Difference between revisions 42300 and 42317 on thwikibooks<div id="91"></div> {| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;" |- |<div><br> </div>[[ไฟล์:A old white plate-Cetiyas Nirvana.png|59px|link=]] {{fs|131%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}} {| width="99%" |- (contracted; show full)ก้าวล่วงกระแสตัณหานั้นไปได้ ฉันนั้นเหมือนกัน; กระแสตัณหา บุคคล ล่วงได้ยากอย่างนี้. บาทพระคาถาว่า เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา ความว่า บัณฑิต ทั้งหลาย ตัดเครื่องผูกนั่นแล้ว เป็นผู้หมดห่วงใย คือไม่มีอาลัย ละทุกข ทั้งปวงด้วยอรหัตมรรคแล้ว ก็เว้น คือไป. ''๑.'' ผู้อันราคะย้อมแล้ว. ''๒.'' อันโทสะประทุษร้ายแล้ว. <div id="301"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 301]] ในกาลจบเทศนา พระนางเขมาทรงดำรงอยู่ในพระอรหัต. เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนแล้ว. พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า " มหา- บพิตร พระนางเขมาจะบวชหรือปรินิพพาน จึงควร ?" พระราชา. โปรดให้พระนางบวชเถิด พระเจ้าข้า, อย่าเลยด้วยการ ปรินิพพาน. พระนางบรรพชาแล้ว ก็ได้เป็นสาวิกาผู้เลิศ ดังนี้แล. เรื่องพระนางเขมา จบ. <div id="302"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 302]] ๖. เรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน [๒๔๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอุคคเสน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มุญฺจ ปุเร " เป็นต้น. อุคคเสนรักใคร่หญิงนักฟ้อน ได้ยินว่า เมื่อครบปีหรือ ๖ เดือนแล้ว พวกนักฟ้อนประมาณ ๕๐๐ ไปยังกรุงราชคฤห์ ทำมหรสพ (ถวาย) แด่พระราชาตลอด ๗ วัน ได้ เงินและทองเป็นอันมาก, การตกรางวัลในระหว่าง ๆ ไม่มีสิ้นสุด. มหาชน ต่างก็ยืนบนเตียงเป็นต้น ดูมหรสพ. ลำดับนั้น ธิดานักหกคะเมนคนหนึ่ง ขึ้นไปสู่ไม้แป้น หกคะเมน เบื้องบนของไม้เป็นนั้น เดินฟ้อนและขับร้องบนอากาศ ณ ที่สุดแห่ง ไม้แป้นนั้น. สมัยนั้น บุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน ยืนอยู่บนเตียงที่ (ตั้ง) ซ้อนๆ กันกับด้วยสหาย แลดูหญิงนั้น มีความรักเกิดขึ้นในอาการทั้งหลาย มีการ แกว่งมือและเท้าเป็นต้นของนาง ไปสู่เรือนแล้วคิดว่า " เราเมื่อได้นาง จึงจักเป็นอยู่, เมื่อเราไม่ได้ก็จะตายเสียในที่นี้แหละ" ดังนี้แล้ว ก็ทำการ ตัดอาหาร นอนอยู่บนเตียง; แม้ถูกมารดาบิดาถามว่า " พ่อ เจ้าเป็นโรค อะไร ?" ก็บอกว่า " เมื่อฉันได้ลูกสาวของนักฟ้อนคนนั้น ก็จะมีชีวิตอยู่, เมื่อฉันไม่ได้ ก็จะตายเสียในที่นี้นี่แหละ," แม้เมื่อมารดาปลอบว่า " พ่อ เจ้าอย่าทำอย่างนี้เลย, พวกเราจักนำนางกุมาริกาคนอื่น ซึ่งสมควรแก่ <div id="303"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 303]] ตระกูลและโภคะของพวกเรา มาให้แก่เจ้า" ก็ยังนอนกล่าวอย่างนั้น เหมือนกัน. อุคคเสนได้นางนักฟ้อนสมประสงค์ ลำดับนั้นบิดาของเขา แม้อ้อนวอนเป็นอันมาก เมื่อไม่สามารถจะ ให้เขายินยอมได้ จึงเรียกสหายของนักฟ้อนมา ให้ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว ส่งไปด้วยสั่งว่า " ท่านจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว ให้ลูกสาวของท่าน แก่บุตรชายของฉันเถิด." นักฟ้อนนั้นกล่าวว่า " ข้าพเจ้ารับเอากหาปณะแล้วก็ให้ไม่ได้; ก็ถ้า ว่าบุตรชาย (ของท่าน) นั้น ไม่ได้ลูกสาว (ของข้าพเจ้า) นี้แล ไม่อาจ จะเป็นอยู่ไซร้, ถ้ากระนั้น บุตรของท่านจงเที่ยวไปกับด้วยพวกข้าพเจ้า เถิด, ข้าพเจ้าจักให้ลูกสาวแก่เขา." มารดาบิดาบอกความนั้นแก่บุตรแล้ว. เขาพูดว่า " ฉันจักเที่ยวไปกับพวกนักฟ้อนนั้น" ไม่เอื้อเฟื้อถ้อยคำของ มารดาบิดาเหล่านั้น แม้ผู้อ้อนวอนอยู่ ได้ออกไปยังสำนักของนักฟ้อน แล้ว. นักฟ้อนนั้น ให้ลูกสาวแก่เขาแล้ว เที่ยวแสดงศิลปะในบ้านนิคม และราชธานี กับด้วยเขานั่นแหละ. ฝ่ายนางนั้น อาศัยการอยู่ร่วมกับบุตรเศรษฐีนั้น ต่อกาลไม่นาน นักก็ได้บุตร เมื่อจะเย้าบุตรนั้น จึงพูดว่า " ลูกของคนเฝ้าเกวียน, ลูก ของคนหาบของ, ลูกของคนไม่รู้อะไรๆ." ฝ่ายบุตรเศรษฐีนั้น ขนหญ้ามาให้โคทั้งหลาย ในที่แห่งชนเหล่านั้น ทำการกลับเกวียนพักอยู่แล้ว, (และ) ยกเอาสิ่งของที่ได้ในที่แสดงศิลปะ แล้วนำไป, นัยว่า หญิงนั้นหมายเอาบุตรเศรษฐีนั้นนั่นเอง เมื่อจะเย้าบุตร <div id="304"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 304]] จึงกล่าวอย่างนั้นนั่นแล. บุตรเศรษฐีนั้นทราบความที่นางขับร้องปรารภ ตน จึงถามว่า " หล่อนพูดหมายถึงฉันหรือ ?" ภรรยา. จ้ะ ฉันพูดหมายถึงท่าน. บุตรเศรษฐี. เมื่อเช่นนั้นฉันจักหนีละ. นางกล่าวว่า " ก็จะประโยชน์อะไรของฉัน ด้วยท่านผู้หนีไปหรือ มาแล้ว " ดังนี้แล้ว ก็ขับเพลงบทนั้นนั่นแลเรื่อยไป. ได้ยินว่า นางอาศัยรูปสมบัติของตน และทรัพย์ซึ่งเป็นรายได้ จึง มิได้เกรงใจบุตรเศรษฐีนั้น ในเรื่องอะไร ๆ. บุตรเศรษฐีนั้น คิดอยู่ว่า "นางนี้ มีการถือตัวเช่นนี้ เพราะอาศัย อะไรเล่าหนอ ?" ทราบว่า " เพราะอาศัยศิลปะ" จึงคิดว่า " ช่างเถิด, เราก็จักเรียนศิลปะ " แล้วก็เข้าไปหาพ่อตา เรียนศิลปะอันเป็นความรู้ของ พ่อตานั้น แสดงศิลปะ ในบ้านนิคมเป็นต้นอยู่ มาถึงกรุงราชคฤห์โดย ลำดับ ให้ป่าวร้องว่า " ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ บุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน จักแสดงศิลปะแก่ชาวพระนคร." อุคคเสนแสดงศิลปะ ชาวพระนคร ให้ผูกเตียงซ้อนๆ กันเป็นต้นแล้ว ประชุมกันใน วันที่ ๗. ฝ่ายอุคคเสนนั้น ได้ขึ้นไปสู่ไม้แป้น (สูง) ๖๐ ศอก ยืนอยู่บนปลาย ไม้แป้นนั้น. ในวันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรง เห็นอุคคเสนนั้น เข้าไปในข่ายคือพระญาณของพระองค์ จึงทรงใคร่- <div id="305"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 305]] ครวญอยู่ว่า " เหตุอะไรหนอ ? จักมี " ได้ทราบว่า " พรุ่งนี้บุตรเศรษฐี จักยืนบนปลายไม้เป็น ด้วยหวังว่า " จักแสดงศิลปะ ' มหาชนจักประชุม กันเพื่อดูเขา, เราจักแสดงคาถาประกอบด้วยบท ๔ ในสมาคมนั้น; การ บรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ เพราะฟังธรรมนั้น, แม้อุคคเสนก็จัก ตั้งอยู่ในพระอรหัต." ในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงกำหนดเวลาแล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต. ฝ่ายอุคคเสน เมื่อพระศาสดา ยังไม่ทันเสด็จเข้าไปภายในพระนครนั่นแล จึงให้สัญญาด้วยนิ้วมือแก่ มหาชน เพื่อต้องการให้เอิกเกริก ยืนบนปลาไม้แป้นหกคะเมนในอากาศ นั่นเองสิ้น ๗ ครั้ง ลงมาแล้วได้ยืนบนปลายไม้เป็นอีก. อุคคเสนแสดงศิลปะแก่พระมหาโมคคัลลานะ ขณะนั้น พระศาสดากำลังเสด็จไปสู่พระนคร, ทรงกระทำโดย อาการที่บริษัทไม่แลดูเขา, ให้ดูเฉพาะพระองค์เท่านั้น. อุคคเสนแลดู บริษัทแล้ว ถึงความเสียใจว่า " บริษัทจะไม่แลดูเรา " จึงคิดว่า " ศิลปะ นี้เราพึ่งแสดง (ประจำ) ปี, ก็เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระนคร บริษัทไม่แลดูเรา แลดูแต่พระศาสดาเท่านั้น; การแสดงศิลปะของเรา เปล่า (ประโยชน์) แล้วหนอ." พระศาสดาทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสเรียกพระมหาโมค- คัลลานะมาแล้ว ตรัสว่า "โมคคัลลานะ เธอจงไป, พูดกะบุตรเศรษฐีว่า " นัยว่า ท่าน๑จงแสดงศิลปะ" พระเถระไปยืนอยู่ ณ ภายใต้ไม้แป้นนั่นแล เรียกบุตรเศรษฐีมาแล้ว กล่าวคาถานี้ว่า:- ๑. คำว่า ' ท่าน ' ในที่นี้ เป็นปฐมบุรุษ. <div id="306"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 306]] " เชิญเถิด อุคคเสน บุตรคนฟ้อน ผู้มีกำลังมาก เชิญท่านจงดู, เชิญท่านทำความยินดีแก่บริษัทเถิด, เชิญท่านทำให้มหาชนร่าเริงเถิด." เขาได้ยินถ้อยคำของพระเถระแล้ว เป็นผู้มีใจยินดี หวังว่า " พระ- ศาสดามีพระประสงค์จะดูศิลปะของเรา " จึงยืนบนปลายไม้แป้นแล้วกล่าว คาถานี้ว่า :- " เชิญเถิด ท่านโมคคัลลานะ ผู้มีปัญญามาก มี ฤทธิ์มาก เชิญท่านจงดู, กระผมจะทำความยินดีแก่ บริษัท, จะยังมหาชนให้ร่าเริง." ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ก็กระโดดจากปลายไม้แป้น ขึ้นสู่ อากาศ หกคะเมน ๑๔ ครั้งในอากาศแล้ว ลงมายืนอยู่บนปลายไม้แป้น (ตามเดิม). ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า " อุคคเสน ธรรมดาบัณฑิต ต้องละความอาลัยรักใคร่ในขันธ์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบันเสียแล้ว พ้นจากทุกข์ทั้งหลายมีชาติเป็นต้นจึงควร ดังนี้แล้ว ตรัส พระคาถานี้ว่า:- ๖. มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส น ปุน ชาติชร อุเปหิสิ. " ท่านจงเปลื้อง (อาลัย) ในก่อนเสีย จงเปลื้อง <div id="307"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 307]] (อาลัย) ข้างหลังเสีย, จงเปลื้อง (อาลัย) ในท่าม- กลางเสีย, จึงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นใน ธรรมทั้งปวง จะไม่เข้าถึงชาติและชราอีก." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า มุญฺจ ปุเร ความว่า จงเปลื้อง อาลัย คือความยินดี หมกมุ่น ปรารถนา ขลุกขลุ่ย ความถือ ลูบคลำ ความอยาก ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอดีตเสีย. บทว่า ปจฺฉโต ความว่า จงเปลื้องอาลัยเป็นต้น ในขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอนาคตเสีย. บทว่า มชฺเฌ ความว่า จงเปลื้องอาลัยเหล่านั้น ในขันธ์ทั้งหลาย แม้ที่เป็นปัจจุบันเสีย. สองบทว่า ภวสฺส ปารคู ความว่า เมื่อปฏิบัติได้อย่างนั้น จักเป็น ผู้ถึงฝั่ง คือไปแล้วสู่ฝั่งแห่งภพแม้ทั้ง ๓ อย่างได้ ด้วยอำนาจแห่งอัน กำหนดรู้ ละ เจริญ และทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง มีใจพ้นแล้วใน สังขตธรรมทั้งปวง ต่างด้วยขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้นอยู่ ต่อไปไม่ ต้องเข้าถึงชาติ ชรา และมรณะ. ในกาลจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ แล้ว. อุคคเสนทูลขอบรรพชาอุปสมบท ฝ่ายบุตรเศรษฐี กำลังยืนอยู่บนปลายไม้แป้น บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว ลงจากไม้แป้นมาสู่ที่ใกล้พระศาสดา ถวาย บังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา. ลำดับนั้น <div id="308"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 308]] พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาตรัสกะนายอุคคเสนนั้นว่า " ท่าน จงเป็นภิกษุมาเถิด." อุคคเสนนั้นได้เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ ประหนึ่ง พระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ ในขณะนั้นนั่นเอง. ต่อมา พวกภิกษุถามท่านว่า " คุณอุคคเสน เมื่อคุณลงจากปลาย ไม้แป้น (สูง) ตั้ง ๖๐ ศอก ขึ้นชื่อว่าความกลัว ไม่ได้มีหรือ ? " เมื่อ ท่านตอบว่า " คุณ ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผมเลน," จึงกราบทูลแด่พระ- ศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พระอุคคเสนพูดอยู่ว่า ' ผมไม่กลัว ' เธอพูดไม่ จริง ย่อมอวดคุณวิเศษ" พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ ผู้มีสังโยชน์อันตัดได้แล้ว เช่นกับอุคคเสนผู้บุตรของเรา หากลัว หา พรั่นพรึงไม่" ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ในพราหมณวรรคว่า :- " เรา กล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ไม่ประกอบด้วยโยคะ กิเลสแล้วว่า เป็นพราหมณ์. ในกาลจบเทศนา การบรรลุธรรมพิเศษ ได้มีแล้วแก่ชนเป็นอัน มาก. รุ่งขึ้นวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ ทั้งหลาย เหตุคือการอาศัยลูกสาวนักฟ้อน เที่ยวไปกับด้วยนักฟ้อนของ ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตอย่างนี้ เป็นอย่างไรหนอแล ? เหตุแห่งอุปนิสัยพระอรหัตเป็นอย่างไร ?" <div id="309"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 309]] พระศาสดาตรัสบอกอุปนิสัยของพระอุคคเสน พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วยเรื่อง ชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เหตุแม้ทั้งสองนั่น อัน อุคคเสนนี้ผู้เดียวทำไว้แล้ว " เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรง ชักอดีตนิทานมา (ตรัส ) ว่า :- " ดังได้สดับมา ในอดีตกาล เมื่อสุพรรณเจดีย์สำหรับพระกัสสป- ทศพล อันเขากระทำอยู่ พวกกุลบุตรชาวพระนครพาราณสี บรรทุกของ เคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากในยานทั้งหลาย กำลังไปสู่เจดีย์สถาน ด้วย ตั้งใจว่า " พวกเราจักทำหัตถกรรม" พวกพระเถระองค์หนึ่ง กำลังเข้าไป เพื่อบิณฑบาตในระหว่างทางแล้ว . ลำดับนั้นนางกุลธิดาคนหนึ่ง แลเห็น พระเถระแล้ว จึงกล่าวกะสามีว่า " นาย พระผู้เป็นเจ้าของเราเข้ามาอยู่ เพื่อบิณฑบาต, อนึ่ง ของเคี้ยวของบริโภคของเราในยาน มีเป็นอันมาก, นายจงนำบาตรของท่านมา, เราทั้งสองจักถวายภิกษา." สามีน้ำบาตรมา แล้ว. ภรรยายังบาตรนั้นให้เต็ม ด้วยของควรเคี้ยวของควรบริโภคแล้ว ให้สามีวางลงในมือของพระเถระ แม้ทั้งสองคนทำความปรารถนาว่า "ท่าน เจ้าข้า ดิฉันทั้งสองคนพึงมีส่วนแห่งธรรมอันท่านเห็นแล้วนั่นเทียว." พระเถระแม้นั้น เป็นพระขีณาสพ, เพราะฉะนั้น เมื่อท่านเล็งดู ทราบ ภาวะ คืออันจะสำเร็จความปรารถนาของเขาทั้งสองนั้นแล้ว ได้ทำการยิ้ม. หญิงนั้นเห็นอาการนั้นเข้า จึงพูดกะสามีว่า " นาย พระคุณเจ้าของเรา ย่อมทำอาการยิ้ม, ท่านจักเป็นเด็กนักฟ้อน." ผ่ายสามีของนางตอบว่า " นางผู้เจริญ ก็จักเป็นอย่างนั้น" ดังนี้แล้ว หลีกไป. นี้เป็นบุรพกรรม ของเขาทั้งสองนั้น. <div id="310"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 310]] สามีภรรยานั้น ดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นชั่วอายุแล้ว ก็เกิดในเทวโลก เคลื่อนจากที่นั้นแล้ว, หญิงนั้นเกิดในเรือนของคนนักฟ้อน, ชายเกิดใน เรือนของเศรษฐี. พระอุคคเสนนั้น เพราะความที่ให้คำตอบแก่ภรรยา นั้นว่า " จักเป็นอย่างนั้น นางผู้เจริญ" จึงต้องเที่ยวไปกับพวกนักฟ้อน, อาศัยบิณฑบาตที่ถวายแล้วแก่พระเถรผู้ขีณาสพ จึงบรรลุพระอรหัตแล้ว, ฝ่ายธิดาของนักฟ้อนนั้น คิดว่า " อันใดเป็นคติของสามีของเรา, อันนั้นเอง ก็เป็นคติแม้ของเรา" ดังนี้แล้ว บรรพชาในสำนักของภิกษุณี ทั้งหลายแล้ว ดำรงอยู่ในพระอรหัต ดังนี้แล. เรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน จบ. <div id="311"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 311]] ๗. เรื่องจุฬธนุคคหบัณฑิต [๒๔๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุหนุ่ม รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " วิตกกฺมถิตสฺส " เป็นต้น. ภิกษุหนุ่มรักใคร่หญิงรุ่นสาว ดังได้สดับมา ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจับสลากของตนในโรงสลาก ถือ เอาข้าวต้มตามสลากไปสู่โรงฉัน ดื่มอยู่. ภิกษุนั้น ไม่ได้น้ำในโรงฉันนั้น ได้ไปยืนยังเรือนหลังหนึ่ง เพื่อต้องการน้ำ, หญิงรุ่นสาวคนหนึ่งในเรือน นั้น พอเห็นภิกษุนั้น ก็เกิดความสิเนหา กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ เมื่อมี ความต้องการด้วยน้ำดื่ม ท่านพึงมาในเรือนนี้แหละ แม้อีก." ตั้งแต่นั้น ภิกษุนั้นไม่ได้น้ำดื่มในกาลใด, ก็ไปเรือนนั้นนั่นแล ในกาลนั้น. ฝ่ายหญิงนั้น รับบาตรของเธอแล้ว ถวายน้ำดื่ม. เมื่อกาลล่วงไป ด้วยอาการอย่างนั้น รุ่งขึ้นวันหนึ่ง นางถวายแม้ข้าวต้มแล้วนิมนต์ให้นั่ง ในเรือนนั้นแล ได้ถวายข้าวสวยแล้ว. นางนั่ง ณ ที่ใกล้ภิกษุนั้นแล้ว เอ่ยถ้อยคำขึ้นว่า " ท่านผู้เจริญ ในเรือนนี้ อะไร ๆ ชื่อว่า ย่อมไม่มี หามีไม่, ดิฉันยังไม่ได้แต่คนจัดการเท่านั้น." ภิกษุนั้น สดับถ้อยคำของหญิงนั้นแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็กระสันแล้ว. ภิกษุหนุ่มถูกนำตัวไปเฝ้าพระศาสดา ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุอาคันตุกะพบภิกษุนั้น จึงถามว่า " ผู้มีอายุ เหตุไร ? ท่านจึงเป็นผู้ผอมเหลืองหนักขึ้น," เมื่อภิกษุนั้นตอบว่า " ผู้มีอายุ <div id="312"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 312]] ผมเป็นผู้กระสัน," จึงนำไปสู่สำนักพระอาจารย์และอุปัชฌายะ. อาจารย์ และอุปัชฌาย์แม้เหล่านั้น ก็นำภิกษุนั้นไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูล ความนั้นแล้ว. พระศาสดาทรงแสดงบุรพกรรมของภิกษุหนุ่มนั้น พระศาสดาตรัสถามว่า " ภิกษุ นัยว่า เธอเป็นผู้กระสันจริงหรือ ?" เมื่อภิกษุนั้นทูลว่า " จริง " จึงตรัสว่า " ภิกษุ เหตุไร ? เธอบวชใน ศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้ปรารภความเพียรเช่นดังเรา จึงไม่ให้เขาเรียก ตนว่า ' พระโสดาบัน ' หรือ ' พระสกทาคามี ' กลับให้เขาเรียกว่า ' เป็นผู้กระสัน ' ได้, เธอทำกรรมหนักเสียแล้ว" จึงทรงซักถามว่า " เพราะเหตุไร ? เธอจึงเป็นผู้กระสัน " เมื่อภิกษุนั้นทูลว่า " ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ หญิงคนหนึ่ง พูดกะข้าพระองค์อย่างนี้," จึงตรัสว่า " ภิกษุ กิริยาของนางนั่น ไม่น่าอัศจรรย์: เพราะในกาลก่อน นางละบัณฑิต ผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้นแล้ว ยังความสิเนหาในบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งตนเห็น ครู่เดียวนั้นให้เกิดขึ้น ทำบัณฑิตผู้เลิศนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิต" อันภิกษุ ทั้งหลายทูลอาราธนาเพื่อให้ทรงประกาศเรื่องนั้น จึงทรงทำให้แจ้งซึ่ง ความที่จูฬธนุคคหบัณฑิต เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในกรุงตักกสิลา พาธิดาผู้อันอาจารย์นั้นยินดีให้แล้ว ไปสู่กรุงพาราณสี เมื่อตนฆ่าโจรตาย ๔๙ คน ด้วยลูกศร ๔๙ ลูก ที่ปากดงแห่งหนึ่ง, เมื่อ ลูกศรหมดแล้ว จึงจับโจรผู้หัวหน้าฟาดให้ล้มลงที่พื้นดิน. กล่าวว่า " นาง ผู้เจริญ หล่อนจงนำดาบมา," นาง (กลับ) ทำความสิเนหาในโจรซึ่งตน เห็นในขณะนั้นแล้ว วางด้ามดาบไว้ในมือโจร ให้โจรฆ่าแล้วในกาลเป็น จูฬธนุคคหบัณฑิต ในอดีตกาล และภาวะคือโจรพาหญิงนั้นไป พลางคิด <div id="313"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 313]] ว่า " หญิงนี้เห็นชายอื่นแล้ว จักให้เขาฆ่าเราบ้างเช่นเดียวกับสามีของตน, เราจักต้องการอะไรด้วยหญิงนี้" เห็นแม่น้ำสายหนึ่ง จึงพักนางไว้ที่ฝั่งนี้ ถือเอาห่อภัณฑะของนางไป สั่งว่า " หล่อนจงรออยู่ ณ ที่นี้แหละ จนกว่า ฉันนำห่อภัณฑะข้ามไป " ละนางไว้ ณ พี่นั้นนั่นเอง (หนี) ไปเสีย แล้ว ตรัสจูฬธนุคคหชาดก๑นี้ในปัญจกนิบาต ให้พิสดารว่า:- " พราหมณ์ ท่านถือเอาภัณฑะทั้งหมด ข้ามฝั่ง ได้แล้ว, จงรีบกลับมารับฉัน ให้ข้ามไปในบัดนี้โดยเร็ว บ้างนะ ผู้เจริญ." " แม่นางงาม ยอมแลกฉัน ผู้มิใช่ผัว ไม่ได้ เชยชิด ด้วยผัวผู้เชยชิดมานาน, แม่นางงาม พึง แลกชายอื่นแม้ด้วยฉัน, ฉันจักไปจากที่นี้ให้ไกล ที่สุดที่จะไกลได้." " ใครนี้ ทำการหัวเราะอยู่ที่กอตะไคร้น้ำ, ในที่นี้ การฟ้อนก็ดี การขับก็ดี การประโคมก็ดี ที่บุคคลจัด ตั้งขึ้น มิได้มี, แม่นางงาม ผู้มีตะโพกอันผึ่งฝาย ทำไมเล่า ? แม่จึงซิกซี้ในกาลเป็นที่ร้องไห้.๒" " สุนัขจิ้งจอก ชาติชัมพุกะ ผู้โง่เขลา ทราม ปัญญา เจ้ามีปัญญาน้อย, เจ้าเสื่อมจากปลาและชิ้น (เนื้อ) แล้วก็ซบเซาอยู่ ดุจสัตว์กำพร้า." ๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๘๑๘. อรรถกถา. ๔/๑๕๐๖. ๒. โดยพยัญชนะ แปลว่า ในกาลใช่กาล เป็นที่หัวเราะ.⏎ ⏎ <div id="314"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 314]] " โทษของคนเหล่าอื่น เห็นได้ง่าย, ส่วนโทษ ของตน เห็นได้ยาก, หล่อนนั่นเอง เสื่อมทั้งผัวทั้งชู้ ซบเซาอยู่ แม้ (ยิ่ง) กว่าเรา." " พระยาเนื้อ ชาติซัมพุกะ เรื่องนั้น เป็นเหมือน เจ้ากล่าว. ฉันนั้น ไปจากที่นี้แล้ว จักเป็นผู้ไปตาม อำนาจของภัสดาแน่แท้." " ผู้ใดพึงนำภาชนะดินไปได้, แม้ภาชนะสำริด ผู้นั้นก็พึงนำไปได้; หล่อนทำชั่วจนช่ำ, ก็จักทำชั่ว อย่างนั้นแม้อีก." แล้วตรัสว่า " ในกาลนั้น จูฬธนุคคหบัณฑิตได้เป็นเธอ, หญิงนั้นได้เป็น หญิงรุ่นสาวนี้ในบัดนี้, ท้าวสักกเทวราช ผู้มาโดยรูปสุนัขจิ้งจอก ทำการ ข่มขี่นางนั้น เป็นเรานี่แหละ" แล้วทรงโอวาทภิกษุนั้นว่า " หญิงนั้น ปลงบัณฑิตผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น จากชีวิต เพราะความสิเนหาในชาย คนหนึ่ง ซึ่งตนเห็นครู่เดียวนั้นอย่างนี้; ภิกษุเธอจงตัดตัณหาของเธอ อัน ปรารภหญิงนั้นเกิดขึ้นเสีย" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิงขึ้นไป จึงทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :- ๗. วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ เอส โข ทฬฺห กโรติ พนฺธน. วิตกฺกูปสเม จ โย รโต อสุภ ภาวยตี สทา สโต <div id="315"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 315]] เอส โข วฺยนฺติกาหติ เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธน. " ตัณหา ย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ถูกวิตกย่ำยี มี ราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างาม, บุคคลนั่นแลย่อมทำ เครื่องผูกให้มั่น. ส่วนภิกษุใด ยินดีในธรรมเป็นที่เข้า ไประงับวิตก เจริญอสุภฌานอยู่ มีสติทุกเมื่อ, ภิกษุ นั่นแล จักทำตัณหาให้สูญสิ้นได้ ภิกษุนั่น จะตัด เครื่องผูกแห่งมารได้." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิตกฺกมถิตสฺส ได้แก่ ผู้ถูกวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้นย่ำยียิ่ง. บทว่า ติพฺพราคสฺส คือ ผู้มีราคะหนาแน่น. บทว่า สุภานุปสฺสิโน ความว่า ชื่อว่า ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่า " งาม " เพราะความเป็นผู้มีใจอันตนปล่อยไป ในอารมณ์อันน่าปรารถนาทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการยึดถือโดยสุภนิมิตเป็นต้น. บทว่า ตณฺหา เป็นต้น ความว่า บรรดาฌานเป็นต้น แม้ฌานหนึ่ง ย่อมไม่เจริญแก่บุคคลผู้เห็นปานนั้น. โดยที่แท้ ตัณหาเกิดทางทวาร ๖ ย่อมเจริญยิ่ง. บทว่า เอส โข ความว่า บุคคลนั่นแล ย่อมทำเครื่องผูกคือตัณหา ชื่อว่า ให้มั่น. บทว่า วิตกฺกูปสเม ความว่า บรรดาอสุภะ ๑๐ ในปฐมฌานกล่าว คือธรรมเป็นที่ระงับมิจฉาวิตกทั้งหลาย. <div id="316"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 316]] สองบทว่า สทา สโต ความว่า ภิกษุใด เป็นผู้ยินดียิ่งในปฐมฌานนี้ ชื่อว่า มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นเป็นนิตย์เจริญอสุภฌานนั้นอยู่. บทว่า พฺ๑ยนฺติกาหติ ความว่า ภิกษุนั่น จักทำตัณหาอันจะให้เกิด ในภพ ๓ ให้ไปปราศได้. บทว่า มารพนฺธฺน ความว่า ภิกษุนั่น จักตัดแม้เครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เสียได้. ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต จบ. ๑. บาลีเป็น วฺยนฺติกาหติ. <div id="317"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 317]] ๘. เรื่องมาร [๒๔๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัส พระธรรมเทศนานี้ว่า "นิฏฺ คโต" เป็นต้น. มารแปลงเป็นช้างรัดกระหม่อนพระราหุล ความพิสดารว่า ในวันหนึ่งเวลาวิกาล พระเถระเป็นอันมากเข้า ไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ไปถึงที่เป็นที่อยู่ของพระราหุลเถระแล้วก็ไล่ท่าน ให้ลุกขึ้น. ท่านเมื่อไม่เห็นที่เป็นที่อยู่ในที่อื่น จึงไปนอนที่หน้ามุขพระ- คันธกุฎีของพระตถาคต. คราวนั้น ท่านผู้มีอายุนั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้ยังไม่มีพรรษาเลย. มารชื่อวสวัตดี ดำรงอยู่ในภพนั่นแหละ เห็นท่านผู้มีอายุนั้นนอน ที่หน้ามุขพระคันธกุฎี จึงคิดว่า " พระหน่อน้อยผู้แทงใจของพระสมณ- โคดมนอนข้างนอก, ส่วนพระองค์ผทมในภายในพระคันธกุฎี; เมื่อเรา บีบคั้นพระหน่อน้อย พระองค์เองก็จัก (เป็นเหมือน) ถูกบีบคั้น (ด้วย)." มารนั้น นิรมิตเพศเป็นพระยาช้างใหญ่มา เอางวงรัดกระหม่อมพระเถระ แล้วร้องดุจนกกระเรียนด้วยเสียงดัง. พระศาสดาทรงแสดงเหตุที่พระราหุลไม่กลัว พระศาสดาผทมในพระคันธกุฎี ทรงทราบว่าช้างนั้นเป็นมาร จึง ตรัสว่า " มาร คนเช่นท่านนั้นแม้ตั้งแสน ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้ความ กลัวเกิดแก่บุตรของเราได้, เพราะว่าบุตรของเรามีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหา ไปปราศจากแล้ว มีความเพียรใหญ่ มีปัญญามาก" ดังนี้แล้ว ได้ทรง ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :- <div id="318"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 318]] ๘. นิฏ คโต อสนฺตาสี วีตตโณฺห อนงฺคโณ อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมย สมฺสฺสโย. วีตตโณฺห อนาทาโน นิรุตฺติปทโกวิโท อกฺขราน สนฺนิปาต ชญฺา ปุพฺพปรานิ จ ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. " (ผู้ใด) ถึงความสำเร็จ มีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหา ไปปราศแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนใจ ได้ตัดลูกศร อันให้ไปสู่ภพทั้งหลายเสียแล้ว, กายนี้ (ของผู้นั้น) ชื่อว่ามีในที่สุด. (ผู้ใด) มีตัณหาไปปราศแล้ว ไม่มี ความถือมั่น ฉลาดในบทแห่งนิรุตติ รู้ที่ประชุมแห่ง อักษรทั้งหลาย. และรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่ง อักษรทั้งหลาย. ผู้นั้นแล มีสรีระมีในที่สุด เราย่อม เรียกว่าผู้มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ. แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า นิฏฺ คโต ความว่า พระอรหัต ชื่อว่า ความสำเร็จของบรรพชิตทั้งหลาย ในพระศาสนานี้, ถึง คือบรรลุ พระอรหัตนั้น. บทว่า อสนฺตาสี คือ ผู้ชื่อว่าไม่สะดุ้ง เพราะไม่มีกิเลสเครื่องสะดุ้ง คือราคะเป็นต้น ในภายใน. บาทพระคาถาว่า อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ คือ ได้ตัดลูกศรอันมีปกติ ให้ไปสู่ภพทั้งสิ้น. <div id="319"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 319]] บทว่า สมุสฺสโย คือ ร่างกายนี้ ของผู้นั้นมีในที่สุด. บทว่า อนาทาโน คือ ผู้ไม่มีการยึดถือในขันธ์เป็นต้น. บาทพระคาถาว่า นิรุตฺติปทโกวิโท ความว่า ผู้ฉลาดในปฏิสัมภิทา แม้ทั้ง ๔ คือ ในนิรุตติ และบทที่เหลือ. สองบาทพระคาถาว่า อกฺขราน สนฺนปาต ชญฺา ปุพฺพาปรานิ จ ความว่า ย่อมรู้หมวดหมู่แห่งอักษร กล่าวคือที่ประชุมแห่งอักษรทั้งหลาย และรู้อักษรเบื้องปลายด้วยอักษรเบื้องต้น และอักษรเบื้องต้นด้วยอักษร เบื้องปลาย. ชื่อว่า รู้จักอักษรเบื้องปลายด้วยอักษรเบื้องต้น คือเมื่อเบื้องต้น ปรากฏอยู่ ในท่ามกลางและที่สุด แม้ไม่ปรากฏ, ก็ย่อมรู้ได้ว่า " นี้เป็น ท่ามกลางแห่งอักษรเหล่านี้, นี้เป็นที่สุด," ชื่อว่า ย่อมรู้จักอักษรเบื้องต้น ด้วยอักษรเบื้องปลาย คือเมื่อที่สุดปรากฏอยู่ เมื่อเบื้องต้นและท่ามกลาง แม้ไม่ปรากฏ, ก็ย่อมรู้ได้ว่า " นี้เป็นท่ามกลางแห่งอักษรเหล่านั้น, นี้เป็น เบื้องต้น" เมื่อท่ามกลางปรากฏอยู่ เมื่อเบื้องต้นและที่สุดแม้ไม่ปรากฏ, ย่อมทราบได้เหมือนกันว่า " นี้เป็นเบื้องต้นแห่งอักษรเหล่านั้น, นี้เป็น ที่สุด." บทว่า มหาปญฺโ ความว่า ท่านผู้มีสรีระตั้งอยู่ในที่สุดนั่นพระ- ศาสดาตรัสเรียกว่า ผู้มีปัญญามาก เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา อันกำหนดถือเอาซึ่งอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ และศีลขันธ์เป็นต้น อันใหญ่ และตรัสว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะความเป็นผู้มีจิตพ้นแล้ว โดย พระบาลีว่า " สารีบุตร เราเรียกผู้มีจิตพ้นแล้วแล ว่า " มหาบุรุษ." <div id="320"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 320]] ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น. ฝ่ายมารผู้มีบาปคิดว่า " พระสมณโคดม ย่อมทรงรู้จักเรา" แล้ว อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง ดังนี้แล. เรื่องมาร จบ. <div id="321"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 321]] ๙. เรื่องอุปกาชีวก [๒๔๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดาทรงปรารภอาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง ตรัสพระ- ธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพาภิภู " เป็นต้น. อุปกาชีวกทูลถามพระศาสดา ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระศาสดาทรงบรรลุพระสัพพัญ- ญุตญาณแล้ว ทรงยังกาลให้ล่วงไปที่ควงไม้โพธิ์ ๗ สัปดาห์ ทรงถือบาตร และจีวรของพระองค์ เสด็จดำเนินไปสิ้นทางประมาณ ๑๘ โยชน์มุ่งกรุง- พาราณสี เพื่อทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป ได้ทอดพระเนตรเห็น อาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง. ฝ่ายอุปกาชีวกนั้น เห็นพระศาสดาแล้ว ทูลถามว่า " ผู้มีอายุ อินทรีย์ ของท่านผ่องใสแล, ผิวพรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง; ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะ ใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?" พระศาสดาตรัสตอบอุปกาชีวก ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า " เราไม่มีอุปัชฌาย์หรืออาจารย์" ดังนี้ แล้ว ตรัสพระคาถานี้แก่อุปกาชีวกนั้น ว่า :- ๙. สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต สย อภิญฺาย กมุทฺทิเสยฺย ฯ " เราเป็นผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด รู้ธรรมทุก อย่าง ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่าง <div id="322"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 322]] พ้นแล้ว ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา รู้เอง แล้ว จะพึงอ้างใครเล่า ? (ว่าเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์)." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาภิภู คือ ครอบงำธรรมอันเป็น ไปในภูมิ ๓ ได้ทั้งหมด. บทว่า สพฺพวิทู คือ ผู้มีธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ ทั้งปวงอันรู้แล้ว. สองบทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ความว่า ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ทั้งหลายฉาบทาไม่ได้ ในธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งสิ้น. บทว่า สพฺพญฺชโห คือ ผู้ละธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ดำรงอยู่. สองบทว่า ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต คือผู้พ้นแล้วในเพราะพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ที่ตนให้เกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่ง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ด้วยวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ. สองบทว่า สย อภิญฺาย คือรู้ธรรมต่างด้วยอภิญไญยธรรม เป็นต้นได้เองทีเดียว. บทว่า กมุทฺทิเสยฺย ความว่า เราจะพึงอ้างใครเล่าว่า " นี้เป็น อุปัชฌาย์หรืออาจารย์ของเรา. " ในกาลจบเทศนา อุปกาชีวก ไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระดำรัสของ พระตถาคตเลย, แต่เขาสั่นศีรษะ แลบลิ้น ยึดเอาทางที่เดินไปคนเดียว ได้ไปยังที่เป็นที่อาศัยอยู่ของนายพรานแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ดังนี้แล. เรื่องอุปกาชีวก จบ. <div id="323"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 323]] ๑๐. เรื่องท้าวสักกเทวราช [๒๔๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท้าวสักก- เทวราช ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺพทาน " เป็นต้น. ปัญหา ๔ ข้อของเทวดา ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เทพดาในดาวดึงสเทวโลกประชุม กันแล้ว ตั้งปัญหาขึ้น ๔ ข้อว่า " บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหน หนอแล ? บัณฑิตกล่าวว่าเยี่ยม, บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน ? บัณฑิตกล่าวว่ายอด, บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน ? บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ, ความสิ้นไปแห่งตัณหาแล บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐ ที่สุด เพราะเหตุไร ? แม้เทพดาองค์หนึ่ง ก็มิสามารถจะวินิจฉัยปัญหา เหล่านั้นได้. ก็เทพดาองค์หนึ่ง ถามกะเทพดาองค์หนึ่ง, แม้เทพดาองค์นั้น ก็ถามเทพดาองค์อื่นอีก, ก็เทพดาทั้งหลาย ถามกันและกันอย่างนั้น ด้วย อาการอย่างนั้น ได้ท่องเที่ยวไปในหมื่นจักรวาลถึง ๑๒ ปี. เทวดาพากันไปถามปัญหาท้าวมหาราชทั้ง ๔ เทวดาในหมื่นจักรวาล ไม่เห็นเนื้อความแห่งปัญญาโดยกาลแม้มี ประมาณเท่านี้ ประชุมกันแล้ว ไปยังสำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔, เมื่อ ท้าวมหาราชกล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย ทำไมจึงมีเทพสันนิบาตกันใหญ่ ?" จึงกล่าวว่า " พวกผมตั้งปัญหาขึ้น ๔ ข้อแล้ว เมื่อไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ จึงมายังสำนักของท่าน," เมื่อท้าวมหาราชกล่าวว่า "ชื่อปัญหาอะไรกัน ? พ่อ " (จึงบอกเนื้อความนั้น) ว่า " พวกผมไม่สามารถวินิจฉัยปัญหา <div id="324"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 324]] เหล่านี้ได้ คือ ' บรรดาทาน รส และความยินดี ทาน รส และความยินดี ชนิดไหนหนอแล ประเสริฐสุด ? ความสิ้นไปแห่งตัณหาเทียว ประเสริฐ สุด เพราะเหตุไร ?" จึงมาหา. ท้าวมหาราชทั้ง ๘ กล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย แม้พวกเราก็หารู้เนื้อ ความแห่งปัญหาเหล่านี้ไม่; แต่พระราชาของพวกเรา ทรงดำริอรรถที่ชน ตั้งพันคิดแล้ว ย่อมทรงทราบโดยขณะเดียวเท่านั้น, พระองค์ประเสริฐ วิเศษกว่าพวกเราทั้งหลาย ทั้งทางปัญญาและทางบุญ, พวกเราจงไปยัง สำนักของพระองค์เถิด" แล้วพาหมู่เทพดานั้นนั่นแลไปยังสำนักของท้าว- สักกเทวราช, ถึงเมื่อท้าวสักกเทวราชนั้นตรัสว่า " พ่อทั้งหลาย ทำไม จึงมีเทพสันนิบาตกันใหญ่ ? " ก็กราบทูลเนื้อความนั้น. ท้าวสักกะทรงพาพวกเทวดาไปเฝ้าพระศาสดา ท้าวสักกะตรัสว่า " พ่อทั้งหลาย คนอื่นย่อมไม่สามารถรู้เนื้อความ แห่งปัญหาเหล่านี้ได้, ปัญหาเหล่านั่น เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า, แล้ว ตรัสถามว่า " ก็เดี๋ยวนี้ พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ไหน ?" ทรงสดับว่า " ในพระเชตวันวิหาร" จึงตรัสว่า " พวกเธอมาเถิด, พวกเราจักไปยัง สำนักของพระองค์" ทรงพร้อมด้วยหมู่เทพดา ให้พระเชตวันทั้งสิ้น สว่างไสวในส่วนแห่งราตรี เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ประทับ ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง, เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " มหาบพิตร ทำไม พระองค์จึงเสด็จมาพร้อมกับหมู่เทพดามากมาย ?" จึงกราบทูลว่า "พระ- เจ้าข้า หมู่เทพดาพากันตั้งปัญหาชื่อเหล่านี้, คนอื่นที่ชื่อว่าสามารถรู้เนื้อ ความแห่งปัญหาเหล่านี้ได้ หามีไม่, ขอพระองค์ได้ทรงประกาศเนื้อความ แห่งปัญหาเหล่านี้ แก่พวกข้าพระองค์เถิด." <div id="325"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 325]] พระศาสดาทรงแก้ปัญหา พระศาสดาตรัสว่า " ดีละ มหาบพิตร ตถาคตบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ บริจาคมหาบริจาค๑ แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็เพื่อตัด ความสงสัยของชนผู้เช่นพระองค์นี่แหละ, ขอพระองค์จงทรงสดับปัญหาที่ พระองค์ถามแล้วเถิด: บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานเป็นเยี่ยม, บรรดา รสทุกชนิด รสแห่งพระธรรมเป็นยอด, บรรดาความยินดีทุกชนิด ความ ยินดีในธรรมประเสริฐ, ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะความเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถา นี้ว่า :- ๑๐. สพฺพทาน ธมฺมทาน ชินาติ สพฺพ รส ธมฺมรโส ชินาติ สพฺพ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺข ชนาติ. " ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง, รสแห่ง ธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง, ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง, ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพทาน เป็นต้น ความว่า ก็ถ้า บุคคลถึงถวายไตรจีวรเช่นกับใบตองอ่อน แด่พระพุทธเจ้าพระปัจเจก- พุทธเจ้าแล้วพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้นั่งติด ๆ กัน ในห้องจักรวาลตลอด ๑. หมายถึงบริจาค ๕ คือ :- ๑. องฺคปริจฺจาค บริจาคอวัยวะ. ๒. ธนปริจาค บริจาค ทรัพย์. ๓. ปุตฺตปริจฺจาค บริจาคบุตร. ๔. ทารปริจฺจาค บริจาคเมีย. ๕. ชีวิตปริจฺจาค บริจาคชีวิต. <div id="326"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 326]] ถึงพรหมโลก. การอนุโมทนาเทียว ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงทำด้วย พระคาถา ๔ บาทในสมาคมนั้นประเสริฐ; ก็ทานนั้น หามีค่าถึงเสี้ยว ที่ ๑๖ แห่งพระคาถานั้นไม่: การแสดงก็ดี การกล่าวสอนก็ดี การสดับ ก็ดี ซึ่งธรรม เป็นของใหญ่ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง บุคคลใดให้ทำ การฟังธรรม, อานิสงส์เป็นอันมากก็ย่อมมีแก่บุคคลนั้นแท้. ธรรมทาน นั่นแหละ ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นให้เป็นไปแล้ว แม้ด้วยอำนาจอนุโมทนา โดยที่สุดด้วยพระคาถา ๔ บาท ประเสริฐที่สุดกว่าทานที่ทายกบรรจุบาตร ให้เต็มด้วยบิณฑบาตอันประณีตแล้วถวายแก่บริษัทเห็นปานนั้นนั่นแหละ บ้าง กว่าเภสัชทานที่ทายกบรรจุบาตรให้เต็มด้วยเนยใสและน้ำมันเป็นต้น แล้วถวายบ้าง กว่าเสนาสนทานที่ทายกให้สร้างวิหารเช่นกับมหาวิหาร และปราสาทเช่นกับโลหปราสาทตั้งหลายแสนแล้วถวายบ้าง กว่าการบริจาค ที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้นปรารภวิหารทั้งหลายแล้วทำบ้าง. เพราะ เหตุไร ? เพราะว่าชนทั้งหลาย เมื่อจะทำบุญเห็นปานนั้น ต่อฟังธรรม แล้วเท่านั้นจึงทำได้. ไม่ได้ฟัง ก็หาทำได้; ก็ถ้าว่าสัตว์เหล่านี้ไม่พึง ฟังธรรมไซร้, เขาก็ไม่พึงถวายข้าวยาคูประมาณกระบวยหนึ่งบ้าง ภัต ประมาณทัพพีหนึ่งบ้าง; เพราะเหตุนี้ ธรรมทานนั่นแหละ จึงประเสริฐ ที่สุดกว่าทานทุกชนิด. อีกอย่างหนึ่ง เว้นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย แม้ พระสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ผู้ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งสามารถ นับหยาดน้ำได้ ในเมื่อฝนตกตลอดกัลป์ทั้งสิ้น ก็ยังไม่สามารถจะบรรลุ โสดาปัตติผลเป็นต้น โดยธรรมดาของตนได้; ต่อฟังธรรมที่พระอัสสชิ- เถระเป็นต้นแสดงแล้ว จึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล, และทำให้แจ้งซึ่ง <div id="327"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 327]] สาวกบารมีญาณ ด้วยพระธรรมเทศนาของพระศาสดา; เพราะเหตุแม้นี้ มหาบพิตร๑ ธรรมทานนั่นแหละจึงประเสริฐที่สุด. เพราะเหตุนั้น พระ- ศาสดาจึงตรัสว่า "สพฺพทาน ธมฺมทาน ชินาติ. " อนึ่ง รสมีรสเกิดแต่ลำต้นเป็นต้นทุกชนิด โดยส่วนสูงแม้รสแห่ง สุธาโภชน์ของเทพดาทั้งหลาย ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการยิ่งสัตว์ให้ตกไปใน สังสารวัฏ แล้วเสวยทุกข์โดยแท้. ส่วนพระธรรมรสกล่าวคือโพธิปักขิย- ธรรม ๓๗ ประการ และกล่าวคือโลกุตรธรรม ๙ ประการนี้แหละ ประเสริฐกว่ารสทั้งปวง. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า " สพฺพรส ธมฺมรโส ชินาติ." อนึ่ง แม้ความยินดีในบุตร ความยินดีในธิดา ความยินดีในทรัพย์ ความยินดีในสตรี และความยินดีมีประเภทมิใช่อย่างเดียวอันต่างด้วยความ ยินดีในการฟ้อนการขับการประโคมเป็นต้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการยัง สัตว์ให้ตกไปในสังสารวัฏ แล้วเสวยทุกข์โดยแท้; ส่วนความอิ่มใจ ซึ่ง เกิดขึ้น ณ ภายในของผู้แสดงก็ดี ผู้ฟังก็ดี ผู้กล่าวสอนก็ดี ซึ่งธรรม ย่อม ให้เกิดความเบิกบานใจ ให้น้ำตาไหล ให้เกิดขึ้นชูชัน ความอิ่มใจนั้น ย่อมทำที่สุดแห่งสังสารวัฏ มีพระอรหัตเป็นปริโยสาน; ความยินดีใน ธรรม เห็นปานนี้แหละ ประเสริฐกว่าความยินดีทั้งปวง. เพราะเหตุนั้น พระศาสดา จึงตรัสว่า "สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ." ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหา คือพระอรหัตซึ่งเกิดขึ้นในที่สุดแห่ง ๑. น่าจะเป็นบทเกิน, เพราะใครไม่สามารถทำเนื้อความเช่นนี้ ให้พระดำรัสของพระศาสดาได้. ๒. Celestial food ambrosia อาหารทิพย์ (อาหารของเทพดาในเรื่องนิยาย ถือกันว่าทำให้ผู้บริโภคไม่ตาย ให้ความงามและความหนุ่มสาวอยู่ชั่วนิรันดร) ของเกินเครื่องดื่ม อันโอชารส. <div id="328"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 328]] ความสิ้นไปแห่งตัณหา, พระอรหัตนั้น ประเสริฐกว่าทุกอย่างแท้ เพราะ ครอบงำวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า " ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺข ชินาติ." เมื่อพระศาสดา ตรัสเนื้อความแห่งพระคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้ อยู่นั่นแล ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว. แม้ท้าวสักกะ ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ถวายบังคมพระ- ศาสดาแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า เพื่อประโยชน์อะไร พระองค์จึงไม่รับสั่งให้ ให้ส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์ ในธรรมทานอันชื่อว่าเยี่ยมอย่างนี้ ? จำเดิม แต่นี้ไป ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกแก่ภิกษุสงฆ์แล้วรับสั่งให้ ๆ ส่วน บุญแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า." พระศาสดา ทรงสดับคำของ ท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตาม ปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึง ให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง." เรื่องท้าวสักกเทวราช จบ. <div id="329"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 329]] ๑๑. เรื่องเศรษฐีผู้ไม่บุตร [๒๕๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีผู้ชื่อว่า อปุตตกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธ " เป็นต้น. ประวัติครั้งยังมีชีวิตของอปุตตกเศรษฐี ดังได้สดับมา พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับการทำกาละของเศรษฐี นั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า " ทรัพย์สมบัติที่ไร้บุตร จะถึงแก่ใคร ?" ทรงสดับ ว่า " ถึงแก่พระราชา " จึงให้นำทรัพย์จากเรือนของเศรษฐีนั้น มาสู่ ราชตระกูล (กินเวลาถึง) ๗ วัน แล้วจึงเสด็จเข้าไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " ขอเชิญมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหน หนอ ? แต่ยังวัน " จึงกราบทูลว่า " พระเจ้าข้า คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ในกรุงสาวัตถีนี้ ทำกาละเสียแล้ว. ข้าพระองค์นำทรัพย์สมบัติซึ่งไร้บุตร นั้น ไปภายในราชสำนักแล้วจึงมา. " เรื่องทั้งปวง พึงทราบตามนัยที่มาในพระสูตรนั่นแหละ. เมื่อพระราชากราบทูลข้อความอย่างนี้ว่า "ได้ยินว่า เศรษฐีนั้น เมื่อ เขานำโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เข้าไปให้ด้วยถาดทอง ก็กล่าวว่า ' พวกมนุษย์ ย่อมกินโภชนะชื่อว่าเห็นปานนี้ (เทียวหรือ?), พวกเจ้าจะทำการเยาะเย้ย กับเราในเรือนนี้หรือ ?" เมื่อเขาเข้าไปตั้งโภชนะไว้ให้ก็ประหาร (มนุษย์ เหล่านั้น ) ด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ให้หนีไปแล้ว บริโภคข้าว ปลายเกวียน มีน้ำผักดองเป็นที่ ๒ ด้วยกล่าวว่า ' นี้จึงเป็นโภชนะของพวก มนุษย์,' แม้เมื่อเขาเข้าไปตั้งผ้า ยาน และร่มที่น่าพอใจไว้ให้ ก็ประหาร <div id="330"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 330]] มนุษย์ (เหล่านั้น) ด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ให้หนีไปแล้ว ทรง ผ้าป่าน, มีร่มใบไม้อันทรงไว้ (ถือไว้) อยู่ ย่อมไปด้วยรถเก่า ๆ " พระศาสดาจึงตรัสเล่าบุรพกรรมของอปุตตกเศรษฐีนั้นว่า :- บุรพกรรมของอปุตตกเศรษฐี " มหาบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว คฤหบดีผู้เศรษฐีนั้น ต้อนรับ พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขี ด้วยบิณฑบาต, กล่าวว่า ' ท่านทั้งหลาย จงให้บิณฑะแก่สมณะ' ดังนี้แล้ว ก็ลุกจากอาสนะหลีกไป. ได้ยินว่า เมื่อ เศรษฐีนั้น ผู้ไม่มีศรัทธา ผู้โง่เขลา กล่าวอย่างนั้นแล้วหลีกไป ภรรยา ของเขาผู้มีศรัทธาเลื่อมใส คิดว่า ' นานเทียวหนอ เราจึงได้ยินคำว่า ' จงให้ ' จากปากของเศรษฐีนี้, มโนรถของเรา จะเต็มในวันนี้, เรา จักถวายบิณฑบาต' แล้วรับบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ให้เต็มด้วย โภชนะอันประณีตแล้วถวาย. ฝ่ายเศรษฐีนั้นกลับมา เห็นพระปัจเจก- พุทธเจ้านั้น จึงถามว่า "สมณะท่านได้อะไร ๆ แล้วหรือ " แล้วจับบาตร เห็นบิณฑบาตอันประณีต ก็มีความเดือดร้อน จึงคิดอย่างนี้ว่า " พวกทาส หรือพวกกรรมกรพึงกินบิณฑบาตนี้ ยังดีกว่า, เพราะว่า พวกเขา ครั้น กินบิณฑบาตนี้แล้ว จักทำการงานให้เรา; ส่วนสมณะนี้ ครั้นไปกินแล้ว ก็จักนอนหลับ; บิณฑบาตของเราฉิบหายเสียแล้ว" อนึ่ง เศรษฐีนั้นปลง แล้วซึ่งบุตรน้อยคนหนึ่งของพี่ชายจากชีวิต เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ. ได้ยินว่า เด็กนั้นจับนิ้วมือของเศรษฐีนั้น เที่ยวไปอยู่กล่าวว่า " ยานนี้ เป็นของบิดาฉัน, โคนี้ก็ขอท่าน." ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า " ในบัดนี้ เด็กนี้ยังกล่าวอย่างนี้ก่อน, ก็ในกาลที่เด็กนี้ถึงความเจริญแล้ว ใครจัก <div id="331"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 331]] รักษาโภคทรัพย์ทั้งหลายในเรือนนี้ได้" จึงนำเด็กนั้นไปสู่ป่า จับที่คอ แล้วบีบคอเหมือนบีบหัวมัน ให้ตายแล้วที่โคนกอไม้แห่งหนึ่ง แล้วทิ้งเด็ก นั้นไว้ในที่นั้นนั่นแหละ." นี้เป็นบุรพกรรมของเศรษฐีนั้น. สรุปกรรมและผลแห่งกรรมของเศรษฐี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า " มหาบพิตร ด้วย ผลแห่งกรรมที่คฤหบดีผู้เศรษฐี ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขี ด้วยบิณฑบาตนั้นแล เศรษฐีนั้นจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ถึง ๗ ครั้ง; ด้วย ผลที่เหลืออยู่แห่งกรรมนั้นนั่นแล เศรษฐีจึงครองความเป็นเศรษฐีอยู่ใน กรุงสาวัตถีนี้แล ถึง ๗ ครั้ง. มหาบพิตร ด้วยผลแห่งกรรมที่คฤหบดีผู้ เศรษฐีนั้นให้ทานแล้ว มีความเดือดร้อนในภายหลังว่า ' พวกทาสหรือ กรรมกร พึงบริโภคบิณฑบาตนี้ยังดีกว่า,' จิตของเศรษฐีนั้น จึงไม่น้อม ไปเพื่อการบริโภคภัตอย่างฟุ่มเฟือย, ไม่น้อมไปเพื่อการใช้สอยผ้าอย่าง ฟุ่มเฟือย, ไม่น้อมไปเพื่อการใช้สอยยานอย่างฟุ่มเฟือย ไม่น้อมไปเพื่อ บริโภคกามคุณ ๕ อันดียิ่ง. มหาพิตร ด้วยผลแห่งกรรมที่คฤหบดีผู้เศรษฐี นั้น ปลงแล้วซึ่งบุตรน้อยคนหนึ่งของพี่ชายจากชีวิต เพราะเหตุแห่ง ทรัพย์สมบัติ; เศรษฐีนั้นจึงไหม้แล้วในนรกสิ้นปีเป็นอันมาก สิ้นร้อยปี เป็นอันมาก สิ้นพันปีเป็นอันมาก สิ้นแสนปีเป็นอันมาก. ชนทั้งหลายยัง ทรัพย์สมบัติที่ไร้บุตรครั้งที่ ๗ นี้ให้เข้าสู่พระคลังหลวง ด้วยผลอันเหลือ อยู่แห่งกรรมนั้นแล. มหาบพิตร อนึ่งเล่า บุญเก่าของคฤหบดีผู้เศรษฐีนั้น แล หมดสิ้นแล้ว และบุญใหม่อันคฤหบดีผู้เศรษฐีนั้นไม่สั่งสมแล้ว, มหา- บพิตร ก็ในวันนี้ คฤหบดีผู้เศรษฐีไหม้อยู่ในมหาโรรุวนรก." <div id="332"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 332]] โภคะย่อมฆ่าคนผู้ทรามปัญญา พระราชาทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงกราบทูลว่า " พระเจ้าข้า น่าอัศจรรย์ นี้เป็นกรรมอันหนัก, เศรษฐีนั้น เมื่อโภคะ ชื่อว่ามีประมาณเท่านี้ มีอยู่ ไม่ใช้สอยด้วยตนเองเลย, เมื่อพระพุทธเจ้า เช่นกับพระองค์ ประทับอยู่ในวิหารใกล้ๆ ก็มิได้ทำบุญกรรม." พระศาสดาตรัสว่า " จริงเช่นนั้น มหาบพิตร ชื่อว่าบุคคลผู้มีปัญญา ทราม ได้โภคะทั้งหลายแล้วย่อมไม่แสวงหานิพพาน, อนึ่ง ตัณหาซึ่งเกิด ขึ้นเพราะอาศัยโภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๑๑. หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธ โน จ ปารคเวสิโน โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเว อตฺตน. ติสโทสานิ เขตฺตานิ ราคโทสะ อย ปชา ตสฺมา หิ วีตราเคสุ ทินฺน โหติ มหปฺผล. " โภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนทรามปัญญา, แต่ ไม่ฆ่าคนผู้แสวงหาฝั่งโดยปกติ; คนทรามปัญญา ย่อมฆ่าตนเหมือนฆ่าผู้อื่น เพราะความทะยานอยาก ในโภคะ." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า โน จ ปารคเวสิโน ความว่า แต่โภคะทั้งหลาย ย่อมไม่ฆ่าบุคคลผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพานโดยปกติ. บาทพระคาถาว่า หนฺติ อญฺเว อตฺตน ความว่า บุคคลผู้มี <div id="333"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 333]] ทรามปัญญา ย่อมฆ่าตนเองดุจฆ่าผู้อื่น เพราะความทะยานอยาก ซึ่งเกิด ขึ้นเพราะอาศัยโภคะทั้งหลาย. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล้ว เรื่องเศรษฐีผู้ไม่มีบุตร จบ. <div id="334"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 334]] ๑๒. เรื่องอังกุรเทพบุตร [๒๕๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่บนแท่นบัณฑุกัมพลศิลา ทรงปรารภ อังกุรเทพบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ติณโทสานิ เขตฺตานิ " เป็นต้น. ทานที่เลือกให้พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ ข้าพเจ้าทำเรื่องให้พิสดารแล้วแล ในพระคาถาว่า " เย ฌานปฺปสุตา ธีรา" เป็นต้น. สมจริงดังคำที่ข้าพเจ้าปรารภอินทกเทพบุตรกล่าวไว้ใน เรื่องนั้นดังนี้ว่า : " ได้ยินว่า อินทกเทพบุตรนั้นยังภิกษาทัพพีหนึ่ง ที่เขา นำมาเพื่อตน ให้ถึงแล้วแก่พระอนุรุทธเถระผู้เข้าไปสู่ภายในหมู่บ้านเพื่อ บิณฑบาต. บุญนั้นของอินทกเทพบุตรนั้น มีผลมากกว่าทานที่อังกุร- เทพบุตร ทำระเบียบแห่งเตาประมาณ ๑๒ โยชน์ ถวายแล้วสิ้นหมื่นปี" เพราะเหตุนั้น อินทกเทพบุตร จึงกล่าวอย่างนั้น. เมื่ออินทกเทพบุตร กล่าวอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาจึงตรัสว่า " อังกุระ ชื่อว่าการเลือกให้ทาน ย่อมควร, ทาน (ของอินทกะ) นั้น เป็นของมีผลมาก ดังพืชที่หว่านดีแล้ว ในนาดี อย่างนั้น, แต่ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น, เพราะฉะนั้น ทานของท่าน จึงไม่มีผลมาก " เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า :- " บุคคลควรเลือกให้ทาน ในเขตที่ตนให้แล้ว จะมีผลมาก. เพราะการเลือกให้ พระสุคตทรง สรรเสริญแล้ว: ทานที่ให้ในท่านผู้เป็นทิกขิไณย- บุคคลในชีวโลกนี้ เป็นของมีผลมากเหมือนพืชที่ หว่านในนาดีฉะนั้น." <div id="335"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 335]] เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่า นี้ว่า :- ๑๒. ติณโทสานิ เขตฺตานิ โทสโทสา อย ปชา ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ ทินฺน โหติ มหปฺผล. ติณโทสานิ เขตฺตานิ โมหโทสา อย ปชา ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ ทินฺน โหติ มหปฺผล. ติณโทสานิ เขตฺตานิ อิจฺฉาโทสา อย ปชา ตสฺมา หิ วีคติจฺเฉสุ ทินฺน โหติ มหปฺผล. " นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีราคะ เป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจาก ราคะ จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ใน ท่านผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมี หญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีโมหะเป็นโทษ; ฉะนั้น แล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้ก็มีความอยาก เป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจาก ความอยาก จึงมีผลมาก." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณโทสานิ ความว่า ความจริงหญ้า ทั้งหลายมีข้าวฟ่างเป็นต้น เมื่องอกขึ้น ย่อมประทุษร้ายนาแห่งบุพพัณณ- <div id="336"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 336]] ชาติ๑ และอปรัณณชาติ,๒ เพราะเหตุนั้น นาเหล่านั้นจึงไม่งอกงามมาก ได้; ราคะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแม้แห่งสัตว์ทั้งหลาย ย่อมประทุษร้ายสัตว์ ทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้น ทานที่ให้ในคนที่ถูกราคะประทุษร้ายเหล่านั้น จึงเป็นของไม่มีผลมาก; ส่วนทานที่ให้ในพระขีณาสพทั้งหลาย เป็นของมี ผลมาก; เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า " นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ, หมู่สัตว์นี้มีราคะเป็นโทษ; ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่าน ผู้ปราศจากราคะ จึงเป็นของมีผลมาก." แม้ในคาถาที่เหลือ ก็นัยนี้แหละ. ในกาลจบเทศนา อังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร ก็ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่เหล่าเทพบุตรผู้ประชุม กันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องอังกุรเทพบุตร จบ. ตัณหาวรรควรรณนา จบ. วรรคที่ ๒๔ จบ. ๑. บุพพัณณชาติ=พืชที่จะพึงกินอ่อน ได้แก่ข้าวทุกชนิด. ๒. อปรัณณชาติ=พืชที่จะพึงกิน ทีหลัง หรืออาหาร คือถั่วและผักอื่น ๆ. ⏎ ⏎ <div id="337"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 337]] คาถาธรรมบท ภิกขุวรรค๑ที่ ๒๕ ว่าด้วยทางเดินของภิกษุ [๓๕] ๑. ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้ สำเร็จ ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้ สำเร็จ ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อม พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. ๒. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้มีมือสำรวม แล้ว มีเท้าสำรวมแล้ว มีวาจาสำรวมแล้ว มีตน สำรวมแล้ว ยินดีในธรรมอันเป็นไปภายใน มีจิต ตั้งมั่นแล้ว เป็นคนโดดเดี่ยว สันโดษว่า เป็นภิกษุ. ๓. ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่านแสดงอรรถและธรรม ภาษิตของภิกษุนั้น ย่อมไพเราะ. ๔. ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ย่อมไม่ เสื่อมจากพระสัทธรรม. ๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๒ เรื่อง. <div id="338"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 338]] ๕. ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน ไม่ควรเที่ยว ปรารถนาลาภของผู้อื่น ภิกษุเมื่อปรารภนาลาภของผู้ อื่น ไม่ประสบสมาธิ ถ้าภิกษุแม้เป็นผู้มีลาภน้อย ก็ ไม่ดูหมิ่นลาภของตน เทพดาทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญ ภิกษุนั้นแล (ว่า) ผู้มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน. ๖. ความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของของเรา ไม่ มีแก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง อนึ่ง ผู้ใดไม่เศร้าโศก เพราะนามรูปนั้นไม่มีอยู่ ผู้นั้นแล เราเรียกว่า ภิกษุ. ๗. ภิกษุใด มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เสื่อมใสใน พระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นพึงบรรลุบทอันสงบ เป็นที่ เข้าไประงับสังขารอันเป็นสุข ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว เธอตัดราคะและโทสะได้ แล้ว แต่นี้จักถึงพระนิพพาน ภิกษุพึงตัดธรรม ๕ อย่าง พึงละธรรม ๕ อย่าง และพึงยังคุณธรรม ๕ ให้เจริญ ยิ่ง ๆ ขึ้น ภิกษุผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ๕ อย่าง ได้ แล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้ ภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธออย่าหมุนไปในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกินก้อนแห่งโลหะ เธอ อย่าเป็นผู้อันกรรมแผดเผาอยู่ คร่ำครวญว่า นี้ทุกข์ ฌานย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่ มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญาย่อมมีในบุคคลใด บุคคลนั้นแล ตั้งอยู่แล้วในที่ใกล้พระนิพพาน ความ <div id="339"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 339]] ยินดีมิใช่ของมีอยู่แห่งมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไป แล้วสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบแล้ว ผู้เห็นแจ้งธรรมอยู่ โดยชอบ ภิกษุพิจารณาอยู่ ซึ่งความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดยอาการใด ๆ เธอย่อมได้ปีติและปราโมทย์โดยอาการนั้น ๆ การ ได้ปีติและปราโมทย์นั้น เป็นธรรมอันไม่ตายของผู้รู้ แจ้งทั้งหลาย ธรรมนี้คือ ความคุ้มครองอินทรีย์ ๑ ความสันโดษ ๑ ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ เป็นเบื้องต้น ในธรรมอันไม่ตายนั้น มีอยู่แก่ภิกษุผู้มี ปัญญาในพระศาสนานี้ เธอจงคบมิตรที่ดีงาม อาชีวะอันหมดจด ไม่เกียจคร้าน ภิกษุพึงเป็นผู้ ประพฤติในปฏิสันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ เพราะเหตุนั้น เธอจักเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ กระ- ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ๘. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงปลดเปลื้องราคะ และโทสะเสีย เหมือนมะลิเครือปล่อยดอกทั้งหลายที่ เหี่ยวเสียฉะนั้น. ๙. ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ ผู้ ตั้งมั่นดีแล้ว มีอามิสในโลกอันคายเสียแล้ว เรา เรียกว่า ผู้สงบระงับ. ๑๐. เธอจงตักเตือนตนด้วยตน จงพิจารณาดู ตนนั้นด้วยตน ภิกษุ เธอนั้นมีสติ ปกครองตนได้แล้ว <div id="340"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 340]] จักอยู่สบาย ตนแหละเห็นนาถะของตน ตนแหละ เป็นคติของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตนให้ เหมือนอย่างพ่อค้าม้าสงวนม้าตัวเจริญฉะนั้น. ๑๑. ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ เลื่อมใส แล้วในพระพุทธศาสนา พึงบรรลุสันตบท เป็นที่ เข้าไปสงบสังขาร เป็นสุข. ๑๒. ภิกษุใดแล ยังหนุ่มพากเพียรอยู่ในพระ- พุทธศาสนา ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจ พระจันทร์ที่พ้นแล้วจากหมอก (เมฆ) สว่างอยู่ฉะนั้น. จบภิกขุวรรคที่ ๒๕ <div id="341"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 341]] ๒๕. ภิกขุวรรควรรณนา ๑. เรื่องภิกษุ ๕ รูป [๒๕๒] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " จกฺขุนา สวโร สาธุ" เป็นต้น. ภิกษุ ๕ รูปรักษาทวารต่างกัน ดังได้สดับมา บรรดาภิกษุ ๕ รูปนั้น รูปหนึ่ง ๆ ย่อมรักษาทวาร ทั้ง ๕ มีจักษุทวารเป็นต้น รูปละทวารเท่านั้น. ต่อมาวันหนึ่ง พวกเธอประชุมกันแล้ว เถียงกันว่า " ผมย่อม รักษาทวารที่รักษาเขาได้ยาก, ผมย่อมรักษาทวารที่รักษาได้ยาก" แล้ว กล่าวว่า " พวกเราทูลถามพระศาสดาแล้ว จักรู้เนื้อความนี้" จึงเข้าไป เฝ้าพระศาสดา กราบทูลถามว่า " พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์รักษาทวาร มีจักษุทวารเป็นต้นอยู่ ย่อมสำคัญว่า ' ทวารที่ตน ๆ รักษานั่นแล เป็น สิ่งที่รักษาได้โดยยาก, บรรดาพวกข้าพระองค์ ใครหนอแล ? ย่อมรักษา ทวารที่รักษาได้โดยยาก." พระศาสดาทรงแก้ความเข้าใจผิดขอภิกษุ ๕ รูป พระศาสดาไม่ทรงยังภิกษุแม้รูปหนึ่งให้น้อยใจแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย ทวารเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่รักษาได้โดยยากแท้; อีก อย่างหนึ่งแล พวกเธอไม่สำรวมแล้วทวารทั้ง ๕ ในบัดนี้เท่านั้น หา มิได้, แม้ในกาลก่อน พวกเธอก็ไม่สำรวมแล้ว; ก็พวกเธอไม่ประพฤติ <div id="342"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 342]] ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ถึงความสิ้นไปแห่งชีวิต ก็เพราะความที่ ทวารเหล่านั้น อันตนไม่สำรวมแล้วนั่นแล" อันภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอน ว่า " เมื่อไร ? พระเจ้าข้า" จึงทรงยังเรื่องตักกสิลชาดกให้พิสดาร๑ แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- " เราทั้งหลาย ไม่ได้ถึงอำนาจแห่งรากษสทั้ง- หลายเลย เพราะความเป็นผู้ตั้งมั่น ด้วยความเพียร อันมั่น ในอุบายเครื่องแนะนำของท่านผู้ฉลาด และ เพราะความเป็นผู้ขลาดต่อภัย, ความสวัสดี จากภัย ใหญ่นั้น ได้มีแล้วแก่เรา." ซึ่งพระมหาสัตว์ผู้ได้รับอภิเษกแล้ว ในเมื่อราชตระกูลถึงความสิ้นไปแห่ง ชีวิต เพราะอำนาจแห่งรากษสทั้งหลาย ประทับนั่งเหนือราชอาสน์ ณ ภายใต้เศวตฉัตร ทอดพระเนตรดูสิริสมบัติของพระองค์แล้ว ตรัสว่า " ชื่อว่าความเพียรนี่ สัตว์ทั้งหลายควรทำแท้ " แล้วทรงเปล่งด้วยอำนาจ แห่งความเบิกบาน ทรงประชุมชาดกว่า " แม้กาลนั้น เธอทั้งหลายเป็น ชน ๕ คน มีอาวุธในมือ แวดล้อมพระมหาสัตว์ซึ่งเสด็จออกไปเพื่อ ประโยชน์จะยึดเอาราชสมบัติในเมืองตักกสิลา เดินทางไปไม่สำรวมแล้ว ในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น ที่รากษสทั้งหลายนำเข้ามา ด้วยอำนาจแห่ง ทวารมีจักษุทวารเป็นต้น ในระหว่างทาง ไม่ประพฤติในโอวาทของ บัณฑิต แลดูอยู่ ถูกรากษสทั้งหลายเคี้ยวกิน ถึงความสิ้นไปแห่งชีวิต, ๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๔๓. ปัญจภีรุกชาดก. อรรถกถา. ๒/๓๕๓. <div id="343"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 343]] ส่วนพระราชาผู้ทรงสำรวมในอารมณ์เหล่านั้น ไม่เอื้อเฟื้อถึงนางยักษิณี ผู้มีเพศดุจเทพยดา แม้ติดตามไปอยู่ข้างหลัง ๆ เสด็จถึงเมืองตักกสิลาโดย สวัสดิภาพ แล้วถึงความเป็นพระราชา คือเราแล" แล้วตรัสว่า " ธรรมดา ภิกษุ ควรสำรวมทวารแม้ทั้งหมด, เพราะว่า ภิกษุสำรวมทวารเหล่านั้น นั่นแล ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านั้นว่า :- ๑. จกฺขุนา สวโร สาธุ สาธุ โสเตน สวโร ฆาเนน สวโร สาธุ สาธุ ชิวฺหาย สวโร กาเยน สวโร สาธุ สาธุ วาจาย สวโร มนสา สวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สวโร สพฺพตฺถ สวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ. " ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้ สำเร็จ, ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้ สำเร็จ, ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์ ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางวาจา เป็นคุณยังประ- โยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ, ความสำรวมในทวารทั้งปวง เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ, ภิกษุผู้สำรวมแล้วใน ทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้." <div id="344"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 344]] แก้อรรถ พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า จกฺขุนา เป็นต้น ในพระคาถานั้น ดัง- ต่อไปนี้ :- ก็ในกาลใด รูปารมณ์มาสู่คลองในจักษุทวารของภิกษุ, ในกาลนั้น เมื่อภิกษุไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่าปรารถนา ไม่ยินร้ายในอารมณ์ที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่ยังความหลงให้เกิดขึ้นในเพราะความเพ่งเล็งอันไม่สม่ำเสมอ, ความสำรวม คือความกั้น ได้แก่ความปิด หมายถึงความคุ้มครอง ชื่อว่า เป็นกิริยาอันภิกษุทำแล้วในทวารนั้น; ความสำรวมทางจักษุนั้นเห็นปาน นั้น ของภิกษุนั้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ. นัยแม้ในทวารอื่นมี โสตทวารเป็นต้น ก็เหมือนกับนัยนี้. ก็ความสำรวมหรือความไม่สำรวม ย่อมไม่เกิดในทวารทั้งหลายมี จักษุทวารเป็นต้นเลย, แต่ความสำรวมหรือความไม่สำรวมนี้ ย่อมได้ใน วิถีแห่งชวนจิตข้างหน้า; จริงอยู่ ในคราวนั้น ความไม่สำรวมเมื่อเกิด ขึ้นเป็นอกุศลธรรม ๕ อย่างนี้ คือ " ความไม่เชื่อ ความไม่อดทน ความ เกียจคร้าน ความหลงลืมสติ ความไม่รู้ " ย่อมได้ในอกุศลวิถี. ความ สำรวมเมื่อเกิดขึ้นเป็นกุศลธรรม ๕ อย่างนี้ คือ " ความเชื่อ ความอดทน ความเพียร ความระลึกได้ ความรู้" ย่อมได้ในกุศลวิถี. ก็ปสาทกายก็ดี โจปนกายก็ดี ย่อมได้ในสองบทนี้ว่า " กาเยน สวโร " ก็คำว่าปสาทกายและโจปนกาย แม้ทั้งสองนั่น คือกายทวาร นั่นเอง. ในกายทวารทั้งสองนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความสำรวมและ ความไม่สำรวมไว้ในปสาททวารเทียว. ตรัสปาณาติบาต อทินนาทาน และ <div id="345"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 345]] มิจฉาจารซึ่งมีปสาททวารนั้นเป็นที่ตั้งไว้แม้ในโจปนทวาร. ทวารนั้น ชื่อ ว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะอกุศลธรรมเหล่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ใน อกุศลวิถี พร้อมด้วยปสาททวารและโจปนทวารเหล่านั้น, ทวารนั้น ชื่อ ว่าเป็นอันภิกษุสำรวมแล้ว. เพราะวิรัติทั้งหลาย มีเจตราเป็นเครื่องเว้น จากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในกุศลวิถี. โจปนวาจา ตรัสไว้แม้ในสองบทนี้ว่า " สาธุ วาจาย " ทวารนั้น ชื่อว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะวจีทุจริตทั้งหลายมีมุสาวาทเป็นต้น ซึ่ง เกิดขึ้นอยู่ พร้อมด้วยโจปนวาจานั้น, ชื่อว่า อันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะ วิรัติทั้งหลาย มีเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น. มโนทุจริตทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น กับด้วยใจอื่นจากใจที่แล่นไป ย่อมไม่มีแม้ในสองบทนี้ว่า "มนสา สวโร." แต่ทวารนั้น ชื่อว่าอัน ภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะมโนทุจริตทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้น อยู่ในขณะแห่งชวนจิตในมโนทวาร, ชื่อว่าอันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะ มโนสุจริตทั้งหลายมีอนภิชฌาเป็นต้น (ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิตใน มโนทวาร). สองบทว่า สาธุ สพฺพตฺถ ความว่า ความสำรวมแม้ในทวาร ทั้งปวงมีจักษุทวารเป็นต้นเหล่านั้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ. ก็ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทวารที่ภิกษุสำรวม ๘ อย่าง และทวารที่ภิกษุ ไม่สำรวม ๘ อย่าง ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้. ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในทวาร ที่ไม่สำรวม ๘ อย่างนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลทั้งสิ้น, ส่วน ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในทวารที่สำรวม ย่อมพ้นจากทุกข์ซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลแม้ทั้งสิ้น; <div id="346"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 346]] เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " สพฺพตฺถ สวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ." ในกาลจบเทศนา ภิกษุ ๕ รูปตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้มี ประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องภิกษุ ๕ รูป จบ. <div id="347"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 347]] ๒. เรืองภิกษุฆ่าหงส์ [๒๕๓] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์ รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หตฺถสญฺโต " เป็นต้น. สองสหายออกบวช ดังได้สดับมา สหายสองคนชาวกรุงสาวัตถี ได้บรรพชาอุปสมบท ใน (สำนัก) ภิกษุทั้งหลายแล้ว โดยมากเที่ยวไปด้วยกัน. ในวันหนึ่ง ภิกษุสองรูปนั้นไปสู่แม่น้ำอจิรวดี สรงน้ำแล้วผิงแดด อยู่ ได้ยืนพูดกันถึงสาราณียกถา. ในขณะนั้น หงส์สองตัวบินมาโดย อากาศ. ภิกษุรูปหนึ่งดีดตาหงส์ด้วยก้อนกรวด ขณะนั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งหยิบก้อนกรวดแล้วพูดว่า " ผมจักดีด ตาของหงส์ตัวหนึ่ง," ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า " ท่านจักไม่สามารถ." ภิกษุรูปที่หนึ่ง. ตาข้างนี้จงยกไว้, ผมจักดีดตาข้างโน้น. ภิกษุรูปที่สอง. แม้ตาข้างนี้ ท่านก็จักไม่สามารถ (ดีด) เหมือนกัน. ภิกษุรูปที่หนึ่ง. พูดว่า " ถ้าอย่างนั้น ท่านจงคอยดู" แล้วหยิบ กรวดก้อนที่สอง ดีดไปทางข้างหลังของหงส์. หงส์ได้ยินเสียงก้อนกรวด จึงเหลียวดู. ขณะนั้น เธอหยิบก้อนกรวดกลมอีกก้อนหนึ่ง แล้วดีดหงส์ ตัวนั้นที่ตาข้างโน้น ให้ทะลุออกตาข้างนี้. หงส์ร้อง ม้วนตกลงแทบเท้า ของภิกษุเหล่านั้นนั่นแล. <div id="348"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 348]] ภิกษุทั้งหลายติเตียนแล้วทูลแด่พระศาสดา ภิกษุทั้งหลาย ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ เห็นแล้ว จึงกล่าวว่า " ผู้มีอายุ เธอบวชในพระพุทธศาสนา ทำปาณาติบาต (นับว่า) ทำกรรมไม่สมควร" แล้วพาภิกษุทั้งสองรูปนั้นไปเฝ้าพระตถาคต. พระศาสดาประทานโอวาท พระศาสดาตรัสถามว่า " ภิกษุ ได้ยินว่า เธอทำปาณาติบาตจริง หรือ ?" เมื่อเธอกราบทูลว่า " จริง พระเจ้าข้า " จึงตรัสว่า " ภิกษุ เธอ บวชในพระศาสนาที่เป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ได้ทำแล้ว อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร ? บัณฑิตในปางก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายิ่งไม่ ทรงอุบัติ อยู่ในท่ามกลางเรือน ทำความรังเกียจในฐานะแม้มีประมาณ น้อย, ส่วนเธอบวชในพระพุทธศาสนาเห็นปานนี้ หาได้ทำแม้มาตรว่า ความรังเกียจไม่" อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทาน มา (ตรัส) ว่า :- ศีล ๕ ชื่อกุรุธรรม " ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าธนญชัยเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร ชื่ออินทปัตตะ ในแคว้นกุรุ, พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระอัครมเหสีของพระราชานั้น ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้วโดยลำดับ ทรงเรียนศิลปะทั้งหลายในเมืองตักกสิลาแล้ว อันพระบิดาทรงให้ดำรงใน ตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมา โดยกาลเป็นที่ล่วงไปแห่งพระบิดา ได้รับ ราชสมบัติแล้ว ไม่ทรงละเมิดราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ๑ ทรงประพฤติ ๑. ราชธรรม ๑๐ คือ:- ทาน การให้ ๑ สีล ศีล ๑ ปริจฺจาค การบริจาค ๑ อาชฺชว ความ ซื่อตรง ๑ มทฺทว ความอ่อนโยน ๑ ตป ความเพียร ๑ อกฺโกธ ความไม่โกรธ ๑ อวิหึสา ความไม่เบียดเบียน ๑ ขนฺติ ความอดทน ๑ อวิโรธน ความไม่พิโรธ ๑. <div id="349"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 349]] อยู่ในกุรุธรรมแล้ว. ศีล ๕ ชื่อว่ากุรุธรรม. พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีล ๕ นั้น ทำให้บริสุทธิ์. พระชนนี พระอัครมเหสี พระอนุชา อุปราช พราหมณ์ปุโรหิต อำมาตย์ผู้ถือเชือก<sup>๑</sup> นายสารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์ ผู้เป็นขุนคลัง<sup>๒</sup> คนรักษาประตู นางวรรณทาสี<sup>๓</sup> ผู้เป็นหญิงงามเมือง ของพระโพธิสัตว์นั้น ย่อมรักษาศีล ๕ เหมือนพระโพธิสัตว์ ด้วยประการ ฉะนี้. แคว้นกาลิงคะเกิดฝนแล้ง เมื่อชนทั้ง ๑๑ คนนี้ รักษากุรุธรรมอยู่อย่างนั้น, เมื่อพระราชา ทรงพระนามว่ากาลิงคะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตบุรี ในแคว้น กาลิงคะ ฝนมิได้ตกในแคว้นของพระองค์แล้ว . ก็ช้างมงคล ชื่อว่าอัญ- ชนาสภะของพระมหาสัตว์ เป็นสัตว์มีบุญมาก. ชาวแคว้นพากันกราบทูล ด้วยสำคัญว่า " เมื่อนำช้างนั้นมาแล้ว ฝนจักตก." พระราชาทรงส่งพวกพราหมณ์ไป เพื่อต้องการนำช้างนั้นมา. พราหมณ์เหล่านั้นไปแล้ว ทูลขอช้างกะพระมหาสัตว์แล้ว. เพื่อจะทรง แสดงอาการขอนี้ของพราหมณ์เหล่านั้น พระศาสดาจึงตรัสชาดก<sup>๔</sup>ในติก- นิบาตนี้เป็นต้นว่า :- " ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน ข้าพระพุทธ- เจ้าทั้งหลาย ทราบศรัทธาและศีลของพระองค์แล้ว ขอพระราชทานแลกทองด้วยช้าง ซึ่งมีสีดุจดอกอัญ- ชัน ไปในแคว้นกาลิงคะ." ''๑.'' พนักงานรางวัด. ''๒.'' โทณมาปโก ผู้ตวงวัตถุด้วยทะนาน. โทณะหนึ่งเท่ากับ ๔ อาฬหก. ''๓.'' หญิงคนใช้รูปงาม ''๔.'' ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๔๒๗. กุรุธรรมชาดก. อรรถกถา. ๔/ ๑๑๙. <div id="350"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 350]] ก็เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายนำช้างมาแล้ว, เมื่อฝนไม่ตก, ด้วยทรง สำคัญว่า "พระราชานั้นทรงรักษากุรุธรรม; เพราะฉะนั้น ฝนจึงตกใน แคว้นของพระองค์" พระเจ้ากาลิงคะ จึงทรงส่งพวกพราหมณ์และอำมาตย์ ไปอีก ด้วยพระดำรัสว่า " พวกท่านจงจารึกกุรุธรรมที่พระราชานั้นรักษา ลงในแผ่นทองคำแล้วนำมา." เมื่อพราหมณ์และอำมาตย์เหล่านั้นไปทูลขอ อยู่, ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด นับแต่พระราชาเป็นต้น กระทำอาการสักว่า ความรังเกียจบางอย่างในศีลทั้งหลายของตน ๆ แล้ว ห้ามว่า " ศีลของ (contracted; show full)|} {{fs|90%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br> {{fs|90%|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}<br> {{fs|90%|[[#เล่ม|***************]]}} <br /> |} [[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]] [[หมวดหมู่:วิกิตำรา]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?diff=prev&oldid=42317.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|