Difference between revisions 42318 and 42320 on thwikibooks<div id="91"></div> {| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;" |- |<div><br> </div>[[ไฟล์:A old white plate-Cetiyas Nirvana.png|59px|link=]] {{fs|131%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}} {| width="99%" |- (contracted; show full)ผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ถวายภัตอันเป็นส่วน (ของตน) แก่พระปัจเจกพุทธะ นามว่าอุปริฏฐะ แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ' เราไม่พึงได้ฟังบทว่า ไม่มี ' ในกาลแห่งตนเป็นคนขนหญ้าชื่ออันนภาระ. หากว่า เราทราบ ความนั้นแล้ว พึงเฉยเสียไซร้, แม้ศีรษะของเราพึงแตกออก ๗ เสี่ยง " จึงบรรจุถาดให้เต็มด้วยขนมทิพย์ทั้งหลายแล้ว . บุรุษนั้นนำถาดมาวางไว้ใน สำนักของเจ้าศากยะเหล่านั้น แล้วเปิดออก. กลิ่นของขนมทิพย์เหล่านั้น <div id="401"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 401]] แผ่ซ่านไปทั่วพระนคร. ก็เมื่อขนมพอสักว่าอันเจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงวาง ไว้ในพระโอษฐ์ กลิ่นนั้นได้แผ่ไปสู่เส้นสำหรับรสตั้ง ๗ พันตั้งอยู่แล้ว. เจ้าอนุรุทธะทรงดำริว่า "ในกาลก่อนแต่นี้ พระมารดาเห็นจะไม่ ทรงรักเรา. เพราะในกาลอื่น พระองค์ท่านไม่เคยทอดขนมไม่มีแก่เรา. " พระกุมารนั้นไปแล้ว ทูลกะพระมารดาอย่างนี้ว่า " ข้าแต่พระมารดา หม่อมฉันไม่เป็นที่รักของพระองค์หรือ ?" มารดา. พ่อ พูดอะไร ? เจ้าเป็นที่รักยิ่งของแม่ แม้กว่านัยน์ตา ทั้งสอง แม้กว่าเนื้อในหทัย. อนุรุทธะ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าหม่อมฉันเป็นที่รักของพระองค์ไซร้. เพราะเหตุอะไร ? ในกาลก่อน พระองค์จึงไม่ได้ประทานขนมไม่มีเห็น ปานนี้แก่หม่อมฉัน. พระนางตรัสถามบุรุษนั้นว่า " พ่อ อะไรได้มีในถาดหรือ ?" บุรุษนั้นทูลว่า " มี พระแม่เจ้า, ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนมทั้งหลาย, ขนมเห็นปานนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น." พระนางดำริว่า " บุตรของเราได้ทำบุญไว้แล้ว, ขนมทิพย์จัก เป็นของอันเทพดาทั้งหลายส่งไปให้บุตรของเรา." แม้เจ้าอนุรุทธะ ก็ทูลกะพระมารดาว่า " ข้าแต่พระแม่เจ้า ขนม เห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยกินเลย, จำเดิมแต่นี้ พระองค์พึงทอดเฉพาะ ขนมไม่มีเท่านั้น แก่หม่อมฉัน." จำเดิมแต่นั้น พระนางทรงล้างถาดทองคำแล้ว ปิดด้วยถาดใบอื่น ส่งไป (ให้) ในเวลาเจ้าอนุรุทธะทูลว่า " หม่อมฉันมีประสงค์จะบริโภค ขนม." เทพดาทั้งหลายย่อมยังถาดให้เต็ม (ด้วยขนม). พระกุมารนั้น <div id="402"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 402]] เมื่ออยู่ในท่ามกลางวัง มิได้ทราบเนื้อความแห่งบทว่า "ไม่มี" ด้วย อาการอย่างนี้ เสวยแต่ขนมทิพย์ทั้งนั้น. ก็เมื่อโอรสของเจ้าศากยะผนวชตามลำดับตระกูล เพื่อเป็นบริวาร ของพระศาสดา, เมื่อเจ้ามหานามศากยะตรัสว่า " พ่อ ในตระกูลของพวก เรา ใคร ๆ ซึ่งบวชแล้วไม่มี, เธอหรือฉันควรจะบวช." เจ้าอนุรุทธะ ตรัสว่า " หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง ไม่สามารถจะบวชได้." เจ้ามหานาม. ถ้ากระนั้น เธอจงเรียนการงานเสีย. ฉันจักบวช. เจ้าอนุรุทธะ. ชื่อว่าการงานนี้ เป็นอย่างไร ? จริงอยู่ เจ้าอนุรุทธะย่อมไม่ทราบแม้ที่เกิดขึ้นแห่งภัต, จักทราบ การงานได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น. ก็วันหนึ่ง เจ้าศากยะสามพระองค์ คือ อนุรุทธะ ภัททิยะ กิมพิละ ปรึกษากันว่า " ชื่อว่าภัต เกิดในที่ไหน ?" บรรดาเจ้าศากยะทั้งสาม พระองค์นั้น เจ้ากิมพิละตรัสว่า " ภัตเกิดขึ้นในฉาง." ได้ยินว่าวันหนึ่ง เจ้ากิมพิละนั้น ได้เห็นข้าวเปลือกที่เขาขึ้นใส่ในฉาง; เพราะฉะนั้น จึงตรัส อย่างนี้ ด้วยสำคัญว่า " ภัต ย่อมเกิดขึ้นในฉาง." ครั้งนั้น เจ้าภัททิยะตรัสกะเจ้ากิมพิละนั้นว่า " ท่านยังไม่ทราบ " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ธรรมดาภัต ย่อมเกิดขึ้นในหม้อข้าว." ได้ยินว่า วันหนึ่ง เจ้าภัททิยะนั้น เห็นชนทั้งหลายคดภัตออกจากหม้อข้าวนั้นแล้ว ได้ทำความสำคัญว่า " ภัตนั่นเกิดขึ้นในหม้อนี้เอง," เพราะฉะนั้น จึงตรัส อย่างนั้น. เจ้าอนุรุทธะตรัสกะเจ้าทั้งสองนั้นว่า " แม้ท่านทั้งสองก็ยังไม่ ทราบ" แล้วตรัสว่า " ภัตเกิดขึ้นในถาดทองคำใบใหญ่๑ ซึ่งสูงได้ ๑. โตก. <div id="403"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 403]] ศอกกำมา." ได้ยินว่า ท่านไม่เคยเห็นเขาตำข้าวเปลือก ไม่เคยเห็นเขาหุงภัต, ท่านเห็นแต่ภัตที่เขาคดออกไว้ในถาดทองคำแล้ว ตั้งไว้ข้างหน้าเท่านั้น; เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความสำคัญว่า " ภัตนั่น ย่อมเกิดขึ้นในถาด นั่นเอง; เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น. กุลบุตรผู้มีบุญมาก เมื่อไม่รู้แม้ ที่เกิดขึ้นแห่งภัตอย่างนั้น จักรู้การงานทั้งหลายอย่างไรได้. เจ้าอนุรุทธะนั้น ได้สดับความที่การงานทั้งหลายที่เจ้าพี่ตรัสบอก โดยนัยเป็นต้นว่า " อนุรุทธะ จงมาเถิด, ฉันจักสอนเพื่อการอยู่ครองเรือน แก่เธอ: อันผู้อยู่ครองเรือน จำต้องไถนาก่อน " ดังนี้ เป็นของไม่มีที่สุด จึงทูลลาพระมารดาว่า " ความต้องการด้วยการอยู่ครองเรือนของหม่อมฉัน ไม่มี" แล้วเสด็จออกไปพร้อมกับพระโอรสของเจ้าศากยะห้าพระองค์มีเจ้า ภัททิยะเป็นประมุข เข้าไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน ทรงผนวชแล้ว, ก็แลครั้นผนวชแล้ว พระอนุรุทธะเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ โดยลำดับ เป็นผู้นั่งบนอาสนะเดียว สามารถเล็งดูโลกธาตุพ้นหนึ่งได้ ด้วยทิพยจักษุ ดุจผลมะขามป้อมที่บุคคลวางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น จึงเปล่ง อุทานขึ้นว่า :- " เราย่อมระลึกได้ซึ่งบุพเพนิวาส,๑ ทิพยจักษุเรา ก็ชำระแล้ว, เราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ถึงฤทธิ์, คำสอนของพระพุทธเจ้า อันเราทำแล้ว." พิจารณาดูว่า " เราทำกรรมอะไรหนอ ? จึงได้สมบัตินี้ " ทราบได้ว่า " เราได้ตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ " ทราบ (ต่อไป) อีกว่า " เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ในกาล ๑. ขันธ์อันอาศัยอยู่ในกาลก่อน. <div id="404"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 404]] ชื่อโน้น ได้อาศัยสุมนเศรษฐี ในกรุงพาราณสีเลี้ยงชีพ เป็นผู้ชื่อว่า อันนภาระ" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า :- " ในกาลก่อน เราเป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ เป็นคน เข็ญใจ ขนหญ้า เราถวายบิณฑบาตแก่พระอุปริฏฐ- ปัจเจกพุทธะ ผู้มียศ." พระเถระระลึกถึงสหายเก่า ครั้งนั้น ท่านได้มีความปริวิตกฉะนี้ว่า " สุมนเศรษฐีผู้เป็นสหาย ของเรา ได้กหาปณะแล้วรับเอาส่วนบุญจากบิณฑบาตซึ่งเราถวายแก่พระ- อุปริฏฐปัจเจกพุทธะ ในกาลนั้น, บัดนี้ เกิดในที่ไหนหนอแล ?" ทีนั้น ท่านได้เล็งเห็นเศรษฐีนั้นว่า " บ้านชื่อว่ามุณฑนิคม มีอยู่ที่เชิงเขาใกล้ดงไฟ ไหม้. อุบาสกชื่อมหามุณฑะในมุณฑนิคมนั้น มีบุตรสองคน คือมหาสุมนะ, จูฬสุมนะ, ในบุตรสองคนนั้น สุมนเศรษฐี เกิดเป็นจูฬสุมนะ; " ก็แล ครั้นเห็นแล้ว คิดว่า " เมื่อเราไปในที่นั้น, อุปการะจะมีหรือไม่มีหนอ ?" ท่านใคร่ครวญอยู่ได้เห็นเหตุนี้ว่า " เมื่อเราไปในที่นั้น. จูฬสุมนะนั้น มีอายุ ๗ ขวบเท่านั้นจักออกบวช, และจักบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผม เสร็จนั่นเอง:" ก็แลท่านครั้นเห็นแล้ว เมื่อภายในกาลฝนใกล้เข้ามา จึง ไปทางอากาศลงที่ประตูบ้าน. ส่วนมหามุณฑอุบาสก เป็นผู้คุ้นเคยของ พระเถระแม้ในกาลก่อนเหมือนกัน. เขาเห็นพระเถระครองจีวรในเวลา บิณฑบาต จึงกล่าวกะมหาสุมนะผู้บุตรว่า " พ่อ พระผู้เป็นเจ้าอนุรุทธ- เถระของเรามาแล้ว; เจ้าจงไปรับบาตรของท่านให้ทันเวลาที่ใครๆ คนอื่น ยังไม่รับบาตรของท่านไป; พ่อจักให้เขาปูอาสนะไว้." มหาสุมนะได้ทำ อย่างนั้นแล้ว. อุบาสกอังคาสพระเถระภายในเรือนโดยเคารพแล้ว รับ <div id="405"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 405]] ปฏิญญาเพื่อต้องการแก่การอยู่ ( จำพรรษา ) ตลอดไตรมาส. พระเถระรับ นิมนต์แล้ว. ครั้งนั้น อุบาสกปฏิบัติพระเถระนั้นตลอดไตรมาส เป็นเหมือน ปฏิบัติอยู่วันเดียว ในวันมหาปวารณา จึงนำไตรจีวรและอาหารวัตถุ มีน้ำอ้อย น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้นมาแล้ว วางไว้ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า " ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับเถิด ขอรับ." ไม่รับวัตถุกลับได้สามเณร พระเถระ. อย่าเลยอุบาสก ความต้องการด้วยวัตถุนี้ของฉัน ไม่มี. อุบาสก. ท่านผู้เจริญ นี่ชื่อว่า วัสสาวาสิกลาภ (คือลาภอันเกิดแก่ ผู้อยู่จำพรรษา), ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับวัตถุนั้นไว้เถิด. พระเถระ. ช่างเถิด อุบาสก. อุบาสก. ท่านย่อมไม่รับเพื่ออะไร ? ขอรับ. พระเถระ. แม้สามเณรผู้เป็นกับปิยการก ในสำนักของฉันก็ไม่มี. อุบาสก. ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นมหาสุมนะเป็นบุตรของกระผม จักเป็นสามเณร. พระเถระ. อุบาสก ความต้องการด้วยมหาสุมนะของฉันก็ไม่มี. อุบาสก, ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าจงให้จูฬสุมนะ บวชเถิด. พระเถระ. รับว่า "ดีละ" แล้วให้จูฬสุมนะบวช. จูฬสุมนะนั้น บรรลุอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง. <div id="406"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 406]] พระเถระ อยู่ในที่นั้นกับจูฬสุมนสามเณรนั้นประมาณกึ่งเดือนแล้ว ลาพวกญาติของเธอว่า " พวกฉันจักเฝ้าพระศาสดา" ดังนี้แล้วไปทาง อากาศ ลงที่กระท่อมอันตั้งอยู่ในป่า ในหิมวันตประเทศ. พระเถระปรารภความเพียรเสมอ ก็พระเถระ แม้ตามปกติเป็นผู้ปรารภความเพียร. เมื่อท่านกำลัง จงกรมอยู่ในที่นั้น ในคืนแรกและคืนต่อมา ลมในท้องตั้งขึ้นแล้ว. ครั้งนั้น สามเณรเห็นท่านลำบาก จึงเรียนถามว่า " ท่านขอรับ โรคอะไร ? ย่อมเสียดแทงท่าน." พระเถระ. ลมเสียดท้องเกิดขึ้นแก่ฉันแล้ว. สามเณร. แม้ในกาลอื่น ลมเสียดท้องเคยเกิดขึ้นหรือ ขอรับ. พระเถระ. เออ ผู้มีอายุ. สามเณร. ความสบาย ย่อมมีด้วยอะไรเล่า ? ขอรับ. พระเถระ. เมื่อฉันได้น้ำดื่มจากสระอโนดาต, ความสบายย่อมมี ผู้มีอายุ. สามเณร. ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น กระผมจะนำมา (ถวาย). พระเถระ. เธอจักอาจ (นำมา) หรือ ? สามเณร. สามเณร. อาจอยู่ ขอรับ. พระเถระ. ถ้ากระนั้น นาคราชชื่อปันนกะ ในสระอโนดาตย่อม รู้จักฉัน. เธอจงบอกแก่นาคราชนั้น แล้วนำขวดน้ำดื่มขวดหนึ่งมาเพื่อ ประโยชน์แก่การประกอบยาเถิด. เธอรับว่า " ดีละ" แล้วไหว้พระอุปัชฌายะ เหาะขึ้นสู่เวหาสได้ไป ตลอดที่ ๕๐๐ โยชน์แล้ว. <div id="407"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 407]] สามเณรต่อสู้กับพระยานาค ก็วันนั้น นาคราชมีนาคนักฟ้อนแวดล้อมแล้ว ปรารถนาจะเล่นน้ำ. นาคราชนั้น พอได้เห็นสามเณรผู้ไปอยู่เท่านั้น ก็โกรธคิดเห็นว่า " สมณะ โล้นนี้ เที่ยวโปรยฝุ่นที่เท้าของตนลงกระหม่อมของเรา, สมณะโล้นนี้ จักเป็นผู้มาแล้วเพื่อต้องการน้ำดื่มในสระอโนดาต, บัดนี้เราจะไม่ให้น้ำดื่ม แก่เธอ " ดังนี้แล้ว นอนปิดสระอโนดาตซึ่งมีประมาณถึง ๕๐๐ โยชน์ด้วย พังพาน ดุจบุคคลปิดหม้อข้าวด้วยถาดใหญ่ฉะนั้น. สามเณร พอแลดูอาการของนาคราชแล้วก็ทราบว่า " นาคราชนี้ โกรธแล้ว" จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- " นาคราช ผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟัง (คำ) ของข้าพเจ้าเถิด, จงให้หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นผู้มาแล้วเพื่อประโยชน์แก่น้ำสำหรับประ- กอบยา." นาคราชฟังคาถานั้นแล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :- " แม่น้ำใหญ่ชื่อคงคา ณ เบื้องทิศบูรพา ย่อมไหล ไปสู่มหาสมุทร, ท่านจงนำเอาน้ำดื่มจากแม่น้ำคงคา นั้นไปเถิด." สามเณรฟังคำนั้นแล้วคิดว่า " พระยานาคนี้จักไม่ให้ตามความ ปรารถนาของตน, เราจักทำพลการให้มันรู้อานุภาพใหญ่ จักข่มพระยานาค นี้แล้ว จึงจักนำน้ำดื่มไป " ดังนี้แล้ว กล่าวว่า " มหาราช พระอุปัชฌายะ ให้ข้าพเจ้านำน้ำดื่มมาจากสระอโนดาตเท่านั้น, เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึง <div id="408"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 408]] จักนำน้ำดื่มนี้อย่างเดียวไป, ท่านจงหลีกไปเสียอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย" ดังนี้ แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า:- " ข้าพเจ้าจักนำน้ำดื่มไปจากสระอโนดาตนี้เท่า นั้น, ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความต้องการด้วยน้ำดื่มนี้เท่านั้น, ถ้าเรี่ยวแรงและกำลังมีอยู่ไซร้, นาคราชท่านจงขัด ขวางไว้เถิด." ครั้งนั้น พระยานาคกล่าวกะเธอว่า :- " สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอย่างลูกผู้ชาย ไซร้, ข้าพเจ้าชอบใจคำพูดของท่าน, เชิญท่านนำ น้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด." ลำดับนั้น สามเณรตอบกะพระยานาคนั้นว่า " มหาราช ข้าพเจ้าจัก นำไปอย่างนั้น, เมื่อพระยานาคพูดว่า " เมื่อท่านสามารถก็จงนำไปเถิด" รับปฏิญญาถึง ๓ ครั้งว่า " ถ้ากระนั้น ท่านจงรู้ด้วยดีเถิด " แล้วคิดว่า " การที่เราแสดงอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนาแล้วจึงนำน้ำไป สมควรอยู่" ได้ไปสู่สำนักของพวกอากาสัฏฐกเทพดาก่อน. เทพดาเหล่านั้นมาไหว้แล้ว กล่าวว่า " อะไรกัน ? ขอรับ " แล้วพากันยืนอยู่. สามเณรกล่าวว่า " สงครามของข้าพเจ้ากับปันนกนาคราชจักมี ที่ หลังสระอโนดาตนี่, พวกท่านจงไปในที่นั้นแล้ว ดูความชนะและความ แพ้." สามเณรนั้นเข้าไปหาท้าวโลกบาลทั้ง ๔ และท้าวสักกะ ท้าวสุยาม ท้าวสันดุสิต ท้าวสุนิมมิต และท้าววสวัตดี แล้วบอกเนื้อความนั้นโดย ทำนองนั้นแล. ต่อแต่นั้น สามเณรไปโดยลำดับจนถึงพรหมโลก อัน พรหมทั้งหลาย ในที่นั้นๆ ผู้มาไหว้แล้วยืนอยู่ถามว่า " อะไรกัน ? ขอรับ " จึงแจ้งเนื้อความนั้น. <div id="409"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 409]] สามเณรนั้นเที่ยวไปบอกในที่ทุกแห่ง ๆ โดยครู่เดียวเท่านั้น เว้น เสียแต่อสัญญีสัตว์และอรูปพรหม ด้วยอาการอย่างนี้. ถึงเทพดาทุก ๆ จำพวกฟังคำของเธอแล้ว ประชุมกันเต็มอากาศ ไม่มีที่ว่าง ที่หลังสระอโนดาต ดุจจุรณแห่งขนมที่บุคคลใส่ไว้ในทะนาน ฉะนั้น. สามเณรเชิญเทพดามาดูการรบ เมื่อหมู่เทพดาประชุมกันแล้ว, สามเณรยืน ณ อากาศ กล่าวกะ พระยานาคว่า:- " นาคราช ผู้มีเดชกล้า มีกำลังมาก ท่านจงฟัง คำของข้าพเจ้า ท่านจงให้หม้อน้ำดื่มแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นผู้มาเพื่อต้องการน้ำประกอบยา." ทีนั้น นาคกล่าวกะเธอว่า :- " สามเณร ถ้าท่านมีความกล้าหาญอยู่อย่างลูก ผู้ชายไซร้, ข้าพเจ้าชอบใจคำพูดของท่าน, ท่านจงนำ น้ำดื่มของข้าพเจ้าไปเถิด." สามเณรนั้นรับคำปฏิญญาของนาคราชถึง ๓ ครั้งแล้ว ยืน ณ อากาศนั้นเอง นิรมิตอัตภาพเป็นพรหมประมาณ ๑๒ โยชน์ แล้วลงจากอากาศ เหยียบ ที่พังพานของพระยานาค กดให้หน้าคว่ำลงแล้ว. ในทันทีนั้นเอง เมื่อ สามเณรพอสักว่าเหยียบพังพานของพระยานาคเท่านั้น แผ่นพังพานได้ หดเข้าประมาณเท่าทัพพี ดุจหนังสดอันบุรุษผู้มีกำลังเหยียบแล้วฉะนั้น. ในที่ซึ่งพ้นจากพังพานของพระยานาคออกมา สายน้ำประมาณเท่าลำตาล <div id="410"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 410]] พุ่งขึ้นแล้ว. สามเณรยังขวดน้ำดื่มให้เต็ม ณ อากาศนั้นเอง. หมู่เทพได้ ให้สาธุการแล้ว. พระยานาคแพ้สามเณร นาคราชละอาย โกรธต่อสามเณรแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของนาคราช นั้นได้มีสีดุจดอกชบา. พระยานาคนั้นคิดว่า " สมณะโล้นนี้ให้หมู่เทพ ประชุมกันแล้ว ถือเอาน้ำดื่ม ยังเราให้ละอายแล้ว, เราจะจับเธอ สอด มือเข้าในปากแล้ว ขยี้เนื้อหทัยของเธอเสีย, หรือจะจับเธอที่เท้า แล้ว ขว้างไปฟากแม่น้ำข้างโน้น " ดังนี้แล้วติดตามไปโดยเร็ว. แม้ติดตามไป อยู่ ก็ไม่สามารถจะทันสามเณรได้เลย. สามเณรมาแล้ว วางน้ำดื่มไว้ในมือพระอุปัชฌายะ เรียนว่า " ขอท่าน จงดื่มเถิด ขอรับ." พระยานาคพูดเท็จแต่สามเณรไม่พูดเท็จ แม้พระยานาคก็มาข้างหลัง กล่าวว่า " ท่านอนุรุทธะผู้เจริญ สามเณร ถือเอาน้ำซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้เลยมา, ขอท่านจงอย่าดื่ม." พระเถระ. ถามว่า " นัยว่า อย่างนั้นหรือ ? สามเณร." สามเณร. ขอนิมนท์ท่านดื่มเถิด ขอรับ, น่าดื่มอันพระยานาคนี้ ให้แล้ว กระผมจึงนำมา. พระเถระทราบว่า " ขึ้นชื่อว่าการกล่าวคำเท็จของสามเณรผู้เป็น ขีณาสพ ย่อมไม่มี " จึงดื่มน้ำแล้ว. อาพาธของท่านสงบลงในขณะนั้นเอง. นาคราชกล่าวกะพระเถระอีกว่า " ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้อัน สามเณรให้หมู่เทพทั้งหมดประชุมกันให้ละอายแล้ว ข้าพเจ้าจักผ่าหทัย ของเธอ, หรือจักจับเธอที่เท้า และขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำข้างโน้น." <div id="411"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 411]] พระเถระกล่าวว่า " มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก, ท่านจักไม่ สามารถเพื่อสู้รบกับสามเณรได้; ท่านจงให้สามเณรนั้น อดโทษแล้วกลับ ไปเสียเถิด." พระยานาคขอขมาสามเณร พระยานาคนั้น ย่อมรู้อานุภาพของสามเณรแม้เอง, แต่ติดตามมา เพราะความละอาย. ลำดับนั้น พระยานาคให้สามเณรนั้นอดโทษตามคำของพระเถระ ทำความชอบพอกันฉันมิตรกับเธอ จึงกล่าวว่า " จำเดิม ความต้องการด้วยน้ำในสระอโนดาตมีอยู่, กิจด้วยการมาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ย่อมไม่มี พระผู้เป็นเจ้าพึงส่ง (ข่าว) ไปถึงข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเองจักนำ น้ำมาถวาย " ดังนี้แล้ว หลีกไป, แม้พระเถระก็พาสามเณรไปแล้ว . พระศาสดาทรงทราบความมาแห่งพระเถระแล้ว ประทับนั่งทอด- พระเนตรการมาแห่งพระเถระบนปราสาทของมิคารมารดา. ถึงพวกภิกษุ ก็เห็นพระเถระซึ่งกำลังมา ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรและจีวร. พวกภิกษุล้อเลียนสามเณร ครั้งนั้น ภิกษุนางพวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ที่หูทั้ง ๒ บ้าง ที่แขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า " ไม่กระสันหรือ ? สามเณร." พระศาสดา ทอดพระเนตรเห็นกิริยาซึ่งภิกษุนั้นแล้ว ทรงดำริว่า " กรรมของ ภิกษุเหล่านี้หยาบจริง. ภิกษุเหล่านี้ จับสามเณรเป็นดุจจับอสรพิษที่คอ, พวกเธอหารู้อานุภาพของสามเณรไม่; วันนี้ การที่เราทำคุณของสุมน- สามเณรให้ปรากฏ สมควรอยู่." แม้พระเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง. <div id="412"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 412]] พระศาสดาทรงทำคุณของสามเณรให้ปรากฏ พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับด้วยท่านแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท- เถระมาว่า " อานนท์ เราเป็นผู้มีความประสงค์เพื่อจะล้างเท้าทั้งสองด้วย น้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณรแล้วให้นำน้ำมาเถิด." พระเถระ ให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหารประชุมกันแล้ว. บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณร ทั้งหมด. พระเถระกล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า " สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต, เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด." สามเณรนั้นไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า " กระผมไม่สามารถ ขอรับ. " พระเถระถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือ โดยลำดับ. แม้สามเณรเหล่านั้น ก็พูดปลีกตัวอย่างนั้นแล. มีคำถามว่า " ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ เณรผู้เป็นขีณาสพ ไม่มีหรือ ?" แก้ว่า " มีอยู่. แต่สามเณรเหล่านั้นไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็นว่า " พวงดอกไม้นี้ พระศาสดาไม่ทรงผูกไว้เพื่อพวกเรา พระองค์ทรงผูกไว้ เพื่อสุมนสามเณรองค์เดียว. แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชนไม่ปรารถนา ก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถนั่นเอง. " ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า, พระเถระกล่าวว่า " สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำ ในสระอโนดาต, ได้ยินว่า เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา" สุมนสามเณร นั้น เรียนว่า " เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา, กระผมจักนำมา" ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า <div id="413"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 413]] พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาตหรือ ? พระเจ้าข้า " พระศาสดา ตรัสว่า " อย่างนั้น สุมนะ. " สุมนสามเณรนั้น เอามือจับหม้อใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งจุน้ำได้ตั้ง ๖๐ หม้อ ในบรรดาหม้อสำหรับเสนาสนะ ซึ่งเลี่ยมดาดด้วยทองแท่ง อัน นางวิสาขาให้สร้างไว้ หิ้วไปด้วยคิดว่า " ความต้องการของเราด้วยหม้อ อันเรายกขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่านี้ ย่อมไม่มี " เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้า ต่อหิมวันตประเทศ รีบไปแล้ว. นาคราชเห็นสามเณรซึ่งกำลังมาแต่ไกลเทียว จึงต้อนรับ แบกหม้อ ด้วยจะงอยบ่า กล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า เมื่อผู้รับใช้เช่นข้าพเจ้ามีอยู่เพราะ อะไร พระผู้เป็นเจ้าจึงมาเสียเอง; เมื่อความต้องการน้ำมีอยู่, เหตุไร ? พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ส่งเพียงข่าวสาสน์มา" ดังนี้แล้ว เอาหม้อตักน้ำแบกเอง กล่าวว่า " นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิดขอรับ, ข้าพเจ้าเอง จักนำไป. " สามเณรกล่าวว่า " มหาราช ท่านจงหยุด, ข้าพเจ้าเองเป็นผู้ อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้มา " ดังนี้ให้พระยานาคกลับแล้ว เอามือจับ ที่ขอบปากหม้อ เหาะมาทางอากาศ. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแลดูเธอซึ่งกำลังมา ตรัสเรียกพวกภิกษุ มาแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูการเยื้องกรายของสามเณร, เธอย่อมงดงามดุจพระยาหงส์ในอากาศฉะนั้น." แม้สามเณรนั้นวางหม้อน้ำแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืนอยู่. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า " สุมนะ เธอมีอายุได้เท่าไร ? สามเณรกราบทูลว่า " มีอายุ ๗ ขวบ พระเจ้าข้า." พระศาสดาตรัสว่า " สุมนะ ถ้ากระนั้น ตั้งแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด" ดังนี้แล้ว ได้ประทานทายัชชอุปสมบท. <div id="414"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 414]] ได้ยินว่า สามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ๒ รูปเท่านั้น ได้อุปสมบท คือสุมน- สามเณรนี้รูปหนึ่ง โสปากสามเณรรูปหนึ่ง เมื่อสุมนสามเณรนั้นอุปสมบท แล้วอย่างนั้น พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมนี้น่าอัศจรรย์:- อานุภาพของสามเณรน้อย แม้เห็นปานนี้ก็มีได้, อานุภาพเห็นปานนี้ พวกเราไม่เคยเห็นแล้ว ในกาลก่อนแต่กาลนี้." สมบัติย่อมสำเร็จแก่เด็ก ๆ ได้ พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อพวกเธอกราบทูลว่า " ด้วยเรื่อง ชื่อนี้ พระเจ้าข้า" ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนาของเรา บุคคล แม้เป็นเด็ก ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมได้สมบัติเห็นปานนี้เหมือนกัน" เมื่อ จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๒. โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน โส อิม โลก ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา. " ภิกษุใด แลยังหนุ่ม พากเพียรอยู่ในพระพุทธ- ศาสนา, ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดุจพระจันทร์ ที่พ้นแล้วจากหมอก (เมฆ) สว่างอยู่ฉะนั้น." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชติ ได้แก่ พากเพียร คือ พยายามอยู่. บทว่า ปภาเสติ เป็นต้น ความว่า ภิกษุนั้นย่อมยังโลกต่างโดย ขันธโลกเป็นต้น ให้สว่างได้ คือย่อมทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน <div id="415"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 415]] ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยอรหัตมรรคของตน ดุจพระจันทร์ที่พ้นแล้วจาก เครื่องกำบังมีหมอกเป็นต้นฉะนั้น. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสุมนสามเณร จบ. ภิกขุวรรควรรคนา จบ. วรรคที่ ๒๕ จบ. <div id="416"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 416]] คาถาธรรมบท พราหมณวรรค๑ที่ ๒๖ ว่าด้วยคุณธรรมของผู้เป็นพราหมณ์<div id="36/416"/> [๓๖] ๑. พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย ท่านรู้ความสิ้นไปแห่ง สังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพาน อันอะไร ๆ กระทำไม่ได้แล้วนะ พราหมณ์. ๒. ในกาลใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรม ทั้งสอง ในกาลนั้น กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงของ พราหมณ์ผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้. ๓. ฝั่งก็ดี ที่มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและที่มิใช่ฝั่งก็ดี ไม่มีแก่ผู้ใด เราเรียกผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวาย ไปปราศแล้ว ผู้พราก (จากกิเลส) ได้แล้วว่า เป็น พราหมณ์. ๔. เราเรียกบุคคลผู้มีความเพ่ง ผู้ปราศจากธุลี อยู่แต่ผู้เดียว มีกิจอันกระทำแล้ว หาอาสวะมิได้ บรรลุประโยชน์อันสูงสุดแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๕. พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน พระจันทร์ย่อมรุ่งเรื่องในกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่อง รบแล้ว ย่อมรุ่งเรือง พราหมณ์ผู้มีความเพ่ง ย่อม ๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๓๙ เรื่อง. <div id="417"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 417]] รุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ตลอดกลางวันและกลางคืน. ๖. บุคคลมีบาปอันลอยแล้วแล เราเรียกว่า พราหมณ์ บุคคลที่เราเรียกว่า สมณะ เพราะความ ประพฤติเรียบร้อย บุคคลขับไล่มลทินของตนอยู่ เพราะเหตุนั้น เราเรียกว่า บรรพชิต. ๗. พราหมณ์ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ ไม่ ควรจอง (เวร) แก่เขา น่าติเตียนพราหมณ์ผู้ประหาร พราหมณ์ น่าติเตียนพราหมณ์ผู้จอง (เวร) ยิ่งกว่า พราหมณ์ผู้ประหารนั้น. ความเกียจกันใจจากอารมณ์ อันเป็นที่รักทั้งหลายใด ความเกียดกันนั่นย่อมเป็น ความประเสริฐไม่น้อยแก่พราหมณ์ ใจอันสัมปยุต ด้วยความเบียดเบียน ย่อมกลับได้จากวัตถุใด ๆ ความทุกข์ย่อมสงบได้เพราะวัตถุนั้น ๆ นั่นแล. ๘. ความชั่วทางกาย วาจา และใจของบุคคลใด ไม่มี เราเรียกบุคคลนั้น ผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่า เป็นพราหมณ์. ๙. บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าทรงแสดงแล้วจากอาจารย์ใด พึงนอบน้อมอาจารย์ นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชา เพลิงอยู่ฉะนั้น. ๑๐. บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์ ด้วยชฎา ด้วย <div id="418"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 418]] โคตร ด้วยชาติหามิได้ สัจจะและธรรมมีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาด และผู้นั้น เป็นพราหมณ์. ๑๑. ผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎา ทั้งหลายของเธอ ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วย หนังสัตว์ของเธอ ภายในของเธอรกรุงรัง เธอย่อม เกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก. ๑๒. เราเรียกชนผู้ทรงผ้าบังสุกุล ผู้ผอม สะพรั่ง ด้วยเอ็น ผู้เพ่งอยู่ผู้เดียวในป่านั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๑๓. เราไม่เรียกบุคคลผู้เกิดแต่กำเนิด ผู้มี มารดาเป็นแดนเกิดว่าเป็นพราหมณ์ เขาย่อมเป็นผู้ ชื่อว่าโภวาที เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรา เรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่า เป็น พราหมณ์. ๑๔. ผู้ใดแล ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ย่อม ไม่สะดุ้ง เราเรียกผู้นั้น ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้หลุดพ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๑๕. เราเรียกบุคคลผู้ตัดชะเนาะ เชือก และ เครื่องต่อพร้อมทั้งสาย ผู้มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว ผู้รู้แล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๑๖. ผู้ใด ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและ การตีและการจองจำได้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลังคือ ขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์. <div id="419"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 419]] ๑๗. เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหา เครื่องฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่า เป็น พราหมณ์. ๑๘. ผู้ใด ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำ ไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ตั้ง อยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์. ๑๙. ผู้ใด ในศาสนานี้แล รู้ชัดความสิ้นไปแห่ง ทุกข์ของตน เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีภาระอันปลงแล้ว ผู้พรากได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๒๐. เราเรียกผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุดนั้น ว่า เป็นพราหมณ์. ๒๑. เราเรียกบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชนสอง จำพวก คือ คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ผู้ไม่มีอาลัย เที่ยวไป ผู้ปรารถนาน้อยนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๒๒. ผู้ใด วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้ง และผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า เราเรียกผู้ นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๒๓. เราย่อมเรียกบุคคลผู้ไม่เคียดแค้น ใน บุคคลผู้เคียดแค้น ผู้ดับเสียได้ในบุคคลผู้มีอาชญาใน ตน ผู้ไม่ถือมั่นในบุคคลผู้ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์. <div id="420"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 420]] ๒๔. ราคะ โทสะ มานะและมักขะ อันผู้ใด ให้ตกไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจาก ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์. ๒๕. ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู อัน ให้รู้กันได้เป็นคำจริง อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ ขัดใจ เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๒๖. ผู้ใด ไม่ถือเอาของยาวหรือสั้น น้อยหรือ ใหญ่ งามหรือไม่งาม อันเขาไม่ให้แล้วในโลกนี้ เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๒๗. ความหลังของผู้ใด ไม่มีในโลกนี้และโลก หน้า เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความหลัง พราก (กิเลส) ได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๒๘. ความอาลัยของบุคคลใดไม่มี บุคคลใดรู้ ชัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่า อย่างไร เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หยั่งลงสู่อมตะ ตาม บรรลุแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๒๙. ผู้ใด ล่วงบุญและบาปทั้งสอง และกิเลส เครื่องข้องเสียได้ในโลกนี้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มี ความโศก มีธุลีไปปราศแล้ว ผู้บริสุทธิ์แล้วว่า เป็น พราหมณ์. ๓๐. เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพ <div id="421"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 421]] เครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ที่ ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๓๑. ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และ โมหะนี้ไปแล้วเป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่ง มีปกติเพ่ง หา กิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุ กล่าวว่าอย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๓๒. บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้ เราเรียกบุคคลนั้นผู้ มีกามและภพสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๓๓. ผู้ใด ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มี เรือน เว้นเสียได้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและภพ อันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๓๔. ผู้ใด ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของ มนุษย์ ล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของทิพย์ได้ แล้ว เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบ ทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. ๓๕. เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งละความยินดีและ ความไม่ยินดีได้แล้ว ผู้เย็น ไม่มีอุปธิ ครอบงำโลก ทั้งปวง ผู้แกล้วกล้าว่า เป็นพราหมณ์. ๓๖. ผู้ใด รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดย ประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่ข้อง ไปดี รู้แล้ว <div id="422"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 422]] ว่า เป็นพราหมณ์. เทพยดาคนธรรพ์และหมู่มนุษย์ ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีอาสวะสิ้น แล้ว ผู้ไกลกิเลสว่า เป็นพราหมณ์. ๓๗. ความกังวลในก่อน ในภายหลัง และใน ท่ามกลางของผู้ใดไม่มี เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความ กังวล ไม่มีความยึดมั่นว่า เป็นพราหมณ์. ๓๘. เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้ว กล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้ชนะโดยวิเศษ ไม่ หวั่นไหว ผู้ล้างแล้ว ผู้รู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ๓๙. บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน ทั้งเห็น สวรรค์และอบาย อนึ่ง บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติ เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เราเรียกบุคคล นั้น ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้วว่า เป็น พราหมณ์. จบพราหมณวรรคที่ ๒๖ <div id="423"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 423]] ๒๖. พราหมณวรรควรรณนา ๑. เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก [๒๖๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้มี ความเลื่อมใสมาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ฉินฺท โสต ปรกฺกมฺม " เป็นต้น. พวกภิกษุรังเกียจวาทะของพราหมณ์ ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส เริ่มตั้งนิตยภัตเพื่อภิกษุมีประมาณ ๑๖ รูป ไว้ในเรือนของ ตน รับบาตรในเวลาภิกษุทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า " ขอพระอรหันต์ ทั้งหลาย ผู้เจริญ จงมา, ขอพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เจริญ จงนั่ง" เมื่อ จะกล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กล่าวคำประกอบเฉพาะด้วยวาทะว่าพระ- อรหันต์เท่านั้น. บรรดาภิกษุเหล่านั้น พวกที่เป็นปุถุชนคิดกันว่า " พราหมณ์นี้ มีความสำคัญในพวกเราว่าเป็นพระอรหันต์" พวกที่เป็น พระขีณาสพก็คิดว่า " พราหมณ์นี้ ย่อมรู้ความที่พวกเราเป็นพระขีณาสพ," ภิกษุแม้ทั้งหมดนั้น ประพฤติรังเกียจอยู่อย่างนี้ จึงไม่ไปสู่เรือนของ พราหมณ์นั้น. เขาเป็นผู้มีทุกข์เสียใจ คิดว่า " ทำไมหนอแล พระผู้เป็นเจ้า จึงไม่มา" จึงไปยังวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้น. ไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ยินดีต่อวาทะนั้น พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุ <div id="424"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 424]] ทั้งหลาย ข้อนั้นอย่างไร " เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว, จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอยังยินดีวาทะว่า เป็นพระอรหันต์ อยู่หรือ." พวกภิกษุ. พวกข้าพระองค์ไม่ยินดี พระเจ้าข้า. พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น, คำนั้น เป็นคำกล่าวด้วยความ เลื่อมใสของมนุษย์ทั้งหลาย, ภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติในเพราะการ กล่าวด้วยความเลื่อมใส; ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ความรักใคร่ในพระอรหันต์ ทั้งหลายของพราหมณ์ มีประมาณยิ่ง; เหตุนั้น แม้พวกเธอตัดกระแส ตัณหาแล้วบรรลุพระอรหันต์นั่นแล ควร" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๑. ฉินฺท โสต ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ สงฺขาราน ขย ตฺวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ. " พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา, จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย, ท่านรู้ความสิ้นไปแห่ง สังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพานอันอะไร ๆ กระทำไม่ได้นะ พราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกมฺม เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่า กระแสตัณหา ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะตัดได้ด้วยความพยายามมีประมาณ น้อย; เหตุนั้นท่านจงพยายามตัดกระแสนั้น ด้วยความบากบั่นอย่างใหญ่ ซึ่งสัมปยุตด้วยญาณ คือจงบรรเทา ได้แก่ จงขับไล่กามแม้ทั้งสองเสียเถิด. คำว่า พฺราหฺมณ นั้น เป็นคำร้องเรียกพระขีณาสพทั้งหลาย. <div id="425"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 425]] บทว่า สงฺขาราน ความว่า รู้ความสิ้นไปแห่งขันธ์ ๕. บทว่า อกตญฺญู ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะเป็นผู้ชื่อว่า อกตัญญ. เพราะรู้พระนิพพาน อันอะไร ๆ บรรดาโลกธาตุทั้งหลายมี ทองคำเป็นต้น ทำไม่ได้. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก จบ. <div id="426"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 426]] ๒. เรื่องภิกษุมากรูป [๒๖๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ " เป็นต้น. พระสารีบุตรทูลถามปัญหาเพื่อพวกภิกษุ ในวันหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ในทิศประมาณ ๓๐ รูป มาถวายบังคมพระ- ศาสดาแล้วนั่ง. พระสารีบุตรเถระเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของภิกษุ เหล่านั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่เทียว ทูลถามปัญหานี้ว่า " พระเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ตรัสเรียกว่า ' ธรรม ๒ ประการ ๆ ดังนี้; ธรรม ๒ ประการนี้เป็นไฉนหนอแล ?" ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " สารีบุตร สมถะและวิปัสสนา เรียกว่าธรรม ๒ ประการแล" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒. ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ อถสฺส สพฺเพ สโยคา อตฺถ คจฺฉนฺติ ชานโต. " ในกาลใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมสอง ในกาลนั้น กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์ ผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา เป็นต้น ความว่า ในกาลใด พระขีณาสพนี้เป็นผู้ถึงฝั่ง ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา อันตั้งอยู่โดย ส่วน ๒ ด้วยอำนาจแห่งการถึงฝั่งคืออภิญญาเป็นต้น, ในกาลนั้นกิเลส <div id="427"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 427]] เครื่องประกอบทั้งหลาย มีกิเลสเครื่องประกอบคือกามเป็นต้นทั้งปวง ซึ่ง สามารถเพื่อประกอบไว้ในวัฏฏะของพระขีณาสพนั้น ผู้รู้อยู่อย่างนี้ ย่อม ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความสิ้นไป. ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ตั้งอยู่ในพระอรหัต แล้ว ดังนี้แล. เรื่องภิกษุมากรูป จบ. <div id="428"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 428]] ๓. เรื่องมาร [๒๖๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัส พระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส ปาร อปาร วา " เป็นต้น. มารปลอมตัวทูลถามเรื่องฝั่ง ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง มารนั้นปลอมเป็นบุรุษคนใดคนหนึ่งเข้าไป เฝ้าพระศาสดา แล้วทูลถามว่า " พระเจ้าข้า สถานที่อันพระองค์ตรัสว่า ' ฝั่ง ๆ;' อะไรหนอแล ? ที่ชื่อว่าฝั่งนั่น." พระศาสดาทรงทราบว่า " นี้เป็นมาร " จึงตรัสว่า " มารผู้มีบาป ประโยชน์อะไรของท่านด้วยฝั่ง, ฝั่งนั้น อันผู้มีราคะไปปราศแล้วทั้งหลาย พึงถึง " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓. ยสฺส ปาร อปาร วา ปาราปาร น วิชฺชติ วีตทฺทร วิสญฺญุตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ฝั่งก็ดี ที่มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและมิใช่ฝั่งก็ดี ไม่มี แก่ผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีความกระวนกระวาย ไปปราศแล้ว ผู้พราก (จากกิเลส) ได้แล้วว่า เป็น พราหมณ์." แก้อรรถ อายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ ชื่อว่า ปาร ในพระคาถานั้น. อายตนะอันมี ณ ภายนอก ๖ ชื่อว่า อปาร. อายตนะทั้งสองนั้น ชื่อว่า ปาราปาร. <div id="429"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 429]] บทว่า น วิชฺชติ ความว่า ฝั่งและที่มิใช่ฝั่งทั้งหมดนั่น ไม่มีแก่ ผู้ใด เพราะความไม่มีการยึดถือว่า " เรา " หรือว่า " ของเรา, " เราเรียก ผู้นั้น ซึ่งชื่อว่ามีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว เพราะอันไปปราศ แห่งความกระวนกระวายคือกิเลสทั้งหลาย ผู้พรากจากกิเลสทั้งปวงได้แล้ว ว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องมาร จบ. <div id="430"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 430]] ๔. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๖๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ฌายึ " เป็นต้น. พราหมณ์ทูลถามเรื่องพราหมณ์กะพระศาสดา ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า " พระศาสดา ตรัสเรียกสาวกของ พระองค์ว่า ' พราหมณ์,' ส่วนเราเป็นพราหมณ์โดยชาติและโคตร, การ ที่พระองค์จะตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ควร." เขาเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้นแล้ว . พระศาสดาตรัสว่า " เรามิได้เรียกบุคคลว่า ' พราหมณ์' ด้วยเหตุ สักว่าชาติและโคตร, แต่เราเรียกบุคคลผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั่นเท่า นั้น (ว่าเป็นพราหมณ์)" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๔. ฌายึ วิรชมาสีน กตกิจฺจ อนาสว อุตฺตมตฺถ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกบุคคลผู้มีความเพ่ง ผู้ปราศจากธุลี อยู่แต่ผู้เดียว มีกิจอันกระทำแล้ว หาอาสวะมิได้ บรรลุประโยชน์อันสูงสุดแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายึ เป็นต้น ความว่า เราเรียก บุคคลผู้เพ่งอยู่ด้วยฌาน ๒ อย่าง ผู้ปราศจากธุลี ด้วยธุลีคือกาม อยู่แต่ <div id="431"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 431]] ผู้เดียวในป่า ชื่อว่าผู้มีกิจอันกระทำแล้ว เพราะกิจ ๑๖ อย่าง๑อันตนทำ ด้วยมรรค ๔ แล้ว ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ เพราะไม่มีอาสวะทั้งหลาย บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือพระอรหัตแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา ได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ. ๑. ทุกข์ มีกิจ ๔:- ปีฬนตฺถ ในอรรถว่าเบียดเบียน ๑. สงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัย ประชุมแต่ง ๑. สนฺตาปนตฺถ ในอรรถว่าเร่าร้อน ๑. วิปริณามตฺถ ในอรรถว่าแปรปรวน ๑. สมุทัย มีกิจ ๔:- อายฺหนตฺถ ในอรรถว่าทำให้เกิดกองทุกข์ ๑. นิทานตฺถ ในอรรถ ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ๑. สงฺโยคตฺถ ในอรรถว่าประกอบไว้ด้วยสังสารทุกข์ ๑. ปลิโพธนตฺถ ในอรรถว่าขังอยู่ในเรือนจำคือสังสารทุกข์ ๑. นิโรธ มีกิจ ๔:- นิสฺสรณตฺถ ในอรรถว่าออกจากอุปธิ ๑. วิเวกตฺก ในอรรถว่าสงัด จากหมู่คือกิเลส ๑. อสงฺขตตฺถ ในอรรถว่าปัจจัยประชุมแต่งไม่ได้ ๑. อมตตฺถ ในอรรถว่า เป็นอมตรส (ไม่รู้จักตาย) ๑. มรรค มีกิจ ๔:- นิยฺยานตฺถ ในอรรถว่าออกจากสงสาร ๑. เหตฺวตฺถ ในอรรถว่า เป็นเหตุแห่งพระนิพพาน ๑. ทสฺสนตฺถ ในอรรถว่าเห็นพระนิพพาน ๑. อธิปเตยฺยตฺถ ใน อรรถว่าเป็นอธิบดีในอันเห็นพระนิพพาน ๑.⏎ ⏎ <div id="432"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 432]] ๕. เรื่องพระอานนทเถระ [๒๖๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในปราสาทของอุบาสิกาชื่อมิคารมารดา ทรงปรารภพระอานนทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ " เป็นต้น. รัศมีของวัตถุ ๕ อย่างต่างกัน ได้ยินว่า ในวันมหาปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกสลทรงประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ครบถ้วน ทรงถือเอาวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น ได้เสด็จไปยังวิหารแล้ว . ในขณะนั้น พระกาฬุทายีเถระนั่งเข้าฌานอยู่ที่ท้ายบริษัท. ก็คำว่า ' กาฬุทายีเถระ ' นั่น เป็นชื่อของท่านเอง. สรีระ (ของท่าน) มีสีเพียง ดังทองคำ. ก็ในขณะนั้นพระจันทร์กำลังขึ้น, พระอาทิตย์กำลังอัสดงคต. พระอานนท์เถระ แลดูรัศมีของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังอัสดงคตและ ของพระจันทร์ซึ่งกำลังขึ้น แล้วมองดูพระสรีโรภาสของพระราชา สรี- โรภาสของพระเถระ และพระสรีโรภาสของพระตถาคต. ในท่านเหล่านั้น พระศาสดาย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง. พระเถระถวายบังคมพระศาสดา แล้ว กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า " ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์แลดูรัศมีเหล่านี้ อยู่, พระรัศมีของพระองค์เท่านั้นข้าพระองค์ชอบใจ, เพราะว่า พระสรีระ ของพระองค์ ย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง." ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " อานนท์ ธรรมดาพระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, พระราชา <div id="433"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 433]] ย่อมรุ่งเรืองในเวลาประดับแล้วเท่านั้น, พระขีณาสพ ละความระคนด้วย หมู่แล้ว ย่อมรุ่งเรืองในภายในสมาบัติเท่านั้น, ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อม รุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่าง ทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๕. ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปิต ฌายี ตปติ พฺรหฺมโณ อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา. " พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางคืน, กษัตริย์ ทรง เครื่องรบแล้ว ย่อมรุ่งเรือง, พราหมณ์ผู้มีความเพ่ง ย่อมรุ่งเรือง. ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ตลอดกลางวันและกลางคืน." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ทิวา ตปติ ความว่า พระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรืองเฉพาะในกลางวัน, แต่แม้ทางที่พระอาทิตย์นั้นไปในกลางคืน หาปรากฏไม่. บทว่า จนฺทิมา ความว่า แม้พระจันทร์ ที่พ้นแล้วจากหมอก เป็นต้น ก็รุ่งเรืองเฉพาะในกลางคืน, หารุ่งเรืองในกลางวันไม่. บทว่า สนฺนทฺโธ ความว่า พระราชาผู้ทรงประดับด้วยเครื่อง อิสริยาภรณ์ทั้งปวงอันวิจิตรด้วยทองและแก้วมณี อันเสนามีองค์ ๔๑น แวดล้อมแล้วเท่านั้น ย่อมรุ่งเรือง, ท้าวเธอประทับอยู่ด้วยเพศอันบุคคล ไม่รู้ (ปลอมเพศ) หารุ่งเรืองไม่. ๑. พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า. <div id="434"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 434]] บทว่า ฌายี ความว่า ฝ่ายพระขีณาสพ เปลื้องหมู่แล้ว เพ่งอยู่ เทียว ชื่อว่าย่อมรุ่งเรือง. บทว่า เตชสา ความว่า ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงครอบงำ เดชแห่งการทุศีลด้วยเดชแห่งศีล เดชแห่งคุณอันชั่ว ด้วยเดชแห่งคุณ เดชแห่งปัญญาทรามด้วยเดชแห่งปัญญา เดชแห่งสิ่งมิใช่บุญด้วยเดชแห่ง บุญ เดชแห่งอธรรมด้วยเดชแห่งธรรม ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่างนี้ ตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระอานนทเถระ จบ. <div id="435"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 435]] ๖. เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง [๒๖๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบรรพชิต รูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " พาหิตปาโป " เป็นต้น. พราหมณ์บวชนอกพระพุทธศาสนา ได้ยินว่า พราหมณ์คนหนึ่งบวชแล้ว ด้วยการบวชในภายนอก (พระศาสนา) คิดว่า " พระสมณโคดม เรียกสาวกของพระองค์ ' บรรพชิต ' ส่วนเราก็เป็นบรรพชิต, การพระองค์เรียกเราอย่างนั้นบ้าง ก็ควร " แล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั่น. พระศาสดาตรัสว่า " เราหาเรียกว่า ' บรรพชิต ' ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ไม่, ส่วนบุคคลผู้ชื่อว่าเป็นบรรพชิต เพราะความที่มลทินคือกิเลสทั้งหลาย อันตนเว้นได้ขาด " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๖. พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ ปพฺพาชยมตฺตโน มล ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ. " บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เราเรียกว่า 'พราหมณ์,' บุคคลที่เราเรียกว่า ' สมณะ' เพราะ ความประพฤติเรียบร้อย, บุคคลขับไล่มลทินของตน อยู่ เพราะเหตุนั้น เราเรียกว่า ' บรรพชิต." <div id="436"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 436]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจริยาย คือ เพราะความประพฤติ ระงับซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง. บทว่า ตสฺมา ความว่า บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า ' พราหมณ์ ' เพราะความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว, บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า ' สมณะ ' เพราะความประพฤติสงบซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย; เหตุนั้น ผู้ใด ประพฤติขับไล่ คือขจัดมลทินมีราคะเป็นต้นของตนอยู่, แม้ผู้นั้น พระ- ศาสดาก็ตรัสเรียกว่า ' บรรพชิต ' เพราะการขับไล่นั้น. ในกาลจบเทศนา บรรพชิตนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง จบ. <div id="437"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 437]] ๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๗๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตร- เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น พฺราหฺมณสฺส " เป็นต้น. พระเถระถูกพราหมณ์ตี ได้ยินว่า มนุษย์เป็นอันมากในที่แห่งหนึ่ง กล่าวคุณกถาของพระ- เถระว่า " น่าชม พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ประกอบแล้วด้วยกำลังคือ ขันติ, เมื่อชนเหล่าอื่นด่าอยู่ก็ตาม ประหารอยู่ก็ตาม แม้เหตุสักว่าความ โกรธ ย่อมไม่มี." ครั้งนั้น พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง ถามว่า " ใครนั่น ไม่โกรธ." พวกมนุษย์. พระเถระของพวกฉัน . พราหมณ์. บุคคลผู้ยั่วให้ท่านโกรธ จักไม่มีกระมัง ? พวกมนุษย์. พราหมณ์ ข้อนั้น หามีไม่. พราหมณ์. ถ้าเช่นนั้น เราจักยั่วให้ท่านโกรธ. พวกมนุษย์. ถ้าท่านสามารถไซร้, ก็จงยั่วให้พระเถระโกรธเถิด. พราหมณ์นั้น คิดว่า " เอาละ, เราจักรู้กิจที่ควรทำ " ดังนี้แล้ว เห็นพระเถระเข้าไปเพื่อภิกษา จึงเดินไปโดยส่วนข้างหลัง ได้ให้การ ประหารด้วยฝ่ามืออย่างแรงที่กลางหลัง. พระเถระมิได้คำนึงถึงเลยว่า " นี่ชื่ออะไรกัน" เดินไปแล้ว. ความ เร่าร้อนเกิดขึ้นทั่วสรีระของพราหมณ์. เขาตกลงใจว่า " แหมพระผู้เป็นเจ้า สมบูรณ์ด้วยคุณ" ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบเท้าของพระเถระ เรียนว่า <div id="438"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 438]] " ขอท่านจงอดโทษแก่กระผมเถิด ขอรับ" เมื่อพระเถระกล่าวว่า " นี่ อะไรกัน ?" จึงเรียนว่า " กระผมประหารท่านเพื่อประสงค์จะทดลองดู." พระเถระกล่าวว่า " ช่างเถิด, เราอดโทษให้ท่าน." พราหมณ์จึง เรียนว่า " ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านอดโทษให้กระผมไซร้." ก็ขอจงนั่งรับ ภิกษาในเรือนของกระผมเถิด" ดังนี้แล้ว ได้รับบาตรของพระเถระ. ฝ่าย พระเถระได้ให้บาตรแล้ว. พราหมณ์นำพระเถระไปเรือนอังคาสแล้ว. พวกมนุษย์โกรธแล้ว ต่างก็คิดว่า " พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราผู้หา โทษมิได้ ถูกพราหมณ์นี้ประหารแล้ว, ความพ้นแม้จากท่อนไม้ไม่มีแก่ พราหมณ์นั้น, พวกเราจักฆ่ามันเสียในที่นี้แหละ" ดังนี้แล้ว มีก้อนดิน และท่อนไม้เป็นต้นในมือ ได้ยืนซุ่มอยู่ที่ประตูเรือนของพราหมณ์. พระเถระลุกขึ้นเดินไปอยู่ ได้ให้บาตรในมือของพราหมณ์. พวกมนุษย์เห็นพราหมณ์นั้นเดินไปกับพระเถระ จึงเรียนว่า " ท่าน ขอรับ ขอท่านจงรับบาตรของท่านแล้วให้พราหมณ์กลับเสีย" พระเถระ กล่าวว่า " นี่เรื่องอะไรกัน ? อุบาสก." พวกมนุษย์. พราหมณ์ประหารท่าน, พวกกระผมจักรู้กิจที่ควรทำ แก่เขา. พระเถระ. ก็ท่านถูกพราหมณ์นี้ประหารหรือ, หรือเราถูก ? พวกมนุษย์. ท่านถูก ขอรับ. พระเถระกล่าวว่า " พราหมณ์นั่นประหารเราแล้ว (แต่) ได้ขอขมา แล้ว, พวกท่านจงไปกันเถิด " ส่งพวกมนุษย์ไปแล้ว ให้พราหมณ์กลับ ได้ไปสู่วิหารนั่นเทียว. <div id="439"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 439]] ภิกษุทั้งหลายยกโทษว่า " นี่ชื่ออย่างไร ? พระสารีบุตรเถระถูก พราหมณ์ใดประหารแล้ว ยังนั่งรับภิกษาในเรือนของพราหมณ์นั้น นั่น แหละ มาแล้ว; จำเดิมแต่กาลที่พระเถระถูกพราหมณ์นั้นประหารแล้ว ต่อ ไปนี้ เขาจักไม่ละอายต่อใคร ๆ, จักเที่ยวตีภิกษุทั้งหลายที่เหลือ." พราหมณ์ไม่ควรประหารพราหมณ์ พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย ถ้อยคำชื่อนี้ " แล้ว, ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ชื่อว่าประหาร พราหมณ์ ย่อมไม่มี, แต่พราหมณ์ผู้สมณะจักเป็นผู้ถูกพราหมณ์คฤหัสถ์ ประหารได้; ขึ้นชื่อว่า ความโกรธนั่นย่อมถึงความถอนขึ้นได้ ด้วย อนาคามิมรรค" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถา เหล่านี้ว่า :- ๗. น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตาร ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ. น พฺราหฺมณสฺเสตทภิญฺจิ เสยฺโย ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺข. " พราหมณ์ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ ไม่ควร จอง (เวร) แก่เขา, น่าติเตียนพราหมณ์ผู้จอง (เวร) ยิ่งกว่าพราหมณ์ผู้ประหารนั้น. ความเกียดกัน <div id="440"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 440]] ใจ จากอารมณ์อันเป็นที่รักทั้งหลายใด, ความเกียด กันนั่น ย่อมเป็นความประเสริฐไม่น้อยแก่พราหมณ์, ใจอันสัมปยุตด้วยความเบียดเบียน ย่อมกลับได้จาก วัตถุใด ๆ, ความทุกข์ย่อมสงบได้เพราะวัตถุนั้น ๆ นั้นแล." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหเรยฺย ความว่า พราหมณ์ผู้ขีณาสพ รู้อยู่ว่า " เราเป็น (พระขีณาสพ) " ไม่ควรประหารแก่พราหมณ์ขีณาสพ หรือพราหมณ์อื่น. สองบทว่า นาสฺส มุญฺเจถ ความว่า พราหมณ์ขีณาสพแม้นั้น ถูก เขาประหารแล้ว ไม่ควรจองเวรแก่เขาผู้ประหารแล้วยืนอยู่, คือไม่ควร ทำความโกรธในพราหมณ์นั้น. บทว่า ธิ พฺราหมฺณสฺส ความว่า เราย่อมติเตียนพราหมณ์ผู้ประหาร พราหมณ์ขีณาสพ. บทว่า ตโต ธิ ความว่า ก็ผู้ใด ประหารตอบซึ่งเขาผู้ประหารอยู่ ชื่อว่า ย่อมจองเวรในเบื้องบนของเขา, เราติเตียนผู้จองเวรนั้น แม้กว่าผู้ ประหารนั้นทีเดียว. สองบทว่า เอตทกิญฺจ เสยฺโย ความว่า การไม่ด่าตอบซึ่งบุคคล ผู้ด่าอยู่ หรือการไม่ประหารตอบซึ่งบุคคลผู้ประหารอยู่ ของพระขีณาสพ ใด, การไม่ด่าตอบหรือการไม่ประหารตอบนั่น ย่อมเป็นความประเสริฐ ไม่ใช่น้อย คือไม่เป็นความประเสริฐที่มีประมาณน้อย แก่พราหมณ์ผู้เป็น ขีณาสพนั้น, ที่แท้ย่อมเป็นความประเสริฐอันมีประมาณยิ่งทีเดียว. <div id="441"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 441]] บาทพระคาถาว่า ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ ความว่า ก็ความ เกิดขึ้นแห่งความโกรธ ชื่อว่าอารมณ์เป็นที่รักแห่งใจ ของบุคคลผู้มัก โกรธ, ก็บุคคลผู้มักโกรธนั่น จะผิดในมารดาบิดาก็ดี ในพระพุทธเจ้า เป็นต้นก็ดี ก็เพราะอารมณ์เป็นที่รักเหล่านั้น, เหตุนั้นความเกียดกันใจ จากอารมณ์อันเป็นที่รักเหล่านั้น คือความข่มขี่จิตอันเกิดขึ้นอยู่ ด้วยอำนาจ ความโกรธ ของบุคคลผู้มักโกรธนั้นใด, ความเกียดกันนั่น ย่อมเป็น ความประเสริฐไม่น้อย. ใจอันสัมปยุตด้วยความโกรธ ชื่อว่า หึสมโน, ใจอันสัมปยุตด้วย ความโกรธของเขานั้น เมื่อถึงความถอนขึ้นด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าย่อม กลับได้จากวัตถุใด ๆ. สองบทว่า ตโต ตโต ความว่า วัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น ย่อมกลับได้ เพราะวัตถุนั้น ๆ นั่นแล. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ. <div id="442"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 442]] ๘. เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี [๒๗๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระนางมหา- ปชาบดีโคตมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส กาเยน " เป็นต้น. พระศาสดาทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ความพิสดารว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับบริวารรับครุ- ธรรม ๘ ประการ๑ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในเมื่อเรื่องยังไม่ เกิดขึ้น เหมือนบุรุษผู้มีชาติมักประดับรับพวงดอกไม้หอมด้วยเศียรเกล้า ได้อุปสมบทแล้ว. อุปัชฌายะหรืออาจารย์อื่นของพระนางไม่มี. ภิกษุ ทั้งหลาย ปรารภพระเถรีผู้มีอุปสมบทอันได้แล้วอย่างนั้น โดยสมัยอื่น สนทนากันว่า " อาจารย์และอุปัชฌายะของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ย่อม ไม่ปรากฏ, พระนางถือเอาผ้ากาสายะทั้งหลายด้วยมือของตนเอง." ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีทั้งหลายประพฤติรังเกียจอยู่ ย่อมไม่ทำอุโบสถ ไม่ทำปวารณาร่วมกับพระนางเลย. ภิกษุณีทั้งหลายนั้น ไปกราบทูลเนื้อความนั้นแม้แด่พระตถาคตแล้ว. คนที่ควรเรียกว่าพราหมณ์ พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุณีเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ครุธรรม ๘ ประการ เราให้แล้วแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี, เราเองเป็นอาจารย์ ๑. ภิกษุณีถึงมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ต้องกราบไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทให้วันนั้น ๑. ต้องอยู่จำพรรษา ในอาวาสภิกษุ ๑. ต้องหวังต่อธรรมทั้ง ๒ คือ ถามอุโบสถและไปรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกิ่ง เดือน ๑. ออกพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องแสวงหาอุปสมบทแก่นางสิกขมานาผู้ศึกษาในธรรม ๖ สิ้น ๒ ปี ปักขมานัตในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องแสวงหาอุปสมบทแก่นางสิกขมานาผู้ศึกษาในธรรม ๖ สิ้น ๒ ปี แล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ด่าแช่งภิกษุไม่ได้ ๑. ปิดทางไม่ให้ภิกษุสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุ กล่าวสอนอย่างเดียว ๑. วิ. จุลล. ๗/๓๓๒. <div id="443"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 443]] เราเองเป็นอุปัชฌายะของพระนาง, ชื่อว่าความรังเกียจในพระขีณาสพ ทั้งหลาย ผู้เว้นแล้วจากทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น อันเธอทั้งหลาย ไม่ควรทำ" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๘. ยสฺส กาเยน วาจาย มนสา นตฺถิ ทุกฺกต สวุต ตีหิ าเนหิ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ความชั่วทางกาย วาจา และใจ ของบุคคลใด ไม่มี, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ กรรมมีโทษ คือมีทุกข์เป็นกำไร อันยังสัตว์ให้เป็นไปในอบาย ชื่อว่า ทุกฺกต ในพระคาถานั้น. สองบทว่า ตีหิ าเนหิ ความว่า เราเรียกบุคคลผู้มีทวารอันปิด แล้ว เพื่อต้องการห้ามความเข้าไปแห่งทุจริตเป็นต้น โดยเหตุ ๓ มีกาย เป็นต้นเหล่านั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี จบ. <div id="444"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 444]] ๙. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๗๒] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตร- เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยมฺหา ธมฺม วิชาเนยฺย " เป็นต้น. พระสารีบุตรเคารพในพระอัสสชิผู้อาจารย์ ได้ยินว่า ท่านพระสารีบุตรนั้น จำเดิมแต่กาลที่ท่านฟังธรรมใน สำนักของพระอัสสชิเถระแล้วบรรลุโสดาปัตติผล สดับว่า " พระเถระ ย่อมอยู่ในทิศใด" ก็ประคองอัญชลีไปทางทิศนั้น นอนหันศีรษะไปทาง ทิศนั้นแล. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า " พระสารีบุตรเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงวันนี้ก็เที่ยว นอนน้อมทิศทั้งหลายอยู่ " ดังนี้แล้ว กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระ- ตถาคต. พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า " สารีบุตร นัยว่า เธอเที่ยวนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ จริงหรือ ?" เมื่อพระเถระ กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า พระองค์เท่านั้นย่อมทรงทราบความเป็นคือ อันนอบน้อมหรือไม่นอบน้อมทิศทั้งหลาย ของข้าพระองค์ " ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรย่อมไม่นอนน้อมทิศทั้งหลาย, แต่เพราะ ความที่เธอฟังธรรมจากสำนักของพระอัสสชิเถระ แล้วบรรลุโสดาปัตติผล จึงนอบน้อมอาจารย์ของตน; เพราะว่า ภิกษุอาศัยอาจารย์ใด ย่อมรู้ธรรม, ภิกษุนั้นพึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมไฟ อยู่ฉะนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- <div id="445"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 445]] ๙. ยมฺหา ธมฺม วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิต สกฺกจฺจ น นมสฺเสยฺย อคฺคิหุตฺตว พฺราหฺมโณ. " บุคคลพึงรู้แจ้งธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว จากอาจารย์ใด, พึงนอบน้อมอาจารย์ นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชา เพลิงอยู่ฉะนั้น." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิหุตฺต ว ความว่า บุคคลพึงรู้แจ้ง ธรรมอันพระตถาคตประกาศแล้ว จากอาจารย์ใด, พึงนอบน้อมอาจารย์ นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาเพลิงโดยเคารพ ด้วย การบำเรอด้วยดี และด้วยกิจทั้งหลายมีอัญชลีกรรมเป็นต้นฉะนั้น. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ. <div id="446"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 446]] ๑๐. เรื่องชฎิลพราหมณ์ [๒๗๓] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภชฎิลพราหมณ์ คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น ชฏาหิ " เป็นต้น. ชฎิลต้องการให้ตรัสเรียกตนว่าพราหมณ์ ได้ยินว่า ชฎิลพราหมณ์นั้นคิดว่า " เราเกิดดีแล้วทั้งฝ่ายมารดา ทั้งผ่ายบิดา เกิดในตระกูลพราหมณ์, ถ้าพระสมณโคดมตรัสเรียกพระสาวก ทั้งหลายของพระองค์ว่า ' พราหมณ์ ' การที่พระองค์ตรัสเรียกเราอย่างนั้น ่ บ้าง ก็ควร " ดังนี้แล้ว จึงไปยังสำนักพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้น. ลักษณะแห่งพราหมณ์ ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะพราหมณ์นั้นว่า " พราหมณ์ เราไม่ เรียกว่า ' พราหมณ์ ' ด้วยเหตุสักว่าชฎา ไม่เรียกด้วยเหตุสักว่าชาติและ โคตร, แต่เราเรียกผู้มีสัจจะอันแทงตลอดแล้วเท่านั้นว่า " เป็นพราหมณ์ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๐. น ชฏาหิ น โคตฺเตหิ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ. " บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์ ด้วยชฎา ด้วยโคตร ด้วยชาติ หามิได้, สัจจะและธรรมมีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น เป็นผู้สะอาด และผู้นั้นเป็นพราหมณ์." <div id="447"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 447]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจ เป็นต้น ความว่า สัจญาณอัน แทงตลอดซึ่งสัจจะ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๑๖ แล้วตั้งอยู่ และโลกุตร- ธรรม ๙ มีอยู่ในบุคคลใด, บุคคลนั้นเป็นผู้สะอาด และเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องชฏิลพราหมณ์ จบ. <div id="448"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 448]] ๑๑. เรื่องกุหกพราหมณ์ [๒๗๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ทรงปรารภกุหกพราหมณ์ ผู้มีวัตรดังค้างคาวคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " กินฺเต " เป็นต้น. พราหมณ์ลวงเอาสิ่งของของชาวเมือง ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นขึ้นต้นกุ่มต้นหนึ่ง ใกล้ประตูพระนครเวสาลี เอาเท้าทั้งสองเหนี่ยวกิ่งไม้ ห้อยหัวลงอยู่ กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงให้ โคแดง ๑๐๐ แก่เรา จงให้กหาปณะทั้งหลายแก่เรา จงให้หญิงบำเรอแก่ เรา, ถ้าท่านทั้งหลายจักไม่ให้, เราตกจากต้นกุ่มนี้ตาย จักทำพระนคร ไม่ให้เป็นพระนคร." ในกาลเป็นที่เสด็จเข้าไปยังพระนครแม้ของพระ- ตถาคต ผู้อันหมู่ภิกษุแวดล้อมแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว แม้ในกาลเป็นที่เสด็จออกไป ก็เห็นเขาห้อยอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน. ฝ่ายชาวพระนครต่างก็คิดว่า " พราหมณ์นี้ ห้อยอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เช้า พึงตกลง (ตา) ทำพระนครไม่ให้เป็นพระนคร" กลัวความล่มจมแห่ง พระนคร จึงยอมรับว่า " พวกเราจะให้ของทุกอย่างที่พราหมณ์นั้นขอ" แล้วได้ให้. เขาได้ลงรับเอาสิ่งของทั้งปวงไป. ภิกษุทั้งหลายเห็นเขาเที่ยวไปดุจแม่โค ใกล้อุปจารแห่งวิหาร จำได้ จึงถามว่า " พราหมณ์ ท่านได้สิ่งของตามปรารถนาแล้วหรือ ?" ได้ฟังว่า " ขอรับ กระผมได้แล้ว " จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระตถาคต ณ ภายใน วิหาร. พระศาสดาตรัสบุรพกรรมของพราหมณ์ พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นั่นเป็นโจรหลอกลวง <div id="449"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 449]] ในกาลนี้เท่านั้น หามิได้, ถึงในกาลก่อน ก็เป็นโจรหลอกลวงแล้วเหมือน กัน; ก็บัดนี้ พราหมณ์นั่นย่อมหลอกลวงพาลชนได้, แต่ในกาลนั้น ไม่ อาจเพื่อหลอกลวงบัณฑิตทั้งหลายได้ " ดังนี้แล้ว อันภิกษุเหล่านั้นทูล อ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :- "ในอดีตกาล ดาบสหลอกลวงรูปหนึ่ง อาศัยกาสิกคามตำบลหนึ่ง ย่อมสำเร็จการอยู่. ตระกูลหนึ่งบำรุงเธอ คือ:- ย่อมถวายส่วนหนึ่งแม้แก่ เธอ จากของควรเคี้ยวและของควรบริโภคอันเกิดขึ้นแล้วในกลางวัน เหมือนให้แก่บุตรของตน, เก็บส่วนอันเกิดขึ้นในตอนเย็นไว้ถวายใน วันที่ ๒. ต่อมาวันหนึ่ง ตระกูลนั้นได้เนื้อเหี้ย (มา) ในเวลาเย็น แกงไว้ เรียบร้อยแล้ว เก็บส่วนหนึ่งจากส่วนที่แกงนั้นไว้ ถวายแก่เธอในวันที่ ๒. ดาบสพอกินเนื้อแล้ว ถูกความอยากในรสผูกพันแล้ว ถามว่า " นั่นชื่อ เนื้ออะไร ?" ได้ฟังว่า " เนื้อเหี้ย " ดังนี้แล้ว เที่ยวไปเพื่อภิกษา รับเอา เนยใสนมส้มและเครื่องเผ็ดร้อนเป็นต้น ไปยังบรรณศาลา แล้วเก็บไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ก็พระยาเหี้ยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ณ ที่ไม่ไกลแห่งบรรณศาลา. พระยาเหี้ยมาเพื่อไหว้พระดาบสตามกาลสมควร. ก็ในวันนั้น ดาบสนั่นคิดว่า " เราจักฆ่าเหี้ยนั้น " ดังนี้แล้ว ซ่อน ท่อนไม้ไว้ นั่งทำที่เหมือนหลับอยู่ ณ ที่ใกล้จอมปลวกนั้น. พระยาเหี้ย ออกจากจอมปลวกแล้ว มายยังสำนักของเธอ กำหนด อาการได้แล้ว จึงกลับจากที่นั้น ด้วยคิดว่า " วันนี้ เราไม่ชอบใจอาการ <div id="450"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 450]] ของอาจารย์." ดาบสรู้ความกลับของเหี้ยนั้นแล้วขว้างท่อนไม้ไปเพื่อ ประสงค์จะฆ่าเหี้ยนั้น. ท่อนไม้พลาดไป, พระยาเหี้ยเข้าไปสู่จอมปลวกแล้ว โผล่ศีรษะออกหาจากจอมปลวกนั้นแล้วแลดูทางที่มา กล่าวกะดาบสว่า :- " ข้าพเจ้า สำคัญท่านผู้ไม่สำรวมว่าเป็นสมณะ จึงเข้าไปหาแล้ว, ท่านนั้น ย่อมไม่เป็นสมณะ โดย ประการที่ท่านเอาไม้ประหารข้าพเจ้า; ท่านผู้มีปัญญา ทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎาทั้งหลายของท่าน, ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์ของท่าน, ภายในของท่านรกรุงรัง ท่านย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภาย นอก." ครั้งนั้น ดาบสเพื่อจะล่อพระยาเหี้ยนั้น ด้วยของมีอยู่ของตน จึง กล่าวอย่างนี้ว่า :- " เหี้ย ท่านจงกลับมา จงบริโภคข้าวสุกแห่ง ข้าวสาลีทั้งหลาย, น้ำมันและเกลือของข้าพเจ้ามีอยู่, ดีปลีของข้าพเจ้าก็มีเพียงพอ." พระยาเหี้ยฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า " ท่านกล่าวโดยประการใด ๆ ; ความที่ข้าพเจ้าประสงค์เพื่อหนีไปอย่างเดียว ย่อมมีโดยประการนั้น ๆ " ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า :- " ข้าพเจ้านั้น ยิ่งจักเข้าไปสู่จอมปลวกลึกตั้ง ๑๐๐ ชั่วบุรุษ น้ำมันและเกลือของท่านจะเป็นประโยชน์ อะไร ? ดีปลีก็ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า." <div id="451"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 451]] ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว กล่าวว่า " ข้าพเจ้าได้ทำความสำคัญ ในท่านว่าเป็นสมณะสิ้นกาลประมาณเท่านี้, บัดนี้ ท่านขว้างท่อนไม้ไป เพราะความเป็นผู้ประสงค์จะประหารข้าพเจ้า, ท่านไม่เป็นสมณะแต่กาล ที่ท่านขว้างท่อนไม้ไปแล้วทีเดียว, ประโยชน์อะไรด้วนชฎาทั้งหลายของ บุคคลผู้ทรามปัญญาเช่นท่าน, ประโยชน์อะไรด้วยหนังเนื้อชื่ออชินะพร้อม ทั้งกีบ. เพราะภายในของท่านรกรุงรัง, ท่านย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก อย่างเดียวเท่านั้น." พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า " พราหมณ์ นี้ ได้เป็นดาบสผู้หลอกลวงในกาลนั้น, ส่วนพระยาเหี้ย ได้เป็นเรานี่เอง " ดังนี้ แล้วทรงประมวลชาดก เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งดาบสนั้น ถูกเหี้ย ตัวฉลาดข่มในกาลนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๑. กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ กินฺเต อชินสาฏิยา อพฺภนฺตรนฺเต คหน พาหิร ปริมชฺชสิ. " ผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรด้วยชฎา ทั้งหลายของเธอ, ประโยชน์อะไรด้วยผ้าที่ทำด้วย หนังเนื้อชื่ออชินะของเธอ; ภายในของเธอรกรุงรัง, เธอย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก. " แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า กินฺเต ชฏาหิ ความว่า ดูก่อน ผู้ทรามปัญญา ประโยชน์อะไรด้วยชฎาเหล่านี้ แม้อันเธอเกล้าไว้ดีแล้ว และด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังเนื้อชื่ออชินะนี้ พร้อมทั้งกีบอันเธอนุ่งแล้ว ของเธอ. <div id="452"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 452]] บทว่า อพฺภนฺตร ความว่า ในภายในของเธอรกรุงรังด้วยกิเลสมี ราคะเป็นต้น, เธอย่อมเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก เหมือนคูถช้างคูถข้างคูถม้าเกลี้ยง- เกลาแต่ภายนอกอย่างเดียว. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องกุหกพราหมณ์ จบ. <div id="453"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 453 ๑๒. เรื่องนางกิสาโคตมี [๒๗๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภนางกิสา- โคตมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปสุกูลธร" เป็นต้น. นางโคตมีเห็นท้าวสักกะ ได้ยินว่า ในกาลนั้นท้าวสักกะเข้าไปเฝ้าพระศาสดา พร้อมกับ เทวบริษัท ในที่สุดแห่งปฐมยาม ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ทรงสดับ ธรรมกถาอันเป็นที่ตั้งแหงความระลึกถึงอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง. ในขณะนั้น นางกิสาโคตมีคิดว่า " เราจักเฝ้าพระศาสดา " เหาะ มาทางอากาศแล้ว เห็นท้าวสักกะ จึงกลับไปเสีย๑ ท้าวเธอทอดพระเนตร เห็นนางผู้ถวายบังคมแล้ว กลับไปอยู่ ทูลถามพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุณีนั่นชื่อไร ? พอมาเห็นพระองค์แล้วก็กลับ." นางกิสาโคตมีเลิศทางทรงผ้าบังสุกุล พระศาสดาตรัสว่า " มหาบพิตร ภิกษุณีนั่น ชื่อกิสาโคตมี เป็น ธิดาของตถาคต เป็นยอดแห่งพระเถรีผู้ทรงผ้าบังสุกุลทั้งหลาย" ดังนี้ ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๒. ปสุกูลธร ชนฺตุ กิสนฺธมนิสนฺถต เอก วนสฺมึ ฌายนฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกชนผู้ทรงผ้าบังสุกุล ผู้ผอม สะพรั่ง ด้วยเอ็น ผู้เพ่งอยู่ผู้เดียวในป่านั้นว่า เป็นพราหมณ์." ๑. การเที่ยวไปกลางคืนเสมอ ๆ ภิกษุณีมิได้ประพฤติ. <div id="454"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 454]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิส ความว่า ก็ชนทั้งหลายผู้ทรงผ้า บังสุกุล บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันสมควรแก่ตน ย่อมเป็นผู้มีเนื้อและโลหิต น้อย และเป็นผู้มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น; เหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่าง นั้น. สองบทว่า เอก วนสฺมึ ความว่า เราย่อมเรียกบุคคลผู้เพ่งอยู่ผู้เดียว ในที่สงัดนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องนางกิสาโคตมี จบ. <div id="455"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 455]] ๑๓. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๗๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น จาห " เป็นต้น. พราหมณ์เข้าเฝ้าพระศาสดา ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า " พระสมณโคดม ตรัสเรียกสาวก ทั้งหลายของพระองค์ว่า ' พราหมณ์,' ส่วนเราก็เป็นผู้เกิดในกำเนิด พราหมณ์, การที่พระองค์ตรัสเรียกเราอย่างนั้นบ้าง ย่อมควร" ดังนี้แล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเนื้อความนั้น. ลักษณะแห่งพราหมณ์ ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะเขาว่า " พราหมณ์ เราย่อมไม่ เรียกว่า ' พราหมณ์ ' ด้วยเหตุสักว่าเกิดในกำเนิดพราหมณ์เท่านั้น, ส่วน ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ถือมั่น, เราเรียกผู้นั้นว่า ' เป็นพราหมณ์ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๓. น จาห พฺราหฺมณ พฺรูมิ โยนิช มตฺติสมฺภว โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน อกิญฺจน อนาทน ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราไม่เรียกบุคคลผู้เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดา เป็นแดนเกิดว่า เป็นพราหมณ์; เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที, เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล, เราเรียก ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่า เป็น พราหมณ์." <div id="456"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 456]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยนิช ได้แก่ ผู้เกิดแล้วแต่กำเนิด. บทว่า มตฺติสมฺภว ความว่า ผู้เกิดแล้วในท้องอันเป็นของมีอยู่แห่ง มารดาผู้เป็นพราหมณี. บทว่า โภวาที ความว่า ก็เขาเที่ยวกล่าวอยู่ว่า " ผู้เจริญ ผู้เจริญ " ในคำที่ร้องเรียกกันเป็นต้น ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที, เขาแล ยังเป็น ผู้มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสเครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น; แต่ เราเรียกผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นอาทิ ผู้ไม่ ถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ. <div id="457"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 457]] ๑๔. เรื่องอุคคเสน [๒๗๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภเศรษฐีบุตร ชื่ออุคคเสน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพสญฺโช๑น " เป็นต้น. พระอรหันต์ย่อมไม่กลัว เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในอรรถแห่งพระคาถาว่า " มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต " เป็นต้นนั้นแล. ก็ในกาลนั้น พระศาสดา เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " พระ- เจ้าข้า พระอุคคเสนย่อมกล่าวว่า ' เราไม่กลัว ' ชะรอยว่าจะพยากรณ์ พระอรหัตผลด้วยคำไม่จริง," จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เช่นกับ บุตรของเรา มีสังโยชน์อันตัดได้แล้ว ย่อมไม่กลัวเลย " ดังนี้แล้ว ตรัส พระคาถานี้ว่า :- ๑๔. สพฺพสโยชน เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ สงฺคาติค วิสยุตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใดแล ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ย่อมไม่ สะดุ้ง, เราเรียกผู้นั้น ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้หลุดพ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสญฺโชน ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่าง. บทว่า น ปริตสฺสติ ได้แก่ ย่อมไม่กลัวเพราะตัณหา. บทว่า ตมห ตัดบทเป็น ต อห ความว่า เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า ๑. บาลี เป็น สพฺพสโยชน. <div id="458"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 458]] ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง เพราะความที่กิเลสเครื่องข้องทั้งหลาย มีราคะ เป็นต้น อันล่วงได้แล้ว ผู้ชื่อว่าพรากได้แล้ว เพราะไม่มีแห่งโยคะแม้ ๔ ว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องอุคคเสน จบ. <div id="459"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 459]] ๑๕. เรื่องพราหมณ์ ๒ คน [๒๗๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ ๒ คน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เฉตฺวา นทฺธึ " เป็นต้น. พราหมณ์สองคนเอาโคแข่งขันกัน ได้ยินว่า ในพราหมณ์สองคนนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมีโคชื่อว่า จูฬโรหิต, คนหนึ่งมีโคชื่อว่ามหาโรหิต. ในวันหนึ่ง เขาทั้งสองเถียงกันว่า " โคของท่านแข็งแรง หรือโค ของเราแข็งแรง" ดังนี้แล้ว ต่างกล่าวกันว่า " ประโยชน์อะไรของเรา ทั้งหลาย ด้วยการเถียงกัน, เราแข่งกันแล้ว จักรู้ " ยังเกวียนให้เต็มด้วย ทรายที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แล้วเทียมโค. ในขณะนั้น แม้ภิกษุทั้งหลายก็ได้ไปแล้วในที่นั้น เพื่อสรงน้ำ. พราหมณ์ทั้งหลายแข่งโคกันแล้ว. เกวียนได้หยุดนิ่งอยู่, ส่วนชะเนาะและ เชือกทั้งหลายขาดแล้ว. ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ไปยังวิหาร กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระ- ศาสดา. ควรตัดชะเนาะและเชือกภายใน พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ชะเนาะและเชือกนั่นเป็นแต่ ภายนอก, คนใดคนหนึ่งก็ตัดชะเนาะและเชือกเหล่านั้นได้ทั้งนั้น, ฝ่าย ภิกษุตัดชะเนาะคือความโกรธ และเชือกคือตัณหาอันเป็นไปภายในควร" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- <div id="460"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 460]] ๑๕. เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺทา๑น สหนุกฺกม อุกฺขิตฺตปลิฆ พุทฺธ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกบุคคลผู้ตัดชะเนาะ เชือก และเครื่อง ต่อพร้อมทั้งหลาย ผู้มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว ผู้รู้แล้ว นั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทฺธึ ได้แก่ ความโกรธอันเป็นไปโดย ความเป็นเครื่องผูกรัด. บทว่า วรตฺต ได้แก่ ตัณหาอันเป็นไปโดยความเป็นเครื่องผูก. บาทพระคาถาว่า สนฺธาน สหนุกฺกม เป็นต้น ความว่า เราเรียก บุคคลผู้ตัดเครื่องต่อคือทิฏฐิ ๖๒๒ อันประกอบด้วยสายคืออนุสัย แม้ทั้งปวง นี้ตั้งอยู่แล้ว ผู้ชื่อว่า มีลิ่มสลักอันถอนขึ้นแล้ว เพราะความที่ลิ่มสลักคือ อวิชชาเป็นของอันตนถอนขึ้นแล้ว ผู้ชื่อว่า รู้แล้วเพราะรู้สัจจะ ๔ นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว. เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องพราหมณ์ ๒ คน จบ. ๑. ม. โป. และ อรรถกถา เป็น สนฺธาน. ๒. ที. สี. ๙/๔๙. <div id="461"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 461]] ๑๖. เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ [๒๗๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอักโกสก- ภารทวาชพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกฺโกส " เป็นต้น. นางธนัญชานีถูกด่า ความพิสดารว่า นางพราหมณีชื่อธนัญชานี ของภารทวาชพราหมณ์ ผู้พี่ชายของอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้เป็นโสดาบันแล้ว. นางจาม ก็ดี ไอก็ดี พลาดก็ดี เปล่งอุทานนี้ว่า " นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ความนอบน้อม จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น)." วันหนึ่ง ในเวลาที่อังคาสพราหมณ์ นางพลาดแล้ว เปล่งอุทาน ขึ้นอย่างนั้นนั่นแล ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์โกรธแล้ว กล่าวว่า " หญิง ถ่อยนี้ พลาดแล้วในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมกล่าวสรรเสริญพระสมณะหัวโล้นนั้น อย่างนี้ทุกที " ดังนี้แล้ว กล่าวว่า " หญิงถ่อย บัดนี้ข้าจักไปยกวาทะต่อ ศาสดานั้นของเจ้า." ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า " จงไปเถิดพราหมณ์ ดิฉันไม่เห็นบุคคลผู้จะยกวาทะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้: เออ ก็ครั้น ไปแล้ว จงทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า." เขาไปสู่สำนักพระ- ศาสดา ไม่ถวายบังคมเลย ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว, เมื่อจะทูลถาม ปัญหา จึงกล่าวคาถานี้ว่า:- <div id="462"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 462]] " บุคคลฆ่าอะไรได้สิ จึงอยู่เป็นสุข, ฆ่าอะไร ได้สิ จึงไม่เศร้าโศก, ข้าแต่พระโคดม พระองค์ ย่อมชอบใจซึ่งการฆ่าธรรมอะไรสิ ซึ่งเป็นธรรมอัน เอก." ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เขา จึงตรัส พระคาถานี้ว่า :- " บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข. ฆ่า ความโกรธได้แล้วจึงไม่เศร้าโศก, พราหมณ์ พระ- อริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน, เพราะบุคคลนั้นฆ่า ความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก." พราหมณ์ ๔ คนบรรลุพระอรหัตผล เขาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. ครั้งนั้น อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ผู้น้องชายของเขา ได้ฟังว่า " ได้ยินว่า พี่ชายของเราบวชแล้ว " ก็โกรธ จึงมาด่าพระศาสดาด้วย วาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่วาจาสัตบุรุษ. แม้เขาก็ถูกพระศาสดาให้รู้สำนึก แล้ว ด้วยข้ออุปมาด้วยการให้ของควรเคี้ยวเป็นต้นแก่แขกทั้งหลาย เลื่อม- ใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. น้องชายทั้งสองของเธอแม้อื่นอีก คือสุนทริกภารทวาชะ พิลังคก- ภารทวาชะ (พากัน ) ด่าพระศาสดาเหมือนกัน อันพระศาสดาทรงแนะนำ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. <div id="463"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 463]] ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ ทั้งหลาย คุณของพระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อพราหมณ์พี่น้องชาย ทั้ง ๔ ด่าอยู่, พระศาสดาไม่ตรัสอะไร ๆ กลับเป็นที่พึ่งของพราหมณ์ เหล่านั้นอีก." พระศาสดาเป็นที่พึ่งของมหาชน พระศาสดา เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย กถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ประทุษร้าย ในชน ทั้งหลายผู้ประทุษร้าย เพราะความที่เราประกอบด้วยกำลังคือขันติ ย่อมเป็น ที่พึ่งของมหาชนโดยแท้ ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๖. อกฺโกส วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโ โย ติติกฺขติ ขนฺตีพล พลาณีก ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและ การตีและการจำจองได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลัง คือขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทุฏฺโ เป็นต้น ความว่า ผู้ใดเป็น ผู้มีใจไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าและคำบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ และ การดีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจำด้วยเครื่องจำคือขื่อเป็นต้น, เราเรียก ผู้นั้น คือผู้เห็นปานนั้น ซึ่งชื่อว่ามีกำลังคือขันติ เพราะความเป็นผู้ ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้ชื่อว่ามีหมู่พล เพราะความเป็นผู้ประกอบ <div id="464"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 464]] ด้วยกำลังคือขันติ อันเป็นหมู่ เพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นแล ว่า เป็น พราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องอักโกสกภารทวารพราหมณ์ จบ. <div id="465"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 465]] ๑๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๘๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระสารี- บุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกฺโกธน " เป็นต้น. พระเถระสละทรัพย์ออกบวช ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระเถระเที่ยวไปบิณฑบาตกับด้วยภิกษุ ๕๐๐0 รูป ได้ไปยังประตูเรือนของมารดา ในบ้านนาลกะ. ครั้งนั้น นางนิมนต์ให้ท่านนั่งแล้ว อังคาสอยู่ ด่าว่า " ผู้เจริญ ท่านไม่ได้ของเคี้ยวที่เป็นเดน และน้ำข้าวที่เป็นเดน ก็สมควรจะกินน้ำ ข้าวที่ติดอยู่ทางหลังกระบวย ในเรือนของคนอื่น, ท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิบวชเสียได้, ท่านให้เราฉิบหายแล้ว, บัดนี้ท่านจงบริโภคเถิด." นาง พลางถวายภัตแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย กล่าวว่า " บุตรของเราถูกท่านทั้งหลาย ทำให้เป็นคนรับใช้ของตนแล้ว, บัดนี้ พวกท่านจงบริโภคเถิด," พระ- เถระรับภิกษาแล้วได้ตรงไปยังวิหารทีเดียว. ครั้งนั้น ท่านพระราหุล เอื้อเฟื้อพระศาสดาด้วยบิณฑบาตแล้ว. ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า " ราหุล พวกเธอไป ณ ที่ไหน." พระราหุล. พวกข้าพระองค์ไปยังบ้านของย่า พระเจ้าข้า. พระศาสดา. ก็อุปัชฌายะของเธอ ถูกย่ากล่าวอย่างไร ? พระราหุล. พระเจ้าข้า พระอุปัชฌายะของข้าพระองค์ ถูกย่าด่า แล้ว. <div id="466"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 466]] พระศาสดา. อุปัชฌายะของเธอถูกย่าว่าอย่างไร ? พระราหุล. ว่ากล่าวถ้อยคำชื่อนี้ พระเจ้าข้า. พระศาสดา. ส่วนอุปัชฌายะของเธอ ว่าอย่างไร ? พระราหุล. ไม่ว่าอะไร ๆ เลย พระเจ้าข้า. ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญพระเถระ ภิกษุทั้งหลาย ฟังคำนั้นแล้ว สนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ ทั้งหลาย คุณทั้งหลายของพระสารีบุตรเถระน่าอัศจรรย์หนอ: เมื่อมารดา ของท่านด่าอยู่ชื่ออย่างนั้น แม้เหตุสักว่าความโกรธ มิได้มีเลย." พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ นั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย กถาชื่อนี้," จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย เป็นผู้โกรธเลย" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๑๗. อกฺโกธน วตวนฺต สีลวนฺต อนุสฺสท ทนฺต อนฺติมสารีร ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีตัณหา เครื่องฟูขึ้น ผู้ฝึกแล้ว มีสรีระในที่สุดนั้นว่า เป็น พราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตฺตว๑นฺต เป็นต้น ความว่า เราเรียก ผู้ประกอบด้วยวัตรคือธุดงค์ ผู้มีศีลด้วยปาริสุทธิศีล ๔ ผู้ชื่อว่าไม่มีตัณหา ๑. บาลีเป็น วตวนฺต. <div id="467"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 467]] เครื่องฟูขึ้น เพราะไม่มีเครื่องฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ชื่อว่าฝึกแล้ว เพราะฝึก อินทรีย์ ๖ ผู้ชื่อว่ามีสรีระมีในที่สุด เพราะอัตภาพอันตั้งอยู่ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ. <div id="468"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 468]] ๑๘. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี [๒๘๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุบล- วรรณาเถรี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " วาริ โปกฺขรปตฺเตว " เป็นต้น. มหาชนเข้าใจว่าพระขีณาสพยินดีกามสุข เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้วแล ในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า " มธุวา มญฺตี พาโล๑" เป็นต้น. จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวว่า " โดยสมัยอื่นอีก มหาชนสนทนา กันในโรงธรรมว่า " ถึงพระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังเสพกาม, ทำไม จักไม่เสพ ? เพราะท่านเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก ยังมีเนื้อ และสรีระสดชื่นอยู่เทียว; เหตุนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น จึงยังยินดี กามสุขมีอยู่." พระขีณาสพไม่ติดอยู่ในกาม พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย กถาชื่อนี้" จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ยินดี ซึ่งกามสุข ไม่เสพกาม, เหมือนอย่างว่าหยาดน้ำที่ตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ ติด ไม่ค้างอยู่, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียวฉันใด; อนึ่ง เหมือนเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว ๑. มาใน ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒ พาลวรรค เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี. <div id="469"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 469]] ฉันใด; แม้กามทั้งสองอย่าง ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ในจิตของพระขีณาสพ ฉันนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาใน พราหมณวรรคนี้ว่า :- ๑๘. วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุผักกาด ไม่ตั้ง อยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย น ลิปฺป๑ติ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด ย่อมไม่ติดแม้ในกามทั้งสองอย่างในภายใน คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้น อย่างนี้นั่นแล, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี จบ. ๑. บาลีเป็น ลิมฺปติ. <div id="470"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 470]] ๑๙. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๒๘๒] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย ทุกฺขสฺส " เป็นต้น. ทาสของพราหมณ์หนีไปบวช ได้ยินว่า ทาสคนหนึ่งของพราหมณ์นั้น เมื่อสิกขาบทอันพระศาสดา ยังไม่ทรงบัญญัติ หนีไปบวชบรรลุพระอรหัตแล้ว. พราหมณ์ค้นหาอยู่ ก็ไม่พบ ในวันหนึ่งพบท่านเข้าไปบิณฑบาตกับพระศาสดาที่ระหว่างประตู ได้ยึดจีวรไว้อย่างมั่น. พระศาสดาเสด็จกลับ ตรัสถามว่า " นี่อะไรกัน ? พราหมณ์." พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ (ภิกษุนี้) เป็นทาสของ ข้าพระองค์. พระศาสดา. พราหมณ์ ภิกษุนั่น เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " เป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว," พราหมณ์ กำหนดได้ว่า " เป็นพระอรหันต์." เหตุนั้น เมื่อพราหมณ์กราบทูลแม้ อีกว่า " อย่างนั้นหรือ ? พระโคดมผู้เจริญ." พระศาสดาตรัสว่า " ถูกแล้ว พราหมณ์ ภิกษุนั่นเป็นผู้มีภาระอัน ปลงแล้ว " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๙. โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน ปนฺนภาร วิสญฺญุตฺต ตมห พฺรูมิ พฺรหฺมณ. <div id="471"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 471]] " ผู้ใด ในศาสนานี้แล รู้ชัดความสิ้นไปแห่งทุกข์ ของตน, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีภาระอันปลงแล้ว ผู้ พรากได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ ขันธทุกข์. บทว่า ปนฺนภาร เป็นต้น ความว่า เราเรียกผู้มีภาระคือขันธ์อัน ปลงแล้ว ผู้พรากได้แล้วจากโยคะ ๔ หรือสรรพกิเลสนั้นว่า เป็น พราหมณ์. ในกาลจบเทศนา พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา ได้เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ. <div id="472"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 472]] ๒๐. เรื่องพระเขมาภิกษุณี [๒๘๓] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเขมา ภิกษุณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " คมฺภีรปญฺ " เป็นต้น. พระเขมาภิกษุณีพบท้าวสักกะ ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จมากับเทวบริษัท ในระหว่างแห่งปฐมยาม ประทับนั่งสดับธรรมกถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ระลึกถึงอยู่ ในสำนักพระศาสดา. ในขณะนั้น พระเขมาภิกษุณีมาด้วยดำริว่า " จักเฝ้าพระศาสดา " เห็นท้าวสักกะแล้ว ยืนอยู่ในอากาศนั่นเอง ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ก็กลับไป. ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นพระเขมานั้นแล้ว ทูลถามว่า " พระ- เจ้าข้า ภิกษุณีนั่นชื่ออะไร ? มายืนอยู่ในอากาศนั้นเอง ถวายบังคมแล้ว กลับไป." ลักษณะแห่งพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา พระศาสดาตรัสว่า " มหาบพิตร ภิกษุณีนั่น เป็นธิดาของตถาคต ชื่อเขมา เป็นผู้มีปัญญามาก ฉลาดในทางและมิใช่ทาง" ดังนี้แล้ว ตรัส พระคาถานี้ว่า :- ๒๐. คมฺภีรปญฺ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิท อุตฺตมตฺถ อนุปฺปตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. <div id="473"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 473]] " เราเรียกผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาด ในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด นั้นว่า เป็นพราหมณ์. แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรปญฺ เป็นต้น ความว่า เรา เรียกบุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นไปในธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันลึกซึ้ง ผู้เป็นปราชญ์ ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ผู้ชื่อว่า ฉลาด ในทางและมิใช่ทาง เพราะความเป็นผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง อย่างนี้ คือ นี้เป็นทางแห่งทุคติ, นี้เป็นทางแห่งสุคติ, นี้เป็นทางแห่ง พระนิพพาน, นี้มิใช่ทาง, ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด กล่าวคือพระ- อรหัตนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระเขมาภิกษุณี จบ. <div id="474"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 474]] ๒๑. เรื่องพระติสสเถระอยู่ในเงื้อมเขา [๒๘๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ ผู้อยู่ในเงื้อมเขา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อสสฏฺิ " เป็นต้น. เทพดากลัวผู้มีศีลบริสุทธิ์ ได้ยินว่า พระเถระนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้า ไปสู่ป่า พลางตรวจดูเสนาสนะเป็นที่สบาย ถึงเงื้อมถ้ำแห่งหนึ่ง. ในขณะ ที่ท่านถึงนั้นเอง จิตของท่านได้ (ถึง) ความเป็นธรรมชาติแน่แน่วแล้ว. ท่านคิดว่า " เราเมื่ออยู่ในที่นี้ จักสามารถเพื่อให้กิจแห่งบรรพชิตสำเร็จ ได้. เทพดาผู้สิงอยู่แม้ที่ถ้ำคิดว่า " ภิกษุผู้มีศีลมาแล้ว, การที่เราอยู่ในที่ แห่งเดียวกันกับภิกษุนี้ ลำบาก; ก็ภิกษุนี้จักอยู่ในที่สิ้นราตรีหนึ่งเท่านั้น ก็จักจากไป" จึงพาบุตรทั้งหลายออกไป. ในวันรุ่งขึ้น พระเถระเข้าไปสู่โคจรคามแต่เช้าตรู่ เพื่อบิณฑบาต. ครั้งนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งเห็นท่านแล้ว กลับได้ความรักเพียงดัง บุตรแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือน ให้ฉันแล้ว อ้อนวอนเพื่อต้องการให้ อาศัยตนอยู่ตลอด ๓ เดือน. ฝ่ายท่านก็รับ ด้วยคิดว่า " เราอาศัยอุบาสิกานี้ สามารถเพื่อทำการสลัดออกจากภพได้" ดังนี้แล้ว ได้ไปยังถ้ำนั้นแล. เทพดาเห็นท่านกำลังเดินมา คิดว่า " พระเถระนี้จักเป็นผู้อันใคร ๆ นิมนต์ไว้แน่แท้, ท่านคงจักไปในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้." <div id="475"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 475]] เทพยดาคิดอบายให้ภิกษุไปจากที่นั้น เมื่อเวลาประมาณกึ่งเดือนล่วงไปแล้วอย่างนี้, เทพดาก็ติดว่า "ภิกษุ นี้ เห็นจักอยู่ในที่นี้จริง ๆ สิ้นภายในฤดูฝน, ก็การที่เรากับบุตรน้อย ทั้งหลายอยู่ในที่อันเดียวกันกับผู้มีศีล เป็นการทำได้ยาก; อนึ่งเราไม่อาจ จะกล่าวกะภิกษุนี้ว่า ' ท่านจงออกไปเสีย ' ดังนี้ได้, ความพลั้งพลาดใน ศีลของภิกษุนี้มีอยู่ไหมหนอ ?" ดังนี้แล้ว ตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุ ก็ยัง ไม่เห็นความพลั้งพลาดในศีลของท่าน ตั้งแต่เวลาอุปสมบท จึงคิดว่า " ศีล ของท่านบริสุทธิ์, เราจักทำเหตุบางอย่างนั่นเทียว ให้ความเสื่อมเสียเกิด ขึ้นแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว จึง (เข้าไป) สิงในสรีระของบุตรคนใหญ่ของ อุบาสิกา ในตระกูลอุปัฏฐาก บิดคอแล้ว. นัยน์ตาทั้งสองของบุตรนั้น เหลือกแล้ว, น้ำลายไหลออกจากปาก. อุบาสิกาเห็นบุตรนั้นแล้ว ร้องว่า " นี้อะไรกัน ? " ครั้งนั้น เทพดามีรูปไม่ปรากฏ กล่าวกะอุบาสิกานั้นอย่างนี้ว่า " บุตร นั่นเราจับไว้แล้ว, เราไม่มีความต้องการแม้ด้วยพลีกรรม, แต่ท่านจงขอ ชะเอมเครือกะพระเถระผู้เข้าถึงตระกูลของท่านแล้ว เอาชะเอมเครือนั้น ทอดน้ำมันแล้ว จงให้แก่บุตรนี้โดยวิธีนัดถุเถิด, เมื่อทำอย่างนี้ เราจึง จักปล่อยบุตรนี้." อุบาสิกา. บุตรนั่น จงฉิบหายหรือตายไปก็ตามเถิด, ฉันไม่อาจจะ ขอชะเอมเครือกะพระผู้เป็นเจ้าได้. เทพดา. ถ้าท่านไม่อาจจะขอชะเอมเครือไซร้, ท่านจงบอกเพื่อใส่ ผงหิงคุลงในจมูกของบุตรนั้น. อุบาสิกา. ฉันไม่อาจเพื่อกล่าวคำแม้อย่างนี้ได้. <div id="476"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 476]] เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระเถระนั้น ลงบน ศีรษะ (บุตร) เถิด. อุบาสิกากล่าวว่า " ฉันอาจทำข้อนี้ได้," นิมนต์ให้พระเถระผู้มาตาม เวลานั่งแล้ว ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ล้างเท้าของพระเถระผู้นั่งอยู่ใน ระหว่างภัต รองเอาน้ำไว้แล้ว เรียนให้ทราบว่า " ท่านผู้เจริญ ฉันจะรด น้ำนี้ลงบนศีรษะของเด็ก," เมื่อท่านอนุญาตว่า " จงรดเถิด," ได้ทำ อย่างนั้นแล้ว. เทพดาปล่อยเด็กนั้นในขณะนั้นเอง แล้วได้ไปยืนอยู่ที่ ประตูถ้ำ แม้พระเถระ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ลุกจากอาสนะ สาธยายอาการ ๓๒ อยู่เทียว เพราะความที่ท่านเป็นผู้ไม่ละเลยกัมมัฏฐาน หลีกไปแล้ว. ครั้นในเวลาท่านถึงประตูถ้ำ เทพดานั้นกล่าวกะท่านว่า " พ่อ หมอใหญ่ ท่านอย่าเข้ามาในที่นี้." ท่านยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง กล่าวว่า " ท่านเป็นใคร ? " เทพดา. ข้าพเจ้าเป็นเทพดาผู้สิงอยู่ในที่นี้. พระเถระคิดว่า " ที่อันเราทำเวชกรรมมีอยู่หรือหนอแล ?" ดังนี้ แล้ว ตรวจดูจำเติมแต่กาลอุปสมบท ก็ยังไม่เห็นความเศร้าหมองหรือด่าง พร้อยในศีลของตน จึงกล่าวว่า " ข้าพเจ้าไม่เห็นที่ที่ข้าพเจ้าทำเวชกรรม เลย, ท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร ?" เทพดา. ท่านไม่เห็นหรือ ? พระเถระ. เออ เราไม่เห็น. เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะบอกแก่ท่าน. พระเถระ. (เชิญ) ท่านจงบอก. <div id="477"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 477]] เทพดา. การพูดในสิ่งที่ไกลจงยกไว้ก่อนเถิด, ในวันนี้เอง ท่าน รดน้ำล้างเท้าแก่บุตรของอุปัฏฐาก ซึ่งถูกอมนุษย์สิงแล้ว บนศีรษะ หรือ ไม่ได้รด. พระเถระ. เออ เราได้รด. เทพดา. นั่นเป็นไรเล่า ? ท่านไม่เห็นหรือ ? พระเถระ. ท่านกล่าวประสงค์เหตุนั่นหรือ ? เทพดา. จ้ะ ข้าพเจ้ากล่าวประสงค์เหตุนั่น. ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ต้องร้อนใจ พระเถระติดว่า " โอหนอ ตนเราตั้งไว้ชอบแล้ว, เราประพฤติ สมควรแก่ศาสนาแล้วจริง, แม้เทพดามิได้เห็นความเศร้าหมองหรือด่าง พร้อยในจตุปาริสุทธิศีลของเรา ได้เห็นแต่เพียงน้ำล้างเท้า อันเรารดแล้ว บนศีรษะของทารก." ปีติมีกำลังเพราะปรารภศีลเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน. ท่าน ข่มปีติอันมีกำลังนั้นไว้แล้ว ไม่ทำแม้การยกเท้าขึ้น บรรลุพระอรหัตใน ที่นั้นนั่นเอง แล้วกล่าวว่า " ท่านประทุษร้ายสมณะผู้บริสุทธิ์เช่นเรา, ท่าน อย่าอยู่ในชัฏแห่งป่านี้, ท่านนั่นแล จงออกไปเสีย" เมื่อจะสอนเทวดา จึงเปล่งอุทานนี้ว่า :- " การอยู่ของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ, ท่านอย่า ประทุษร้ายเราผู้ไม่มีมลทิน ผู้มีตบะ ผู้บริสุทธิ์แล้ว, ท่านจงออกจากป่าใหญ่เสียเถิด." ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล ตลอดไตรมาส ออกพรรษาแล้วไปยังสำนัก พระศาสดา ถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า " ผู้มีอายุ กิจแห่งบรรพชิตท่านให้ <div id="478"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 478]] ถึงที่สุดแล้วหรือ ?" จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด จำเดิมแต่การเข้าจำพรรษา ในถ้ำนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ท่าน ถูกเทพดาว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น ไม่โกรธหรือ ?" กล่าวว่า " ผมไม่โกรธ. " ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนี้ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล, แม้ถูกเทพดาว่ากล่าวคำชื่อนี้อยู่ ย่อม กล่าวได้ว่า ' เราไม่โกรธ." ลักษณะพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย บุตรของเราย่อมไม่โกรธเลย, เพราะขึ้นชื่อว่าความเกี่ยวข้อง ด้วยคฤหัสถ์หรือด้วยบรรพชิตทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุตรของเรานั่น, บุตร ของเรานั่น ไม่เกี่ยวข้อง ปรารถนาน้อย สันโดษ " ดังนี้แล้ว เมื่อจะ ทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒๑. อสสฏฺ คหฏฺเหิ อนาคาเรหิ จูภย อโนกสารึ อปฺปิจฺฉ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราเรียกบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชน ๒ จำพวก คือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป ผู้ ปรารถนาน้อยนั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสสฏฺ ความว่า ชื่อว่า ผู้ไม่เกี่ยวข้อง เพราะความไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยการดู การฟัง การสนทนา การบริโภค และด้วยกาย. <div id="479"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 479]] บทว่า อุภย ได้แก่ ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยชนแม้ ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑. บทว่า อโนกสารึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอาลัยเที่ยวไป. อธิบายว่า เราเรียก ผู้นั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ในเงื้อมเขา จบ. <div id="480"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 480]] ๒๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๘๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " นิธาย " เป็นต้น. ภิกษุเดินทางร่วมกับหญิงแม้ไม่รู้ก็มีโทษ ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว พยายาม อยู่ในป่า บรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า " เราจักกราบทูลคุณอันตนได้แล้ว แด่พระศาสดา " จึงออกจากป่านั้น. ครั้งนั้น หญิงคนหนึ่งในบ้านตำบลหนึ่ง ทำการทะเลาะกับสามี, เมื่อสามีนั้นออกไปภายนอก, คิดว่า " เราจักไปสู่เรือนตระกูล " จึงเดิน ทางไป พบภิกษุนั้นในระหว่างทาง คิดว่า " เราจักอาศัยพระเถระนี้ไป" จึงติดตามไปข้างหลัง ๆ. แต่พระเถระไม่เห็นนาง. ครั้งนั้น สามีของนางมาสู่เรือน ไม่เห็นนาง คิดว่า " นางจักไปสู่ บ้านแห่งตระกูลแล้ว" ติดตามไปพบนางแล้วคิดว่า " อันหญิงนี้คนเดียว ไม่อาจเดินข้ามดงนี้ได้, มันอาศัยอะไรหนอ ? จึงไปได้" ดังนี้แล้วตรวจดู อยู่ เห็นพระเถระแล้ว คิดว่า " พระเถระนี้จักเป็นผู้พาหญิงนี้ออกไปแล้ว" จึงขู่พระเถระ. ครั้งนั้น หญิงนั้นจึงกล่าวกะสามีนั้นว่า " ท่านผู้เจริญนั่น มิได้เห็น มิได้ร้องเรียกดิฉันเลย, คุณอย่าได้ว่ากล่าวอะไร ๆ กะท่านเลย." พระเถระถูกสามีของหญิงนั้นตีแต่ไม่โกรธ สามีนั้น มีความโกรธเกิดขึ้นว่า " ก็เจ้าจักไม่บอกบุคคลผู้พาเจ้าไป แก่เราหรือ ? เราจักทำกรรมอันสมควรแก่ภิกษุนี้ (แทน) ตัวเจ้าให้ได้." <div id="481"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 481]] ด้วยความอาฆาตในหญิง จึงตีพระเถระ แล้วพาหญิงนั้นกลับไป. ทั่วสรีระของพระเถระได้เป็นปมเกิดขึ้นแล้ว. ครั้นในกาลแห่งพระ- เถระนั้นมาสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายพากันนวดสรีระ เห็นปมแล้วถามว่า "นี่ อะไร ?" ท่านบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น. ลำดับนั้น พวกภิกษุถามท่านว่า " ผู้มีอายุ ก็เมื่อบุรุษนั้นประหาร อยู่อย่างนั้น, ท่านได้กล่าวอะไร ? หรือความโกรธเกิดแก่ท่านไหม ?" พระเถระกล่าวว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา." ภิกษุเหล่านั้น ไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนั้น อันข้าพระองค์ทั้งหลายกล่าวอยู่ว่า ' ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านไหม ' ยังกล่าวได้ว่า ' ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ความโกรธย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เรา,' ภิกษุนั้นกล่าวคำไม่จริง พยากรณ์ อรหัตผล." พระขีณาสพแม้ถูกตีก็ไม่โกรธ พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย มีอาชญาอันวางแล้ว, พระขีณาสพ เหล่านั้น ย่อมไม่ทำความโกรธในชนทั้งหลาย แม้ผู้ประหารอยู่ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒๒. นิธาย ทณฺฑ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและ ผู้มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า, เราเรียกผู้นั้น ว่า เป็นพราหมณ์." <div id="482"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 482]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธาย ได้แก่ วางแล้ว คือ ปลงลง แล้ว. สองบทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ จ ความว่า ผู้ชื่อว่าสะดุ้ง เพราะความ สะดุ้งด้วยสามารถแห่งตัณหา และผู้ชื่อว่า มั่นคง เพราะความเป็นผู้มั่นคง โดยความไม่มีแห่งตัณหา. สองบทว่า โย น หนฺติ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด ชื่อว่ามีอาชญาอัน วางแล้ว เพราะความเป็นผู้มีปฏิฆะไปปราศแล้วในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ ย่อม ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ซึ่งสัตว์อะไรๆ, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ. <div id="483"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 483]] ๒๓. เรื่องสามเณร [๒๘๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณร ทั้งหลาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อวิรุทฺธ " เป็นต้น. พราหมณีเสียใจเพราะได้สามเณรน้อย ได้ยินว่า พราหมณีคนหนึ่ง จัดแจงอุทเทสภัตไว้เพื่อภิกษุ ๔ รูป กล่าวกะพราหมณ์ว่า " พราหมณ์ ท่านจงไปวิหารแล้ว เจาะจงนำพราหมณ์ แก่ ๔ คนมา." พราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้วกล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจง เจ้าจงให้พราหมณ์ ๔ คนแก่ผม." สามเณรผู้เป็นขีณาสพ ๔ รูป ซึ่งมีอายุ ๗ ปี คือ " สังกิจจสามเณร บัณฑิตสามเณร โสปากสามเณร เรวตสามเณร" ถึงแล้วแก่พราหมณ์นั้น. พราหมณี แต่งตั้งอาสนะทั้งหลายควรแก่ค่ามากไว้ เห็นสามเณร แล้ว โกรธ บ่นพึมพำอยู่ เหมือนเกลืออันบุคคลใส่ลงที่เตาไฟ กล่าวว่า " ท่านไปวิหารแล้ว พาเด็ก ๔ คนแม้ปูนหลานของตนซึ่งไม่สมควรมา แล้ว " จ่งไม่ให้สามเณรเหล่านั้นนั่งบนอาสนะเหล่านั้น ลาดตั่งที่ต่ำ ๆ แล้วกล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงนั่งบนตั่งเหล่านั้น" กล่าวว่า " พราหมณ์ ท่านจงไป จงเลือกพราหมณ์แก่แล้วนำมา." แม้อัครสาวกทั้งสองก็ไม่เป็นที่พอใจของพราหมณี พราหมณ์ไปสู่วิหาร พบพระสารีบุตรเถระแล้ว เรียนว่า " มาเถิด ท่าน, เราจักไปสู่เรือนของเราทั้งหลาย " ดังนี้แล้ว นำมา. พระเถระมา เห็นสามเณรทั้งหลายแล้ว ถามว่า " พราหมณ์เหล่านี้ได้ภัตแล้วหรือ ?" <div id="484"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 484]] เมื่อเขาตอบว่า " ยังไม่ได้," จึงทราบความที่เขาจัดภัตไว้เพื่อพราหมณ์ ๔ คนเท่านั้น กล่าวว่า " พวกท่านจงนำบาตรของเรามา" แล้วรับบาตร หลีกไป. ฝ่ายพราหมณี ถามว่า " พราหมณ์นี้กล่าวอะไร ?" เมื่อพราหมณ์ ตอบว่า " ท่านกล่าวว่า ' การที่พราหมณ์ผู้นั่งอยู่เหล่านั่นได้ (ก่อน) จึง ควร, จงนำบาตรของเรามา, รับเอาบาตรของตนแล้วไป" จึงกล่าวว่า " พระเถระนั้น เห็นจะไม่ประสงค์เพื่อจะฉัน, ท่านจงรีบไปเลือกดูพราหมณ์ อื่นแล้วนำมา." พราหมณ์ไปพบพระมหาโมคคัลลานเถระ ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือน กัน นำมาแล้ว. แม้ท่าน เห็นสามเณรทั้งหลายแล้ว ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน แล้ว ก็รับบาตรหลีกไป. ลำดับนั้น พราหมณีกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า " พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประสงค์เพื่อจะฉันกระมัง ? ท่านจงไปสู่โรงสวดของพราหมณ์ นำพราหมณ์แก่คนหนึ่งมา." ฝ่ายสามเณรทั้งหลาย ไม่ได้อะไร ๆ จำเดิมแต่เช้า ถูกความหิวบีบ คั้น นั่งอยู่แล้ว. ท้าวสักกะปลอมเป็นพราหมณ์แก่มาทรมานพราหมณี ครั้งนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว เพราะเดช คุณของสามเณรเหล่านั้น. ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทราบความที่ สามเณรเหล่านั้นนั่งหิวโหยอยู่ตั้งแต่เช้า ทรงดำริว่า " การที่เราไปในที่นั้น <div id="485"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 485]] ควร" จึง (แปลง) เป็นพราหมณ์แก่คร่ำคร่าเพราะชรา ประทับนั่งอยู่บน อาสนะที่เลิศของพราหมณ์ทั้งหลาย ในโรงสวดของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์ พอเห็นท้าวสักกะนั้นแล้วคิดว่า " คราวนี้พราหมณีของเราจักพอใจ" กล่าวว่า " มาเถิดท่าน, พวกเราจักไปสู่เรือน" ได้พาท้าวเธอไปสู่เรือน แล้ว. พราหมณี พอเห็นท้าวสักกะเท่านั้น มีจิตยินดีแล้ว ลาดเครื่องลาด บนอาสนะ ๒ (ซ้อน) ในที่เดียวกัน กล่าวว่า " พระผู้เป็นเจ้า เชิญท่าน นั่งบนเครื่องลาดนี้เถิด." ท้าวสักกะเสด็จเข้าไปสู่เรือน แล้วไหว้สามเณรทั้ง ๔ รูปด้วยเบญ- จางคประดิษฐ์ แล้วจึงประทับนั่งโดยบัลลังก์ที่พื้นท้ายอาสนะของสามเณร เหล่านั้น. ครั้งนั้น พราหมณีเห็นท้าวเธอกล่าวกะพราหมณ์ว่า " แย่จริง พราหมณ์ท่านนำมาแล้ว, ท่านพาพราหมณ์บ้าแม้นั้นมา (อีก), พราหมณ์ นั้นเที่ยวไหว้สามเณรปูนหลานของตนได้; ประโยชน์อะไรด้วยพราหมณ์นี้, ท่านจงขับไล่พราหมณ์นี้ออกไปเสีย." พราหมณ์แปลงนั้น ถูกเขาจับที่คอ บ้าง ที่มือบ้าง ที่รักแร้บ้าง ฉุดคร่าออกไปอยู่ ก็ยังไม่ปรารถนาแม้เพื่อจะ ลุกขึ้น. ลำดับนั้น พราหมณีกล่าวกะพราหมณ์ผู้สามีนั้นว่า " พราหมณ์มา เถิด, ท่านจงจับที่มือข้างหนึ่ง, ฉันจักจับที่มือข้างหนึ่ง." ทั้งสองคนจับ ที่มือทั้งสองแล้วโบยที่หลังอยู่ ได้ช่วยกันคร่าไปไว้ในภายนอกแต่ประตู เรือนแล้ว. <div id="486"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 486]] ฝ่ายท้าวสักกะ ก็คงประทับนั่งในที่ตนนั่งนั่นแล กวักพระหัตถ์แล้ว. ทั้งสองงผัวเมียนั้น กลับมาเห็นท้าวสักกะนั้นประดับนั่งอยู่อย่างเดิม ร้อง อยู่ด้วยความกลัว ปล่อยไปแล้ว. ในขณะนั้น ท้าวสักกะให้เขาทราบความ ที่พระองค์เป็นท้าวสักกะแล้ว. ลำดับนั้น ผัวเมียทั้งสองได้ถวายอาหารแก่สามเณรเหล่านั้นแล้ว. ชนแม้ทั้ง ๕ รับอาหารแล้ว, รูปหนึ่งทำลายมณฑลช่อฟ้าไป, รูปหนึ่ง ทำลายส่วนเบื้องหน้าแห่งหลังคาไป, รูปหนึ่งทำลายส่วนเบื้องหลังแห่ง หลังคาไป, รูปหนึ่งดำลงในแผ่นดินไป, ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จออกไปโดย ทางหนึ่ง, ชนแม้ทั้ง ๕ ได้ไปสู่ที่ทั้ง ๕ ด้วยประการฉะนี้. พวกสามเณรเล่าเรื่องที่ถูกทรมาน ก็แล จำเดิมแต่นั้นมา ทราบว่าเรือนนั้น ชื่อว่าเป็นเรือนมีช่อง ๕. ในกาลที่สามเณรไปสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลาย ถามแม้ซึ่งสามเณรทั้งหลายว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย เรื่องนี้เป็นเช่นไรกัน ?" พวกสามเณร. ท่านทั้งหลายจงอย่าถามพวกกระผม, จำเดิมแต่กาล ที่พราหมณีเห็นพวกกระผมแล้ว พราหมณีถูกความโกรธครอบงำ ไม่ให้ พวกกระผมนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ แล้วยังกล่าวว่า ' ท่านจงนำพราหมณ์ แก่มาเร็ว,' อุปัชฌายะของพวกกระผมมาเห็นพวกกระผมแล้ว กล่าวว่า ' การที่พราหมณ์ผู้นั่งอยู่เหล่านี้ได้ (อาหารก่อน) ควร,' ให้นำบาตรมาแล้ว ออกไป, เมื่อนางพราหมณีกล่าวว่า ' ท่านจงนำพราหมณ์แก่อื่นมา,' พราหมณ์นำพระมหาโมคคัลลานเถระมาแล้ว, ท่านเห็นพวกกระผม ก็ กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วหลีกไป, ทีนั้น พราหมณีกล่าวว่า ' พราหมณ์ เหล่านี้ เป็นผู้ไม่ประสงค์จะฉัน, ท่านจงไป, จงนำพราหมณ์แก่คนหนึ่ง <div id="487"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 487]] จากโรงสวดของพราหมณ์มาเถิด ' แล้วส่งพราหมณ์ไป, พราหมณ์นั้นไป ที่โรงสวดนั้นแล้ว นำท้าวสักกะผู้เสด็จมาด้วยเพศแห่งพราหมณ์มา, ใน กาลที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จมาแล้ว ผัวเมียทั้งสองจึงได้ถวายอาหารแก่พวก กระผม. ภิกษุทั้งหลาย. พวกเธอไม่โกรธแก่เขา ผู้ทำอยู่อย่างนั้นหรือ ? พวกสามเณร. พวกกระผมไม่โกรธ. ภิกษุทั้งหลาย ฟังคำนั้นแล้ว กราบทูลแด่พระศาสดาว่า " พระ- เจ้าข้า สามเณรเหล่านี้ กล่าวคำไม่จริงว่า ' พวกกระผมไม่โกรธ ' ย่อม พยากรณ์พระอรหัตผล." พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่เคียดแค้นในชนทั้งหลาย แม้ผู้เคียดแค้นแล้วเลย" ดังนี้แล้ว ตรัส พระคาถานี้ว่า:- ๒๓. อวิรุทฺธ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุต สาทาเนสุ อนาทาน ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " เราย่อมเรียกบุคคลผู้ไม่เคียดแค้น ในบุคคลผู้ เคียดแค้น ผู้ดับเสียได้ในบุคคลผู้มีอาชญาในตน ผู้ ไม่ถือมั่นในบุคคลผู้ถือมั่นนั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิรุทฺธ เป็นต้น ความว่า เราย่อมเรียก บุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่าไม่เคียดแค้น เพราะความไม่มีอาฆาต ในพวกโลกิยมหาชน แม้ผู้เคียดแค้นแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความอาฆาต <div id="488"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 488]] ผู้ชื่อว่าดับเสียได้ คือผู้มีอาชญาอันปลงแล้ว ในชนทั้งหลาย ผู้ชื่อว่ามี อาชญาในตน เพราะความที่เข้าเป็นผู้ไม่เว้นจากการให้ประหารชนเหล่าอื่น ในเมื่อท่อนไม้หรือศัสตราในมือ แม้ไม่มีอยู่ ผู้ชื่อว่าไม่ถือมั่น เพราะ ความไม่มีการยึดถือนั้น ในชนทั้งหลาย ผู้ชื่อว่ามีความถือมั่น เพราะความ ที่ยึดถือขันธ์ทั้ง ๕ ว่า " เรา " ว่า " ของเขา" ว่าเป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสามเณร จบ. <div id="489"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 489]] ๒๔. เรื่องพระมหาปันถกเถระ [๒๘๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระมหา- ปันถูกเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส ราโค จ " เป็นต้น. มหาปันถกะขับไล่พระผู้น้องชายจากวิหาร ความพิสดารว่า ท่านมหาปันถกะนั้นขับไล่พระจูฬปันถกะ ผู้ไม่ อาจเพื่อกระทำ (ท่อง) คาถาหนึ่งให้คล่องแคล่วได้โดย ๔ เดือน ออก จากวิหารด้วยคำว่า " เธอเป็นผู้อาภัพแม้ในพระศาสนา ทั้งเป็นผู้เสื่อม แล้วจากโภคะของคฤหัสถ์, ประโยชน์อะไรของเธอด้วยการอยู่ในวิหารนี้, เธอจงออกไปเสียจากวิหารนี้, แล้วปิดประตู." ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมชื่อนี้พระมหา- ปันถกะทำได้, ชะรอยความโกรธย่อมเกิดมีขึ้นแม้แก่พระขีณาสพทั้งหลาย." พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวก เธอนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วยถ้อยคำชื่อนี้ " จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายมีราคะ เป็นต้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย, แต่บุตรของเราทำกรรมนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้มุ่งอรรถเป็นเบื้องหน้า และเพราะเป็นผู้มุ่งธรรม เป็นเบื้องหน้า" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๒๔. ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต สาสโปริว อารคฺคา ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. <div id="490"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 490]] " ราคะ โทสะ มานะและมักขะ อันผู้ใดให้ตก ไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลาย เหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารคฺคา เป็นต้น ความว่า กิเลส ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเหล่านั่น และมักขะมีอันลบหลู่คุณของผู้อื่นเป็น ลักษณะนี้ อันผู้ใดให้ตกไปแล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจาก ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, กิเลสเหล่านั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ในจิต เหมือนเมล็ด พันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระมหาปันถกเถระ จบ. <div id="491"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 491]] ๒๕. เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ [๒๘๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระปิลินท- วัจฉเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกกฺกส " เป็นต้น. พระปิลินทวัจฉะใช้วาทะว่าคนถ่อยจนติดปาก ได้ยินว่า ท่านปิลินทวัจฉะนั้น กล่าวคำเป็นต้นว่า " คนถ่อย จงมา, คนถ่อย จงไป" ย่อมร้องเรียกทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิต ด้วยวาทะว่าคนถ่อย ทั้งนั้น. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากกราบทูลแด่พระศาสดาว่า " พระ- เจ้าข้า ท่านปิลินทวัจฉะ ย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยยวาทะว่าคนถ่อย." พระศาสดารับสั่งให้หาท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า " ปิลินทวัจฉะ ได้ยินว่า เธอร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยวาทะว่าคนถ่อยจริงหรือ ?" เมื่อท่านกราบทูลว่า " อย่างนั้น พระเจ้าข้า " จึงทรงกระทำบุพเพนิวาส ของท่านปิลินทวัจฉะนั้นไว้ในพระหฤทัย แล้วตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ายกโทษแก่ภิกษุชื่อปิลินทวัจฉะเลย, ภิกษุทั้งหลาย วัจฉะหามี โทสะในภายใน ร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า คนถ่อยไม่, ภิกษุ- ทั้งหลาย ๕๐๐ ชาติของภิกษุชื่อวัจฉะไม่สับสนกัน, ทั้งหมดนั้นเกิดแล้ว ในตระกูลพราหมณ์ ในภายหลัง, วาทะคนถ่อยนั้น เธอร้องเรียกมาแล้ว ตลอดกาลนาน, ถ้อยคำกระทบกระทั่งชนเหล่าอื่น อันเป็นคำระคายหู คำหยาบคายนั่นเทียว ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ, เพราะว่าบุตรของ <div id="492"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 492]] เรากล่าวอย่างนั้น ด้วยอำนาจแห่งความเคยชิน" เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒๕. อกฺกกส วิญฺาปนึ คิรึ สจฺจ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู อันให้รู้ กันได้ เป็นคำจริง อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ขัดใจ, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺกฺกส ได้แก่ คำไม่หยาบ. บทว่า วิญฺาปนึ ได้แก่ ให้รู้เนื้อความกันได้. บทว่า สจฺจ ได้แก่ เป็นเนื้อความอันจริง. บทว่า นาภิสเช เป็นต้น ความว่า บุคคลไม่พึงยังบุคคลอื่นให้ข้อง ใจด้วยอำนาจแห่งการให้เขาโกรธ ด้วยถ้อยคำอันใด, ธรรมดาพระขีณาสพ พึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนั้นนั่นแล; เหตุนั้น เราจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็น พราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ จบ. <div id="493"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 493]] ๒๖. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๘๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยธ ทีฆ " เป็นต้น. พระขีณาสพถือเอาของคนอื่นด้วยบังสุกุลสัญญา ได้ยินว่า พราหมณ์มิจฉาที่ทิฏฐิคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี เปลื้องผ้า สาฎกสำหรับห่ม วางไว้ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพราะกลัวถูกกลิ่นตัวจับ นั่งผินหน้าออกมาข้างนอกประตูเรือน. ลำดับนั้น พระขีณาสพรูปหนึ่งทำภัตกิจแล้ว กำลังเดินไปสู่วิหาร เห็นผ้าสาฎกนั้นแล้ว เหลียวดูข้างโน้นและข้างนี้ เมื่อไม่เห็นใครๆ จึงคิด ว่า " ผ้าสาฎกนี้หาเจ้าของมิได้ " แล้วอธิษฐานเป็นผ้าบังสุกุล ถือเอาแล้ว. ขณะนั้น พราหมณ์เห็นท่านแล้ว ด่าพลางเข้าไปหา กล่าวว่า " สมณะ โล้น ท่านถือเอาผ้าสาฎกของข้าพเจ้าทำไม ?" พระขีณาสพ. พราหมณ์ นั่นผ้าสาฎกของท่านหรือ ? พราหมณ์. เออ สมณะ. พระขีณาสพ. กล่าวว่า " ฉันไม่เห็นใครๆ จึงถือเอาผ้าสาฎกนั้น ด้วยสัญญาว่าเป็นผ้าบังสุกุล, ท่านจงรับเอาผ้านั้นเถิด" ให้ (ผ้าสาฎก) แก่พราหมณ์นั้นแล้วไปสู่วิหาร บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายฟังคำของท่านแล้ว เมื่อจะทำการเยาะเย้ย กับด้วยท่าน จึงกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ผ้าสาฎกยาวหรือสั้น หยาบหรือ ละเอียดหนอแล ? " <div id="494"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 494]] พระขีณาสพกล่าวว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ผ้าสาฎกยาวหรือสั้น หยาบ หรือละเอียดก็ช่างเถิด, ความอาลัยในผ้าสาฎกนั้นของผมไม่มี ผมถือเอา ด้วยความสำคัญว่าผ้าบังสุกุล (ต่างหาก)." ภิกษุทั้งหลายฟังคำนั้นแล้ว กราบทูลแด่พระตถาคตว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนั่นกล่าวคำไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล." พระขีณาสพไม่ถือเอาของคนอื่นด้วยเจตนาขโมย พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นกล่าวคำจริง, ธรรมดา พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ถือเอาสิ่งของ ๆ คนเหล่าอื่น " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒๖. โยธ ทีฆ ว รสฺส วา อณุ ถูล สุภาสุภ โลเก อทินฺน นาทิยติ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ผู้ใด ไม่ถือเอาของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม อันเขาไม่ให้แล้ว ในโลกนี้, เรา เรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้)๑:- ความว่า บุคคลใด ย่อมไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือสั้น บรรดาวัตถุ ทั้งหลายมีผ้าสาฎกและเครื่องประดับเป็นต้น น้อยหรือใหญ่ บรรดาวัตถุ ทั้งหลาย มีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น งามหรือไม่งาม ด้วยอำนาจ ๑. ตสฺสตฺโถ....อตฺโถ นี้อาจจะแปลได้อีกนัยหนึ่งว่า เนื้อความว่า....ดังนี้ เป็นเนื้อความแห่ง คำอันเป็นคาถานั้น. <div id="495"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 495]] แห่งวัตถุอันมีค่ามากและมีค่าน้อย อันบุคคลอื่นหวงแหนแล้วในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ. ⏎ ⏎ <div id="496"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 496]] ๒๗. เรื่องพระสารีบุตรเถระ [๒๙๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตร เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อาสา ยสฺส " เป็นต้น. พวกภิกษุเข้าใจว่าพระสารีบุตรยังมีตัณหา ได้ยินว่า พระเถระนั้นมีภิกษุประมาณ ๕๐๐ เป็นบริวาร ไปสู่วิหาร แห่งหนึ่งในชนบท แล้วเข้าจำพรรษา. มนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระเถระแล้ว ตระเตรียมผ้าจำนำพรรษาไว้ เป็นอันมาก. พระเถระปวารณาแล้ว เมื่อผ้าจำนำพรรษาทั้งปวงยังไม่ทัน ถึง (แก่ท่าน) นั่นเทียว, เมื่อจะไปสู่สำนักพระศาสดา สั่งกะภิกษุทั้งหลาย ไว้ว่า " เมื่อผ้าจำนำพรรษาอันมนุษย์ทั้งหลายนำมาแล้วเพื่อภิกษุหนุ่มและ สามเณรทั้งหลาย พวกท่านรับไว้แล้วเพื่อส่งไป, หรือเก็บไว้แล้วพึงส่ง ข่าวไป." ก็แลพระเถระ ครั้นสั่งอย่างนี้แล้ว ได้ไปสู่สำนักพระศาสดา. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า " ถึงทุกวันนี้ตัณหาของพระสารีบุตร- เถระ ชะรอยจะยังมีอยู่แน่, จริงอย่างนั้น พระเถระสั่งไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า ' เมื่อพวกมนุษย์ถวายผ้าจำนำพรรษาแล้ว, พวกท่านพึงส่งผ้าจำนำ พรรษาไป แก่พวกสัทธิวิหาริกของตน, หรือเก็บไว้แล้วพึงส่งข่าวไป ' ดังนี้แล้ว จึงมา." พระศาสดาเปลื้องความเข้าใจผิดของพวกภิกษุ พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวก เธอนั่งสนทนากันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุทั้งหลายนั้นกราบทูลว่า <div id="497"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 497]] ' ด้วยกถาชื่อนี้,' จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา, แต่เธอกล่าวอย่างนั้น ก็ด้วยคิดว่า ' ก็ความเสื่อมจากบุญของพวกมนุษย์ และความเสื่อมจากลาภที่ชอบธรรม ของภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย อย่าได้มี" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒๗. อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ นิราสย วิสยุตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ความหวังของผู้ใด ไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความหวัง พราก (กิเลส) ได้ แล้วว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ ตัณหา ชื่อว่า อาสา ในพระคาถานั้น. บทว่า นิราสาส๑ ได้แก่ ไม่มีตัณหา. บทว่า วิสยุตฺต ความว่า เราเรียกผู้พรากได้แล้วจากกิเลสทั้งปวง นั้นว่า เป็นพราหมณ์. ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระสารีบุตรเถระ จบ. ๑. บาลีเป็น นิราสย. <div id="498"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 498]] ๒๘. เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ [๒๙๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระมหา- โมคคัลลานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺสาลยา " เป็นต้น. พระศาสดาทรงแสดงลักษณะแห่งพราหมณ์ เรื่องก็เช่นกับเรื่องมีในก่อนนั่นเอง. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดา ตรัสความที่พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นผู้ไม่มีตัณหาแล้ว ตรัสพระคาถา นี้ว่า :- ๒๘. ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺาย อกถงฺกถี อมโตคธ อนุปฺปตฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ. " ความอาลัยของบุคคลใดไม่มี, บุคคลใดรู้ชัด แล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หยั่งลงสู่อมตะ ตามบรรลุแล้วว่า เป็นพราหมณ์." แก้อรรถ ตัณหา ชื่อว่า อาลัย ในพระคาถานั้น. บาทพระคาถาว่า อญฺาย อกถงฺกถี ความว่า ผู้รู้วัตถุ ๘ ตามความ เป็นจริงแล้ว เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ด้วยความสงสัยซึ่งมีวัตถุ ๘. บาทพระคาถาว่า อมโตคธ อนุปฺปตฺต ความว่า เราเรียกบุคคล นั้น ผู้หยั่งลงสู่พระนิพพานชื่ออมตะ ตามบรรลุแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. <div id="499"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 499]] ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ จบ. <div id="500"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 500]] ๒๙. เรื่องพระเรวตเถระ [๒๙๒] (contracted; show full)|} {{fs|90%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br> {{fs|90%|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}<br> {{fs|90%|[[#เล่ม|***************]]}} <br /> |} [[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]] [[หมวดหมู่:วิกิตำรา]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?diff=prev&oldid=42320.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|