนุปาทินนกะก็ดี  ย่อมเป็นภูตมีวิการมาก  ในภูต ๒  ชนิดนั้น  อาการที่วิการมากของอนุปาทินนกะ  ย่อมปรากฏในเมื่อกลาปะย่อยยับ  ของอุปาทินนกะปรากฏในเวลาธาตุกำเริบ  ความจริงเป็นเช่นนั้น



:เมื่อโลกไหม้อยู่ด้วยความร้อนแห่งเปลวไฟ  เปลวไฟพุ่ง

:ขึ้นแต่ภาคพื้น  ลุกขึ้นจนกระทั่งพรหมโลก ฯ  เมื่อใด  โลก

:จักฉิบหายด้วยน้ำอันกำเริบแล้ว  เมื่อนั้นจักรวาลประมาณ  

:แสนโกฏิหนึ่ง  จะละลายชั่วประเดี๋ยว  เมื่อใดโลกจักฉิบหาย

:ด้วยธาตุลมกำเริบ  เมื่อนั้นจักรวาลประมาณแสนโกฏิหนึ่ง

:จักวอดวายชั่วประเดี๋ยว  กายถูกงูปากไม้กัด  ย่อมแข็งกระด้าง

:ฉันใด  เพราะปฐวีธาตุกำเริบ  กายนั้นก็เป็นดังอยู่ในปากงู

:ปากไม้ฉันนั้น  กายถูกงูปากเน่ากัด  ย่อมเน่าเปื่อยฉันใด

:เพราะอาโปธาตุกำเริบ  กายนั้นก็เป็นดังอยู่ในปากงูปากเน่า

:ฉันนั้น  กายถูกงูปากไฟกัด  ย่อมร้อนกลุ้มฉันใด  เพราะ

:เตโชธาตุกำเริบ  กายนั้นเป็นดังอยู่ในปากงูปากไฟ  ฉันนั้น  

:กายถูกงูปากศัสตรากัด  ย่อมขาดไปฉันใด  เพราะวาโยธาตุ

:กำเริบ  กายนั้นก็เป็นดังอยู่ในปากงูปากศัสตรา  ฉันนั้น

:ภูตมีวิการมาก  ดังนี้  เหตุนั้นจึงชื่อว่ามหาภูต



:ในคำว่า  เพราะเป็นของมีอยู่โดยความเป็นของใหญ่  ก็ภูตเหล่านี้ชื่อว่าเป็นของใหญ่  เพราะจำต้องประคับประคองด้วยความพยายามอย่างใหญ่  และชื่อว่ามีจริง  เพราะมีอยู่โต้ง ๆ  เพราะเหตุนั้น  จึงชื่อว่า  มหาภูต  เพราะเป็นของมีจริงโดยความเป็นของใหญ่

:ธาตุเหล่านี้แม้ทั้งหมด  ชื่อว่าเป็นมหาภูต  เพราะเหตุมีความเป็นของปรากฏโดยความเป็นของใหญ่เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  ธาตุทุกอย่างไม่ล่วงลักษณะธาตุไปได้  เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน  และเพราะเป็นฐานแห่งทุกข์  และเพราะอัดทุกข์ไว้

:และชื่อว่า  ธรรม  เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตนและเข้าไปทรงอยู่ได้ชั่วขณะอันสมควรแก่ตน





(หน้าที่  230)




:ชื่อว่า  ไม่เที่ยง  เพราะอรรถว่าสิ้นไป

:ชื่อว่า  เป็นทุกข์  เพราะอรรถว่าน่าพรั่นพรึง

:ชื่อว่า  มิใช่ตน  เพราะอรรถว่าไม่มีสาระ

:ตามนัยนี้  แม้ธาตุทุกอย่างชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน  ด้วยสามารถที่เป็นรูป  เป็นมหาภูต  เป็นเหตุ  เป็นธรรม   และเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นต้น  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยต่างกันและเหมือนกัน  โดยอาการอย่างนี้

:ในข้อมาติกาว่า  โดยอาการที่แยกจากกันและไม่แยก (วินิพฺโภคาวินิพฺโภคโต)  พึงทราบวินิจฉัยว่า ธาตุเหล่านี้ทั้งหมด  ต้องเกิดพร้อมกันเท่านั้น เพราะความที่กลาปทั้งหมด มีแม้ในสุทธัฏฐกกลาป (กลาปทีมี 8 รูป)  เป็นต้น ล้วนไม่แยกปเทสกัน(อวินิพโภคะ)   แต่ธาตุชื่อว่าแยกจากกัน (วินิพโภคะ) โดยลักษณะ  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยอาการที่แยกจากกัน  และไม่แยกจากันโดยอาการอย่างนี้

:ในข้อมาติกาว่า  โดยเข้ากันได้และไม่ได้ มีวินิจฉัยว่า  ในบรรดาธาตุเหล่านี้  แม้จะไม่แยกจากกันอย่างอธิบายมาแล้วก็ดี  ธาตุ ๒  ตอนต้น ชื่อว่าสภาคคือเข้ากันได้  เพราะเป็นของหนักเหมือนกัน  ธาตุตอนหลังก็จัดเป็นสภาคกันเหมือนกัน  เพราะเป็นของเบาแต่ธาตุตอนต้นกับธาตุตอนหลัง และธาตุตอนหลังกับธาตุตอนต้น  จัดเป็นวิสภาคกัน  คือเข้ากันไม่ได้  เพราะข้างฝ่ายหนึ่งหนักฝ่ายหนึ่งเบา  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยเข้ากันได้และไม่ได้โดยอาการอย่างนี้  

:ในข้อมาติกาว่า  โดยภายในและภายนอกแปลกกัน  พึงทราบวินิจฉัยว่าธาตุภายใน  ย่อมเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณวัตถุและวิญญัติและอินทรีย์  เป็นสภาพที่เกี่ยวเนื่องกับอิริยาบถ  มีสมุฏฐาน ๔  ธาตุภายนอกมีประการผิดตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยธาตุภายในและภายนอกแปลกกัน  ดังบรรยายมานี้

:ในข้อมาติกาว่า  โดยประมวล  พึงทราบวินิจฉัยว่า  ปฐวีธาตุมีธรรมเป็นสมุฏฐาน  รวมเป็นอันเดียวกันกับธาตุนอกจากนี้  ซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐาน  เพราะไม่มีความต่างกันโดยสมุฏฐาน  ที่มีจิตเป็นต้นเป็นสมุฏฐาน  ร่วมเป็นอันเดียวกับธาตุซึ่งมีจิตเป็นต้นเป็นสมุฏฐานดุจกัน  พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยรวมกัน  ดังบรรยายมานี้


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ หน้าที่ ๒๓๑ - ๒๓๖|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๑ สมาธินิเทศ]] (หน้าก่อน)