Revision 87419 of "วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิอรรถกถา หน้า ๒๘๖ - ๒๙๐" on thwikisource::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ|<<]] (หน้าที่ 286) [วิธีกำหนดรู้รูป] :เมื่อกำหนดรูป โยคีควรดูความเกิดของรูปด้วย เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้ คือ ธรรมดา รูปนี้เกิดขึ้นมาด้วยเหตุ ๔ อย่าง มีกรรมเป็นต้น ใน ๔ อย่างนั้น รูปของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น ก็เกิดขึ้นจากกรรมก่อน :ความจริง เฉพาะในขณะปฏิสนธินั่นเอง พูดถึงสัตว์จำพวกคัพภเสยยกะ (คือ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ เช่นมนุษย์) ก่อน รูป ๓๐ ที่เรียกว่า วัตถุทสกะ (หมวด ๑๐ ของวัตถุ) กายทสกะ (หมวด ๑๐ ของกาย) และภาวทสกะ (หมวด ๑๐ ของภาวะ) ก็เกิดขึ้นโดยพร้อมกันทั้ง 3 ทสกะ และรูป ๓๐ เหล่านั้นแหละ เกิดขึ้นใน อุปปาทขณะ (ขณะบังเกิดขึ้น) ของปฏิสนธิจิตเลยนั่นเทียว :รูป ๓๐ เหล่านั้นเกิดขึ้นในอุปปาทขณะ(ของปฏิสนธิจิต)ฉันใด ก็เกิดขึ้นอีกทั้งในฐิติขณะ ทั้งในภังคขณะ ฉันนั้นเหมือนกัน. ในรูปและจิตนั้น รูปดับช้า แปรเปลี่ยนยาก จิตดับเร็ว แปรเปลี่ยนง่าย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นสิ่งอื่นแม้แต่สิ่งเดียวที่แปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้” เพราะว่า เมื่อรูปธำรงอยู่นั่นแลภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปๆ ถึง ๑๖ ครั้ง. อุปปาทขณะก็ดี ฐิติก็ดี ภังคขณะก็ดีของจิต ล้วนเท่ากัน. แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูป (นั้น) เบา (คือสั้น) เท่ากับกับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต. แต่ว่าฐิติขณะ (ของรูป) ใหญ่ (คือยาว) และดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๑๖ ดวง. ภวังคจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทัย) วัตถุ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต (และ) เกิดอยู่ก่อนแล้ว ถึงความตั้งอยู่ (ฐิติขณะ) ภวังคจิตดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัย (หทัย) วัตถุอันเกิดขึ้นพร้อมภวังคจิตดวงที่ ๒ นั้น ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว (และ) ถึงความตั้งอยู่ (คือฐิติขณะ) :พึงทราบความเป็นไปของจิตจนตลอดอายุ โดยนัยนี้ :แต่ทว่า สำหรับผู้ใกล้ถึงมรณะ จิต ๑๖ ดวงจะเกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทัย) วัตถุอันเดียวนั่นแล ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว (และ) ถึงความตั้งอยู่ รูปที่เกิดขึ้นในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต จะดับไปพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖ นับเริ่มดวงถัดจากปฏิสนธิจิต รูปที่เกิดขึ้นใน (หน้าที่ 287) ฐานขณะ (ฐิติขณะ) จะดับพร้อมกับอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๗ รูปที่เกิดขึ้นในภังคขณะครั้นถึงฐานขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ดับไป อันว่าความเป็นไป (ของจิต) ยังมีอยู่ตราบใด รูปก็ยังเป็นไปอยู่ตราบนั้น ด้วยประการฉะนี้นั่นแล :ถึงแม้สัตว์ทั้งหลายจำพวกโอปปาติกะ รูป ๗๐ ก็เป็นไปโดยพร้อมกัน ๗ ทสกะ ด้วยอาการอย่างนี้เช่นกัน [การจำแนกรูปเกิดจากกรรม] :ในความเป็นไปของรูปเกิดจากกรรมนั้น ควรทราบ วิภาค (คือการจำแนก) ดังนี้ คือ :๑. กรรม :๒. กัมมสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน :๓. กัมมปัจจัย คือ ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย :๔. กัมมปัจจยจิตสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีวิบากจิตเป็นสมุฏฐาน :๕. กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีกัมมชโอชารูปเป็นสมุฏฐาน :๖. กัมมปัจจยอุตุสมฏฐาน คือ รูปที่มีกัมมชเตโชรูปเป็นสมุฏฐาน :ในวิภาคนั้น :๑. เจตนาเจตสิกทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่า กรรม :๒. วิปากขันธ์ทั้งหลายและรูป ๗๐ ถ้วนมีจักขุทสกะเป็นต้น ชื่อว่า ธรรม :ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน :๓. วิปากขันธ์และรูป ๗๐ นั้นนั่นแหละ ชื่อว่า ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย เพราะว่า :กรรมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยของธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานด้วย :๔. รูปมีนามวิปากจิตเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่ารูปเป็น กัมมปัจจยจิตตสมุฏฐาน :๕. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่ในรูปที่เป็นกัมมสมุฏฐาน ทำโอชัฏฐมก :รูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีก อีกทั้งโอชาในโอชัฏฐมกรูป (ซึ่งเป็นกัมมสมุฏฐานและเป็น (หน้าที่ 288) :อาหารสมุฏฐาน) นั้น ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ก็ทำให้โอชัฏฐมกรูปอื่นตั้ง :ขึ้นสืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า :กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน :๖. เตโชธาตุเกิดจากกรรมที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำให้โอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดู :เป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น อีกทั้งฤดูในโอชัฏฐมกรูปนั้น ก็ทำให้โอชัฏฐมกรูป :อื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการ :นี้ ชื่อว่า กัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปที่เกิดจากกรรมด้วยประการดังกล่าวนี้ก่อน [การจำแนกรูปเกิดจากจิต] :แม้ในรูปเกิดจากจิตทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ :๑. จิต :๒. จิตตสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน :๓. จิตตปัจจัย คือ ธรรมที่มีจิตเป็นปัจจัย :๔. จิตตปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีจิตตปัจจยอาหารรูปเป็นสมุฏฐาน :๕. จิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีจิตตปัจจยเตชรูปเป็นสมุฏฐาน :ในวิภาคนั้น :๑. จิต ๘๙ ดวง ชื่อว่า จิต (และ) ในจิตทั้งหลาย ๘๙ ดวงนั้น (จำแนกไว้ดังนี้) :ทวตตึส จิตตานิ ฉพพีเส –กูนวีสติ โสฬส :รูปิริยาปถวิญญตติ - ชนกาชนกา มตา. แปลความว่า :จิต ๓๒ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต :๑๙ ดวง (พวกหนึ่ง) จิต ๑๖ ดวง (พวกหนึ่ง) ปรากฏว่า เป็น :จิตที่ทำรูป ทำอิริยาบถและทำวิญญัตติให้เกิดก็มีและ ไม่ทำให้ :เกิดก็มี (หน้าที่ 289) :จริงอยู่ จากกามาวจรจิต มีจิต ๓๒ ดวง คือ กุศลจิต ๘ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๐ เว้นมโนธาตุ อภิญญาจิต ๒ โดยกุศล ๑ กิริยา ๑ (เหล่านี้) ทำรูป อิริยาบถและวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๒๖ ดวง คือ รูปาวจรจิต ๑๐ ที่เหลือ เว้นวิบาก อรูปาวจรจิต ๘ อีกทั้งโลกุตตรจิต ๘ ทำรูปและอริยาบถให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๙ ดวง คือภวังคจิต ๑๐ ในกามาวจร ภวังคจิต ๕ ในรูปาวจร มโนธาตุ ๓ วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุเป็นไปกับโสมนัส ๑ ทำรูปให้เกิดได้อย่างเดียว ไม่ทำอิริยาบถ ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) จิต ๑๖ ดวง คือ ปัญจวิญญาณ ๒(๕ + ๒=๑๐) ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งปวง ๑ จุติจิตของพระขีณาสพทั้งหลาย ๑ อรูปาวจรวิปากจิต ๔ ไม่ทำรูปให้เกิดขึ้นโดยแท้ (และ) ไม่ทำอิริยาบถ ไม่ทำวิญญัตติให้เกิด (พวกหนึ่ง) อนึ่ง ในจิตเหล่านี้ จิตทั้งหลายใดทำให้รูปเกิด จิตทั้งหลายนั้นไม่ทำรูปให้เกิดในฐิติขณะหรือในภวังคขณะ เพราะว่า จิตในขณะ (ทั้ง ๒) นั้น มีกำลังอ่อน แต่ว่าในอุปปาทขณะ จิตมีกำลังแข็งแรง เพราะฉะนั้น จิตนั้นอาศัยวัตถุรูปที่เกิดก่อนในขณะนั้น แล้วทำรูปให้เกิด :๒. อรูปขันธ์ ๓ และรูป ๑๗ อย่าง คือ สัททนวกะ (๙) กายวิญญัตติ ๑ วจีวิญญัตติ ๑ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑ ชื่อว่า ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน :๓. รูปทั้ง ๔ สมุฏฐาน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลาย คือ จิตและเจตสิกที่เกิดแล้วภายหลัง เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ของกายนี้ที่เกิดก่อน” ดังนี้ ชื่อว่า ธรรมมีจิตเป็นปัจจัย :๔. โอชา ที่ถึงตั้งอยู่ในรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอาหารสมุฏฐาน :๕. ฤดู ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปที่เกิดจากจิตด้วยประการดังกล่าวนี้ (หน้าที่ 290) [การจำแนกรูปเกิดจากอาหาร] :แม้ในรูปเกิดจากอาหารทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ : :๑. อาหาร :๒. อาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน :๓. อาหารปัจจัย คือ รูปมีอาหารเป็นปัจจัย :๔. อาหารปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ รูปมีอาหารซึ่งมีอาหารเป็นปัจจัยเป็น :สมุฏฐาน :๕. อาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน คือ รูปมีฤดูซึ่งมีอาหารเป็นปัจจัยเป็นสมุฏฐาน :ในวิภาคนั้น :๑. อาหารที่ทำเป็นคำ(ๆ) ชื่อว่า อาหาร :๒. รูป ๑๔ อย่าง คือ โอชัฏฐมกรูปที่โอชาซึ่งได้รูปเกิดจากกรรมมีใจครองเป็นปัจจัยแล้วตั้งอยู่ในรูปเกิดจากกรรมนั้น ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำให้ตั้งขึ้น ๘ อากาสธาตุ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑ กัมมัญญตา ๑ อุปจยะ ๑ สันตติ ๑ ชื่อว่ารูปเป็น อาหารสมุฏฐาน :๓. รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า “อาหารที่ทำเป็นคำ เป็นปัจจัย โดยอาหารปัจจัย ของกายนี้” ดังนี้ ชื่อว่ารูปเป็น อาหารปัจจัย :๔. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ในรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีก ทั้งโอชาในโอชัฏฐมกรูปนั้นก็ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีก สืบต่อความเป็นไป ๑๐ (หรือ) ๑๒ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่ารูปเป็น อาหารปัจจยอาหารสมุฏฐาน (เช่นตัวอย่างต่อไปนี้) :อาหารที่บริโภคแล้วในวันหนึ่ง อุปถัมภ์รูปอยู่ได้ทั้ง ๗ วัน ส่วนโอชาที่เป็นของทิพย์ อุปถัมภ์รูปอยู่ได้ตลอด ๑ เดือน หรือตลอด ๒ เดือนบ้าง อีกทั้งอาหารที่มารดาบริโภคก้แผ่ไปสู่ร่างกายทารก (ในครรภ์) แล้วทำรูปให้ตั้งขึ้น ถึงแม้อาหารที่ฉาบทาไว้ที่ร่างกายก็ทำรูปให้ตั้งขึ้น ::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๒๙๑ - ๒๙๕|>>]] ==ดูเพิ่ม== **[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก) **[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิอรรถกถา|บทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิอรรถกถา]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?oldid=87419.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|