Revision 78324 of "วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ หน้าที่ ๗๖ - ๘๐" on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ|<<]]

(หน้า  76)



:แยกเป็นทวารฝ่าย ๑  เป็นอารมณ์ ๑  แห่งกองวิญญาณ ๖  โดยที่ทรงกำหนด  (จักขุและรูปเป็นต้นนั้นไว้)  เป็นอุปัตตติทวารและเป็นอารมณ์แห่งกองวิญญาณ ๖  นี่เอง  เป็นความต่างแห่งธรรมเหล่านั้น  เพราะเหตุนี้จึงตรัสอายตนะถึง  ๑๒  แท้จริง  จักขายตนะเท่านั้นเป็นอุปปัตติทวาร  และรูปายตนะเท่านั้นเป็นอารมณ์แห่งกองวิญญาณที่เนื่องในวิถีของจักขุวิญญาณฉันเดียวกันนั้น  อายตนะนอกนั้นก็เป็นอุปปัตติทวารและเป็นอารมณ์แห่งกองวิญญาณที่เนื่องในวิถีของจักขุวิญญาณนอกนี้  แต่ว่าการกำหนด(อุปปัตติทวารและอารมณ์)แห่งกองวิญญาณที่ ๖ (มโนวิญญาณ) มีเพียงส่วนหนึ่งแห่งมนายตนะ ที่เป็นอุปปัตติทวาร ได้แก่ ภวังคมนายตนะ,  และมีธัมมายตนะเป็นอารมณ์ไม่ทั่วไป  (แก่วิญาณอื่นมีจักขุวิญาณเป็นต้น)

:อายตนะ  ๑๒  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยที่ทรงกำหนดไว้เป็นอุปปัตติทวารและเป็นอารมณ์แห่งกองวิญาณ ๖  ดังนี้แล

:วินิจฉัยโดยความมีเพียงอย่างนั้น  ในอายตนะเหล่านี้  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



<big>'''โดยลำดับ'''</big>

:ข้อว่าโดยลำดับ  ความว่า  บรรดาลำดับทั้งหลาย  มีลำดับความเกิดเป็นต้นที่กล่าวในนิเทศก่อน  แม้ในที่นี้ก็ลำดับการแสดงเท่านั้นแหละใช้ได้  แท้จริงในเหล่าอายตนะภายในจักขายตนะเป็นอายตนะที่ปรากฏ  เพราะเป็นวิสัยที่เห็นได้และกระทบได้  เหตุนี้จึงทรงแสดงเป็นข้อแรก  ต่อนั้นจึงทรงแสดงอายตนะที่เหลือมีโสตายตนะเป็นต้นซึ่งเป็นวิสัยที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้  อีกนัยหนึ่ง  ในเหล่าอายตนะภายใน  จักขายตนะและโสตายตนะ  ทรงแสดงก่อนเพราะเป็นสิ่งมีอุปการะมาก  โดยความเป็นเหตุแห่งทัสสนานุตตริยะและสวนานุตตริยะ  ต่อนั้นจึงทรงแสดงอายตนะ ๓  มีฆานายตนะเป็นอาทิ  มนายตนะทรงแสดงไว้ในที่สุดเพราะเป็นโคจรวิสัยแห่งอายตนะ ๕  มีจักขายตนะเป็นต้น  ส่วนในเหล่าอายตนะภายนอก  อายตนะ  ๖  มีรูปายตนะเป็นต้น  ทรงแสดงไว้เป็นลำดับแห่งอายตนะภายในนั้น ๆ  เพราะเป็นโคจรแห่งอายตนะภายในมีจักขายตนะเป็นต้น





(หน้า 77)




:อีกอย่างหนึ่ง  ลำดับของอายตนะทั้งหลายนี้  บัณฑิตพึงทราบโดยกำหนด  (แจกไปตามลำดับ)  เหตุเกิดแห่งวิญญาณก็ได้  จริงอยู่คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสได้ไว้ว่า  “อาศัยจักขุและรูปเกิดจักขุวิญญาณ  ฯลฯ  อาศัยมนะและธรรมทั้งหลาย  เกิดมโนวิญญาณ” ดังนี้

:ก็แล  วินิจฉัยโดยลำดับในอายตนะเหล่านี้  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



<big>'''โดยสังเขปและโดยพิสดาร'''</big>

:ข้อว่า  '''โดยสังเขปและโดยพิสดาร'''  ความว่า  “เมื่อว่าโดยสังเขปอายตนะทั้ง  ๑๒  ก็เป็นแต่นามรูปเท่านั้น  เพราะมนายตนะและธัมมายตนะเป็นส่วนหนึ่ง  สงเคราะห์เข้ากับนาม  และอายตนะที่เหลือนั้นสงเคราะห์เข้ากับรูป  แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร  (ว่า)  ในอายตนะภายในก่อน  จักขายตนะ  โดยชาติก็เป็นแต่จักขุปสาทเท่านั้น  แต่แตกออกไปเป็นปัจจัย  คติ  นิกาย  และบุคคล  ก็มีประเภทเป็นอนันต์  อายตนะ  ๔  มีโสตายตนะเป็นต้น  ก็อย่างนั้น  มนายตนะ  มี  ๘๙ ประเภท  โดยแยกเป็นกุศลวิญญาณ  อกุศลวิญญาณ  วิปากวิญญาณ  และกิริยาวิญญาณ และ  (อีกอย่างหนึ่ง)  ถึง  ๑๒๑  ประเภท  แต่เมื่อแยกเป็นวัตถุและปฏิปทาเป็นต้น  ก็มีประเภทเป็นอนันต์

:รูปายตนะ  สัททายตนะ  คันธายตนะ และรสายตนะ  ก็มีประเภทเป็นอนันต์  โดยแยกเป็น  (สภาค)  วิสภาคและปัจจัยเป็นต้น  โผฏฐัพพายตนะมี ๓  ประเภท  ด้วยอำนาจแห่งปฐวีธาตุ  เตโชธาตุและวาโยธาตุ  (แต่)  โดยความแตกต่างแห่งปัจจัยเป็นต้น  ก็มีประเภทเป็นอเนก  ธรรมายตนะก็มีประเภทเป็นอเนก  โดยความแตกต่างแห่งสภาวะและความต่างกันแห่งเวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  สุขุมขันธ์ สุขุมรูป  และนิพพาน”

:วินิจฉัยโดยสังเขปและโดยพิสดาร  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



<big>'''โดยเป็นสิ่งพึงเห็น'''</big>

:ส่วนในข้อว่า  '''“โดยเป็นสิ่งพึงเห็น”'''  นี้  มีวินิจฉัยว่า  “อายตนะทั้งหลาย  ที่เป็นสังขตะทั้งสิ้น  พึงเห็นด้วยความไม่มาและโดยความไม่จากไป  จริงอยู่  อายตนะเหล่านั้น  ก่อนเกิดขึ้นก็มิได้มาแต่ที่ไหน ๆ  ทั้งเบื้องหน้าแต่เสื่อมไปก็มิได้ไปในที่ไหน ๆ  โดยที่แท้  ก่อนเกิดขึ้น





(หน้า 78)




:มันก็ยังไม่ได้  (มี)  สภาวะ  เบื้องหน้าแต่เสื่อมไป  มันก็เป็นสิ่งที่มีสภาวะอันแตกไปแล้ว  ในท่ามกลาง  (ระหว่าง)  ต้นกับปลายก็เป็นสิ่งไม่มีอำนาจเป็นไป  เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย  เพราะเหตุนั้น  อายตนะเหล่านั้น  บัณฑิตพึงเห็นโดยความไม่มาและโดยความไม่จากไปเถิด


:นัยเดียวกันนั้น  พึงเห็นโดยไม่มีความดำริและโดยไม่มีความขวนขวาย  จริงอยู่  ความดำริอย่างนี้ย่อมไม่มีแก่จักขุและรูปเป็นต้นว่า  “โดยชื่อว่าวิญญาณพึงเกิดขึ้นในความพร้อมเพรียงของเราทั้งหลายเถิด”  ทั้งจักขุและรูปเป็นต้นเหล่านั้นไม่ดำริ  ไม่ถึงความขวนขวายโดยความเป็นทวารก็ดี  โดยความเป็นวัตถุก็ดี  โดยความเป็นอารมณ์ก็ดี  เพื่อให้วิญญาณเกิดขึ้น  ที่แท้มันเป็นธรรมดานี่เองที่วิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิ  เกิดขึ้นได้เพราะความพร้อมเพรียงแห่งจักขุและรูปเป็นต้นแล  เพราะเหตุนั้น  อายตนะเหล่านั้น  บัณฑิตพึงเห็นโดยไม่มีความดำริและโดยไม่มีความขวนขวายเถิด


:อีกอย่างหนึ่ง  อายตนะภายในพึงเห็นเหมือนบ้านร้าง  เพราะปราศจากความยั่งยืน  ความงาม  ความสุข  และความเป็นตัวตน  อายตนะภายนอกพึงเห็นเหมือนโจรปล้นหมู่บ้าน  เพราะอายตนะภายนอกเหล่านั้นเป็นฝ่ายอภิฆาต  (กระทบ  เบียดเบียน)  ซึ่งอายตนะภายใน  สมพระบาลีว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  จักขุถูกรูปทั้งหลายทั้งที่น่าชอบใจ  และไม่น่าชอบใจ  เบียดเบียนเอา”  ดังนี้เป็นต้น  ความพิสดาร  บัณฑิตพึงทราบ  (ตามแนวพระบาลีนั้นเทอญ)  

:อีกอย่างหนึ่ง  อายตนะภายใน  พึงเห็นเหมือนสัตว์ ๖  จำพวก  อายตนะภายนอก  พึงเห็นเหมือนที่โคจรแห่งสัตว์ ๖  จำพวกนั้น

:วินิจฉัยโดยเป็นสิ่งพึงเห็นในอายตนะเหล่านี้  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารแห่งอายตนะทั้งหลาย  เป็นอันดับแรก



<big>'''ธาตุนิเทศ'''</big>

:ส่วนธาตุอันกล่าวไว้ต่ออายตนะนั้นไป  มีวินิจฉัยว่า  ธาตุ  ๑๘  คือ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ  จักขุวิญญาณธาตุ  โสตธาตุ  สัททธาตุ  โสตวิญญาณธาตุ  ฆานธาตุ  คันธธาตุ  ฆานวิญญาณธาตุ





(หน้า 79)




:ชิวหาธาตุ  รสธาตุ  ชิวหาวิญญาณธาตุ  กายธาตุ  โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ  มโนธาตุ  ธัมมธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ  ชื่อว่าธาตุทั้งหลาย



:'''วินิจฉัยในธาตุเหล่านั้น  บัณฑิตพึงทราบโดยอรรถ'''

:'''โดยลักษณะเป็นต้น  โดยลำดับ  โดยความมีเพียงนั้น'''  

:'''โดยความนับ  (จำนวน)  โดยปัจจัย  และโดยเป็นสิ่งพึงเห็น'''



<big>'''โดยอรรถ'''</big>

:ในข้อเหล่านั้น  ข้อว่า  '''โดยอรรถ'''  ความว่า  วินิจฉัยโดยอรรถความแปลกกันแห่งจักขุศัพท์ เป็นต้น  บัณฑิตพึงทราบโดยนัยเช่นว่า  “ธรรมชาติใดย่อมบอก  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า  จักขุ  สิ่งใดย่อมแสดงสี  เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่ารูป  ความรู้แจ้งแห่งจักขุชื่อว่าจักขุวิญญาณ”  ดังนี้เป็นต้นก่อน  ส่วนว่าวินิจฉัยโดยอรรถที่ไม่แปลกกัน  พึงทราบดังนี้

:ธรรมใดย่อมจัด  (ทำทุกข์ให้เกิดขึ้น)  เหตุนั้น  ธรรมนั้นจึงชื่อว่าธาตุ  (แปลว่าธรรมผู้จัดขึ้น)  หรือว่า  ธรรมทั้งหลายใด  อันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้  (คือถือไว้)  เหตุนั้น  ธรรมทั้งหลายนั้น  จึงชื่อว่าธาตุ  (แปลว่า  ธรรมที่สัตว์ทรงไว้)

:หรือว่า  วิธาน  การตั้งไว้  (คือกฏเกณฑ์)  ชื่อว่าธาตุ

:หรือว่า  ทุกข์  อันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้  (คือถือไว้)  ด้วยธรรมชาตินั้น  (เป็นเหตุ)  เหตุนั้นธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธาตุ  แปลว่า  ธรรมชาติเป็นเหตุทรง  (ทุกข์)  ไว้  แห่งสัตว์ทั้งหลาย

:หรือว่า  ทุกข์  อันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้  (คือตั้งไว้)  ในธรรมชาตินั่น  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า  ธาตุ  (แปลว่า  ธรรมชาติเป็นที่อันสัตว์ทรง  (ทุกข์) ไว้)

:จริงอยู่  ธาตุทั้งหลายที่เป็นโลกิยะ  เป็นสิ่งที่ธรรมดากำหนดไว้โดยความเป็นตัวมูลเหตุย่อมจัดแจงสังสารทุกข์ขึ้นเป็นอเนกประการดุจธาตุ  (แร่)  ทั้งหลาย  มีธาตุทอง  ธาตุเงิน  เป็นอาทิ  จัดสรรโลหะมีทองและเงินเป็นต้นขึ้น  ฉะนั้น

:อนึ่ง  โลกิยธาตุทั้งหลายนั้นอันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้  หมายความว่า  (ยึด)  ถือไว้  ดุจภาระ  (ของหนัก)  อันคนทั้งหลายผู้นำภาระถือ  (แบกหาม)  ไป  ฉะนั้น





(หน้า 80)




:อนึ่ง  โลกิยธาตุนั้น  เป็นแต่ทุกขวิธาน  (กฏเกณฑ์แห่งทุกข์)  เท่านั้น  เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ  (ของใคร)

:อนึ่ง  สังสารทุกข์  อันสัตว์ทั้งหลายตาม  (ยึด)  ถือไว้  ก็ด้วยธาตุทั้งหลายนั่นเป็นเหตุ

:อนึ่ง  สังสารทุกข์นั้นที่ถูกจัดไว้อย่างนั้น  สัตว์ทั้งหลายก็ทรงไว้    หมายความว่าตั้งไว้ในธาตุทั้งหลายนั่นแล

:ในธรรมทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น  ธรรมแต่ละข้อทรง  เรียกว่า  ธาตุ  ก็ด้วยอำนาจแห่งความหมาย มีความหมายว่า  '''วิทหติ''' – จัดขึ้น  '''วิธียเต''' – อันสัตว์ทรงไว้  เป็นต้น  ตามความที่เป็นไปดังกล่าวมาฉะนี้



:อีกนัยหนึ่ง  ธาตุที่หาเหมือนอัตตาของพวกเดียรถีย์ซึ่งมิได้มีอยู่โดยสภาวะไม่  แต่ธาตุนี้  ได้ชื่อว่าธาตุ  เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน

:อนึ่ง  เสลาวยวะ  (ชิ้นหิน)  ทั้งหลายมีหรดาลและมโนศิลาเป็นต้น  อันวิจิตร  (แปลก ๆ)  ในโลกก็เรียกว่าธาตุ  ฉันใด  แม้ธาตุทั้งหลายนี้  ก็เหมือนธาตุทั้งหลายนั่น  เพราะมันก็เป็นอวัยวะแห่งความรู้และสิ่งที่ควรรู้  อันวิจิตร  ฉันนั้นแล  หรือเปรียบเหมือนสมญาว่าธาตุย่อมมีได้ในโกฏฐาสะทั้งหลาย  อันกำหนดลักษณะต่างกันและกัน   เช่น  รสและโลหิตเป็นต้น  ซึ่งเป็นอวัยวะแห่งกลุ่มกล่าวคือสรีระ  ฉันใด  สมญาว่าธาตุ  ก็พึงทราบ  (ว่ามิได้)  แม้ในอวัยวะทั้งหลายแห่งอัตภาพกล่าวคือขันธ์ ๕  นี่  ฉันนั้น  เพราะอวัยวะมีจักขุเป็นต้นนั่นก็กำหนดลักษณะต่างกันและกันได้ผล

:อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ธาตุ  นั่นเป็นคำเรียกสภาวะที่เป็นนิรชีพ  (ไม่มีชีพ)  เท่านั้นเอง  จริงอย่างนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงทำธาตุเทศนาเพื่อถอนชีวสัญญา  (ความสำคัญว่าชีพ)  ไว้ในพระบาลีว่า  “ดูกรภิกษุ  บุรุษนี้มีธาตุ ๖“  ดังนี้เป็นอาทิแล

:เพราะเหตุนั้น  โดยอรรถตามที่กล่าวมา  (บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ว่า)  จักขุนั้นด้วยเป็นธาตุด้วย  จึงชื่อว่าจักขุธาตุ  จึงชื่อว่าจักขุธาตุ  ฯลฯ  มโนวิญญาณด้วย  มโนวิญญาณนั้นเป็นธาตุด้วย  จึงชื่อว่า  มโนวิญญาณธาตุแล



:วินิจฉัยโดยอรรถในธาตุเหล่านั้น  บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้  เป็นอันดับแรก


::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ หน้าที่ ๘๑ - ๘๖|>>]]


==ดูเพิ่ม==

**[[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)

**[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ]] (หน้าก่อน)