Difference between revisions 9559808 and 9589353 on thwiki

'''<span lang="en" dir="ltr">ก</span>ารเดินทางข้ามเวลา''' ({{lang-en|time travel}}) เป็นแนวคิดเรื่องการเคลื่อนที่ (ที่มักจะทำให้เกิดขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์) ระหว่างจุด 2 จุดที่มีความแตกต่างกันในห้วงเวลา หรือ ระหว่างห้วงเวลาหนึ่งไปยังอีกห้วงเวลาหนึ่ง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเคลื่อนที่ระหว่างจุด 2 จุดที่มีความแตกต่างกันใน[[พื้นที่]] หรือ [[ปริภูมิ]] (space) ในลักษณะย้อนสู่อดีตหรือมุ่งสู่อนาคต โดยไม่จำต้องประเชิญห้วงเวลาที่คั่นระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดหมายปลายทาง ซึ่งอาจอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า "จักรกลข้ามเวลา" (time machine) <ref name="Prucher">''Brave New Words: The Oxford Dictionary of Science Fiction'' by Jeff Prucher (2007), [http://books.google.com/books?id=iYzi8m8FbEsC&lpg=PP1&pg=PA230#v=onepage&q&f=false p. 230].</ref> ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในนิยายหรือสมมุติฐานก็ตาม

แม้การเดินทางข้ามเวลาได้เป็นหัวเรื่องยอดนิยมใน[[บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์]] (science fiction) มาแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีทฤษฎีมากหลายว่าด้วยวิธีเดินทางข้ามเวลา ทว่า บัดนี้ ตาม[[กฎแห่งฟิสิกส์]]แล้วยังไม่ปรากฏว่ามีหนทางช่วยย้อนอดีตหรือลัดสู่อนาคตแต่ประการใด   การเดินทางข้ามเวลาเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในทาง[[ปรัชญา]]และใน[[นิยาย]]แต่ก็มีการยอมรับสนับสนุนที่จำกัดมากในทางฟิสิกส์ทฤษฎีที่มักจะใช้ร่วมกับ[[กลศาสตร์ควอนตัม]]หรือทฤษฎี[[รูหนอน|สะพานไอน์สไตน์–โรเซน]] (Einstein–Rosen bridge)

นวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เขียนขึ้นในปี 1895 มีชื่อเรื่องว่า [[เดอะ ไทม์แมชชีน]] โดย [[เอช. จี. เวลส์]]  เป็นอุปกรณ์เครื่องจักรสำหรับใช้ในการเคลื่อนย้ายตัวละครเอกในเรื่องให้สามารถเดินทางผ่านข้ามกาลเวลาย้อนกลับไปในห้วงเวลาในอดีตหรือก้าวล่วงไปสู่อนาคตได้ตามแนวความคิดของการเดินทางข้ามเวลาที่เป็นแนวคิดในจินตนาการที่เป็นที่นิยมอย่างมากของสาธารณชนทั่วไปในยุคสมัยนั้น แต่มีเรื่องสั้นที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ คือ เรื่อง "นาฬิกาที่เดินถอยหลัง" (The Clock That Went Backward) โดย [[เอ็ดเวิร์ด เพจ มิทเชลล์]]  (Edward Page Mitchell) เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้นาฬิกา, โดยใช้วิธีการที่ไม่ได้ระบุเอาไว้อย่างแน่ชัดที่อนุญาตให้ชายสามคน สามารถเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปสู่อดีตได้ <ref>{{cite web|url=http://www.sfsite.com/fsf/2012/cur1209.htm|title=Curiosities : "The Clock That Went Backward," by Edward Page Mitchell (1881)|publisher=[http://www.sfsite.com sfsite.com]}}</ref><ref>{{cite book | title=The Time Traveler's Almanac | publisher=TOR | author=Vandermeer | pages=154, 450 |quote="The Clock That Went Backward, released in 1881 in The Sun is the first time-travel story ever published, coming out several years before HG Well's The Time Machine. Although it is popularly believed that The Chronic Argonauts was the first fiction published with a time-travel theme, another story, also in this anthology, predates it by almost a decade: Edward Page Mitchell's The Clock That Went Backward" }}</ref>  รูปแบบที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของการเดินทางข้ามเวลาได้ปรากฏตัวขึ้นในหลายเรื่องก่อนหน้านี้ เช่น นวนิยายของ [[ชาร์ลส์ ดิกคินส์]] เรื่อง ''[[อะคริสต์มาสแครอล]]'' ([[A Christmas Carol]])อยากกินพิซซ่าโว้ยยย

== การเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคต ==

ไม่มีหลักฐานข้อมูลใด ๆ ในงานของนักประพันธ์ที่แสดงว่าควรจะได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างแรกในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลา เนื่องจากจำนวนของผลงานการเขียนของนักประพันธ์ในช่วงยุคต้น ๆ มีองค์ประกอบที่คลุมเครือไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลา ในนิทานพื้นบ้านโบราณและตำนานที่เกี่ยวข้องบางอย่างเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คล้ายกับการเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคต ตัวอย่างเช่น ใน[[ตำนานของศาสนาฮินดู]], [[มหากาพย์]]เรื่อง[[มหาภารตะ]]กล่าวถึงเรื่องราวของกษัตริย์ ริไวตะ (Revaita), ผู้ซึ่งได้เดินทางไปสวรรค์เพื่อพบกับ[[พระพรหม]]ผู้สร้างโลกและก็ต้องตกใจที่รู้ว่ากาลเวลาได้ผ่านไปนานมากเมื่อเขากลับมายังโลก <ref>[http://www.mythfolklore.net/india/encyclopedia/revati.htm mythfolklore.net], Revati, Encyclopedia for Epics of Ancient India</ref><ref>[http://mayapur.com/node/1160/ mayapur.com] {{Webarchive|url=https://web.archive.org/web/20120512074653/http://mayapur.com/node/1160/ |date=2012-05-12 }}, Lord Balarama, Sri Mayapur</ref>

ใน[[พระไตรปิฎก]]ยังได้กล่าวถึงสภาพของห้วงเวลาที่แตกต่างกันไว้ใน[[ปายาสิราชัญญสูตร]] (Payasi Sutta) ซึ่งหนึ่งในพระอัครสาวกของ[[พระพุทธเจ้า]] คือ [[พระกุมารกัสสปะ]] ได้อธิบายแก่พระเจ้าปายาสิ ผู้ที่มีความสงสัยได้ฟังว่า "สวรรค์ ของเหล่าเทวดาที่มีจำนวนสามสิบสามชั้นนั้น (ในพระสุดตันตปิฎก สวรรค์มีจำนวนทั้งหมด 26 ชั้น ซึ่งรวมทั้งชั้น อรูปพรหม ด้วย), จะมีสภาพของระยะเวลาที่แตกต่างกันและคนที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจะมีอายุขัยคิดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน คือในช่วงระยะเวลาหนึ่งร้อยปีในโลกมนุษย์จะเท่ากับหนึ่งวันสำหรับพวกเหล่าเทวดาทั้งหลาย" <ref>''Indian Philosophy'' - [[Debiprasad Chattopadhyaya]]: People's Publishing House, New Delhi. (First Published: 1964, 7th Edition: 1993)</ref>

ในศาสนาอิสลามมีการอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาบางส่วน ใน[[อัลกุรอาน]]ได้บอกเกี่ยวกับบุคคลหลายคนที่ไปนอนหลับอยู่ในถ้ำเพียงเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาหลังจากเวลาได้ผ่านไปแล้ว 309 ปี นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงเกี่ยวกับความแตกต่างของเวลาที่มีสภาวะคือ "วันหนึ่งสำหรับพระเจ้า (อัลเลาะห์) เป็นหนึ่งพันปีของสิ่งที่คุณนับ (เวลาของโลกมนุษย์)"  แนวคิดที่คล้ายกันที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือพระคัมภีร์คริสเตียนเล่มใหม่ของปีเตอร์ที่สอง (Christian New Testament book of II Peter), ที่นักบุญปีเตอร์ได้กล่าวว่า "ด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้า, หนึ่งวันเป็นเหมือนหนึ่งพันปีและหนึ่งพันปีก็เป็นเหมือนหนึ่งวัน." (2 เปโตร 3:08)

หนึ่งในเรื่องที่เป็นที่รู้จักที่จะเกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคตอันยาวไกลอีกเรื่องหนึ่งคือนิทานของญี่ปุ่นเรื่อง "[[อุระชิมะ ทะโร]]" (Urashima Tarō), <ref name=Yorke>{{Cite journal|title=Malchronia: Cryonics and Bionics as Primitive Weapons in the War on Time|first=Christopher|last=Yorke|journal=[[Journal of Evolution and Technology]]|volume=15|issue=1|date=February 2006|pages=73–85|url=http://jetpress.org/volume15/yorke-rowe.html|accessdate=2009-08-29}}</ref> มีเรื่องราวปรากฏครั้งแรกอยู่ใน[[พงศาวดาร]][[ญี่ปุ่น]] "[[นิฮงโชะกิ]]" (Nihongi) (720) <ref>{{Cite book|title=Folklore, myths, and legends: a world perspective|first=Donna|last=Rosenberg|publisher=[[McGraw-Hill]]|year=1997|isbn=0-8442-5780-X|page=421}}</ref> มันเป็นเรื่องของชาวประมงหนุ่มคนหนึ่งชื่อ อุระชิมะ ทะโร (Urashima Taro) ที่ได้เข้าไปเที่ยวชมพระราชวังใต้ทะเลและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามวัน  หลังจากที่ได้กลับมาและไปยังหมู่บ้านของเขาเขาพบว่าตัวเองอยู่ในช่วงเวลาที่ได้ผ่านไปเป็นเวลานานถึง 300 ปีในอนาคต, เขาพบว่าตัวเองได้ถูกลืมเลือนไปแล้วเป็นเวลานานจากผู้คนในหมู่บ้าน, บ้านของเขาได้กลายเป็นซากปรักหักพังและครอบครัวของเขาได้ตายจากกันหมดไปนานแล้ว  อีกตัวอย่างหนึ่งที่เก่าแก่มากของประเภทของเรื่องราวทำนองนี้สามารถพบได้ในคัมภีร์โบราณของศาสนายิวชื่อว่า [[ทัลมุด]] (Talmud) กับเรื่องราวของนักการศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่งชื่อว่า [[ออนนี แฮมมีเกิล]] (Honi HaM'agel) ที่ได้นอนหลับไปเป็นเวลา 70 ปีและตื่นขึ้นมาอีกครั้งในโลกที่ลูกหลานของเขาได้กลายเป็นปู่ย่าตายายและโดยที่เพื่อน ๆ และคนในครอบครัวของเขาทุกคนได้พากันล้มหายตายจากเขากันไปหมดแล้ว <ref>{{cite web|url=http://www.jewishsearch.com/article_395.html|title=Choni HaMe'agel|publisher=Jewish search|accessdate=November 6, 2009|archive-date=2010-07-04|archive-url=https://web.archive.org/web/20100704182918/http://www.jewishsearch.com/article_395.html|url-status=dead}}</ref>  

[[ภาพ:Irvington statue of Rip van Winkle.jpg|thumb|รูปปั้นของ [[ริป แวน วิงเคิล]] (Rip Van Winkle) ใน[[เออร์วิงตัน, นิวยอร์ก]]]]

เมื่อเร็ว ๆ นี้ [[วอชิงตัน เออร์วิง]] (Washington Irving) ได้เขียนวรรณกรรมเรื่องสั้นไว้ในปี ค.ศ. 1819 เรื่อง "[[ริป แวน วิงเคิล]]" (Rip Van Winkle) โดยเล่าว่า ชายคนหนึ่งชื่อ ริป แวน วิงเคิล ตามเนื้อเรื่อง ริป แวน วิงเคิลคือชาวนิวยอร์กยุคก่อนสงครามปฏิวัติอเมริกันซึ่งได้ภรรยาเป็นจอมจุกจิก วันหนึ่งเมื่อถูกวาจาหยาบร้ายของภรรยาทิ่มตำมากๆ เข้า ริปจึงหลบไปจูงหมาเดินเล่นบนภูเขา จนกระทั่งได้เจอกลุ่มคนแคระซึ่งชวนให้เขาได้ดื่มน้ำ น้ำนี้เองได้ออกฤทธิ์ทำให้ริปผล็อยหลับไปเป็นเวลายี่สิบปี ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนแก่ ครั้นเดินกลับไปที่หมู่บ้านก็พบว่าภรรยาของเขาตายไปแล้ว ส่วนลูกสาวของเขาก็ได้เติบโตขึ้นและแต่งงานแล้ว กระทั่งสงครามปฏิวัติอเมริกันนั้นได้รบกันเสร็จแล้ว สังเกตได้จากรูปประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันบนข้างฝาบ้านซึ่งมาแทนรูปพระเจ้าจอร์จที่สามเดิม <ref>http://www.chuedang.com/88</ref> <ref>https://www.facebook.com/note.php?note_id=212629552114247</ref> <ref name=Yorke/>  การนอนหลับยังอาจใช้เป็นวิธีการเดินทางข้ามเวลาได้อีก เช่น ในนวนิยายของ เอช.จี. เวลส์  เรื่อง ''[[The Sleeper Awakes]]'', เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ได้ตื่นขึ้นมาหลังจากการนอนหลับจำศีลไปเป็นเวลานานถึง 200 ปี  การนอนหลับเป็นเวลานาน, มากกว่าการใช้เครื่อง[[ไทม์แมชชีน]]ดังเช่นที่คุ้นเคยกัน, จะถูกใช้เป็นวิธีการเดินทางข้ามเวลาในเรื่องราวเหล่านี้

== การเดินทางข้ามเวลาไปสู่อดีต ==

การเดินทางข้ามเวลาไปในอดีตดูเหมือนว่าจะเป็นความคิดที่ทันสมัยมากกว่า แต่ที่มาของมันยังค่อนข้างคลุมเครือ เรื่องราวหนึ่งในช่วงยุคต้น ๆ กับคำพูดเปรียบเปรยของการเดินทางข้ามเวลาไปสู่อดีตเป็น''บันทึกความทรงจำของศตวรรษที่ยี่สิบ'' (ค.ศ. 1733) (Memoirs of the Twentieth Century) โดย[[เซมมิว แมน]] (Samuel Madden), ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดของจดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษในประเทศต่าง ๆ กับ[[เสนาบดีฝ่ายการคลังของอังกฤษ]], รวมทั้งการตอบกลับจดหมายเพียงไม่กี่ครั้งจาก[[สำนักงานต่างประเทศของอังกฤษ]], ทั้งหมดเป็นต้นฉบับที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1997 และปี ค.ศ. 1998 และอธิบายถึงสภาพของยุคสมัยนั้น <ref name="madden1">{{cite book | last = Alkon | first = Paul K. | title = Origins of Futuristic Fiction | publisher = The University of Georgia Press | year= 1987 | pages = 95–96 | isbn = 0-8203-0932-X }}</ref> อย่างไรก็ดี, เค้าโครงของเรื่องคือจดหมายเหล่านี้นั้นเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นจริงที่ได้มอบไว้ให้กับผู้บรรยายโดย[[เทพารักษ์]]ประจำตัวของเขาในคืนหนึ่งในปี 1728; ด้วยเหตุนี้[[พอล อัลเกน]] (Paul Alkon) ได้ชี้ให้เห็นในหนังสือของเขาที่เป็นต้นกำเนิดของนวนิยายแห่งอนาคตว่า "นักท่องกาลเวลาคนแรกในวรรณคดีอังกฤษคือเทพารักษ์ผู้ที่กลับมาพร้อมกับเอกสารของรัฐจากในปี ค.ศ. 1998 ถึงปี ค.ศ. 1728", <ref name="madden2">{{cite book | last = Alkon | first = Paul K. | title = Origins of Futuristic Fiction | publisher = The University of Georgia Press | year= 1987 | page = 85 | isbn = 0-8203-0932-X }}</ref> แม้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทูตสวรรค์นั้นได้รับเอกสารเหล่านี้ไว้  สำหรับอัลเกนนั้นต่อมาภายหลังเขาก็ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้ได้โดยการเขียนหนังสือ, "มันจะได้รับความเอื้ออาทรจากเราที่จะสรรเสริญในตัวของ แมดเดน (Madden) อย่างยืดยาวสำหรับการเป็นครั้งแรกที่แสดงถึงการที่มีนักเดินทางมาจากอนาคต", แต่ก็ยังกล่าวว่า แมดเดน นั้น "สมควรได้รับการยอมรับเป็นครั้งแรกที่จะเล่นกับความคิดที่อุดมไปด้วยการเดินทางข้ามเวลาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ที่จะส่งเขาย้อนเวลากลับมาจากอนาคตเพื่อที่จะได้รับการค้นพบในปัจจุบัน." <ref name="madden1"/>
[[ไฟล์:A Christmas Carol - Mr. Fezziwig's Ball.jpg|thumb|190px|นายรำ และ นางรำ ในงานเต้นรำแฟสซิวิก (Fezziwig dance) กับการมองเห็น"ภูติแห่งคริสต์มาสในอดีต" (Ghost of Christmas Past) ที่มาปรากฏตัวให้เห็นต่อ เอเบเนเซอร์ สครูจ (Ebenezer Scrooge) นายธนาคารผู้เลือดเย็นและละโมบ ในคืนก่อนวันคริสต์มาส]]

ในปี 1836 แอแล็กแซนเดอร์ แวลท์เมน(Alexander Veltman) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ''Predki Kalimerosa: Aleksandr Filippovich Makedonskii'' (บรรพบุรุษของแคลิมีรอส (Kalimeros): แอแล็กแซนเดอร์, ลูกชายของฟิลิปแห่งมาซีโดเนีย (The Forebears of Kalimeros: Alexander, son of Philip of Macedon)), ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ของรัสเซียที่เป็นต้นฉบับเป็นครั้งแรกและเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ใช้วิธีการเดินทางข้ามเวลา <ref>Akutin, Yury (1978) [http://az.lib.ru/w/welxtman_a_f/text_0090.shtml Александр Вельтман и его роман "Странник"] (Alexander Veltman and his novel ''Strannik'', in Russian).</ref> ในเนื้อเรื่องนั้นผู้เล่าเรื่องได้ขี่ [[ฮิปโปกริฟฟ์]] (Hippogriff) เพื่อเดินทางไปยังดินแดนกรีซโบราณ (ancient Greece) เพื่อพบกับ[[อริสโตเติล]]และร่วมไปในการเดินทางกับ[[อเล็กซานเดอร์มหาราช]]ก่อนที่จะเดินทางกลับไปในศตวรรษที่ 19

ในหนังสือรวมเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อเรื่องว่า ''ขอบเขตอันไกลโพ้น'' (1951) (Far Boundaries (1951)), บรรณาธิการ [[ออกิส เดอร์เลท]] (August Derleth) ได้ระบุเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า "การหายตัวไปของโค้ชนักกีฬาคนหนึ่ง: ในการเกิดผิดยุคสมัย" (Missing One's Coach: An Anachronism) ที่เขียนขึ้นสำหรับ''[[นิตยสารวรรณกรรมในชื่อว่า ดับลิน]]'' (Dublin Literary Magazine) <ref>{{cite web|title=Missing One's Coach: An Anachronism|url=http://books.google.com/books?id=jfPAwAnj9JUC&pg=RA1-PA701#v=onepage&q&f=false|work=Dublin University magazine: a literary and political journal, Volume 11|publisher=books.google.com|accessdate=4 December 2011}}</ref> โดยงานเขียนที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียน (นักเขียนนิรนาม) ในปี 1838, อันเป็นเรื่องราวของการเดินทางข้ามเวลาที่ใช้เป็นแนวทางการเขียนกันมากในช่วงยุคต้น ๆ <ref name="derleth">{{cite book | last = Derleth | first = August | authorlink = August Derleth | title = Far Boundaries | publisher = Pellegrini & Cudahy | year= 1951 | page = 3}}</ref>  ในเรื่องนี้, ผู้บรรยายที่กำลังรอรถอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งโดยที่จะมีครูฝึกกีฬาคนหนึ่งขับรถผ่านมาแวะรับซึ่งจะนำเขาออกมาจากตัวเมือง[[นิวคาสเซิล]], แต่แล้วเมื่อจู่ ๆ ทันใดนั้น เขาก็พบว่าตัวเองนั้นได้ถูกส่งให้ย้อนเวลากลับไปเป็นเวลาเมื่อกว่าหนึ่งพันปีล่วงมาแล้ว

====เครื่องไทม์แมชชีนในยุคแรก====

หนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่มีลักษณะของการเดินทางข้ามเวลาโดยใช้วิธีการของเครื่องจักรกลคือ เรื่อง "นาฬิกาที่เดินถอยหลัง" (The Clock that Went Backward) โดย เอ็ดเวิร์ด เพจ มิทเชล (Edward Page Mitchell)

== ทฤษฎี ==

มีทฤษฎีบางทฤษฎีที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ [[ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ]]และ[[ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป]], ได้แนะนำถึงรูปทรงเรขาคณิตที่เหมาะสมของ[[ปริภูมิ-เวลา]], หรือรูปแบบที่จำเพาะเจาะจงของการเคลื่อนที่ใน[[อวกาศ]], ที่อาจอนุญาตให้มีการเดินทางข้ามเวลาไปในอดีตและอนาคตได้ถ้ารูปทรงเรขาคณิตหรือการเคลื่อนที่เหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ <ref name="Thorne1">{{cite book | last = Thorne | first = Kip S. | authorlink = Kip Thorne | title = [[Black Holes and Time Warps]] | publisher = W. W. Norton | year= 1994 | page = 499 | isbn = 0-393-31276-3}}</ref> ในเอกสารทางเทคนิค, นักฟิสิกส์มักหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ธรรมดา ๆ ของ "การเคลื่อนย้าย" หรือ "การเดินทาง" ผ่านช่วงเวลา ("การเคลื่อนที่" โดยปกติหมายถึงเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งเชิงพื้นที่เป็นพิกัดของเวลาที่แตกต่างกัน), และจะพิจารณาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของ "เส้นโค้งปิดเสมือนเวลา" (closed timelike curves), ซึ่งเป็น[[เส้นโลก]] (worldlines) แบบลูปปิดในกาลอวกาศ ที่อนุญาตให้วัตถุสามารถย้อนกลับไปในอดีตของตัวเองได้แทน มีวิธีการแก้สมการของทฤษฎีสัมพัทธทั่วไปที่ทราบกันว่าสามารถอธิบายถึงปริภูมิ-เวลาซึ่งบรรจุเส้นโค้งปิดของเวลาเสมือนไว้ได้ (เช่น [[ปริภูมิ-เวลาแบบเกอเดิล]] (Gödel spacetime) ) แต่ความมีเหตุผลทางกายภาพของการแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอน

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทำนายว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งเคลื่อนที่ออกไปจากโลกที่ความเร็วความสัมพัทธ์และย้อนกลับมายังโลก, เวลาจะผ่านไปบนโลกมากขึ้นมากกว่าเวลาสำหรับนักเดินทางนั้น, ดังนั้นในแง่นี้เป็นที่ยอมรับกันว่าสัมพัทธภาพช่วยให้มี "การเดินทางไปในอนาคต" (ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพนั้นมีวัตถุประสงค์คือ จะไม่มีคำตอบเพียงคำตอบเดียวว่าเวลาได้ผ่านไปจริง ๆ เท่าไหร่ในระหว่างการเดินทางไปและย้อนกลับมา, แต่มีคำตอบที่เป็นวัตถุประสงค์ที่ว่า [[เวลาที่เหมาะสม]] (proper time) นานเท่าใดสำหรับการได้รับประสบการณ์จากทั้งผู้สังเกตบนโลกและผู้เดินทาง, กล่าวคือ, แต่ละคนนั้นจะมีอายุกันคนละเท่าไหร่; ''ดู'' [[ปัญหาฝาแฝดพิศวง]]) ในทางตรงกันข้ามหลายคนในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเดินทางข้ามเวลาถอยหลังไม่น่าจะมีความเป็นไปได้อย่างสูง ทฤษฎีที่จะอนุญาตให้สามารถมีการเดินทางข้ามเวลาใด ๆ อาจจะเกิดปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลขึ้นได้ ตัวอย่างของปัญหาแบบคลาสสิกที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเหตุและผลคือ "[[ปฏิทรรศน์คุณปู่]]" (grandfather paradox) : จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนใดคนหนึ่งจะกลับไปในเวลาและฆ่าปู่ของตัวเองเสียก่อนที่พ่อของตนได้ถือกำเนิดขึ้นมา? แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าความขัดแย้งดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้, โดยมีความน่าสนใจจากหลักการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างคือทั้ง [[หลักความสอดคล้องในตัวเองของนาฟวิคัฟ]] (Novikov self-consistency principle) หรือแนวคิดของเส้นทางแยกย่อยของ[[จักรวาลคู่ขนาน]] (ดูส่วน '[[ปฏิทรรศน์]]' ด้านล่าง) เช่น ใน [[การตีตวามแบบพหุโลก|การตีความแบบพหุโลกของเอเวอเรต-วีลเลอร์]] (Everett–Wheeler many-worlds interpretation)

===การท่องไปในเวลา===

[[สตีเฟน ฮอว์คิง]]ได้ชี้ให้เห็นว่าการที่ไม่มีการปรากฏตัวของนักท่องเที่ยวจากในอนาคต คือ ข้อโต้แย้งถึงการดำรงอยู่ของการเดินทางข้ามเวลาด้วยตัวแปรของ[[ปฏิทรรศน์เฟอร์มิ]] แน่นอนว่านี่จะไม่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางกายภาพ, เพราะมันอาจเป็นไปได้ว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นมีทางเป็นไปได้ แต่มันอาจไม่เคยได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา (หรือไม่เคยใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้); และถึงแม้ว่าอาจจะมีการพัฒนาขึ้นมาแล้วก็ตาม ฮอว์คิงยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในสถานที่แห่งอื่น ๆ นั้นการเดินทางเพียงครั้งเดียวอาจเป็นไปได้ในขอบเขตของปริภูมิ-เวลาที่โค้งงอในเส้นทางที่ถูกต้อง, และซึ่งถ้าเราไม่สามารถสร้างขอบเขตดังกล่าวไปจนกระทั่งถึงช่วงเวลาในอนาคต แล้วการเดินทางข้ามเวลาจะไม่สามารถที่จะเดินทางย้อนกลับไปก่อน ณ วันที่เริ่มต้นออกเดินทางจากมา ดังนั้น "นี่จะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราจึงยังไม่เคยเจอะเจอนักท่องเที่ยวจากอนาคตเลย" [[คาร์ล เซแกน]]ยังเคยชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่ผู้เดินทางข้ามเวลาอาจจะเคยมาเยี่ยมเยียนพวกเรา แต่จะมีการปิดบังอำพรางตัวในการมีอยู่ของพวกเขาอย่างไรหรือไม่นั้นก็ไม่ได้รับการยืนยันได้ว่าจะเป็นนักเดินทางข้ามเวลาตัวจริง  เป็นเพราะว่ามันจะเป็นการนำการเปลี่ยนแปลงความต่อเนื่องของปริภูมิ-เวลาโดยไม่ได้ตั้งใจที่สามารถนำมาเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์กับนักเดินทางเหล่านั้น

===สัมพัทธภาพทั่วไป===

อย่างไรก็ตาม, [[ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป]]ได้แนะนำถึงพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลาย้อนอดีตในสถานการณ์ที่ผิดปกติบางอย่าง, แม้ว่าข้อโต้แย้งจาก[[ความโน้มถ่วงกึ่งคลาสสิค]] (semiclassical gravity) ชี้ให้เห็นว่าเมื่อผล[[ควอนตัม]]รวมอยู่ในสัมพัทธภาพทั่วไป, รูเปิดเหล่านี้อาจจะปิดตัวเองลง <ref>{{cite arxiv |eprint=gr-qc/0204022 |author1=Matt Visser |title=The quantum physics of chronology protection |class=gr-qc |year=2002}}</ref> ข้อโต้แย้งเหล่านี้ได้ทำให้ฮอว์คิงนำไปใช้ในการกำหนด[[การคาดคะเนการปกป้องของลำดับเหตุการณ์]] (chronology protection conjecture), ที่ชี้ให้เห็นว่ากฎพื้นฐานของธรรมชาติจะป้องกันไม่ให้มีการเดินทางข้ามเวลาได้,<ref name="chronology protection1">{{cite journal | first=Stephen | last=Hawking | authorlink = Stephen Hawking | title=Chronology protection conjecture | journal = Physical Review D | volume = 46 | year=1992 | issue=2 | doi=10.1103/PhysRevD.46.603 | page=603|bibcode = 1992PhRvD..46..603H }}</ref> แต่นักฟิสิกส์ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยปราศจาก[[ทฤษฎีโน้มถ่วงเชิงควอนตัม]]ที่จะเชื่อมเอา[[กลศาสตร์ควอนตัม]]และ[[ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป]]เข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็น[[ทฤษฎีเอกภาพ]] (unified theory) หรือ [[ทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง]] ได้อย่างสมบูรณ์แบบ <ref name="futureofspacetime1">{{cite book | last = Hawking | first = Stephen | authorlink = Stephen Hawking | coauthors = [[Kip Thorne]], [[Igor Dmitriyevich Novikov|Igor Novikov]], [[Timothy Ferris]], [[Alan Lightman]] | title = The Future of Spacetime | publisher = W. W. Norton |year= 2002 | page = 150 | isbn = 0-393-02022-3}}</ref>

==การเดินทางข้ามเวลาไปในอดีตในทางฟิสิกส์==

การเดินทางข้ามเวลาไปในอดีตที่ยอมรับได้ในทางทฤษฎีนั้นใช้วิธีการดังต่อไปนี้: <ref name="Gott">{{cite journal | first = J. Richard | last = Gott | title = Time Travel in Einstein's Universe | year = 2002}} p.33-130</ref>
*การเดินทางได้[[เร็วกว่าความเร็วของแสง]]
*การใช้[[เส้นคอสมิค]]และ[[หลุมดำ]]
*[[รูหนอน]]และ[[การขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์]] (Alcubierre drive)

===การเดินทางโดยการเคลื่อนที่ที่เร็วกว่าแสง (faster-than-light : FTL)=== 

ถ้าใครคนใดคนหนึ่งสามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลหรือสสารจากจุดใดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยความเร็วกว่าแสง, ดังนั้นตามสัมพัทธภาพพิเศษ, จะมีบางกรอบเฉื่อยของการอ้างอิงในการที่สัญญาณหรือวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะย้อนกลับไปในเวลาได้ นี้เป็นผลมาจากสัมพัทธภาพของความพร้อมกัน (relativity of simultaneity) ในสัมพัทธภาพพิเศษ, ซึ่งกล่าวว่าในบางกรณีกรอบอ้างอิงที่แตกต่างกันจะไม่ขัดแย้งกันไม่ว่าสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำแหน่งที่แตกต่างกันเกิดขึ้น "ในเวลาเดียวกัน" หรือไม่ก็ตามและพวกมันยังสามารถที่จะไม่ขัดแย้งกับลำดับของสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ในทางเทคนิคความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อระยะห่างของปริภูมิ-เวลา ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น 'อวกาศ-เสมือน' (space-like), หมายความว่าเหตุการณ์ทั้งสองตั้งอยู่ในกรวยแสงในอนาคตอื่น ๆ <ref name="Jarrell">{{cite web |url=http://www.physics.uc.edu/~jarrell/COURSES/ELECTRODYNAMICS/Chap11/chap11.pdf |title=The Special Theory of Relativity |accessdate=2006-10-27 |author=Jarrell, Mark |format=PDF |pages=7–11 |archiveurl=https://web.archive.org/web/20060913173236/http://www.physics.uc.edu/~jarrell/COURSES/ELECTRODYNAMICS/Chap11/chap11.pdf |archivedate=2006-09-13 |url-status=live }}</ref> หากหนึ่งในสองเหตุการณ์ที่แสดงถึงการส่งสัญญาณจากตำแหน่งหนึ่งและเหตุการณ์ที่สองแสดงให้เห็นถึงการรับสัญญาณเดียวกันที่ตำแหน่งอื่น ๆ, แล้วตราบนั้นสัญญาณจะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วของแสงหรือช้ากว่า, คณิตศาสตร์ของความพร้อมกันได้ทำให้แน่ใจว่าทุกกรอบอ้างอิงยอมรับว่าการส่งผ่านเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการรับเหตุการณ์นั้น ๆ <ref name="Jarrell"/>

อย่างไรก็ตามในกรณีของสัญญาณสมมุติที่เคลื่อนที่เร็วกว่าแสง, จะมีอยู่เสมอ ๆ ที่จะมีกรอบบางอันที่สัญญาณจะสามารถถูกรับได้ก่อนมันที่จะถูกส่งไปเพื่อให้สัญญาณดังกล่าวได้เคลื่อนที่ย้อนเวลากลับไป และเนื่องจากหนึ่งในสองพื้นฐานของ[[สมมุติฐานของสัมพัทธภาพพิเศษ]]ที่กล่าวว่ากฎของฟิสิกส์ควรจะทำงานในลักษณะเดียวกันในทุกกรอบเฉื่อย, ดังนั้นถ้ามันมีความเป็นไปได้สำหรับสัญญาณที่จะเคลื่อนที่ย้อนเวลากลับไปสำหรับกรอบใดกรอบหนึ่ง, มันก็จะต้องมีความเป็นไปได้กับทุก ๆ กรอบเสมอ ซึ่งหมายความว่าหากผู้สังเกตการณ์ A จะส่งสัญญาณไปสู่ผู้สังเกตการณ์ B ซึ่งเคลื่อนที่แบบ FTL (เร็วกว่าแสง) เมื่อเทียบกับกรอบของผู้สังเกตการณ์ A แต่ย้อนเวลากลับไปเมื่อเทียบกับกรอบของ B, แล้วจากนั้น B ได้ส่งสัญญาณตอบกลับซึ่งเคลื่อนที่แบบ FTL เทียบกับกรอบของ B แต่ย้อนเวลากลับไปเทียบกับกรอบของ A, มันสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า A จะได้รับการตอบกลับนั้นก่อนที่จะมีการส่งสัญญาณต้นฉบับดั้งเดิมออกมา, อันเป็นวิธีการแก้ปัญหาสำหรับในเรื่องของการฝ่าฝืนหลักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในทุก ๆ กรอบ

===การใช้รูหนอน===

รูหนอนเป็นสมมติฐานของปริภูมิ-เวลาที่โค้งงอซึ่งจะได้รับอนุญาตโดย[[สมการสนามของไอน์สไตน์]]ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป, แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางผ่านรูหนอนเว้นเสียแต่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า รูหนอนทะลุได้ (traversable wormhole) เท่านั้น

เครื่องมือสำหรับการเดินทางย้อนเวลาที่นำเสนอโดยใช้รูหนอนทะลุได้ (ตามสมมุติฐาน) จะทำงานในลักษณะดังต่อไปนี้: ปลายด้านหนึ่งของรูหนอนจะถูกทำให้เคลื่อนที่จนมีความเร่งอย่างมีนัยสำคัญบางอย่างเป็นสัดส่วนของอัตราเร็วของแสง, ซึ่งอาจจะใช้ระบบขับเคลื่อนขั้นสูงบางอย่าง, และสามารถที่จะนำปลายด้านนี้กลับไปที่จุดเริ่มต้นได้ หรืออีกวิธีหนึ่งคือการใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ณ บริเวณปากทางเข้าของรูหนอนและเคลื่อนย้ายมันไปให้อยู่ภายในสนามแรงโน้มถ่วงจากวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าบริเวณปากทางเข้าอีกทางหนึ่ง , แล้วจากนั้นก็ย้ายมันกลับไปยังตำแหน่งเดิม สำหรับทั้งสองวิธีการดังกล่าวนี้ ทำให้เกิด[[การยืดออกของเวลา]]ของส่วนทางด้านปลายของรูหนอนด้านที่ถูกทำให้เคลื่อนที่ไปทำให้ได้อายุเวลาที่มีค่าน้อยกว่าด้านส่วนปลายที่อยู่นิ่ง ๆ กับที่,

===วิธีการอื่น ๆ ตามหลักสัมพัทธภาพทั่วไป===

อีกวิธีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทรงกระบอกความหนาแน่นสูงที่มีการปั่นหมุนมักจะเรียกว่า[[ทรงกระบอกทิปเลอร์]] (Tipler cylinder)

===การทดลองดำเนินการ===

การทดลองบางอย่างที่ได้ดำเนินการกันอยู่นั้นทำให้เกิดความประทับใจในความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันหรือเรื่องของ[[เวรกรรม]]ตามสนอง (reverse causality) กันอยู่ แต่ก็อาจจะต้องมีการตีความพิจารณาความหมายกันให้ถ่องแท้

===การทดลองที่มิใช่ฟิสิกส์พื้นฐาน===

มีหลายการทดลองที่ได้รับการดำเนินการเพื่อพยายามที่จะดึงดูดให้มนุษย์จากในยุคอนาคต, ที่อาจจะคิดค้น[[เทคโนโลยี]]การเดินทางข้ามเวลา, เดินทางย้อนเวลากลับมาและแสดงสาธิตให้เห็นถึงเทคโนโลยีนี้ให้ผู้คนของเวลาในปัจจุบันได้เห็น ดังเช่นเหตุการณ์ วันแห่งจุดหมายปลายทางที่เมืองเพิร์ธ (2005) หรือ [[การประชุมของนักเดินทางข้ามเวลา]] (Time Traveler Convention) ที่จัดขึ้นโดยสถาบันเอ็มไอที ซึ่งได้ทำการเผยแพร่ข่าวของการประชุมในครั้งนี้ด้วย "การโฆษณาประชาสัมพันธ์" อย่างหนักหน่วง เพื่อสำหรับกำหนดการและสถานที่ในการจัดประชุมสำหรับนักเดินทางจากอนาคตได้มาพบปะสังสรรค์กัน  ย้อนกลับไปในปี 1982 กลุ่มในบัลติมอร์, จากมลรัฐแมริแลนด์. ที่ระบุตัวเองว่าเป็นโครเนนัท (Krononauts) ได้จัดกิจกรรมประเภทนี้ในการต้อนรับผู้มาเยือนจากอนาคต <ref>Franklin, Ben A. (March 11, 1982), [http://select.nytimes.com/gst/abstract.html?res=F70E13FD395F0C728DDDAA0894DA484D81 "The night the planets were aligned with Baltimore lunacy"], [[New York Times]].</ref><ref>{{cite web|url=http://www.lehman.cuny.edu/vpadvance/artgallery/gallery/talkback/issue3/gallery/muse9.html |title=Museum of the Future |publisher=Lehman.cuny.edu |accessdate=2010-05-25}}</ref>

==การเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคตในทางฟิสิกส์==

[[ไฟล์:Twin Paradox Minkowski Diagram.svg|thumb|แผนภาพของ[[ปัญหาฝาแฝดพิศวง]] ([[Twin paradox]])]]

มีหลายวิธีในการที่บุคคลสามารถ "เดินทางไปในอนาคต" ในความหมายเฉพาะ คือ บุคคลที่สามารถกำหนดหรือทำสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อสำหรับเวลาในจำนวนเล็กน้อยของเวลาส่วนตัวของเขาเอง, โดยที่เวลาส่วนตัวสำหรับคนอื่น ๆ บนโลกได้ผ่านไปอย่างยาวนาน, ตัวอย่างเช่นผู้สังเกตการณ์อาจใช้เวลาเดินทางออกไปจากโลกและกลับมาที่[[ความเร็วสัมพัทธ์]]กับการเดินทางเป็นเวลานานเพียงไม่กี่ปีตามที่วัดได้จากนาฬิกาของตัวเองและเมื่อเดินทางกลับมายังโลกก็พบว่าเวลาบนโลกได้ผ่านไปนับเป็นพัน ๆ ปี ควรจะสังเกตว่าตามทฤษฎีสัมพัทธภาพนั้น ไม่มีคำตอบตามวัตถุประสงค์สำหรับคำถามที่ว่าระยะเวลา "จริง ๆ" ได้ผ่านไปนานเท่าไหร่ในระหว่างการเดินทาง; โดยที่มันจะมีความถูกต้องเท่าเทียมกันหรือไม่อย่างไรที่จะบอกว่าการเดินทางครั้งนี้ได้กินเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหรือว่า การเดินทางนั้นกินระยะเวลานานนับเป็นพัน ๆ ปี ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับการเลือกใช้กรอบอ้างอิงที่กำหนดให้เป็นจุดอ้างอิงของการเคลื่อนที่แต่เพียงเท่านั้น

=== การยืดออกของเวลา ===
[[ไฟล์:Time dilation02.gif|thumb|เส้นตัดขวางของ[[การยืดออกของเวลา]] (Transversal time dilation)]]
{{Main|การยืดออกของเวลา}}

''การยืดออกของเวลา'' จะได้รับอนุญาตโดย[[ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ]]และ[[สัมพัทธภาพทั่วไป]]ของ [[อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์]] (Albert Einstein)  ทฤษฎีนี้กล่าวว่า, เมื่อเปรียบเทียบกับผู้สังเกตการณ์, เวลาได้ผ่านไปช้ามากสำหรับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับผู้สังเกตนั้น, หรือวัตถุนั้นอยู่ลึกลงไปภายใน[[บ่อแรงโน้มถ่วง]] (gravity well) <ref>Serway, Raymond A. (2000) ''Physics for Scientists and Engineers with Modern Physics'', Fifth Edition, Brooks/Cole, p. 1258, ISBN 0030226570.</ref>  ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกาที่มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์เมื่อเทียบกับผู้สังเกตการณ์จะมีการวัดการทำงานได้ช้าลงในกรอบอ้างอิงของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่นิ่ง (rest frame);

=== การรับรู้เส้นทางเวลา ===

[[การรับรู้เวลา|การรับรู้เส้นทางเวลา]] (Time perception) สามารถเร่งอัตราให้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสำหรับ[[สิ่งมีชีวิต]] โดยผ่าน[[การจำศีล]] (hibernation), เมื่อ[[การปรับอุณหภูมิกาย]] (body temperature) และ[[อัตราการเผาผลาญอาหาร]] หรือ [[เมแทบอลิซึม]] (metabolic rate) ของสิ่งมีชีวิตลดลง ในเวอร์ชันที่สุดขั้วมากกว่านี้นั้นจะมี[[การระงับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต]] (suspended animation) <ref>http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405941790</ref> ที่อัตราของกระบวนการทางเคมีที่มีการลดลงอย่างรุนแรง

การยืดออกของเวลา (Time dilation) และการระงับการเคลื่อนไหวของชีวิตเพียงแต่ช่วยทำให้ "การเดินทาง" ข้ามเวลาไปสู่ช่วงเวลาในอนาคตได้เท่านั้น, ไม่เคยใช้กับการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่อดีต, ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ได้ทำการล่วงละเมิด "[[เหตุภาพ]]" (causality) <ref>http://www.scimath.org/socialnetwork/groups/viewbulletin/14-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2+3+%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C?groupid=24</ref> <ref>http://pantip.com/topic/35332438</ref> แต่อย่างใด และมันก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าพวกเขาควรจะเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่าคือ การเดินทางข้ามเวลา ได้หรือไม่  อย่างไรก็ตาม การยืดออกของเวลาสามารถถูกมองได้ในมุมมองที่ดีกว่าสำหรับการทำความเข้าใจของเราในการใช้คำว่า "การเดินทางข้ามเวลา" มากกว่าการใช้คำว่า การระงับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต, เนื่องด้วยช่วงเวลาของการยืดออกของเวลาใช้เวลาน้อยกว่าช่วงเวลาที่แท้จริงที่ได้ล่วงผ่านนักเดินทางข้ามเวลาไปช้ากว่าผู้ที่ยังคงอยู่เบื้องหลังการเดินทางของเขา, ดังนั้น นักเดินทางข้ามเวลาสามารถกล่าวได้ว่าเขาได้ข้ามเวลามาถึงช่วงเวลาในอนาคตได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ, ในทางตรงกันข้ามกับการระงับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตนี้ไม่ได้เป็นกรณีศึกษาแต่อย่างใด

=== การวิจัย ===
มันคือการตั้งสมมติฐานในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคตที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นไปได้, การทดลองกระทำโดยใช้[[แสงเลเซอร์]]ที่ฉายส่องให้ลำแสงวิ่งมาตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมให้เกิดเป็น[[พื้นที่]]หรือ[[ปริภูมิ]]บริเวณเล็ก ๆ เพื่อให้เกิดการหมุนวนเวียนบิดเบี้ยวไปตามลำแสงแทนการหมุนรอบตัวเองของวัตถุที่มีขนาดมวลหนักแน่นยิ่งยวด (super massive object)  ดังนั้น เมื่อพื้นที่หรือปริภูมิตรงบริเวณส่วนเล็ก ๆ นั้นเกิดการบิดเบี้ยวแล้ว มิติของเวลาก็จะเกิดการบิดเบี้ยวตามไปด้วย (ซึ่งใน[[ทฤษฎีสัมพัทธภาพ]]ของ[[ไอน์สไตน์]]นั้น เวลาเป็นมิติหนึ่งใน[[ปริภูมิ-เวลา]]) ถ้าอนุภาคย่อยของอะตอม (subatomic) ที่มีอายุชีวิตสั้นได้ถูกสังเกตเห็นในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นก็จะสามารถบอกได้ว่ามันได้เดินทางไปในอนาคตด้วยการเคลื่อนที่โดยอัตราของความเร่ง

== แนวคิดอื่น ๆ จากฟิสิกส์กระแสหลัก ==

=== ปฏิทรรศน์ ===
{{บทความหลัก|ปฏิทรรศน์ชั่วขณะ}}

[[หลักความสอดคล้องในตัวเองของนาวิคอฟ]] (Novikov self-consistency principle) และการคำนวณโดย [[คิบ เอส โตร์น]] (Kip S. Thorne)  {{Citation needed|date=February 2007}} ได้ระบุเอาไว้ว่าคนธรรมดาสามัญชนที่ได้มีการเดินทางข้ามเวลาผ่านทางรูหนอนนั้นจะไม่เคยก่อให้เกิด[[ปฏิทรรศน์]]we are on for aหรือความขัดแย้งขึ้นแต่อย่างใด-ไม่มีสภาวะเงื่อนไขเริ่มต้นที่จะนำไปสู่​​ความขัดแย้งเมื่อครั้งซึ่งการเดินทางข้ามเวลานั้นได้มีการเริ่มต้นขึ้น

=== การตีความแบบพหุโลกของอีเวอเรตต์ (Many-worlds interpretation) ===

แนวคิดจักรวาลคู่ขนานอาจจะถูกเสนอแนะให้เป็นวิธีการที่จะออกจากปัญหาของความขัดแย้งหรือปฏิทรรศน์ได้  การตีความแบบพหุโลกของอีเวอเรตต์  (Everett's many-worlds interpretation หรือ (MWI)) ในกลศาสตร์ควอนตัมแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งหมดทางควอนตัมที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในประวัติศาสตร์พิเศษร่วมกัน <ref name="many-worlds">{{cite web |url=http://plato.stanford.edu/entries/qm-manyworlds/ |title=Many-Worlds Interpretation of Quantum Mechanics |accessdate=2006-10-28 |author=Vaidman, Lev }}</ref>  จักรวาลแบบมีทางเลือก, หรือจักรวาลแบบคู่ขนานเหล่านี้, จะเปรียบเทียบได้กับรูปสัญลักษณ์ของต้นไม้ที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปที่จะแทนผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของการมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ในเส้นทางประวัติศาสตร์แต่ละเส้นทางนั้น  ถ้าความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหมดนั้นมีอยู่จริง, [[ปฏิทรรศน์]] หรือ ความขัดแย้งใด ๆ อาจจะสามารถอธิบายได้โดยมีเหตุการณ์ที่มีปฏิทรรศน์ หรือ ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นในจักรวาลที่มีความแตกต่างกันเหล่านั้น  แนวคิดนี้มักจะถูกนำไปใช้ในนิยายวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ แต่นักฟิสิกส์บางคน เช่น [[เดวิด ด๊อยท์สช]] (David Deutsch) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไปได้ทั้งหมดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจักรวาลที่มีความแตกต่างกันนั้น จะเกิดขึ้นได้ถ้าการเดินทางข้ามเวลามีความเป็นไปได้จริง และ หลัก MWI นั้นมีความถูกต้อง

=== ฟิสิกส์ควอนตัม ===
{{บทความหลัก|กลศาสตร์ควอนตัมของการเดินทางข้ามเวลา}}

ปรากฏการณ์ในทางกลศาสตร์ควอนตัม เช่น การเคลื่อนย้ายสสารเชิงควอนตัม (Quantum teleportation), [[ปฏิทรรศน์อีพีอาร์]] (the EPR paradox) หรือ [[การพัวพันกันเชิงควอนตัม]] (หรือ [[ควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์]] (Quantum entanglement)) อาจจะมีปรากฏให้เห็นอยู่ในเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างกลไกที่ช่วยทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกันในระยะทางที่ไกลมาก ๆ เช่น ในระยะทางระหว่างดวงดาว ที่มีอัตราเร็วมากกว่าแสง (FTL) หรือ ในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลา, และในความเป็นจริงแล้วการตีความบางส่วนของกลศาสตร์ควอนตัม เช่น [[การตีความแบบโบห์ม]] (Bohm interpretation) เข้าใจว่าข้อมูลบางอย่างจะถูกแลกเปลี่ยนกันระหว่างอนุภาคอย่างทันทีทันใดเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคเอาไว้ <ref name="Bohm">{{cite web |url=http://plato.stanford.edu/entries/qm-bohm/ |title=Bohmian Mechanics |accessdate=2006-10-30 |author=Goldstein, Sheldon }}</ref> 
ปรากฏการณ์นี้จะถูกเรียกว่า "[[การกระทำจากระยะไกล (ฟิสิกส์)#กลศาสตร์ควอนตัม|การกระทำของผีจากระยะไกล]]" (spooky action at a distance) โดยผู้ที่ให้คำจำกัดความนี้ก็คือ ไอน์สไตน์

== ความเข้าใจในเชิงปรัชญาของการเดินทางข้ามเวลา ==
{{บทความหลัก|ปรัชญาของปริภูมิและเวลา}}

ทฤษฎีของการเดินทางข้ามเวลาจะเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับเรื่องของ[[เหตุภาพ]] (causality) และปฏิทรรศน์

=== ปฏิทรรศน์คุณปู่ (The grandfather paradox) ===
{{บทความหลัก|ปฏิทรรศน์คุณปู่}}

เรื่องหนึ่งที่มักจะนำไปสู่การสนทนาในทางปรัชญาเกี่ยวกับเวลาคือความคิดที่ว่า, ถ้าใครคนใดคนหนึ่งสามารถที่จะย้อนเวลากลับไปได้, ความขัดแย้งหรือปฏิทรรศน์จะเกิดขึ้นเป็นผลตามมา ถ้านักเดินทางข้ามเวลาได้ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คือปฏืทรรศน์คุณปู่และแนวความคิดเรื่อง ออโต้เอนแฟนทีไซด์ (autoinfanticide) (คำอ่านในภาษาเยอรมัน เอาท์โทเอนแฟนทีไซด์) 

ออโต้เอนแฟนทีไซด์ (นิยายวิทยาศาสตร์) คือ การกระทำของการที่จะย้อนเวลากลับไปในอดีตที่ผ่านมาและฆ่าตัวเองให้ตายเมื่อยังเป็นทารก) ปฏิทรรศน์คุณปู่เป็นสถานการณ์สมมุติซึ่งนักเดินทางข้ามเวลาได้เดินทางย้อนเวลากลับไปและพยายามจะฆ่าคุณปู่ทางฝ่ายพ่อของเขาในเวลาก่อนที่คุณปู่ของเขาจะได้พบกับคุณยายของเขา ถ้าเขาทำเช่นนั้น, แล้วพ่อของเขาก็จะไม่ได้เกิดมา, และก็จะทำให้ตัวของนักเดินทางข้ามเวลาเองก็จะไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน, ซึ่งในกรณีนี้ก็จะทำให้นักเดินทางข้ามเวลาก็จะไม่เคยที่จะได้ย้อนเวลากลับไปเพื่อที่จะได้ฆ่าคุณปู่ของเขาเลย ปฏืทรรศน์ในบางครั้งจะถูกกำหนดด้วย ออโต้เอนแฟนทีไซด์ ที่นักเดินทางข้ามเวลาได้ย้อนเวลากลับไปและพยายามที่จะฆ่าตัวเองให้ตายตั้งแต่ยังเป็นทารก ถ้าเขาจะทำเช่นนั้นเขาก็จะไม่ได้เติบโตขึ้นมาเพื่อที่จะได้ย้อนเวลากลับไปฆ่าตัวเองให้ตายตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นทารก

การพิจารณาในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับปรัชญาของการเดินทางข้ามเวลาเพราะนักปรัชญามีความสงสัยอยู่ว่าปฏิทรรศน์เหล่านี้จะทำให้การเดินทางข้ามเวลานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  นักปรัชญาบางคนได้ตอบคำถามเกี่ยวกับปฏิทรรศน์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้โดยให้เหตุผลว่ามันอาจจะเป็นกรณีที่การเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปสู่อดีตนั้นจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริงที่จะ''เปลี่ยนแปลง''อดีตที่ผ่านมาแล้วไม่ว่าจะโดยในทางใดทางหนึ่งก็ตาม,<ref name="unchangeable">{{cite web|author=Norman Swartz|title=Time Travel: Visiting the Past|url=http://www.sfu.ca/~swartz/time_travel1.htm|date=1993|accessdate=February 20, 2016}}</ref> เป็นแนวความคิดที่คล้ายกันกับที่นำเสนอ [[หลักการสอดคล้องในตัวเองของนาวิคอฟ]] ในวิชาฟิสิกส์

=== ปฏิทรรศน์แห่งภววิทยา (Ontological paradox) ===
[[หลักการสอดคล้องในตัวเองของนาวิคอฟ]] (Novikov self-consistency principle), ที่ถูกตั้งชื่อหลังจากที่ [[อิกอร์ ดมิทรีอาวิช นาวิคอฟ]] (Igor Dmitrievich Novikov), ได้กล่าวว่า การกระทำใด ๆ, ที่เกิดโดยนักเดินทางข้ามเวลาหรือโดยวัตถุที่เดินทางย้อนเวลากลับไป, ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ตลอดช่วงระยะเวลาในระหว่างอดีตที่ผ่านมาแล้วจนถึงตอนนี้ และดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับนักเดินทางข้ามเวลาในการที่จะ "เปลี่ยนแปลง" ประวัติศาสตร์ในทางใดทางหนึ่ง การกระทำที่เกิดจากนักเดินทางข้ามเวลาอาจเป็น''สาเหตุ''ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของตัวเขาเอง, ซึ่งจะชักนำไปสู่ศักยภาพในการทำให้เกิดวงจรแห่งเหตุ (circular causation) บางครั้งก็เรียกว่า ปฏิทรรศน์พรหมลิขิต (predestination paradox), <ref>{{cite book|ref=harv|last1=Erdmann|first1=Terry J.|last2=Hutzel|first2=Gary|title=Star Trek: The Magic of Tribbles|date=2001|publisher=Pocket Books|isbn=0-7434-4623-2|page=31}}</ref> ปฏิทรรศน์แห่งภววิทยา, <ref name="smeenk">{{Citation |last=Smeenk|first=Chris|last2=Wüthrich|first2=Christian|editor-last=Callender|editor-first=Craig|contribution=Time Travel and Time Machines|title=The Oxford Handbook of Philosophy of Time|year=2011|publisher=Oxford University Press|isbn = 978-0-19-929820-4|page=581}}</ref> หรือ ปฏิทรรศน์เชือกถักรองเท้าบูท (bootstrap paradox)<ref name="smeenk" /><ref>{{citation|last=Krasnikov|first=S.|year=2001|title=The time travel paradox|journal=Phys. Rev. D|volume=65|issue=6|page=06401 |arxiv=gr-qc/0109029|bibcode = 2002PhRvD..65f4013K |doi = 10.1103/PhysRevD.65.064013 }}</ref> คำว่า ปฏิทรรศน์เชือกถักรองเท้าบูท เป็นคำเรียกที่นิยมจากหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ของ [[โรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์]] ([[Robert A. Heinlein]]) เรื่อง "[[วัฏจักรเวลา]]" (By His Bootstraps) <ref name="Klosterman">{{cite book |ref=harv|last1=Klosterman |first1=Chuck |title=Eating the Dinosaur |date=2009 |publisher=Scribner |location=New York |isbn=9781439168486|edition=1st Scribner hardcover|pp=[https://books.google.com/books?id=lZurDFJtAWwC&lpg=PA60&pg=PA60 60–62]}}</ref> หลักการสอดคล้องในตัวเองของนาวิคอฟแนะว่ากฎเฉพาะแห่งของฟิสิกส์ (local laws of physics) ในขอบเขตอาณาบริเวณของกาลอวกาศที่มีนักเดินทางข้ามเวลาอยู่จะไม่มีความแตกต่างใด ๆ ไปจากกฎเฉพาะแห่งของฟิสิกส์ในขอบเขตอาณาบริเวณอื่น ๆ ของกาลอวกาศ <ref>{{cite journal | first=John | last=Friedman |author2=Michael Morris |author3=Igor Novikov |author4=Fernando Echeverria |author5=Gunnar Klinkhammer |author6=Kip Thorne |author7=Ulvi Yurtsever | url=http://authors.library.caltech.edu/3737/ | title=Cauchy problem in spacetimes with closed timelike curves | journal = Physical Review D | volume = 42 | year=1990 | issue=6 | doi=10.1103/PhysRevD.42.1915 | page=1915|bibcode = 1990PhRvD..42.1915F }}</ref>

นักปรัชญาชื่อ เคลลี่ แอล รอสส์ (Kelley L. Ross) ได้ระบุใน "ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา" <ref>Kelley L. Ross, "[http://www.friesian.com/paradox.htm Time Travel Paradoxes]"</ref> ว่าในสถานการณ์ของปฏิทรรศน์แห่งภววิทยาที่เกี่ยวข้องกับวัตถุทางกายภาพ, อาจจะมีการละเมิด[[กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์]]  รอสส์ใช้ภาพยนตร์เรื่อง ''ลิขิตรักข้ามกาลเวลา'' (Somewhere in Time) เป็นตัวอย่างที่ตัวละครที่รับบทโดย เจน ซีมัวร์ (Jane Seymour) มอบของแก่ตัวละครที่รับบทโดย คริสโตเฟอร์ รีฟ (Christopher Reeve) เป็นนาฬิกาที่เธอเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว, และเมื่อเขาเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตเขาก็ได้ให้นาฬิกาแบบเดียวกันกับตัวละครเจน ซีมัวร์ เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา  ดังที่รอสส์ได้กล่าวไว้ว่า: นาฬิกาเป็นวัตถุที่เป็นไปไม่ได้ มันฝ่าฝืนกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์กฎแห่งเอนโทรปี รอสส์ระบุว่าเอนโทรปีในนาฬิกาจะเพิ่มขึ้น  นาฬิกาที่รีฟนำกลับมาจะถูกใช้จนเก่ามากกว่านาฬิกาที่ซีมัวร์ได้รับมา  กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์เป็นที่เข้าใจกันโดยนักฟิสิกส์สมัยใหม่ในอันที่จะเป็นกฎทางสถิติ, ดังนั้น [[ทฤษฎีบทความผันผวน|การลดลงของเอนโทรปีหรือการไม่เพิ่มขึ้นของเอนโทรปี]] ([[fluctuation theorem|decreasing entropy or non-increasing entropy]]) จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้, เพียงแต่เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น  นอกจากนี้, เอนโทรปีจะเพิ่มจำนวนขึ้นในทางสถิติในระบบที่แยกตัวโดดเดี่ยว, ดังนั้นระบบที่ไม่โดดเดี่ยวดังเช่นวัตถุที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอาจทำให้วัตถุนั้นดูเก่าลงและลดการเพิ่มขึ้นของเอนโทรปีในระบบและเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับวัตถุที่มีเส้นโลก (world-line) อยู่ในรูปแบบของวงบ่วงปิดที่ถูกทำให้อยู่ในสภาพเดียวกันอยู่เสมอในจุดเดิมของประวัติศาสตร์ <ref name="Gott" />{{Rp|23}}

== แนวความคิดจากนวนิยาย ==

=== กฎของการเดินทางข้ามเวลา ===

รูปแบบการเดินทางข้ามเวลาในนิยายวิทยาศาสตร์และสื่อต่าง ๆ โดยทั่วไปจะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน (ขึ้นอยู่กับผลกระทบต่อวิธีการที่มีความแตกต่างกันอย่างยิ่งยวดและหลากหลาย) ซึ่งแต่ละประเภทสามารถแบ่งซอยย่อยต่อไปได้อีก <ref>{{cite journal | last = Grey | first = William | title = Troubles with Time Travel | journal = Philosophy | volume = 74 | issue = 1 | pages = 55–70 | year = 1999 | publisher =Cambridge University Press| doi = 10.1017/S0031819199001047 | id = }}</ref><ref>{{Cite book | last = Rickman | first = Gregg | title = The Science Fiction Film Reader | publisher = Limelight Editions | year = 2004 | isbn = 0-87910-994-7}}</ref><ref>{{Cite book | last = Nahin | first = Paul J. | title = Time machines: time travel in physics, metaphysics, and science fiction | publisher = Springer | year = 2001 | isbn = 0-387-98571-9 }}</ref><ref>{{cite book | last = Schneider | first = Susan | title = Science Fiction and Philosophy: From Time Travel to Superintelligence | publisher = Wiley-Blackwell | year = 2009 | isbn = 1-4051-4907-8 }}</ref> อย่างไรก็ตาม, ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับรูปแบบของการเดินทางข้ามเวลาในทั้งสองประเภทนี้, ดังนั้นจากแนวความคิดแทนที่จะถูกเรียกชื่ออย่างที่เป็นทางการก็จะเป็นการนำมาใช้กับข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในแต่ละประเภทที่นักเดินทางข้ามเวลาจะอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์นั้น (หมายเหตุ: การจำแนกประเภทเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่วิธีการของการเดินทางข้ามเวลาของตัวเอง, คือวิธีการที่จะเดินทางผ่านเวลา แต่จะเรียกชื่อตามความสนใจในกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันของสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์มากกว่า)  ตามที่ใช้ในส่วนนี้ เส้นเวลาหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกายภาพทั้งหมดในประวัติศาสตร์, เพื่อที่ว่าในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลานั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้, นักท่องกาลเวลาสามารถที่จะสร้างเส้นเวลาใหม่หรือปรับเปลี่ยนเส้นเวลาได้ตามใจชอบ


:1. '''มีประวัติศาสตร์ที่คงที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศ ซึ่งมีความสอดคล้องสม่ำเสมอและไม่เปลี่ยนแปลงโดยตัวมันเอง'''  ( '''There is a single fixed history, which is self-consistent and unchangeable.''')  คือ ในแนวคิดนี้เวอร์ชันนี้เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดขึ้นในแนวทางของ[[เส้นเวลา]]อันเป็นเอกเทศหนึ่งเดียวซึ่งไม่ขัดแย้งกับตัวเองและไม่สามารถติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์สิ่งต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นที่มีอยู่ภายนอกขอบเขตของ[[เส้นเวลา]]ของมันเองได้

[[ไฟล์:time-travel-illustration3.gif|thumb|right|ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้เดินทางมาในไม่กี่วินาทีจากห้วงเวลาในอดีตที่ผ่านมาในแนวทาง[[เส้นเวลา]]อันเป็นเอกเทศหนึ่งเดียว ที่มีความสอดคล้องกันโดยตัวของมันเอง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นเกี่ยวกับ[[เจตจำนงเสรี]], เนื่องจากเมื่อนักท่องกาลเวลาได้มีการตัดสินใจที่จะเข้าไปสู่เครื่องจักรกลข้ามเวลาอย่างโดยเร็วที่สุดก่อนที่ตัวเองที่เป็นตัวตนที่สองของตัวเองจะมาปรากฏตัวขึ้นนั้น, จะไม่มีวิธีการที่จะทำให้เขาเกิดเปลี่ยนใจของเขาที่จะไม่เข้าสู่เครื่องจักรกลข้ามเวลานั้นได้เลยหรือ]]

::1.1 แนวคิดนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการประยุกต์ใช้[[หลักความสอดคล้องในตัวเองของนาวิคอฟ]] (Novikov self-consistency principle),  ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อของ [[ดร. อิกอร์ ดมิทรีอาวิช นาวิคัฟ]] (Dr. Igor Dmitrievich Novikov) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์แห่ง[[มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน]] ซึ่งมีสถานะของหลักการที่ว่าเส้นเวลาจะคงที่โดยตลอดทั้งหมดและการกระทำใด ๆ ก็ตามโดยนักเดินทางข้ามเวลาจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โดยตลอดทั้งหมด, ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้สำหรับนักเดินทางข้ามเวลาในการที่จะ "เปลี่ยน" ประวัติศาสตร์ในทางใดทางหนึ่ง การกระทำของนักเดินทางข้ามเวลานั้นอาจจะเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอดีตของตัวเอง, ซึ่งจะนำไปสู่​​ศักยภาพสำหรับ[[วงจรแห่งเหตุ]] <ref>http://prezi.com/0tyqw1rjkhpd/presentation/</ref> (circular causation) และ[[ปฏิทรรศน์พรหมลิขิต]] (predestination paradox); สำหรับตัวอย่างของวงจรแห่งเหตุ, โปรดดู : ผลงานเขียนของ [[โรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์]] เรื่อง "[[วัฏจักรเวลา]]" (By His Bootstraps) ในเนื้อเรื่องนั้น ปรากฏการณ์เหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า "ลูปเวลาที่มีเสถียรภาพ" (stable time loops){{citation needed|date=October 2013}} หลักแห่งความสอดคล้องในตัวมันเองของนาวิคัฟ เสนอแนะว่ากฎเกณฑ์พื้นฐานของฟิสิกส์ในอาณาบริเวณของกาลอวกาศที่มีนักเดินทางข้ามเวลาอยู่นั้นจะต้องไม่แตกต่างไปจากกฎเกณฑ์พื้นฐานของฟิสิกส์ในอาณาบริเวณอื่น ๆ ของกาลอวกาศ <ref>{{cite journal | first=John | last=Friedman | coauthors = Michael Morris, Igor Novikov, Fernando Echeverria, Gunnar Klinkhammer, Kip Thorne, Ulvi Yurtsever| url=http://authors.library.caltech.edu/3737/ | title=Cauchy problem in spacetimes with closed timelike curves | journal = Physical Review D | volume = 42 | year=1990 | issue=6 | doi=10.1103/PhysRevD.42.1915 | page=1915|bibcode = 1990PhRvD..42.1915F }}</ref>

::1.2 การมีทางเลือก, กฎเกณฑ์ใหม่ทางฟิสิกส์จะมีผลบังคับใช้เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่จะขัดขวางความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต (ขัดแย้งกับสมมติฐานที่กล่าวถึงในข้างต้นในข้อที่ 1.1 ซึ่งกฎที่ใช้กับนักท่องเวลานี้เป็นกฏเดียวกันกับที่นำไปใช้กับคนอื่น ๆ ทุก ๆ คน)  กฎเกณฑ์ใหม่ทางฟิสิกส์เหล่านี้สามารถที่จะเข้าใจได้ไม่ยากในการที่จะปฏิเสธนักเดินทางข้ามเวลาสำหรับการที่จะเดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีตที่ผ่านมาเพื่อทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โดยการพยายามที่จะดึงพวกเขาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่พวกเขาได้ออกเดินทางจากมา เหมือนเช่นที่พวกเขาได้มาเป็นเหมือนกับ ไมเคิล มัวร์คอค (Michael Moorcock) ในเรื่อง "ย้อนเวลาหาแดนเซอร์" (The Dancers at the End of Time) หรือเมื่อนักเดินทางข้ามเวลาที่มีการแสดงตัวตนเป็นผีที่ไม่มีตัวตนที่ไม่สามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพกับห้วงเวลาในอดีตที่ผ่านมาได้ อย่างเช่น ในบางตอนของเรื่องราวที่ซุปเปอร์แมนก่อนที่จะเผชิญกับภาวะวิกฤต (Pre-Crisis Superman) และ ไมเคิล การ์เร็ตส์ (Michael Garrett) ในเรื่อง "พบบทสรุป" (Brief Encounter) ในนิตยสารแดนสนธยา (Twilight Zone Magazine) ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1981

:2. '''ประวัติศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นและอาจมีการเปลี่ยนแปลง''' (''เวลาพลาสติก (Plastic Time)'') ('''History is flexible and is subject to change''' (Plastic Time))

::2.1  ''การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เป็นเรื่องง่ายและสามารถส่งผลกระทบต่อนักเดินทางข้ามเวลา, ต่อโลก หรือ ทั้งสองอย่าง''
:::ตัวอย่าง ได้แก่เรื่อง ''[[ดอกเตอร์ฮู]]'' (Doctor Who) และเรื่อง ''[[เจาะเวลาหาอดีต]]''ชุดไตรภาค  ในบางกรณี, [[ปฏิทรรศน์]]หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใด ๆ สามารถก่อให้เกิดความเสียหายทำลายล้าง, และคุกคามการดำรงอยู่อย่างมากมายของจักรวาล  ในกรณีอื่น ๆ นักเดินทางท่องเวลาก็ไม่สามารถที่จะกลับบ้านได้  ในแนวคิดของเวอร์ชันแบบสุดขั้วนี้ (เวลาที่ยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ) ก็คือว่า ประวัติศาสตร์มีความอ่อนไหวมากต่อการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มีแม้กระทั่งกับการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้น ๆ ที่จะมีผลกระทบอย่างมากมายใหญ่หลวงตามมา เช่น ในนิยายของ เรย์ แบรดเบรี่ (Ray Bradbury) เรื่อง "[[2054 เจาะไดโนเสาร์โลกล้านปี]]" (A Sound of Thunder)

ในเรื่อง ''ดอกเตอร์ฮู''  ตัวละครเอกของเรื่องคือ [[เดอะดอกเตอร์ (ดอกเตอร์ฮู)|ดอกเตอร์]] ([[The_Doctor_(Doctor Who)|Doctor]]) ได้อ้างว่าเวลานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วขณะใด ๆ  ในเรื่อง [[ดอกเตอร์สี่ชาติ]] (Fourth Doctor) ในซีรีส์ชุด ''[[พีระมิดแห่งดาวอังคาร]]'' (Pyramids of Mars) เพื่อนร่วมเดินทางสาวของดอกเตอร์ที่ชื่อว่า ซาร่าห์ เจนสมิธ ได้กล่าวว่าพวกเรานั้นสามารถออกเดินทางข้ามเวลาจากในปี ค.ศ. 1911, แม้ว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวอย่างเทพเซต (Sutekh) พยายามที่จะแยกตัวเองเป็นอิสระในขณะที่เธอได้เดินทางข้ามเวลามาจากเมื่อปี 1980 และรู้ว่าโลกไม่ได้ถูกทำลายในปี 1911 ซึ่งเทพเซตนั้นเป็นมนุษย์ต่างดาวที่เป็นจอมทำลายล้างที่ได้ถูกกักขังไว้ที่โลกในปี 1911 และหลบหนีออกมาได้ โดยการเดินทางข้ามเวลา และกำลังจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงเวลาปัจจุบัน คือ ในปี 1980 ดังนั้นเพื่อยุติการทำลายล้างของเทพเซต ทั้งดอกเตอร์ และซาร่าห์ ตกลงใจที่จะเดินทางย้อนเวลากลับไปในปี 1911 เพื่อหาทางขัดขวางไม่ให้เทพเซตหลบหนีมาสู่ช่วงเวลายุคอนาคตได้ เพราะซาร่าห์รู้ดีว่าโลกไม่ได้ถูกทำลายในปี 1911 พวกเขาสามารถย้อนกลับไปปี 1911 อย่างปลอดภัย และในที่สุดหลังจากผ่านการต่อสู้วุ่นวาย ในปี 1911 ที่โลก ดอกเตอร์ก็สามารถปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางของเทพเซต ที่หลบหนีผ่านกาลเวลาให้ไปโผล่ในอีกหมื่นปีข้างหน้าในอนาคต ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าเทพเซต จะหมดอายุแก่ตายเสียก่อนไปถึงปลายทาง

::2.2  ''ประวัติศาสตร์คือการเปลี่ยนแปลงความต้านทานในความสัมพันธ์โดยตรงกับความสำคัญของเหตุการณ์'' คือ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีขนาดเล็ก หรือไม่ค่อยมีความสำคัญจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย แต่เหตุการณ์ที่มีขนาดใหญ่หรือมีความสำคัญกลับต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนแปลง
:::ในเรื่อง ''แดนสนธยา'' (Twilight Zone) ตอน "[[กลับไปที่นั่น]]" (Back There) นักเดินทางข้ามเวลาพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นและได้ประสบกับความล้มเหลว แต่การกระทำของเขาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดลึกซึ้งกับสภาพที่เป็นอยู่ในห้วงเวลาของเขา (ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคนใช้ หรือ พ่อบ้าน (butler) ของสโมสรสำหรับบรรดาท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย (gentleman's club) แห่งหนึ่ง จนต่อมาก็ได้กลายมาเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยมั่งคั่ง)

:::ใน [[เดอะ ไทม์แมชชีน (ภาพยนตร์ปี 2002)|ภาพยนตร์ดัดแปลงปี 2002 ''เดอะ ไทม์แมชชีน'']] ([[The Time Machine (2002 film)|the 2002 film adaptation of ''The Time Machine'']]) หรือ ในชื่อที่ฉายเป็นภาพยนตร์ภาคภาษาไทยคือ [[''เดอะ ไทม์ แมชชีน กระสวยแซงเวลา (2002)'']] <ref>http://www2.mampost.com/movie/inter/view/The-time-Machine#1</ref>, ก็จะอธิบายผ่านวิสัยทัศน์ที่ว่าทำไม นักวิทยาศาสตร์จอมประดิษฐ์อย่าง ฮาร์ทเดอเจน <ref>http://www2.mampost.com/movie/inter/view/The-time-Machine/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8CHD.html</ref> (Hartdegen) ไม่สามารถช่วยชีวิตหวานใจของเขาคือเอ็มม่าไว้ได้ เพราะว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลในการที่จะไม่อาจพัฒนาเครื่องไทม์แมชชีนของเขาที่เขาใช้มันในการพยายามช่วยชีวิตเธอต่อไปได้

:::ในเรื่อง ''[[ตำนานชีวิตดาร์เรน แชน]]'' (The Saga of Darren Shan), เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ผ่านมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่รายละเอียดของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในขณะที่ให้ผลแบบเดียวกัน โดยใช้แบบจำลองนี้, ถ้านักเดินทางข้ามเวลาได้ย้อนเวลากลับไปและฆ่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์, นาซีคนอื่น ๆ ก็จะเพียงแค่ใช้สถานที่ของเขาและกระทำการกระทำอย่างเดียวกันเหมือนกับฮิตเลอร์

:::ในเรื่อง ''[[ดอกเตอร์ฮู]]'' ตอน "น้ำจากดาวอังคาร" (The Waters of Mars) การตายของกัปตัน แอดิเลด บรูค (Adelaide Brooke) บนดาวอังคารจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแบบเดี่ยวมากที่สุด (the most singular catalyst of human) ของการเดินทางของมนุษย์นอกระบบสุริยะ ในตอนแรกนั้น, [[ดอกเตอร์คนที่สิบ]] (Tenth Doctor) ได้ตระหนักถึงการตายของเธอว่าเป็น "จุดคงที่ในเวลา" และไม่เข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ต่อมาได้ขัดขืนกฎข้อนี้,ด้วยการตระหนักรู้ดีว่าเขาเท่านั้นที่เป็นเจ้าแห่งกาลเวลาคนสุดท้ายและดังนั้นจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในกฎเกณฑ์แห่งเวลา,และได้ทำการส่งเธอและทีมงานของเธอไปยังโลกในที่สุด  แทนที่จะยอมให้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงไป, กัปตันบรูคได้เลือกที่จะทำการฆ่าตัวตายบนโลก, ทำให้ประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง  ในทำนองเดียวกันกับอย่างในเรื่อง "วินเซนต์และดอกเตอร์" (Vincent and the Doctor) [[ดอกเตอร์คนที่สิบเอ็ด]] (Eleventh Doctor) และ[[เอมี่ พอนด์]] (Amy Pond) ได้ทำการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของศิลปินอย่าง[[วินเซนต์ แวน โก๊ะ]] (Vincent Van Gogh) เพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างไรต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม ตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เหลือของเขานี้เขาก็ยังคงจะต้องฆ่าตัวตายเองอยู่ดี

::2.3  ''มีเส้นเวลาที่คงที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ชอบที่จะดำเนินไปในเส้นทางนั้น ๆ, อย่างไรก็ตามก็มีขนาดใหญ่พอที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่สามารถจะปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้มีความแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง''  กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากเกินไปจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนในผลสุดท้ายของประวัติศาสตร์บั้นปลาย  (''There is a fixed timeline that history likes to travel, however large enough changes to events can alter history altogether.'' In other words, small events which are not too significant will not have a noticeable change in history's final outcome)
:::ในเรื่อง ''ไทม์ไรเดอร์'' (TimeRiders) ตัวละครหลักได้ย้อนเวลากลับไปเพื่อที่จะหยุดยั้ง[[การลอบสังหารจอห์น เอฟ. เคนเนดี]]ในปี 1963  ใครคนใดคนหนึ่งในทีม, ผู้ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน, จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกเพียงเล็กน้อยเมื่อพบว่าเคนเนดีไม่เคยถูกฆ่า, อย่างไรก็ตามมันก็จะย้อนกลับไปสู่ยังเส้นเวลาดั้งเดิมที่มีคนฆ่าเคนเนดีกลายเป็นคนอื่น ๆ อีกในปี 1963 ที่เข้ามาแทนที่ในกรณีที่นักฆ่าคนแรก (ผู้ซึ่งตัวละครหลักได้หยุดกระทำการเพื่อยับยั้งการลอบสังหารเคนเนดีของนักฆ่าของเขาลงไปแล้ว) ประสบความล้มเหลวในการลอบสังหารอย่างรวดเร็วทันที

:::พล็อตประเด็นหลักของซีรีส์การ์ตูนที่โด่งดังทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง [[โดราเอมอน]] หรือ [[โดเรม่อน]] ที่เกี่ยวข้องกับโดราเอมอนแมวหุ่นยนต์ที่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของ[[โนบิตะ]]  โดยที่โดเรม่อนได้ถูกส่งมาจากยุคอนาคตในศตวรรษที่ 22 โดยหลานชายของโนบิตะเอง, แต่เมื่อต้องมีการตอบคำถามจากโนบิตะผู้เป็นคุณปู่ที่ถามว่า หากต่อไปในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงไปจะมีวิธีการอย่างไรที่โนบิตะผู้เป็นคุณปู่จะยังคงมีชีวิตอยู่, หลานชายของโนบิตะได้ตอบคำถามนี้ของคุณปู่โนบิตะโดยใช้[[การเปรียบเทียบ]] (analogy) กับการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง  ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิธีในการดำเนินการ เช่น โดยการเดินทางโดยเครื่องบิน, โดยทางเรือ, หรือ โดยทางรถไฟ, แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งเดียวกันและคุณก็ได้มาถึงยังที่จุดหมายปลายทางของคุณในที่สุด

:3.  '''เส้นเวลาแบบมีทางเลือก'''  ในเวอร์ชันของการเดินทางข้ามเวลาเวอร์ชันนี้, จะมีประวัติศาสตร์ที่มีเส้นทางเลือก ([[alternate history|alternate histories]]) ที่มีอยู่มากมายร่วมกัน, เพื่อที่ว่าเมื่อนักเดินทางข้ามเวลาได้เดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีต, เขา/เธอ จะจบลงด้วยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในเส้นเวลาใหม่ที่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นสามารถจะมีความแตกต่างไปจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในเส้นเวลาที่ เขา/เธอ ได้เดินทางจากมา, แต่เส้นเวลาอันเป็นดั้งเดิมของเธอ/ของเขา ที่ได้เดินทางจากมานั้นไม่ได้ดับยุติลงไปด้วย (not cease to exist) (นี่จึงหมายความว่าการเกิดเหตุการณ์แบบปฏิทรรศน์คุณปู่นั้นสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่แรก แม้ว่าคุณปู่คุณย่าของนักเดินทางข้ามเวลาคนนั้นอาจจะถูกฆ่าตายในวัยหนุ่มสาวในเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ในเส้นเวลาเส้นใหม่ก็ตาม

== เส้นเวลาที่ไม่แน่นอน (Mutable timelines) ==

มีนักฟิสิกส์หรือนักปรัชญาไม่กี่คนที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ของ "การเปลี่ยนแปลง" ของช่วงเวลาที่เป็นอดีตที่ผ่านมายกเว้นในกรณีของจักรวาลหรือเอกภพที่มีอยู่หลายจักรวาล (multiple universes)  (หรือเรียกกันตามศัพท์อย่างเป็น "วิชาการ" หน่อยเช่น "[[โลกคู่ขนาน]]" หรือ "[[เอกภพคู่ขนาน]]" <ref>http://www.vcharkarn.com/varticle/313</ref>) และในความเป็นจริงหลายคนแย้งว่าแนวความคิดนี้ก็คือ "ความไม่สมเหตุสมผลกันตามหลักตรรกวิทยา" (logically incoherent) ดังนั้นแนวความคิดของเส้นเวลาที่ไม่แน่นอนจึงเป็นที่ยอมรับกันว่าไม่ค่อยได้ออกไปนอกกรอบของจินตนาการหรือแนวคิดของนิยายวิทยาศาสตร์มากนัก

== การเดินทางข้ามเวลาหรือการเดินทางใน[[ปริภูมิ-เวลา]] (spacetime travel) ==

ข้อคัดค้านที่ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นในบางครั้งเมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดของไทม์แมชชีน หรือ เครื่องจักรกลข้ามเวลา ในนิยายวิทยาศาสตร์ก็คือ การที่พวกเขาไม่สนใจการเคลื่อนที่ของโลก (เช่น การหมุนรอบตัวเอง และ การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก) ในช่วงระหว่างวันเวลาที่เครื่องจักรกลข้ามเวลาได้ออกเดินทางในเที่ยวขาไปและวันเวลาที่จะกลับมา ณ จุดตั้งต้นที่เดิมในเที่ยวขากลับ  แนวความคิดที่ว่านักเดินทางสามารถเข้าไปสู่เครื่องจักรที่จะส่งให้เขาหรือเธอนั้นได้ออกเดินทางข้ามกาลเวลาไปในปี ค.ศ.1865 และก้าวย่างออกมาจากเครื่อง ณ ตรงจุดบริเวณตำแหน่งที่เดียวกันบนโลกเหมือนเมื่อตอนแรกเริ่มออกเดินทางข้ามเวลาจากมานั้น อาจจะกล่าวได้ว่าอาจจะมีการละเลย หรือ ไม่ได้มีการสนใจถึงประเด็นปัญหาที่โลกขณะกำลังโคจรผ่านไปในพื้นที่บริเวณที่อยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์เลยก็ว่าได้, ซึ่งการเคลื่อนที่โคจรไปในกาแล็คซี่, และการเคลื่อนที่แบบอื่น ๆ อีก, เพื่อที่ว่าการให้การสนับสนุนในข้อโต้แย้งจากแนวความคิดจินตนาการนี้ว่าน่าจะ "สมจริง" กว่านี้นั้น โดยแท้จริงแล้วเครื่องไทม์แมชชีนควรปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปจากตำแหน่งของโลก ณ วันที่เริ่มต้นออกเดินทางนั้นอันเนื่องมาจากโลกเกิดการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งไปจากเดิมในอวกาศนั่นเอง  อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพปฏิเสธความคิดของ[[เวลาและปริภูมิสัมบูรณ์]] (absolute time and space);  ในทฤษฎีสัมพัทธภาพจะต้องไม่มีความจริงสากลเกี่ยวกับระยะทางเชิงพื้นที่ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน <ref name="Geroch">{{cite book | last = Geroch | first = Robert | title = General Relativity From A to B | publisher = The University of Chicago Press | year= 1978 | page = 124 | isbn = 0-226-28863-3}}</ref> (เช่น เหตุการณ์บนโลกในวันนี้และเหตุการณ์บนโลกในปี 1865), และดังนั้นจึงไม่มีความจริงแห่งวัตถุวิสัย (objective truth) ซึ่งจุดในปริภูมิในช่วงเวลาหนึ่งคือที่ "ตำแหน่งเดียวกัน" ซึ่งโลกเคยปรากฏอยู่ช่วงเวลาอื่น

== การเดินทางข้ามเวลาในนวนิยาย ==
{{ข้อมูลเพิ่มเติม|การเดินทางข้ามเวลาในนวนิยาย}}

แก่นเรื่องหรือประเด็นหลักของการเดินทางข้ามเวลาในนิยายวิทยาศาสตร์และในสื่อต่าง ๆ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ แนวเรื่องที่ใช้แนวคิดแบบเส้นเวลาแบบไม่เปลี่ยนรูป (immutable timeline);  แนวเรื่องที่ใช้แนวคิดแบบเส้นเวลาแบบเปลี่ยนรูป (mutable timeline); และ  แนวเรื่องที่ใช้แนวคิดแบบประวัติศาสตร์แบบมีทางเลือก (alternate histories), เช่นเดียวกับการมีปฏิสัมพันธ์แบบ[[การตีความแบบพหุโลก]] (interacting-many-worlds interpretation) <ref>{{cite journal | last = Grey | first = William | title = Troubles with Time Travel | journal = Philosophy | volume = 74 | issue = 1 | pages = 55–70 | year = 1999 | publisher =Cambridge University Press| doi = 10.1017/S0031819199001047 }}</ref><ref>{{Cite book | last = Rickman | first = Gregg | title = The Science Fiction Film Reader | publisher = Limelight Editions | year = 2004 | isbn = 0-87910-994-7}}</ref><ref>{{cite book | last = Schneider | first = Susan | title = Science Fiction and Philosophy: From Time Travel to Superintelligence | publisher = Wiley-Blackwell | year = 2009 | isbn = 1-4051-4907-8 }}</ref>  ในนวนิยาย, ''เส้นเวลา'' (timeline) ใช้เพื่ออ้างอิงถึงเหตุการณ์ทางกายภาพทั้งหมดในประวัติศาสตร์, เพื่อที่ว่าเรื่องราวในการเดินทางข้ามเวลาที่เหตุการณ์สามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้, นักเดินทางข้ามเวลาจะอธิบายได้ว่ามีการสร้างเส้นเวลาใหม่หรือเส้นเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง <ref name="Prucher"/>  การใช้คำนี้แตกต่างจากการใช้คำว่าเส้นเวลาเพื่ออ้างถึงประเภทของแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงชุดของเหตุการณ์โดยเฉพาะ, และแนวคิดนี้ก็แตกต่างจากคำว่า[[เส้นโลก]], ซึ่งเป็นคำที่มาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ซึ่งหมายถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดของวัตถุเอกเทศ

==  ดูเพิ่ม ==
{{multicol}}

=== มโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลา โดย พรเทพ สหขัยรุ่งเรือง=== 
* http://www.slideshare.net/nsumato/ss-70800115
=== Speculations ===
* [[Krasnikov tube]]
* [[Retrocausality]]
* [[Ring singularity]]
* [[Wheeler–Feynman absorber theory]]
{{multicol-break}}

=== Claims of time travel ===
* [[Chronovisor]]
* [[Billy Meier]]
* [[Moberly-Jourdain incident]]
* [[Montauk Project]]
* [[Philadelphia Experiment]]
* [[Time slip]]
* [[Time travel urban legends]]
* [[John Titor]]
{{multicol-break}}

=== Fiction, humor ===
* [[List of time travel science fiction]]
* [[List of games containing time travel]]
* [[Thiotimoline]]
* [[Time travel in fiction]]
{{multicol-end}}

== บรรณานุกรม ==
{{Refbegin}}
* {{Cite book | first = Mallory | last = Curley | title = Beatle Pete, Time Traveller | year = 2005 | publisher = Randy Press}}
* {{Cite book | first = Paul | last = Davies | authorlink = Paul Davies | title = About Time | year = 1996 | publisher = Pocket Books | isbn = 0-684-81822-1}}
* {{Cite book | first = Paul | last = Davies| title = How to Build a Time Machine | year = 2002 | publisher = Penguin Books Ltd | isbn = 0-14-100534-3}}
* {{Cite book | first = Richard M | last = Gale | title = The Philosophy of Time | year = 1968 | isbn = 0-333-00042-0 | publisher = Palgrave Macmillan}}
* {{Cite book | first = J. Richard | last = Gott | title = Time Travel in Einstein's Universe: The Physical Possibilities of Travel Through Time | isbn = 0-618-25735-7 | year = 2002 | publisher = Mariner Books | location = Boston}}
* {{Cite book | first = John | last = Gribbin | authorlink = John Gribbin | title = In Search of Schrödinger's Cat | year = 1985 | publisher = Corgi Adult | isbn = 0-552-12555-5}}
* {{Cite journal | last = Miller | first = Kristie | title = Time travel and the open future | journal = Disputatio | volume = 1 | issue = 19 | year = 2005 | pages = 223–232}}
* {{Cite book | first = Paul J. | last = Nahin | title = Time Machines: Time Travel in Physics, Metaphysics, and Science Fiction | year = 2001 | publisher = Springer-Verlag New York Inc. | isbn = 0-387-98571-9}}
* Nahin, Paul J. (1997). ''Time Travel: A writer's guide to the real science of plausible time travel''. Writer's Digest Books. Cincinnati, Ohio. ISBN 0-89879-748-9
* {{Cite journal | first = H | last = Nikolic | title = Causal paradoxes: a conflict between relativity and the arrow of time| arxiv=gr-qc/0403121 | journal = Foundations of Physics Letters | volume = 19 | issue = 3 | page = 259 | year = 2006 | doi = 10.1007/s10702-006-0516-5 | bibcode = 2006FoPhL..19..259N}}
* {{Cite book | first = Heinz | last = Pagels | authorlink = Heinz Pagels | title = Perfect Symmetry, the Search for the Beginning of Time | year = 1985 | publisher = Simon & Schuster | isbn = 0-671-46548-1}}
* {{Cite book | first = Clifford | last = Pickover | authorlink = Clifford A. Pickover | title = Time: A Traveler's Guide | year = 1999 | publisher = Oxford University Press Inc, USA | isbn = 0-19-513096-0}}
* {{Cite book | first = Jenny | last = Randles | authorlink = Jenny Randles | title = Breaking the Time Barrier | year = 2005 | publisher = Simon & Schuster Ltd | isbn = 0-7434-9259-5}}
* {{Cite journal | first = Graham M | last = Shore | title = Constructing Time Machines | journal = Int. J. Mod. Phys. A, Theoretical| arxiv=gr-qc/0210048 | volume = 18 | issue = 23 | page = 4169 | year = 2003 | doi = 10.1142/S0217751X03015118 | bibcode = 2003IJMPA..18.4169S}}
* {{Cite book | first = David | last = Toomey | title = The New Time Travelers: A Journey to the Frontiers of Physics | year = 2007 | publisher = W.W. Norton & Company | isbn = 978-0-393-06013-3}}
* {{Cite book | first = David | last = Wittenberg | title = Time Travel: The Popular Philosophy of Narrative | year = 2013 | publisher = Fordham University Press | isbn = 978-0-823-24997-8}}
{{Refend}}

==  แหล่งข้อมูลอื่น ==
{{Commons category|Time travel}}
{{Wiktionary|time travel}}
* มโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลา โดย พรเทพ สหขัยรุ่งเรือง http://www.slideshare.net/nsumato/ss-70800115
* [http://www.vega.org.uk/video/programme/61 Black holes, Wormholes and Time Travel], a Royal Society Lecture
* [http://www.xibalba.demon.co.uk/jbr/chrono.html SF Chronophysics], a discussion of Time Travel as it relates to science fiction
* [http://www.asimovs.com/_issue_0407/onthenet2.shtml On the Net: Time Travel] by James Patrick Kelly
* {{HowStuffWorks|time-travel|How Time Travel Will Work}}
* [http://www.theory.caltech.edu/people/patricia/lctoc.html Time Travel in Flatland?] {{Webarchive|url=https://web.archive.org/web/20050319090955/http://www.theory.caltech.edu/people/patricia/lctoc.html |date=2005-03-19 }}
* [http://www.pbs.org/wgbh/nova/time NOVA Online: Time Travel]
* [http://www.physorg.com/news63371210.html Professor Predicts Human Time Travel This Century]
* [http://web.mit.edu/adorai/timetraveler Time Traveler Convention] at [[MIT]]
* [http://www.math.siu.edu/Kocik/tm/tm-all-ch.htm Time Machines in Physics] {{Webarchive|url=https://web.archive.org/web/20130218025801/http://www.math.siu.edu/Kocik/tm/tm-all-ch.htm |date=2013-02-18 }} – almost 200 citations from 1937 through 2001
* [http://plato.stanford.edu/entries/time-travel-phys/ Time Travel and Modern Physics] at the Stanford Encyclopedia of Philosophy
* [http://www.iep.utm.edu/t/timetrav.htm Time Travel] at the Internet Encyclopedia of Philosophy
* [http://timetravel.net46.net/Aparta_Models_of_Time.pdf Aparta Krystian: Conventional Models of Time and Their Extensions in Science Fiction]
* [http://www.telegraph.co.uk/science/large-hadron-collider/3324491/Time-travellers-from-the-future-could-be-here-in-weeks.html Time travellers from the future 'could be here in weeks'] {{Webarchive|url=https://web.archive.org/web/20140123163645/http://www.telegraph.co.uk/science/large-hadron-collider/3324491/Time-travellers-from-the-future-could-be-here-in-weeks.html |date=2014-01-23 }}
* [http://xstructure.inr.ac.ru/x-bin/theme3.py?level=1&index1=-166308 Time machine on arxiv.org]
* [http://www.foxnews.com/scitech/2011/07/25/time-travel-is-impossible-scientists-say/ Time Travel impossible, Scientists say]
* [http://www.technewsworld.com/story/72969.html Time Travel a No Go? No Way]
{{Time travel}}
{{Time Topics}}
{{Science fiction}}

{{DEFAULTSORT:Time travel}}
[[หมวดหมู่:แก่นเรื่องในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์]]

== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง}}

[[หมวดหมู่:วิทยาศาสตร์ในจินตนาการ]]
[[หมวดหมู่:เวลา]]
[[หมวดหมู่:ปรัชญาฟิสิกส์]]
[[หมวดหมู่:การเดินทางข้ามเวลา]]
[[หมวดหมู่:แก่นเรื่องในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์]]

{{โครงวิทยาศาสตร์}}