Difference between revisions 42284 and 42300 on thwikibooks

<div id="91"></div>
{| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;"
|-
|<div><br>
</div>[[ไฟล์:A old white plate-Cetiyas Nirvana.png|59px|link=]]
{{fs|131%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}}
{| width="99%" 
|-
(contracted; show full)ปรารถนา   ตามอารมณ์ที่ใคร่  (และ)  ตามความ
สบาย,    วันนี้     เราจักข่มมันด้วยโยนิโสมนสิการ
ประหนึ่งนายควาญช้าง  ข่มช้างที่ซับมันฉะนั้น."
แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า;  ก่อนแต่นี้  ชื่อว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไป
ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นตลอดกาลนาน,   ชื่อว่าตามอาการที่ปรารถนา


<div id="251"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 251]]
ด้วยสามารถแห่งอาการแห่งกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น           อันเป็นเหตุ
ปรารถนา,   ชื่อว่า  (เที่ยวไป)  ตามอารมณ์เป็นที่ใคร่    ด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์เป็นที่เกิดความใคร่แห่งจิตนั้นนั่นแหละ,       ชื่อว่าตามความสบาย
เพราะเมื่อมันเที่ยวด้วยอาการใด    ความสุขจึงมี   ก็เที่ยวไปด้วยอาการนั้น
นั่นแหละ,    วันนี้   เราจักข่มจิตด้วยโยนิโสมนสิการ   คือจักไม่ยอมให้มัน
ก้าวล่วงได้   เหมือนบุรุษผู้กุมขอไว้ (ในมือ)  ผู้ฉลาด  คือนายหัตถาจารย์
ข่มช้างซับมัน   คือตกมันไว้ด้วยขอฉะนั้น.
ในกาลจบเทศนา  ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก   ผู้เข้าไป
เพื่อสดับธรรมพร้อมกับพระสานุ.  ก็ท่านผู้มีอายุนั้น  เรียนพระพุทธรจนะ
คือพระไตรปิฎกแล้ว  ได้เป็นพระธรรมกถึกที่เชี่ยวชาญ     ดำรง (ชีพ) อยู่
ตลอด  ๑๒๐  ปี  ยังชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อนแล้วปรินิพพาน  ดังนี้แล.
เรื่องสานุสามเณร  จบ.
 

<div id="252"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 252]]
๖.  เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ  [๒๓๗]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา     เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน       ทรงปรารภช้างชื่อ
ปาเวรกะของพระเจ้าโกศล    ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   " อปฺปมาทรตา"
เป็นต้น.
ช้างของพระเจ้าโกศลติดหล่ม
ดังได้สดับมา   ช้างนั้นในกาลเป็นหนุ่ม   เป็นสัตว์มีกำลังมาก   โดย
สมัยอื่นอีก   ถูกกำลังแห่งลมซึ่งเกิดขึ้นเพราะชราตัดทอน  ลงไปสู่สระใหญ่
สระหนึ่ง    ติดอยู่ในหล่มแล้ว   ไม่ได้อาจเพื่อจะขึ้นได้.   มหาชนเห็นช้าง
นั้นแล้ว  จึงสนทนากันขึ้นว่า   " ช้างชื่อแม้เห็นปานนี้  ยังถึงทุพพลภาพนี้."
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว   ทรงบังคับนายหัตถาจารย์ว่า  " เธอจงไป
จงยกช้างนั้นให้ขึ้นจากหล่ม."   เขาไปแล้วแสดงการรบขึ้นที่นั่น   ให้ตีกลอง
รบขึ้นแล้ว.  ช้างซึ่งเป็นเชื้อชาติแห่งสัตว์มีมานะ  ลุกขึ้นโดยเร็ว   ดำรงอยู่
บนบกได้.     ภิกษุทั้งหลายเห็นเหตุนั้นแล้ว      จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.
พระศาสดาตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย     ช้างตัวนั้นถอนตนขึ้นจากหล่มคือ
เปือกตมตามปกติก่อน,     ส่วนเธอทั้งหลาย      แล่นลงแล้วในหล่มกิเลส;
เพราะฉะนั้น      แม้เธอทั้งหลายจงเริ่มตั้ง  (ความเพียร)  โดยแยบคายแล้ว
ถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสนั้นเถิด"  แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๖.  อปฺปมาทรตา   โหถ                 สจิตฺตมนุกฺขถ
ทุคฺคา  อุทฺธรถตฺตาน                ปงฺเก   สนฺโนว  กุญฺชโร.

<div id="253"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 253]]
" ท่านทั้งหลาย  จงยินดีในความไม่ประมาท, จง
ตามรักษาจิตของตน,  จงถอนตนขึ้นจากหล่ม   ประหนึ่ง
ช้างที่จมลงในเปือกตม  ถอนตนขึ้นได้ฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  อปฺปมาทรตา  ความว่า  ท่านทั้งหลาย
จงยินดียิ่งในความไม่อยู่ปราศจากสติ.
บทว่า  สจิตฺต    ความว่า  จงรักษาจิตของตนในอารมณ์ทั้งหลายมีรูป
เป็นต้น    โดยอาการที่มันจะทำความก้าวล่วงไม่ได้.
บทว่า สนฺโน   ความว่า  ช้างที่จมลงไปแล้วในเปือกตมตัวนั้น    ทำ
ความพยายามด้วยเท้าหน้าและเท้าหลัง  ถอนตนขึ้นพ้นจากเปือกตม    ดำรง
อยู่บนบกได้    ฉันใด,    แม้ท่านทั้งหลายก็จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลส
คือยังตนให้ดำรงอยู่บนบกคือพระนิพพาน  ฉันนั้นเถิด.
ในกาลจบเทศนา  ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว   ดัง
นี้แล.
เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ  จบ

<div id="254"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 254]]
๓.  เรื่องสัมพหุลภิกษุ  [๒๓๘]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยป่าชื่อปาลิไลยกะ   ประทับอยู่ในไพรสณฑ์
ชื่อรักขิตะ  ทรงปรารภภิกษุเป็นอันมาก  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " สเจ
ลเภถ "  เป็นต้น.
ภิกษุ  ๕๐๐  รูปอยากเข้าเฝ้าพระศาสดา
เรื่องมาในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า    "ปเร  จ  น  วิชานนฺติ"
เป็นต้น     ในยมกวรรคแล้วแล.    อันที่จริง     ข้าพเจ้ากล่าวเรื่องนี้แล้วว่า
" การประทับอยู่ของพระตถาคตเจ้า  ผู้ซึ่งพระยาช้างในไพรสณฑ์  ชื่อรักขิตะ
นั้นบำรุงอยู่  ได้ปรากฏไปในสกลชมพูทวีปแล้ว.   ตระกูลใหญ่มีอาทิอย่างนี้
คือ " ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   นางวิสาขามหาอุบาสิกา"    ส่งข่าวไปจาก
พระนครสาวัตถีแก่พระอานนทเถระว่า  " ท่านผู้เจริญ      ขอท่านจงแสดง
พระศาสดาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด."  ภิกษุประมาณ ๕๐๐  รูป  แม้ผู้มีปกติ
อยู่ในทิศ  ออกพรรษาแล้ว  เข้าไปหาพระอานนทเถระ  วิงวอนว่า  " อานนท์
ผู้มีอายุ  เราทั้งหลายฟังธรรมกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า  ต่อ
กาลนานแล้ว,   ดีละ   อานนท์ผู้มีอายุ   เราทั้งหลายพึงได้เพื่อฟังธรรมกถา
ณ  ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า."
ช้างปาลิไลยกะจับไม้จะตีพระอานนท์
พระเถระ  พาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ไพรสณฑ์ชื่อรักขิตะนั้นแล้ว  ดำริ
ว่า  " การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า    ผู้มีปกติประทับอยู่พระองค์เดียว
ตลอดไตรมาส    พร้อมกับภิกษุมีประมาณเท่านี้    ไม่สมควร"   ดังนี้แล้ว

<div id="255"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 255]]
องค์เดียวเท่านั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.       ช้างชื่อปาลิไลยกะเห็นท่านแล้ว
จับไม้แล่นแปร๋ไป.    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้วตรัสว่า   " เจ้าจง
หลีกไป  ปาลิไลยกะ,  อย่าห้าม,   นั่นเป็นพุทธปัฏฐาก."   มันทิ้งท่อนไม้
ลงในที่นั้นนั่นเอง    ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวร.    พระเถระ
มิได้ให้.  ช้างคิดว่า   " ถ้าภิกษุนี้จักเป็นผู้มีวัตรอันเรียนแล้วไซร้,  ท่านจัก
ไม่วางบริขารของตนลงบนแผ่นหินที่ประทับนั่งของพระศาสดา."    พระ-
เถระวางบาตรและจีวรลงบนพื้น.  แท้จริง  ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรทั้งหลาย
ย่อมไม่วางบริขารของตนลงบนที่นั่งหรือที่นอนของครู.      พระเถระถวาย
บังคมพระศาสดาแล้วนั่ง  ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.   พระศาสดาตรัสถามว่า  " เธอ
มารูปเดียวเท่านั้นหรือ ?"     ทรงสดับความที่พระเถระมากับภิกษุประมาณ
๕๐๐  รูป   ตรัสว่า  " ภิกษุพวกนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?"  เมื่อพระเถระกราบทูล
ว่า "ข้าพระองค์  เมื่อไม่ทราบจิตของพระองค์ จึงพักไว้ข้างนอก (ก่อน)
แล้วมาเฝ้า,"     ตรัสว่า  " จงเรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเถิด."   พระเถระได้
กระทำอย่างนั้น.
เที่ยวไปคนเดียวดีกว่าไปกับเพื่อนชั่ว
พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นแล้ว,   เมื่อภิกษุเหล่า-
นั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธ-
เจ้าผู้สุขุมาล    และเป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล,     พระองค์ผู้เดียวประทับยืนและ
ประทับนั่งอยู่ตลอดไตรมาส   ทรงทำกรรมที่ทำได้โดยยากแล้ว,   ผู้กระทำ
วัตรและปฏิวัตรก็ดี  ผู้ถวายวัตถุมีน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นก็ดี   ชะรอยจะ
มิได้มี,"  จึงตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  กิจทุกอย่าง  ช้างปาลิไลยกะทำแล้ว

<div id="256"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 256]]
แก่เรา,  อันที่จริง  การที่บุคคลเมื่อได้สหายผู้มีรูปเช่นนี้  อยู่ร่วมกัน  สมควร
แล้ว,    เมื่อบุคคลไม่ได้     การเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้นเป็นการประเสริฐ"
แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ไว้ในนาควรรคว่า :-
๗.   สเจ   ลเภถ  นิปก  สหาย
สทฺธึจร  สาธุวิหาริธีร
อภิภุยฺย  สพฺพานิ  ปริสฺสยานิ
จเรยฺย  เตนตฺตมโน   สตีมา.
โน  เจ  ลเภถ   นิปก  สหาย
สทฺธึจร   สาธุวิหาริธีร
ราชาว   รฏฺ   วิชิต  ปหาย
เอโก  จเร  มาตงฺครญฺเว  นาโค.
เอกสฺส  จริต   เสยฺโย           นตฺถิ    พาเล    สหายตา
เอโก    จเร  น   จ   ปาปานิ  กยิรา
อปฺโปสฺสุกฺโก   มาตงฺครญฺเญว  นาโค.
" ถ้าว่า   บุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา
ตัว  มีธรรมเครื่องอยู่อันดี    เป็นนักปราชญ์  ไว้เป็น
ผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้,  เขาพึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้น
เสียแล้ว    พึงเป็นผู้มีใจยินดี   มีสติ   เที่ยวไปกับ
สหายนั้น.   หากว่า  บุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา
เครื่องรักษาตัว  มีธรรมเครื่องอยู่เป็นอันดี  เป็นนัก
ปราชญ์  ไว้เป็นผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้,  เขาพึงเที่ยว

<div id="257"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 257]]
ไปคนเดียว    เหมือนพระราชาทรงละแว่นแคว้น   ที่
ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว         (หรือ)  เหมือนช้างชื่อว่า
มาตังคะ   ละโขลงแล้ว  เที่ยวไปในป่าตัวเดียวฉะนั้น.
ความเที่ยวไปแห่งบุคคลคนเดียวประเสริฐกว่า,   เพราะ
คุณเครื่องเป็นสหาย   ไม่มีอยู่ในชนพาล;  บุคคลนั้น
พึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป   เหมือนช้างชื่อมาตังคะ  ตัว
มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปอยู่ในป่าฉะนั้น     และ
ไม่พึงทำบาปทั้งหลาย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  นิปก   คือผู้ประกอบปัญญาเครื่องรักษา
ตน.
บทว่า สาธุวิหาริธีร   คือผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันเจริญ  เป็นบัณฑิต.
บทว่า ปริสฺสยานิ เป็นต้น  ความว่า  เขาเมื่อได้สหายผู้มีเมตตาเป็น
วิหารธรรมเช่นนั้น  พึงครอบงำอันตรายทั้งหลาย  คือ  " อันตรายที่ปรากฏ
มีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น  และอันตรายที่ปกปิด  มีราคะและโทสะเป็นต้น "
ทั้งหมดทีเดียวแล้ว    พึงเป็นผู้มีใจยินดี    มีสติมั่นคง  เที่ยวไป  คืออยู่กับ
สหายนั้น.
สองบทว่า  ราชาว  รฏฺ  ความว่า เหมือนพระราชาผู้ฤาษี  ทรงละ
แว่นแคว้นผนวชอยู่ฉะนั้น.    ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า    " พระราชาผู้มี
ภูมิประเทศอันพระองค์ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว   ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะ
เด็ดขาดแล้วเสีย   ด้วยทรงดำริว่า    ชื่อว่าความเป็นพระราชานี้    เป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาทอันใหญ่,      ประโยชน์อะไรของเราด้วยราชสมบัติที่เรา

<div id="258"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 258]]
ครอบครองแล้ว '    ลำดับนั้นแหละเสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่   ผนวชเป็นดาบส
แล้วเสด็จเที่ยวไปเฉพาะพระองค์เดียวในอิริยาบถทั้ง ๔ ฉันใด;      บุคคล
พึงเที่ยวไปเฉพาะผู้เดียวฉันนั้น."
สองบทว่า มาตงฺครญฺเว  นาโค  ความว่า เหมือนอย่างว่า  พระยา
ช้างตัวนี้ได้นามว่า    " มาตังคะ "    เพราะพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า    " เราแล
ย่อมอยู่นัวเนียด้วยพวกช้างพลาย  ช้างพัง  ช้างสะเทิ้น  และลูกช้างทั้งหลาย,
เราย่อมเคี้ยวกินหญ้าที่เขาเด็ดปลายแล้ว,    และเขาย่อมเคี้ยวกินกิ่งไม้อันพอ๑
หักได้ที่เขาหักลงแล้วๆ.    และเราย่อมดื่มน้ำที่ขุ่น,    เมื่อเราหยั่งลง  (สู่ท่า
น้ำ)    และก้าวขึ้น (จากท่าน้ำ)    เหล่าช้างพังย่อมเดินเสียดสีกายไป,    ถ้า
อย่างไร    เราตัวเดียวเท่านั้น      พึงหลีกออกไปจากโขลงอยู่ "    ดังนี้แล้ว
ดำเนินไปด้วยความรู้  ละโขลงแล้ว   ย่อมเที่ยวไปในป่านี้ตามสบายตัวเดียว
เท่านั้น    ในอิริยาบถทั้งปวง  ฉันใด;.    บุคคลพึงเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้น
แม้ฉันนั้น.
บทว่า  เอกสฺส  ความว่า ความเที่ยวไปแห่งบรรพชิตผู้ยินดียิ่งแล้ว
ในเอกีภาพ  ตั้งแต่กาลที่ตนบวช  ชื่อว่า ผู้ผู้เดียวเท่านั้นประเสริฐ.
บาทพระคาถาว่า นตฺถิ  พาเล   สหายตา  ความว่า  เพราะคุณธรรม
นี้   คือ  " จุลศีล    มัชฌิมศีล    มหาศีล    กถาวัตถุ  ๑๐    ธุดงคคุณ ๑๓
วิปัสสนาญาณ  มรรค  ผล ๔  วิชชา  ๓  อภิญญา ๖  อมตมหานิพพาน"
ชื่อว่าคุณเครื่องเป็นสหาย.        บุคคลไม่อาจบรรลุคุณเครื่องเป็นสหายนั้น
เพราะอาศัยเหล่าพาลชน    เพราะฉะนั้น     คุณเครื่องเป็นสหาย   จึงชื่อว่า
ไม่มีในพาลชน.
๑. สาขาภงฺค  ซึ่งรุกขาวัยวะอันบุคคลพึงหักคือกิ่งไม้.

<div id="259"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 259]]
บทว่า   เอโก   เป็นต้น    ความว่า  เพราะเหตุนี้      บุคคลพึงเป็นผู้
ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไปในอิริยาบถทั้งปวง,  และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย  แม้มี
ประมาณน้อย.    อธิบายว่า   " บุคคลนั้น     พึงเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป
เหมือนช้างชื่อมาตังคะ  ตัวมีความขวนขวายน้อย    คือไม่มีอาลัย  เที่ยวไป
ตามสบายในสถานที่ที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ  ในป่านี้ฉะนั้น,     และไม่พึงทำ
บาปทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย.
เพราะฉะนั้น  พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า  " แม้ท่าน
ทั้งหลาย    เมื่อไม่ได้สหายมีรูปเช่นนี้    พึงเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวเท่านั้น"
จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ในกาลจบเทศนา  ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้ง ๕๐๐  รูป  ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตแล้ว   ดังนี้แล.
เรื่องสัมพหุลภิกษุ  จบ.

<div id="260"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 260]]
๘.เรื่องมาร  [๒๓๙]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา    เมื่อประทับอยู่  ณ กุฎีซึ่งตั้งอยู่ในป่าที่ข้างป่าหิมพานต์
ทรงปรารภมาร  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " อตฺถมฺหิ "  เป็นต้น.
มารทูลให้พระศาสดาทรงครองราชสมบัติ
ได้ยินว่า  ในกาลนั้น  พระราชาทั้งหลายทรงครอบครองราชสมบัติ
เบียดเบียนเหล่ามนุษย์.   ครั้งนั้น      พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็น
มนุษย์ทั้งหลายถูกเบียดเบียนด้วยการลงอาชญา     ในรัชสมัยของพระราชา
ผู้มิได้ตั้งอยู่ในธรรม  ทรงดำริด้วยสามารถแห่งความกรุณาอย่างนี้ว่า  " เรา
อาจเพื่อจะครอบครองราชสมบัติโดยธรรม   ไม่เบียดเบียนเอง   ไม่ให้ผู้อื่น
เบียดเบียน   ไม่ชนะเอง   ไม่ให้ผู้อื่นชนะ   ไม่เศร้าโศกเอง   ไม่ให้ผู้อื่น
เศร้าโศก  หรือหนอ ?"
มารผู้มีบาปทราบพระปริวิตกข้อนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  จึง
ดำริว่า  " พระสมณโคดมทรงดำริว่า   ' เราอาจเพื่อครอบครองราชสมบัติ
หรือหนอ ?'   บัดนี้    พระสมณโคดมนั้น   จักเป็นผู้ใคร่เพื่อครอบครอง
ราชสมบัติ,   ก็ชื่อว่าราชสมบัตินี้    เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท,   เมื่อพระ-
สมณโคดมครอบครองราชสมบัตินั้นอยู่,    เราอาจเพื่อได้โอกาส;    เรา
จะไป,   จักยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแก่พระองค์."    แล้วเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดากราบทูลว่า  " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรง
ครองราชสมบัติ,    ขอพระสุคตเจ้าจงทรงครองราชสมบัติโดยธรรม    ไม่
เบียดเบียนเอง   ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน  ไม่ชนะเอง   ไม่ให้ผู้อื่นชนะ   ไม่
เศร้าโศกเอง  ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก."

<div id="261"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 261]]
พระศาสดาตรัสถามเหตุที่มารทูล
ครั้งนั้น  พระศาสดาตรัสกะมารนั้นว่า  " มารผู้มีบาป   ก็ท่านเห็น
อะไรของเรา    ผู้ซึ่งท่านกล่าวอย่างนี้ ?"    เมื่อมารกราบทูลว่า   " ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ     พระผู้มีพระภาคเจ้าแล   ทรงอบรมอิทธิบาททั้ง  ๔ ดีแล้ว,
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำนงหวัง  พึงทรงน้อมนึกถึงเขาหลวงหิมวันต์
ว่า  " จงเป็นทอง"  และเขาหลวงที่ทรงน้อมนึกถึงนั้น  พึงเป็นทองทีเดียว,
แม้ข้าพระองค์จักทำกิจที่ควรทำด้วยทรัพย์    เพื่อพระองค์,    เพราะเหตุนี้
พระองค์จักทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม"  ดังนี้แล้ว     ทรงยังมาร
ให้สังเวชด้วยคาถา๑เหล่านี้ว่า:-
" บรรพต    พึงเป็นของล้วนด้วยทองคำที่สุกปลั่ง,
แม้ความที่บรรพตนั้น  (ทวีขึ้น)    เป็น  ๒ เท่า๒    ก็ยัง
ไม่เพียงพอแก่บุคคลคนหนึ่ง  บุคคลทราบดังนี้แล้ว
พึงประพฤติแต่พอสม.  ผู้เกิดมาคนใด   ได้เห็นทุกข์
ว่ามีกามใดเป็นแดนมอบให้  (เป็นเหตุ),   ไฉนผู้ที่
เกิดมาคนนั้น   จะพึงน้อมไปในกามนั้นได้เล่า  ?  ผู้ที่
เกิดมารู้จักอุปธิ  (สภาพเข้าไปทรงไว้)  ว่า    '  เป็น
ธรรมเครื่องข้อง '  ในโลกแล้ว   พึงศึกษาเพื่อนำอุปธิ
นั้นนั่นแล  ออกเสีย."
แล้วตรัสว่า  " มารผู้ลามก  โอวาทของท่านเป็นอย่างอื่นทีเดียวแล,  ของ
เราก็เป็นอย่างอื่น  (คนละอย่างกัน ),      ขึ้นชื่อว่าการปรึกษาธรรมกับท่าน
๑.  ส.  ส.  ๑๕/๑๗๐.   ๒.  แม้ประชุมแห่งบรรพต  ๒ ลกก็ว่า.

<div id="262"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 262]]
ย่อมไม่มี,  เพราะเราย่อมสอนอย่างนี้"  แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้
ว่า:-
๘.        อตฺถมฺหิ     ชาตมฺหิ   สุขา   สหายา
ตุฏฺี   สุขา  ยา    อิตรีตเรน
ปุญฺ  สุข   ชีวิตสงฺขยมฺหิ
สพฺพสฺส  ทุกฺขสฺส  สุข  ปหาน.
สุขา  มตฺเตยฺยตา  โลเก           อโถ   เปตฺเตยฺยตา   สุขา
สุขา  สามญฺตา  โลเก           อโถ  พฺรหฺมญฺตา  สุขา
สุข  ยาว  ชรา  สีล                    สุขา  สทฺธา  ปติฏฺิตา
สุโข  ปญฺาย  ปฏิลาโภ           ปานาน   อกรณ  สุข.
" เมื่อความต้องการเกิดขึ้น         สหายทั้งหลายนำ
ความสุขมาให้,   ความยินดีด้วยปัจจัยนอกนี้ ๆ (ตาม
มีตามได้ )  นำความสุขมาให้,  บุญนำความสุขมาให้
ในขณะสิ้นชีวิต,  การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้  นำความ
สุขมาให้.   ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา  นำความสุข
มาให้ในโลก,  อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา  นำ
ความสุขมาให้.  ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ  นำ
ความสุขมาให้  ในโลก,   อนึ่ง  ความเป็นผู้เกื้อกูล
แก่พราหมณ์ นำความสุขมาให้.  ศีลนำความสุขมาให้
ตราบเท่าชรา,  ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว   นำความสุขมา
ให้,  การได้เฉพาะซึ่งปัญญา  นำความสุขมาให้,  การ
ไม่ทำบาปทั้งหลาย  นำความสุขมาให้."

<div id="263"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 263]]
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  อตฺถมฺหิ  ความว่า  ก็เมื่อกิจ  มีการ
ทำจีวรเป็นต้นก็ดี  มีการระงับอธิกรณ์เป็นต้นก็ดี   บังเกิดขึ้นแก่บรรพชิต
บ้าง.   (หรือ ) เมื่อกิจ   มีกสิกรรมเป็นต้นก็ดี   มีการถูกเหล่าชนผู้อาศัย
ร่วมด้วยฝักฝ่ายที่มีกำลังย่ำยีก็ดี   บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์บ้าง,   สหายเหล่าใด
สามารถเพื่อยังกิจนั้นให้สำเร็จได้   หรือให้สงบได้,    สหายผู้เห็นปานนั้น
นำความสุขมาให้.
สองบทว่า   ตุฏฺี   สุขา    ความว่า   ก็แม้คฤหัสถ์ทั้งหลาย   ผู้ไม่
สันโดษแล้วด้วยของแห่งตน    จึงปรารภทุจริตกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น,
แม้บรรพชิตทั้งหลายผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยปัจจัยของตน  จึงปรารภอเนสนา
มีประการต่าง ๆ,   เพราะเหตุนี้    คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองนั้น   จึงไม่
ประสพความสุขเลย;     เพราะฉะนั้น     ความสันโดษด้วยของมีอยู่แห่งตน
นอกนี้ ๆ  คือเล็กน้อยหรือมากมายนี่เอง  นำความสุขมาให้.
บทว่า  ปุญฺญ   ความว่า ก็บุญกรรมที่เริ่มทำไว้ตามอัธยาศัยอย่างไร
นั่นแล  นำความสุขมาให้ในมรณกาล.
บทว่า   สพฺพสฺส   ความว่า  อนึ่ง   พระอรหัต    กล่าวคือการละ
วัฏทุกข์ทั้งสิ้นได้นั่นแล  ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลกนี้.
การปฏิบัติชอบในมารดา  ชื่อว่า  มตฺเตยฺยตา.   การปฏิบัติชอบใน
บิดา  ชื่อว่า  เปตฺเตยฺยตา   การทะนุบำรุงมารดาบิดานี่แล  พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง.  อันที่จริง   มารดาและบิดาทราบว่า
บุตรทั้งหลายไม่บำรุงแล้ว      ย่อมฝังทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งตนเสียใน
แผ่นดินบ้าง  ย่อมสละให้แก่ชนเหล่าอื่นบ้าง,  อนึ่ง  การนินทาย่อมเป็นไป

<div id="264"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 264]]
แก่บุตรเหล่านั้นว่า    " คนพวกนี้ไม่ทะนุบำรุงมารดาบิดา,"   บุตรเหล่านั้น
ย่อมบังเกิดแม้ในคูถนรก     เพราะกายแตกทำลายไป;     ส่วนบุตรเหล่าใด
ทะนุบำรุงมารดาบิดาโดยเคารพ,     บุตรเหล่านั้นย่อมได้รับทรัพย์อันเป็น
ของมีอยู่ของมารดาบิดาเหล่านั้น     ทั้งย่อมได้ซึ่งการสรรเสริญ,     เพราะ
ร่างกายแตกทำลายไป   ย่อมบังเกิดในสวรรค์;    เพราะฉะนั้น     แม้ทั้งสอง
ข้อนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  " นำความสุขมาให้ "   ดังนี้.
การปฏิบัติชอบในบรรพชิตทั้งหลาย    ชื่อว่า  สามญฺตา.    การ
ปฏิบัติชอบในพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสาวกแห่งพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย   ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วเท่านั้น   ชื่อว่า  พฺรหฺมญฺตา.
ความเป็นคือการบำรุงพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธสาวก
ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยปัจจัย  ๔       พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแม้ด้วยบท
ทั้งสอง.  แม้ข้อนี้  พระองค์ก็ตรัสว่า  ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลก  (นี้).
บทว่า  สีล  เป็นต้น     ความว่า  แท้จริง   เครื่องอลังการทั้งหลาย
มีแก้วมณี   ตุ้มหู  และผ้าแดงเป็นต้น    ย่อมงดงามสำหรับชนผู้ตั้งอยู่แล้วใน
วัยนั้น ๆ เท่านั้น,  เครื่องอลังการของคนหนุ่ม  จะงดงามในกาลแก่   หรือ
เครื่องอลังการของคนแก่  จะงดงามในกาลหนุ่ม  ก็หาไม่,  อนึ่ง  (เครื่อง
อลังการที่ตกแต่งไม่ถูกกาลนี้) ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายถ่ายเดียว  เพราะ
ให้การครหาบังเกิดขึ้นว่า   " คนนั้นชะรอยจะเป็นบ้า"    ส่วนประเภทแห่ง
ศีลมีศีล ๕ และศีล ๑๐ เป็นต้น    ย่อมงดงามในทุก ๆ วัย  ทั้งแก่คนหนุ่ม
ทั้งแก่คนแก่ทีเดียว,   ย่อมนำมาแต่ความโสมนัสถ่ายเดียว   เพราะให้ความ
สรรเสริญบังเกิดขึ้นว่า "โอ   ท่านผู้นี้มีศีลหนอ "  เพราะฉะนั้น  พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  " สุข  ยาว  ชรา  สีล."

<div id="265"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 265]]
สองบทว่า   สทฺธา   ปติฏฺิตา   ความว่า   ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและ
โลกุตระแม้ทั้งสองอย่าง   เป็นคุณชาติไม่หวั่นไหว   ตั้งมั่นแล้วเทียว   นำ
ความสุขมาให้.
บาทพระคาถาว่า  สุโข  ปญฺาปฏิลาโภ   ความว่า  การได้เฉพาะ
ปัญญาแม้ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ  นำความสุขมาให้.
สองบทว่า  ปาปาน  อกรณ    ความว่า  อนึ่ง   การไม่กระทำบาป
ทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งเสตุฆาตะ  (คืออริยมรรค)    นำความสุขมาให้ใน
โลกนี้.
ในกาลจบเทศนา  ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก  ดังนี้แล.
เรื่องมาร  จบ.
นาควรรควรรณนา  จบ.
วรรคที่  ๒๓  จบ.
 

<div id="266"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 266]]
คาถาธรรมบท
 
ตัณหาวรรคที่  ๒๔๑
 
ว่าด้วยตัณหา
 
[๓๔]                ๑.  ตัณหาดุจเถาย่านทราย  ย่อมเจริญแต่คนผู้มี
ปกติประมาท     เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่
ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น   ตัณหา
นี้เป็นธรรมชาติลามก  มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ
ในโลก   ย่อมครอบงำบุคคลใด   ความโศกทั้งหลาย
ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น    ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกรด
แล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น   แต่ผู้ใดย่ำยีตัณหานั่นซึ่งเป็น
ธรรมชาติลามก  ยากที่ใครในโลกจะล่วงไปได้   ความ
โศกทั้งหลาย   ย่อมตกไปจากผู้นั้น  เหมือนหยาดน้ำ
ตกไปจากใบบัวฉะนั้น    เพราะฉะนั้น      เราบอกกะท่าน
ทั้งหลายว่า  ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดาที่
ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้    ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหา
เสียเถิด    ประหนึ่งผู้ต้องการแฝก     ขุดหญ้าคมบาง
เสียฉะนั้น  มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อย ๆ  ดุจ
กระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.
๒.  ต้นไม้  เมื่อรากไม่มีอันตราย  ยังมั่นคง  ถึง
บุคคลตัดแล้ว   ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว   แม้ฉันใด
๑.  วรรคนี้  มีอรรถกถา  ๑๒  เรื่อง.

<div id="267"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 267]]
ทุกข์นี้     เมื่อตัณหานุสัยอันบุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว
ย่อมเกิดขึ้นร่ำไป  แม้ฉันนั้น    กระแส (แห่งตัณหา)
๓๖ อันไหลไปรนอารมณ์เป็นที่พอใจ  เป็นธรรมชาติ
กล้า  ย่อมมีแก่บุคคลใด  ความดำริทั้งหลายอันใหญ่
อาศัยราคะย่อมนำบุคคลนั้นผู้มีทิฏฐิชั่วไป      กระแส
(แห่งตัณหาทั้งหลาย)  ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง
ตัณหาดุจเถาวัลย์แตกขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่   ก็ท่านทั้ง-
หลายเห็นตัณหานั้น   เป็นดังเถาวัลย์เกิดแล้ว   จงตัด
รากเสียด้วยปัญญา  โสมนัสทั้งหลายที่ซ่านไป  และ
เปื้อนตัณหาดุจยางเหนียวย่อมมีแก่สัตว์     สัตว์ทั้ง-
หลายนั้นอาศัยความสำราญ     จึงเป็นผู้แสวงหาความ
สุข    นระเหล่านั้นแล    ย่อมเป็นผู้เข้าถึงซึ่งชาติชรา
หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว     ย่อม
กระเสือกกระสน  เหมือนกระต่ายอันนายพรานดักได้
แล้วฉะนั้น    หมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสังโยชน์และกิเลส
เครื่องข้อง  ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ อยู่ช้านาน  หมู่สัตว์
อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว  ย่อมกระเสือก
กระสนเหมือนกระต่ายที่นายพรานดักได้แล้วฉะนั้น
เพราะเหตุนั้น    ภิกษุหวังธรรมเป็นที่สำรอกกิเลสแก่
ตน  พึงบรรเทาตัณหาผู้ทำความดิ้นรนเสีย.
๓. บุคคลใด    มีอาลัยดุจหมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่า
ออกแล้ว     น้อมไปในป่า (คือตปธรรม)  พ้นจากป่า

<div id="268"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 268]]
แล้ว   ยังแล่นไปสู่ป่าตามเดิม   ท่านทั้งหลายจงแลดู
บุคคลนั้นนั่นแล     เขาพ้นแล้ว  (จากเครื่องผูก)   ยัง
แล่นไปสู่เครื่องผูกตามเดิม.
๔. เครื่องจองจำใด    เกิดแต่เหล็ก    เกิดแต่ไม้
และเกิดแต่หญ้าปล้อง  ผู้มีปัญญาทั้งหลาย  หากล่าว
เครื่องจองจำนั้นว่าเป็นของมั่นคงไม่   ความกำหนัดใด
ของชนทั้งหลายผู้กำหนัดยินดียิ่งนัก  ในแก้วมณีและ
ตุ้มหูทั้งหลาย  และความเยื่อใยในบุตรและในภรรยา
ทั้งหลายใด    นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวความกำหนัด
และครามเยื่อใยนั้นว่ามั่นคง.
๕. สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ     ย่อมตกไปสู่
กระแสตัณหา     เหมือนแมลงมุมตกไปยังใยที่ตัวทำ
ไว้เองฉะนั้น     ธีรชนทั้งหลายตัดกระแสตัณหาแม้นั้น
แล้ว   เป็นผู้หมดห่วงใย   ละเว้นทุกข์ทั้งปวง.
๖. ท่านจงเปลื้อง  (อาลัย )  ในก่อนเสีย      จง
เปลื้อง ( อาลัย)   ข้างหลังเสีย     จงเปลื้อง  (อาลัย)
ในท่ามกลางเสีย   จึงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ  มีใจหลุดพ้น
ในธรรมทั้งปวง   จะไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.
๗. ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ถูกวิตกย่ำยี     มี
ราคะจัด    เห็นอารมณ์ว่างาม    บุคคลนั่นแลย่อมทำ
เครื่องผูกให้มั่น  ส่วนภิกษุใด  ยินดีในธรรมเป็นที่เข้า
ไประงับวิตก   เจริญอสุภฌานอยู่  มีสติทุกเมื่อ   ภิกษุ

<div id="269"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 269]]
นั่นแล   จักทำตัณหาให้สูญสิ้นได้   ภิกษุนั่น   จะตัด
เครื่องผูกแห่งมารได้.
๘.  (ผู้ใด)  ถึงความสำเร็จ  มีปกติไม่สะดุ้ง  มี
ตัณหาไปปราศแล้ว   ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนใจ   ได้
ตัดลูกศรอันให้ไปสู่ภพทั้งหลายเสียแล้ว      กายนี้
(ของผู้นั้น) ชื่อว่าไม่มีที่สุด  (ผู้ใด)   มีตัณหาไป
ปราศแล้ว    ไม่มีความถือมั่น    ฉลาดในบทแห่งนิรุตติ
รู้ที่ประชุมแห่งอักษรทั้งหลาย      และรู้เบื้องต้นและ
เบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย  ผู้นั้นแล  มีสรีระมีใน
ที่สุด   เราย่อมเรียกว่า  ผู้มีปัญญามาก   เป็นมหาบุรุษ.
๙.  เราเป็นผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด     รู้ธรรม
ทุกอย่าง   ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง   ละธรรมได้แล้ว
ทุกอย่าง       พ้นแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง
ตัณหา รู้เองแล้ว จะพึงอ้างใครเล่า ( ว่าเป็นอุปัชฌาย์
อาจารย์)
๑๐. ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งปวง      รสแห่ง
ธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง   ความยินดีในธรรม  ย่อม
ชนะความยินดีทั้งปวง    ความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อม
ชนะทุกข์ทั้งปวง.
๑๑. โภคะทั้งหลาย  ย่อมฆ่าคนทรามปัญญา  แต่
ไม่ฆ่าคนผู้แสวงหาฝั่งโดยปกติ       คนทรามปัญญา

<div id="270"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 270]]
ย่อมฆ่าตนเหมือนฆ่าผู้อื่น   เพราะความทะยานอยาก
ในโภคะ.
๑๒. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ   หมู่สัตว์นี้ก็มี
ราคะเป็นโทษ   ฉะนั้นแล    ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศ-
จากราคะ   จึงเป็นของมีผลมาก   นาทั้งหลายมีหญ้า
เป็นโทษ หมู่สัตว์ก็มีโทสะเป็นโทษฉะนั้นแล   ทาน
ที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโทสะ   จึงมีผลมาก   นาทั้ง-
หลายมีหญ้าเป็นโทษ     หมู่สัตว์นี้ก็มีโมหะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล   ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโมหะจึงมีผล
มาก  นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ  หมู่สัตว์นี้ก็มีความ
อยากเป็นโทษ  ฉะนั้นแล  ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจาก
ความอยาก   จึงมีผลมาก.
จบตัณหาวรรคที่  ๒๔

<div id="271"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 271]]
๒๔.  ตัณหาวรรควรรณนา
 
๑.  เรื่องปลาชื่อกปิละ  [๒๔๐]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน   ทรงปรารภปลาชื่อกปิละ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มนุชสฺส "  เป็นต้น.
สองพี่น้องออกบวช
ได้ยินว่า  ในอดีตกาล  ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่ากัสสป   ปรินิพพานแล้ว    กุลบุตรสองคนพี่น้องออกบวชในสำนักแห่ง
พระสาวกทั้งหลาย.
บรรดากุลบุตรสองคนนั้น    คนพี่ได้ชื่อว่าโสธนะ,  คนน้องชื่อกปิละ.
ส่วนมารดาของคนทั้งสองนั้น    ชื่อว่าสาธนี,    น้องสาวชื่อตาปนา.    แม้
หญิงทั้งสองนั้น     ก็บวชแล้วใน  ( สำนัก ) ภิกษุณี.    เมื่อคนเหล่านั้นบวช
แล้วอย่างนั้น      พี่น้องทั้งสองทำวัตรและปฏิวัตรแก่พระอาจรรย์และพระ-
อุปัชฌายะอยู่    วันหนึ่ง    ถามว่า  " ท่านขอรับ   ธุระในพระศาสนานี้มี
เท่าไร ?"    ได้ยินว่า    " ธุระมี ๒ อย่าง    คือ  คันถธุระ  ๑   วิปัสสนา-
ธุระ  ๑,"   ภิกษุผู้เป็นพี่คิดว่า  " เราจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ"  อยู่ในสำนัก
แห่งพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์  ๕ พรรษาแล้ว     เรียนกัมมัฏฐานจน
ถึงพระอรหัต   เข้าไปสู่ป่าพยายามอยู่   ก็บรรลุพระอรหัตผล.
น้องชายเมาในคันถธุระ
ภิกษุน้องชายคิดว่า      " เรายังหนุ่มก่อน,    ในเวลาแก่จึงจักบำเพ็ญ

<div id="272"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 272]]
วิปัสสนาธุระ "   จึงเริ่มตั้งคันถธุระ   เรียนพระไตรปิฎก.   บริวารเป็นอัน
มากได้เกิดขึ้น   เพราะอาศัยปริยัติของเธอ,   ลาภก็ได้เกิดขึ้น   เพราะอาศัย
บริวาร.   เธอเมาแล้วด้วยความเมาในความเป็นผู้สดับมาก  อันความทะยาน
อยากในลาภครอบงำแล้ว    เพราะเป็นผู้สำคัญตัวว่าฉลาดยิ่ง   ย่อมกล่าวแม้
สิ่งที่เป็นกัปปิยะ   อันคนเหล่าอื่นกล่าวแล้วว่า   " เป็นอกัปปิยะ,"    กล่าว
แม้สิ่งที่เป็นอกัปปิยะว่า     " เป็นกัปปิยะ,"    กล่าวแม้สิ่งที่มีโทษว่า  " ไม่มี
โทษ,"  กล่าวแม้สิ่งไม่มีโทษว่า " มีโทษ."   เธอแม้อันภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
ทั้งหลายกล่าวว่า  " คุณกปิละ    คุณอย่าได้กล่าวอย่างนี้ "    แล้ว      แสดง
ธรรมและวินัยกล่าวสอนอยู่   ก็กล่าวว่า " พวกท่านจะรู้อะไร ?  พวกท่าน
เช่นกับกำมือเปล่า"  เป็นต้นแล้ว   ก็เที่ยวขู่ตวาดภิกษุทั้งหลายอยู่.
น้องชายไม่เชื่อพี่
ครั้งนั้น  ภิกษุทั้งหลายบอกเนื้อความนั้นแม้แก่พระโสธนเถระผู้เป็น
พี่ชายของเธอแล้ว.     แม้พระโสธนะเถระเข้าไปหาเธอแล้ว     ตักเตือนว่า
" คุณกปิละ       ก็การปฏิบัติชอบของภิกษุทั้งหลายผู้เช่นเธอชื่อว่าเป็นอายุ
พระศาสนา;     เพราะฉะนั้น  เธออย่าได้ละการปฏิบัติชอบแล้ว      กล่าว
คัดค้านสิ่งที่เป็นกัปปิยะเป็นต้นอย่างนั้นเลย."      เธอมิได้เอื้อเฟื้อถ้อยคำแม้
ของท่าน.   แม้เมื่อเป็นเช่นนี้    พระเถระก็ตักเตือนเธอ ๒ - ๓ ครั้ง  ทราบ
เธอผู้ไม่รับคำตักเตือนว่า    " ภิกษุนี้ไม่ทำตามคำของเรา"     จึงกล่าวว่า
" คุณ  ถ้าดังนั้น  เธอจักปรากฏด้วยกรรมของตน   ดังนี้แล้ว  หลีกไป.
น้องชายเสียคนเพราะถูกทอดทิ้ง
จำเดิมแต่นั้น   ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รัก   แม้เหล่าอื่น  ทอดทิ้ง

<div id="273"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 273]]
เธอแล้ว.     เธอเป็นผู้มีความประพฤติชั่ว     อันพวกผู้มีความประพฤติชั่ว
แวดล้อมอยู่   วันหนึ่ง   คิดว่า  " เราจักสวดปาติโมกข์ "   จึงถือพัดไปนั่ง
บนธรรมาสน์ในโรงอุโบสถแล้ว   ถามว่า   " ผู้มีอายุ  ปาติโมกข์ย่อมเป็นไป
เพื่อภิกษุทั้งหลายผู้ประชุมกันแล้วในที่นี้หรือ ?"   เห็นภิกษุทั้งหลายนิ่งเสีย
ด้วยคิดว่า  " ประโยชน์อะไร    ด้วยคำโต้ตอบที่เราให้แก่ภิกษุ ?"    จึง
กล่าวว่า    " ผู้มีอายุ    ธรรมก็ดี    วินัยก็ดี    ไม่มี,    ประโยชน์อะไรด้วย
ปาติโมกข์   ที่พวกท่านจะฟังหรือไม่ฟัง"  ดังนี้แล้ว    ก็ลุกไปจากอาสนะ.
เธอยังศาสนาคือปริยัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปให้
เสื่อมลงแล้วด้วยอาการอย่างนี้.    แม้พระโสธนเถระก็ปรินิพพานในวันนั้น
เอง.
ในกาลสิ้นอายุ   ภิกษุกปิละเกิดในอเวจีมหานรก.   มารดาและน้อง-
สาวของเธอแม้นั้น    ถึงทิฏฐานุคติของเธอนั่นแล   ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลาย
ผู้มีศีลเป็นที่รักแล้ว  ก็บังเกิดในอเวจีมหานรกนั้นเหมือนกัน.
โจรเกิดในเทวโลกด้วยอำนาจของศีล
ก็ในกาลนั้น  บุรุษ  ๕๐๐ คนทำโจรกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้น
เป็นอยู่ด้วยกิริยาของโจร   ถูกพวกมนุษย์ในชนบทตามจับแล้ว   หนีเข้าป่า
ไม่เห็นที่พึ่งอะไรในป่านั้น        เห็นภิกษุผู้อยู่ในป่าเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง
ไหว้แล้ว     กล่าวว่า  " ท่านผู้เจริญ    ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้า
เถิด."
พระเถระกล่าวว่า   " ชื่อว่าที่พึ่งเช่นกับศีล  ย่อมไม่มีแก่ท่านทั้งหลาย,
พวกท่านแม้ทั้งหมดจงสมาทานศีล ๕  เถิด."
โจรเหล่านั้นรับว่า   " ดีละ"   ดังนี้แล้ว   สมาทานศีลทั้งหลาย.

<div id="274"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 274]]
ลำดับนั้น   พระเถระตักเตือนโจรเหล่านั้นว่า   " บัดนี้    พวกท่าน
เป็นผู้มีศีล;     พวกท่านไม่ควรล่วงศีลแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเลย;     ความ
ประทุษร้ายทางใจ  ก็ไม่ควรทำ."   โจรเหล่านั้นรับว่า  " ดีละ "  แล้ว.
ครั้งนั้น   ชาวชนบทเหล่านั้น (มา) ถึงที่นั้นแล้ว    ค้นหาข้างโน้น
ข้างนี้    พบโจรเหล่านั้นแล้ว    ก็ช่วยกันปลงชีวิตเสียทั้งหมด.    พวกโจร
เหล่านั้นทำกาละแล้ว     ก็บังเกิดในเทวโลก.    หัวหน้าโจรได้เป็นหัวหน้า
เทพบุตร.
เทพบุตรถือปฏิสนธิในตระกูลชาวประมง
เทพบุตรเหล่านั้น  ท่องเที่ยวไปในเทวโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง   ด้วย
อำนาจอนุโลมและปฏิโลม      ในพุทธุปบาทกาลนี้     บังเกิดแล้วในบ้าน
ชาวประมง ๕๐๐ ตระกูล   ใกล้ประตูพระนครสาวัตถี.   หัวหน้าเทพบุตร
ถือปฏิสนธิในเรือนของหัวหน้าชาวประมง,    พวกเทพบุตรนอกนี้    ถือ
ปฏิสนธิในเรือนชาวประมงนอกนี้.    การถือปฏิสนธิและการออกจากท้อง
มารดาแห่งชนเหล่านั้น  ได้มีแล้วในวันเดียวกันทั้งนั้น  ด้วยประการฉะนี้.
หัวหน้าชาวประมงให้คนเที่ยวแสวงหาว่า  " พวกทารกแม้เหล่าอื่น
ในบ้านนี้   เกิดแล้วในวันนี้มีอยู่บ้างไหม ?"  ได้ยินความที่ทารกเหล่านั้น
เกิดแล้ว   จึงสั่งให้ ๆ ทรัพย์ค่าเลี้ยงดูแก่ชาวประมงเหล่านั้น     ด้วยตั้งใจว่า
" พวกทารกนั้น    จักเป็นสหายของบุตรเรา."    ทารกเหล่านั้นแม้ทุกคน
เป็นสหายเล่นฝุ่นร่วมกัน      ได้เป็นผู้เจริญวัยโดยลำดับแล้ว     บรรดาเด็ก
เหล่านั้น  บุตรของหัวหน้าชาวประมงได้เป็นผู้เยี่ยมโดยยศและอำนาจ.
กปิละเกิดเป็นปลาใหญ่
แม้ภิกษุกปิละ     ไหม้ในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่งแล้ว      ในกาลนั้น

<div id="275"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 275]]
บังเกิดเป็นปลาใหญ่ในแม่น้ำอจิรวดี  มีสีเหมือนทองคำ  มีปากเหม็น  ด้วย
เศษแห่งวิบาก.
ต่อมาวันหนึ่ง   สหายเหล่านั้นปรึกษากันว่า   " เราจักจับปลา "   จึง
ถือเอาเครื่องจับสัตว์น้ำมีแหเป็นต้น     ทอดไปในแม่น้ำ.   ทีนั้นปลานั้นได้
เข้าไปสู่ภายในแหของคนเหล่านั้น.   ชาวบ้านประมงทั้งหมด   เห็นปลานั้น
แล้ว     ได้ส่งเสียงเอ็ดอึงว่า  " ลูกของพวกเราเมื่อจับปลาครั้งแรก     จับได้
ปลาทองแล้ว,   คราวนี้    พระราชาจักพระราชทานทรัพย์แก่เราเพียงพอ."
สหายแม้เหล่านั้นแล   เอาปลาใส่เรือ   ยกเรือขึ้นแล้วก็ไปสู่พระราชสำนัก.
แม้เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลานั้น  ตรัสว่า     " นั่นอะไร ? "
พวกเขาได้กราบทูลว่า    " ปลา  พระเจ้าข้า."   พระราชาทอดพระเนตรเห็น
ปลามีสีเหมือนทองคำ  ทรงดำริว่า   " พระศาสดาจักทรงทราบเหตุที่ปลานั่น
เป็นทองคำ"  ดังนี้แล้ว  รับสั่งให้คนถือปลา  ได้เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มี-
พระภาคเจ้า.   เมื่อปากอันปลาพออ้าเท่านั้น  พระเชตวันทั้งสิ้น  ได้มีกลิ่น
เหม็นเหลือเกิน.
พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า  " พระเจ้าข้า   เพราะเหตุไร   ปลา
จึงมีสีเหมือนทองคำ ?   และเพราะเหตุไร    กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปาก
ของมัน ? "
พระศาสดา.  มหาบพิตร  ปลานี้ได้เป็นภิกษุชื่อกปิละ   เป็นพหูสูต
มีบริวารมาก   ในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป,
ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำแล้ว     ด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ไม่ถือคำ
ของตน   ยังพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป  ให้
เสื่อมลงแล้ว .     เขาบังเกิดในอเวจีด้วยกรรมนนั้นแล้ว      บัดนี้เกิดเป็นปลา

<div id="276"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 276]]
ด้วยเศษแห่งวิบาก;   ก็เพราะเธอบอกพระพุทธวจนะ   กล่าวสรรเสริญคุณ
พระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน,   จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำนี้    ด้วยผลแห่ง
กรรมนั้น.    เธอได้เป็นผู้บริภาษภิกษุทั้งหลาย    กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจาก
ปากของเธอ  ด้วยผลแห่งกรรมนั้น;  มหาบพิตร  อาตมภาพจะให้ปลานั้น
พูด.
พระราชา.  ให้พูดเถิด  พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น    พระศาสดาตรัสถามปลาว่า  " เจ้าชื่อกปิละหรือ  ? "
ปลา.  พระเจ้าข้า   ข้าพระองค์ชื่อกปิละ.
พระศาสดา.  เจ้ามาจากที่ไหน ?
ปลา.   มาจากอเวจีมหานรก  พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.  พระโสธนะพี่ชายใหญ่ของเจ้าไปไหน ?
ปลา.  ปรินิพพานแล้ว   พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.   ก็นางสาธนีมารดาของเจ้าเล่าไปไหน ?
ปลา.  เกิดในนรก  พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.  นางตาปนาน้องสาวของเจ้าไปไหน ?
ปลา.  เกิดในมหานรก   พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.  บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน ?
ปลาชื่อกปิละกราบทูลว่า  " จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม พระเจ้าข้า "
ดังนี้แล้ว   อันความเดือดร้อนครอบงำแล้ว   เอาศีรษะฟาดเรือ    ทำกาละ
ในทันทีนั่นเอง   เกิดในนรกแล้ว.   มหาชนได้สลดใจมีโลมชาติชูชันแล้ว.
พระศาสดาตรัสกปิลสูตร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูวาระจิตของบริษัทผู้ประชุม

<div id="277"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 277]]
กันในขณะนั้น       เพื่อจะทรงแสดงธรรมให้สมควรแก่ขณะนั้น  จึงตรัส
กปิลสูตรในสุตตนิบาต๑ว่า     " นักปราชญ์ทั้งหลาย    ได้กล่าวการประพฤติ
ธรรม ๑   การประพฤติพรหมจรรย์ ๑   นั่น   ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด"   ดังนี้
เป็นต้นแล้ว  ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-
๑.        มนุชสฺส  ปมตฺตจาริโน
ตณฺห  วฑฺฒติ  มาลุวา  วิย
โส  ปลวตี  หุราหุร
ผลมิจฺฉว  วนสฺมึ  วานโร.
ย  เอสา  สหตี  ชมฺมี                  ตณฺหา  โลเก   วิสตฺติกา
โสกา  ตสฺส  ปวฑฺฒนฺติ             อภิวฑฺฒว  พีรณ.
โย    เจ  ต    สหตี   ชมฺมึ             ตณฺห  โลเก  ทุรจฺจย
โสกา  ตมฺหา  ปปตนฺติ                อุทพินฺทุว  โปกฺขรา.
ต   โว   วทามิ  ภทฺท   โว             ยาวนฺเตตฺถ  สมาคตา
ตณฺหาย   มูล    ขณถ                    อุสีรตฺโถว   พีรณ.
มา   โว   นฬ  ว  โสโตว              มาโร   ภญฺชิ   ปุนปฺปุน.
" ตัณหา   ดุจเถาย่านทราย  ย่อมเจริญแก่คนผู้มี
ปกติประพฤติประมาท.   เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อย
ใหญ่   ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น.
ตัณหานี้เป็นธรรมชาติลามก  มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์
ต่าง ๆ ในโลก    ย่อมครอบงำบุคคลใด   ความโศก
ทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น,  ดุจหญ้าคมบางอัน
๑.  ขุ.  สุ. ๒๕/ ข้อ ๓๒๑.  ธรรมจริยสูตร.

<div id="278"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 278]]
ฝนตกรดแล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น,   แต่ผู้ใด   ย่อมย่ำยี
ตัณหานั่น  ซึ่งเป็นธรรมชาติลามก  ยากที่ใครในโลก
จะล่วงไปได้,   ความโศกทั้งหลาย   ย่อมตกไปจากผู้
นั้น  เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น.  เพราะ-
ฉะนั้น   เราบอกกะท่านทั้งหลายว่า  ความเจริญจงมี
แก่ท่านทั้งหลาย        บรรดาที่ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้
ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหาเสียเถิด,      ประหนึ่งผู้
ต้องการแฝก   ขุดหญ้าคมบางเสียฉะนั้น,    มารอย่า
ระรานท่านทั้งหลายบ่อย ๆ    ดุจกระแสน้ำระรานไม้
อ้อฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า  ปมตฺตจาริโน   ความว่า  ฌานไม่เจริญ
เทียว  วิปัสสนา  มรรค  และผล   ก็ไม่เจริญ   แก่บุคคลผู้มีปกติประพฤติ
ประมาท    ด้วยความประมาท    มีการปล่อยสติเป็นลักษณะ    อธิบายว่า
เหมือนอย่างว่า   เครือเถาย่านทรายร้อยรัด   รึงรัดต้นไม้อยู่   ย่อมเจริญเพื่อ
ความพินาศแห่งต้นไม้นั้นฉันใด,    ตัณหาก็ฉันนั้น    ชื่อว่าเจริญแก่บุคคล
นั้น  เพราะอาศัยทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บาทพระคาถาว่า โส ปริปฺล๑วติ  หุราหุร  ความว่า  บุคคลนั้น  คือ
ผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา  ย่อมเร่ร่อนคือแล่นไปในภพน้อยใหญ่.  ถามว่า
" เขาย่อมเร่ร่อนไปเหมือนอะไร ? "    แก้ว่า  " เหมือนวานรตัวปรารถนา
ผลไม้ โลดไปในป่าฉะนั้น."    อธิบายว่า  วานรเมื่อปรารถนาผลไม้ ย่อม
โลดไปในป่า.   มันจับกิ่งไม้นั้น ๆ ปล่อยกิ่งนั้นแล้ว    จับกิ่งอื่น.   ปล่อย
๑.  บาลีเป็น  ปลวตี.

<div id="279"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 279]]
กิ่งแม้นั้นแล้ว   จับกิ่งอื่น   ย่อมไม่ถึงความเป็นสัตว์ที่บุคคลควรกล่าวได้ว่า
" มันไม่ได้กิ่งไม้จึงนั่งเจ่าแล้ว "   ฉันใด;  บุคคลผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน    เร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่   ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้ที่
ใคร ๆ ควรพูดได้ว่า   " เขาไม่ได้อารมณ์แล้ว    จึงถึงความไม่เป็นไปตาม
ความทะเยอทะยาน."
บทว่า ย  เป็นต้น  ความว่า  ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖  นี้  ชื่อ
ว่า   ลามก   เพราะความเป็นของชั่ว  ถึงซึ่งอันนับว่า ' วิสตฺติกา '  เพราะ
ความที่ตัณหานั้น     เป็นธรรมชาติซ่านไป    คือว่าข้องอยู่ในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น    โดยความเป็นดุจอาหารเจือด้วยพิษ   โดยความเป็นดุจดอกไม้เจือ
ด้วยพิษ  โดยความเป็นคุณผลไม้เจือด้วยพิษ โดยความเป็นดุจเครื่องบริโภค
เจือด้วยพิษ     ย่อมครอบงำบุคคลใด,    ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะเป็นมูล
ย่อมเจริญยิ่งในภายในของบุคคลนั้น      เหมือนหญ้าคมบางที่ฝนตกรดอยู่
บ่อย ๆ  ย่อมงอกงามในป่าฉะนั้น.
บทว่า   ทุรจฺจย  เป็นต้น  ความว่า  ก็บุคคลใด  ย่อมข่ม   คือย่อม
ครอบงำตัณหานั่น    คือมีประการที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว    ชื่อว่ายากที่ใครจะ
ล่วงได้  เพราะเป็นของยากจะก้าวล่วงคือละได้,   ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะ
เป็นมูล    ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น;    คือไม่ตั้งอยู่ได้เหมือนหยาดน้ำตกไป
บนใบบัว   คือบนใบดอกปทุม  ไม่ติดอยู่ได้ฉะนั้น.
หลายบทว่า  ต   โว  วทามิ  คือ  เพราะเหตุนั้น   เราขอกล่าวกะท่าน
ทั้งหลาย.
สองบทว่า    ภทฺท  โว  ความว่า   ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย,
อธิบายว่า  ท่านทั้งหลาย  อย่าได้ถึงความพินาศ   ดุจกปิลภิกษุรูปนี้.

<div id="280"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 280]]
บทว่า   มูล  เป็นต้น   ความว่า   ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหา
อันเป็นไปในทวาร  ๖  นี้   ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยพระอรหัตมรรค.   ถาม
ว่า  " ขุดรากแห่งตัณหานั้น  เหมือนอะไร ?  แก้ว่า  " เหมือนผู้ต้องการแฝก
ขุดหญ้าคมบางฉะนั้น."  อธิบายว่าบุรุษผู้ต้องการแฝก  ย่อมขุดหญ้าคมบาง
ด้วยจอบใหญ่ฉันใด;     ท่านทั้งหลาย  จงขุดรากแห่งตัณหานั้นเสียฉันนั้น.
สองบาทคาถา๑ว่า  มา  โว  นฬ  ว   โสโตว  มาโร  ภญฺชิ  ปุนปฺปุน
ความว่า   กิเลสมาร   มรณมาร  และเทวบุตรมาร   จงอย่าระรานท่านทั้ง-
หลายบ่อย ๆ เหมือนกระแสน้ำพัดมาโดยกำลังแรง  ระรานไม้อ้อซึ่งเกิดอยู่
ริมกระแสน้ำฉะนั้น.
ในกาลจบเทศนา       บุตรของชาวประมงทั้ง  ๕๐๐  ถึงความสังเวช
ปรารถนาการทำที่สุดแห่งทุกข์  บวชในสำนักพระศาสดา  ทำที่สุดแห่งทุกข์
ต่อกาลไม่นานเท่าไร   ได้เป็นผู้มีการบริโภคเป็นอันเดียว   โดยธรรมเป็น
เครื่องบริโภค     คืออเนญชวิหารธรรมและสมาปัตติธรรม   ร่วมกับพระ-
ศาสดา   ดังนี้แล.
เรื่องปลาชื่อกปิละ  จบ.
๑.  กึ่งพระคาถาสุดท้าย.

<div id="281"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 281]]
๒.  เรื่องนางลูกสุกร  [๒๔๑]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน    ทรงปรารภนางลูกสุกร
กินคูถตัวหนึ่ง  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " ยถาปิ  มูเล "  เป็นต้น.
พระศาสดาตรัสบุรพกรรมของนางลูกสุกร
ได้ยินว่า   วันหนึ่ง    พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์   เพื่อ
บิณฑบาต  ทอดพระเนตรเห็นนางลูกสุกรตัวหนึ่ง   จึงได้ทรงทำการแย้ม
(พระโอษฐ์) ให้ปรากฏ.     เมื่อพระองค์ทรงทำการแย้ม (พระโอษฐ์) อยู่
พระอานนทเถระได้เห็นมณฑลแห่งทัสสโนภาส        ซึ่งเปล่งออกจากช่อง
พระโอษฐ์     จึงทูลถามเหตุแห่งการแย้ม (พระโอษฐ์) ว่า       " พระเจ้าข้า
อะไรหนอแลเป็นเหตุ ?     อะไรเป็นปัจจัยแห่งการทำการแย้มให้ปรากฏ."
ลำดับนั้น   พระศาสดาตรัสกะพระอานนท์นั้นว่า   " อานนท์  เธอ
เห็นนางลูกสุกรนั่นไหม ? "
พระอานนท์.   เห็น  พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.  นางลูกสุกรนั้น   ได้เกิดเป็นแม่ไก่  อยู่ในที่ใกล้โรงฉัน
แห่งหนึ่ง  ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ,   นาง
ไก่นั้น    ฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุผู้เป็นโยคาวจรรูปหนึ่ง    สาธยาย
วิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว  ได้เกิดในราชตระกูล  เป็น
ราชธิดาพระนามว่า  อุพพรี,  ในกาลต่อมา   พระนางเสด็จเข้าไปยังสถาน
เป็นที่ถ่ายอุจจาระ  ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วยังปุฬวกสัญญาให้เกิด
ขึ้นในที่นั้น  ได้ปฐมฌานแล้ว,  พระนางดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนสิ้นอายุ

<div id="282"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 282]]
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว     เกิดในพรหมโลก,      ก็แลพระนางครั้นจุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว     สับสนอยู่ด้วยอำนาจคติ    จึงเกิดแล้วในกำเนิดสุกรใน
บัดนี้,   เราเห็นเหตุนี้    จึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ.
ภิกษุทั้งหลายมีพระอานนทเถระเป็นประมุข     สดับเรื่องนั้นแล้วได้
ความสังเวชเป็นอันมาก.
ราคตัณหาให้โทษมาก
พระศาสดา   ทรงยังความสังเวชให้เกิดแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว     เมื่อ
จะทรงประกาศโทษแห่งราคตัณหา  ประทับยืนอยู่ระหว่างถนนนั่นเอง  ได้
ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๒.        ยถาปิ  มูเล  อนุปทฺทเว   ทเฬฺห
ฉินฺโนปิ  รุกฺโข  ปุนเรว   รูหติ
เอวมฺปิ  ตณฺหานุสเย  อนูหเต
นิพฺพตฺตติ  ทุกฺขมิท  ปุนปฺปุน.
ยสฺส  ฉตฺตึสตีโสตา            มนาปสฺสวนา  ภุสา
มหา  วหนฺติ  ทุทฺทิฏฺึ         สงฺกปฺปา  ราคนิสฺสิตา.
สวนฺติ  สพฺพธี  โสตา           ลตา  อุพฺภิชฺช  ติฏฺติ
ตญฺจ          ทิสฺวา  ลต  ชาต          มูล  ปญฺญาย  ฉินฺทถ.
สริตานิ   สิเนหิตานิ  จ
โสมนสฺสานิ  ภวนฺติ  ชนฺตุโน
เต  สาตสิตา สุเขสิโน
เต  เว  ชาติชรูปคา  นรา.
ตสิณาย ปุรกฺขตา  ปชา

<div id="283"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 283]]
ปริสปฺปนฺติ  สโสว  พาธิโต
สโยชนสงฺคสตฺตา
ทุกฺขมุเปนฺติ  ปุนปฺปุน  จิราย.
ตสิณาย  ปุรกฺขตา   ปชา
ปริสปฺปนฺติ  สโสว  พาธิโต
ตสฺมา  ตสิณ  วิโนทเย
ภิกฺขุ  อากงฺข  วิราคมตฺตโน.
" ต้นไม้  เมื่อรากไม่มีอันตราย  ยังมั่นคง  ถึง
บุคคลตัดแล้ว  ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว   แม้ฉันใด,
ทุกข์นี้   เมื่อตัณหานุสัย   อันบุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว
ย่อมเกิดขึ้นร่ำไป  แม้ฉันนั้น.   กระแส (แห่งตัณหา)
๓๖ อันไหลไปในอารมณ์เป็นที่พอใจ   เป็นธรรมชาติ
กล้า  ย่อมมีแก่บุคคลใด,  ความดำริทั้งหลายอันใหญ่
อาศัยราคะย่อมนำฉุดบุคคลนั้น  ผู้มีทิฏฐิชั่วไป.  กระแส
(แห่งตัณหาทั้งหลาย)   ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง
ตัณหาดุจเถาวัลย์แตกขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่,  ก็ท่านทั้ง-
หลายเห็นตัณหานั้น  เป็นดังเถาวัลย์เกิดแล้ว  จงตัด
รากเสียด้วยปัญญาเถิด.    โสมนัสทั้งหลายที่ซ่านไป
และเปื้อนตัณหาดุจยางเหนียว๑ ย่อมมีแก่สัตว์,  สัตว์
ทั้งหลายนั้น    อาศัยความสำราญ     จึงเป็นผู้แสวงหา
ความสุข,   นระเหล่านั้นแล  ย่อมเป็นผู้เข้าถึงซึ่งชาติ
๑. โดยพยัญชนะแปลว่า  เป็นไปแล้วกับด้วยตัณหาดุจยางเหนียว.

<div id="284"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 284]]
ชรา.    หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว
ย่อมกระเสือกกระสน   เหมือนกระต่ายอันนายพราน
ดักได้แล้วฉะนั้น,    หมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสังโยชน์และ
กิเลสเครื่องข้อง   ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ อยู่ช้านาน.
หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว    ย่อม
กระเสือกกระสนเหมือนกระต่ายที่นายพรานดักได้แล้ว
ฉะนั้น.   เพราะเหตุนั้น   ภิกษุหวังธรรมเป็นที่สำรอก
กิเลสแก่ตน  พึงบรรเทาตัณหาผู้ทำควานดิ้นรนเสีย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  มูเล  เป็นต้น  ความว่า  เมื่อรากทั้ง  ๕
(ของต้นไม้ใด)  ซึ่งทอดตรงแน่วไปใน ๔ ทิศ  และในภายใต้ ชื่อว่าไม่มี
อันตราย  เพราะอันตรายชนิดใดชนิดหนึ่ง   บรรดาอันตรายมีการตัด  การ
ผ่า    และการเจาะเป็นต้น      ชื่อว่ามั่นคง     เพราะถึงความเป็นของมั่นคง
ต้นไม้ (นั้น)   แม้ถูกบุคคลรานแล้ว ณ เบื้องบน  ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว
ด้วยอำนาจกิ่งใหญ่น้อย   ฉันใด,.  ทุกข์นี้  ที่ต่างด้วยทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น
เมื่ออนุสัยคือความนอนเนื่องแห่งตัณหาอันเป็นไปทางทวาร ๖    อันพระ-
อรหัตมรรคญาณยังไม่ขจัด  คือยังตัดไม่ขาดแล้ว  ย่อมเกิดร่ำไปในภพนั้นๆ
จนได้  ฉันนั้นนั่นแล.
บทว่า  ยสฺส  เป็นต้น    ความว่า    ตัณหาประกอบด้วยกระแส ๓๖
ด้วยสามารถแห่งตัณหาวิจริตเหล่านี้   คือตัณหาวิจริตอิงอายตนะภายใน  ๑๘๑
ตัณหาวิจริตอิงอายตนะภายนอก ๑๘๒  ด้วยประการฉะนี้    ชื่อว่าไหลไปใน
๑.  ๒.  ดูความพิสดารใน  อภิ.  วิ.  ๓๕/๕๓๐.

<div id="285"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 285]]
อารมณ์เป็นที่ชอบใจ   เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า    ย่อมไหลไป   คือเป็นไป
ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น    อันเป็นที่ชอบใจ   เป็นธรรมชาติกล้า   คือมีกำลัง
ย่อมมีแก่บุคคลใด,   ความดำริทั้งหลาย   ชื่อว่าเป็นธรรมชาติใหญ่    เพราะ
ความเป็นของใหญ่     โดยอันเกิดขึ้นบ่อย  ๆ    ไม่อาศัยฌานหรือวิปัสสนา
อาศัยราคะ    ย่อมนำบุคคลนั้นผู้ชื่อว่ามีทิฏฐิชั่ว    เพราะความเป็นผู้มีญาณ
วิบัติไป.
บาทพระคาถาว่า  สวนฺติ  สพฺพธี  โสตา   ความว่า    กระแสตัณหา
เหล่านี้      ชื่อว่าย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง     เพราะไหลไปในอารมณ์
ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น    ด้วยอำนาจแห่งทวารมีจักษุทวารเป็นต้น   หรือเพราะ
ตัณหาทั้งหมด  คือรูปตัณหา  สัททตัณหา  คันธตัณหา  รสตัณหา  โผฏ-
ฐัพพตัณหา  ธรรมตัณหา  ไหลไปในภพทั้งปวง.
บทว่า  ลตา   ความว่า   ตัณหาได้ซึ่งว่า  ลตา   เพราะอรรถวิเคราะห์
ว่า   เป็นเหมือนเครือเถา    โดยอรรถว่า  เป็นเครื่องพัวพัน   และโดยอรรถ
ว่า   เป็นเครื่องรึงรัดไว้.
สองบทว่า   อุพฺภิชฺช  ติฏฺติ   ความว่า   ตัณหาดุจเถาวัลย์เกิดขึ้น
โดยทวาร ๖ แล้ว   ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น.
สองบทว่า  ตญฺจ    ทิสฺวา    ความว่า    ก็ท่านเห็นตัณหาดังเครือเถา
นั้น   ด้วยอำนาจแห่งที่มันเกิดแล้วว่า   " ตัณหานี้     เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้น
ในปิยรูปและสาตรูปนี้."
บทว่า ปญฺาย   ความว่า   ท่านทั้งหลายจงตัดที่ราก   ด้วยมรรค
ปัญญา  ดุจบุคคลตัดซึ่งเครือเถาที่เกิดในป่าด้วยมีดฉะนั้น.

<div id="286"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 286]]
บทว่า สริตานิ   คือแผ่ซ่านไป  ได้แก่ซึมซาบไป.
บทว่า  สิเนหิตานิ  จ  ความว่า  และเปื้อนตัณหาเพียงดังยางเหนียว
ด้วยอำนาจตัณหาเพียงดังยางเหนียว   อันเป็นไปในบริขาร   มีจีวรเป็นต้น,
อธิบายว่า  อันยางเหนียวคือตัณหาฉาบทาแล้ว.
บทว่า โสมนสฺสานิ  ความว่า  โสมนัสทั้งหลายเห็นปานนั้น   ย่อม
มีแก่สัตว์ผู้เป็นไปในอำนาจตัณหา.
สองบทว่า  เต  สาตสิตา  ความว่า   บุคคลเหล่านั้น     คือผู้เป็นไป
ในอำนาจแห่งตัณหา    เป็นผู้อาศัยความสำราญ   คืออาศัยความสุขนั่นเอง
จึงเป็นผู้แสวงหาความสุข   คือเป็นผู้เสาะหาความสุข.
บทว่า  เต  เว   เป็นต้น    ความว่า   เหล่านระผู้เห็นปานนี้ย่อมเข้าถึง
ความเกิด   ความแก่   ความเจ็บ   และความตายแท้   ฉะนั้นจึงเป็นผู้ชื่อว่า
เข้าถึงชาติและชรา.
บทว่า ปชา  เป็นต้น     ความว่า    สัตว์เหล่านี้เป็นผู้อันตัณหาที่ถึง
ซึ่งอันนับว่า  " ตสิณา "  (ความดิ้นรน)   เพราะทำซึ่งความสะดุ้งแวดล้อม
คือห้อมล้อมแล้ว.
บทว่า   พาธิโต    ความว่า (สัตว์เหล่านั้น)   ย่อมกระเสือกกระสน
คือ  หวาดกลัว  ดุจกระตายตัวที่นายพรานดักได้ในป่าฉะนั้น.
บทว่า  สโยชนสงฺคตฺตา  ความว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อันสังโยชน์
๑๐  อย่าง    และกิเลสเรื่องข้องคือราคะเป็นต้นผูกไว้แล้ว    หรือเป็นผู้ติด
แล้วในสังโยชน์เป็นต้นนั้น.

<div id="287"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 287]]
บทว่า  จิราย   ความว่า    สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงทุกข์มีชาติเป็นต้น
ร่ำไปสิ้นกาลนาน  คือตลอดระยะกาลยืดยาว.
บทว่า  ตสฺมา  เป็นต้น    ความว่า  เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้อันตัณหา
ซึ่งทำความสะดุ้งล้อมไว้   คือรึงรัดไว้แล้ว,    ฉะนั้น    เมื่อภิกษุปรารถนา
หวังอยู่ซึ่งธรรมที่สิ้นกำหนัด    คือพระนิพพาน   อันเป็นที่ไปปราศกิเลสมี
ราคะเป็นต้นเพื่อตน    พึงบรรเทา    คือพึงขับไล่นำออกทิ้งเสียซึ่งตัณหาผู้
ทำความสะดุ้งนั้น  ด้วยพระอรหัตมรรคนั่นเทียว.
ในกาลจบเทศนา   ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
นางลูกสุกรแม้นั้นแล    จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    เกิดในราชตระกูล
ในสุวรรณภูมิ,   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    เกิดในกรุงพาราณสีเหมือนอย่าง
นั้นแหละ,   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    เกิดในเรือนพ่อค้าม้าที่ท่าสุปปารกะ,
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว      เกิดในเรือนของนายเรือที่ท่าคาวิระ,      จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว   เกิดในเรือนของอิสรชน   ในเมืองอนุราธบุรี,   จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว  เกิดเป็นธิดาในเรือนของกุฏุมพีชื่อสุมนะ  ในเภกกันตคาม
ในทิศทักษิณของเมืองนั้นแล้ว  ชื่อสุมนา  ตามชื่อ (ของกุฎุมพีนั้น).  ต่อมา
บิดาของนาง  เมื่อชนทั้งหลายทิ้งบ้านนั้นแล้ว  ได้ไปสู่แคว้นทีฆวาปีอยู่ใน
บ้านชื่อมหามุนีคาม.  อำมาตย์ของพระเจ้าทุฏฐคามณี  นามว่าลกุณฏกอติม-
พระ   ไปที่บ้านนั้นด้วยกรณียกิจบางอย่าง    เห็นนางแล้ว     ทำการมงคล
อย่างใหญ่   พานางไปสู่บ้านมหาปุณณคามแล้ว.   ครั้งนั้น  พระมหาอตุล-
เถระผู้อยู่ในมหาวิหารชื่อโกฏิบรรพต   เที่ยวไปในบ้านนั้น  เพื่อบิณฑบาต-

<div id="288"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 288]]
ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนาง     เห็นนางแล้ว      จึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า
" ผู้มีอายุทั้งหลาย   ชื่อว่านางลูกสุกร  ถึงความเป็นภรรยาของมหาอำมาตย์
ชื่อลกุณฏกอติมพระแล้ว,   โอ !  น่าอัศจรรย์จริง."   นางฟังคำนั้นแล้วเพิก
ภพในอดีตขึ้นได้ กลับได้ญาณอันเป็นเหตุระลึกชาติ.   ในขณะนั้นนั่นเอง
นางมีความสังเวชเกิดขึ้นแล้ว     อ้อนวอนสามีบวชในสำนักพระเถรีผู้ประ-
กอบด้วยพละ ๕  ด้วยอิสริยยศอย่างใหญ่   ได้ฟังกถาพรรณนามหาสติปัฏ-
ฐานสูตร   ในติสสมหาวิหารแล้ว  ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล,   ภายหลัง   เมื่อ
พระเจ้าทุฏฐคามณีทรงปราบทมิฬได้แล้ว        พระสุมนาเถรีไปสู่บ้านเภก-
กันตคาม  ซึ่งเป็นที่อยู่ของมารดาบิดานั่นเทียว   อยู่ในบ้านนั้น   ฟังอาสี-
วิสูปมสูตรในกัลลกมหาวิหาร   บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ในวันปรินิพพาน    นางถูกพวกภิกษุณีซักถามแล้ว   ได้เล่าประวัติ
ทั้งหมดนี้อย่างละเอียด๑    แก่ภิกษุณีสงฆ์  แล้วสนทนากับพระมหาติสสเถระ
ผู้กล่าวบทแห่งธรรม    ผู้มีปกติอยู่ในมณฑลาราม ณ  ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ผู้
ประชุมกันแล้ว    กล่าวว่า  " ในกาลก่อน   ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดมนุษย์แล้ว
เป็นแม่ไก่   ถึงการตัดศีรษะจากสำนักเหยี่ยวในอัตภาพนั้นแล้ว  (ไป)  เกิด
ในกรุงราชคฤห์    แล้วบวชในสำนักนางปริพาชิกาทั้งหลาย     แล้วเกิดใน
ภูมิปฐมฌาน   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    เกิดในตระกูลเศรษฐี   ต่อกาลไม่
นานนัก   จุติแล้วไปสู่กำเนิดสุกร   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว  ไปสู่สุวรรณภูมิ
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    ไปสู่เมืองพาราณสี    จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปสู่
ท่าสุปปารกะ   จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปสู่ท่าคาวิระ  จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
ไปสู่เมืองอนุราธบุรี  จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่บ้านเภกกันตคาม,  ข้าพเจ้า
๑. นิรนฺตร  แปลว่า  หาระหว่างมิได้  ถือความแปลตามนั้น.

<div id="289"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 289]]
ได้ถึงอัตภาพ ๑๓   อันสูง ๆ ต่ำ ๆ อย่างนั้น  ด้วยประการฉะนี้   บัดนี้  เกิด
ในอัตภาพอันอุกฤษฏ์แล้ว      ขอให้ท่านทั้งหลายแม้ทั้งหมด    จงยังธรรม
เป็นกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด."    ดังนี้แล้ว    ยัง
บริษัท  ๔  ให้สังเวชแล้วปรินิพพาน  ดังนี้แล.
เรื่องนางลูกสุกร  จบ.

<div id="290"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 290]]
๓.  เรื่องวิพภันตกภิกษุ  [๒๔๒]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา    เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน    ทรงปรารภวิพภันตก-
ภิกษุ๑รูปหนึ่ง  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย  นิพฺพนฏฺโ "  เป็นต้น.
เธอสึกออกไปทำโจรกรรมเลี้ยงชีพ
ได้ยินว่า  ภิกษุรูปหนึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ  แม้
ยังฌาน  ๔  ให้เกิดขึ้นแล้ว  เห็นรูปารมณ์อันเป็นวิสภาค (ข้าศึก)  ในเรือน
ของนายช่างทองผู้เป็นลุงของตน  มีจิตปฏิพัทธ์ในรูปารมณ์นั้น   สึกแล้ว.
ต่อมา   เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน        พวกมนุษย์จึงไล่เขาผู้ไม่
ปรารถนาจะทำการงาน   ออกเสียจากเรือน.   เขาเที่ยวเลี้ยงชีพอยู่ด้วยโจร-
กรรม  เพราะการคลุกคลีด้วยมิตรชั่ว.
ต่อมาในวันหนึ่ง    พวกราชบุรุษจับเขาได้แล้ว     มัดแขนไพล่หลัง
ผูกอย่างมั่นคง   เฆี่ยนด้วยหวายทุก ๆ ทาง  ๔  แพร่ง   แล้วนำไปสู่ตะแลง-
แกง.
พระเถระ    เข้าไปเพื่อเที่ยวบิณฑบาต  เห็นเขาถูกพวกราชบุรุษนำ
ไปโดยประตูด้านทักษิณ  จึงขอให้พวกราชบุรุษผ่อนเครื่องจองจำให้หย่อน
แล้ว   พูดว่า  " เธอจงระลึกถึงกัมมัฏฐานที่เธอเคยสั่งสมแล้วในก่อนอีก."
เขาได้ความเกิดขึ้นแห่งสติเพราะโอวาทนั้นแล้ว       ได้ยังจตุตถฌานให้เกิด
ขึ้นอีก.
ลำดับนั้น   พวกราชบุรุษนำเขาไปสู่ตะแลงแกง     ให้เขานอนหงาย
บนหลาว  ด้วยคิดว่า  " พวกเราจักฆ่าเสีย."  เขาไม่กลัว  ไม่สะดุ้ง.
๑.  ภิกษุผู้หมุนไปผิด (สึก).

<div id="291"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 291]]
พวกมนุษย์ประหลาดใจเพราะเห็นเขาไม่กลัว
ลำดับนั้น    มนุษย์ทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในทิศาภาคนั้น ๆ   แม้เงือดเงื้อ
เครื่องประหารทั้งหลายมีดาบ    หอก    และโตมร๑เป็นต้นแก่เขา    เห็นเขา
มิได้สะดุ้งเลย   ต่างพูดว่า  " ผู้เจริญทั้งหลาย   พวกท่านจงดูบุรุษคนนี้เถิด,
เขาไม่หวั่นไหว  ไม่สะทกสะท้านในท่ามกลางแห่งบุรุษผู้มีอาวุธในมือ  แม้
หลายร้อยคน,    โอ ! น่าอัศจรรย์จริง"    ดังนี้แล้วเกิดมีความอัศจรรย์และ
ประหลาดใจ  บันลือลั่นสนั่น (ไป)   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา.
พระราชาทรงสดับเหตุนั้นแล้ว      ตรัสว่า  " พวกท่านจงปล่อยเขา
เสียเถิด"   ดังนี้แล้ว   เสด็จไปแม้ยังสำนักพระศาสดา   กราบทูลเนื้อความ
นั้นแล้ว.
พระศาสดา   ทรงเปล่งพระโอภาสไปแล้ว    เมื่อจะทรงแสดงธรรม
แก่เข่า   จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๓.    โย  นิพฺพนฏฺโ    วนาธิมุตฺโต
วนมุตฺโต  วนเมว     ธาวติ
ต  ปุคฺคลเมว   ปสฺสถ
มุตฺโต  พนฺธนเมว  ธาวติ.
" บุคคลใด   มีอาลัยดุจหมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่าออก
แล้ว   น้อมไปในป่า  (คือตปธรรม)  พ้นจากป่าแล้ว
ยังแล่นไปสู่ป่าตามเดิม,   ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้น
นั่นแล;    เขาพ้นแล้ว (จากเครื่องผูก)    ยังแล่นไปสู่
เครื่องผูกตามเดิม."
๑.  โตมร  หอกซัด.

<div id="292"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 292]]
แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า   " บุคคลใด   ชื่อว่ามีอาลัยดุจหมู่ไม้
อันตั้งอยู่ในป่าออกแล้ว        เพราะความที่ตนละทิ้งหมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่า
กล่าวคืออาลัยในความเป็นคฤหัสถ์แล้วบวช   น้อมไปในป่าคือตปะ   กล่าว
คือวิหารธรรม    เป็นผู้พ้นจากป่าคือตัณหา     ซึ่งจัดเป็นเครื่องผูกคือการ
ครองเรือนแล้ว  ยังแล่นไปหาป่าคือตัณหานั่นแหละ  อันเป็นเครื่องผูกคือ
การครองเรือนนั้นอีก,  ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้นอย่างนั้น;    บุคคลนั่น
พ้นจากเครื่องผูกคือการครองเรือนแล้ว        ยังแล่นไปสู่เครื่องผูกคือการ
ครองเรือนอีกทีเดียว.
เขานั่งฟังธรรมเทศนานี้    อยู่บนปลายหลาว   ในระหว่างพวกราช-
บุรุษนั่นแล    เริ่มตั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแล้ว    ยก (จิต) ขึ้นสู่
ไตรลักษณ์   พิจารณาอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายบรรลุโสดาปัตติผลแล้วเสวยสุข
เกิดแต่สมาบัติอยู่    เหาะขึ้นสู่เวหาสมาสู่สำนักพระศาสดาทางอากาศนั่นเอง
ถวายบังคมพระศาสดาแล้วบวช    ได้บรรลุพระอรหัต  ณ  ท่ามกลางบริษัท
พร้อมด้วยพระราชานั่นเอง  ดังนี้แล.
เรื่องวิพภันตกภิกษุ  จบ.

<div id="293"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 293]]
๔.  เรื่องเรือนจำ   [๒๔๓]
 
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา     เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน      ทรงปรารภเรือนจำ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " น  ต  ทฬฺห "  เป็นต้น.
พวกภิกษุเห็นโจรถูกจองจำนึกแปลกใจ
ดังได้สดับมา    ในกาลครั้งหนึ่ง  พวกราชบุรุษนำพวกโจร  ผู้ตัดช่อง
ผู้ปล้นในหนทางเปลี่ยว   และผู้ฆ่ามนุษย์เป็นอันมาก   ทูลเสนอแด่พระเจ้า
โกศลแล้ว .    พระราชารับสั่งให้จองจำโจรเหล่านั้นไว้    ด้วยเครื่องจองจำ
คือขื่อ  เครื่องจองจำคือเชือก   และเครื่องจองจำคือตรวนทั้งหลาย.   พวก
ภิกษุชาวชนบท    แม้มีประมาณ ๓๐ รูปแล    ใคร่จะเฝ้าพระศาสดา    มา
เฝ้าถวายบังคมแล้ว     ในวันรุ่งขึ้นเที่ยวไปในกรุงสาวัตถี    เพื่อบิณฑบาต
ไปถึงเรือนจำเห็นโจรเหล่านั้น    กลับจากบิณฑบาตแล้ว    เข้าไปเฝ้าพระ-
ตถาคตเจ้าในเวลาเย็น    กราบทูลถามว่า  " พระเจ้าข้า    วันนี้    พวกข้า
พระองค์กำลังเที่ยวไปบิณฑบาต      เห็นโจรเป็นอันมากในเรือนจำ     ถูก
จองจำด้วยเครื่องจองจำคือขื่อเป็นต้น      เสวยทุกข์มาก     พวกเขาย่อมไม่
อาจเพื่อจะตัดเครื่องจองจำเหล่านั้นหนีไปได้;   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ขึ้น
ชื่อว่าเครื่องจองจำชนิดอื่น    ที่มั่นคงกว่าเครื่องจองจำเหล่านั้น    มีอยู่หรือ
เครื่องจองจำคือกิเลสตัดได้ยากยิ่ง
พระศาสดาตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย    เครื่องจองจำเหล่านั้นจะชื่อว่า
เครื่องจองจำอะไร;      ส่วนเครื่องจองจำคือกิเลส  กล่าวคือตัณหา   ใน

<div id="294"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 294]]
สวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ทั้งหลาย    มีทรัพย์คือ   ข้าวเปลือก
บุตรและภรรยาเป็นต้น      เป็นเครื่องจองจำที่มั่นคงกว่าเครื่องจองจำคือขื่อ
เป็นต้นเหล่านั้น      ด้วยอันคูณด้วยร้อย   คูณด้วยพัน    คูณด้วยแสน,   แต่
โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย        ตัดเครื่องจองจำนั่นแม้ชนิดใหญ่ที่ตัดได้ยาก
ด้วยประการดังนี้แล้ว   เข้าสู่ป่าหิมพานต์บวช."   ดังนี้แล้ว   ทรงนำอดีต
นิทานมา (ตรัส) ว่า
" ในอดีตกาล        เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุง
พาราณสี        พระโพธิสัตว์เกิดแล้วในตระกูลคฤหบดีตกยากตระกูลหนึ่ง.
เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัย    บิดาได้ทำกาละแล้ว.    พระโพธิสัตว์นั้นทำ
การรับจ้างเลี้ยงมารดา.  ต่อมา  มารดากระทำนางกุลธิดาคนหนึ่งไว้ในเรือน
เพื่อพระโพธิสัตว์นั้น    ผู้ไม่ปรารถนาเลย    ในกาลต่อมาก็ได้กระทำกาละ
แล้ว.    ฝ่ายภรรยาของพระโพธิสัตว์นั้นตั้งครรภ์แล้ว.    พระโพธิสัตว์นั้น
ไม่ทราบว่าครรภ์ตั้งขึ้นเลย    จึงกล่าวว่า " นางผู้เจริญ      หล่อนจงทำการ
รับจ้างเลี้ยงชีพเถิด,  ฉันจักบวช."
นางกล่าวว่า  " นาย  ครรภ์ตั้งขึ้นแล้วแก่ดิฉันมิใช่หรือ ?   เมื่อดิฉัน
คลอดแล้ว    ท่านจักเห็นทารกแล้ว    จึงบวช."  พระโพธิสัตว์นั้น   รับว่า
" ดีละ "  ในกาลแห่งนางคลอดแล้ว  จึงอำลาว่า " นางผู้เจริญ  หล่อนคลอด
โดยสวัสดีแล้ว,    บัดนี้   ฉันจักบวชละ. "   ทีนั้นนางกล่าวกะพระโพธิสัตว์
นั้นว่า  " ท่านจงรอ  เวลาที่ลูกน้อยของท่านหย่านมก่อน "   แล้วก็ตั้งครรภ์
อีก.
พระโพธิสัตว์นั้นดำริว่า   " เราไม่สามารถจะให้นางคนนี้ยินยอมแล้ว

<div id="295"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 295]]
ไปได้.  เราจักไม่บอกแก่นางละ  จักหนีไปบวช."  ท่านไม่บอกแก่นางเลย
ลุกขึ้นแล้วในส่วนราตรี  หนีไปแล้ว.
ครั้งนั้น  คนรักษาพระนครได้จับท่านไว้แล้ว.  ท่านกล่าวว่า  "นาย
ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้เลี้ยงมารดา,    ขอท่านทั้งหลายจงปล่อยข้าพเจ้าเสียเถิด"
ให้เขาปล่อยตนแล้ว   พักอยู่ในที่แห่งหนึ่ง  แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์  บวช
เป็นฤาษี   ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้ว   เล่นฌานอยู่.   ท่านอยู่ในที่
นั้นนั่นเอง   เปล่งอุทานขึ้นว่า   " เครื่องผูกคือบุตรและภรรยา   เครื่องผูก
คือกิเลส  อันบุคคลตัดได้โดยยาก   ชื่อแม้เห็นปานนั้น  เราตัดได้แล้ว."
พระศาสดาทรงแสดงเครื่องจองจำ  ๒ อย่าง
พระศาสดา   ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว    เมื่อจะทรงประกาศ
อุทานที่พระโพธิสัตว์นั้นเปล่งแล้ว   ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔.        น   ต  ทฬฺห   พนฺธนมาหุ  ธีรา
ยทายส   ทารุช   ปพฺพชญฺจ
สารตฺตรตฺตา  มณิกุณฺฑเลสุ
ปุตฺเตสุ   ทาเรสุ   จ   ยา  อเปกฺขา.
เอต   ทฬฺห  พนฺธนมาหุ  ธีรา
โอหาริน   สิถิล   ทุปฺปมุญฺจ
เอตปิ   เฉตฺวาน   ปริพฺพชนฺติ
อนเปกฺขิโน  กามสุข   ปหาย.
" เครื่องจองจำใด  เกิดแต่เหล็ก  เกิดแต่ไม้  และ
เกิดแต่หญ้าปล้อง   ผู้มีปัญญาทั้งหลาย   หากล่าวเครื่อง
 


<div id="296"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 296]]
จองจำนั้น    ว่าเป็นของมั่นคงไม่.     ความกำหนัดใด
ของชนทั้งหลายผู้กำหนัด   ยินดียิ่งนัก    ในแก้วมณี
และตุ้มหูทั้งหลาย  และความเยื่อใยในบุตร๑   แลใน
ภรรยาทั้งหลายใด,  นักปราชญ์ทั้งหลาย  กล่าวความ
กำหนัดและความเยื่อใยนั่นว่า    เป็นเครื่องจองจำอัน
มั่นคง  มีปกติเหนี่ยวลง   อันหย่อน  (แต่)  เปลื้องได้
โดยยาก.   นักปราชญ์ทั้งหลาย   ตัดเครื่องผูกแม้นั่น
แล้ว  เป็นผู้ไม่มีไยดี   ละกามสุขแล้วบวช.๒"
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ธีรา   เป็นต้น   ความว่า  บุรุษผู้เป็น
บัณฑิตทั้งหลาย    มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น     หากล่าวเครื่องจองจำที่เกิดแต่
เหล็ก   กล่าวคือตรวน   ชื่อว่า  เกิดแต่เหล็ก  ที่เกิดแต่ไม้  กล่าวคือ  ชื่อ  คา
และเครื่องจองจำคือเชือก   ที่เขาเอาหญ้าปล้อง   หรือวัตถุอย่างอื่น   มีปอ
เป็นต้น    ฟันทำเป็นเชือก   ว่า  " เป็นของมั่นคง"  ไม่,   เพราะความเป็น
เครื่องจองจำ  ที่บุคคลสามารถตัดด้วยศัสตราทั้งหลาย  มีดาบเป็นต้นได้.
บทว่า  สารตฺตรตฺตา  ได้แก่  เป็นผู้กำหนัดนักแล้ว,  อธิบายว่า  ผู้
กำหนัดด้วยราคะจัด.
บทว่า  มณิกุณฺฑเลสุ   คือในแก้วมณีและตุ้มหูทั้งหลาย,   อีกอย่าง
หนึ่ง (คือ)  ในตุ้มหูทั้งหลายอันวิจิตรด้วยแก้วมณี.
บทว่า   ทฬฺห  ความว่า  ความกำหนัดใด  ของชนทั้งหลาย  ผู้กำหนัด
๑.  แปลเติมอย่างอรรถกถา.     ๒. ขุ.  ธ. ๒๕/๖๐, ชา. ทุก. ๒๗/ข้อ ๒๕๑.  อรรถกถา
๓/๑๘๕.  พันธนาคารชาดก.

<div id="297"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 297]]
ยินดียิ่งนัก    ในแก้วมณีและตุ้มหูทั้งหลายนั่นแล  และความเยื่อใย  คือความ
ทะยานอยากได้ในบุตรและภรรยาใด,    บุรุษผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย    ย่อม
กล่าวความกำหนัดและความเยื่อใยนั่น    อันเป็นเครื่องผูกซึ่งสำเร็จด้วยกิเลส
ว่า " มั่น. "
บทว่า โอหาริน  ความว่า ชื่อว่า มีปกติเหนี่ยวลง  เพราะย่อมฉุดลง
คือนำไปในเบื้องต่ำ  เพราะคร่ามาแล้วให้ตกไปในอบาย   ๔.
บทว่า  สิถิล   ความว่า  ชื่อว่า  หย่อน   เพราะย่อมไม่บาดผิวหนัง
และเนื้อ  คือย่อมไม่นำโลหิตออกในที่ที่ผูก  ได้แก่ ไม่ให้รู้สึกแม้ความเป็น
เครื่องผูก   ย่อมให้ทำการงานทั้งหลาย  ในที่ทั้งหลายมีทางบกและทางน้ำ
เป็นต้นได้.
บทว่า  ทุปฺปมุญฺจ     ความว่า  ชื่อว่า  เปลื้องได้โดยยาก    ก็เพราะ
เครื่องผูกคือกิเลส        อันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความโลภแม้คราวเดียว
ย่อมเป็นกิเลสชาตอันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก   เหมือนเต่าเปลื้องจากที่เป็น
ที่ผูกได้ยากฉะนั้น.
สองบทว่า  เอตปิ  เฉตฺวาน   ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่อง
ผูกคือกิเลสนั่น   แม้อันมั่นอย่างนั้น   ด้วยพระขรรค์คือญาณ   เป็นผู้หมด
ความเยื่อใย   ละกามสุขแล้ว   เว้นรอบ   คือหลีกออก,   อธิบายว่า   ย่อม
บวช.
ในกาลจบเทศนา   ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย    มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น    ดังนี้แล.
เรื่องเรือนจำ   จบ.

<div id="298"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 298]]
๕.  เรื่องพระนางเขมา  [๒๔๔]
 
ข้อความเบื้องต้น
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน  ทรงปรารภพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าพิมพิสาร   พระนามว่าเขมา   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   " เย
ราครตฺตา"   เป็นต้น .
หนามบ่งหนาม
ได้สดับมา    พระนางเขมานั้นตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของ
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า   ได้เป็นผู้มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใสอย่างเหลือเกิน.
ก็พระนางได้ทรงสดับว่า   " ทราบว่า   พระศาสดาตรัสติโทษของรูป"   จึง
ไม่ปรารถนาจะเสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา.  พระราชาทรงทราบความที่
พระอัครมเหสีนั้นมัวเมาอยู่ในรูป    จึงตรัสให้พวกนักกวีแต่งเพลงขับเกี่ยว
ไปในทางพรรณนาพระเวฬุวัน       แล้วก็รับสั่งให้พระราชทานแก่พวกนัก
ฟ้อนเป็นต้น.     เมื่อนักฟ้อนเหล่านั้นขับเพลงเหล่านั้นอยู่    พระนางทรง
สดับแล้ว      พระเวฬุวันได้เป็นประหนึ่งไม่เคยทอดพระเนตรและทรงสดับ
แล้ว.     พระนางตรสถามว่า    " พวกท่านขับหมายถึงอุทยานแห่งไหน ?"
เมื่อพวกนักขับทูลว่า   "  หมายอุทยานเวฬุวันของพระองค์ พระเทเทวี" ก็ได้
ทรงปรารถนาจะเสด็จไปพระอุทยาน.      พระศาสดาทรงทราบการเสด็จมา
ของพระนาง   เมื่อประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัทแล   จึงทรง
นิรมิตหญิงรูปงาม  ยืนถือพัดก้านตาลพัดอยู่ที่ข้างพระองค์
ฝ่ายพระนางเขมาเทวี    เสด็จเข้าไปอยู่แล    ทอดพระเนตรเห็นหญิง
นั้น   จึงทรงดำริว่า    " ชนทั้งหลาย   ย่อมพูดกันว่า   ' พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

<div id="299"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 299]]
ตรัสโทษของรูป,'   ก็หญิงนี้    ยืนพัดอยู่ในสำนักของพระองค์,   เราไม่เข้า
ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยวของหญิงนี้,  รูปหญิงเช่นนี้  เราไม่เคยเห็น,  ชนทั้งหลาย
เห็นจะกล่าวตู่พระศาสดา   ด้วยคำไม่จริง"  ดังนี้แล้ว  ก็มิใส่ใจถึงเสียงพระ-
ดำรัสของพระตถาคต  ได้ประทับยืนทอดพระเนตรดูหญิงนั้นนั่นแล.
ในร่างกายนี้ไม่มีสาระ
พระศาสดาทรงทราบเนื้อความที่พระนางมีมานะจัดเกิดขึ้นในรูปนั้น
เมื่อจะทรงแสดงรูปนั้นด้วยอำนาจวัยมีปฐมวัยเป็นต้น    จึงทรงแสดงทำให้
เหลือเพียงกระดูกในที่สุด   โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
พระนางเขมาพอทอดพระเนตรเห็นรูปนั้น  จึงทรงดำริว่า  " รูปนั้น
แม้เห็นปานนี้     ก็ถึงความสิ้นความเสื่อมไปโดยครู่เดียวเท่านั้น,    สาระใน
รูปนี้   ไม่มีหนอ ?"
พระศาสดาทรงตรวจดูวาระจิตของพระนางเขมานั้นแล้ว    จึงตรัสว่า
" เขมา  เธอคิดว่า   ' สาระมีอยู่ในรูปนี้หรือ ?'    เธอจงดูความที่รูปนั้นหา
สาระมิได้  ในบัดนี้"    แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
" เขมา  เธอจงดูร่างกายอันอาดูร  ไม่สะอาดเน่า
เปื่อย   ไหลออกทั้งข้างบน  ไหลออกทั้งข้างล่าง  อันคน
พาลทั้งหลาย   ปรารถนายิ่งนัก."
ในกาลจบพระคาถา  พระนางดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ลำดับนั้น  พระศาสดาตรัสกะพระนางว่า   " เขมา สัตว์เหล่านี้   เยิ้ม
อยู่ด้วยราคะ    ร้อนอยู่ด้วยโทสะ   งงงวยอยู่ด้วยโมหะ  จึงไม่อาจเพื่อก้าว
ล่วงกระแสตัณหาของตนไปได้     ต้องข้องอยู่ในกระแสตัณหานั้นนั่นเอง "
ดังนี้แล้ว   เมื่อจะทรงแสดงธรรม   จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

<div id="300"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 300]]
๕.        เย  ราครตฺตานุปตนฺติ  โสต
สย  กต  มกฺกฏโกว  ชาล
เอตมฺปิ  เฉตฺวาน  วชนฺติ  ธีรา
อนเปกฺขิโน  สพฺพทุกฺข  ปหาย.
" สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ   ย่อมตกไปสู่กระ-
แสตัณหา    เหมือนแมลงมุม    ตกไปยังใยที่ตัวทำไว้
เองฉะนั้น.    ธีรชนทั้งหลาย   ตัดกระแสตัณหาแม้นั้น
(contracted; show full)|}
{{fs|90%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br>
{{fs|90%|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}<br>
{{fs|90%|[[#เล่ม|***************]]}}
<br />
|}
[[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]]
[[หมวดหมู่:วิกิตำรา]]