Revision 79084 of "การปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน" on thwikisource

[[ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ]]
= ส่วนที่ 1 ภาพรวมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน =
== 1.1 บทนำ ==
=== 1.1.1 บริบทตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ ===

:รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้ในหลายมาตรา ซึ่งถือเป็นแม่บทสาหรับการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สรุปได้ดังต่อไปนี้

'''มาตรา 65'''

:รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายและสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย ยุทธศาสตร์ชาติเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

'''มาตรา 76'''

ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ บัญญัติให้ “รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมตลอดทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติ เป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพรัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรมโดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจ หรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งกำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการ กำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทางจริยธรรมดังกล่าว”
'''มาตรา 257'''

:ในหมวดการปฏิรูปประเทศ บัญญัติให้ “การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

:: (1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ
:: (2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ
:: (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

'''มาตรา 258'''

ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้
'''ข. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน'''

:(1) ให้มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินและเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
:(2) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและบริการประชาชน
:(3) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารงานของรัฐและแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน
:(4) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทำานในหน่วยงานของรัฐ และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถมีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวมีความคิดสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิบัติราชการและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการคุ้มครองป้องกันบุคลากรภาครัฐจากการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา และ
:(5) ให้มีการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความคล่องตัวเปิดเผยตรวจสอบได้และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

'''มาตรา 259'''

ภายใต้บังคับมาตรา 260 และมาตรา 261 การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศการวัดผลการดำเนินการและระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลาห้าปี ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในระหว่างที่กฎหมายตามวรรคหนึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิรูปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน
=== 1.1.2 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ===

นอกเหนือจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ยังดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

1) พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 

มาตรา 7 การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ 
1) ความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล และเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
2) พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560

ซึ่งกำหนด เป้าหมายและวิธีการในการจัดทำแผนการปฏิรูป 2) ไว้ดังนี้

มาตรา 5 การปฏิรูปประเทศต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้

    (1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ
    (2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ
    (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขการปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ

มาตรา 6 ให้มีแผนการปฏิรูปประเทศเพื่อกำหนดกลไก วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปในด้านต่างๆ แต่ละด้านตามมาตรา 8 รวมทั้งผลอันพึงประสงค์ของการปฏิรูปประเทศในด้านนั้น ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปประเทศ

การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศแต่ละด้านจะทำเป็นแผนเดียวกันหรือแยกเป็นแผนแต่ละด้านหรือหลายด้านรวมกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับต่อไป

หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศให้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะกำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยดำเนินการให้เป็นไปตามวรรคสาม

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเป็นองค์กรในฝุายนิติบัญญัติ ฝุายตุลาการ หรือเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ การกำกับดูแลตามวรรคสี่ ให้หมายความถึงการประสาน การปรึกษา หรือเสนอแนะต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐขององค์กรดังกล่าว

มาตรา 7 แผนการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

    (1) แผน ขั้นตอน และวิธีการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และผลอันพึงประสงค์ในด้านที่จะดำเนินการปฏิรูป ซึ่งต้องสอดคล้องกับผลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ
    (2) กำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการในแต่ละขั้นตอนตามลำดับในลักษณะที่เป็นการบูรณาการและตัวชี้วัดผลการดำเนินการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน
    (3) การกำหนดหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินการตาม (1) และ (2)
    (4) วงเงินที่คาดว่าจะใช้ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านหรือแต่ละเรื่องตามมาตรา 8 แล้วแต่กรณี รวมตลอดทั้งประมาณการของแหล่งที่มาของเงิน
    (5) ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่คาดหวังว่าจะบรรลุภายในระยะเวลาห้าปี
    (6) การเสนอให้มีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็นเพื่อดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

การจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาความเร่งด่วนของการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านเพื่อกำหนดลำดับขั้นตอนในการปฏิรูปประเทศ และต้องคำนึงถึง ความพร้อมทางด้านบุคลากรและการเงินการคลังของประเทศด้วย
มาตรา 8

ให้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศในด้าน ดังต่อไปนี้

    (1) ด้านการเมือง
    (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
    (3) ด้านกฎหมาย
    (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม
    (5) ด้านการศึกษา
    (6) ด้านเศรษฐกิจ
    (7) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    (8) ด้านสาธารณสุข
    (9) ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ
    (10) ด้านสังคม
    (11) ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกาหนด

ที่ประชุมร่วมโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีจะแยกด้านตามวรรคหนึ่ง นอกจากด้านตาม (5) ออกเป็นเรื่องต่าง ๆ ก็ได้

ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศตามวรรคหนึ่ง และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย

ในกรณีที่มีการแยกด้านใดออกเป็นเรื่องตามวรรคสอง ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศสำหรับเรื่องนั้นเป็นคณะแยกจากกันในการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามมาตรา 258 ง. (4) และด้านการศึกษาตามมาตรา 258 จ. ด้านการศึกษา ของรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นตามมาตรา 260 หรือมาตรา 261 ของรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี เป็นผู้ดำเนินการ

การจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ที่ประชุมร่วมกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ อย่างน้อยต้องกำหนดเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 11 วรรคสองรวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะขององค์กรฝุายตุลาการมาใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรฝุายตุลาการด้วย

=== 1.1.3 ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ===

พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 มาตรา 32 กำหนดให้นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดองกระทรวงกลาโหม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้วย

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้นาผลการศึกษาและข้อเสนอแนะดังกล่าวข้างต้น อาทิ รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 - 2564 3) รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ สถานการณ์และปัญหาสำคัญเร่งด่วนของการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนนำแนวทางการปฏิรูปไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและประชาชน รายละเอียดผลการรับฟังความคิดเห็นตามที่ปรากฏในภาคผนวก 1 ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการจัดทำแผนตามที่พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มาตรา 11 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 4)

== 1.2 สถานการณ์และแนวโน้ม ==
ภาครัฐของไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมการบริหารจัดการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงและผันผวน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การเมือง เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม การที่ระบบราชการองค์กรและหน่วยงานภาครัฐจะอยู่รอด เติบโต เป็นเลิศและยั่งยืน ได้นั้น ลำพังแค่เพียงการปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Adaptation) และมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่อง ๆ (Problem Driven) อาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่ (Radical Change) ที่เน้นการมองภาพกว้างและมองไกล (Vision Driven) ในทุกมิติ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มผลิตภาพของการบริหารสาธารณะ (Productivity of Public Service) ปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์กับประชาชนผู้รับบริการเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ทวีคูณและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป (Increasing and changing citizen demands) ปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถส่งมอบบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ (Analytics) สำหรับการกำหนดนโยบาย การบริการประชาชน และการบริหารจัดการภายใน รวมทั้งต้องสามารถแข่งขันกับภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะภาพเอกชน ในการดึงดูดและรักษาผู้มีความรู้ความสามารถ (Talent Attraction and Retention) สำหรับการขับเคลื่อนภารกิจที่มีผลกระทบสูงต่อชีวิตประชาชน

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในสองทศวรรษจากนี้ไป ภาครัฐของไทยจะต้องเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปเพราะขีดความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าองค์กรของรัฐ จะสามารถอยู่รอด เติบโต เป็นเลิศ และยั่งยืน ได้อย่างมีประสิทธิผลเพียงใด
=== 1.2.1 สถานการณ์และแนวโน้มภายนอก ===

สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อระบบราชกร องค์กรและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย
==== 1) ด้านเศรษฐกิจ  ====
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจในในระดับโลกและในระดับภูมิภาค มาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียในฐานะศูนย์กลางพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำไปสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง ประกอบกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน รวมทั้งการเปิดเสรีภาคการเงิน ก็มีผลทำให้แนวโน้มการแข่งในในเวทีโลกจะรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอัตราการขยายตัวต่ำ ยิ่งส่งผลทำให้การแข่งขันในเวทีโลกมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของสถานการณ์และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น ส่งผลทำให้ตัวแปรหลักในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงไป (Key Parameters Shaping Economic Policies) ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักของการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) สามารถยกระดับเพื่อแข่งขันกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่า ด้วยการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และรับมือกับความท้าทายจากประเทศที่มีอัตราค่าแรงที่ต่ำ

สถานการณ์และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้นทำให้มีความจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันและโครงสร้างภาครัฐ (Institutional Reforms) รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งเป็นการวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดเสถียร ภาพและการเติบโตอย่างเหมาะสม
==== 2) ด้านเทคโนโลยี ====

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน (Disruptive Technology) โดยเฉพาะเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็น 4 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและดิจิทัล จะก้าวหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว และพัฒนาการของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ โปรแกรมอัจฉริยะ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง เทคโนโลยีคลาวด์ หุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับ จะพลิกโฉมรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชน การประกอบธุรกิจ และการสร้างความสัมพันธ์ของบุคคล กลุ่มและองค์กรในสังคมขนานใหญ่

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างฉับพลันจะกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง กล่าวคือ จะเป็นแรงกดดันที่สำคัญในภาครัฐต้องปรับโฉมโครงสร้างองค์กร พัฒนาระบบงาน และปรับเปลี่ยนวิธีการทางานด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนกำลังคนมากขึ้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีจะส่งผลทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ของประชาชนผู้รับบริการและหน่วยงานภาครัฐเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเน้นการยึดกฎระเบียบ งานเอกสารและกระบวนการที่ยืดยาว มีความล่าช้า เจ้าหน้าที่ของรัฐห่างไกล และไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้รับบริการ จะถูกแทนที่ด้วยรูปแบบความสัมพันธ์และการให้บริการที่เน้นความรวดเร็ว (Rapid) เป็นส่วนตัว (Personalized) และผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เนื่องจากประชาชนผู้รับบริการจะมีข้อมูล และใช้ข้อมูลร่วมกับภาครัฐอย่างเปิดเผยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รวมทั้งจะมีความคาดหวังให้ภาครัฐและระบบราชการต้องจัดบริการที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้มีความจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้าง ระบบงาน และขีดความสามารถของกำลังคนภาครัฐ เพื่อให้สามารถรองรับรูปแบบการจัดทำและบริการสาธารณะโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
==== 3) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ====

ปัจจัยที่ทำให้สภาพสังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก ประกอบด้วย

* (1) การที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท
* (2) การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบแล้วโดยมีระยะเวลาในการเตรียมตัวสำหรับการเป็นสังคมสูงวัยค่อนข้างนานกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา
* (3) การเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่มีความรู้และทักษะ
* (4) ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกัน อาทิการกระจายรายได้การถือครองที่ดิน การเข้าถึงระบบสาธารณสุข และความยากจน เป็นต้น และ
* (5) รูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปเนื่องจากมีการเปิดรับกระแสวัฒนธรรมจากทั่วโลกได้ง่ายขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี

ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐในหลายประการ อาทิ การเข้าสู่สังคมสูงวัยค่อนข้างเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อาจเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า และนวัตกรรมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการจ้างงานกลุ่มที่มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงเนื่องจากการลดลงของกำลังแรงงานในประเทศ โดยเฉพาะกำลังคนที่มีขีดความสามารถและมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ยังอาจทำให้ภาครัฐเผชิญกับแนวโน้มภาระด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการจัดบริการทางการแพทย์และสาธาณสุข บำเหน็จบำนาญและสวัสดิการสังคมในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับบทบาทและวิธีการทำงานของภาครัฐเนื่องจากหน่วยงานของรัฐอาจไม่ใช่องค์กรหลักเพียงองค์กรเดียวในการรับมือกับปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยโครงสร้างและระบบการทำงานและขีดความสามารถของกำลังคนภาครัฐจะต้องเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร
==== 4) ด้านสิ่งแวดล้อม ====

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่มีความผันผวนรุนแรงมากขึ้นส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คน อาทิ ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมทุกมิติ ในขณะเดียวกันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) เป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลของหลายประเทศต้องนำมาพิจารณากำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนา จึงถือเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการรักษาและฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดก๊าซเรือนกระจก ก็ถือเป็นพันธสัญญาที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งให้สัตยาบันจะต้องพยายามขับเคลื่อนให้บรรลุผล และยังเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขในการกำหนดมาตรฐานสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ

ผลกระทบของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนถือเป็นโอกาสของภาครัฐไทยในการที่จะพัฒนาระบบและกลไกการดาเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้สามารถบูรณาการการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนให้การบริหารจัดการในภาครัฐต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพของการบริหารจัดการและการบริการประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย
==== 5) ด้านความมั่นคง ====

ปัญหาด้านความมั่นคงในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติทั้งในเรื่องการค้ายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในภูมิภาค มีรูปแบบที่ซับซ้อน และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำเนินงานนอกจากนี้ การแข่งขันกันมีอิทธิพลและสร้างพันธมิตรในภูมิภาคระหว่างชาติมหาอำนาจ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเพื่ออ้างอิงสิทธิทับซ้อนและการแย่งชิงผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย

ปัจจัยด้านความมั่นคงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ดังนั้น จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้มีการพัฒนาโครงสร้างและระบบงานให้มีความคล่องตัว ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ความมั่นคงกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
=== 1.2.2 สถานการณ์และแนวโน้มภายใน ===

สถานการณ์ภายในที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยที่เป็นแรงผลักดันให้มีความจำเป็นต้องปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวข้องกับปัญหาการบริหารจัดการในระบบราชการและองค์กรภาครัฐทุกระดับและทุกรูปแบบ รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารราชการซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่ความสำเร็จ
==== 1) ปัญหาการบริหารจัดการภาครัฐ ====

ระบบราชการและภาครัฐโดยรวมยังมีปัญหาสำคัญหลายประการ ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญให้มีการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ปัญหาดังกล่าวประกอบด้วย

    (1) ภาครัฐมีขนาดใหญ่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐยังเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำและให้บริการสาธารณะ (Operation) ส่งผลทำให้โครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ มีการขยายตัว (Structural Diversification) อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีโครงสร้างส่วนราชการระดับสำนัก/กอง เพิ่มเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ภาครัฐถูกมองว่าเป็นนายจ้างรายใหญ่ของประเทศ ทาให้อัตรากำลังภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่งผลทำให้สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำ และงบประมาณและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสำหรับการลงทุนของประเทศ แม้ว่าในขณะนี้อาจมีภาคส่วนอื่นที่มีขีดความสามารถในการดำเนินการจัดทำและให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับภาครัฐได้รวมทั้งมีทางเลือกในการส่งมอบบริการสาธารณะให้กับประชาชนหลากหลายรูปแบบ อาทิ การถ่ายโอนภารกิจให้ภาคเอกชนหรือท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ และการใช้รูปแบบการเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือการบูรณาการการทำงานในลักษณะประชารัฐ เป็นต้น แต่บทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศยังมีสัดส่วนที่สูง
    (2) การบริหารจัดการภาครัฐยังมีประสิทธิภาพต่ำ เนื่องจากมีระเบียบและขั้นตอนจำนวนมากและซับซ้อน ขาดความยืดหยุ่น มีความล่าช้า ไม่คล่องตัว ไม่ประหยัด ประกอบกับการขยาย ตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ก้าวหน้า ทำให้ประชาชนคาดหวังที่จะได้รับการบริการจากภาครัฐผ่านช่องทางที่มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการให้บริการประชาชนให้ได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2558 ประสิทธิภาพของภาครัฐอยู่ที่อันดับ 27 ของโลก และเป็นอันดับสามของภูมิภาคอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และธนาคารโลกรายงานว่าในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยมีคะแนนความง่ายในการประกอบธุรกิจอยู่ที่อันดับ 49 ของโลก และเป็นอันดับสามของภูมิภาคอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
    (3) จำนวนบุคลากรภาครัฐซึ่งมีความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังมีไม่เพียงพอ รวมทั้งภาครัฐขาดแรงดึงดูดให้คนที่มีความรู้ความสามารถและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้าทำงานในภาครัฐ เนื่องจากระบบบริหารจัดการภาครัฐไม่สอดคล้องกับวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่ ประกอบกับในปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ การประกอบอาชีพที่ไม่ประจำ (Freelance) และการประกอบอาชีพชั่วคราวหลายงาน (Gig Employment) ทำให้คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงไม่นิยมเข้ารับราชการ นอกจากนี้ มาตรการที่ใช้ในการรักษาและจูงใจบุคลากรที่มีความสามารถไว้ในภาครัฐยังไม่มีประสิทธิผลอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเนื่องจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มการสูญเสียอัตรากำลังเนื่องจากการเกษียณอายุที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ
    (4) กระบวนการจัดสรรงบประมาณของประเทศขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่เท่าทันต่อการแก้ปัญหาที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระบวนการในการจัดทา อนุมัติและจัดสรรงบประมาณมีขั้นตอนมากและเกิดความล่าช้า ขาดการบูรณาการแผนงานและแผนงบประมาณในแต่ละระดับให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน (Alignment) ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณมีลักษณะแยกส่วน ขาดการบูรณาการ และบางกรณีอาจเกิดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ระบบการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินยังขาดประสิทธิภาพ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้นโยบาย แผนงาน และโครงการของภาครัฐไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ตามเจตนารมณ์ และไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    (5) ระบบการบริหารจัดการภาครัฐยังไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงมีการทุจริตและประพฤติมิชอบ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนมีพฤติกรรมในการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบโดยเฉพาะการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการปฏิบัติราชการ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง มีผลประโยชน์ส่วนตนทับซ้อนกับผลประโยชน์รัฐ ซึ่งทำให้การบริหารจัดการภาครัฐขาดประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่ได้ผลเต็มที่ และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวโลกไม่สง่างาม โดยผลการประเมินขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่า พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index: CPI) เพียงร้อยละ 38 อยู่อันดับที่ 76 จากการจัดอันดับทั้งหมด 168 ประเทศทั่วโลก รองจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย สาเหตุสำคัญเนื่องจากขาดความต่อเนื่องและล่าช้าในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะเน้นเฉพาะการทุจริตที่เกิดจากภาครัฐ โดยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทุจริตที่เกิดมาจากภาคีอื่น ๆ เท่าที่ควรในขณะที่ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนมีสัดส่วนการทุจริตและประพฤติมิชอบสูงขึ้นเป็นลำดับ ทั้งขนาดและความรุนแรง รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศมากขึ้น
    (6) การกำกับดูแลองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจยังขาดประสิทธิภาพ ขาดแผนการดำเนินงานเชิงยุทธ์ ส่งผลให้หลายแห่งประสบภาวะการขาดทุน ขาดสภาพคล่องและมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก โครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจขาดความเป็นเอกภาพ ขาดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการแทรกแซงหรือครอบงำการดำเนินงานจากหลายหน่วยงาน ทำให้เกิดช่องทางและความเสี่ยงต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานหลักยังทำหน้าที่ทั้งผู้ควบคุมกำกับและผู้ปฏิบัติซึ่งไม่เป็นธรรมกับภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนแข่งขัน ในขณะที่ผู้บริโภคไม่มีหลักประกันที่จะได้รับการบริการอย่างมีมาตรฐานทั้งความต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่ยุติธรรม
    (7) การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ยังขาดความชัดเจนและหลายส่วนมีการทับซ้อนกัน และราชการส่วนกลางมีแนวโน้มจะรวมศูนย์อำนาจในการบริหารราชการไว้ที่ส่วนกลางมากกว่ากระจายลงสู่พื้นที่ปฏิบัติ ในขณะเดียวกันการระบบการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโครงสร้างและขนาดองค์กรที่ไม่เหมาะสม เช่น มีขนาดเล็กเกินไปทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เป็นต้น รวมทั้งขาดความเข้มแข็ง และความเป็นอิสระด้านการคลังและงบประมาณ และการบริหารทรัพยากรบุคคลยังไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง เป็นต้น

==== 2) นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล  ====
รัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างหน่วยงาน ระบบงาน กระบวนการบริการประชาชนและการบริหารงานภายในงบประมาณ อัตรากำลัง และวัฒนธรรมและค่านิยมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสและปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินบรรลุเป้าหมาย สรุปได้ดังนี้
(1) นโยบายรัฐบาล

ข้อที่ 10 “ส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล” สรุปได้ดังนี้

    จัดระบบอัตรากำลังและปรับปรุงค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐให้เหมาะสมและเป็นธรรม ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ การรักษาบุคลากรภาครัฐที่มีประสิทธิภาพไว้ในระบบราชการ โดยจะดำเนินการตั้งแต่ระยะเฉพาะหน้าไปตามลำดับความจำเป็น และตามที่กฎหมายเอื้อให้สามารถดำเนินการได้
    กระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้รวดเร็ววางมาตรการทางกฎหมาย มิให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยง ประวิงเวลา หรือใช้อำนาจโดยมิชอบก่อให้เกิดการทุจริตหรือสร้างความเสียหายแก่ประชาชน
    ยกระดับสมรรถนะของหน่วยงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการเชิงรุกทั้งในรูปแบบการเพิ่มศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนในต่างจังหวัดโดยไม่ต้องเดินทางเข้ามายังส่วนกลาง ศูนย์บริการสาธารณะแบบครบวงจรที่ครอบคลุมการให้บริการหลากหลายซึ่งจะจัดตั้งตามที่ชุมชนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปติดต่อขอรับบริการได้โดยสะดวก การให้บริการถึงตัวบุคคลผ่านระบบศูนย์บริการร่วม ณ จุดเดียว (One Stop Service) และระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์แบบพัฒนาหน่วยงานของรัฐให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีการสร้างนวัตกรรมในการทำงานอย่างประหยัดมีประสิทธิภาพ และมีระบบบูรณาการ
    เสริมสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ วางมาตรการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมือง และส่งเสริมให้มีการนาระบบพิทักษ์คุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ
    ใช้มาตรการทางกฎหมาย การปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกในการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการและความซื่อสัตย์สุจริต ควบคู่กับการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างเคร่งครัด ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น สร้างภาระแก่ประชาชนเกินควรหรือเปิดช่องโอกาสการทุจริต เช่น ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุญาต อนุมัติและการขอรับบริการจากรัฐซึ่งมีขั้นตอนยืดยาว ใช้เวลานาน ซ้ำซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายทั้งของภาครัฐและประชาชน
    ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายที่ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติ และเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกด้าน
    เร่งรัดการดำเนินการต่อผู้กระทำการทุจริตทั้งในด้านวินัยและคดี รวมทั้งให้ผู้ใช้บริการมีโอกาสประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐและเปิดเผยผลการประเมินต่อประชาชน
    ส่งเสริมและสนับสนุนภาคีองค์กรภาคเอกชนและเครือข่ายต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอดส่อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งวางมาตรการคุ้มครองพยานและผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ถูกแทรกแซงหรือขัดขวาง

(2) นโยบายประเทศไทย 4.0

เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล เพื่อมุ่งสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” โดยเน้นการใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่ม เพื่อขับเคลื่อนประเทศตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านกลไก “ประชารัฐ” โดยกำหนดให้มีการปฏิรูปภาครัฐสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ที่มียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เป็นตัวชี้นำ ส่งเสริมให้ภาครัฐปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจและสังคมยุคดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (Government Integration) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงาน (Smart Operations) เพื่อให้เกิดความประหยัดและคุ้มค่า ยกระดับงานบริการภาครัฐให้ตรงกับความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Citizen-centric Services) ซึ่งนโยบายนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินให้ประสบความสาเร็จ
1.2.3 ผลกระทบของสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่อการบริหารจัดการภาครัฐ

ผลกระทบของสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่กล่าวถึงในข้อ 1.2.1 และข้อ 1.2.2 จะมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐของไทยหลายประการดังต่อไปนี้
1) รัฐบาลและภาครัฐต้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (More Productive)

รัฐบาลและภาครัฐถูกคาดหวังว่าจะต้องปฏิบัติงาน “มากขึ้น” (Do more) “ดีขึ้น” (Do better) และ “ใช้งบประมาณและทรัพยากรเท่าเดิม” (Do with the same amount of taxes) โดยปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของสังคมไทยทำให้ภาครัฐมีแนวโน้มต้องรับภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายในเรื่องการบริการสุขภาพ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ นอกจากภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้ภาครัฐต้องพัฒนาการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นเนื่องจากความคาดหวังของประชาชนผู้รับบริการมีมากขึ้น ทั้งในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การลดอาชญากรรม และสวัสดิการสังคมเป็นต้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีความจำเป็นในการสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยน สร้างและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ของกำลังคนในประเทศเพื่อให้สามารถพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ภาครัฐของไทยต้องหามาตรการและนวัตกรรมเพื่อให้การส่งมอบบริการสาธารณะดังกล่าวดีขึ้น (Innovative Ways to deliver better Public Services) ซึ่งถือเป็นสิ่งท้าทายและมีผลกระทบสูงในภาครัฐ โดยภาครัฐอาจมีความจำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มลดงบประมาณรายจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเพื่อประหยัดและเกิดวินัยทางการคลังหรืออาจใช้มาตรการหลายอย่างควบคู่กันไป

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภาครัฐจะได้ผลอย่างแท้จริงจะต้องมีการพลิกโฉมองค์กร (Transformation) โดยใช้มาตรการปฏิรูปหลายประการ อาทิ การปฏิรูปองค์กรเพื่อให้เกิดศูนย์กลางยุทธศาสตร์ (Strategic Centers) มีช่วงชั้นการบังคับบัญชาน้อยลง (Fewer Administrative Layers) และมีธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลมากขึ้น (More Effective Governance) ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการปฏิรูปการทำงานและพัฒนาผลงานของระดับปฏิบัติการที่ใกล้ชิดกับการให้บริการ (Frontline Operations) ซึ่งความสำเร็จของการปฏิรูปในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้นำที่ต้องเน้นการบริหารผลงาน (Performance) สร้างขีดความสามารถ (Capabilities) จัดระบบให้ประสานสอดคล้องกัน (Alignment) และสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (Motivation) รวมทั้งมีเจตจำนงอันแรงกล้า (Political Will) และมีภาวะผู้นำ (Leadership) ในการปฏิรูป
2) รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้รับบริการเปลี่ยนแปลงไป

เนื่องจากประชาชนผู้รับบริการมีความต้องการและความคาดหวังต่อการบริการของภาครัฐมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลาย ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนและสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับประชาชนผู้รับบริการ กล่าวคือ หากถือว่าประชาชนคือหัวใจสำคัญของการบริการสาธารณะก็จำเป็นต้องจัดช่องทางการบริการให้เข้าถึงง่าย (Greater Access) มีทางเลือก (Choice) และให้บริการที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของบุคคลหรือกลุ่มคน (Personalization)

การพัฒนาปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้รับบริการให้บรรลุผลได้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์และใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและความคาดหวัง (Needs) ความชอบ (Preference) และสถานการณ์ (Circumstance) ของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลและภาครัฐจะต้องมีความพร้อมรับผิดรับชอบมากขึ้น (Public Accountability) เนื่องจากถูกติดตามตรวจสอบมากขึ้นเพราะประชาชนผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปสู่การผลิตร่วม (Co-Production) ซึ่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะต้องเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติและพฤติกรรม และสร้างสมดุลระหว่างบทบาท อำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย กับการสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารจัดการและการตัดสินใจภาครัฐ
3) ขอบเขตงานภาครัฐเปลี่ยนไปจากเดิม

Organization Landscape สถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องมีการทบทวนขอบเขตภารกิจและงาน อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในภาครัฐ ควบคู่ไปกับขอบเขตของภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและขอบเขตที่ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการทบทวนขอบเขตขององค์กรแบบเก่า (Traditional Boundaries) เนื่องจากการดำเนินการขององค์กรต่าง ๆ มีความเป็นสากลและข้ามพรมแดนผลิตภาพและผลกำไรเกิดในระดับโลก (Global Scale) จากความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Niche Expertise) มีการปรับตัวเพื่อสร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่น (Flexible Network) กับผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้บริโภควิธีการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีความใหญ่โต เป็นไซโล (large and Siloed) จึงค่อย ๆ หายไป

ในภาครัฐเองนั้น การกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรแบบราชการโดยจัดโครงสร้างเป็นกระทรวง กรม ที่ให้บริการพื้นฐานเฉพาะด้าน เช่น การศึกษาและการสาธารณสุข เป็นต้น อาจเหมาะสมกับสภาพการณ์ในอดีตที่ผ่านมา แต่อาจไม่สามารถรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตได้ ประเด็นปัญหาหลายอย่าง อาทิ การแก้ปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชน ปัญหาที่ทำกิน หรือแม้แต่ปัญหาความมั่นคง ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการและความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานจึงจะบรรลุผล ในขณะเดียวกัน ประชาชนผู้รับบริการก็ไม่ต้องการบริการแบบแยกส่วน ต้องการรับบริการที่อยู่ในจุดเดียวและองค์รวม ส่งผลทำให้ภาครัฐต้องปฏิรูปการจัดโครงสร้างและระบบงานในลักษณะที่ต้องมีความเชื่อมโยงกัน (Joined-Up Government) นอกจากนี้การมีระบบบริการร่วมกันของหลายหน่วยงานภาครัฐ (Shared-Services) ก็จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนทักษะในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สอดคล้องกันด้วย

ความจำเป็นในการสร้าวความร่วมมือในระดับนานาชาติ ทำให้การบริหารจัดการภาครัฐมีขอบเขตข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือปัญหาโลกร้อน การปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัย หรือแม้แต่โรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก และไขหวัดซิก้า เป็นต้น การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาประเทศ ทาให้บทบาทของภาครัฐ การกำหนดนโยบายสาธารณะและการส่งมอบบริการภาครัฐ ไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะปัจจัยภายในประเทศอีกต่อไป แต่ภาครัฐต้องคำนึงถึงปัจจัยระหว่างประเทศด้วย

ความจำเป็นในการการทบทวนและการเปลี่ยนแปลงขอบเขตภารกิจของภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากระบบสังคมเศรษฐกิจในขณะนี้เป็นแบบผสมผสาน (Mixed Economy) ผู้ที่ทำหน้าที่จัดทำและให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน อาจเป็นได้ทั้งภาครัฐภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ส่งผลต่อการจัดระบบการทำงานและวิธีการบริหารจัดการในภาครัฐ เช่น การจ้างเหมาบริการ (Outsourcing) ช่วยให้ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและองค์กรภาคประชาชนทำให้สามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิผลและตรงตามความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานภาครัฐยังส่งผลต่อทัศนคติและขีดความสามารถของผู้นำภาครัฐในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การจัดทำและการส่งมอบบริการสาธารณะผ่านเครือข่ายและหุ้นส่วนในภาคส่วนต่างๆ
4) ข้อมูลและการวิเคราะห์

Data and Analytics มีบทบาทมากขึ้นต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการภาครัฐ

สภาพการณ์และบริบท รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่กาลังเกิดขึ้นส่งผลทำให้ภาครัฐต้องเน้นการวางแผนระยะยาวและต้องมีการกำหนดฉากทัศน์ (Long-Term Scenario Planning) ความซับซ้อนในการบริหารจัดการภาครัฐทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลสารสนเทศจำนวนมากและการวิเคราะห์ (Big Data Analytics) องค์ความรู้ทั้งที่เกิดจากผลงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ Open access online resource และองค์ความรู้ที่ร่วมกันผลิตขึ้นมาทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องมีทัศนคติแบบใหม่ (Data-Driven Mindsets) ในการเพิ่มประสิทธิภาพผลการปฏิบัติงานในภาครัฐ ดังนั้น การบริหารจัดการสารสนเทศ ซึ่งรวมทั้งการรวบรวมการประมวล การวิเคราะห์ และการนำข้อมูลไปใช้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ส่งผลทำให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องมีสมรรถนะและทักษะในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี
5) ภาครัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้มีความรู้ความสามารถในตลาดแรงงาน

กำลังคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนเก่งและคนดีมีจิตสาธารณะ คือ หัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเตรียมการรองรับการขาดแคลานกำลังคนคุณภาพอันเนื่องมาจากการสูญเสียกำลังคนจากการเกษียณอายุราชการ ด้วยการมีระบบการทดแทนและการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) รวมทั้งแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการดึงดูดผู้สมัครรุ่นใหม่ให้เข้าปฏิบัติงานในภาครัฐ

= อ้างอิง = 
* [http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/024_1/1.PDF อ่านรายละเอียดการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และด้านการบริหารราชการแผ่นดิน]
[[หมวดหมู่: ยุทธศาสตร์:การปฏิรูป]]