Difference between revisions 42317 and 42318 on thwikibooks

<div id="91"></div>
{| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;"
|-
|<div><br>
</div>[[ไฟล์:A old white plate-Cetiyas Nirvana.png|59px|link=]]
{{fs|131%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}}
{| width="99%" 
|-
(contracted; show full) 

<div id="266"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 266]]
คาถาธรรมบท
 
ตัณหาวรรคที่  ๒๔๑
 
ว่าด้วยตัณหา
<div id="34/266"/>
 
[๓๔]                ๑.  ตัณหาดุจเถาย่านทราย  ย่อมเจริญแต่คนผู้มี
ปกติประมาท     เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่
ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น   ตัณหา
นี้เป็นธรรมชาติลามก  มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ
ในโลก   ย่อมครอบงำบุคคลใด   ความโศกทั้งหลาย
ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น    ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกรด
(contracted; show full)ทีหลัง  หรืออาหาร คือถั่วและผักอื่น ๆ.
 
<div id="337"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 337]]
คาถาธรรมบท
 
ภิกขุวรรค๑ที่  ๒๕
 
ว่าด้วยทางเดินของภิกษุ
<div id="35/337"/>
[๓๕]                ๑.  ความสำรวมทางตา   เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ  ความสำรวมทางหู   เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเร็จ  ความสำรวมทางจมูก   เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ  ความสำรวมทางลิ้น  เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ   ความสำรวมทางกาย  เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ   ความสำรวมทางใจ   เป็นคุณยังประโยชน์
ให้สำเร็จ    ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง    ย่อม
(contracted; show full)พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว   ทรงประชุมชาดกว่า:-
" หญิงแพศยาในครั้งนั้น   ได้เป็นนางอุบลวรรณา,
คนรักษาประตู  ได้เป็นภิกษุชื่อว่าปุณณะ,  อำมาตย์ผู้
ถือเชือก    ได้เป็นกัจจานภิกษุ,    และอำมาตย์ผู้เป็น
ขุนคลัง    ได้เป็นโกลิตะ,   เศรษฐีในครั้งนั้น   ได้เป็น
สารีบุตร,    นายสารถี   ได้เป็นอนุรุทธะ,  พราหมณ์


<div id="351"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 351]]
ได้เป็นกัสสปเถระ,  อุปราช  ได้เป็นนันทบัณฑิต,
พระมเหสี  ได้เป็นมารดาของราหุล,  พระชนนี  ได้
เป็นพระนางมายาเทวี,  พระเจ้ากุรุ  ได้เป็นพระโพธิ-
สัตว์;  พวกเธอจงจำชาดกไว้ด้วยอาการอย่างนี้"
ดังนี้แล้ว  ตรัสว่า " ภิกษุ   บัณฑิตในครั้งก่อน   เมื่อความรำคาญ
แม้มีประมาณน้อยเกิดขึ้นแล้ว,  ทำศีลเภทของตนให้เป็นเครื่องรังเกียจแล้ว
อย่างนี้,   ส่วนเธอ   บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยเรา   ยัง
ทำปาณาติบาตอยู่ (นับว่า) ได้ทำกรรมอันหนักยิ่งนัก;  ธรรมดาภิกษุ  ควร
เป็นผู้สำรวมด้วยมือ  เท้า  และวาจา"  ดังนี้แล้ว     ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒.        หตฺถสญฺโต  ปาทสญฺโต
วาจาย  สญฺโต   สญฺตตฺตโม
อชฺฌตฺตรโต   สมาหิโต
เอโก สนฺตุสิโต  ตมาหุ  ภิกขุ.
" บัณฑิตทั้งหลาย       กล่าวบุคคลผู้มีมือสำรวม
แล้ว    มีเท้าสำรวมแล้ว    มีวาจาสำรวมแล้ว    มีตน
สำรวมแล้ว    ยินดีในธรรมอันเป็นไปภายใน   มีจิต
ตั้งมั่นแล้ว  เป็นคนโดดเดี่ยว    สันโดษว่า    " เป็น
ภิกษุ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  หตฺถสญฺโต   ความว่า   ชื่อว่าผู้มีมือ
อันสำรวมแล้ว    เพราะความไม่มีการคะนองมือเป็นต้น*    หรือการประหาร
สัตว์เหล่าอื่นเป็นต้นด้วยมือ.
๑.  การยังมือให้เล่นเป็นต้น.

<div id="352"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 352]]
นัยแม้ในบทที่สอง  ก็เหมือนนัยนี้.
ก็ชื่อว่าผู้มีวาจาอันสำรวมแล้ว   เพราะไม่ทำวจีทุจริต    มีพูดเท็จทาง
วาจาเป็นต้น.
บทว่า  สญฺตตฺตโม  คือผู้มีอัตภาพอันสำรวมแล้ว,   อธิบายว่า   ผู้
ไม่ทำอาการแปลก   มีโคลงกาย  สั่นศีรษะ   และยักคิ้ว    เป็นต้น.
บทว่า   อชฺฌตฺตรโต      ความว่า     ผู้ยินดีในการเจริญกัมมัฏฐาน
กล่าวคือโคจรธรรมอันเป็นไป  ณ ภายใน.
บทว่า  สมาหิโต   คือ  ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีแล้ว.
สองบทว่า  เอโก  สนฺตุสิโต   ความว่า    เป็นผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวยินดี
แล้วด้วยดี   คือมีใจยินดีแล้วด้วยอธิคมแห่งตน   จำเดิมแต่การประพฤติใน
วิปัสสนา.   จริงอยู่   พระเสขบุคคลแม้ทุกจำพวก   ตั้งต้นแต่กัลยาณปุถุชน
ย่อมยินดีด้วยอธิคมแห่งตน   เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่าผู้สันโดษ,  ส่วนพระ-
อรหันต์   เป็นผู้ยินดีแล้วโดยส่วนเดียวแล;    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาพระอรหันต์นั้น   จึงตรัสคำนั่นว่า   " เอโก   สนฺตุสิโต. "
ในกาลจบเทศนา    ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น    ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุฆ่าหงส์   จบ.

<div id="353"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 353]]
๓. เรื่องภิกษุชื่อโกกาลิกะ  [๒๕๔]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา    เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน     ทรงปรารภภิกษุชื่อ
โกกาลิกะ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย  มุขสญฺโต "  เป็นต้น.
พระโกกาลิกะเกิดในนรกเพราะด่าพระอัครสาวก
เรื่องมาแล้วในพระสูตรว่า๑    "  ครั้งนั้นแล   ภิกษุชื่อโกกาลิกะ    ได้
เข้าไปเฝ้าโดยสถานที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ " เป็นต้น.    แม้เนื้อ
ความแห่งเรื่องนั้น     บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้
แล้วในอรรถกถานั่นแล.ท
ก็เมื่อพระโกกาลิกะเกิดในปทุมนรก,    ภิกษุทั้งหลายสนทนากันใน
โรงธรรมว่า  "  โอ !  ภิกษุชื่อโกกาลิกะ   ถึงความพินาศแล้ว  เพราะอาศัย
ปากของตน,    ก็เมื่อเธอด่าพระอัครสาวกทั้งสองอยู่นั้นแล,   แผ่นดินได้ให้
ช่องแล้ว."
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า   " ภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอนั่ง
ประชุมกันด้วยกถาอะไร    ในกาลบัดนี้ ?"     เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
"  ด้วยกถาชื่อนี้,"  จึงตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชื่อโกกาลิกะ  ฉิบหาย
เพราะอาศัยปากของตนในบัดนี้เท่านั้น  หามิได้,  แม้ในกาลก่อน โกกาลิกะ
ก็ฉิบหายแล้วเพราะอาศัยปากของตนเหมือนกัน"    อันภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่
จะสดับเนื้อความนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว       เพื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น
ได้ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า:-
๑.  ส.  ส.   ๑๕/๒๑๙.  ขุ.  สุ.  ๒๕/๔๕๘.

<div id="354"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 354]]
หงส์สองตัวพาเต่าผู้สหายไปถ้ำของตน
ในอดีตกาล      เต่าอาศัยอยู่ในสระแห่งหนึ่ง     ในหิมวันตประเทศ.
ลูกหงส์สองตัวเที่ยวไปเพื่อหากินอยู่     ทำความคุ้นเคยกับเต่านั้น    เป็นผู้
สนิทสนมอย่างแน่นแฟ้น  ในวันหนึ่ง   จึงถามเต่าว่า   " เพื่อนเอ๋ย   ที่อยู่
ของพวกเราในถ้ำทอง   บนพื้นแห่งภูเขาชื่อจิตตกูฏ   ในหิมวันตประเทศ
เป็นประเทศที่น่ารื่นรมย์,  ท่านจักไปกับพวกเราไหม ?"
เต่า.  ฉันจักไปได้อย่างไร ?
หงส์.  พวกเราจักนำท่านไป,     ถ้าว่าท่านสามารถเพื่อจะรักษาปาก
ไว้ได้.
เต่า.   เพื่อนเอ๋ย    ฉันจักอาจ,   ขอท่านทั้งหลายจงพาฉัน ไปเถิด.
หงส์ทั้งสองพูดว่า  " ดีละ"  แล้วให้เต่าคาบท่อนไม้ท่อนหนึ่ง  ส่วน
ตนคาบปลายทั้งสองแห่งท่อนไม้นั้น   แล้วบินไปสู่อากาศ.
เต่าหลุดจากท่อนไม้ที่คาบตกลงตาย
พวกเด็กชาวบ้าน    เห็นเต่าถูกหงส์นำไปอยู่อย่างนั้น   จึงพูดกันว่า
" หงส์สองตัวนำเต่าไปอยู่ด้วยท่อนไม้."    เต่าใคร่จะพูดว่า   " ผิว่าสหาย
ทั้งสองนำเราไปอยู่,   ประโยชน์อะไรของพวกเอง   ในเพราะข้อนี้   อ้าย
พวกเด็กเปรตชั่วร้าย"      จึงปล่อยท่อนไม้จากที่ตนคาบไว้ในเวลาถึงส่วน
เบื้องบนพระราชนิเวศน์  ในพระนครพาราณสี  เพราะความที่หงส์ทั้งสอง
เป็นสัตว์มีกำลังเร็ว  จึงตกลงไปในพระลานหลวงแตกเป็นสองภาค.
การพูดมากไม่ถูกเวลาให้โทษ
พระศาสดาครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว     ทรงยังพหุภาณิชาดก๑
ในทุกนิบาตนี้ให้พิสดารว่า :-
๑. ขุ.  ชา.  ๒๗/๒๗๙.  กัจฉปชาดก.  อรรถกถา. ๓/๒๓๕.

<div id="355"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 355]]
" เต่าเปล่งวาจา  ได้ฆ่าตนแล้วหนอ,  เมื่อท่อน
ไม้ที่ตนคาบไว้ดีแล้ว,  ก็ฆ่า (ตน)  ด้วยวาจาอันเป็น
ของ ๆ ตน.   ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้าประเสริฐใน
หมู่คน  บุคคลเห็นเหตุแม้นั่นแล้ว  ควรเปล่งวาจาที่ดี
ไม่ควรเปล่งวาจาที่ล่วงเลยเวลา.        พระองค์ย่อม
ทอดพระเนตรเห็นเต่าตัวถึงความฉิบหายเพราะพูดมาก
(มิใช่หรือ)"
แล้วตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย   ธรรมดาภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมปากประพฤติ
สม่ำเสมอ  ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบ " ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓.โย  มุขสญฺโต  ภิกฺขุ    มนฺตภาณี  อนุทฺธโต
อตฺถ   ธมฺมญฺจ  ทีเปติ     มธุร  ตสฺส  ภาสิต.
" ภิกษุใด  สำรวมปาก    มีปกติกล่าวด้วยปัญญา
ไม่ฟุ้งซ่าน   แสดงอรรถและธรรม,    ภาษิตของภิกษุ
นั้น  ย่อมไพเราะ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  มุขสญฺโต  ความว่า  ชื่อว่าผู้สำรวม
แล้วด้วยปาก  เพราะไม่พูดคำเป็นต้นว่า  " เจ้าเป็นคนชาติชั่ว   เจ้าเป็นคน
ทุศีล"  แม้กะคนทั้งหลายมีทาสและคนจัณฑาลเป็นต้น.
บทว่า  มนฺตภาณ    ความว่า  ปัญญา   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ว่า  มันตา,  ผู้มีปกติพูดด้วยปัญญานั้น.
บทว่า อนุทฺธโต  ได้แก่  ผู้มีจิตสงบแล้ว.

<div id="356"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 356]]
บาทพระคาถาว่า  อตฺถ  ธมฺมญฺจ  ทีเปติ   ความว่า   ย่อมแสดง
อรรถแห่งภาษิตและธรรมคือเทศนา.
บทว่า มธุร  ความว่า  ภาษิตของภิกษุเห็นปานนั้น  ชื่อว่าไพเราะ.
ส่วนภิกษุใด  ให้อรรถอย่างเดียวถึงพร้อม,  ไม่ให้พระบาลีถึงพร้อม;
ให้พระบาลีอย่างเดียวถึงพร้อม,    ไม่ให้อรรถถึงพร้อม;    ก็หรือไม่ให้ทั้ง
สองอย่างถึงพร้อม,  ภาษิตของภิกษุนั้น  หาชื่อว่าเป็นภาษิตที่ไพเราะไม่.
ในกาลจบเทศนา    ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น  ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุชื่อโกกาลิกะ  จบ.

<div id="357"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 357]]
๔.  เรื่องพระธรรมารามเถระ  [๒๕๕]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระธรรมา-
รามเถระ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " ธมฺมารโม  ธมฺมรโต"    เป็นต้น.
พระภิกษุปรึกษาเรื่องปรินพพานของพระศาสดา
ดังได้สดับมา    เมื่อพระศาสดาตรัสบอกว่า  " การปรินิพพานของ
เราจักมีโดยล่วงไป ๔ เดือน   ตั้งแต่เดือนนี้ , "   ภิกษุหลายพันรูปเที่ยวแวด
ล้อมพระศาสดาแล้ว.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น    ภิกษุผู้ยังเป็นปุถุชน    ไม่อาจเพื่อจะอดกลั้น
น้ำตาไว้ได้.    ธรรมสังเวชเกิดแก่ภิกษุผู้ขีณาสพแล้ว .   ภิกษุทั้งปวงปรึกษา
กันว่า  " เราจักทำอย่างไรหนอแล ?"    ดังนี้แล้ว    ก็เที่ยวไปโดยรวมกัน
เป็นพวกๆ.
พระธรรมารามะไม่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนภิกษุรูปหนึ่ง    ชื่อว่าธรรมารามะ    ไม่เข้าไปสู่สำนักของภิกษุ
ทั้งหลาย,  อันภิกษุทั้งหลายพูดว่า   "อย่างไร  ? ผู้มีอายุ  ก็ไม่ให้แม้คำตอบ
คิดว่า  " ข่าวว่า  พระศาสดาจักปรินิพพานโดยล่วงไป  เตือน ๔ เดือน,  ส่วนเรา
เป็นผู้มีราคะยังไม่ไปปราศแล้ว    เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่นี้แหละ
จักพยายามบรรลุพระอรหัต"    ดังนี้แล้ว    ก็เป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้นอยู่  นึก
คิด  ระลึก   ถึงธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว.   ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
(เรื่องนั้น) แต่พระตถาคตว่า "พระเจ้าข้า  พระธรรมรามะมิได้มีแม้สักว่า
ความเยื่อใยในพระองค์     ไม่ทำแม้สักว่าการปรึกษากับพวกข้าพระองค์ว่า

<div id="358"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 358]]
" ข่าวว่า  พระศาสดาจักปรินิพพาน,  พวกเราจักทำ  อย่างไรกันเล่า ?"
พระศาสนารับสั่งให้หาตัว
พระศาสดารับสั่งให้เรียกเธอมาแล้ว   ตรัสถามว่า  " ข่าวว่า   เธอทำ
อย่างนั้น  จริงหรือ ?"
พระธรรมารามะ.   จริง   พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.   เพราะเหตุอะไร ?.
พระธรรมารามะ.   ข่าวว่า พระองค์จักปรินิพพานโดยกาลล่วงไป
เดือน,   ส่วนข้าพระองค์   เป็นผู้มีราคะไม่ไปปราศ,   เมื่อพระองค์ยังทรง
พระชนม์อยู่นี้แหละ,    ข้าพระองค์จักพยายามบรรลุพระอรหัต    เพราะเหตุ
นั้น    ข้าพระองค์จึงนึก  คิด ระลึก   ถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วอยู่.
พระศาสดาทรงอนุโมทนาด้วย
พระศาสดาประทานสาธุการแก่เธอว่า      "  ดีละ ๆ"      แล้วตรัสว่า
" ภิกษุทั้งหลาย   อันภิกษุผู้มีความรักใคร่ในเราแม้รูปอื่น  พึงเป็นเช่นภิกษุ
ธรรมารามะนี้แหละ,  แท้จริง  ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อทำการบูชาด้วยระเบียบ
และของหอมเป็นต้น    หาชื่อว่าทำการบูชาแก่เราไม่,   ผู้ปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรมเท่านั้น  จึงชื่อว่าบูชาเรา," ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔.        ธมฺมาราโม   ธมฺมรใต           ธมฺม  อนุวิจินฺตย
ธมฺม  อนุสฺสร  ภิกฺขุ               สทฺธมฺมา   น  ปริหายติ.
" ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี   ยินดีแล้วในธรรม
ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม   ระลึกถึงธรรมอยู่  ย่อมไม่เสื่อม
จากพระสัทธรรม."

<div id="359"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 359]]
แก้อรรถ
พึงทราบวิเคราะห์ในบทเหล่านั้นว่า :-  ธรรมคือสมถะและวิปัสสนา
เป็นที่มายินดีของภิกษุนั้น  เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่   เพราะเหตุนั้น    ชื่อว่า
ผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี,     ผู้ยินดีแล้วในธรรมนั้นนั่นแล     เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าผู้ยินดีแล้วในธรรม,   ชื่อว่าผู้ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม  เพราะนึกถึง
ธรรมนั้นนั่นแหละบ่อย  ๆ,  อธิบายว่า  ผู้นึกถึงธรรมนั้นอยู่.
บทว่า  อนุสฺสร  ได้แก่  ระลึกถึงธรรมนั้นนั่นแหละอยู่.
บทว่า  สทฺธมฺมา   ความว่า ภิกษุเห็นปานนั้น  ย่อมไม่เสื่อมจาก
โพธิปักขิยธรรม  ๓๗  ประเภท  และจากโลกุตรธรรม  ๙.
ในกาลจบเทศนา   ภิกษุนั้นตั้งอยู่แล้วในพระอรหัต,     เทศนาได้มี
ประโยชน์แม้แก่ผู้ประชุมกันแล้ว   ดังนี้แล.
เรื่องพระธรรมารามเถระ  จบ.

<div id="360"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 360]]
๕.  เรื่องภิกษุคบภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง [๒๕๖]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา   เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน     ทรงปรารภภิกษุผู้คบ
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " สลาภ
นาติมญฺเยฺย " เป็นต้น.
ภิกษุคบภิกษุพวกพระเทวทัตเพราะเห็นแก่ลาภ
ดังได้สดับมา   ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัตรูปหนึ่ง   ได้เป็นสหาย
ของภิกษุรูปนั้น.   ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายของพระเทวทัตนั้น     เห็นเธอเที่ยวไป
เพื่อบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย  ทำภัตกิจแล้ว (กลับ)  มา  จึงถามว่า  " ท่าน
ไปไหน ?."
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระศาสดา.   ผมไปสู่ที่ชื่อโน้นเพื่อเที่ยวบิณฑบาต.
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต.  ท่านได้บิณฑบาตแล้วหรือ ?
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระศาสดา.  เออ  เราได้แล้ว.
ภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายพระเทวทัต.     ในที่นี้แหละ    พวกผมมีลาภและ
สักการะเป็นอันมาก,    ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละสัก  ๒-๓ วันเถิด.
เธออยู่ในที่นั้น   ๒-๓ วันตามคำของภิกษุนั้นแล้ว      ก็ได้ไปสู่ที่อยู่
ของตนตามเดิม.
ครั้งนั้น  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตว่า  " พระ-
เจ้าข้า   ภิกษุนี้บริโภคลาภและสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัต,    เธอเป็น
ฝักฝ่ายของพระเทวทัต."

<div id="361"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 361]]
พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว   ตรัสถามว่า   " ได้ยินว่า
เธอได้ทำอย่างนั้น  จริงหรือ  ?."
ภิกษุ.   จริง  พระเจ้าข้า,    ข้าพระองค์อาศัยภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งอยู่ใน
ที่นั้น  ๒-๓ วัน;   ก็แต่ว่า  ข้าพระองค์มิได้ชอบใจลัทธิของพระเทวทัต.
ภิกษุควรยินดีในลาภของตนเท่านั้น
ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเธอว่า   " เธอไม่ชอบใจลัทธิ
(ของพระเทวทัต )  ก็จริง,     ถึงอย่างนั้น    เธอเที่ยวไปประหนึ่งว่าชอบใจ
ลัทธิของชนผู้ที่เธอพบเห็นแล้วทีเดียว;   เธอทำอย่างนั้นในบัดนี้เท่านั้นก็หา
มิได้,    แม้ในกาลก่อน   เธอก็เป็นผู้เห็นปานนั้นเหมือนกัน,"    อันภิกษุ
ทั้งหลายทูลวิงวอนว่า  " พระเจ้าข้า   ในบัดนี้    พวกข้าพระองค์เห็นภิกษุนี้
ด้วยตนเองก่อน,    แต่ในกาลก่อน    ภิกษุนี่พอใจลัทธิของใครเที่ยวไป ?
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกแก่พวกข้าพระองค์เถิด,"   จึงทรงนำอดีตนิทาน
มา  ทรงยังมหิลามุขชาดก๑ นี้ให้พิสดารว่า :-
" ช้างชื่อมหิลามุข    ฟังคำของพวกโจรก่อนแล้ว
เที่ยวฟาดบุคคลผู้ไปตามอยู่,  แต่พอฟังคำของสมณะ
ผู้สำรวมดีแล้ว  ก็เป็นช้างประเสริฐ  ตั้งอยู่แล้วในคุณ
ทั้งปวง."
แล้วตรัสว่า     " ภิกษุทั้งหลาย     ธรรมดาภิกษุเป็นผู้ยินดีด้วยลาภของตน
เท่านั้น,    การปรารถนาลาภของผู้อื่น    ไม่สมควร,    เพราะบรรดาฌาน
วิปัสสนา  มรรค  และผลทั้งหลาย      แม้ธรรมสักอย่างหนึ่งย่อมไม่เกิดขึ้น
๑. ขุ.  ชา.  ๒๗/๙.  อรรถกถา. ๑/ ๒๗๙.

<div id="362"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 362]]
แก่ภิกษุผู้ปรารถนาลาภของผู้อื่น,   แต่คุณชาติทั้งหลายมีฌานเป็นต้น   ย่อม
เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยินดีด้วยลาภของตนเท่านั้น"  ดังนี้แล้ว   เมื่อจะทรงแสดง
ธรรม  ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๕.        สลาภ   นาติมญฺเยฺย           นาญฺเส  ปิหยญฺจเร
อญฺเส   ปิหย  ภิกฺขุ            สมาธึ  นาธิคจฺฉติ.
อปฺปลาโภปิ  เจ  ภิกฺขุ          สลาภ  นาติมญฺติ
ต  เว  เทวา  ปสสนฺติ            สุทฺธาชีวึ  อตนฺทิต.
" ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน,     ไม่ควรเที่ยว
ปรารถนาลาภของผู้อื่น,    ภิกษุเมื่อปรารถนาลาภของ
ผู้อื่น  ย่อมไม่ประสบสมาธิ;  ถ้าภิกษุแม้เป็นผู้มีลาภ
น้อย   ก็ไม่ดูหมิ่นลาภของตน,  เทพยดาทั้งหลาย  ย่อม
สรรเสริญภิกษุนั้นแล    (ว่า)  ผู้มีอาชีพหมดจด    ไม่
เกียจคร้าน."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น      บทว่า  สลาภ   ได้แก่  ลาภที่เกิดขึ้นแก่ตน.
จริงอยู่    ภิกษุผู้เว้นการเที่ยวไปตามตามลำดับตรอก    เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการ
แสวงหาอันไม่สมควร   ชื่อว่าดูหมิ่น   คือดูแคลน   ได้แก่  รังเกียจลาภของ
ตน;  เพราะเหตุนั้น   ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน   ด้วยการไม่ทำอย่าง
นั้น.
สองบทว่า  อญฺเส    ปิหย    ความว่า   ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภ
ของคนเหล่าอื่น.

<div id="363"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 363]]
บาทพระคาถาว่า  สมาธึ   นาธิคจฺฉติ  ความว่า  ก็ภิกษุเมื่อปรารถนา
ลาภของชนเหล่าอื่นอยู่     ถึงความขวนขวายในการทำบริขารมีจีวรเป็นต้น
แก่ชนเหล่านั้น   ย่อมไม่บรรลุอัปปนาสมาธิ  หรืออุปจารสมาธิ.
บาทพระคาถาว่า  สลาภ  นาติมญฺติ   ความว่า  ภิกษุแม้เป็นผู้มี
ลาภน้อย         เมื่อเที่ยวไปตามลำดับตรอกโดยลำดับแห่งตระกูลสูงและต่ำ
ชื่อว่า ไม่ดูแคลนลาภของตน.
บทว่า  ต   เว   เป็นต้น   ความว่า เทพดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญ    คือ
ชมเชย   ภิกษุนั้น   คือผู้เห็นปานนั้น    ผู้ชื่อว่ามีอาชีวะหมดจด  เพราะความ
เป็นผู้มีชีวิตเป็นสาระ    ชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน    เพราะความเป็นผู้ไม่ย่อท้อ
ด้วยอาศัยกำลังแข้งเลี้ยงชีพ.
ในกาลจบเทศนา   ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย   มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น    ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุคบภิกษุผู้เป็นฝักฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง  จบ.

<div id="364"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 364]]
๖.  เรื่องปัญจัคคทายกพราหมณ์ [๒๕๗]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน   ทรงปรารภพราหมณ์ชื่อ
ปัญจัคคทายก     ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า      " สพฺพโส  นามรูปสฺมึ"
เป็นต้น.
เหตุที่พราหมณ์ได้ชื่อว่าปัญจัคคทายก
ดังได้สดับมา    พราหมณ์นั้นย่อมถวายทานชื่อเขตตัคคะ๑    ในเวลา
แห่งนาข้าวกล้าอันตนเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วนั่นแล,    ในเวลาขนข้าวลาน    ก็
ถวายชื่อขลัคคคะ,๒   ในเวลานวด  ก็ถวายทานชื่อขลภัณฑัคคะ,๓  ในเวลาเอา
ข้าวสารลงในหม้อ    ก็ถวายทานชื่ออุกขลิกัคคะ,๔    ในเวลาที่ตนคดข้าวใส่
ภาชนะ    ก็ถวายทานชื่อปาฏิคคะ,๕   พราหมณ์ย่อมถวายทานอันเลิศทั้ง  ๕
อย่างนี้.
พราหมณ์นั้น      ชื่อว่า  ยังไม่ให้แก่ปฏิคาหกผู้ที่มาถึงแล้ว    ย่อมไม่
บริโภค.   เพราะเหตุนั้น  เขาจึงได้มีชื่อว่า  "ปัญจัคคทายก" นั่นแล.
พระศาสดาเสด็จไปโปรดพราหมณ์และภรรยา
พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งผลทั้ง ๓  ของพราหมณ์นั้น       และ
นางพราหมณีของเขา    จึงได้เสด็จไปในเวลาบริโภคของพราหมณ์    แล้ว
ประทับยืนอยู่ที่ประตู.      แม้พราหมณ์นั้นบ่ายหน้าไปภายในเรือน     นั่ง
บริโภคอยู่ที่หน้าประตู,  เขาไม่เห็นพระศาสดาผู้ประทับยืนอยู่ที่ประตู.
๑.  ทานอันเลิศในนา ๒.  ทานอันเลิศในลาน.  ๓. ทานอันเลิศในคราวนวด.  ๔. ทาน
อันเลิศในคราวเทข้าวสารลงหม้อข้าว.  ๕.  ทานอันเลิศในคราวคดข้าวสุกใส่ภาชนะ.

<div id="365"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 365]]
ส่วนนางพราหมณีของเขา    กำลังเลี้ยงดูเขาอยู่   เห็นพระศาสดาจึง
คิดว่า   " พราหมณ์นี้   ถวายทานอันเลิศในฐานะทั้ง  ๕  ( ก่อน )    แล้วจึง
บริโภค,     ก็บัดนี้    พระสมณโคดมเสด็จมาประทับยืนอยู่ที่ประตู;   ถ้าว่า
พราหมณ์เห็นพระสมณโคคมนี่แล้ว     จักนำภัตของตนไปถวาย,    เราจัก
ไม่อาจเพื่อจะหุงต้มเพื่อเขาได้อีก."    นางคิดว่า   " พราหมณ์นี้จักไม่เห็น
พระสมณโคดมด้วยอาการอย่างนี้"    จึงหันหลัง๑ให้เพระศาสดา  ได้ยืนก้ม
ลงบังพระศาสดานั้นไว้ข้างหลังพราหมณ์นั้น  ประดุจบังพระจันทร์เต็มดวง
ด้วยฝ่ามือฉะนั้น.   นางพราหมณียืนอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ   แล้วก็ชำเลือง๒
ดูพระศาสดาด้วยหางตา   ด้วยคิดว่า  " พระศาสดาเสด็จไปแล้วหรือยัง."
พราหมณ์เห็นพระศาสดา
พระศาสดาได้ประทับยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง.      ส่วนนางมิได้พูดว่า
" นิมนต์พระองค์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด "    ก็เพราะกลัวพราหมณ์จะได้ยิน,
แต่นางถอยไป  แล้วพูดค่อย ๆ ว่า  " นิมนต์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด."
พระศาสดาทรงสั่นพระเศียร๓ด้วยอาการอันทรงแสดงว่า    " เราจักไม่
ไป "   เมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่เคารพของชาวโลก   ทรงสั่นพระเศียรด้วย
อาการอันแสดงว่า   " เราจักไม่ไป,"    นางไม่อาจอดกลั้นไว้ได้   จึงหัวเราะ
ดังลั่นขึ้น.
ขณะนั้น   พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีไปตรงเรือน.  แม้พราหมณ์
นั่งหันหลังให้แล้วนั่นแล    ได้ยินเสียงหัวเราะของนางพราหมณี   และมอง
เห็นแสงสว่างแห่งพระรัศมีอันมีวรรณะ ๖ ประการ  จึงได้เห็นพระศาสดา.
๑. สตฺถุ  ปิฏฺึ  ทตฺวา  ให้ซึ่งหลังแด่พระศาสดา.  ๒. สตฺถาร  อฑฺฒกฺขิเกน  โอโบเกสิ  มอง
ดูพระศาสดาด้วยตาครึ่งหนึ่ง.   ๓.  เพ่งเพื่อจะพูดอย่างเดียว  หาใส่ใจถึงเสขิยวัตรไม่.
.


<div id="366"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 366]]
พราหมณ์ถวายภัตแด่พระศาสดา
ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ได้ทรงแสดงพระองค์แก่ชน
ทั้งหลายผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเหตุ   ในบ้านหรือในป่าแล้ว   ย่อมไม่เสด็จหลีก
ไป.   แม้พราหมณ์เห็นพระศาสดาแล้ว   จึงพูดว่า  " นางผู้เจริญ   หล่อน
ไม่บอกพระราชบุตรผู้เสด็จมาประทับยืนอยู่ที่ประตูแก่เรา     ให้เราฉิบหาย
เสียแล้ว,  หล่อนทำกรรมหนัก"   ดังนี้แล้ว   ก็ถือเอาภาชนะแห่งโภชนะที่
ตนบริโภคแล้วครั้งหนึ่ง  ไปยังสำนักพระศาสดา  แล้วกราบทูลว่า  " ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ    ข้าพระองค์ถวายทานอันเลิศในฐานะทั้ง ๔  แล้ว    จึง
บริโภค;     แต่ส่วนแห่งภัตส่วนหนึ่งเท่านั้น    อันข้าพระองค์แบ่งครึ่งจาก
ส่วนนี้บริโภค,     ส่วนแห่งภัตส่วนหนึ่งยังเหลืออยู่;    ขอพระองค์ได้โปรด
รับภัตส่วนนี้ของข้าพระองค์เถิด."
พราหมณ์เลื่อมใสพระดำรัสของพระศาสดา
พระศาสดาไม่ตรัสว่า     " เราไม่มีความต้องการด้วยภัตอันเป็นเดน
ของท่าน"   ตรัสว่า   " พราหมณ์  ส่วนอันเลิศก็ดี  ภัตที่ท่านแบ่งครึ่งบริโภค
แล้วก็ดี   เป็นของสมควรแก่เราทั้งนั้น,   แม้ก้อนภัตที่เป็นเดน   เป็นของ
สมควรแก่เราเหมือนกัน,    พราหมณ์    เพราะพวกเราเป็นผู้อาศัยอาหารที่
ผู้อื่นให้เลี้ยงชีพ  เป็นเช่นกับพวกเปรต"  แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
" ภิกษุผู้อาศัยอาหารที่บุคคลอื่นให้เลี้ยงชีพ  ได้
ก้อนภัตอันใดจากส่วนที่เลิศก็ตาม        จากส่วนปาน
กลางก็ตาม    จากส่วนที่เหลือก็ตาม.  ภิกษุนั้นเป็นผู้
ไม่ควรเพื่อชมก้อนภัตนั้น,   และไม่เป็นผู้ติเตียน

<div id="367"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 367]]
แล้ว   ขบฉันก้อนภัตนั้น,  ธีรชรทั้งหลายย่อมสรร-
เสริญแม้ซึ่งภิกษุนั้นว่า  เป็นมุนี."
พราหมณ์พอได้ฟังพระคาถานั้น    ก็เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส   แล้วคิดว่า
"  โอ !   น่าอัศจรรย์จริง,   พระราชบุตรผู้ชื่อว่าเจ้าแห่งดวงประทีป   มิได้
ตรัสว่า  ' เราไม่มีความต้องการด้วยภัตอันเป็นเดนของท่าน'   ยังตรัสอย่าง
นั้น "   แล้วยืนอยู่ที่ประตูนั่นเอง   ทูลถามปัญหากะพระศาสดาว่า   " ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ     พระองค์ตรัสเรียกพวกสาวกของพระองค์ว่า   ' ภิกษุ '
ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?   บุคคลชื่อว่า   เป็นภิกษุ."
คนผู้ไม่กำหนัดไม่ติดในนามรูปชื่อว่าภิกษุ
พระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า   " ธรรมเทศนาเช่นไรหนอ ?    จึงจะ
เป็นเครื่องสบายแก่พราหมณ์นี้"     ทรงดำริว่า   " ชนทั้งสองนี้    ในกาล
ของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัลสป   ได้ฟังคำของภิกษุทั้งหลายผู้กล่าว
อยู่ว่า   ' นามรูป,'     การที่เราไม่ละนามรูปแหละ    แล้วแสดงธรรมแก่ชน
ทั้งสองนั้น    ย่อมควร"    แล้วจึงตรัสว่า " พราหมณ์  บุคคลผู้ไม่กำหนัด
ไม่ข้องอยู่ในนามรูป  ชื่อว่า เป็นภิกษุ "   ดังนี้แล้ว   ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖.        สพฺพโส  นามรูปสฺมึ         ยสฺส  นตฺถิ  มมายิต
อสตา  จ  น  โสจติ           ส  เว  ภิกฺขูติ  วุจฺจติ.
"  ความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของ ๆ เรา     ไม่มี
แก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง,  อนึ่ง ผู้ใดไม่เศร้าโศก
เพราะนามรูปนั้นไม่มีอยู่,      ผู้นั้นแล  เราเรียกว่า
ภิกษุ."

<div id="368"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 368]]
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า สพฺพโส  คือ  ในนามรูปทั้งปวงที่เป็น
ไปแล้วด้วยอำนาจขันธ์ ๕    คือนามขันธ์ ๔    มีเวทนาเป็นต้น     และรูป
ขันธ์.
บทว่า   มมายิต    ความว่า  ความยึดถือว่า  ' เรา '  หรือว่า  ' ของเรา
ไม่มีแก่ผู้ใด.
บาทพระคาถาว่า  อสตา  จ  น โสจติ  ความว่า  เมื่อนามรูปนั้นถึง
ความสิ้นและความเสื่อม    ผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศก   คือไม่เดือดร้อนว่า  " รูป
ของเราสิ้นไปแล้ว  ฯ ล ฯ   วิญญาณของเราสิ้นไปแล้ว   คือเห็น  (ตามความ
เป็นจริง) ว่า  " นามรูป   ซึ่งมีความสิ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดานี่แล
สิ้นไปแล้ว."
บทว่า  ส   เว  เป็นต้น    ความว่า  ผู้นั้น   คือผู้เห็นปานนั้น   ได้แก่
ผู้เว้นจากความยึดถือในนามรูปซึ่งมีอยู่ว่าเป็นของเราก็ดี       ผู้ไม่เศร้าโศก
เพราะนามรูปนั้น     ซึ่งไม่มีอยู่ก็ดี  พระศาสดาตรัสเรียกว่า   ' ภิกษุ '
ในกาลจบเทศนา    เมียและผัวทั้งสองตั้งอยู่ในพระอนาคามิผลแล้ว,
เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว   ดังนี้แล.
เรื่องปัญจัคคทายกพราหมณ์  จบ.

<div id="369"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 369]]
๗.  เรื่องสัมพหุลภิกษุ  [๒๕๘]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภภิกษุมากรูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " เมตฺตาวิหารี " เป็นต้น.
ประวัติพระโสณกุฏิกัณณะ
ความพิสดารว่า  ในสมัยหนึ่ง  เมื่อท่านพระมหากัจจานะอาศัยกุรรฆร-
นคร   ในอวันตีชนบท   อยู่ที่ภูเขาชื่อปวัตตะ,  อุบาสกชื่อโสณกุฏิกัณณะ
เลื่อมใสในธรรมกถาของพระเถระ  ใคร่จะบวชในสำนักของพระเถระ แม้
ถูกพระเถระพูดห้ามถึง ๒ ครั้งว่า  " โสณะ  พรหมจรรย์มีภัตหนเดียว  นอน
ผู้เดียว  ตลอดชีพ  เป็นสิ่งที่บุคคลทำได้ด้วยยากแล"  ก็เป็นผู้เกิดอุตสาหะ
อย่างแรงกล้าในการบรรพชา    ในวาระที่  ๓  วิงวอนพระเถระ   บรรพชา
แล้ว    โดยล่วงไป ๓  ปีจึงได้อุปสมบท    เพราะทักษิณาปถชนบทมีภิกษุ
น้อย    เป็นผู้ใคร่จะเฝ้าพระศาสดาเฉพาะพระพักตร์  จึงอำลาพระอุปัชฌายะ
ถือเอาข่าวที่พระอุปัชฌายะให้แล้วไปสู่พระเชตวันโดยลำดับ     ถวายบังคม
พระศาสดา  ได้รับการปฏิสันถารแล้ว   ผู้อันพระศาสดาทรงอนุญาตเสนา-
สนะในพระคันธกุฎีเดียวกันทีเดียว      ให้ราตรีส่วนมากล่วงไปอยู่ข้างนอก๑
แล้วเข้าไปสู่พระคันธกุฎีในเวลากลางคืน    ให้ส่วนแห่งกลางคืนนั้นล่วงไป
แล้วที่เสนาสนะอันถึงแล้วแก่ตน  ในเวลาใกล้รุ่งอันพระศาสดาทรงเชื้อเชิญ
แล้ว    ได้สวดพระสูตรหมดด้วยกัน  ๑๖  สูตร    โดยทำนองสรภัญญะที่จัด
เป็นอัฏฐกวรรค.๒
๑. อชฺโฌกาเส  ในที่กลางแจ้ง.     ๒. อฏฺกวคฺคิกานีติ: อฏฺกวคฺคภูตานิ  กามสุตฺตาทีนิ
โสฬสสุตฺตานิ  พระสูตร ๑๖ สูตร มีกามสูตรเป็นต้น ที่จัดเป็นอัฏฐกวรรค  พระสูตรเหล่านี้มีอยู่
ใน  ขุ. สุ. ๒๕/๔๘๕-๕๒๓.

<div id="370"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 370]]
ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอนุโมทนาเป็นพิเศษ  จึงได้
ประทานสาธุการแก่ท่านในเวลาจบสรภัญญะว่า   "  ดีละ ๆ ภิกษุ."
ภุมมัฏฐกเทพดา   นาค   และสุบรรณ     ฟังสาธุการที่พระศาสดา
ประทานแล้ว   ได้ให้สาธุการแล้ว;  เสียงสาธุการเป็นอันเดียวกัน  ได้มีแล้ว
ตลอดพรหมโลกอย่างนั้น  ด้วยประการดังนี้.
ในขณะนั้น     แม้เทพดาผู้สิงอยู่ในเรือนของมหาอุบาสิกา     ผู้เป็น
มารดาของพระเถระ    ในกุรรฆรนคร    ในที่สุด (ไกล) ประมาณ  ๑๒๐
โยชน์   แต่พระเชตวันมหาวิหาร  ก็ได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดังแล้ว.
ครั้งนั้น  มหาอุบาสิกา  ถามเทพดานั้นว่า " นั่น  ใครให้สาธุการ ?"
เทพดา.   เราเอง   น้องหญิง.
มหาอุบาสิกา.  ท่านเป็นใคร ?
เทพดา.   เราเป็นเทพดา  สิงอยู่ในเรือนของท่าน.
มหาอุบาสิกา.   ในกาลก่อนแต่นี้  ท่านมิได้ให้สาธุการแก่เรา  เพราะ
เหตุไร ?  วันนี้จึงให้.
เทพดา.   เรามิได้ให้สาธุการแก่ท่าน.
มหาอุบาสิกา.   เมื่อเป็นเช่นนั้น    ท่านให้สาธุการแก่ใคร ?
เทพดา.   เราให้แก่พระโสณกุฏิกัณณเถระ  ผู้เป็นบุตรของท่าน.
มหาอุบาสิกา   บุตรของเราทำอะไร  ?
เทพดา.  ในวันนี้  บุตรของท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระ-
ศาสดา    แล้วแสดงธรรมแก่พระศาสดา,    พระศาสดาทรงสดับธรรมแห่ง
บุตรของท่าน  แล้วก็ทรงเลื่อมใส   จึงได้ประทานสาธุการ,  เพราะเหตุนั้น
แม้เราจึงให้สาธุการแก่พระเถระนั้น,       ก็เพราะรับสาธุการของพระสัมมา-

<div id="371"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 371]]
สัมพุทธเจ้า   จึงเกิดสาธุการเป็นเสียงเดียวกันไปหมด  นับตั้งต้นแต่ภุมมัฏ-
ฐกเทพดาตลอดถึงพรหมโลก.
มหาอุบาสิกา.   นาย  ก็บุตรของเราแสดงธรรมแก่พระศาสดา   หรือ
พระศาสดาแสดงแก่บุตรของเรา.
เทพดา.   บุตรของท่านแสดงธรรมแก่พระศาสดา.
เมื่อเทพดากล่าวอยู่อย่างนั้น,   ปีติมีวรรณะ ๕ ประการ   เกิดขึ้นแก่
อุบาสิกา   แผ่ไปทั่วสรีระทั้งสิ้น.   ครั้งนั้น   มหาอุบาสิกานั้นได้มีความคิด
อย่างนี้ว่า   " หากว่า  บุตรของเราอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา
แล้วยังสามารถแสดงธรรมแก่พระศาสดาได้,     ก็จักสามารถให้แสดงธรรม
แม้แก่เราได้เหมือนกัน, ในเวลาบุตรมาถึง  เราจักให้ทำการฟังธรรมกัน
แล้วฟังธรรมกถา."
พระโสณะทูลขอพร  ๕ ประการกะพระศาสดา
ฝ่ายพระโสณเถระแล   เมื่อพระศาสดาประทานสาธุการแล้ว,   คิดว่า
" เวลานี้    เป็นเวลาสมควรที่จะกราบทูลข่าวที่พระอุปัชฌายะให้มา"   ดังนี้
แล้ว     จึงทูลขอพร ๕ ประการ๑     กะพระผู้มีพระภาคเจ้า    ตั้งต้นแต่การ
อุปสมบทด้วยคณะสงฆ์มีภิกษุผู้ทรงวินัยเป็นที่ ๕   ในชนบททั้งหลายซึ่งตั้ง
อยู่ปลายแดนแล้ว    อยู่ในสำนักของพระศาสดา ๒-๓ วันเท่านั้น    ทูลลา
พระศาสดาว่า    "  ข้าพระองค์จักเยี่ยมพระอุปัชฌายะ"    ได้ออกจากพระ-
เชตวันวิหาร  ไปสู่สำนักพระอุปัชฌายะโดยลำดับ.
๑. ขอให้อุปสมบทด้วยคณะเพียง  ๕ รูปได้ ๑   ขอให้ใช้รองเท้าหลายชั้นได้  ๑  ขอให้อาบน้ำได้
เนืองนิตย์  ๑ ขอให้ใช้เครื่องปูลาดที่ทำด้วยหนังได้ ๑  ( ๔ ข้อนี้เฉพาะในปัจจันตชนบท)    มี
มนุษย์สั่งถวายจีวรแก่ภิกษุอยู่นอกสีมา  ภิกษุผู้รับสั่งจึงมาบอกให้เธอรับ  แต่เธอรังเกียจไม่ยอม
รับ ด้วยกลัวเป็นนิสสัคคีย์  ขออย่าให้เป็นนิสสัคคีย์ ๑. มหาวัคค์ ๕/๓๔.

<div id="372"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 372]]
ในวันรุ่งขึ้น   พระเถระพาท่านเที่ยวไปบิณฑบาต    ได้ไปถึงประตู
เรือนของอุบาสิกาผู้เป็นมารดา.
ฝ่ายอุบาสิกานั้น  เห็นบุตรแล้วก็ดีใจ  ไหว้แล้ว   อังคาสโดยเคารพ
แล้วถามว่า " พ่อ  ได้ยินว่า  คุณอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา
แล้วแสดงธรรมกถาแก่พระศาสดา  จริงหรือ ? "
พระโสณะ.  เรื่องนี้   ใครบอกแก่โยม ?  อุบาสิกา.
มหาอุบาสิกา.   พ่อ  เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือนนี้   ให้สาธุการด้วยเสียง
อันดัง,   เมื่อโยมถามว่า  ' นั่นใคร '  ก็กล่าวว่า  ' เราเอง '  แล้วบอกอย่าง
นั้นนั่นแหละ,   เพราะฟังเรื่องนั้น    โยมจึงได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  '  ถ้าว่า
บุตรของเราเสดงธรรมกถาแก่พระศาสดาได้ไซร้, ก็จักอาจแสดงธรรม
แม้แก่เราได้. '
ครั้งนั้น   มหาอุบาสิกากล่าวกะพระโสณะนั้นว่า   " พ่อ  เพราะคุณ
แสดงธรรมเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาได้แล้ว,  คุณก็จักอาจแสดง
แม้แก่โยมได้เหมือนกัน,     ในวันชื่อโน้น     โยมจักให้ทำการฟังธรรมกัน
แล้วจักฟังธรรมของคุณ"  พระโสณะรับนิมนต์แล้ว.
อุบาสิกาคิดว่า  " เราถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์  ทำการบูชาแล้วจักฟัง
ธรรมกถาแห่งบุตรของเรา"     จึงได้ตั้งให้หญิงทาสีคนเดียวเท่านั้นให้เป็น
คนเฝ้าเรือน     แล้วได้พาเอาบริวารชนทั้งสิ้นไป    เพื่อฟังธรรมกถาของ
บุตรผู้จะก้าวขึ้นสู่ธรรมาสน์ที่ประดับประดาไว้แล้ว       ในมณฑปที่ตนให้
สร้างไว้ภายในพระนคร  เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม   แสดงธรรมอยู่.
พวกโจรเข้าปล้นเรือนมหาอุบาสิกา
ก็ในเวลานั้น  พวกโจร  ๙๐๐ เที่ยวมองหาช่องในเรือนของอุบาสิกา

<div id="373"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 373]]
นั้นอยู่.   ก็เรือนของอุบาสิกานั้น     ล้อมด้วยกำแพง ๗  ชั้น  ประกอบด้วย
ซุ้มประตู ๗ ซุ้ม.    เขาล่ามสุนัขที่ดุไว้ในที่นั้น ๆ ทุกๆ ซุ้มประตู;    อนึ่ง
เขาขุดคูไว้ในที่น้ำตกแห่งชายคาภายในเรือน   แล้วก็ใส่ดีบุกจนเต็ม,  เวลา
กลางวัน       ดีบุกนั้นปรากฏเป็นประดุจว่าละลายเดือดพล่านอยู่เพราะแสง
แดด (เผา),     ในเวลากลางคืน    ปรากฏเป็นก้อนแข็งกระด้าง,    เขาปัก
ขวากเหล็กใหญ่ไว้ที่พื้นในระหว่างดูนั้นติด ๆ กันไป.      พวกโจรเหล่านั้น
ไม่ได้โอกาส   เพราะอาศัยการรักษานี้  และเพราะอาศัยความที่อุบาสิกาอยู่
ภายในเรือน  วันนั้นทราบความอุบาสิกานั้นไปแล้ว  จึงขุดอุโมงค์เข้าไป
สู่เรือน   โดยทางเบื้องล่างแห่งดูดีบุกและขวากเหล็กทีเดียว  แล้วส่งหัวหน้า
โจรไปสู่สำนักของอุบาสิกานั้น   ด้วยสั่งว่า  " ถ้าว่าอุบาสิกานั้น   ได้ยินว่า
พวกเราเข้าไปในที่นี้แล้ว  กลับมุ่งหน้ามายังเรือน,  ท่านจงฟันอุบาสิกานั้น
ให้ตายเสียด้วยดาบ."  หัวหน้าโจรนั้น  ได้ไปยืนอยู่ในสำนักของอุบาสิกา
นั้น.
ฝ่ายพวกโจร  จุดไฟให้สว่างในภายในเรือน แล้วเปิดประตูห้องเก็บ
กหาปณะ.   นางทาสีนั้นเห็นพวกโจรแล้ว   จึงไปสู่สำนักอุบาสิกา   บอกว่า
" คุณนาย      โจรเป็นอันมากเข้าไปสู่เรือน       งัดประตูห้องเก็บกหาปณะ
แล้ว."
มหาอุบาสิกา.    พวกโจรจงขนเอากหาปณะที่ตนค้นพบแล้วไปเถิด,
เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา,     เจ้าอย่าทำอันตรายแก่ธรรมของเรา
เลย,    เจ้าจงไปเรือนเสียเถิด.
ฝ่ายพวกโจร   ทำห้องเก็บกหาปณะให้ว่างเปล่าแล้ว   จึงงัดห้องเก็บ
เงิน.  นางทาสีนั้นก็มาแจ้งเนื้อความแม้นั้นอีก.  อุบาสิกาพูดว่า  " พวกโจร

<div id="374"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 374]]
จงขนเอาทรัพย์ที่ตนปรารถนาไปเถิด,  เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา
เจ้าอย่าทำอันตรายแก่เราเลย"  แล้วก็ส่งนางทาสีนั้นออกไปอีก.
พวกโจรทำแม้ห้องเก็บเงินให้ว่างเปล่าแล้ว        จึงงัดห้องเก็บทอง.
นางทาสีนั้นก็ไปแจ้งเนื้อความนั้นแก่อุบาสิกาแม้อีก.
ครั้งนั้น  อุบาสิกาเรียกนางทาสีมา  แล้วพูดว่า " ชะนางตัวดี  เจ้า
มาสำนักเราหลายครั้งแล้ว    แม้เราสั่งว่า  ' พวกโจรจงขนเอาไปตามชอบใจ
เถิด,   เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา,    เจ้าอย่าทำอันตรายแก่เราเลย '
ก็หาเอื้อเฟื้อถ้อยคำของเราไม่  ยังขืนมาซ้ำ ๆ ซาก ๆ ร่ำไป, ที่นี้  ถ้าเจ้า
จักมา,    เราจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่เจ้า,    เจ้าจงกลับบ้านเสียเถิด"    แล้วส่งให้
กลับ.
ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
นายโจรฟังถ้อยคำของอุบาสิกานั้นแล้ว    คิดว่า   " เมื่อพวกเรานำสิ่ง
ของ ๆ หญิงเห็นปานนี้ไป,   สายฟ้าพึงตกฟาดกระหม่อม"  ดังนี้แล้ว  จึงไป
สำนักพวกโจร    สั่งว่า   " พวกท่านจงขนเอาสิ่งของ ๆ อุบาสิกาไปไว้ตาม
เดิมโดยเร็ว."  โจรเหล่านั้น   ให้ห้องเก็บกหาปณะเต็มด้วยกหาปณะ  ให้
ห้องเก็บเงินและทองเต็มไปด้วยเงินและทองแล้ว.   ได้ยินว่า  ความที่ธรรม
ย่อมรักษาบุคคลผู้ประพฤติธรรมเป็นธรรมดา,    เพราะเหตุนั้นแล   พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
" ธรรมแล     ย่อมรักษาบุคคลผู้ประพฤติธรรม,
ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว    ย่อมนำความสุขมาให้,
นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว:  ผู้มี
ปกติประพฤติธรรม    ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ."

<div id="375"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 375]]
พวกโจรได้ไปยืนอยู่ในที่เป็นที่ฟังธรรม.   ฝ่ายพระเถระแสดงธรรม
แล้ว   เมื่อราตรีสว่าง   จึงลงจากอาสนะ.   ในขณะนั้นหัวหน้าโจรหมอบลง
แทบเท้าของอุบาสิกา  พูดว่า " คุณนาย  โปรดอดโทษแก่ผมเถิด."
อุบาสิกา.  นี้อะไรกัน ?  พ่อ.
หัวหน้าโจร.    ผมผูกอาฆาตในคุณนาย  ประสงค์จะฆ่าคุณนาย  จึง
ได้ยืน (คุม) อยู่.
อุบาสิกา.  พ่อ ถ้าเช่นนั้น  ฉันอดโทษให้.
พวกโจรเลื่อมใสขอบวชกะพระโสณะ
แม้พวกโจรที่เหลือ  ก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน   เมื่ออุบาสิกาพูดว่า
" พ่อทั้งหลาย   ฉันอดโทษให้"  จึงพูดว่า  " คุณนาย  ถ้าว่าคุณนายอดโทษ
แก่พวกผมไซร้,   ขอคุณนายให้ ๆ บรรพชาแก่พวกผม  ในสำนักแห่งบุตร
ของคุณนายเถิด."    อุบาสิกานั้นไหว้บุตรแล้ว    พูดว่า " พ่อ  โจรพวกนี้
เลื่อมใสในคุณของโยม  และธรรมกถาของคุณแล้ว  จึงพากันขอบรรพชา,
ขอคุณจงให้โจรพวกนี้บวชเถิด. "
พระเถระพูดว่า   " ดีละ "   แล้วให้ตัดชายผ้าที่โจรเหล่านั้นนุ่งแล้ว
ให้ย้อมด้วยดินแดง   ให้พวกเขาบวชแล้ว    ให้ตั้งอยู่ในศีล.    แม้ในเวลาที่
พวกเขาอุปสมบทแล้ว     พระเถระได้ให้พระกัมมัฏฐานต่าง ๆ แก่ภิกษุเหล่า
นั้นร้อยละอย่าง.  ภิกษุ  ๙๐๐ รูปนั้นเรียนพระกัมมัฏฐาน  ๙ อย่างต่าง  ๆ กัน
แล้วพากันขึ้นไปสู่ภูเขาลูกหนึ่ง  นั่งทำสมณธรรมใต้ร่มไม้นั้น ๆ  แล้ว.
พระศาสดา ประทับนั่งอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารอันไกลกันได้   ๑๒๐
โยชน์นั่นแล     ทรงเล็งดูภิกษุเหล่านั้นแล้ว    ทรงกำหนดพระธรรมเทศนา
ด้วยอำนาจแพ่งความประพฤติของเธอเหล่านั้น         ทรงเปล่งพระรัศมีไป

<div id="376"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 376]]
ประหนึ่งว่าประทับนั่งตรัสอยู่ในที่เฉพาะหน้า          ได้ทรงภาษิตพระคาถา
เหล่านี้ว่า :-
๗.        เมตฺตาวิหารี   โย  ภิกฺขุ          ปสนฺโน  พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ   ปท  สนฺต               สงฺขารูปสม   สุข.
สิญฺจ  ภิกฺขุ  อิม  นาว              สิตฺตา   เต  ลหุเมสฺสติ
เฉตฺวา  ราคญฺจ  โทสญฺจ         ตโต  นิพฺพานเมหิสิ.
ปญฺจ  ฉินฺเท  ปญฺจ  ชเห          ปญฺจ  อุตฺตริ   ภาวเย
ปญฺจสงฺคาติโค  ภิกฺขุ               โอฆติณฺโณติ   วุจฺจติ.
ฌาย  ภิกฺขุ   มา  จ   ปมาโท
มา   เต   กามคุเณ   ภมสฺสุ   จิตฺต
มา  โลหคุฬ  คิลี  ปมตฺโต
มา  กนฺทิ   ทุกฺขมิทนฺติ  ฑยฺหมาโน.
นตฺถิ   ณาน  อปฺญฺสฺส        ปญฺญา  นตฺถิ   อฌายโต
ยมหิ  ฌานญฺจ   ปญฺญา  จ      ส   เว   นิพฺพานสนฺติเก.
สุญฺาคาร  ปวิฏฺสฺส             สนฺตจิตฺตสฺส   ภิกฺขุโน
อมานุสี   รตี   โหติ                  สมฺมา  ธมฺม  วิปสฺสโต.
ยโต          ยโต  สมฺมสติ                  ขนฺธาน  อุทยพฺพย
ลภตี  ปีติปาโมชฺช                     อิธ  ปญฺสฺส   ภิกฺขุโน
ตตฺายมาทิ   ภวติ                         อิธ  ปญฺสฺส  ภิกฺขุโน
อินฺทฺริยคุตฺติ  สนฺตุฏฺี                ปาติโมกฺเข    จ  สวโร
มิตฺเต  ภชสฺสุ  กลฺยาเณ               สุทฺธาชีเว   อตนฺทิเต.

<div id="377"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 377]]
ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส                อาจารกุสโล  สิยา
ตโต  ปาโมชฺชพหุโล               ทุกฺขสฺสนฺต  กริสฺสติ.
" ภิกษุใด  นี้ปกติอยู่ด้วยเมตตา   เลื่อมใสในพระ-
พุทธศาสนา,   ภิกษุนั้น  พึงบรรลุบทอันสงบ   เป็นที่
เข้าไประงับสังขาร  อันเป็นสุข.   ภิกษุ  เธอจงวิดเรือ
นี้,  เรือที่เธอวิดแล้ว   จักถึงเร็ว;  เธอตัดราคะและ
โทสะได้แล้ว   แต่นั้นจักถึงพระนิพพาน.  ภิกษุพึงตัด
ธรรม ๕  อย่าง  พึงละธรรม ๕ อย่าง  และพึงยังคุณ
ธรรม ๕ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น,    ภิกษุผู้ล่วงกิเลสเครื่อง
ข้อง ๕  อย่างได้แล้ว  เราเรียกว่า  ผู้ข้ามโอฆะได้.
ภิกษุ   เธอจงเพ่งและอย่าประมาท,   จิตของเธออย่า
หมุนไปในกามคุณ,    เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกิน
ก้อนแห่งโลหะ,     เธออย่าเป็นผู้อันกรรมแผดเผาอยู่
คร่ำครวญว่า   ' นี้ทุกข์.'      ฌานย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีปัญญา,     ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน.   ฌาน
และปัญญาย่อมมีในบุคคลใด,   บุคคลนั้นแล  ตั้งอยู่
แล้วในที่ใกล้พระนิพพาน.  ความยินดีมิใช่ของมีอยู่
แห่งมนุษย์      ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปแล้วสู่เรือนนาง
ผู้มีจิตสงบแล้ว  ผู้เห็นแจ้งธรรมอยู่โดยชอบ.  ภิกษุ
พิจารณาอยู่   ซึ่งความเกิดขึ้นและควานเสื่อมไปแห่ง
ขันธ์ทั้งหลายโดยอาการใด ๆ,  เธอย่อมได้ปีติและ
ปราโมทย์โดยอาการนั้น ๆ,  การได้ปีติและปราโมทย์

<div id="378"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 378]]
นั้น     เป็นธรรมอันไม่ตายของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย,  ธรรม
นี้   คือความคุ้มครองซึ่งอินทรีย์  ๑  ความสันโดษ  ๑
ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑      เป็นเบื้องต้นใน
ธรรมอันไม่ตายนั้น   มีอยู่แก่ภิกษุผู้มีปัญญาในพระ-
ศาสนานี้.    เธอจงคบมิตรที่ดีงาม  มีอาชีวะอันหมด
จด    มีเกียจคร้าน.   ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติในปฏิ-
สันถาร    พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ;  เพราะเหตุนั้น
เธอจักเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์       กระทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  เมตฺตาวิหารี  ความว่า บุคคลผู้ทำกรรม
ในพระกัมมัฏฐานอันประกอบด้วยเมตตาอยู่ก็ดี      ผู้ยังฌานหมวด  ๓ และ
หมวด ๔    ให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งเมตตาแล้วดำรงอยู่ก็ดี  ชื่อว่า ผู้มีปกติ
อยู่ด้วยเมตตาโดยแท้.
คำว่า  ปสนฺโน  ความว่า  ก็ภิกษุใดเป็นผู้เลื่อมใสแล้ว,   อธิบายว่า
ย่อมปลูกฝังความเลื่อมใสลงในพระพุทธศาสนานั่นแล.
สองบทว่า ปท สนฺต นั่น    เป็นชื่อแห่งพระนิพพาน. จริงอยู่  ภิกษุ
ผู้เห็นปานนั้น  ย่อมบรรลุ,  อธิบายว่า  ย่อมประสบโดยแท้  ซึ่งพระนิพพาน
อันเป็นส่วนแห่งความสงบ    ชื่อว่าเป็นที่เข้าไประงับสังขาร    เพราะความ
ที่สังขารทั้งปวงเป็นสภาพระงับแล้ว    ซึ่งมีชื่ออันได้แล้วว่า  ' สุข '  เพราะ
ความเป็นสุขอย่างยิ่ง.

<div id="379"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 379]]
บาทพระคาถาว่า   สิญฺจ  ภิกฺขุ   อิม   นาว  ความว่า  ภิกษุเธอจงวิด
เรือ  กล่าวคืออัตภาพนี้  ซึ่งมีน้ำคือมิจฉาวิตกทิ้งเสีย.
บาทพระคาถาว่า  สิตฺตา  เต  ลหุเมสฺสติ  ความว่า เหมือนอย่างว่า
เรือที่เพียบแล้วด้วยน้ำในมหาสมุทรนั่นแล     ชื่อว่าอันเขาวิดแล้ว     เพราะ
ความที่น้ำอันเขาปิดช่องทั้งหลายวิดแล้ว     เป็นเรือที่เบา     ไม่อัปปางใน
มหาสมุทร    ย่อมแล่นไปถึงท่าได้เร็วฉันใด;   เรือคืออัตภาพแม้ของท่านนี้
ที่เต็มแล้วด้วยน้ำคือมิจฉาวิตกก็ฉันนั้น   ชื่อว่าอันเธอวิดแล้ว  เพราะความ
ที่น้ำคือมิจฉาวิตก     ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว    อันเธอปิดช่องทั้งหลายมีจักษุทวาร
เป็นต้น    ด้วยความสำรวม  วิดออกแล้วจึงเบา  ไม่จมลงในสังสารวัฏ   จัก
พลันถึงพระนิพพาน.
บทว่า   เฉตฺวา  เป็นต้น   ความว่า  เธอจงตัดเครื่องผูกคือราคะและ
โทสะ,   ครั้นตัดเครื่องผูกเหล่านั้นแล้ว   จักบรรลุพระอรหัต,   อธิบายว่า
แต่นั้น     คือในกาลต่อมา  จักบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน.
สองบทว่า   ปญฺจ   ฉินฺเท  คือ พึงตัดสังโยชน์อันมีในส่วนเบื้องต่ำ
๕ อย่าง   อันยังสัตว์ให้ถึงอบายชั้นต่ำ  ด้วยหมวด  ๓  แห่งมรรคชั้นต่ำ  ดุจ
บุรุษตัดเชือกอันผูกแล้วที่เท้าด้วยศัสตราฉะนั้น.
สองบทว่า  ปญฺจ  ชเห  ความว่า  พึงละ  คือทิ้ง,  อธิบายว่า  พึงตัด
สังโยชน์อันมีในส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง       อันยังสัตว์ให้ถึงเทวโลกชั้นสูง
ด้วยพระอรหัตมรรค  ดุจบุรุษตัดเชือกอันรัดไว้ที่คอฉะนั้น.
บาทพระคาถาว่า   ปญฺจ  อุตฺตริ   ภาวเย  คือ พึงยังอินทรีย์ ๕  มี
ศรัทธาเป็นต้นให้เจริญยิ่ง      เพื่อประโยชน์แก่การละสังโยชน์อันมีในส่วน
เบื้องบน.

<div id="380"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 380]]
บทว่า  ปญฺจสงฺคาติโค  ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุชื่อว่าผู้ล่วง
กิเลสเครื่องข้อง ๕ อย่างได้      เพราะก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง     คือราคะ
โทสะ  โมหะ  มานะ  และทิฏฐิ   ๕ อย่าง  พระศาสดาตรัสเรียกว่า  " ผู้ข้าม
โอฆะได้;"   อธิบายว่า  ภิกษุนั้น    พระศาสดาตรัสเรียกว่า  " ผู้ข้ามโอฆะ
๔   ได้แท้จริง."
สองบทว่า  ฌาย  ภิกฺขุ   ความว่า  ภิกษุ  เธอจงเพ่งด้วยอำนาจแห่ง
ฌาน๑  ๒ และชื่อว่า  อย่าประมาทแล้ว  เพราะความเป็นผู้มีปกติไม่ประมาท
ในกายกรรมเป็นต้นอยู่.
บทว่า ภมสฺสุ  คือ จิตของเธอ  จงอย่าหมุนไปในกามคุณ ๕ อย่าง.
บทว่า  มา   โลหคุฬ  ความว่า ก็ชนทั้งหลายผู้ประมาทแล้วด้วยความ
เลินเล่อมีปล่อยสติเป็นลักษณะ   ย่อมกลืนกินก้อนโลหะที่ร้อนแล้วในนรก,
เพราะฉะนั้น   เราจึงกล่าวกะเธอ:    เธออย่าเป็นผู้ประมาท   กลืนกินก้อน
โลหะ,   อย่าถูกไฟแผดเผาในนรก   คร่ำครวญว่า  " นี้ทุกข์   นี้ทุกข์."
สองบทว่า   นตฺถิ    ฌาน  ความว่า   ชื่อว่าฌาน     ย่อมไม่มีแก่ผู้หา
ปัญญามิได้  ด้วยปัญญาเป็นเหตุพยายามอันยังฌานให้เกิดขึ้น.
สองบทว่า  นตฺถิ   ปญฺา  ความว่า  ก็ปัญญาซึ่งมีลักษณะที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  " ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว  ย่อมรู้  ย่อมเห็นตามความ
เป็นจริง"  ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่เพ่ง.
บาทพระคาถาว่า  ยมฺหิ  ฌานญฺจ   ปญฺา  จ  ความว่า  ฌานและ
ปัญญาแม้ทั้งสองนี้มีอยู่ในบุคคลใด,      บุคคลนั้นชื่อว่าตั้งอยู่แล้วในที่ใกล้
แห่งพระนิพพานโดยแท้ทีเดียว.
๑.  อารัมมณปนิชฌาน  และลักขณปนิชฌาน.

<div id="381"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 381]]
บาทพระคาถาว่า  สุญฺาคาร  ปวิฏฺสฺส  คือ ผู้ไม่ละพระกัมมัฏฐาน
นั่งอยู่   ด้วยการทำพระกัมมัฏฐานไว้ในใจในโอกาสที่สงัดบางแห่งนั่นแล.
บทว่า  สนฺตจิตฺตสฺส   คือ ผู้มีจิตอันสงบแล้ว.
บทว่า  สมฺมา   เป็นต้น    ความว่า  ความยินดีมิใช่เป็นของมีอยู่แห่ง
มนุษย์  กล่าวคือวิปัสสนาก็ดี  ความยินดีอันเป็นทิพย์  กล่าวคือสมาบัติ  ๘
ก็ดี   ย่อมมี    อธิบายว่า     ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยเหตุ
โดยการณ์.
บาทพระคาถาว่า    ยโต   ยโต   สมฺมสติ     ความว่า  ทำกรรมใน
อารมณ์ ๓๘  ประการ     โดยอาการใด ๆ,      คือทำกรรมในกาลทั้งหลาย
มีกาลก่อนภัตเป็นต้น     ในกาลใด ๆ  ที่ตนชอบใจแล้ว,    หรือทำกรรมใน
พระกัมมัฏฐานที่ตนชอบใจแล้ว  ชื่อว่าย่อมพิจารณาเห็น.
บทว่า  อุทยพฺพย   คือ  ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งขันธ์  ๕ โดยลักษณะ
๒๕๑    และความเสื่อมแห่งขันธ์  ๕  โดยลักษณะ ๒๕๒  เหมือนกัน.
บทว่า  ปีติปาโมชฺช   คือ เมื่อพิจารณาความเกิดขึ้นและความเสื่อม
ไปแห่งขันธ์ทั้งหลายอย่างนั้นอยู่   ชื่อว่าย่อมได้ปีติในธรรมและปราโมทย์ใน
ธรรม.
บทว่า   อมต    ความว่า   เมื่อนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย      เป็นสภาพ
ปรากฏตั้งขึ้นอยู่   ปีติและปราโมทย์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้น    ชื่อว่าเป็นอมตะของ
๑.  รูปเกิดขึ้นเพราะอวิชชา.  ๒. . .เพราะตัณหา.  ๓. . .เพราะกรรม.   ๔. . .เพราะอาหาร
๕. ความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว ไม่อาศัยเหตุปัจจัย.  ส่วนเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ
ก็เหมือนกัน ต่างแต่ข้อ ๔ ให้เปลี่ยนว่า  เกิดขึ้นเพราะผัสสะ  วิญญาณเกิดขึ้นเพราะนามรูป ๕x๕
จึงเป็น  ๒๕.   ๒.  ในลักษณะความเสื่อม  พึงทราบโดยนับตรงกันข้าม.

<div id="382"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 382]]
ท่านผู้รู้ทั้งหลาย       คือของผู้เป็นบัณฑิตโดยแท้      เพราะความที่ปีติและ
ปราโมทย์เป็นธรรมที่ให้สัตว์ถึงอมตมหานิพพาน.
บาทพระคาถาว่า   ตตฺรายมาทิ  ภวติ  คือ  นี้เป็นเบื้องต้น    คือปีติ
และปราโมทย์นี้   เป็นฐานะมีในเบื้องต้นในอมตธรรมนั้น.
สองบทว่า  อิธ  ปญฺสฺส  คือ แก่ภิกษุผู้ฉลาดในพระศาสนานี้.
บัดนี้    พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงฐานะอันมีในเบื้องต้นที่พระองค์
ตรัสว่า    " อาทิ "    นั้น   จึงตรัสคำเป็นต้นว่า   " อินฺทฺริยคุตฺติ. "  จริงอยู่
ปาริสุทธิศีล ๔ ชื่อว่า  เป็นฐานะมีในเบื้องต้น.
ความสำรวมอินทรีย์  ชื่อว่า  อินฺทฺริยคุตฺติ  ในพระคาถานั้น.  ความ
สันโดษด้วยปัจจัย   ๔   ชื่อว่า สนฺตุฏฺิ    อาชีวปาริสุทธิศีลและปัจจยสัน-
นิสิตศีล  พระศาสดาตรัสไว้ด้วยบทว่า  สนฺตุฏฺิ   นั้น.
ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลที่ประเสริฐสุด     กล่าวคือพระปาติ-
โมกข์  พระศาสดาตรัสไว้ด้วยบทว่า  ปาติโมกฺเข.
บาทพระคาถาว่า   มิตฺเต  ภชสฺสุ กลฺยาเณ  ความว่า ท่านละสหาย
ผู้ไม่สมควร   มีการงานอันสละแล้ว   จงคบ  คือ จงเสพ  มิตรที่ดีงาม  ผู้
ชื่อว่า มีอาชีวะอันบริสุทธิ์  เพราะมีชีวิตประกอบด้วยสาระ และชื่อว่า  ผู้ไม่
เกียจคร้าน   เพราะอาศัยกำลังแข้งเลี้ยงชีพ.
บาทพระคาถาว่า   ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส  คือ พึงเป็นผู้ชื่อว่าประพฤติ
ในปฏิสันถาร     เพราะความเป็นผู้ประพฤติเต็มที่แล้วด้วยอามิสปฏิสันถาร
และธรรมปฏิสันถาร,   อธิบายว่า  พึงเป็นผู้ทำปฏิสันถาร.
บทว่า อาจารกุสโล  ความว่า แม้ศีลก็ชื่อว่า  มรรยาท ถึงวัตรปฏิวัตร

<div id="383"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 383]]
ก็ชื่อว่า มรรยาท,   พึงเป็นผู้ฉลาด,    อธิบายว่า   พึงเป็นผู้เฉียบแหลม   ใน
มรรยาทนั้น.
บาทพระคาถาว่า   ตโต     ปาโมชฺชพหุโล   ความว่า  เธอชื่อว่าเป็นผู้
มากด้วยปราโมทย์  เพราะความเป็นผู้บันเทิงในธรรม   อันเกิดขึ้นแล้วจาก
การประพฤติปฏิสันถาร   และจากความเป็นผู้ฉลาดในมรรยาทนั้น   จักทำ
ที่สุดแห่งวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้นได้.
บรรดาบทพระคาถาเหล่านี้    ที่พระศาสดาทรงแสดงด้วยอย่างนี้  ใน
กาลจบพระคาถาหนึ่ง ๆ    ภิกษุร้อยหนึ่ง ๆ     บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย    ในที่แห่งตนนั่งแล้ว ๆ  นั่นแล     เหาะขึ้นไปสู่เวหาส
แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมด   ก้าวล่วงทางกันดาร  ๑๒๐  โยชน์ทางอากาศ
นั่นแล     ชมเชยพระสรีระซึ่งมีสีดุจทองของพระตถาคตเจ้า     ถวายบังคม
พระบาทแล้ว    ดังนี้แล.
เรื่องสัมพหุลภิกษุ  จบ.

<div id="384"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 384]]
๘. เรื่องภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป   [๒๕๙]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูป  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   "วสฺสิกา  วิย  ปุปฺผานิ"  เป็นต้น.
ดังได้สดับมา    ภิกษุเหล่านั้นเรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระ-
ศาสดา     บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า     เห็นดอกมะลิที่บานแล้วแต่เช้าตรู่
หลุดออกจากขั้วในเวลาเย็น    จึงพากันพยายาม  ด้วยหวังว่า  " พวกเราจัก
หลุดพ้นจากกิเลสมีราคะเป็นต้น  ก่อนกว่าดอกไม้ทั้งหลายหลุดออกจากขั้ว.
ภิกษุควรพยายามให้หลุดพ้นจากวัฏทุกข์
พระศาสดาทรงตรวจดูภิกษุเหล่านั้น     แล้วตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมดาภิกษุพึงพยายามเพื่อหลุดพ้นจากวัฏทุกข์ให้ได้     ดุจดอกไม้ที่หลุด
จากขั้วฉะนั้น."     ประทับนั่งที่พระคันธกุฎีนั่นเอง    ทรงเปล่งพระรัศมีไป
แล้ว   ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๘.        วสฺสิกา  วิย   ปุปฺผานิ           มทฺทวานิ  ปมุญฺจติ
เอว  ราคญฺจ    โทสญฺจ         วิปฺปมุญฺเจถ  ภิกฺขโว.
" ภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอจงปลดเปลื้องราคะและ
โทสะเสีย      เหมือนมะลิเครือปล่อยดอกทั้งหลายที่
เหี่ยวเสียฉะนั้น."
แก้อรรถ
มะลิ  ชื่อว่า  วสฺสิกา   ในพระคาถานั้น.
บทว่า   มชฺชวานิ๑    แปลว่า  เหี่ยวแล้ว.
๑. สี.  ยุ. มทฺทวานิ.  ม.  มจฺจวานิ.  บาลี  มทฺทวานิ.

<div id="385"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 385]]
ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า :-
" มะลิเครือ   ย่อมปล่อยคือย่อมสลัดซึ่งดอกที่บานแล้วในวันวาน   ใน
วันรุ่งขึ้นเป็นดอกไม้เก่า     เสียจากขั้วฉันใด;    แม้ท่านทั้งหลายก็จงปลด-
เปลื้องโทษทั้งหลายมีราคะเป็นต้นฉันนั้นเถิด."
ในกาลจบเทศนา  ภิกษุแม้ทั้งหมดตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว  ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุประมาณ  ๕๐๐  รูป  จบ.

<div id="386"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 386]]
๙.  เรื่องพระสันตกายเถระ   [๒๖๐]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน   ทรงปรารภพระสันตกาย-
เถระ    ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  "  สนฺตกาโย "   เป็นต้น.
พระเถระเคยเกิดเป็นราชสีห์
ดังได้สดับมา   ชื่อว่าการคะนองมือและเท้าของพระเถระนั้น    มิได้
มีแล้ว.  ท่านได้เป็นผู้เว้นจากการบิดกาย  เป็นผู้มีอัตภาพสงบ.
ได้ยินว่า   พระเถระนั้นมาจากกำเนิดแห่งราชสีห์.   นัยว่า   ราชสีห์
ทั้งหลาย    ถือเอาอาหารในวันหนึ่งแล้ว   เข้าไปสู่ถ้ำเงิน   ถ้ำทอง   ถ้ำแก้ว
มณี  และถ้ำแก้วประพาฬ   ถ้ำใดถ้ำหนึ่ง   นอนที่จุรณแห่งมโนศิลา  และ
หรดาลตลอด ๗ วัน    ในวันที่  ๗  ลุกขึ้นแล้ว  ตรวจดูที่แห่งตนนอนแล้ว,
ถ้าเห็นว่าจุรณแห่งมโนศิลาและหรดาลกระจัดกระจายแล้ว     เพราะความที่
หาง  หู  หรือเท้าอันตัวกระดิกแล้ว   จึงคิดว่า    " การทำเช่นนี้   ไม่สมควร
แก่ชาติหรือโคตรของเจ้า"   แล้วก็นอนอดอาหารไปอีกตลอด  ๗ วัน;   แต่
เมื่อไม่มีความที่จุรณทั้งหลายยกระจัดกระจายไป    จึงคิดว่า   " การทำเช่นนี้
สมควรแก่ชาติและโคตรของเจ้า "   ดังนี้แล้ว    ก็ออกจากที่อาศัย   บิดกาย
ชำเลืองดูทิศทั้งหลาย  บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง  แล้วก็หลีกไปหากิน.   ภิกษุ
นี้มาแล้วโดยกำเนิดแห่งราชสีห์เห็นปานนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย    เห็นความประพฤติเรียบร้อยทางกายของท่าน    จึง
กราบทูลแด่พระศาสดาว่า  " พระเจ้าข้า     ภิกษุผู้เช่นกับพระสันตกายเถระ
พวกข้าพระองค์ไม่เคยเห็นแล้ว,   ก็การคะนองมือ   คะนองเท้า   หรือการ
บิดกายของภิกษุนี้  ในที่แห่งภิกษุนี้นั่งแล้ว  มิได้มี."

<div id="387"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 387]]
ภิกษุควรเป็นผู้สงบ
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว       จึงตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมดาภิกษุ      พึงเป็นผู้สงบทางทวารทั้งหลายมีกายทวารเป็นต้นโดยแท้
เหมือนสันตกายเถระฉะนั้น"  ดังนี้แล้ว   ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๙.        สนฺตกาโย  สนฺตวาโจ       สนฺตมโน  สุสมาหิโต
วนฺตโลกามิโส   ภิกฺขุ        อุปสนฺโตติ  วุจฺจติ.
" ภิกษุผู้มีกายสงบ    มีวาจาสงบ   มีใจสงบ   ผู้
ตั้งมั่นดีแล้ว    มีอามิสในโลกอันคายเสียแล้ว   เรา
เรียกว่า   " ผู้สงบระงับ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  สนฺตกาโย  เป็นต้น  ความว่า  ชื่อว่า
ผู้มีกายสงบแล้ว    เพราะความไม่มีกายทุจริตทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น.
ชื่อว่า    ผู้มีวาจาสงบแล้ว     เพราะความไม่มีวจีทุจริตทั้งหลาย   มีมุสาวาท
เป็นต้น,    ชื่อว่า    มีใจสงบแล้ว     เพราะความไม่มีมโนทุจริตทั้งหลายมี
อภิชฌาเป็นต้น,   ชื่อว่า   ผู้ตั้งมั่นดีแล้ว   เพราะความที่ทวารทั้ง  ๓  มีกาย
เป็นต้นตั้งมั่นแล้วด้วยดี,   ชื่อว่า  มีอามิสในโลกอันคายแล้ว  เพราะความ
ที่อามิสในโลกเป็นของอันตนสำรอกเสียแล้วด้วยมรรค  ๔,       พระศาสดา
ตรัสเรียกว่า ' ชื่อว่าผู้สงบ '    เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นใน
ภายในสงบระงับแล้ว.
ในกาลจบเทศนา    พระเถระตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว,     เทศนาได้
เป็นประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกันแล้ว   ดังนี้แล.
เรื่องพระสันตกายเถระ  จบ.
 

 


<div id="388"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 388]]
๑๐.  เรื่องพระนังคลกูฏเถระ  [๒๖๑]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระนังคลกูฏ-
เถระ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อตฺตนา  โจทยตฺตาน "  เป็นต้น.
คนเข็ญใจบวชในพระพุทธศาสนา
ดังได้สดับมา    มนุษย์เข็ญใจผู้หนึ่ง   ทำการรับจ้างของชนเหล่าอื่น
เลี้ยงชีพ.  ภิกษุรูปหนึ่ง   เห็นเขานุ่งผ้าท่อนเก่า  แบกไถ  เดินไปอยู่     จึง
พูดอย่างนี้ว่า    " ก็เธอบวช   จะไม่ประเสริฐกว่าการเป็นอยู่อย่างนี้หรือ."
มนุษย์เข็ญใจ.  ใครจักให้กระผมผู้เป็นอยู่อย่างนี้บวชเล่าขอรับ.
ภิกษุ.  หากเธอจักบวช,   ฉันก็จักให้เธอบวช.
มนุษย์เข็ญใจ.   " ดีละ ขอรับ,   ถ้าท่านจักให้กระผมบวช   กระผม
ก็จักบวช."
ครั้งนั้น    พระเถระนำเขาไปสู่พระเชตวัน     แล้วให้อาบน้ำด้วยมือ
ของตน  พักไว้ในโรงแล้วให้บวช  ให้เขาเก็บไถ   พร้อมกับผ้าท่อนเก่าที่
เขานุ่ง  ไว้ที่กิ่งไม้ใกล้เขตแดนแห่งโรงนั้นแล.   แม้ในเวลาอุปสมบท  เธอ
ได้ปรากฏชื่อว่า  " นังคลกูฏเถระ"  นั่นแล.
ภิกษุมีอุบายสอนตนเองย่อมระงับความกระสัน
พระนังคลกูฏเถระนั้น    อาศัยลาภสักการะซึ่งเกิดขึ้นเพื่อพระพุทธ-
เจ้าทั้งหลายเลี้ยงชีพอยู่    กระสันขึ้นแล้ว   เมื่อไม่สามารถเพื่อจะบรรเทาได้
จึงตกลงใจว่า  " บัดนี้      เราจักไม่นุ่งห่มผ้ากาสายะทั้งหลายที่เขาให้ด้วย
ศรัทธาไปละ"   ดังนี้แล้ว   ก็ไปยังโคนต้นไม้  ให้โอวาทตนด้วยตนเองว่า

<div id="389"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 389]]
" เจ้าผู้ไม่มีหิริ  หมดยางอาย  เจ้าอยากจะนุ่งห่มผ้าขี้ริ้วผืนนี้    สึกไปทำการ
รับจ้างเลี้ยงชีพ (หรือ)."  เมื่อท่านโอวาทคนอยู่อย่างนั้นแล   จิตถึงความ
เป็นธรรมชาติเบา (คลายกระสัน )  แล้ว.
ท่านกลับมาแล้ว   โดยกาลล่วงไป  ๒-๓ วัน  ก็กระสันขึ้นอีก    จึง
สอนตนเหมือนอย่างนั้นนั่นแล,   ท่านกลับใจได้อีก.  ในเวลากระสันขึ้นมา
ท่านไปในที่นั้นแล้ว   โอวาทตนโดยทำนองนี้แล.
ครั้งนั้น  ภิกษุทั้งหลาย   เห็นท่านไปอยู่ในที่นั้นเนือง ๆ   จึงถามว่า
" ท่านนังคลกูฏเถระ  เหตุไร  ท่านจึงไปในที่นั้น."
ท่านตอบว่า  " ผมไปยังสำนักอาจารย์   ขอรับ "   ดังนี้แล้วต่อมา
๒-๓ วันเท่านั้น  (ก็) บรรลุพระอรหัตผล.
ภิกษุทั้งหลาย    เมื่อจะทำการล้อเล่นกับท่าน    จึงกล่าวว่า  " ท่าน
นังคลกูฏะผู้หลักผู้ใหญ่    ทางที่เที่ยวไปของท่าน  เป็นประหนึ่งหารอยมิได้
แล้ว,   ชะรอยท่านจะไม่ไปยังสำนักของอาจารย์อีกกระมัง"
พระเถระ.    อย่างนั้น      ขอรับ:    เมื่อกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องยังมีอยู่
ผมได้ไปแล้ว,  แต่บัดนี้    กิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง   ผมตัดเสียได้แล้ว   เพราะ-
ฉะนั้น  ผมจึงไม่ไป.
ภิกษุทั้งหลาย   ฟังคำตอบนั้นแล้ว   เข้าใจว่า  " ภิกษุนี่   พูดไม่จริง
พยากรณ์พระอรหัตผล"       ดังนี้แล้ว         จึงกราบทูลเนื้อความนั้นแด่
พระศาสดา.
ภิกษุควรเป็นผู้เตือนตน
พระศาสดาตรัสว่า   " เออ  ภิกษุทั้งหลาย     นังคลกูฏะบุตรของเรา

<div id="390"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 390]]
เตือนตนด้วยตนเองแล    แล้วจึงถึงที่สุดแห่งกิจของบรรพชิต "   ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงแสดงธรรม  ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๑๐.        อตฺตนา โจทยตฺตาน            ปฏิมเสตมฺตนา
โส  อตฺตคุตฺโต  สติมา        สุข  ภิกฺขุ  วิหาหิสิ.
อตฺตา  หิ  อตฺตโน  นาโถ    อตฺตา  หิ  อตฺตโน  คติ
ตสฺมา  สญฺม  อตฺตาน       อสฺส   ภทฺรว  วาณิโช.
" เธอจงตักเตือนตนด้วยตน,     จงพิจารณาดูตน
นั้นด้วยตน,  ภิกษุ  เธอนั้นมีสติ  ปกครองตนได้แล้ว
จักอยู่สบาย.    ตนแหละ   เป็นนาถะของตน,      ตน
แหละ   เป็นคติของตน;   เพราะฉะนั้น   เธอจงสงวน
ตนให้เหมือนอย่างพ่อค้าม้า  สงวนม้าตัวเจริญฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า  โจทยตฺตาน  ความว่า   จงตักเตือน
ตนด้วยตนเอง  คือจงยังตนให้รู้สึกด้วยตนเอง.
บทว่า ปฏิมเส   คือตรวจตราดูตนด้วยตนเอง.
บทว่า โส   เป็นต้น    ความว่า  ภิกษุ  เธอนั้นเมื่อตักเตือนพิจารณา
ดูตนอย่างนั้นอยู่,   เป็นผู้ชื่อว่า   ปกครองตนได้  เพราะความเป็นผู้มีตน
ปกครองแล้วด้วยตนเอง  เป็นผู้ชื่อว่า  มีสติ  เพราะความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น
แล้ว  จักอยู่สบายทุกสรรพอิริยาบถ.
บทว่า นาโถ  ความว่า เป็นที่อาศัย    คือเป็นที่พำนัก  (คนอื่นใคร
เล่า  พึงเป็นที่พึ่งได้)  เพราะบุคคลอาศัยในอัตภาพของผู้อื่น   ไม่อาจเพื่อ
เป็นผู้กระทำกุศลแล้ว   มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า   หรือเป็นผู้ยังมรรค

<div id="391"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 391]]
ให้เจริญแล้ว   ทำผลให้แจ้งได้;   เพราะเหตุนั้น    จึงมีอธิบายว่า   " คนอื่น
ชื่อว่าใครเล่า  พึงเป็นที่พึ่งได้."
บทว่า  ตสฺมา  เป็นต้น    ความว่า   เหตุที่ตนแลเป็นคติ   คือเป็นที่
พำนัก  ได้แก่เป็นสรณะของตน.
พ่อค้าม้าอาศัยม้าตัวเจริญ    คือม้าอาชาไนยนั้น      ปรารถนาลาภอยู่
จึงเกียดกันการเที่ยวไปในวิสมสถาน (ที่ไม่สมควร) แห่งม้านั้น   ให้อาบน้ำ
ให้บริโภคอยู่   ตั้งสามครั้งต่อวัน  ชื่อว่า  ย่อมสงวน    คือประดับประคอง
ฉันใด,  แม้ตัวเธอ   เมื่อป้องกันความเกิดขึ้นแห่งอกุศลซึ่งยังไม่เกิด   ขจัด
ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะการหลงลืมสติเสีย     (ก็)  ชื่อว่า  สงวนคือปกครองตน
ฉันนั้น;    เมื่อเธอสงวนตนได้อย่างนี้อยู่    เธอจักบรรลุคุณพิเศษทั้งที่เป็น
โลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตระ   เริ่มแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป.
ในกาลจบเทศนา    ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น    ดังนี้แล.
เรื่องพระนังคลกูฏเถระ   จบ.

<div id="392"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 392]]
๑๐. เรื่องพระวักกลิเถระ  [๒๖๒]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา   เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน    ทรงปรารภนพระวักกลิ-
เถระ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " ปาโมชฺชพหุโล  ภิกฺขุ"  เป็นต้น.
ผู้เห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระตถาคต
ดังได้สดับมา  ท่านวักกลิเถระนั้น  เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุง-
สาวัตถี   เจริญวัยแล้ว,    เห็นพระตถาคตเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาต   แลดู
พระสรีระสมบัติของพระศาสดาแล้ว     ไม่อิ่มด้วยการเห็นพระสรีระสมบัติ,
จึงบรรพชาในสำนักพระศาสดา  ด้วยเข้าใจว่า  " เราจักได้เห็นพระตถาคต-
เจ้าเป็นนิตยกาล  ด้วยอุบายนี้ "   ดังนี้แล้ว,   ก็ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่แล้ว
สามารถเพื่อจะแลเห็นพระทศพลได้,    ละกิจวัตรทั้งหลาย    มีการสาธยาย
และมนสิการในพระกัมมัฏฐานเป็นต้น    เที่ยวมองดูพระศาสดาอยู่.
พระศาสดาทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของท่านอยู่       จึงไม่ตรัส
อะไร (ต่อ) ทรงทราบว่า  " บัดนี้  ญาณของเธอถึงความแก่กล้าแล้ว"   จึง
ตรัสโอวาทว่า  " วักกลิ  ประโยชน์อะไรของเธอ   ด้วยการเฝ้าดูกายเน่านี้,
วักกลิ  คนใดแลเห็นธรรม,   คนนั้น  (ชื่อว่า) เห็นเรา  (ผู้ตถาคต)   คนใด
เห็นเรา (ผู้ตถาคต),   คนนั้น  (ชื่อว่า) เห็นธรรม. "
พระวักกลินั้น    แม้อันพระศาสดาสอนแล้วอย่างนั้น     ก็ไม่อาจเพื่อ
ละการดูพระศาสดาไปในที่อื่นได้เลย.
ครั้งนั้น    พระศาสดาทรงดำริว่า   " ภิกษุนี้    ไม่ได้ความสังเวชแล้ว

<div id="393"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 393]]
จักไม่ได้ตรัสรู้๑"    เมื่อวัสสูปนายิกสมัยใกล้เข้ามาแล้ว   จึงเสด็จไปสู่กรุง-
ราชคฤห์    ในวันเข้าพรรษา    ทรงขับไล่ท่านด้วยพระดำรัสว่า   " วักกลิ
เธอจงหลีกไป."    ท่านคิดว่า  " พระศาสดา    ไม่รับสั่งกะเรา "    ไม่อาจ
เพื่อดำรงอยู่ ณ ที่ตรงพระพักตร์ของพระศาสดาได้ตลอดไตรมาส  จึงคิดว่า
" ประโยชน์อะไรของเราด้วยชีวิต,     เราจักให้ตนตกจากภูเขาเสีย "    ดังนี้
แล้ว     จึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ.    พระศาสดาทรงทราบความเมื่อยล้าของท่าน
แล้ว      ทรงดำริว่า  " ภิกษุนี้   เมื่อไม่ได้ความปลอบโยนจากสำนักของเรา,
พึงยังอุปนิสัยแห่งมรรคและผลทั้งหลายให้ฉิบหาย"   จึงทรงเปล่งพระรัศมี
ไปแล้ว   เพื่อจะทรงแสดงพระองค์ (ให้ปรากฏ).
ลำดับนั้น   จำเดิมแต่เวลาท่านเห็นพระศาสดาแล้ว    ความเศร้าโศก
แม้มากถึงเพียงนั้น   หายไปแล้ว.
พระศาสดาเป็นประดุจว่ายังสระที่แห้งให้เต็มด้วยน้ำ   เพื่อทรงยังปีติ
และปราโมทย์อันมีกำลังให้เกิดแก่พระเถระ   จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๑.        ปาโมชฺชพหุโล  ภิกฺขุ        ปสนฺโน   พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ  ปท  สนฺต            สงฺขารูปสม   สุข.
" ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์  เลื่อมใสแล้วในพระ-
พุทธศาสนา    พึงบรรลุสันตบท     เป็นที่เข้าไปสงบ
สังขาร   เป็นสุข."
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า:-
๑.  น  พุชฺฌิสฺสติ  แปลว่า  จักไม่รู้สึกตัวก็ได้  อธิบายว่า  มัวแต่พะวงอยู่ด้วยการดูพระรูปพระ-
ศาสดา  ความรู้สึกตัว เพื่อจะทำความเพียร  บรรลุธรรมพิเศษ  ย่อมไม่มี.

<div id="394"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 394]]
ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์   แม้โดยปกติ   ย่อมปลูกความเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา,    ภิกษุนั่นเลื่อมใส  (ในพระพุทธศาสนา) แล้วอย่างนั้น
พึงบรรลุพระนิพพานในพระพุทธศาสนา  อันได้ชื่อว่า  " สันตบท  เป็นที่
เข้าไปสงบสังขาร   เป็นสุข. "
ก็แลพระศาสดาครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว   ทรงเหยียดพระหัตถ์  ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้แก่พระวักกลิเถระว่า :-
" มาเถิด  วักกลิ  เธออย่ากลัว  จงแลดูพระตถาคต,
เราจักยกเธอขึ้น        เหมือนบุคคลพยุงช้างตัวจมใน
เปือกตมขึ้นฉะนั้น.  มาเถิด  วักกลิ  เธออย่ากลัว   จง
แลดูพระตถาคต,   เราจักยกเธอขึ้น   เหมือนบุคคลที่
ช่วยพระจันทร์ที่ถูกราหูจับฉะนั้น."
ท่านยังปีติอย่างแรงกล้าให้เกิดขึ้นแล้วว่า      " เราได้เห็นพระทศพลแล้ว"
และคำร้องเรียกว่า     ' มาเถิด '    จึงคิดว่า   " เราพึงไปโดยทางไหนหนอ ?"
เมื่อไม่เห็นทางเป็นที่ไป       จึงเหาะขึ้นไปในอากาศในที่เฉพาะพระพักตร์
พระทศพล     เมื่อเท้าทีแรกตั้งอยู่ที่ภูเขานั่นแล,    นึกถึงพระคาถาที่พระ-
ศาสดาตรัสแล้ว  ข่มปีติได้ในอากาศนั่นแล   บรรลุพระอรหัต   พร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว   ถวายบังคมพระตถาคตอยู่นั่นแล   ได้ลงมายืนอยู่
ในสำนักพระศาสดาแล้ว.
ครั้นในกาลต่อมา   พระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสัทธาธิมุต    ดังนี้แล.
เรื่องพระวักกลิเถระ  จบ.

<div id="395"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 395]]
๑๒.  เรื่องสุมนสามเณร  [๒๖๓]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในบุพพาราม  ทรงปรารภสุมนสามเณร
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " โย  หเว "   เป็นต้น.
บุรพกรรมของพระอนุรุทธะ
อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น   ดังต่อไปนี้ :-
ความพิสดารว่า    ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ
กุลบุตรผู้หนึ่ง     เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ
กว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุ   ในท่ามกลางบริษัท  ๔    ปรารถนาสมบัติ
นั้น     จึงนิมนต์พระศาสดา       ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุขสิ้น ๗ วัน   แล้วตั้งความปรารถนาว่า  " พระเจ้าข้า  แม้ข้าพระองค์
พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุ  ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า
พระองค์หนึ่งในอนาคต."
พระศาสดาทรงตรวจดูสิ้นแสนกัลป์        ทรงทราบความสำเร็จแห่ง
ความปรารถนาของเขาแล้ว    จึงทรงพยากรณ์ว่า   " ในที่สุดแห่งแสนกัลป์
แต่ภัทรกัลป์นี้    เธอจักเป็นผู้ชื่อว่าอนุรุทธเถระ    เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้
ได้ทิพยจักษุ   ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม."   เขาฟัง
คำพยากรณ์นั้นแล้ว   สำคัญสมบัตินั้นดุจว่าอันตนบรรลุในวันพรุ่งนี้,   เมื่อ
พระศาสดาปรินิพพานแล้ว,      จึงถามการบริกรรมเพื่ออันได้ทิพยจักษุกะ
พวกภิกษุ  ให้ทำโคมต้นหลายพันต้น   ล้อมพระสถูปทองอัน  (สูงใหญ่ได้)
๗ โยชน์  แล้วให้ทำการบูชาด้วยประทีป   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว   เกิดใน

<div id="396"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 396]]
เทวโลก   ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นแสนกัลป์     ในกัลป์นี้
เกิดในตระกูลของคนเข็ญใจ   ในกรุงพาราณสี  อาศัยสุมนเศรษฐี  เป็นคน
ขนหญ้าของเศรษฐีนั้นเลี้ยงชีพแล้ว.    เขาได้มีชื่อว่า   " อันนภาระ."    แม้
สุมนเศรษฐีก็ถวายมหาทาน  ในพระนครนั้น  ตลอดกาลเป็นนิตย์.
ภายหลังวันหนึ่ง     พระปัจเจกพุทธะนามว่าอุปริฏฐะ      ออกจาก
นิโรธสมาบัติที่เขาคันธมาทน์แล้ว  คิดว่า    "วันนี้  เราจักทำความอนุเคราะห์
แก่ใครหนอแล ?"  ทราบว่า  " วันนี้    การที่เราทำความอนุเคราะห์แก่บุรุษ
ชื่ออันนภาระ  ควร,   ก็บัดนี้   เขาขนหญ้าจากดงแล้วจักมาเรือน"   ดังนี้
แล้ว   จึงถือบาตรและจีวรไปด้วยฤทธิ์   ปรากฏเฉพาะหน้าของอันนภาระ.
อันนภาระเห็นท่านมีบาตรเปล่าในมือแล้ว   ถามว่า  " ท่านขอรับ  ท่านได้
ภิกษาบ้างแล้วหรือ ?"   เมื่อท่านตอบว่า  "  เราจักได้ละ  ท่านผู้มีบุญมาก "
จึงเรียนว่า  "ท่านผู้เจริญ    ถ้ากระนั้น    ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรอหน่อย
เถิด"  ดังนี้แล้ว  ก็ทิ้งหาบหญ้าไว้  ไปสู่เรือนโดยเร็ว  ถามภรรยาว่า  " นาง
ผู้เจริญ    ภัตส่วนที่หล่อนเก็บไว้เพื่อฉันมีหรือไม่ ? "   เมื่อนางตอบว่า  " มี
อยู่   นาย,"   จึงกลับมาโดยเร็ว   รับบาตรของพระปัจเจกพุทธะไปสู่เรือน
ด้วยคิดว่า  " เมื่อความที่เราเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะให้  มีอยู่   ไทยธรรมไม่
มี,   เมื่อไทยธรรมมี  เราไม่ได้ปฏิคาหก      แต่วันนี้ปฏิคาหกเราก็พบแล้ว
และไทยธรรมของเราก็มีอยู่,   เป็นลาภของเราหนอ"   ให้เทภัตลงในบาตร
แล้วนำกลับมาตั้งไว้ในมือพระปัจเจกพุทธะแล้วตั้งความปรารถนาว่า :-
"  ก็ด้วยทานอันนี้       ความเป็นผู้ขัดสนอย่าได้มี
แล้วแก่ข้าพเจ้า,    ชื่อว่าคำว่า     ไม่มี    อย่ามีแล้วใน
ภพน้อยภพใหญ่.

<div id="397"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 397]]
ท่านเจ้าข้า   ขอข้าพเจ้าพึงพ้นจากการเลี้ยงชีพอันฝืดเคืองเห็นปานนี้,
ไม่พึงได้ฟังบทว่า ' ไม่มี '  เลย."
พระปัจเจกพุทธะกระทำอนุโมทนาว่า   " ขอความปรารถนาของท่าน
จงเป็นอย่างนั้นเถิด  ท่านผู้มีบุญมาก"    ดังนี้แล้ว   ก็หลีกไป.
เทพดาผู้สิงอยู่ในฉัตรแม้ของสุมนเศรษฐี   กล่าวว่า :-
" น่าชื่นใจจริง  ทานเป็นทานเยี่ยม  อันนภาระ
ตั้งไว้ดีแล้วในพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ "
ดังนี้แล้วก็ได้ให้สาธุการสามครั้ง.
ครั้งนั้น  เศรษฐีกล่าวกะเทพดานั้นว่า  "ท่านไม่เห็นเราผู้ถวายทาน
อยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้หรือ  ? "
เทพดา.   ข้าพเจ้าปรารภทานของท่านแล้วให้สาธุการก็หาไม่,    แต่
สาธุการนี่    ข้าพเจ้าให้เป็นไปแล้ว     ก็เพราะความเลื่อมใสในบิณฑบาตที่
อันนภาระถวายแล้วแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ.
เศรษฐีนั้นคิดว่า   " น่าอัศจรรย์จริง   ท่านผู้เจริญ:    เราถวายทาน
สิ้นกาลเท่านี้     ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้เทพดาให้สาธุการได้,    อันนภาระ
อาศัยเราเป็นอยู่       ยังให้เทพดาสาธุการด้วยบิณฑบาตหนเดียวเท่านั้นได้,
เราจักทำสิ่งอันสมควรกันในทานของเขา        แล้วทำบิณฑบาตนั้นให้เป็น
ของ ๆ เราเสีย "    ดังนี้แล้ว     จึงให้เรียกเขามาถามว่า  " วันนี้   เจ้าได้ให้
อะไรแก่ใครบ้าง ?"
อันนภาระ.    นายขอรับ,     วันนี้    กระผมถวายภัตตาหารแก่พระ-
อุปริฏฐปัจเจกพุทธะ.

<div id="398"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 398]]
เศรษฐี.   เอาเถอะ  พ่อ  เจ้าจงถือเอากหาปณะ   แล้วให้บิณฑบาต
นั่นแก่ฉันเถิด.
อันนภาระ.  ให้ไม่ได้ดอกนาย.
เศรษฐีนั้น      ขึ้นราคาให้จนถึงพัน.   ฝ่ายอันนภาระนี้    ก็มิได้ให้แม้
ด้วยทรัพย์ตั้งพัน.     ลำดับนั้น    เศรษฐีกล่าวกะเขาว่า  " ผู้เจริญ   ข้อนั้น
จงยกไว้เถิด,  ถ้าเจ้าไม่ให้บิณฑบาต,   จงถือเอาทรัพย์พันหนึ่ง  แล้วให้ส่วน
บุญแก่ฉันเถิด."
เขากล่าวว่า   " กระผมปรึกษากับพระผู้เป็นเจ้าดูแล้ว   จักรู้ได้ "  รีบ
ไปทันพระปัจเจกพุทธะแล้วเรียนถามว่า   " ท่านผู้เจริญ      สุมนเศรษฐีให้
ทรัพย์พันหนึ่ง     แล้วขอส่วนบุญในบิณฑบาตของท่าน,      กระผมจะทำ
อย่างไร ? "
ทีนั้น    ท่านนำข้อความมาเปรียบเทียบแก่เขาว่า   " แม้ฉันใด   ท่าน
ผู้เป็นบัณฑิต     ประทีปในเรือนหลังหนึ่งในบ้าน  ๑๐๐  ตระกูล     พึงลุก
โพลงขึ้น,   พวกชนที่เหลือ    เอาน้ำมันของตนชุบไส้แล้วพึงไปจุดไฟดวง
อื่นแล้วถือเอา;     แสงสว่างของประทีปดวงเดิม     อันบุคคลจะพึงกล่าวว่า
' มี '  หรือว่า  ' ไม่มี. '
อันนภาระ.   แสงสว่างย่อมมีมากกว่า  ขอรับ.
พระปัจเจกพุทธะ.   ฉันนั้นนั่นแล   ท่านผู้เป็นบัณฑิต    จะเป็นข้าว
ยาคูกระบวยหนึ่ง   หรือภิกษาทัพพีหนึ่งก็ตาม,    เมื่อบุคคลให้ส่วนบุญใน
บิณฑบาตของตนแก่ผู้อื่นอยู่,   ให้แก่คนไปเท่าใด,   บุญเท่านั้นย่อมเจริญ;
ก็ท่านได้ให้บิณฑบาตส่วนหนึ่งเท่านั้น,   แต่เมื่อท่านให้ส่วนบุญแก่เศรษฐี,
บิณฑบาตชื่อว่าเป็นสองส่วน:   ส่วนหนึ่งเป็นของท่าน    ส่วนหนึ่งเป็นของ
เศรษฐี.

<div id="399"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 399]]
เขารับว่า  " ดีละ ท่านผู้เจริญ "  แล้ว  ไหว้พระปัจเจกพุทธะนั้น
แล้วไปสู่สำนักของเศรษฐี  กล่าวว่า  " นาย ขอท่านจงรับเอาส่วนบุญเถิด."
เศรษฐี.  ถ้ากระนั้น    พ่อจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ไป.
อันนภาระ.  กระผมไม่ได้ขายบิณฑบาต,  กระผมให้ส่วนบุญแก่ท่าน
ด้วยศรัทธา.
เศรษฐีกล่าวว่า       " เจ้าให้ด้วยศรัทธา,     ถึงเราก็บูชาคุณของเจ้า;
ด้วยศรัทธา  จงรับเอาไปเถิดพ่อ,  อนึ่ง  จำเดิมแต่นี้ไป  เจ้าอย่าได้ทำการ
งานด้วยมือของตน,      จงปลูกเรือนอยู่ริมถนนเถิด,     และจงถือเอาวัตถุ
ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ  จากสำนักของฉัน. "
ก็บิณฑบาตที่บุคคลถวายแก่ท่านผู้ออกจากนิโรธ  ย่อมให้ผลในวัน
นั้นนั่นเอง;  เพราะฉะนั้น  แม้พระราชาทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว   จึง
รับสั่งให้เรียกอันนภาระมาแล้ว    ทรงรับส่วนบุญ   พระราชทานโภคะมาก
มาย    แล้วรับสั่งให้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีแก่เขา.
ประวัติพระอนุรุทธะ
อันนภาระนั้น   เป็นสหายของสุมนเศรษฐี    ทำบุญทั้งหลายตลอด
ชีวิต   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    เกิดในเทวโลก    ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก
และมนุษยโลก,  ในพุทธุปบาทกาลนี้  ถือปฏิสนธิในตำหนักของเจ้าศากยะ
พระนามว่าอมิโตทนะ   ในพระนครกบิลพัสดุ์.  พระประยูรญาติทั้งหลาย
ทรงขนานพระนามแก่พระกุมารนั้นว่า   " อนุรุทธะ. "  พระกุมารนั้น  เป็น
พระกนิษฐภาดาของเจ้ามหานามศากยะ  เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของ
พระศาสดา  ได้เป็นผู้สุขุมาลชาติอย่างยิ่ง  มีบุญมาก.

<div id="400"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 400]]
ได้ยินว่า    วันหนึ่ง     เมื่อกษัตริย์หกพระองค์เล่นขลุบเอาขนมทำ
คะแนนกัน,   เจ้าอนุรุทธะแพ้,     จึงส่งข่าวไปยังสำนักของพระมารดาเพื่อ
ต้องการขนม.    พระมารดานั้น   เอาภาชนะทองคำใบใหญ่บรรจุให้เต็มแล้ว
ส่งขนม  (ให้).  เจ้าอนุรุทธะเสวยขนมแล้ว    ทรงเล่นแพ้อีก   ก็ส่งข่าวไป
อย่างนั้นเหมือนกัน.
เมื่อคนนำขนมมาอย่างนั้นถึง  ๓  ครั้ง,    ในครั้งที่ ๔ พระมารดาส่งข่าว
ไปว่า   " บัดนี้   ขนมไม่มี."  เจ้าอนุรุทธะ  ทรงสดับคำของพระมารดานั้น,
(contracted; show full)|}
{{fs|90%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br>
{{fs|90%|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}<br>
{{fs|90%|[[#เล่ม|***************]]}}
<br />
|}
[[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]]
[[หมวดหมู่:วิกิตำรา]]